ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร

ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร

เพื่อนๆ ทราบหรือไม่ว่า รถแต่ละคันที่เราขับ เติมน้ำมันไม่เหมือนกัน แต่พอขับรถไปสักระยะ หลายๆคนอาจมีคำถามว่า ถ้าอยากเปลี่ยนชนิดของน้ำมันรถนั้นสามารถทำได้หรือไม่ เปลี่ยนแล้วรถจะแรงเหมือนเดิมหรือเปล่า ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้ฟังกัน

ทำความรู้จักน้ำมันแต่ละชนิดกันก่อน

โดยน้ำมันจะแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ เบนซิน ดีเซล และแก๊สโซฮอล์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ประเภทดังต่อไปนี้

1. น้ำมันเบนซิน 91 (เบนซินธรรมดา)

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและค่าออกเทน 91 และไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอร์ จึงทำให้รถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินทุกคันสามารถเติมน้ำมันชนิดนี้ได้ ยกเว้นรถที่มีการระบุอย่างชัดเจนว่า เติมได้เฉพาะเบนซิน 95 เท่านั้น

2. น้ำมันเบนซิน 95 (เบนซินพิเศษ)

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วและค่าออกเทน 95 ใช้ได้กับรถยนต์เกือบทุกประเภท ด้วยความที่มีค่าออกเทนสูง ทำให้การเผาไหม้ดี อีกทั้งยังสามารถป้องกันการน็อคของเครื่องยนต์สูง สมรรถนะของการขับขี่จึงตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งน้ำมันชนิดนี้เป็นน้ำมันที่ราคาค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับชนิดอื่นๆ

3. แก๊สโซฮอล์ 91 (E10)

น้ำมันที่สามารถใช้แทนน้ำมันเบนซิน 91 ได้ มีส่วนผสมระหว่างน้ำมันเบนซินกับเอทิลแอลกอฮอร์ 9 ต่อ 1 ซึ่งมีความบริสุทธิ์ถึง 99.5% เหมาะกับรถที่ระบุว่าใช้กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เท่านั้น เนื่องจากเกิดการกัดกร่อนจากเอทิลแอลกอฮอล์ ที่เป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ท่อยาง หัวฉีด หรือโอริงปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดการรั่วได้

4. แก๊สโซฮอล์ 95 (E10)

น้ำมันชนิดที่นี้สามารถใช้ทดแทนเบนซิน 95 ได้ ส่วนผสมคือน้ำมันเบนซิน 91 ผสมเอทิลแอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด ควรใช้กับรถยนต์ที่ระบุให้ใช้กับแก๊สโซฮอล์ 95 เท่านั้น และเป็นน้ำมันที่ไม่เหมาะกับการเติมแล้วจอดรถทิ้งไว้นานๆ เพราะน้ำมันอาจเกิดการระเหย มีโอกาสที่น้ำมันจะเสียได้

5. แก๊สโซฮอล์ E85

น้ำมันได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ในอัตราส่วนลดลง คือ เบนซิน 15% เอทานอล 85% ซึ่งน้ำมันชนิดนี้ไม่สามารถสู้น้ำมันชนิดอื่นๆ ในเรื่องสมรรถนะการขับขี่ได้ อีกทั้งยังมีการเผาไหม้เร็ว ส่งผลให้น้ำมันหมดไว และด้วยความที่มีเอทิลแอลกอฮอล์ค่อนข้างสูงทำให้กัดกร่อนชิ้นส่วนเครื่องยนต์อีกด้วย สำหรับข้อดีคือ ราคาที่ค่อนข้างถูกนั่นเอง

6. แก๊สโซฮอล์ E20

น้ำมันที่มีส่วนผสมระหว่างออนเทน 95 80% และเอทานอล 20% ซึ่งประสิทธิภาพจะไม่แตกต่างกับแก๊สโซฮอล์ 91,95 ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2551 แต่ทั้งนี้ก็ควรศึกษาก่อนเสมอว่ารถของคุณสามารถเติมน้ำมันชนิดนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเหมาะกับคนที่ใช้รถแบบสบายๆ เน้นขับในเมือง

7. น้ำมันดีเซล

น้ำมันที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ใช้เฉพาะกับเครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น ลักษณะจะใสของเหลืองเล็กน้อย มีความหนืดกว่าน้ำมันเบนซิน เพราะเครื่องยนต์ดีเซลมีการทำงานแตกต่างจากเครื่องยนต์เบนซิน

เพราะรถแต่ละคันถูกออกแบบมาอยู่แล้วว่าสามารถเติมน้ำมันชนิดใดได้บ้าง ดังนั้นเมื่อต้องการเปลี่ยนชนิดของน้ำมัน ก็สามารถทำได้ แค่ต้องแน่ใจก่อนว่าน้ำมันที่จะเปลี่ยนนั้นสามารถเติมกับรถคุณได้จริงๆ แต่อย่างไรก็อย่าลืมพิจารณาถึงความคุ้มค่า และการใช้งานด้วยนะ และใครที่กำลังมองหารถใหม่อยู่ Kaidee Auto มีรถหลากหลายรุ่นให้คุณเลือก

6 ของฝากห้ามลืมซื้อเมื่อไปเที่ยว

6 ของฝากห้ามลืมซื้อเมื่อไปเที่ยว

ประเทศไทยที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่งการรวบรวมความหลากหลายของวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร ประเพณี หรือผู้คน ซึ่งทุกจังหวัดต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหมือนของดีที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้เดินทางมาเที่ยวชมจังหวัดของตัวเอง

นอกจากความงดงามของธรรมชาติตามสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว สิ่งที่ขึ้นชื่อของแต่ละจังหวัดนั้นก็มีทั้งอาหารการกิน ของใช้ เครื่องประดับ และงานฝีมืองานประดิษฐ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่น่าหลงใหลในการดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อซื้อกลับไปเป็นของที่ระลึกหรือนำไปฝากญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายที่รับรองว่าผู้รับต้องถูกใจ

วันนี้ Kaidee จึงขอรวบรวมของฝากยอดฮิตจาก 6 จังหวัดในประเทศไทยที่ไปแล้วต้องซื้อติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของฝากกันอย่างแน่นอน

1. ข้าวหลามหนองมน จังหวัดชลบุรี

จังหวัดชลบุรีเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ใครหลายคนนิยมใช้เวลาในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ เพื่อเดินทางไปพักผ่อน สัมผัสบรรยากาศของทะเล แวะคาเฟ่ถ่ายรูปชิคๆ หรือกินอาหารทะเลสดๆ ที่มีให้เลือกซื้อกันอย่างหลากหลาย เนื่องจากเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้กรุงเทพ สามารถเดินทางไปได้สะดวกและใช้เวลาไม่นานมากนักก็ถึงทะเลได้แล้ว

ซึ่งของฝากขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรีคงจะหนีไม่พ้น “ข้าวหลามหนองมน” ชุมชนดั้งเดิมในการเผาข้าวหลามมาตั้งแต่โบราณ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำย่านตลาดหนองมนที่หากนึกถึงข้าวหลามเมื่อไหร่ก็ต้องมาที่ตลาดแห่งนี้ โดยส่วนประกอบหลักๆ ของข้าวหลาม คือ ข้าวเหนียว กะทิ ถั่วแดง เผือก ซึ่งวัตถุดิบต่างๆ ถูกอัดแน่นมาในรูปแบบสุดเท่นั่นก็คือ “กระบอกไม้ไผ่” ให้รสชาติที่หวาน มัน และมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน 

นอกจากข้าวหลามแล้วที่ตลาดหนองมนยังเต็มไปด้วยอาหารทะเลตากแห้ง อาหารทะเลแปรรูป ขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่มีให้เลือกซื้ออย่างหลากหลายเพื่อนำกลับไปเป็นของฝากให้ญาติ พี่น้อง หรือเพื่อนๆ ได้แบบไม่อั้นเลยทีเดียว 

2. น้ำพริกหนุ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ขึ้นไปแอ่วเหนือกันบ้างกับจังหวัดเชียงใหม่ อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความปรารถนาอยากจะมาสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น สูดกลิ่นไอหมอกบนยอดดอย ชื่นชมความงดงามของธรรมชาติสีเขียว ไหว้พระขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล รวมไปถึงของกินขึ้นชื่อที่มาเยือนแล้วต้องห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด

“น้ำพริกหนุ่ม” หนึ่งในอาหารพื้นบ้านชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้จากการนำเอา “พริกหนุ่ม” พริกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายพริกชี้ฟ้าผสมพริกหยวก มาย่างไฟจนได้ที่แล้วจึงนำมาตำรวมกับเครื่องเคราหลากชนิด อาทิ หอมแดง กระเทียม ปลาแห้ง หรือปลาร้า เกลือ เป็นต้น เมื่อทานเข้าไปแล้วให้รสชาติที่กลมกล่อม มีรสเผ็ดนิดๆ ผสมกลิ่นหอมของการย่างที่ลงตัว ยิ่งถ้าได้กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ หรือ แคบหมูติดมัน รับรองว่าจะยิ่งทำให้คุณฟินมากขึ้นกว่าเดิม

แหล่งซื้อน้ำพริกหนุ่มที่ขึ้นชื่อต้องยกให้ “กาดหลวง หรือตลาดวโรรส” ที่มีร้านดังอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ร้าน ได้แก่ ดำรงค์, เจ๊หงษ์, ศรีพรรณ และแหนมบุญศรี ซึ่งแต่ละร้านนั้นขายกันมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเฉพาะเจ๊หงษ์ที่ขายมาอย่างยาวนานถึง 60 ปี นอกจากน้ำพริกหนุ่มและแคบหมูแล้ว ภายในตลาดยังมีไส้อั่ว หมูทอด ซี่โครงหมู ที่เป็นตัวเลือกสำหรับของฝากที่ดีอีกเพียบ

3. หมูยอ จังหวัดอุบลราชธานี

ไปต่อกันที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือกันบ้างกับจังหวัดอุบลราชธานี หนึ่งในจังหวัดใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติสวยงามมากมาย อุดมไปด้วยแก่งหิน หน้าผา ผืนป่า และแม่น้ำ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาที่สวยงาม ยิ่งใหญ่อลังการ และอาหารรสแซ่บจนคุณต้องประทับใจ

“หมูยอ” หากใครที่มาถึงจังหวัดอุบลราชธานีแล้วไม่ได้ทานหมูยอถือว่าพลาดสุดๆ เพราะที่นี่มีหมูยอเป็นอาหารขึ้นชื่อประจำจังหวัดที่เรียกได้ว่ารสชาติอร่อยถูกปากคนไทย เพราะส่วนผสมของเครื่องเทศต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อหมูมีความกลมกล่อมเข้ากันอย่างลงตัว บรรจงห่อด้วยใบตองอย่างประณีตแล้วนำไปนึ่งด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสม จนทำให้ได้รสชาติที่อร่อยและมีเอกลักษณ์ถูกใจคนได้รับอย่างแน่นอน สำหรับแหล่งซื้อหมูยอของฝากจังหวัดอุบลราชธานีตั้งอยู่ที่ถนนศรีณรงค์ ซึ่งจะมีร้านขายหมูยอเจ้าเก่าแก่ให้เลือกซื้อหลายร้านด้วยกัน

