Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
คนเราเดินไปไหนมาไหนอยู่ทั้งวันและทุกวัน และแน่นอนว่ารองเท้าก็ติดกับเราไปด้วยเสมอ ซึ่งการเดินนั้นหากเดินมากไปหรือไม่เดินเลยก็อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ แต่ที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่จะช่วยรองรับการเดินของคุณให้มีความสบายมากยิ่งขึ้นนั่นคือรองเท้าที่ดีและออกแบบมาเพื่อสุขภาพของคุณ
รองเท้าที่ดีคือกุญแจสำคัญของสุขภาพที่ดี
การเคลื่อนไหวของคุณเริ่มต้นที่เท้าของคุณเสมอไม่ว่าจะเดินไปไหน ดังนั้นการมีรองเท้าที่ดีก็จะช่วยให้คุณเคลื่อนที่ต่อไปได้อย่างสะดวกสบาย
บางครั้งรองเท้าที่ดูสวย ทันสมัยอาจไม่ได้ส่งผลดีกับเท้าของเราเสมอ บางครั้งอาจกัดเท้า ทำให้เท้าเป็นแผล หรืออาจทำให้กระดูกส้นเท้าของคุณปวด และเมื่อใดที่มีการเจ็บปวดเกิดขึ้นในบริเวณเท้าของเรา การคเลื่อนไหวของเราก็จะเริ่มน้อยลงด้วยคำสั่งจากสมอง เพื่อลดอาการเจ็บที่เกิดขึ้น
และหากคุณยังดันทุรังใส่รองเท้าที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคุณ สุดท้ายก็จะส่งผลที่มีความรุนแรงมกาขึ้นกับร่างกาย เช่น หากรองเท้ากัดหรือมีการเสียดสีมากๆ ก็จะมีอาการพอง และเป็นหนองได้ เพราะรองเท้าเป็นสิ่งที่เจอกับพื้นที่มีเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา และหากเป็นรองเท้าที่ส่งผลต่อกระดูกเช่นรองเท้าส้นสูงมากๆ หากใส่บ่อยๆก็จะทำให้เราปวดหลัง และอาจมีอาการเรื้อรังที่หนักขึ้นได้
ดังนั้นรองเท้าเพื่อสุขภาพจึงได้เกิดขึ้น เพื่อปกป้องเท้าของคุณ รวมถึงท่าทางสรีระที่ส่งผลต่อกระดูกของคุณด้วย หากคุณได้ลองใส่รองเท้าเพื่อสุขภาพดูสักครั้งแล้วกลับไปใส่รองเท้าทั่วไป ก็จะสังเกตได้เลยว่า รองเท้าเพื่อสุขภาพนั้นสบายกว่าจริงๆ
รองเท้าเพื่อสุขภาพต้องเป็นแบบไหน ?
ปัจจุบันแบรนด์เพื่อสุขภาพต่างผลิตรองเท้าเพื่อสุขภาพออกมากันมากมาย ซึ่งมักจะแข่งขันกันด้วยดีไซน์ รูปทรง และเทคโนโลยีใหม่ๆในการช่วยรองรับเท้าของเรา แต่รองเท้าแบบไหนล่ะที่เป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพจริงๆ เราลองสังเกตได้ตาม 5 ข้อนี้เลย
1.พื้นที่บริเวณนิ้วมีความกว้างพอให้กับนิ้วโป้งเท้า
เมื่อลองสวมรองเท้าเข้าไปแล้ว ลองขยับนิ้วโป้งเท้าดูว่าสามารถเคลื่อนได้บ้างไหม เพราะรองเท้าที่ดีต่อสุขภาพนั้นจะมีความกว้างในส่วนนิ้วเท้าที่พอดีกับนิ้วเท้าของคุณโดยเฉพาะนิ้วโป้ง จะไม่พอดีจนเกินไปหรือหลวมจนเกินไป หากสวมแล้วรู้สึกพอดี ให้ลองเดินดูสักพักว่ามีนิ้วโป้งเท้าของคุณถูกบีบหรือไม่
2.พื้นรองเท้า
ส่วนพื้นรองเท้าที่ติดกับเท้าของเราเมื่อสวมใส่ ในส่วนนี้เมื่อใส่แล้วควรรู้สึกนุ่มสบาย ไม่ควรแข็งจนเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อกระดูกของเราเมื่อเดินนานๆได้
3.มีที่รองรับการกระแทกของเอ็นร้อยหวาย
ตั้งแต่บริเวณส้นของรองเท้าขึ้นมาจนถึงขอบรองเท้าด้านหลังที่เมื่อเวลาสวมรองเท้าแล้วจะติดกับเอ็นร้อยหวายของเรา ส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยป้องกันการเสียดสีและลดแรงเสียดทานระหว่างรองเท้ากับผิวหนังไม่ให้เกิดการอักเสบจนเป็นแผลผุพอง
4.ตัวรองเท้ามีความยืดหยุ่น
หากไปดูที่ร้านควรหยิบขึ้นมาแล้วลองขยับๆเบาๆว่ามีการเคลื่อนตัวของวัสดุไหม รองเท้าที่ดีต่อสุขภาพนั้นจะมีความยืดหยุ่น เพื่อรองเท้าการลงน้ำหนักและการสัมผัสกับพื้นไม่ให้กระทบกันแรงจนเกินไป เพราะจะส่งผลต่อกระดูกได้
5. น้ำหนักเบา
หากรองเท้ามีน้ำหนักมาก จะทำให้เราออกแรงช่วงเท้ามากขึ้นเพื่อยกและก้าวไปข้างหน้า เมื่อเดินนานๆก็จะทำให้ปวดเท้าหรือข้อเท้าได้ ดังนั้นรองเท้าที่ดีควรมีน้ำหนักเบา ซึ่งจะทำให้เราออกแรงยกเท้าน้อยลงและเคลื่อนไหวได้อย่างสบายมากขึ้น
เลือกซื้ออย่างไรดีนะ?
