Hum-to-search จาก Google อยากรู้ชื่อเพลงก็แค่ฮัมทำนอง

Hum-to-search จาก Google อยากรู้ชื่อเพลงก็แค่ฮัมทำนอง

“เพลงที่เปิดในรถแกวันนั้นชื่อเพลงอะไรนะ มันเพราะดีอ่ะ ที่ทำนองมัน ตือดึ๊ด ตึ๊ดดือดือ ดือดึ๊ด ตือดือดือ แบบนี้อ่ะ เพลงไร”

หากนับเป็นข้อมูลเชิงสถิติ มนุษย์เราจะมีคำตอบให้กับคำถามแบบนี้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์กัน อย่างน้อย ถ้ามีเนื้อเพลงหรือชื่อศิลปินมาให้เดาบ้างก็คงดี แต่ครั้นจะให้มาฟังทำนองอย่างเดียว แล้วบอกว่านี่คือเพลงอะไร ถ้าไม่ใช่สาวกของศิลปินคนนี้ หรือฟังเพลงนั้นจนซึมสมองส่วนหน้า ก็ยากที่จะให้คำตอบได้ภายในทันที

ความวัวยังไม่ทันหาย พอเราจะลองค้นหาด้วยตัวเอง ก็นึกขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่เรารู้ทั้งหมดเกี่ยวกับเพลงๆ นั้น ก็มีแต่ทำนองที่เพิ่งฮัมให้เพื่อนฟังไป แล้วทีนี้ จะทำอย่างไร เราถึงจะรู้ชื่อเพลง

Google มาโปรด

Google ดูจะเข้าใจปัญหาข้อนี้เป็นอย่างดี (อาจเพราะมีคนในออฟฟิศ Google จำนวนมากที่เปิดการสนทนาด้วยคำถามประมาณนี้) เมื่อเร็วๆ นี้ Google ประกาศเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า “Hum-to-search” หรือ “แค่ฮัมดู จะรู้ชื่อ(เพลง)” เพื่อช่วยคนที่อยากรู้ชื่อเพลงใจจะขาด แต่สิ่งที่ติดอยู่ในหัว มีแค่ทำนอง ไม่ใช่เนื้อร้องหรือชื่อศิลปิน

เทคโนโลยีนี้เป็นส่วนหนึ่งในแอปพลิเคชัน Google และอยู่ในส่วนของผู้ช่วย (Google Assistant) เมื่อเรากดไปที่หน้าจอของผู้ช่วยแล้ว ให้เรากดเลือกไอคอนรูปไมโครโฟน จากนั้น ฮัมหรือร้อง (หรือผิวปาก) ทำนองเพลงที่เราจำได้ เป็นเวลาประมาณ 10-15 วินาที

Google Hum-to-search ฟังเพลง หาเพลง ไม่รู้ชื่อเพลง
เทคโนโลยี Hum-to-Search ของ Google
ขอขอบคุณรูปภาพจาก MacRumors

Google Assistant จะประมวลผลเสียงที่ได้ภายในเวลาแค่ชั่วพริบตา จากนั้นจะขึ้นลิสต์เพลงที่มีทำนองตรงกับทำนองที่เราร้อง และไม่ต้องกังวล ว่าต้องร้องให้ตรงกับต้นฉบับถึงจะได้คำตอบ เพราะ Google จะบอกเรา ว่าเพลงในลิสต์มีทำนองตรงกันกับที่เราร้องกี่เปอร์เซ็นต์ พร้อมบอกข้อมูลของศิลปิน หรือฟังเพลงเพิ่มเติมในอัลบั้มนั้นๆ

แม้ว่าตอนนี้ Hum-to-search ยังไม่เปิดรองรับภาษาไทยอย่างเต็มรูปแบบ แต่เชื่อว่า ภายในอนาคตอันใกล้ พวกเราจะสามารถฮัมทำนองเพลงไทยเพื่อค้นหาชื่อเพลงได้อย่างแน่นอน