4. พลอยเมืองกาญฯ

กาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่โดดเด่นด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็น น้ำตก อุทยานแห่งชาติ เขื่อน และสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้งยังอยู่ใกล้กรุงเทพที่ใช้เวลาเดินทางไม่ไกลมาก จึงทำให้กาญจนบุรีเป็นจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี 

สำหรับของฝากจากเมืองกาญฯ ที่น่าสนใจนำมาเป็นของฝากสำหรับญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือก็จะเน้นเป็นเครื่องประดับอัญมณี โดยเฉพาะพลอยเมืองกาญฯ ที่มีตลาดพลอยให้เลือกซื้ออย่างมากมาย รวมไปถึง นิล และอัญมณีอื่นๆ เป็นของฝากที่สวยงามไม่แพ้กันเลยทีเดียว

5. ขนมโมจิ จังหวัดนครสวรรค์

หากขับรถขึ้นไปเที่ยวในจังหวัดโซนภาคเหนือ เมื่อผ่านจังหวัดนครสวรรค์แล้วต้องแวะซื้อของฝากขึ้นชื่อที่ใครๆ ต่างเป็นต้องรู้จัก นั่นก็คือ “ขนมโมจิ” ขนมที่ดัดแปลงมาจากโมจิของชาวญี่ปุ่นให้มีรสชาติที่ถูกปากคนไทยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงยังได้พัฒนาและคิดค้นไส้ให้มีหลากหลายแบบ เช่น ไส้มะพร้าว ไส้ไก่ ไส้ไข่เค็ม ไส้ทุเรียนกวน ไส้ชาเขียว และอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้แก่ผู้บริโภค แถมยังมีข้อดีที่ขนมโมจิสามารถเก็บได้หลายวันโดยที่ไม่ต้องแช่ตู้เย็น ซึ่งสร้างความสะดวกสบายเป็นอย่างมากในการซื้อเป็นของฝาก อีกทั้งยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายของฝากจังหวัดนครสวรรค์ที่ไม่ว่าจะแวะตรงไหนก็ต้องเห็นขนมโมจิวางขายแน่นอน

6. หมูย่างเมืองตรัง

อีกหนึ่งจังหวัดขึ้นชื่อของทางภาคใต้ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และเกาะต่างๆ ที่มีความสวยงาม น้ำทะเลใส บรรยากาศสงบ รวมถึงวัฒนธรรมการกินอันเลื่องชื่อมาอย่างยาวนาน โดยหมูย่างเมืองตรังเป็นอาหารที่เชิดหน้าชูตาพี่น้องชาวตรัง มีรสชาติที่ยอดเยี่ยม และเนื้อนุ่มหนังกรอบ จุดเด่นของหมูย่างคือไม่มีน้ำจิ้ม ทานควบคู่กับน้ำชา กาแฟ และขนมต่างๆ ร้านอาหารทั่วไปจะขายในช่วงเช้าตรู่จนถึงช่วงเที่ยง ซึ่งคนตรังเชื่อว่าถ้ากิน “หมูย่าง” วันนั้นจะทำอะไรก็หมูไปหมด ง่ายไปหมด หรือโชคดีไปหมด จึงเป็นอาหารที่กลายเป็นสินค้าและของฝากประจำเมืองตรังที่โด่งดังไปไกลทั่วไทย

สรุป

ของฝากทั้งหมด 6 แบบ จากแต่ละจังหวัดที่เราได้ยกตัวอย่างเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังมีของฝากอีกมากมายที่ทุกจังหวัดต่างมีของดีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งสามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยือน และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้แต่ละจังหวัดกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง

สำหรับใครที่อยากหาของฝากแต่ไม่มีเวลาเดินทางไปซื้อด้วยตัวเอง สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ของดีราคาถูกที่รอคุณอยู่อีกเพียบ

ต้นไม้ให้ร่มเงาปลูกในบ้านมีข้อดีอย่างไร?

ต้นไม้ให้ร่มเงาปลูกในบ้านมีข้อดีอย่างไร?

อีกหนึ่งวิธีรับมือกับความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้ก็คือ การปลูกต้นที่ให้ร่มเงาในบ้าน นั่นเอง โดยภายในบ้านจะนิยมปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงาในบริเวณบ้านหรือรอบ ๆ บ้าน ซึ่งต้นไม้ที่ปลูกนั้นจะมีอายุหลายปี มีลักษณะลำต้นที่ตั้งตรง มีการแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นไม้ใหญ่ สง่า สวยงาม ด้วยส่วนประกอบต่าง ๆ ของต้นไม้ คือ ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ และดอก ว่ากันว่าต้นไม้ยืนต้นเพียงต้นเดียว สามารถลดอุณหภูมิความร้อนบริเวณรอบต้นไม้ได้เท่ากับเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่หลาย ๆ เครื่องได้เลยล่ะ      

ต้นไม้ประโยชน์เยอะกว่าที่คิด

โดยการปลูกต้นไม้ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความเย็นอย่างพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเลย ซึ่งจะทำให้บ้านของเราประหยัดค่าไฟไปอีกหลายบาทได้เลย การที่ปลูกต้นไม้ยืนต้นที่ช่วยให้ร่มเงากับบ้านนั่นมีประโยชน์อยู่เยอะ อย่างเช่น ทำให้บ้านร่มรื่นเย็นสบาย ทำให้รอบ ๆ บริเวณบ้านมีอากาศที่บริสุทธิ์ ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าในการเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับการและช่วยสร้างบังแดด ลดแรงปะทะจากพายุฝน เป็นต้น 

สำหรับการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงากับบ้านนั้นมีวิธีการปลูกที่หลากหลายรูปแบบ เพราะต้นไม้ยืนต้นที่มีหลากหลายชนิด สามารถนำมาปลูกให้เข้ากับใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด แล้วปลูกแบบไหน วิธีไหนบ้าง มาดูกันเลย

ปลูกต้นไม้ให้ถูกทิศทาง 

ร่มเงาช่วงเช้า: ควรปลูกทางทิศตะวันออก จะทำให้บ้านเย็นจากแดดตอนเช้าได้ แต่แนะนำให้คนออกไปสูดอากาศรับแดดยามเช้าด้วยนะ เพราะแดดช่วงเช้าดีต่อสุขภาพ

ร่มเงาช่วงเที่ยง: ปลูกต้นไม้บริเวณที่ต้องการได้เลย เนื่องจากแสงแดดจะอยู่บนศีรษะของเราพอดี

ร่มเงาช่วงบ่าย: ควรปลูกต้นไม้เยื้องไปทางทิศตะวันตก ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่แสงแดดจากดวงอาทิตย์แรงที่สุด แนะนำให้ปลูกต้นไม้ที่ใหญ่และมีทรงพุ่มที่หนาหรือต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบเพื่อช่วยป้องกันรังสี UV และความร้อนจากดวงอาทิตย์  

ข้อดีของต้นไม้ให้ร่มเงา  

1. สามารถลดความร้อนได้

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้นสามารถลดอุณหภูมิความร้อนบริเวณรอบ ๆ ได้เท่ากับเครื่องปรับอากาศหลาย ๆ ตัวรวมกันเลย โดยเฉพาะตอนกลางวันจะเป็นช่วงเวลาที่เห็นประสิทธิภาพของต้นไม้ได้ดีที่สุด เพราะช่วงกลางวันถึงช่วงบ่าย จะเป็นช่วงเวลาที่ร้อนมากที่สุดนั่นเอง ซึ่งถ้าได้ปลูกต้นไม้ที่ให้ร่มเงาไว้รอบ ๆ บริเวณบ้าน จะทำให้บ้านนั้นเย็นสบาย ป้องกันแสงแดด สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศได้เลย ยิ่งถ้าเป็นช่วงกลางคืนอากาศจะเย็นกว่าปกติเลยล่ะครับ 

2. อากาศบริสุทธิ์ขึ้น 

ต้นไม้ไม่ได้มีดีแค่ช่วยบังแดด ทำให้บ้านเย็นขึ้นอย่างเดียว แต่ยังสามารถช่วยให้อากาศรอบบริเวณบ้านบริสุทธิ์ขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ริมถนนใหญ่หรือถนนสาธารณะยิ่งควรปลูก เพราะต้นไม้จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงสารพิษอื่น ๆ ที่เป็นพิษต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม ทำให้อากาศบริเวณนั้นบริสุทธิ์ สังเกตได้เลยว่า ถ้าเราออกมาสูดอากาศในช่วงเช้าจะรู้สึกสดชื่นขึ้น เหมือนได้ฟอกปอด ที่สำคัญทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตของเราดีขึ้นตามไปด้วยนะ 

3. แนวบังลมชั้นดี 

ต้นไม้ที่เป็นแนวบังลมในที่นี้ไม่ได้หมายถึงกันลมพัดผ่าน แต่หมายถึงป้องกันลมพายุที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบ้านของเราได้ ซึ่งต้นไม้ยืนต้นที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำคัญที่สามารถช่วยป้องกันลมที่รุนแรงได้นั่นเอง โดยต้นไม้ที่จะนำมาปลูก ควรเลือกต้นไม้ที่สามารถช่วยลดแรงปะทะของลมได้ เช่น ต้นไทรย้อยและต้นหลิวทอง เป็นต้น 

4. บดบังส่วนของบ้าน เพิ่มความเป็นส่วนตัว

โดยส่วนใหญ่ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาจะเป็นต้นไม้ที่ลำต้นตรงและสูง มีกิ่งก้านสาขาแตกออกเป็นจำนวนมาก ทำให้มีร่มเงาและบดบังได้ดี ซึ่งเหมาะสำหรับการที่จะนำมาปลูกเป็นแนวรั้วให้บดบังในส่วนของตัวบ้านเพื่อความเป็นส่วนตัวหรืออาจจะนำมาปลูกใกล้ ๆ ตัวบ้านเพื่อให้ร่มเงาและบดบังในส่วนตัวบ้านที่อยากจะปิดเพื่อความสวยงาม แต่!! แนะนำว่าอย่าปลูกใกล้ตัวบ้านมาก เพราะรากของต้นไม้ใหญ่ทั้งหลายรากจะแผ่ขยายใหญ่มาก อาจจะสร้างความเสียให้กับตัวบ้านในอนาคตได้