การเลือกซื้อรองเท้าให้ดีต่อสุขภาพนั้น นอกจากจะต้องรู้ว่ารองเท้าเพื่อสุขภาพเป็นอย่างไรแล้ว ก็ยังรู้วิธีการเลือกซื้อรองเท้าที่ถูกต้องตามนี้ด้วย
1.ซื้อรองเท้าตอนบ่ายเป็นต้นไป
หลายคนอาจเคยได้ยินประโยคนี้ที่เราควรซื้อรองเท้าในช่วงบ่ายเป็นต้นไป เพราะในช่วงเช้าที่เราเพิ่งตื่นและยังไม่ได้เดินไปไหนมากๆ เท้าเราจะยังไม่ขยายเป็นขนาดปกติ และเมื่อบ่ายเป็นต้นไปแล้วเท้าเราจะบวมขึ้นประมาณ 10% ถึง 15% ดังนั้นไซส์เท้าของเราตอนเช้ากับตอนบ่ายๆเย็นๆก็จะต่างกันด้วยนะ
2.ลองใส่แล้วเดินสักพัก
หากลองใส่แล้วรู้สึกพอดี ให้ลองเดินไปเดินมาสักพัก เพื่อดูว่าเท้าของเราถูกบีบจากรองเท้าหรือไม่ เพราะบางครั้งแค่เราใส่แล้วยืนนิ่งๆอาจพอดี แต่พอเดินไปสักพักอาจเริ่มเจ็บก็เป็นได้
3.อย่ายึดติดกับเลขไซส์
เลขไซส์รองเท้ามีหลายแบบไม่ว่าจะเป็น UK US หรือ JPN ซึ่งในขนาดเดียวกันตัวเลขของไซส์แต่ละแบบก็จะต่างกัน อีกทั้งขนาดของรองเท้าผู้ชายและรองเท้าผู้หญิงก็จะแตกต่างกันด้วย ดังนั้นการลองรองเท้าควรให้พนักงานแนะนำไซส์ก่อน หลังจากนั้นลองใส่แล้วเดินดูสักพัก แล้วลองไซส์ที่ใหญ่ขึ้นด้วย เผื่อว่าไซส์ที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อยอาจทำให้เราเดินสบายขึ้นก็เป็นได้นะ
สรุป
รองเท้าเพื่อสุขภาพนั้น อาจไม่ได้อยู่ในแบรนด์เพื่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว เพียงแค่เราเลือกรองเท้าที่ใส่แล้วเดินสบาย ไม่ปวดเมื่อย และไม่มีอาการเจ็บจากรองเท้ากัดก็ถือว่ารองเท้านั้นคือรองเท้าที่เหมาะกับสุขภาพของคุณแล้ว
หากใครกำลังมองหารองเท้ามือสองสภาพสวยราคาดีๆอยู่ล่ะก็ Kaidee ของเราก็มีนะ ลองเข้ามาเลือกดูกันก่อนเลย
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันคงมีไม่น้อยเลยที่อยากขายรถยนต์ที่มีอยู่ในครอบครองคันนี้ทิ้งไป ไม่ว่าจะด้วยสภาวะเศรษฐกิจ หรือเหตุผลอื่น ๆ ก็ตามแต่ ซึ่งเวลาขายในแต่ละทีก็ยากแสนยาก ด้วยปัจจัยที่หลากหลาย ไม่ว่าเป็นเรื่องของสภาพรถยนต์ รุ่นของรถยนต์ รวมไปถึงสี
แต่ทั้งนี้ภาพถ่ายที่ใช้ในการประกาศขายก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเช่นเดียวกันที่จะดึงความสนใจได้ ดังนั้นเราจะมาดูเทคนิคที่จะถ่ายภายในให้ดี และช่วยดึงดูดเมื่อนำรถยนต์ที่มีมาประกาศให้คนที่พบเห็นนั้นมีความสนใจมากขึ้นได้ ว่าจะมีเทคนิคอย่างไรบ้าง
องค์ประกอบของรถยนต์ที่จำเป็น
การที่จะประกาศขายรถยนต์ลงในเว็ปไซต์ต่าง ๆ ผู้ที่เข้ามาเลือกซื้อนั้นย่อมมีความต้องการเห็นในทุก ๆ ส่วนของรถยนต์ให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจว่ารถยนต์คันนี้สามารถมอบความต้องการให้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้นจะต้องมีองค์ประกอบจำเป็นต่าง ๆ
1. ภายนอกของรถยนต์
องค์ประกอบสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดเลยก็คือ ภายนอกของรถยนต์ ที่สามารถบ่งบอกสภาพของรถยนต์คันนั้น ๆ ได้ในเบื้องต้น ก่อนที่จะไปเริ่มดูในส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์คันนั้น หากสามารถถ่ายให้ภายนอกของรถนั้นดูใหม่แล้วล่ะก็ จะช่วยให้ผู้คนสนใจได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
ภายนอกโดยรวม กระจังหน้า-หลัง กันชน ชุดแต่งต่าง ๆ ที่ตกแต่งเพิ่ม (หากมี)
2. ภายในของรถยนต์
การถ่ายภายในของรถยนต์เป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยในการตัดสินใจเพิ่มเติมให้แก่ผู้ซื้อได้เช่นกัน ถ้าทำให้ภายในของรถยนต์ยังมีสภาพที่ใหม่เอี่ยมเหมือนกับรถใหม่ ดังนั้นควรที่จะทำความสะอาดก่อนที่เริ่มถ่ายภายในของรถ ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วย
เบาะรถยนต์ คอนโซลและหน้าปัด พื้นที่เก็บของภายใน
3. ฟังก์ชันที่มาพร้อมกับรถยนต์
การถ่ายอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จะเสริมให้ผู้ขับขี่ได้รับความสะดวกสบายในระหว่างการเดินทาง ซึ่งอาจทำให้ตรงกับความต้องการที่ผู้ซื้อนั้นสนใจอยู่พอดี ควรถ่ายมาให้ที่สุดเท่าที่จะพอทำได้และเป็นฟังก์ชันสำคัญอย่าง
เครื่องเสียง ฟังก์ชันบนพวงมาลัย ระบบรักษาความปลอดภัยที่มี
4. เครื่องยนต์
หากเครื่องยนต์มีสภาพที่ดีพร้อมใช้งานสวย สะอาด และยังไม่เสื่อมสภาพ จะทำให้มีความน่ามองมากขึ้น รวมไปถึงยังทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกว่า รถยนต์ของคุณนั้นพร้อมที่จะใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา
5. ตำหนิที่มี
แน่นอนว่าหากเราเป็นผู้ซื้อย่อมอยากจะรู้อยู่แล้วว่ารถยนต์ที่เราเล็งเอาไว้นั้นมีตำหนิอะไรบ้าง ดังนั้นคนที่รู้ถึงสิ่งเหล่านี้ได้ดีที่สุดก็คือตัวของเจ้าของรถ ที่จะช่วยให้ผู้ซื้อนั้นตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
ช่วงเวลาที่ดีในการเลือกถ่ายภาพ
การเลือกช่วงเวลาให้เหมาะสมในการถ่ายก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้รถยนต์ของคุณดูโดดเด่นมากขึ้น มีความน่าสนใจมากขึ้น รวมไปถึงทำให้เห็นถึงรายละเอียดของรถได้มากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้ออุปกรณ์อย่างไฟมากเพิ่ม ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย
1. ช่วงเช้า
เป็นช่วงหนึ่งที่เหมาะสมและดีในการถ่ายรูป (6 โมงเช้า – 8 โมงเช้า) ด้วยแสงที่กำลังดีไม่ถึงขั้นแรงมาก ซึ่งจะไม่ให้รถของเรานั้นดูแข็งและจืดจนเกินไป ซึ่งจะทำให้รูปรถที่เราถ่ายมีเสน่ห์น่าดึงดูดได้อีกด้วย
2. ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ
เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เรียกได้ว่าแสงสวยที่สุดของวัน ที่เรียกกันว่า Twilight (บ่าย 4 – 5 โมงเย็น) เป็นเวลาที่แสงอ่อน ๆ ไม่เกิดเงา ทำให้เห็นรายละเอียดของรถยนต์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังให้ความสาวงามแบบที่ช่วงเวลาอื่นของวันไม่สามารถให้ได้
Tips : ไม่ควรถ่ายในช่วงเวลาเที่ยง เนื่องจากพระอาทิตย์นั้นจะลอยอยู่เหนือศีรษะของเราพอดี ทำให้เงานั้นตกลงมา ภาพที่ได้จะดูแข็ง ๆ และรายละเอียดไม่ชัด
4 เทคนิคในการถ่ายภาพ
การใช้เทคนิคเพียงเล็กน้อย หรือใช้ลูกเล่นต่าง ๆ รวมไปถึงจินตนาการในการสร้างสรรค์เรื่องของการถ่ายภาพ ช่วยให้ภาพรถยนต์ของคุณมีอะไรที่น่าสนใจและสะดุดตาและล่อให้เข้ามาดูมากกว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเว็บขายรถยนต์มือ 2 คันอื่นอย่างแน่นอน จะมีเทคนิคอะไรบ้างไปดูกันเลย
1. ถ่ายมุม 45 องศา
หลักการถ่ายรูปรถก็คล้าย ๆ กับการถ่ายรูปคนนั่นแหละ นั่นคือการถ่ายด้วย 45 องศาจากด้านข้างเข้าไปสู่ตัวรถ ที่นอกจากจะเป็นมุมที่ทำให้รถนั้นสวยขึ้นแล้ว ยังเป็นมุมเดียวที่สามารถทำให้ถ่ายรูปออกมาแล้วเห็นรถยนต์ได้เต็มคันมากที่สุดนั่นเอง
2. ถ่าย Close-Up
การถ่ายแบบ Close-up นั้นคือการถ่ายบางอย่างเข้าไปใกล้ ๆ และเจาะจงเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเท่านั้น เป็นการเพิ่มความโดดเด่นให้กับจุดที่เราเน้นได้มากยิ่งขึ้นและยังเป็นการชูโรงในเรื่องที่น่าสนใจของรถยนต์แต่ละรุ่นได้อีกด้วย
3. กฎ 3 ส่วนและจุดตัดตาราง 9 ช่อง
เป็นกฎพื้นฐานที่ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพมือใหม่หรือมือเก๋าก็ควรรู้เอาไว้ เพราะเป็นเทคนิคที่ง่าย เพียงเราต้องจินตนาการเส้น 3 เส้น ทั้งแนวตั้งและแนวนอน นำมาตัดกันจึงเกิดขึ้นมาเป็นช่องสี่เหลี่ยมทั้ง 9 ช่อง เมื่อถ่ายภาพให้เราวางสิ่งของที่อยากจะถ่ายไว้ตามจุดตัดต่าง ๆ ซึ่งกรณีของเราคือรถยนต์ อาจจะวางจุดที่อยากจะนำเสนอไว้ เช่น อยากถ่ายไฟหน้า อาจจะถ่ายไฟหน้า ให้อยู่ในบริเวณของจุดตัดเหล่านั้นนั่นเอง
4. เลือกฉากหลังให้ตัดกับสีของรถ
การเลือกสถานที่ให้เข้ากับสีรถยนต์ของเรานั้น หากเลือกให้ตัดกับสีรถได้แล้วล่ะก็ จะทำให้รถนั้นโดดเด่นขึ้นมาได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสีไหนเหมาะสม ให้ดูตารางสีตรงข้ามได้เลย โดยสีคู่ตรงข้ามมี ดังนี้
แดง – เขียว ม่วง – เหลือง น้ำเงิน – ส้ม ขาว – ดำ
Tips : นอกจากหาพื้นหลังที่เป็นสีแล้ว อาจจะหาเป็นโลเคชั่นอื่น ๆ ที่ดูสวยแทนก็ได้
สรุปท้ายบทความ
การขายรถยนต์นั้นก็มีหลากหลายช่องทางที่จะทำให้รถของคุณที่ไม่ได้ขับแล้ว หรือว่าเก่าเกินไปนั้นขายออก ไม่ว่าจะเป็นการนำไปตีราคาที่เต๊นท์รถยนต์เจ้าดังต่าง ๆ หรือขายต่อให้กับคนข้างตัว ซึ่งทางเลือกสุดท้ายเลย คือการไปปล่อยตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่จะพอเพิ่มโอกาสในการขายไม่มากยิ่งขึ้น
นอกจากการเขียนสเปคของรถยนต์อย่างระเอียดแล้วนั้น สิ่งที่จะหลอกล่อให้ผู้ที่สนใจรถยนต์เข้ามาดูและติดต่อได้มากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารูปก็เป็นอีกปัจจัยที่เป็นจุดสนใจอันดับแรก ๆ ของใครหลาย ๆ คน รูปสวยย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ใครที่กำลังแพลนว่าจะขายรถแล้วล่ะก็ บทความนี้เรารวมวิธีมาให้ครบที่สุด อ่านจบแล้วพร้อมกลับบ้านไปและสามารถถ่ายได้เลยทันที
หากใครที่กำลังมองว่าจะขายรถยนต์ที่มีอยู่ ลองเข้ามาอ่านบทความนี้ถึงวิธีถ่ายรูปให้ดูดี และจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย และเมื่อรู้วิธีแล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเอารูปเหล่านี้ไปใช้ขายในเว็บไซต์ไหนแล้ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee Auto สิ ลงขายง่าย
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
“ยางรถยนต์” จัดว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญมากที่สุดอีกหนึ่งชิ้นของรถยนต์ เนื่องจากยางรถยนต์เป็นชิ้นส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นผิวของถนน และรองรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวรถ หากผู้ขับขี่ใช้งานเพียงอย่างเดียวจนลืมให้ความใส่ใจ ดูแล และตรวจเช็กยางรถยนต์ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายขึ้นได้ โดยสาเหตุมาจากยางรถยนต์ เช่น ยางแตก, ยางรั่ว และอื่นๆ อีกมากมาย
ดังนั้นผู้ขับขี่จึงต้องให้ความสำคัญกับยางรถยนต์เป็นอย่างมาก หมั่นตรวจเช็กข้อมูลอย่างครบถ้วนว่าใช้มากี่ปีแล้ว ถึงเวลาควรเปลี่ยนแล้วหรือยัง
ยางรถยนต์มีอายุกี่ปี ?
