Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ความฝันที่ว่าจะได้ทำงานที่บ้านเป็นจริงสักที
การทำงานที่บ้านหรือ Work From Home น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายคนถามหามาทั้งชีวิต ด้วยการที่ได้ตื่นเกือบ 9 โมงของเช้าวันจันทร์ ลุกออกจากเตียงอย่างต๊ะต่อนยอนไปแปรงฟัน ล้างหน้า จะอาบน้ำหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์พร้อมกับขนมปังปิ้ง 2 แผ่นและกาแฟร้อนๆ ที่ดริปเองกับมือ และคุณก็เริ่มงาน
ความฝันช่างหอมหวาน แตกต่างกับความเป็นจริงเหลือเกิน เพราะแค่เข้าเดือนที่ 4 หรือ 5 ของการ Work From Home คุณก็แทบกระอักเลือด หมดอาลัยตายอยากอยู่ในบ้าน ก็เพราะมันน่าเบื่อเกินไป เครียดและเหงาเกินไป มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมอยู่แล้วคงไม่สามารถทนต่ออะไรแบบนี้ได้นานเท่าไร
จะสร้างความสุขกับ Work from Home อย่างไร
แม้สถานการณ์ปัจจุบันจะถือว่าดีขึ้นมากแล้ว ถึงกระนั้นความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ยังคงไว้ซึ่งมาตรการ Work from Home เพื่อความปลอดภัยของพนักงานเอง
แต่สำหรับใครหลายคน การต้องทำงานที่บ้านต่อไปอีกเดือนเป็นเรื่องเลวร้ายพอๆ กับความเจ็บช้ำทางการเงินที่ต้องเจอเดือนละ 2 ครั้ง
ถึงกระนั้น มันก็ยังพอมีวิธีที่จะทำให้การ Work from Home หรือการทำงานที่บ้านของคุณมีความสุขมากขึ้น และคุณอาจจะรู้สึก “สนุก” ไปกับมันอีกด้วย
แยกพื้นที่ทำงานออกจากส่วนอื่นๆ ของบ้าน
เมื่อถามถึงการทำงานที่บ้าน ใครหลายคนมักให้คำตอบว่า พวกเขาทำงานบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หรือทำงานในห้องนอนของพวกเขาเอง ในกรณีที่หนักกว่าคือ การทำงานบนเตียงนอน ซึ่งการทำงานแบบนี้ส่งผลเสียต่อสมาธิของเรา เพราะการทำงานบนโซฟา อาจจะทำให้เราเผลอหยิบรีโมททีวีที่วางใกล้ๆ กันมาเปิดดูรายการตอนบ่าย ซึ่งรู้ตัวอีกทีก็ผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้ว หรือการทำงานบนเตียงก็อาจทำให้เราผลอยหลับไปไม่รู้ตัว เสียงานเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
การไม่มีพื้นที่เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ ทำให้เราไม่สามารถแบ่งแยกระหว่างการทำงานและกิจกรรมอื่นๆ ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม สิ่งที่เราควรทำจึงเป็นการจัดสรรพื้นที่การทำงานที่บ้านให้กับตัวเองโดยเฉพาะ เพราะจะทำให้คุณอุทิศเวลาและสมาธิกับการทำงานได้ดีกว่า
จัดพื้นที่ให้การทำงานภายในบ้านของคุณโดยเฉพาะ
หากคุณมีห้องหับภายในบ้านที่ยังว่างโล่งอยู่ คุณอาจเลือกใช้เป็นห้องทำงานของคุณได้ หรืออย่างน้อย มองหาพื้นที่ภายในบ้านที่มีขนาดกว้างและปราศจากการรบกวนจากปัจจัย ทั้งภายในและภายนอกบ้าน
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่คุณควรพิจารณาคือ การที่คุณจะสามารถทำงานได้อย่างสงบ ไม่โดนรบกวนจากคนในบ้านหรือสภาพแวดล้อมรอบตัวคุณ
และไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จงหลีกเลี่ยงการตั้งโต๊ะทำงานภายในห้องนอนโดยเด็ดขาด เพราะนั่นแทบไม่ต่างจากการเอาเนื้อไปวางบนปากสิงโต และบอกมันว่าอย่ากิน
ยังเหมือนเดิม ยังไงก็ยังอย่างนั้น
ไม่ใช่อาการอกหักของวงบอดี้แสลม แต่เป็นเรื่องของกิจวัตรประจำวันของเราที่ควรจะเป็น
เมื่อไม่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศ หลายคนมักตื่นสายขึ้น คุณอาจลุกขึ้นไปล้างหน้าและแปรงฟัน แต่ยังอยู่ในชุดนอนของตัวเองไปจนถึงบ่ายแก่ๆ การกระทำเช่นนี้จะส่งผลให้สมองไม่ตื่นตัว ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะเริ่มทำงาน เพราะสภาพแวดล้อมและการกระทำของคุณแตกต่างออกไปจากวันที่ต้องตื่นไปทำงาน และสมองของคุณอาจกำลังกระซิบข้างหูคุณ ที่กำลังซึมเซาอยู่ในชุดนอนเบาๆ ว่า
“ไหนๆ ก็ใส่ชุดนอนอยู่แล้ว หลับต่ออีกหน่อยจะเป็นไร”
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ ตื่นนอนในเวลาเดียวกันกับวันที่เราต้องเดินทางไปทำงานที่บริษัทหรือออฟฟิศ ลุกขึ้นมาอาบน้ำและจัดการตัวเองให้เรียบร้อย และใส่ชุดที่สามารถสวมใส่ออกไปข้างนอกได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นยูนิฟอร์มของที่ทำงาน แต่อาจเป็นชุดกึ่งทางการหรือชุดที่ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงและกระตือรือร้น
มีกิจวัตรประจำวันให้เหมือนกับการไปทำงานที่บริษัท
ใจความสำคัญคือ เราต้องการกระตุ้นสมองของเรา ให้รู้สึกเหมือนกับว่าเรากำลังออกไปทำงานที่บริษัท ไม่ใช่ที่บ้าน นอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกกระตือรือร้นกับการทำงานมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อแล้ว การมีกิจวัตรก่อนเริ่มงานเช่นนี้ยังช่วยให้เราพร้อมต่อสถานการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวอาทิ การประชุมด่วนหรือการวิดีโอคอลกับลูกค้ากะทันหันอีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เรียกว่า “Fake Commute” หรือเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า “แกล้งๆ เดินทาง” เป็นวิธีที่ใครหลายคนเลือกใช้ เพื่อให้เกิดความรู้สึกของการ “ไปทำงาน” จริงๆ โดยบางคนอาจออกไปเดินรอบละแวกบ้านเป็นเวลา 10-15 นาทีต่อวัน อาจเดินไปดื่มกาแฟกับร้านที่อยู่ไกลบ้านไปอีกหน่อย หรืออาจขับรถไปซื้อของก่อนกลับมาทำงาน ซึ่งจะช่วยให้เราตื่นตัวต่อการทำงานได้ไม่แพ้กัน
มีตารางชีวิตที่แน่นอน
อีกหนึ่งความท้าทายของการ Work From Home คือการที่เราไม่ต้องทำตามตารางเวลาของบริษัท ส่งผลให้วันทั้งวันของเรา ถ้าไม่ดูยุ่งเหยิงไปเลย ก็จะกลายเป็นว่างเปล่าไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งการที่เราไม่รู้จะเริ่มทำอะไรในแต่ละวันย่อมส่งผลให้การทำงานของเรายังย่ำอยู่กับที่ และไม่ได้ชิ้นงานที่สมควรจะได้ในแต่ละวัน