5. ประหยัดค่าไฟฟ้า

เมื่ออากาศรอบบริเวณบ้านเย็นขึ้น ร่มรื่นขึ้น ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศและพัดลมในบางวันได้ วันไหนชิล ๆ ก็เปิดประตูบ้านหรือหน้าต่าง รับลมที่เย็นสบายและอากาศที่บริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยให้ภายในบ้านได้ถ่ายเทนำอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปหมุนเวียนส่งผลให้บ้านไม่มีกลิ่นอับ ทำให้คนในครอบครัวรู้สึกหายใจสะดวกและสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าต้นไม้นั้นมีประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งช่วยให้ร่มเงา ทำให้บ้านเย็นสบาย ทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์ รวมไปถึงทำให้เราสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าภายในบ้านได้ เนื่องจากบ้านเย็นด้วยร่มเงาจากต้นไม้ เราก็ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศและพัดลมในบางช่วงเวลาได้ ทำให้เห็นว่าธรรมชาติกับมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันและต้องพึ่งพาธรรมชาติ เพราะธรรมชาติให้ชีวิตและเป็นรากฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดรวมถึงมนุษย์ด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างเพื่อน ๆ กับข้อดีของต้นไม้ที่ให้ร่มเงา รู้แบบนี้แล้ว ควรปลูกต้นไม้สักต้นหรือ 2 ต้นไว้ในบ้านกันแล้วละ ที่ Kaidee Marketplace เราก็มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อไปปลูกได้เลย แวะมาดูก่อนได้นะ 

ป้านชาโบราณ ของสะสมราคาแพง

ป้านชาโบราณ ของสะสมราคาแพง

ของใช้หรือของที่เก็บสะสมกันเฉพาะกลุ่มเล็กๆในสมัยก่อน บางชิ้นก็กลายเป็นของมีราคาเทียบเท่ารถมอเตอรไซค์ รถยนต์ หรือบางชิ้นราคาสูงลิ่วจนเทียบเท่าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งส่วนมากก็เป็นของที่อาจคาดไม่ถึงว่าจะกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากมายในปัจจุบันนี้ โดยหนึ่งในนั้น ก็คือ กาน้ำชา และป้านชาโบราณ

ป้านชา/ปั้นชา

  อุปกรณ์หรือภาชนะสำหรับชงชา เกิดขึ้นจากประเทศจีนตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน แต่ในประเทศไทยเองก็มีผลิตขึ้นเองด้วยเช่นกัน ซึ่งรูปทรงและลักษณะของป้านชาก็มีหลากหลายสี หลากหลายที่มาและหลากหลายรูปแบบ ทำให้ผู้ที่คิดอยากสะสมนั้นยิ่งต้องศึกษาและใช้ประสบการณ์ที่ช่ำชองในการตรวจดูและเลือกชิ้นที่ดีที่สุด ที่จะมาอยู่ในคลังสะสมของตน

วิธีการเลี้ยงป้านชา

            เมื่อคุณซื้อป้านชามาใหม่ๆ ป้านชาจะยังไม่ได้ดูดซับกลิ่นของชาจึงทำให้ไม่สามารถดึงเอารสชาติของชาออกมาไม่ได้เท่าที่ควร ในการเลี้ยงป้านชาโดยแรกเริ่มเมื่อคุณซื้อมาใหม่จะมีวีธีการหลายขั้นตอนแต่จะไม่ซับซ้อนและยุ่งยากจนเกินไปเพื่อที่จะดึงรสชาติของตัวชาออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. ก่อนการชงชา

นำป้านชาล้างโดยน้ำสะอาดหรือจะเป็นน้ำร้อนเดือดและทำการขัดถูได้โดยทั่วไปแต่สิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาดคือการใช้ของแข็งหรือสารเคมีต่างๆไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างจาน เป็นต้น โดยสิ่งข้อห้ามเหล่านี้จะทำให้ป้านชาดูดซับสารเคมีนั้นๆไว้และจะทำให้เสียรสและกลิ่นของชา

2. หลังการชงชา

นำเศษชาออกจากป้านชาและล้างด้วยน้ำสะอาดเพื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากป้านชา จากนั้นให้นำป้านชาลงน้ำต้มเดือดโดยใช้เวลาประมาณ 45-60 นาทีเพราะว่าการทำให้ความร้อนจะทำให้ผิวของป้านชาขยายและจะคายเศษตะกอนออกมาโดยวิธีนี้จะต้มน้ำเดือดให้สุดแล้วลดไฟต่ำลงมาและต้มจนกว่าฟองอากาศที่เกาะบนป้านชาจะหายไปหมด จากนั้นแล้วนำเต้าหู้แข็งสีขาวที่ไม่ผสมไข่ลงไปใส่ลงไปในป้านชาเพื่อดูดสารพิษจำพวกโลหะออกจากป้านชา จากนั้นชะล้างป้านชาด้วยน้ำเย็นและเช็ดทำความสะอาดแค่นี้ถือเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บางวิธีหลังจากต้มป้านชาเป็นเวลา 45-60 นาทีให้นำใบชาที่ใช้แล้วหรือยังไม่ได้ใช้โดยการลงชงในน้ำและยกใบชาขึ้น จากนั้นแช่ป้านชาข้ามคืนและนำมาล้างเพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ

วิธีการเลือกป้านชามาสะสม

หลายบ้านอาจมีปั้นชาอย่างน้อยสักหนึ่งชิ้นอยู่ในบ้าน ลองหยิบมาศึกษาดู ไม่แน่ว่าชิ้นที่อยู่ในบ้านของคุณอาจมีราคาก็ได้นะ 

1.ความสมบูรณ์

สิ่งสำคัญสำหรับของสะสมทุกชนิดที่จะทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นหรือลดต่ำลง นั่นคือความสมบูรณ์ ไม่ว่าจะริ้วรอยขีดข่วนต่างๆที่มี ควรสังเกตให้ดีด้วยการใข้แว่นขยายหรือกล้องขยายแบบมีไฟ ค่อยๆใช้เวลาส่อง เพราะหากมีรอยแม้แต่นิดเดียวก็เท่ากับว่าชิ้นนั้นไม่สมบูรณ์ และราคาก็จะถูกลดต่ำลงตามไปด้วย