การเปลี่ยนยางรถยนต์อาจไม่มีกำหนดตายตัวว่าต้องเปลี่ยนปีไหนหรือเมื่อไหร่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานโดยตรงว่าเราได้พารถคู่ใจคันนี้ขับไปลุยที่ไหนมาแล้วบ้าง ซึ่งหลักการสังเกตง่ายๆ ได้จากลักษณะสภาพภายนอกของยาง เช่น ดอกยางยังมีอยู่มั้ย เริ่มมองเห็นยากแล้วหรือยัง รวมถึงเวลาเอามือไปจับแล้วรู้สึกว่ายางไม่มีความยืดหยุ่นแต่กลับแข็งตัว อาจใช้เกณฑ์วัดเป็นการใช้งานระยะ 2 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร ซึ่งก็ควรจะต้องถึงเวลาเปลี่ยนยางรถยนต์แล้ว
ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนยาง ควรดูอะไรบ้าง
หลักๆ แล้วการเปลี่ยนยางรถยนต์จะต้องนำรถเข้าไปเปลี่ยนที่ศูนย์บริการที่มีผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้บริการ แต่ถ้าหากเราทำการบ้านศึกษาวิธีการเลือกยางรถยนต์ไปพอประมาณจะช่วยให้เราสามารถเลือกยี่ห้อและราคาที่ถูกใจ แล้วนำไปพูดคุยปรึกษากับเจ้าหน้าเพื่อให้ได้ยางที่เหมาะสมตรงกับการใช้งานของผู้ขับขี่ให้ได้มากที่สุด
โดยข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับยางสามารถดูได้ที่แก้มของยาง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเลือกซื้อยางได้อย่างถูกต้อง และช่วยให้บำรุงรักษายางได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่ยางรถยนต์นั้นมีหลายประเภท แล้วแต่ละจุดประสงค์ของการใช้งาน วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูวิธีอ่านค่ายางง่ายๆ ได้ตามนี้
ยกตัวอย่างค่ายาง 215/70R15 88H
215 คือ ขนาดของหน้ายางหรือความกว้างของยางโดยมีหน่วยเป็นมิลิเมตร 70 คือ ซีรีส์ยางและความสูงของแก้มยางที่มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ (70% ของ 215 มม.) R คือ โครงสร้างยางแบบเรเดียล 15 คือ เส้นผ่าศูนย์กลางของยางที่ใส่ไว้กับกระทะล้อมีหน่วยเป็นนิ้ว 88 คือ เลขดัชนีในการรับน้ำหนักของยาง H คือ ขีดจำกัดความเร็วสูงสุด
ข้อมูลเหล่านี้สามารถสอบถามได้จากพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ หลังจากการเปลี่ยนยางรถยนต์แล้วยังต้องมีการเช็กศูนย์ถ่วง เพลาต่างๆ ของดอกยางรถยนต์ว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่า การเลือกยางรถยนต์ที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการยึดเกาะพื้นผิวถนนทุกสถานการณ์ และให้ความปลอดภัยมากที่สุด ผู้ขับขี่จึงต้องใส่ใจในการเลือกเป็นพิเศษ วันนี้มาดูกันว่าถ้าเราจะเปลี่ยนยางควรเลือกใช้ยางยี่ห้อไหนดี มาหาคำตอบกับบทความนี้ไปพร้อมๆ กัน
ยางรถยนต์ชื่อคุ้นหูคนไทยที่ส่งตรงมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองแอครอน รัฐโอไฮโอ โดยชื่อ “กู๊ดเยียร์” มาจาก มร.ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์ ผู้คิดค้นยางรถยนต์หรือต้นแบบยางที่นำมาใช้ในปัจจุบัน ซึ่ง มร.แฟรงค์ ไซเบอร์ลิ่ง ผู้ก่อตั้งบริษัทกู๊ดเยียร์ ไทร์แอนด์รับเบอร์ ได้เลือกใช้ชื่อนี้เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ มร.ชาร์ลส์ กู๊ดเยียร์
กู๊ดเยียร์ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ในการผลิตยางรถยนต์ที่ทันสมัย และไม่ได้ผลิตแค่ยางรถยนต์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่ผลิตยางเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดของโลกและยังเป็นยางรถยนต์ยี่ห้อแรกที่ได้ขึ้นไปสัมผัสกับพื้นผิวของดวงจันทร์อีกด้วย รวมถึงยังมีประวัติศาสตร์การชนะการแข่งขันรถแข่งทั้งสนามเล็ก และสนามใหญ่ที่เรียกได้ว่าการันตีชื่อเสียงที่มีมาอย่างยาวนาน
ด้วยความเป็นยี่ห้อยางรถยนต์อันดับหนึ่ง กู๊ดเยียร์จึงไม่หยุดพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ใส่เข้าไปในการผลิตยางรถยนต์ ซึ่งล่าสุดก็ได้มีการคิดค้นยางที่ใช้น้ำมันถั่วเหลืองในการผลิตซึ่งจะช่วยเพิ่มอายุการใช้งานได้กว่า 10% และยังช่วยลดการใช้น้ำมันปิโตรเลียมในขั้นตอนการผลิต หากผู้ขับขี่ที่กำลังมองหายางรถยนต์สมรรถนะสูง กู๊ดเยียร์เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดที่คุณต้องเลือก
หนึ่งในยี่ห้อยางรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณยางของรถฟอร์มูล่าวัน (Formula) รวมไปถึงการแข่งขันรถทุกประเภท พร้อมการันตีชื่อเสียงและคุณภาพยางรถยนต์ยี่ห้อ Bridgestone ด้วยการคว้ารางวัล “แบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย” ประเภทยางรถยนต์ถึง 8 ปีซ้อน ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดยางรถยนต์
การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อให้ได้นวัตกรรมที่ดีที่สุดคือแนวทางที่ถูกวางไว้มาโดยตลอด พวกเขาสะท้อนภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วประเทศ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เช่น ยางรถยนต์ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมัน ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับให้กับรถประเภทประหยัดน้ำมัน สำหรับรถสายผจญภัยทางแบรนด์ก็ได้ออกแบบยางรถยนต์ที่รองรับทุกสภาพพื้นผิว หรือแม้แต่รถหรูอย่างซูเปอร์คาร์ก็มียางรถยนต์ที่มีขีดจำกัดของความเร็วไว้สูงมาก เพื่อตอบสนองกับผู้ใช้งานและความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ Bridgestone ยังได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์จากสนามแข่งขันระดับโลกที่นับไม่ถ้วน รวมไปถึงเป็นผู้สนับสนุนหลักของการแข่งรถอย่างรายการ Super GT Championship ที่การันตีได้ว่าระดับรถแข่งขันยังใช้งานยางของเรา เพราะฉะนั้นผู้ขับขี่จึงมั่นใจได้ว่ายางของ Bridgestone จะยึดเกาะกับถนนได้ดี ขับนิ่มนวลและปลอดภัย ที่สำคัญคุณภาพและราคาคุ้มค่าอย่างแน่นอน
ยางรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสที่เดิมทีเป็นโรงงานผลิตยาง และคิดค้นยางรถยนต์แบบถอดได้ ซึ่งชื่อมิชลินมาจากนามสกุลของสองพี่น้องมิชลิน อองเดร (André) และ เอดูอาร์ (Édouard) ผู้เป็นต้นกำเนิดนวัตกรรมสำคัญของโลกอย่างยางรถที่สามารถถอดออกได้ สองพี่น้องมิชลินได้ทำลายข้อจำกัดของตัวเองเพื่อทำให้มนุษย์เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระมากขึ้น สิ่งนี้จึงเป็นแนวคิดหลักของแบรนด์มาโดยตลอด
หลังจากที่มิชลินเคยพามนุษย์ให้ก้าวข้ามขีดกำจัดของตัวเองไปสู่การเดินทางที่อิสระมากขึ้น ทุกวันนี้มิชลินได้เปลี่ยนให้ผู้ใช้งานมุ่งไปสู่การใช้ทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน ยางรถยนต์ในอนาคตจะทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติ ด้วยการนำยางเก่ามารีไซเคิลและใช้วัสดุชีวภาพที่ไม่ต้องใช้ลม สามารถพิมพ์ดอกยางได้เรื่อยๆ รวมถึงยังมีระบบแจ้งเตือนให้ผู้ขับรับรู้ถึงสภาพยางเพื่อความปลอดภัย
ประวัติที่แสนยาวนานและคุณภาพของมิชลินปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งในแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของวงการยางรถยนต์ ด้วยการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ พร้อมความใส่ใจในการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ขับขี่ใช้งานอยู่เสมอ จึงทำให้มิชลินเป็นอีกหนึ่งย่อห้อยางรถยนต์ที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน
ข้ามฟากไปที่ยุโรปกันบ้างกับยางรถยนต์ที่ก่อตั้งขึ้นในเมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี โดยเป็นผู้ผลิตยางอ่อนใยผ้าผสมยาง และล้อยางแข็งสำหรับรถม้าและรถจักรยาน พร้อมสร้างความสำเร็จในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ระดับโลกมามากมาย
นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมในรายการแข่งขันและทำลายสถิติมากนักต่อนัก ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของ Continental เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 200,000 คนทั่วโลกในมากกว่า 56 ประเทศ นอกเหนือจากอุตสาหกรรมยางแล้วยังเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งในอุตสาหกรรม Chasis&Safety, Powertrain, Interior และ Contitech อีกด้วย
โดย Continental ยังได้นำเสนอยางรถยนต์แบบมีดอกยางเป็นรายแรกของโลก เป็นผู้ผลิตยางสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผสมผสานกับการคิดค้นและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งความที่เป็นเจ้าแรกในหลายๆ ด้าน จึงบ่งบอกได้ว่านี่คือหนึ่งในยี่ห้อยางรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก
ยางรถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยที่มีต้นกำเนิดมาจากเมืองโยโกฮามา จังหวัดคานากาวา ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการพัฒนาและผลิตยางคุณภาพมานานกว่า 100 ปี โดยในปี พ.ศ. 2462 เริ่มการผลิตยางรถยนต์ครั้งแรกที่โรงงานฮิรานุมะ เมืองโยโกฮามา และต่อมาในปี พ.ศ. 2464 ได้ผลิตยางผ้าใบเป็นครั้งแรกของประเทศญี่ปุ่น
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโยโกฮามาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นอีกหนึ่งยี่ห้อในวงการยานยนต์ที่ไม่เคยหยุดคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาเพื่อตอบโจทย์สำหรับผู้ขับขี่รถทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น รถเก๋ง, รถสปอร์ต, รถกระบะ, รถตู้ รวมไปถึงรถบรรทุกของขนาดใหญ่ที่มีให้เลือกได้ทุกประเภท เพื่อช่วยตอบสนองความต้องการให้กับผู้ใช้อย่างครบครัน
สรุป
ตัวเลือกยี่ห้อยางรถยนต์ทั้งหมดที่เราหยิบยกมาพูดถึงให้ฟังนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันในวงการตลาดยางรถยนต์มีแบรนด์น้องใหม่ที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกวัน การเลือกยี่ห้อยางรถยนต์และการหมั่นดูแลเอาใจใส่จึงมีความสำคัญมากๆ เพราะยางรถยนต์ที่ดีจะทำให้ผู้ขับขี่ปลอดภัยและมั่นใจได้ในทุกการเดินทาง
สำหรับใครที่กำลังมองหายางรถยนต์ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee แหล่งซื้อขายรถยนต์มือสอง รวมไปถึงอะไหล่ และอื่นๆ ที่รวบรวมทั้งหมดไว้ให้คุณที่นี่ที่เดียว