แม้ว่าการมีภาพลักษณ์ที่พร้อมต่อการทำงานจะช่วยเราเป็นอย่างมาก ดังที่ได้กล่าวไปในข้อที่แล้ว การมีตารางเวลาและการจัดการชีวิตที่แน่นอนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเราเช่นกัน ลองวางตารางการตื่นนอน การรับประทานอาหาร ตารางการทำงานหรือส่งงานหัวหน้า รวมถึงตารางพักเบรคในแต่ละช่วงวัน จะทำให้เรารู้ว่าชั่วโมงนี้ของวันนี้ เราควรทำอะไร และมีงานอะไรบ้างที่ควรทำเสร็จก่อนวันพรุ่งนี้
นอกจากตารางการทำงาน คุณอาจลองวางตารางการออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ หรืองานอดิเรกระหว่างวันของคุณด้วยก็ได้ เพราะการ Work From Home หมายถึงการไม่ต้องเดินทางไปที่อื่น ทำให้พอมีเวลาจากการเดินทางมาทำกิจกรรมดังกล่าวได้แน่นอน และกิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีสภาพจิตใจที่พร้อมต่อการทำงานอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว
มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกให้บ่อยขึ้น
หากเป็น 3-4 เดือนก่อน การออกไปนอกบ้านยังคงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเท่าไร จากสถานการณ์ในขณะนั้น แต่กับสถานการณ์ปัจจุบันที่แม้จะไม่ได้ใกล้เคียงสภาวะปกติเลย แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีเพียงพอที่เราจะให้รางวัลตัวเอง ที่ต้องอยู่ภายในบ้านมาเป็นเวลาหลายเดือน
ลองหาเวลาสัก 1-2 วันในสัปดาห์ออกมานั่งทำงานในร้านกาแฟ หรือร้านขนมใกล้บ้านของคุณเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานของตัวเอง เป็นการชาร์จพลังและลดความ “อุดอู้” จากการอยู่แต่ในบ้านได้เป็นอย่างดี
และในช่วงวันศุกร์หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ ลองหาเวลาออกไปทำกิจกรรมกับเพื่อนฝูง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือออกกำลังกายในสวนสาธารณะ หรือเลือกนัดกันมาพูดคุยหรือทำงานที่ร้านกาแฟสัก 1 วันในสัปดาห์ เมื่อเสร็จงาน อาจชวนกันไปเดินตลาดนัด ก็ดูเป็นไอเดียที่ดีในการลดความตึงเครียดจากการทำงาน
“เล่น Facebook ให้มากขึ้นซิ”
หากเป็นเมื่อก่อน คำพูดนี้คงฟังดูแปลกไม่เบา เพราะคงไม่มีใครอยากแนะนำให้คนอื่นติดโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น แต่ไม่ใช่กับปีนี้แน่นอน หากเราไม่สามารถนัดเจอเพื่อนได้ตามปกติ การมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาบนโลกออนไลน์ ทั้งคอมเมนต์ ไลก์หรือวิดีโอคอล จะช่วยสมานรอยแผลที่เกิดจากความเหงาและการต้องอยู่คนเดียวได้
ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุด เลิกงานคือเลิกกัน!
“อะไรที่มากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น”
การทำงานก็เช่นกัน แม้ว่าเราจะรักการทำงานมากแค่ไหน สุดท้ายเราก็ควรให้เวลากับตัวเองบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะการ Work from Home
ในขณะที่การทำงานในออฟฟิศยังมีเวลาให้ปรับตัว คือถึงบ้านเมื่อไร เวลาส่วนตัวของเราจึงเริ่มขึ้น แต่การทำงานที่ตัวเราอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว มีเส้นแบ่งระหว่างการทำงานและเวลาส่วนตัวที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว หรือบางทีก็แทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
หากคุณเลิกงานปกติที่ 6 โมงเย็น อยากให้คุณเข้าใจว่าช่วงเวลา Work from Home ของคุณจะต้องหยุดที่ 6 โมงเย็นเช่นกัน เพื่อป้องกันการทำงานเกินขนาด (Overworking) ปล่อยตัวเองไปกับการพักผ่อนหรือกิจกรรมพึงปรารถนาของตัวเองเช่น การเล่นเกมนินเทนโด ซีรีย์ที่คุณยังดูไม่จบ หรืองานอดิเรกที่คุณอยากกลับไปทำ
การกระทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้จักการแบ่งขอบเขตของการทำงานและการพักผ่อนที่ชัดเจน เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนที่ไม่มีความสุขกับการ Work from Home มักมีสาเหตุมาจากการที่พวกเขาแยกไม่ออกว่าเวลาใดคือเวลาทำงาน และเวลาใดคือการพักผ่อนของตัวเอง
Work from Home ก็เหมือนกับดาบสองคม
ในขณะที่เราไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปทำงาน ไม่ต้องแต่งยูนิฟอร์มของบริษัท และไม่ต้องทำตัวเคร่งครัดเหมือนกับอยู่ในที่ทำงาน การที่ไม่มีใครมาคอยดูแลการทำงานของเราย่อมหมายถึงการที่เราต้องสร้างกฎระเบียบให้กับตัวเอง และใช้วินัยของเราในการทำตามกฎเหล่านั้น เพื่อให้เรายังสามารถผลิตงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม แต่การทำงานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่กับบ้าน ที่ไม่มีขอบเขตว่าคุณต้องเลิกทำงานเมื่อใด ก็อาจทำให้คุณอ่อนล้ากว่าปกติ และหากรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่สภาวะหมดไปในการทำงาน (Burnout Syndrome) ในที่สุด
เพราะฉะนั้น หากคุณจะได้รับอะไรอีกสักอย่างจากบทความนี้ ขอให้มันเป็น “ความพอดี” ในการทำงานของคุณก็แล้วกันครับ ผมและทุกๆ คนที่ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้กับการทำงานที่บ้านของทุกคน แม้จะไม่ใช่ปีที่ดีที่สุด แต่ก็ขอให้มันเป็นปีที่คุณได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติม และเป็นปีที่คุณมีประสิทธิภาพกับการทำงานมากที่สุดอีกปีหนึ่งครับ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “หมอน” คือตัวช่วยหนึ่งที่สามารถทำให้การนอนของคุณมีประสิทธิภาพขึ้นได้ อีกทั้งยังคอยช่วยพยุงกระดูกคอกระดูกสันหลังของเราให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ทำให้เราไม่พบกับปัญหาสุขภาพ
การเลือกหมอนสักใบจึงเป็นเรื่องที่คุณไม่ควรมองข้าม ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำหมอนขนเป็ด หมอนที่ขึ้นชื่อว่านุ่มและดีต่อการนอนไม่แพ้หมอนประเภทอื่นให้คุณได้รู้จักกัน
หมอนขนเป็ดแท้คืออะไร ?