2.รูปทรงและสีของเนื้อดินที่ใช้ทำป้านชา

รูปทรงของป้านชามีหลากหลายแบบ ซึ่งการสะสมนั้นก็จะมีมากน้อยตามความนิยมในท้องตลาด รวมถึงความชอบส่วนบุคคล สีก็เช่นกัน สีของตัวป้านชาจะบอกถึงเนื้อที่นำมาใช้ปั้นเป็นป้านชา ซึ่งแต่ละเนื้อก็มีการสะสมและมีระดับราคาในการซื้อขายที่แตกต่างกัน ดังนั้นสังเกตให้ดีที่เรามีอยู่นั้นสีอะไรและเนื้อแบบไหน

3.ฝา

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับส่วนฝานั่นคือฝาคนละชิ้นกับตัวป้านชา โดยสังเกตได้จากเวลาวางฝาลงไปแล้ว หากยังสามารถขยับเขยื่อนฝาได้ หรือตัวฝามีสีที่ต่างจากตัวป้านชาก็ถือได้ว่าฝากับตัวป้านชานั้นอาจถูกสลับมาหรือไม่ใช่ของป้านชานั้น นอกจากนี้ตัวฝาสามารถสังเกตว่าสมบูรณ์หรือไม่ ได้จากการเอานิ้วไปลูบเบาๆ ที่ขอบฝาด้านล่าง หากมีความคมบางส่วน ควรรีบส่องกล้องขยายเพื่อดูว่ามีการแตกหักหรือไม่  

4.ตราสัญลักษณ์

ตราสัญลักษณ์ที่อยู่ด้านล่างของตัวป้านชาเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าของป้านชาชิ้นนั้นได้เช่นเดียวกัน เพราะบางสัญลักษณ์นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บอกที่มาของตัวป้านชา หากเป็นตราสัญลักษณ์ที่คนนิยมก็มักจะมีราคาที่ดีหรือมักถูกซื้อไปเก็บสะสมเสมอ

แหล่งซื้อ-ขายป้านชา

1.ตลาดตึกแดง

หากใครเคยผ่านไปที่สวนจตุจักรอาจสังเกตเห็นตึกสีเทาที่มีลายสีแดงชัดเจน รอบๆตึกแดงบริเวณด้านหน้าก็มีแผงร้านค้าวางของเก่าของสะสมมากมาย และภายในตึกแดงก็มีร้านค้าของโบราณที่มีป้านชาและของโบราณอื่นๆ ถ้าหากใครชอบของสะสมและของโบราณล่ะก็ที่นี้อาจเป็นสวรรค์ของคุณก็เป็นได้

2.พันทิพย์ งามวงศ์วาน

บนชั้น 8 ของห้างพันทิพย์งามวงศ์วาน จะเป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ มีทั้งของหลากหลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือของโบราณและป้านชา หากจะเดินดูให้ครบชั้นนั้นก็สามารถเดินเพลินๆจนเกือบหมดวันได้เลย 

นอกจากนี้บนชั้น 3 ที่เป็นโซนพระเครื่องก็มีบางร้านที่รับซื้อ-ขายของโบราณรวมถึงป้านชาโบราณด้วย หากใครไปแล้วก็เริ่มจากชั้นนี้ก่อนเพื่อดูของเรื่อยๆได้

3.Kaidee 

Kaidee ถือเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม Market Place ที่เป็นที่นิยมของคนไทย ไม่ว่าจะทางเว็บไซต์หรือแอพลิเคชัน คุณก็สามารถเข้าไปเลือกชมสินค้าได้อย่างสะดวก และที่สำคัญคือมีหมวดหมู่จัดไว้มากมาย ไม่ว่าจะรถยนต์ บ้าน-คอนโด คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ของสะสม ดังนั้นหากคุณมองหาแหล่งซื้อ-ขายป้านชาและของสะสมอยู่ล่ะก็ ต้องลองเข้าไปดูเลย 

สรุป

แม้ว่าป้านชาจะเกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว แต่การสะสมและการซื้อขายแลกเปลี่ยนยังคงมีมาถึงยุคปัจจุบัน อีกทั้งวงการสะสมหรือซื้อขายของเก่าก็ยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ มือใหม่เพิ่งเริ่มเล่นก็ควรศึกษาให้ดี อาจต้องลองผิดลองถูกอยู่ระยะเวลาหนึ่งถึงจะเข้าใจ แต่เมื่อใดที่สัมผัสได้ถึงความงามของศิลปะในตัวป้านชา และมีความชำนาญในการตรวจดูแล้ว ความสนุกที่น่าหลงใหลก็จะทำให้เราหยุดที่จะหยิบขึ้นมาเชยชมหรือค้นหาชิ้นต่อไปไม่ได้

แอโรไดนามิกคืออะไร และสำคัญอย่างไร

แอโรไดนามิกคืออะไร และสำคัญอย่างไร

แอโรไดนามิกน่าจะเป็นคำที่หลาย ๆ คนอาจเคยได้ยินมาบ้าง และมีความคลับคล้ายคลากันมาไม่มากก็น้อย ว่าเป็นเรื่องของอากาศ แต่ว่าแอโรไดนามิกนี้มันสำคัญอย่างไรกันล่ะ ทำไมนักพัฒนาหรือผู้ผลิตรถยนต์ทุกเจ้าถึงเห็นความจำและเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการออกแบบให้มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุดกัน

บทความนี้จะมาเป็นคำตอบและไขข้อกระจ่างในเรื่องของแอโรไดนามิกอย่างละเอียดให้ทุกคนได้เข้าใจกันเองว่า จริง ๆ แล้วมีประโยชน์มากมายที่อยู่ในเรื่องของอากาศ รวมไปถึงความน่ากลัวโหดร้ายหากรถยนต์ที่ผลิตออกมาและมีเรื่องของแอโรไดนามิกที่ไม่ดีจะส่งผลอย่างไร?