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ทุกๆเดือนมีหนังเข้าใหม่อยู่ตลอด ถึงแม้ช่วงโควิดที่ทำให้โลกต้องหยุดชะงักไปนาน แต่หนังก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วยฟื้นฟูอารมณ์ความรู้สึกของเราได้ ถึงแม้ในช่วงนี้หนังใหม่ๆอาจถูกเลื่อนฉายหรือมีฉายยังไม่มากเท่าไหร่ แต่คลังหนังดีๆมีอยู่ก็มีมากมายเลยนะ ยิ่งหนังรักโรแมนติกที่ช่วยปรับอารมณ์ความเหงาและฟื้นฟูความเศร้าของเราให้ดีขึ้นก็ยิ่งมีเป็นจำนวนมาก หากมีเวลาลองมาหาดูกัน
ความรักกับความโรแมนติก
เมื่อคนเราชอบใครสักคนและเริ่มเข้าหาเพื่อสร้างความสัมพันธ์หรือจีบกันนั้น ความหลงไหลจะเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย เช่นเมื่อทั้งสองได้มองตากัน แล้วรู้สึกชอบพอกันก็จะสามารถส่งความรู้สึกผ่านกันได้และฮอร์โมนต่างๆในร่างกายก็จะเริ่มทำงาน
จากนั้นเมื่อทั้งสองได้ใช้เวลาสักระยะในการพูดคุยและทำความรู้จักกันมากขึ้น หากไม่ได้เกิดปัญหาหรือความขัดแย้งใดที่มาทำลายความสัมพันธ์ ความรู้สึกโรแมนติกเมื่อได้อยู่ใกล้ระหว่างกันจะเกิดขึ้น และตามมาด้วยความรักที่มีให้ต่อกัน ซึ่งตามผลวิจัยนั้นหากคนเรารักใครมากๆหรือเมื่อได้อยู่กับคนที่เรารักในบรรยากาศที่โรแมนติกมากๆ การไหลเวียนของเลือดก็จะทำงานได้ดีขึ้นและหัวใจของเราเต้นแรงมากขึ้นตามไปด้วย
และเมื่อทั้งสองได้ตกลงกันเป็นแฟน อยู่ด้วยกันแบบคู่รัก ความรักที่ทรงพลังก็จะเกิดขึ้น และในช่วงหลังจากนี้ความโรแมนติกก็จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งแท้จริงแล้วนั้นความโรแมนติกไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์เสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับการปลุกหัวใจของเราให้มีความสดใสและรู้สึกกับความอบอุ่นที่เกิดจากมีความรักได้ดีมากยิ่งขึ้น
6 หนังรักโรแมนติก
หลายคนที่แม้ว่าตอนนี้อาจยังโสด ไม่มีคู่ครอง ก็สามารถหาความโรแมนติกได้ด้วยการดูหนัง เพราะในช่วงเวลาเกือบสองชั่วโมงนั้น เร่ืองราวของหนังอาจทำให้เราได้สัมผัสกับความอบอุ่น รู้สึกถึงความโรแมนติกที่ถูกสื่อจากการแสดงของตัวละคร และจะทำให้คุณอารมณ์ดี ฟีลกู๊ดไปอีกหลายวัน
1.About Time
เริ่มกันที่หนังรักปนดราม่าและแฟนตาซีเล็กๆในการย้อนเวลากลับไปได้ ซึ่งตัวหนังเล่าถึง Tim (Domhnall Gleeson) ชายหนุ่มธรรมดาที่ได้รู้ความลับอย่างหนึ่งในวันเกิดครบรอบ 21 ปีจากพ่อของเขาว่า ชายหนุ่มในครอบครัวนี้มีพลังสามารถย้อนเวลากลับไปได้ โดยการย้อนเวลานั้นจะต้องอยู่ในที่มืดและตั้งใจนึกไปยังสถานที่ที่ต้องการย้อนกลับไป
โดย Tim ได้ใช้ความสามารถนี้ย้อนเวลากลับไปหลายครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงอดีตแต่ก็มีหลายครั้งนักที่แม้ว่าจะย้อนกลับไปแก้ไข แต่ก็ไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุดตามที่คาดหวัง ตัวหนังเล่าถึงความรักทั้งในรูปแบบสามี-ภรรยาและพ่อ-ลูก การย้อนเวลากลับไปทำให้ Tim ได้เข้าใจโลกมากขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้ว Tim จะย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องใดบ้าง ต้องไปดูกัน
2.Call Me By Your Name
หนังรักโรแมนติกยุคใหม่ที่เล่าถึงความรักระหว่างชายสองคน ตัวหนังใช้สถานที่ในประเทศอิตาลีช่วงปี 1983 โดยมีตัวเอกคือ Elio (Timothée Chalamet) หนุ่มวัย 17 ที่ใช้ชีวิตกับครอบครัว และ Oliver (Armie Hammer) หนุ่มนักศึกษาสุดหล่อที่มาฝึกงานกับพ่อของ Elio
บท ฉากและบรรยากาศต่างๆในเรื่องจะทำให้คนดูรู้สึกและอินไปกับหนังได้ ที่สำคัญคือตัวนักแสดงที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ในบทการแสดงออกมาได้อย่างมีความสามารถ ความรักความผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นนั้นทำให้เราสัมผัสกับความโรแมนติกแบบวัยรุ่นที่อาจทำให้เราเขินและยิ้มตามด้วยในหลายฉาก ดังนั้นหนังเรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เล่ามุมมองความรักในรูปแบบใหม่ออกมาได้อย่างดี และไม่ควรพลาดจริงๆ
3.Her
หนังแนวดราม่า โรแมนติกที่เข้าฉายในปี 2013 นำแสดงโดย Joaquin Phoenix ที่รับบทเป็น Theodore ชายหนุ่มผู้กำลังอกหักจากการเลิกลาของภรรยา จนเขาได้ค้นพบระบบ OS ที่ชื่อ Samantha ที่สามารถพูดคุย ตอบสนองกับเขาได้ จนเขาก็ได้ตกหลุมรักกับเจ้าซอฟท์แวร์นี้
แม้ว่าตัวหนังเล่าถึงความเหงาที่พระเอกต้องพบเจอ แต่เมื่อได้พูดคุยกับ Samantha แล้ว ชีวิตของเขาก็มีชีวิตชีวามากขึ้น ซึ้งอาจทำให้เรารู้สึกโรแมนติกในลึกๆ แม้ว่าอีกฝ่ายที่ Theodore หลงรักนั้นจะเป็นซอฟท์แวร์ในคอมพิวเตอร์ บทสรุปของหนังจะเป็นอย่างไรนั้นอยากให้ได้ไปติดตามกัน
4.Letters to Juliet
หนังโรแมนติกสุดแสนอบอุ่น นำแสดงโดย Amanda Seyfried และ Christopher Egan ตัวหนังเล่าถึง Sophie (Amanda Seyfried) สาวนักเขียนชาวอเมริกันที่ตกลงหมั้นกับ Victor (Gael Garcia Berna) เชฟหนุ่มที่คลั่งไคล้เรื่องการทำอาหารและหาวัตถุดิบที่ดีเพื่อนำมาเปิดร้านในเมืองนิวยอร์ค
แต่ด้วยการค้นหาวัตถุดิบชั้นดีของ Victor ทำให้ทั้งคู่ต้องไปยังอิตาลี จนทำให้ Sophie ได้พบกับ Letters to Juliet หรือการเขียนจดหมายเพื่อปรึกษาความรักกับจูเลียต และสุดท้ายทำให้เธอได้รู้จักกับ Charlie (Christopher Egan) และยายของเขาที่กำลังค้นหาชายหนุ่มคนรักที่พลัดพรากกัน