รู้ไว้ใช่ว่า Hum-to-search ทำงานอย่างไร

การทำงานของ Hum-to-search ยากและสลับซับซ้อน แต่หากให้พูดกันแบบเข้าใจง่าย เราจะเปรียบทำนองที่เราร้องเป็นลายนิ้วมือ

ลายนิ้วมือของแต่ละคนมีรูปแบบและเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แต่ลายนิ้วมือจำนวนไม่น้อยมีความใกล้เคียงกัน เช่นเดียวกับทำนองเพลง Google เพียงออกแบบเทคโนโลยีที่ตรวจสอบความใกล้เคียงของทำนองเพลง และแสดงผลเฉพาะทำนองที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุดกับทำนองที่เราร้องออกมา

การจะทำเช่นนี้ได้ Google จำเป็นต้องถอดทำนองของเพลงต่างๆ บนโลกนี้ (เกือบทุกเพลงละกัน) ออกเป็นรหัสตัวเลขและเก็บไว้ในฐานข้อมูล ไม่เพียงแต่ทำนองปกติเท่านั้น แต่รวมถึงการสั่นสะเทือนของเสียง (Timbre) ระดับของเสียง (Tone) หรือกระทั่งชนิดของเครื่องดนตรีในเพลง (Intrument)

Google Hum-to-search Coding ฟังเพลง หาเพลง ไม่รู้ชื่อเพลง
ระบบจะถอดเพลงให้กลายเป็นรหัสไว้ใช้ภายหลัง
ขอขอบคุณวิดีโอจาก Google

จากนั้น พวกเขาออกแบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งก็คือ Hum-to-search เมื่อเราฮัมหรือร้องทำนอง เสียงของเราจะถูกถอดออกเป็นรหัสตัวเลขเช่นกัน ก่อนที่จะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับเพลงต่างๆ ในระบบ ข้อมูลที่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด (หรือรหัสตัวเลขเหมือนกันมากที่สุด) จะถูกแสดงผลเป็นเพลงที่ตรงกับเสียงฮัมของเรา

อาจฟังดูเข้าใจยาก (ก็เข้าใจยากจริงๆ) แต่เทคโนโลยีนี้อยู่กับเรามานานแล้ว (อย่างน้อยก็เกือบ 20 ปี) ในรูปแบบของการตรวจจับความถี่ของเสียง ตัวอย่างแรกอาจฟังดูเก่าเกินไป ถ้างั้น หลายคนคงรู้จัก Shazam หรือ Soundhound ซึ่งต่างก็ใช้เทคโนโลยีนี้ในการค้นหาเพลงทั้งสิ้น

เพียงแต่ว่า นี่เป็นครั้งแรก ที่เราสามารถค้นหาชื่อเพลง ไม่ใช่จากเสียงร้อง หรือเพลงที่กำลังเปิด แต่แค่ใช้การฮัมของเราเท่านั้น ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจ ที่เทคโนโลยีการตรวจจับเสียงเพลงได้ก้าวไปอีกขั้นแล้ว

ลองใช้เองแล้วเป็นอย่างไร

ด้วยความสงสัย ผมจึงลองเปิดโทรศัพท์มือถือของผม เข้าไปที่แอปพลิเคชัน Google เพื่อทดสอบ Hum-to-search เพลงที่ผมเลือกฮัมทำนองคือ Baby Shark และ La La La ของ Sam Smith

ต้องยอมรับว่าทักษะการร้องเพลงของผมอยู่ในระดับ “เรี่ยดิน” แต่ Google สามารถตรวจจับทำนองที่ผมร้องได้ถูกต้องและแม่นยำ โดยแสดงผลเพลงทั้งสองนี้ในอันดับแรกเสมอ ก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่แม่นยำ ไว้วางใจได้ในเวลาที่ต้องการใช้งาน

จุดเด่นที่ผมรู้สึกได้คือ เรื่องของความเร็ว ผมใช้เวลาเพียง 10 วินาทีในการฮัมทำนอง จากนั้น Google ก็สามารถค้นหาชื่อเพลงได้ทันที