แอโรไดนามิก คือ?

ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักกับคำว่าแอโรไดนามิกกันก่อน แอโรไดนามิก (Aero Dynamic) คือ หลักของอากาศพลศาสตร์ ถ้าบอกแบบนี้น่าจะงงกันไปใหญ่ หากอธิบายอย่างง่าย ๆ มันก็คือ เรื่องของการเคลื่อนที่ของอากาศนั่นเอง ซึ่งในตอนแรกเริ่มเดิมทีนั้น นักวิศวกรรมนั้นนำมันมาใช้ในการออกแบบเรื่องของอากาศยานและเครื่องบิน เพื่อทำให้เครื่องบินนั้นลอยได้อย่างคงที่และปลอดภัยได้มากที่สุดเวลาที่ลอยอยู่กลางอากาศ และต่อมาจึงได้ถูกนำมาพัฒนาต่อในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมักใช้กับรถแข่งซะส่วนใหญ่ โดยนักวิศวะเหล่านี้ใช้อุโมงค์ลมในการออกแบบการไหลของอากาศ

อุโมงค์ลม สำคัญอย่างไร?

อุโมงค์ลมเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการทดสอบทางด้านกลศาสตร์ของไหลของอากาศที่มีความจำเป็นมากอีกหนึ่งอย่าง โดยนำมาทดสอบที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมในด้านอากาศพลศาสตร์ การใช้อุโมงค์ลมทดสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์ ตั้งแต่วัตถุที่มีรูปทรงง่าย ๆ จนถึงวัตถุที่มีรูปทรงยุ่งยาก

การออกแบบเพื่อนำมาใช้กับรถยนต์

หลักการในการออกแบบให้รถยนต์นั้นมีแอโรไดนามิกที่ดีนั้นจริง ๆ สำหรับนักวิศวะแล้วมีใช้อยู่ไม่กี่ข้อที่ทำให้ช่วยในเรื่องของแอโรไดนามิกได้ โดยที่ไม่ทำให้รถยนต์นั้นไม่ดูแปลกตาไปจากเดิม โดยสรุปมาให้แล้ว ดังนี้

1. รูปร่างเพรียว

การที่ออกแบบให้ตัวถังของรถยนต์นั้นมีความผอมบางและขนาดเล็กลงนั้น ส่งผลอย่างมากในเรื่องของแอโรไดนามิก ยิ่งรถมีความผอมมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้อากาศสามารถไหลผ่านได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

2. ใช้กฎของแบร์นูลลี

กฎของแบร์นูลลีพูดเอาไวถึงเรื่องของการไหลของสสาร ซึ่งเป็นทฤษฎีที่นำมาใช้ในเรื่องนี้อย่างตรงตัว เพราะรถยนต์ที่มีตัวถังที่เป็นผิวเรียบนั้นจะทำให้อากาศไหลผ่านไปได้ง่ายและรวดเร็วกว่าที่ผิวขรุขระ

3. ความสูงของรถ

ความสูงก็มีผลในเรื่องของแรงต้านอากาศ ยิ่งรถยนต์สูงเท่าไหร่ ลมยิ่งไหลผ่านได้ยาก ดังนั้นการปรับความสูงให้มีความเหมาะสมกับชนิดของรถนั้น ๆ เป็นสิ่งนักวิศวะต้องออกแบบตามการใช้งาน 

4. แรงกดอากาศด้านหน้า–หลัง

การออกแบบให้กระโปรงหน้า-หลังนั้นลาดลงนั่นก็เพื่อต้องการให้อากาศไหลผ่านมาจากข้างหน้าไหลผ่านไปสู่ข้างหลัง ที่ช่วยส่งให้อากาศช่วยกดตัวของรถยนต์ทั้งข้างหน้าและหลังในเวลาเดียวกัน

5. ออกแบบช่องลม

การออกแบบช่องลมในบริเวณของกระจังหน้า ที่จะช่วยให้กระแสลมผ่านจากหน้ารถไปสู่หลังรถได้อย่างรวดเร็ว การออกแบบในส่วนนี้นั้นยังช่วยเป็นอย่างมากเพื่อให้รถไม่ส่ายไปส่ายมาในเวลาที่ใช้ความเร็วสูง

สำคัญอย่างไร

มาดูกันต่อเลยกับความสำคัญของแอโรไดนามิกกันเลยดีกว่า มาดูกันว่าจริง ๆ นักวิศวะไม่ได้แค่ออกแบบมาเพื่อเล่น ๆ แต่เป็นความใส่ใจในรายละเอียดและความปลอดภัยขั้นสูงให้แก่ผู้ขับขี่อย่างเรา ๆ มากเพียงใด

1. รถเกาะถนนมากขึ้น

เหตุผลแรก ๆ ที่สามารถบอกได้อย่างง่ายที่สุดเลยว่าแอโรไดนามิกนั้นสามารถช่วยให้รถยนต์นั้นเกาะถนนได้ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยอากาศที่ไหลจากด้านหน้าของรถไปสู่ข้างหลังของตัวรถนั้นจะมีแรงกดอากาศจากบนลงไปล่าง ทำให้รถนั้นยึดกับถนนได้ดีขึ้นแม้ว่ารถยนต์คันนั้นจะน้ำหนักเบาก็ตาม