เรื่องราวและบรรยากาศในหนังทำให้เราได้คอยติดตามอย่างอบอุ่น ความน่ารักของตัวละครที่แสดงออกมาทำให้เรายิ้มได้อยู่บ่อยๆ ดังนั้นหากใครอยากดูหนังรักโรแมนติกดีๆ ดราม่าไม่หนัก เรื่องนี้ห้ามพลาดเชียว
5.Notting Hill
หนังโรแมนติก คอมเมดี้ปี 1999 ที่นำแสดงโดย Julia Robert และ Hugh Grant ถือว่าเป็นนักแสดงที่โด่งดังมากในช่วงยุคนั้น ตัวหนังเล่าถึง Anna (Julia Robert) ดาราสาวชื่อดัง กับ William หนุ่มเจ้าของร้านขายหนังสือ ที่เริ่มพบกันจากการที่ Anna มาร้านหนังสือของ William
หลังจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องราวการบังเอิญพบกันบ่อยครั้งของทั้งคู่ จนเกิดความสัมพันธ์ที่เป็นความรักขึ้น เนื้อเรื่องอาจไม่ได้ตื่นตาตื่นใจ แต่เราสามารถนั่งดูและติดตามความรักของทั้งคู่ได้แบบไม่มีเบื่อ ด้วยอารมณ์ของหนังที่สื่อถึงความโรแมนติก ไม่ว่าจะตอนพบกัน พูดคุยกัน หรือแม้แต่ตอนเดทกัน เท่านี้ก็ทำให้ใจเราพองโตได้หลายวันเลยล่ะ
6.Bangkok Traffic (Love) Story
หนึ่งในหนังโรแมนติกขึ้นหิ้งของเมืองไทย รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ที่เข้าฉายในปี 2009 ตัวหนังทำเงินได้มากถึง 145.82 ล้านบาท ในรถไฟฟ้ามาหานะเธอนี้เล่าถึงเหมยลี่ (คริส หอวัง) สาวออฟฟิศวัย 30 ที่ยังโสด เธอได้พบเจอกับ ลุง (เคน ธีรเดช) หนุ่มหล่อที่เป็นวิศวกรของรถไฟฟ้า
ในสถานการณ์ต่างๆทำให้ทั้งสองพบเจอกัน ซึ่งด้วยความโก๊ะแสนน่ารักของเหมยลี่และความสุภาพบุรุษสุดหล่อของลุง ทำให้เราสัมผัสกับอารมณ์ความโรแมนติกในช่วงระหว่างทางที่ทั้งคู่เริ่มมีความรู้สึกดีๆให้กันได้อย่างอบอุ่นแบบยิ้มไม่หุบ และแม้หนังจะผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่ถ้าวันนี้ลองย้อนกลับไปดูก็ยังโรแมนติกและสนุกมากๆอยู่เหมือนเดิม
สรุป
หนังโรแมนติกยังมีอีกมากกว่าร้อยหรือพันเรื่อง ซึ่งหนังเก่าๆนั้นอาจให้ความโรแมนติกที่มากกว่า เพราะด้วยสิ่งแวดล้อม บรรยากาศที่อยู่ในหนังแตกต่างจากโลก ณ ปัจจุบันที่มีแต่ความวุ่นวาย ทำให้บางครั้งคนเราก็โหยหาความเก่าที่แสนจะโรแมนติกได้
และการดูหนังโรแมนติกสักเรื่อง ถ้าไม่มีทีวีดีๆที่ช่วยเพิ่มอรรถรสก็คงจะน่าเสียดาย หากใครกำลังมองหาทีวีมืองสองอยู่ล่ะก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีทั้งทีวี ลำ โพงและเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ลองเข้ามาดูกันเลย
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ถึงเวลาอันเหมาะสมสักทีที่เราจะมีรถยนต์คู่ใจไว้เป็นของตัวเอง หลังจากที่เดินทางเบียดเสียดกับผู้คนในรถไฟฟ้า รถเมล์มาแรมปี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะตัดสินใจซื้อรถทั้งที ก็คิดไม่ตกว่าระหว่างรถยนต์ป้ายแดงใหม่กริ๊บ กับรถยนต์มือสองราคามิตรภาพ มันต่างกันแค่ไหน แล้วเราควรจะเลือกอะไรดี
แล้วรถมือหนึ่งกับรถมือสองต่างกันยังไง
ปัจจัยในการเลือกรถยนต์ นอกจากรายจ่ายที่เราต้องจ่ายออกไป ทั้งเงินดาวน์รถยนต์ เงินผ่อนรถยนต์แล้ว ยังมีข้อสังเกตอื่นๆที่เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นหนึ่งในตัวเลือกประกอบการตัดสินใจของเราด้วย
ค่าเสื่อมราคาสูงกว่า
รถมือสองมีค่าเสื่อมราคามากกว่ารถใหม่ เนื่องจากผ่านการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่อเครื่องยนต์และสภาพของรถยนต์ที่ต่างไปจากรถมือหนึ่ง สภาพการสึกหรอของรถยนต์ และระยะเวลาการใช้งานของรถทุกคัน จะต้องมีการซ่อมแซม เปลี่ยนแปลงอะไหล่ที่ใช้ในรถยนต์ ทำให้ราคาของรถมือสองยังคงมีราคาถูกลงไม่ต่างจากรถมือหนึ่งมากเท่าไร แต่จะต้องบวกค่าซ่อมแซมส่วนสึกหรอเข้าไปด้วย
การอนุมัติไฟแนนซ์มือหนึ่งง่ายกว่ามือสอง
ด้วยความที่รถมือสองมีค่าเสื่อมที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง ทำให้การอนุมัติไฟแนนซ์ของรถมือสองจะต้องมีเงื่อนไขในการยื่นไฟแนนซ์และข้อกังวลที่มากกว่ารถยนต์มือหนึ่ง
ประกันรถยนต์
รถยนต์มือหนึ่ง จะได้เปรียบในแง่ของการทำการประกันรถยนต์ เนื่องจากรถมือหนึ่งจะสามารถทำประกันชั้น 1 ได้ ส่วนรถยนต์มือสอง หากมีอายุการใช้งานไม่เกิน 10 ปี ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าอายุการใช้งานเกิน 10 ปี สามารถทำประกันรถยนต์ได้ที่ 3+
ประกันสินเชื่อ
ประกันสินเชื่อช่วยลดดอกเบี้ยเช่าซื้อรถยนต์ได้อีกเล็กน้อย เพราะไฟแนนซ์จะมั่นใจได้ว่าหากเกิดเหตุร้ายอย่างเช่นผู้ประสบเหตุเสียชีวิตก่อนกำหนด ไฟแนนซ์จะยังคงได้รับเงินจากบริษัทประกันสินเชื่อเจ้าของรถยนต์ที่มีวงเงินเบี้ยประกันรถยนต์สะสมอยู่ ไม่ต้องมีคนข้างหลังรับภาระแทน และกรรมสิทธิ์ยังคงถูกส่งมองให้ครอบครัวผู้เอาประกันต่อไป
แบบนี้ดอกเบี้ยรถมือหนึ่งกับรถมือสองมีรายละเอียดอะไรบ้าง
ดอกเบี้ยรถยนต์มือหนึ่ง
สำหรับเจ้าของรถยนต์ที่ออกรถป้ายแดงส่วนใหญ่ ที่มักจะเลือกซื้อรถแบบเงินผ่อนแลกกับการเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์ ข้อสำคัญที่ควรทราบคือ เงินดาวน์จะส่งผลต่อระยะเวลาการผ่อนจ่ายค่างวดรถรถป้ายแดงสินเชื่อ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) อยู่ที่ 2-4% บางรุ่นอาจจะเหลือเพียง 2% หรือไม่มีดอกเบี้ยเลย ซึ่งเป็นไปตามโปรโมชั่นและยอดเงินดาวน์ของเรา ซึ่งยอดเงินดาวน์มีความสำคัญมากในกรณีที่ไม่ได้ซื้อขาด