หมอนขนเป็ดเป็นวัสดุธรรมชาติ ซึ่งจุดเด่นของหมอนขนเป็ด คือ ความนุ่มฟู และสามารถรองรับสรีระของผู้นอนได้อย่างเหมาะสม ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ขนส่วนปีก (Feather) และ ขนส่วนอก (Down)
ขนส่วนอก (Down) มีลักษณะเป็นขนฟูๆ ปุย นุ่ม ไม่มีก้านอยู่ตรงกลาง จะให้ความรู้สึกนุ่ม สัมผัสที่อ่อนโยนและรองรับสรีระส่วนบ่า, ต้นคอ และศีรษะของผู้นอนโดยตรง
ขนส่วนปีก (Feather) มีลักษณะมีก้านโค้งอ่อนๆ อยู่ตรงกลางและขนอยู่รอบๆ จะช่วยในการรองรับและยืดหยุ่นของคอผู้นอน ทำให้หมอนมีความแข็งแรง ไม่ยวบเวลานอน
หมอนขนเป็ดเทียมคืออะไร ?
หมอนขนเป็นเทียมหรือเรียกอีกอย่างว่าหมอนไมโครเจล เป็นหมอนที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคลายตัวกลับ คล้ายกับผ้าไหม ซึ่งจะทำให้มีความรู้สึกคล้ายกับหมอนขนสัตว์แท้แม้ว่าจะทำจากเส้นใยสังเคราะห์ทั้งหมดก็ตาม
ความนุ่มสบาย
หมอนไมโครเจลมีความนุ่มและสบาย เพราะหมอนทำจากเส้นใยสังเคราะห์ที่คล้ายกับผ้าไหม และหมอนไมโครเจลยังคงรักษารูปทรงไว้ตลอดเวลาเมื่อเทียบกับหมอนใยสังเคราะห์บางแบบที่จะเสียรูปทรง เมื่อคุณใช้ไปนานๆ
สำหรับหมอนใยสังเคราะห์นั้น จะค่อยๆ เสียความแน่นไปทีละนิดและไม่ค่อยฟูกลับมาในสภาพเดิม ปกติ แล้ว หมอนใยสังเคราะห์จะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 3 – 6 เดือน แต่ถ้าซักบ่อยๆ ก็อาจจะไม่ค่อยฟูเท่าเดิม ซึ่งแตกต่างกับ หมอนไมโครเจลที่ยังคงความนุ่มฟูได้นานกว่า และไม่ใช่ความนุ่มจนเกินไป แต่เป็นความนุ่มนวลของเส้นใยจะทำให้คุณหลับสบายทุกคืนตลอดอายุการใช้งาน
การดูแล
หมอนไมโครเจลนั้นง่ายต่อการดูแลรักษา ในกรณีที่เกิดคราบสกปรกในตัวหมอนก็สามารถทำความสะอาดในจุดที่สกปรกได้ด้วยฟองน้ำชุบน้ำหมาด ๆ แล้วนำหมอนออกไปตากแดดข้างนอก หรือถ้ามีความสกปรกเยอะก็สามารถนำไปซักในเครื่องซักผ้าได้ โดยใช้โหมดถนอมผ้าและซักแบบน้ำเย็น ที่สำคัญไม่ควรใช้ความร้อนในการซัก เพราะจะทำให้เส้นใยภายในเสื่อมคุณภาพลงไป
โรคภูมิแพ้
หมอนไมโครเจลเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ เพราะตัวหมอนจะช่วยลดการสะสมของไรฝุ่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการระคายเคืองสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ส่วนด้านนอกของหมอนทำจากผ้าฝ้ายและไส้ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ ซึ่งวัสดุเหล่านี้ช่วยให้สภาพแวดล้อมในการนอนหลับปราศจากสารก่อภูมิแพ้ โดยไรฝุ่นนั้นจะเป็นโมเลกุลฝุ่นขนาดเล็กๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยมันจะสะสมอยู่ตามเส้นใยของผ้าที่ใช้ทำหมอน หรืออาจจะฝังลึกลงไปในตัวใส้หมอนเลยก็ได้
10 ข้อดีของหมอนขนเป็ดเทียม
เส้นใยมีขนาดเล็กเป็นเส้นฝอย ไม่ฟุ้งกระจาย แต่หากเป็นใยบอลจะจับกันเป็นก้อนค่ะ ให้สัมผัสที่นุ่มสบายมือ และมีความยืดหยุ่นสูง แต่หากเป็นใยบอลจะไม่ค่อยยืดหยุ่น ใยค่อนข้างหยาบ สามารถซักล้างได้ ไม่จับตัวเป็นก้อน ไม่มีสารก่อภูมิแพ้ ไม่มีกลิ่นพึ่งประสงค์เหมือนหมอนขนเป็ดแท้ ช่วยเปลี่ยนระบบไหลเวียนของร่างกายขณะนอนหลับ เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันให้สามารถปกป้องโรคเกี่ยวกับร่างกาย มีคุณภาพในการผลิตสูง ทำจากผ้า Super Soft นอนอุ่นนุ่มสบาย ระดับโรงแรม โครงสร้างตัวหมอนรับแรงกดทับได้อย่างสมดุล รับกับกระดูกส่วนคอได้อย่างดีเยี่ยม สามารถซักล้างทำความสะอาดกับเครื่องซักผ้าได้ และตากแห้งได้ไม่ยุ่งยาก มีราคาถูกและประหยัดกว่าหมอนขนเป็ด ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนขนสัตว์แท้
ข้อเสียของหมอนขนเป็ดเทียม
มีอายุการใช้งานสั้นกว่าหมอนขนเป็ดแท้ ลักษณะหมอนเป็นเส้นใย ทำให้ใช้ไปนานๆ เส้นใยอาจมีการยุบตัวลง
วิธีการดูแลหมอนขนเป็ด
การซัก
การดูแลและซักหมอนขนเป็ดส่วนใหญ่จะแนะนำให้ซักแห้งเท่านั้น แต่หมอนขนเป็ดบางประเภทก็สามารถซักได้ด้วยอุณหภูมิต่ำและซักด้วยผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรอ่อนโยนได้เช่นกัน ที่สำคัญควรตากหมอนให้แห้งสนิททุกครั้ง
หากคุณไม่แน่ใจว่าคุณสามารถซักหมอนขนเป็ดได้หรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากร้านซักแห้งก่อนและเพื่อให้หมอนมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น คุณจึงควรใส่ปลอกหมอนทุกครั้งก่อนใช้งาน เพราะจะช่วยป้องกันหมอนของคุณจากฝุ่นและคราบสกปรกต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ได้
ขนาดหมอนสำคัญแค่ไหน?