2. ขับขี่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เป็นอีกประโยชน์ของแอโรไดนามิกที่ช่วยทำให้รถยนต์ของคุณนั้นมีความเร็วและประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการทำให้ลดแรงต้านของอากาศนั่นเอง หากงงว่าแรงต้านอากาศคืออะไร ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ง่าย ๆ หากคุณลองเดินฝ่าลมพายุแรงและรู้สึกว่าตัวคุณกำลังถูกผลักอย่ารุนแรง นั่นแหละคือแรงต้านอากาศ การทำให้รถยนต์มีแอโรไดนามิกขึ้นมาก็เพื่อฝ่าแรงลมเหล่านี้และขับไปได้โดยไม่โดนลมพัดไปนั่นเอง

3. ลดเสียงรบกวนจากลม

น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเปิดกระจกขับรถเวลาที่อากาศหนาว ๆ ในไทยมาถึง และคุณเคยลองสังเกตกันไหมว่าเวลาเปิดกระจกแล้วขับรถไปด้วย นั่นทำให้รถยนต์ของคุณกำลังสูญเสียแอโรไดนามิกไป เสียงลมที่เข้ามาในรถนั้นจะดังเป็นอย่างมาก จนบางทีนั้นอาจจะคุยกับคนข้างไม่รู้เรื่องเลยก็เป็นได้ นี่แหละจึงเป็นอีกหนึ่งความสามารถของแอโรไดนามิกที่จะมาลดเสียงเหล่านี้นั่นเอง

4. ลดเสียงจากท่อไอเสีย

หลักการเดียวกันกับการลดเสียงรบกวนจากแรงลมในข้อเมื่อสักครู่เลย ด้วยความที่รถยนต์บางคันนั้น มีท่อไอเสียที่มีเสียงค่อนข้างดัง ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่ได้อยากได้ยินเสียงที่มันดังจนทะลุเข้ามาในห้องโดยสารนั่นเอง

5. ประหยัดน้ำมัน

เคยมีงานวิจัยงานหนึ่งได้บอกเอาไว้ว่าการขับรถเปิดกระจกนั้นเปลืองน้ำมันมากกว่าการขับรถปิดกระจกแล้วเปิดแอร์ นั่นก็เพราะว่าขณะที่เปิดกระจกนั่นรถยนต์ที่ถูกออกแบบมาอย่างดีเพื่อให้ปิดกระจกขับนั้นสูญเสียแอโรไดมิกไปนั่นเอง จึงเป็นสาเหตุที่ว่าแอโรไดนามิกช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างไร

ชุดแต่งที่ช่วยเรื่องของแอโรไดนามิก

ด้วยความที่แอโรไดนามิกนั้นมีความสำคัญอย่างมากกับรถยนต์ที่ต้องการใช้ความเร็วที่สูง ดังนั้นย่อเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีอุปกรณ์แต่ง (Aero Kits) ที่นอกจากจะเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังคอยเสริมให้รถยนต์เหล่านั้นมีความสามารถในด้านของแอโรไดนามิกมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความสำคัญให้ได้ดีไปยิ่งขึ้น โดยมีชุดแต่งต่าง ๆ ดังนี้

1. Canard

มีลักษณะเหมือนครีบปลา ติดเอาไว้ด้านหน้าของตัวรถยนต์ โดยมีหน้าที่สร้างลมหมุนในขณะที่ขับขี่เพื่อสร้างแรงกดอากาศบริเวณของด้านหน้ารถยนต์

2. Side Skirt

อุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันอากาศจากภายนอกไหลเข้ามาใต้ท้องรถ ซึ่งในปัจจุบันรถหลาย ๆ เจ้านั้น มีการติดตั้งชุดแต่งนี้มาให้ตั้งแต่ในโรงงานเลย

3. Spoiler

น่าจะเป็นชุดแต่งที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ติดตั้งเอาไว้บริเวณกระโปรงหลังเพื่อให้กระแสลมไหลม้วนอยู่ข้างหลัง ช่วยให้มีแรงกดในส่วนของท้ายรถ

4. Gurney Flap

เป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งอยู่บน Spoiler อีกทีหนึ่ง ซึ่งเอาไว้ช่วยให้การทำงานของ Spoiler นั้นดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้กระแสลมกดมาบริเวณท้ายรถได้มากขึ้น

5. Diffuser

หรือที่รู้จักกันว่า “ที่รีดอากาศท้ายรถ” ซึ่งอุปกรณ์นี้จะถูกติดตั้งไว้ที่บริเวณท้ายรถข้าง ๆ กับท่อไอเสีย ซึ่งมีหน้าที่ในการลดแรงต้านจากใต้ท้องรถได้ทั่วทั้งคัน

สรุปท้ายบทความ

แอโรไดนามิกนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากกับยานพาหนะแทบทุกชนิด รวมไปถึงรถยนต์ที่การออกแบบในแต่ละครั้ง นักวิศกรรมต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ดีที่สุดและรูปร่างหน้าตาที่สวยงามไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ นั้นสนใจที่จะซื้อ

ทั้งนี้นอกจากรถยนต์เดิม ๆ ที่มาพร้อมชุดแต่งจากทางโรงงานที่จะช่วยให้ระบบแอโรไดนามิกนั้นดีขึ้นแล้ว ยังมีชุดแต่งอีกมากมายที่คอยเข้ามาเสริมให้ดียิ่งขึ้น ใครที่เป็นสายความเร็ว ความแรง ต้องสนใจอย่างแน่นอน

ใครที่อ่านบทความนี้แล้วเกิดสนใจในเรื่องชุดแต่งของรถยนต์ที่นอกจากจะทำให้รถของคุณนั้นดูเท่และโดดเด่นกว่าใคร ๆ บนท้องถนนแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee Auto สิ ที่นี่รวมอุปกรณ์ในการแต่งรถและช่างยนต์ที่พร้อมดูแลคุณในทุกความต้องการ