สามารถคำนวณได้คร่าวๆดังนี้ เช่น
Honda Civic 2019 1.5 Hatchback Turbo ราคา 1,169,000 บาท
เงินดาวน์ 20% = 233,800 บาท
ยอดจัดสินเชื่อ = 935,200 บาท
ดอกเบี้ย 2.29% ต่อปี ระยะผ่อน 60 งวด
ค่างวดต่อเดือน = 17,372 บาท
ยอดชำระทั้งหมด 60 งวด = 1,042,320 บาท
ถ้าหากใครผ่อนมาได้สักระยะแล้วต้องการปิดยอดทั้งหมด ทางไฟแนนซ์ก็มีส่วนลดดอกเบี้ยให้ ขึ้นอยู่กับไฟแนนซ์ที่เราทำธุรกรรมด้วย แต่หากเราต้องการลดดอกเบี้ยของเงินต้นส่วนที่เหลือ ให้ใช้วิธีการโปะเงินเพื่อปิดบัญชี เพราะทางสถาบันการเงินจะต้องลดดอกเบี้ยส่วนเงินต้นไม่น้อยกว่า 50% ให้กับเรา เพื่อให้เข้าตามเกณฑ์ว่าด้วยสัญญาธุรกิจเช่าชื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ พ.ศ. 2561
ยอดเงินดาวน์สำคัญกับรถมือหนึ่งอย่างมาก
เงินดาวน์ คือ เงินก้อนแรกที่คุณจะต้องจ่ายเพื่อซื้อรถยนต์ ถ้ายิ่งดาวน์ยอดรถมากเท่าไร อัตราดอกเบี้ยที่เราจะต้องส่งเพิ่มเติมในแต่ละเดือนก็น้อยลง เนื่องจากเมื่อเราจ่ายเงินดาวน์แล้ว ไฟแนนซ์จะทำการหักค่ารถออกแล้ว จะนำยอดจัด หรือยอดที่เหลือ มาคูณกับเปอร์เซ็นต์ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นยอดผ่อนชำระในแต่ละเดือน ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะมียอดดอกเบี้ยที่น้อยกว่าการจ่ายเงินดาวน์ต่ำ มีผลโดยตรงเฉพาะการซื้อรถยนต์มือหนึ่งเท่านั้น
อีกหนึ่งข้อสำคัญของยอดดอกเบี้ยรถยนต์ หากคุณคิดว่าเมื่อไรที่คุณมีเงินมากพอและต้องการมาโปะชำระดอกเบี้ยรถในอนาคต อาจจะต้องบอกว่า ให้คุณตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนก่อนจะทำการซื้อรถ เพราะดอกเบี้ยรถยนต์จะต่างจากดอกเบี้ยบ้าน ตรงที่ดอกเบี้ยบ้านสามารถโปะเพื่อลดดอกเบี้ยได้ แต่ในกรณีของรถยนต์ดอกเบี้ยจะไม่ลดลง เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยตายตัว เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสามารถรอจนมีเงินดาวน์ที่สูงมากพอได้ แนะนำให้คุณรอ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
ดอกเบี้ยรถยนต์มือสอง
ดอกเบี้ยแตกต่างกันชัดเจน 4%-15% ต่อปี โดยส่วนใหญ่สถาบันทางการเงินจะคำณวนดอกเบี้ยจากปีที่ผลิตรถยนต์ที่มาขอสินเชื่อ ความสมบูรณ์ของตัวรถ ยี่ห้อรถยนต์ ประเภทรถยนต์ และเงื่อนไขอื่นๆตามที่สถาบันการเงินที่รับทำไฟแนนซ์กำหนด
อัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสอง จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
1.อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (Effective Interest Rate) ดอกเบี้ยที่คำนวณจากยอดเงินที่กู้จริง ระยะเวลากู้ ความสม่ำเสมอในการจ่าย โดยดูจากเงินส่วนต่างของผู้กู้และผู้ได้รับเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ยจะปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขที่สถาบันการเงินกำหนด
2.อัตราดอกเบี้ยคงที่ต่อปี (Flat Interest Rate) ตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ตลอดจนครบสัญญา โดยไม่ขึ้นกับสถาบันทางการเงิน
วิธีการคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองเบื้องต้นง่ายๆ
สิ่งที่คุณจะต้องทราบ เมื่อคุณต้องการที่จะคำนวณดอกเบี้ยรถยนต์มือสองแบบง่ายๆ เพื่อทราบดอกเบี้ยและยอดผ่อนเบื้องต้น รวมถึงเป็นการวางแผนรายจ่ายที่เราจะต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือน
1.อัตราดอกเบี้ยของแต่ละสถาบันที่เราต้องการทำไฟแนนซ์
2.ยอดจัดรวม หรือราคารถยนต์หักกับเงินดาวน์
3.ระยะเวลาในการผ่อน โดยเฉลี่ย 4-7 ปี
ที่สำคัญ เงินดาวน์ไม่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยของรถมือสอง เงินดาวน์สูง ไม่ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง การศึกษาอัตราดอกเบี้ยไฟแนนซ์ในแต่ละสถาบัน เป็นการทำให้เราคัดเลือกการทำไฟแนนซ์ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกที่สุด และเลือกปีผ่อนให้น้อยที่สุดเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์มือสองที่เราจะต้องผ่อนจ่าย
เพราะดอกเบี้ยรถยนต์ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเรา
ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์มือหนึ่งหรือมือสอง ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่คนส่วนใหญ่ เลือกที่จะเป็นเจ้าของรถยนต์สักหนึ่งคัน และหากรถยนต์มีความจำเป็น จนสามารถกลายเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายได้ การเลือกซื้อรถยนต์ที่ดี ราคาประหยัด สักคันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก นอกจากความเหมาะสมในการใช้งานแล้ว สภาพรถยนต์ที่ดี ราคารถยนต์ที่สบายๆ อัตราดอกเบี้ยที่ไม่ทำให้เราบาดเจ็บจนเกินไป จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัว ในราคาที่คุ้มค่า และเรายังเหลือเงินไปทำอย่างอื่นได้อีกด้วย