สำหรับการนอน หมอนไซส์ปกติก็เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว แต่ถ้าชอบใบใหญ่กว่าไซส์มาตรฐานก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน เพราะนอกจากความกว้างของหมอนแล้ว ความหนาและบางของหมอนก็สำคัญไม่แพ้กัน สิ่งสำคัญคือต้องทำให้คุณได้ท่านอนที่กระดูกสันหลังอยู่ในแนวเดียวกับคอ, ศีรษะ และไหล่ อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่รู้สึกไม่สบายตัว
สรุปท้ายบทความ
เพื่อให้การนอนของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นอย่าลืมเลือกหมอนที่ดีที่สุดให้กับตัวเองด้วย อย่าลืมว่าสุขภาพเป็นเรื่องใหญ่ คุณจึงไม่ควรละเลยเรื่องเล็กๆเหล่านี้ เพราะเรื่องเล็กๆ เหล่านี้นี่แหละที่อาจจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรังได้ในอนาคต จะเลือกซื้อเป็นหมอนขนเป็ดแท้หรือเทียมก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจและเงินในกระเป๋าของคุณว่าจะเลือกหมอนแบบไหน
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
คำว่า Minimalism หรือวิถีแบบมินิมอลอาจจะเคยผ่านตาผ่านหูใครหลายคนมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่เราสามารถพบเห็นคำนี้ ได้ตามป้ายสินค้าจากร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน หรือร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์จากญี่ปุ่นหรือเกาหลี
อีกทั้งกระแสการจัดแต่งบ้านแบบมินิมอลเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น จากการโด่งดังขึ้นมาของกูรูการจัดบ้านอย่าง มาริเอะ คนโดะ ด้วยการที่เธอนำวิถีแบบมินิมอลมาปรับใช้กับที่อยู่อาศัยและที่ทำงานได้อย่างลงตัว (ลองค้นหาคำว่า KonMari ดู)
แต่ที่จริงแล้ว วิถีมินิมอลไม่ใช่การจัดบ้าน จัดสวนหรือแนวทางการแต่งตัวแต่เพียงอย่างเดียว แต่คำๆ นี้ยังแฝงความหมายสุดลึกซึ้งเอาไว้อีกด้วย ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่ปรับใช้กับตัวเราเอง และอาจก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
เพราะวิถีแบบมินิมอลคือ วิถีที่อาจจะทำให้เราพบความสุขที่เราตามหา จากการ “มีให้น้อยลง”
วิถีมินิมอลคืออะไร
“มีให้น้อยลงและใช้ชีวิตให้มากขึ้น”
วิถีแบบมินิมอลคือความตั้งใจในการดำเนินชีวิตด้วยการเป็นเจ้าของสิ่งของต่างๆ ให้น้อยที่สุด หรือมีเท่าที่เราจำเป็นจะต้องใช้ ไม่สำคัญว่าคุณจะมีสิ่งของไว้ในครอบครอง 9 หรือ 99 อย่าง หลักการสำคัญคือ คุณจะต้องใช้สิ่งของเหล่านั้นเป็นประจำ และสิ่งของนั้น จะต้องมีความสำคัญและจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของคุณจริงๆ
การใช้ชีวิตแบบมินิมอลจึงไม่ใช่ การเอาโทรทัศน์ รถหรือบ้านทั้งหลังไปขาย แล้วย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนต์เล็กๆ ที่ไม่มีอะไรในนั้นเลย แต่มันคือกระบวนการเรียนรู้ว่าอะไรสำคัญต่อการใช้ชีวิตของคุณอย่างแท้จริง
เพราะการทำเช่นนั้นมอบประโยชน์หลายอย่างให้กับคุณ การมีของน้อยลงหมายถึงการใช้เวลาเพื่อดูแลรักษาของเหล่านี้น้อยตามลงไป เราไม่ต้องเสียแรงในการหยิบมันมาทำความสะอาด ไม่ต้องเสียเวลาจัดหาที่วางใหม่ และไม่ต้องเสียสุขภาพจิตจากการต้องทนเห็นบ้านตัวเองในสภาพที่ ถ้าหนูมาอยู่ก็คงไม่ประทับใจเท่าไร
ความ “น้อยสิ่ง” ทำให้เราไม่ต้องใช้เงินมากเท่าที่เคย ทำให้เราประหยัดขึ้นได้มากขึ้น อีกทั้งการที่เราไม่ต้องการสิ่งของยังหมายถึงการที่คุณไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน เพื่อวัตถุประสงค์ของการ “ครอบครอง” แต่เพียงอย่างเดียว
และวิถีแบบมินิมอลยังสอนให้รู้จักชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้นอีกด้วย เรามักคิดว่าเราไม่สามารถอยู่ในโลกที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือได้อย่างแน่นอน จนวันที่เราออกเที่ยวไปในท่ามกลางธรรมชาติสีเขียวและลมหนาว ไปในที่ๆ ไร้สัญญาณโทรศัพท์ ที่ๆ สมาร์ทโฟนเป็นเพียงกล่องสี่เหลี่ยมกระพริบได้ เราจึงได้คำตอบว่า
“ก็อยู่ได้นี่นา แถมยังสนุกกับบรรยากาศตรงหน้ามากกว่าเดิมด้วย”
สู่ความเป็นมินิมอลอันไกลโพ้น
เมื่ออ่านมาจนถึงตรงนี้ หลายคนอาจกำลังส่ายหน้าแรงๆ และบอกกับตัวเองว่าวิถีแบบมินิมอลยากเย็นเกินกว่าจะทำตาม แต่สิ่งที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ วิถีมินิมอลมีวิธีการเริ่มต้นที่ง่ายกว่าที่คิด
กำหนดความเป็นมินิมอลของคุณเอง
วิถีแบบมินิมอลไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืน แต่เป็นลักษณะนิสัยที่ผ่านการทำความเข้าใจและฝึกฝนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนมีความเข้าใจและการปฎิบัติที่แตกต่างกัน
ให้คุณลองพิจารณาถึงหน้าที่การงาน วิถีชีวิตประจำวัน คนรอบข้างและลักษณะภายในบ้าน รวมถึงความต้องการในชีวิตและเป้าหมายที่คุณไล่ล่า เพื่อสร้างวิถีแบบมินิมอลของตัวคุณเองขึ้นมา
แม้ว่าความเป็นมินิมอลคือการเป็นเจ้าของให้น้อยเข้าไว้ แต่คุณไม่มีความจำเป็นต้องทิ้งรถบังคับ 16 คันที่คุณสะสมมาด้วยความยากเย็นไป แต่คุณต้องพิจารณาว่าอะไรกันแน่ ที่สำคัญกับตัวคุณจริงๆ ก็เท่านั้น
ล้างกระดานเพื่อเริ่มต้นใหม่
ภายในบ้านของเรามี “ขยะ” หรือสิ่งที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน และแทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้ประโยชน์อย่างแน่นอนในอนาคต เป็นสิ่งของที่ในบางครั้ง เราก็หลงลืมถึงการมีอยู่ของมันไปอย่างสิ้นเชิง
ผมกำลังพูดถึงลังกระดาษที่วางระเกะระกะข้างๆ ที่จอดรถ กล่องใส่รองเท้าที่วางสุมกันบนขั้นบันได หรือเศษกระดาษจากที่ทำงานเก่าเมื่อ 4 ปีก่อน
ขยะเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราแทบไม่ต้องตั้งคำถามถึงความจำเป็นเลยแม้แต่น้อย ถ้าอยากเริ่มต้นวิถีแบบมินิมอลอย่างมีประสิทธิภาพ ลองจัดการกับขยะเหล่านี้เป็นขั้นตอนแรกทันที
ไม่ใช้ ต้องทิ้งสถานเดียว
เมื่อเราจัดการกับขยะในข้อแรกแล้ว เราลองสำรวจภายในบ้านเพื่อหาว่ามีสิ่งของใดบ้างที่คุณแทบไม่ได้นำมาใช้งาน หรือแม้แต่แตะต้องเลย เพราะอย่างที่ได้กล่าวไป วิถีแบบมินิมอลคือ การเป็นเจ้าของสิ่งของที่มีความจำเป็นและความหมายต่อตัวเราเองจริงๆ
หากคุณไม่ได้แตะสิ่งของชิ้นไหนเป็นเวลาเกินกว่า 6 เดือน มันก็อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมที่คุณควรจะจัดงานเลี้ยงอำลาให้กับของชิ้นนั้น คุณอาจพิจารณาที่จะทิ้งหรือส่งต่อของชิ้นนั้นให้กับผู้อื่น ผู้ที่มองเห็นและสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของเหล่านั้นได้จริงๆ
ในกรณีที่เป็นของใช้ตามฤดูกาลเช่น เสื้อคลุมกันหนาวหรือชุดบิกินี่ชายหาด แม้ว่าจะไม่ได้ใช้เป็นเวลานาน แต่คุณรู้ว่า คุณจะมีโอกาสได้ใช้ของเหล่านี้เมื่อถึงเวลา คุณอาจจัดเก็บมันไว้ในกล่องเก็บของ หรือพับเก็บไว้ด้านในของตู้เสื้อผ้า เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในชีวิตประจำวันของคุณให้มากขึ้น และเมื่อถึงเวลาต้องใช้งานของเหล่านั้น ก็ค่อยนำมันออกมาวางไว้ตามเดิม
หยุดการนำเข้าสินค้าและสิ่งของ
ไม่มีประโยชน์เลย หากคุณทิ้งสิ่งของที่ไม่มีความจำเป็นและจัดเก็บบ้านอย่างเป็นระเบียบ แต่กลับไ่ม่ละความพยายามในการซื้อของมาเติมเป็นประจำ
หากต้องการจับจ่ายใช้สอยหรือมอบของรางวัลให้กับการทำงานหนักของตัวเอง คุณอาจลองคิดทบทวนเป็นเวลา 1-2 วัน ถ้าความต้องการซื้อของชิ้นนั้นยังไม่หมดไป ก็แปลว่าไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบเวลาเห็นป้ายลดราคาแต่อย่างใด
แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่อาจแน่ใจว่าของที่ซื้อมาจะมีประโยชน์ในระยะยาวกับเราหรือไม่ คุณควรไตร่ตรองว่าคุณจะใช้ของที่ซื้อมาอย่างไร หรือสิ่งของนั้นมีความจำเป็นในบ้านมากเท่าใด
ยิ่งไปกว่านั้น หากคุณซื้อของชิ้นใหม่ (ที่ผ่านการไตร่ตรองโดยละเอียดแล้ว) เข้าบ้าน คุณควรเลือกสิ่งของที่ใกล้เคียงเพื่อทิ้งหรือนำไปบริจาคเช่น ถ้าคุณซื้อเสื้อตัวหนึ่ง คุณจะต้องหาเสื้อเก่าในตู้เสื้อผ้า 1 ตัวไปบริจาคเสียก่อน ซึ่งถือเป็นการทำให้จำนวนของใช้ในบ้านคงที่อยู่อีกด้วย
หากเป็นสิ่งของทางใจ ให้ถามคำถามตัวเอง
เป็นเรื่องปกติที่เราจะมีความผูกพันกับสิ่งของใดสักชิ้นเป็นพิเศษ แม้ว่ามันไม่สามารถใช้งานอะไรได้ แต่มีคุณค่าทางจิตใจเกินกว่าจะตีราคา อาจเป็นนาฬิกาทรายที่คุณเคยได้รับจากรักครั้งแรก อัลบั้มรูปครอบครัว หรืออาจเป็นแก้วน้ำธรรมดาที่คุณโปรดปราน
คุณไม่จำเป็นต้องทิ้งของที่กล่าวมาเลยแม้แต่น้อย เพราะคุณเห็นถึงความสำคัญและมีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นสิ่งของเหล่านี้ แต่หากคุณไม่แน่ใจกับสิ่งของชิ้นอื่นๆ ว่าควรทิ้งหรือเก็บไว้ อาจจะมีโอกาสได้ใช้หรือไม่ก็เป็นสิ่งของที่ตั้งวางนิ่งๆ ในบ้านต่อไป
คุณอาจเริ่มต้นตั้งคำถามง่ายๆ เพื่อพิจารณาว่าคุณควรทิ้งของชิ้นนั้นไปหรือไม่ คำถามเช่น
“ของชิ้นนี้มีประโยชน์ต่อฉันบ้างหรือเปล่า”
“ถ้าหากฉันทิ้งของชิ้นนี้ไป จะมีสิ่งของใดทดแทนได้หรือไม่”
“ฉันมีความผูกพันกับของชิ้นนี้หรือมีความสุขกับมันหรือเปล่า”
คำตอบของคำถามเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่าของชิ้นนี้สำคัญหรือจำเป็นกับคุณหรือไม่ และคุณควรจะทำอย่างไรกับมัน
วิถีมินิมอลไม่จำเป็นต้องฝืน
การใช้ชีวิตด้วยวิถีแบบมินิมอลไม่ใช่การที่เราพยายามยัดกฎระเบียบที่เราไม่ต้องการให้กับตัวเอง แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น เป็นการย้ำเตือนตัวเองให้หันกลับมาใส่ใจสิ่งรอบตัวมากขึ้น
อีกทั้งวิถีแบบมินิมอลคือการพิจารณาว่า ของชิ้นไหนสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับเราอย่างแท้จริง และอะไรบ้างที่หากไม่มีอยู่ เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสี้ยวชีวิตของเราจะหายตามไป วิถีแบบมินิมอลคือความคิดที่ตระหนักได้ว่า การลดสิ่งของที่รอบล้อมตัวเรา คือการเพิ่มและการเติมเต็มให้กับชีวิตของเรา
“เพราะความเรียบง่าย คือความซับซ้อนที่สวยงามที่สุด”
หากใครอยากลองเริ่มวิถีชีวิตแบบมินิมอล และอยากลดข้าวของเครื่องใช้กระจุกกระจิกภายในบ้าน เพราะคิดว่าของเหล่านั้นอาจเป็นประโยชน์กับคนอื่นๆ ลองแวะเข้ามาที่ Kaidee Marketplace เพื่อวางขายสินค้าที่คุณต้องการได้เลย เป็นการลดสิ่งของไม่จำเป็นในชีวิต และเพิ่มเงินในกระเป๋าและความสุขของตัวคุณเองอีกด้วย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“โน๊ตบุ๊คเป็นอะไรอีกแล้ว ยิ่งใช้ยิ่งช้าลงทุกวัน”
ถึงแม้ว่าทั้งคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คในปัจจุบัน จะมีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนหลายเท่า แต่อย่างไร ก็ยังถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีราคาสูง คงไม่มีใครซื้อมา ด้วยความคาดหวังว่าจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน
พวกเราอยากให้คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คสามารถใช้งานได้ยาวนาน และมีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็เหมือนกับเครื่องใช้อื่นๆ ที่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับการใช้งานและกาลเวลา หากเราใช้งานได้อย่างรู้จักรักษา ทะนุถนอม คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คก็อยู่กับเราได้นานขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคน หรือทุกเวลา ที่เราจะสามารถดูแลรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราได้ บางที การใช้งานอย่างไม่ระมัดระวัง อาจส่งผลให้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของเรา อายุ “สั้น” กว่าที่ควรจะเป็น
ใช้คอมพิวเตอร์อย่างไรถึงจะดีที่สุด
บทความนี้จะบอกถึงข้อควรระวัง 6 ข้อ ที่เรา ในฐานะเจ้าของคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คเผลอทำด้วยความเคยชิน หรือไม่ระมัดระวัง และส่งผลเสียโดยตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณต้องใช้งานเป็นประจำ หากรู้และเข้าใจ จะช่วยป้องกันการใช้คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คแบบผิดๆ และยังช่วยให้คอมพิวเตอร์กลับมามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมถึงยืดอายุการใช้งานได้อีกด้วย
โน๊ตบุ๊คนั้น เปราะบางกว่าที่คิด
ศัตรูตัวฉกาจของโน๊ตบุ๊คคือ “ความร้อน” หากเครื่องโน๊ตบุ๊คร้อนเกินไป การทำงานจะช้าลงอย่างสังเกตได้ หากอยู่ในความร้อนบ่อยครั้ง อาจทำให้อุปกรณ์ภายในเครื่องเช่น ซีพียู พัดลมระบายความร้อน หรือแบตเตอรี่ ได้รับความเสียหาย ผลที่ตามมาคือ ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างถาวร และโน๊คบุ๊คจะเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเวลาทำงาน
แม้สิ่งที่ทำให้โน๊คบุ๊คสะสมความร้อนจะมีด้วยกันหลายประการ แต่มีสาเหตุสำคัญที่เกิดจากการใช้งานคือ การวางโน๊คบุ๊คบนเตียง ฟูก หรือวัตถุที่มีวัสดุเป็นผ้าทึบ เพราะวัสดุประเภทนี้ จะดูดความร้อนได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังระบายอากาศได้ไม่ดี ควรวางโน๊คบุ๊คไว้บนพื้นผิวที่เรียบ เป็นไม้หรือโลหะ
ที่วางโน็ตบุ๊ค ถือเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ดี เพราะนอกจากช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องโน๊คบุ๊ค ยังช่วยจัดระดับของตัวเครื่องให้อยู่ในระดับสายตาของผู้ใช้งาน เพื่อการทำงานที่สะดวกสบายมากขึ้น
นอกจากการวางเครื่อง การดูแลรักษาโน๊ตบุ๊คก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ควรวางสิ่งของ เครื่องใช้ หรือซ้ำร้ายที่สุด เครื่องดื่มร้อนเช่น กาแฟ บนเครื่องโน๊ตบุ๊ค แม้จะพับหน้าจอลงแล้วก็ตาม อีกทั้งการยกตัวเครื่อง ควรพับหน้าจอปิดก่อน ไม่ควรยกตัวเครื่องโดยจับที่บริเวณหน้าจอ หรือยกในขณะเปิดหน้าจอทิ้งไว้ เพราะจะเสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนได้
อาหารและเครื่องดื่ม ไปกินที่อื่นได้ไหม
อีกหนึ่งศัตรูคู่แค้นของคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คคือ “ฝุ่นและเศษผงขนาดเล็ก” ฝุ่นผงที่ติดตามอุปกรณ์ทำให้พัดลมระบายความร้อนทำงานหนักขึ้น และส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีความร้อนสะสมมากขึ้น เราสามารถป้องกันปัญหานี้ได้ โดยการทำความสะอาดฝุ่นและเศษผงในตัวเครื่องอย่างสม่ำเสมอ
ถึงแม้ว่า เราจะรักษาความสะอาดได้ดีขนาดไหน คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของเราก็อาจมีฝุ่นสะสมได้เช่นกัน อาจเกิดจากการตั้งเครื่องในบริเวณที่อับชื้น หรือไม่มีอากาศถ่ายเท ควรตั้งเครื่องในบริเวณที่ปลอดโปร่ง โล่งกว้าง และหากเป็นไปได้ ควรตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ในที่สูงหรืออยู่เสมอระดับสายตา
“ต้องทำงานส่งลูกค้า ไม่มีเวลาไปกินที่อื่น ให้ทำอย่างไร”
หากเป็นเช่นนั้น ให้ระมัดระวังเวลาทานอาหารหรือเครื่องดื่มเป็นพิเศษ กรณีที่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ การทำน้ำหกลงบนคีร์บอร์ดอาจไม่ส่งผลกระทบมากเท่ากับโน๊คบุ๊คที่ทุกส่วนเชื่อมติดกัน แค่หยดกาแฟไม่กี่หยด ก็สามารถทำลายโน๊ตบุ๊คได้ทั้งเครื่อง เศษอาหารบนคีร์บอร์ดคอมพิวเตอร์อาจส่งผลแค่ภาพลักษณ์ของเรา เวลามีแขกมาเยี่ยมบ้าน แต่เศษอาหารในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์อาจส่งผลถึงการทำงานของเครื่องโดยตรง
ดูไม่จืดใช่ไหมล่ะ
อย่ารอให้อะไรมันสายเกินไป
“ไม่ใช่นิยายรัก ไม่ใช่ซีรีย์โรแมนติก แต่เป็นแบตเตอรี่ในเครื่องโน๊ตบุ๊ค”
ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ในโน๊ตบุ๊คจะลดลงไปตามระยะเวลาการใช้งาน โน๊ตบุ๊คที่สามารถใช้งานได้นานถึง 8 ชั่วโมงในช่วง 1-2 ปีแรก อาจใช้งานได้เพียง 6 ชั่วโมงในปีต่อๆ มา เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ “ชะลอ” การเสื่อมสภาพนั้นได้
เรามักมีความเชื่อว่า ควรปล่อยให้แบตเตอรี่เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงเริ่มชาร์จไฟใหม่ แต่ความเป็นจริงคือ แบตเตอรี่มีส่วนประกอบเป็นลิเทียมไอออน ซึ่งจะอ่อนประสิทธิภาพลง หากต้องเริ่มชาร์จจาก 0 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง สิ่งที่เราควรทำคือ เริ่มเสียบชาร์จเมื่อแบตเตอรี่อยู่ที่ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ จะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ในระยะยาวมากกว่า
การวางโน๊ตบุ๊คในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่ยิ่งเสื่อมเร็วขึ้น และไม่เพียงแต่แบตเตอรี่เท่านั้น ความร้อนจะส่งผลต่ออุปกรณ์ทุกชิ้นเช่นเดียวกัน หากแบตเตอรี่ได้รับความเสียหายจนสังเกตเห็นรอยบวมนูน ควรรีบเปลี่ยนทันที เพราะการใช้แบตเตอรี่ที่เกิดความเสียหาย นอกจากจะไม่สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายอีกด้วย
แม้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะจะไม่ต้องกังวลกับปัญหาแบตเตอรี่ที่กล่าวมา แต่เรื่องการจ่ายไฟในเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรสังเกต “Power Supply” หรือแหล่งจ่ายไฟในเครื่อง ว่าสามารถจ่ายไฟได้อย่างเพียงพอหรือไม่ หากอุปกรณ์ในเครื่องไม่ได้รับพลังงานเพียงพอ จะก่อให้เกิดปัญหา “คอขวด” (ฺBottleneck) ผลที่ตามมาคือ อุปกรณ์ในเครื่องจะได้รับความเสียหาย และเริ่มเสื่อมสภาพลง
ผู้ชนะรางวัลคนโกหกแห่งปีได้แก่ โปรแกรมทำความสะอาดเครื่อง
ในยุคที่คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Windows 2000 และมีแรมในเครื่องเพียง 512 เมกะไบท์ การจัดระเบียบหรือลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นออกไปจากเครื่อง เป็นวิธีการที่ดี ที่จะช่วยให้เครื่องกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่ในปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเปรียบเสมือนกับเสือชีต้าร์ วิธีนี้เริ่มไม่เป็นที่นิยม เพราะไม่ก่อให้เกิดความแตกต่างแบบสังเกตได้เท่าไร กลายเป็นความไม่จำเป็นไป และนอกจากจะไม่ได้ส่งผลดี โปรแกรมประเภทนี้มักเรียกเก็บค่าใช้บริการจากผู้ใช้ รวมถึงแฝงโปรแกรมเสริมที่ทำให้หนักเครื่องยิ่งกว่าเข้ามาแทน ในกรณีที่ร้ายแรงที่สุด โปรแกรมพวกนี้จะทำงานเป็นเหมือนบริษัทนักสืบ ที่ถึงแม้จะไม่ได้ขโมยข้อมูลของเราไปโดยตรง แต่อาจเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ไป โดยที่เราไม่อาจรู้ตัว
หากต้องการจัดระเบียบไฟล์ต่างๆ ในระบบ หรือลบไฟล์ส่วนเกินในเครื่องออกไป ควรเลือกใช้ Disk Cleaner ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ เพราะนอกจากจะไม่ต้องเสียเวลาสรรหาโปรแกรมอื่น ยังสามารถมั่นใจได้ว่า ไฟล์สำคัญจะไม่ถูกลบไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่ผิดพลาดได้
และหากจนแล้วจนรอด เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่เร็วขึ้น เราควรที่จะเริ่มสำรวจอุปกรณ์ Hardware ว่ามีชิ้นส่วนไหนต้องได้รับการซ่อมแซม หรือเปลี่ยนแปลงหรือไม่
อย่าท่องยุทธจักรโดยปราศจากดาบฉันใด
“ก็ไม่ควรปราศจากโปรแกรมป้องกันไวรัส เวลาท่องอินเตอร์เน็ตฉันนั้น”
อินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่น เพราะเป็นทั้งที่ที่สนุกที่สุด แต่ก็อันตรายที่สุดสำหรับเด็ก การเข้าเว็บไซต์แต่ละครั้ง นำความเสี่ยงมาให้เครื่องคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊คของเราหลายร้อยเท่า ทั้งไวรัส โทรจัน มัลแวร์ หรือแรนซอมแวร์ แม้แต่ในเว็บไซต์ปกติที่ดูปลอดภัย ก็ไม่อาจไว้ใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์
การเปิดโปรแกรมป้องกันไวรัสในระบบปฏิบัติการ Windows 8 ขึ้นไปอย่าง Windows Defender ช่วยป้องกันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ไม่สามารถเทียบประสิทธิภาพกับโปรแกรมป้องกันไวรัสประเถทเสียเงินได้ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์เครื่องที่ไว้ใจได้
หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ชะลอได้
การใช้คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คด้วยความระมัดระวังและทะนุถนอม จะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับตอนซื้อใหม่ อีกทั้งยังอยู่กับเรานานขึ้น แม้ว่าเราไม่สามรถหลีกเลี่ยงการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่เราสามารถช่วยให้การเสื่อมสภาพนั้น เกิดช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
จบไปแล้วกับหลากข้อระวัง เพื่อให้คอมพิวเตอร์มีสภาพ “เหมือนใหม่” มากที่สุด แต่หากใครอยากซื้อคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค “เครื่องใหม่” ลองแวะเข้ามาดูที่ Kaidee เพราะที่นี่ มีคอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ครุ่นที่คุณต้องถูกใจอย่างแน่นอน
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของวัยรุ่นจบใหม่ในระดับปริญญาตรี อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน (วันละ 500 บาท) ทำให้หลาย ๆ คนอยากที่จะซื้อรถใหม่ทั้งในเรื่องของการเดินทางไปทำงาน และใช้ในชีวิตประจำวัน หากใครกำลังของหารถวันนี้เรามีคำแนะนำ
เงินผ่อนควรเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน
โดยปกติแล้วรายได้สำหรับการผ่อนรถที่ดีคือไม่ควรเกิน 45% หากไม่นับรายจ่ายอื่น ๆ และ 30% ในกรณีที่มีภาระอื่น ๆ ที่ต้องใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษารวมไปถึงค่าจอดรถอีกด้วย นอกจากนี้การที่เราผ่อนรถมากเกินไปจะทำให้สถานะทางการเงินของเราฝืด ซึ่งหากเรามีรายจ่ายกระทันหันเข้ามา อาจจะทำให้เราไม่สามารถผ่อนรถของเราได้
ดังนั้นเงินเดือน 15,000 ควรจะผ่อนรถไม่เกิน 7000 บาท ตามวิธีที่ได้คำนวณเบื้องต้น ซึ่งรุ่นรถที่แนะนำมีดังนี้
Toyota Yaris ปี 2020 รุ่น Entry
เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,144 บาท
หนึ่งในรถ Eco Car ที่ได้รับความนิยมมากจากทาง Toyota กับ Yaris ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของราคาที่เข้าถึงได้ พร้อมขนาดกะทัดรัดเหมาะกับการขี่ในเมือง ในส่วนของดีไซน์นั้นถือว่าทำออกมาเจาะตลาดวัยรุ่นโดยเฉพาะ ทั้งภายนอกและภายใน นับว่าเป็นรถที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว
Toyota Vios ปี 2020 รุ่น Entry
เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท
นอกจาก Toyota Yaris แล้วก็มีอีกหนึ่งรถที่ได้รับความนิยมคือ Toyota Vios ที่ถือว่าจ่ายแพงกว่ากันนิดหน่อย แต่ได้ในเรื่องของเครื่องยนต์ที่ Vios ทำได้ดีกว่า ทำให้นอกจากจะใช้ในเมืองแล้ว เรายังสามารถที่จะใช้ในต่างจังหวัดได้อีกด้วย
Honda Brio ปี 2020 รุ่น V CVT
เงินดาวน์ 20 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 6,815 บาท
สำหรับใครที่ต้องการรถเล็ก ๆ เน้นความคล่องตัวก็ขอแนะนำ Honda Brio รถรุ่นเล็กจากทาง Honda ที่ได้ปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้ดีขึ้น ทั้งในแง่ของการใช้งาน ระบบความปลอดภัย รวมถึงความกว้างของห้องโดยสาร นับว่าเป็นราคาที่คุ้มมาก ๆ
MITSUBISHI MIRAGE ปี 2020 รุ่น GLX MT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,000 บาท
มาดูทางฝั่งของ Mitsubishi กันบ้างกับ Mirage ปี 2020 รุ่น GLX MT หนึ่งในรถยอดนิยมของประเทศไทย ที่มีจุดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่โดดเด่น เน้นความทันสมัยผสมกับความเป็นสปอร์ตอย่างกลมกลืน พร้อมกับราคาไม่แพง ผ่อนยาว ๆ สบาย ๆ
MITSUBISHI Attrage ปี 2020 รุ่น GLX MT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,211 บาท
หากใครอยากได้รถที่ดูเป็นทรงร่วมสมัยมากกว่า Mirage ก็ต้องขอแนะนำ Attrage ที่แม้ว่าพื้นที่ด้านหลังจะน้อยกว่า แต่ก็ทดแทนด้วยขนาดของห้องโดยสารที่กว้างกว่า เหมาะกับการขี่รถไปท่องเที่ยวในต่างจังหวัด ในราคาที่แพงกว่ากันไม่กี่บาท
Nissan March ปี 2020 รุ่น S MT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 5,071 บาท
หนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมมากสำหรับสาย Eco Cars ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร แต่ประหยัดน้ำมันสุด ๆ ห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาให้นั่งสบาย คันเล็กกะทัดรัดสามารถที่จะขับขี่ได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางที่แคบ ๆ นี่สบายเลย
Nissan Almera ปี 2020 รุ่น 1.2 e Sportech
เงินดาวน์ 30 % ระยะเดือนในการผ่อน 84 เดือน เดือนละ 5,719 บาท
Nissan Almera รถ Eco Car สุดคุ้มที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย เนื่องจากความคุ้มค่าคุ้มราคา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่ดี ดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน ผสมกับลูกเล่นต่าง ๆ จากทาง Nissan ดังนั้นหากคุณเห็นรถรุ่นนี้ในถนนบ่อย ๆ ก็อย่าแปลกใจ เพราะว่ารถคันนี้ดีจริง ๆ Mazda 2 ปี 2020 รุ่น 1.3 E/ E Sport
เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,367 บาท
ย้ายกันมาที่ฝั่ง Mazda กันบ้างกับหนึ่งในรถรุ่นที่ขายดีประจำค่ายอย่าง Mazda 2 ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ที่เรียบหรู ทั้งภายในและภายนอก เครื่องยนต์สมรรถนะดีขับสนุกมาก ๆ ในราคาเท่านี้ ถือว่าคุ้มค่าคุ้มราคา
Suzuki Swift ปี 2020 รุ่น GA CVT
เงินดาวน์ 25 % ระยะเดือนในการผ่อน 72 เดือน เดือนละ 6,006 บาท
Suzuki Swift นับว่าเป็นรถที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะรถคันสีแดงที่เห็นได้ทั่วไปในท้องถนน ซึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ การปรับปรุงจุดต่าง ๆ ให้เด่นยิ่งกว่า Eco Car แบรนด์อื่น ๆ อย่างชัดเจน เช่นช่วงล่างแน่นขึ้นทำให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ก็ยังขับสนุกเหมือนเดิม ทำให้ใครที่อยากได้รถเล็ก ๆ แต่เหมาะกับการขี่ในเมือง ก็แนะนำ Suzuki Swift เลย
Honda City ปี 2020 รุ่น Turbo S
เงินดาวน์ 25% ระยะเวลาในการผ่อน 72 เดือนละ 6,751 บาท
ปิดท้ายกันด้วยรถขวัญใจชาวเมืองอย่าง Honda City ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและทรงสปอร์ตขวัญใจวัยรุ่น เครื่องยนต์ 1.0 พร้อมพลัง Turbo ที่ทำให้เหมาะกับการขี่ในเมืองอีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรียกได้ว่าหากอยากได้รถดีไซน์ดี ขี่แล้วคุ้มกับแนะนำ Honda City เลย
สรุป
เงินเดือน 15000 สามารถที่จะซื้อรถมาขับขี่ได้ โดยวิธีการคือการหารถที่เหมาะสมกับตัวเรา จากนั้นให้ดาวน์ด้วยจำนวนเงินที่สูงที่สุด พร้อมทั้งเลือกจำนวนเดือนที่จะผ่อนให้เหมาะสม ซึ่งยิ่งผ่อนเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเสียดอกเบี้ยน้อยเท่านั้น สุดท้ายแล้วอย่าลืมเตรียมความพร้อมให้ดีก่อนที่จะมีรถ แล้วคุณจะมีความสุขในเรื่องเหล่านี้มากกว่าเดิม
หากเพื่อน ๆ สนใจรถมือหนึ่งหรือมือสอง ก็สามารถเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เรามีรถมากมายให้คุณได้เลือก ทั้งรถเก่าสมัยรุ่นพ่อ ไปจนถึงรถสปอร์ตสุดเท่สมัยรุ่นลูก สนใจก็ลองเข้ามาหากันได้เลย