หวังว่าจะเป็นประโยชน์

ต่อจากนี้ เวลาที่เราต้องการรู้ชื่อเพลง ก็แค่เปิด Google ขึ้นมา และฮัมทำนองสักวรรคสองวรรค เราก็จะได้ชื่อเพลง พร้อมข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ไม่ยาก เป็นอีกครั้งที่เทคโนโลยีตอบโจทย์เราได้อย่างลงตัว ก็ได้แต่หวังว่า เพลงไทยจะได้รับการใส่เข้าไปในระบบเร็วๆ นี้ 

Kaidee ก็เหมือน Hum-to-search หากคุณไม่มีข้อมูลสินค้า หรือไม่รู้ว่าจะซื้อหาอะไรดี กดมาที่ Kaidee ที่เดียว รู้เรื่องและตอบทุกความต้องการของคุณ

ที่มาของสัญญาณไฟจราจร

ที่มาของสัญญาณไฟจราจร

สัญญาณไฟจราจรถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับการจราจร ในฐานะของเครื่องบอกสัญญาณในการเคลื่อนที่และการหยุดของรถยนต์ แต่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า สัญญาณไฟจราจรมีที่มาอย่างไร วันนี้เราจะพามาย้อนดูเรื่องนี้กัน

จุดเริ่มต้นมาจากยุคอุตสาหกรรม

หลังจากการปฎิวัติอุตสหกรรมเมืองต่าง ๆ ในยุโรปมีประชากรเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ บนท้องถนนเต็มไปด้วยรถม้า และผู้คนอย่างมากมาย นำไปสู่อุบัติเหตุและความชุลมุนวุ่นวายเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายบนท้องถนน  

ประกอบกันการมาถึงของรถยนต์และมอเตอร์ ทำให้การจราจรที่แน่นอยู่แล้ว วุ่นวายขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าในช่วงนั้น จะเดินทางไปยังที่แห่งใดก็ต้องเจอกับรถติดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ลอนดอน (London) ในตอนนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของโลกที่เต็มไปด้วยรถในถนนมากมาย แต่ผู้คนกลับเดินทางด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งมีบุรุษคนหนึ่งได้นำปิ้งไอเดียด้วยการนำเอาสัญญาณไฟของรถไฟมาติดตั้งในท้องถนน คนนั้นคือ John Peake Knigh ผู้จัดการรถไฟและนักลงทุนของประเทศอังกฤษ และลอนดอนก็กลายเป็นเมืองแรกในโลกที่มี สัญญาณจราจร

จากป้ายสู่สัญญาณไฟจราจร

ป้ายจราจรช่วงแรกจะไม่มีการบอกในรูปแบบของสัญญาณไฟ แต่จะใช้การขยับของป้ายเป็น “หยุด” และ “ไป” แทน โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Manual มากกว่าแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะมีผู้รับผิดชอบประจำถนนต่าง ๆ เพื่อให้การจราจรบนท้องถนนเป็นได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น

แม้ว่าอังกฤษจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้ใช้สัญญาณจราจร แต่ประเทศแรกของโลกที่มีการใช้สัญญาณจราจรแบบไฟที่เราใช้กันในปัจจุบันคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่การมาถึงของวิธีการผลิตแบบใหม่จาก Ford Motor ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถใช้รถยนต์ในราคาที่ถูกกว่า อีกทั้งผังเมืองของประเทศยังมีการพัฒนาเพื่อรถยนต์มากกว่ารถม้าอีกด้วย

โดยสัญญาณไฟจราจรในประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีเดียวกับอังกฤษคือ การเปลี่ยนสัญญาณแบบเปลี่ยนมือที่มีสัญลักษณ์เพียงสองอย่างคือ “ไป” และ “หยุด” ซึ่งคนที่จะเป็นคนเปลี่ยนจะเป็นตำรวจจราจรที่ประจำอยู่ในเมืองนั้น ๆ ก่อนที่จะมีสัญญาณจราจรแบบอัตโนมัติครั้งแรกของโลกที่เมืองชิคาโก (Chicago) แต่ก็ยังคงใช้รูปการเป็นป้ายบอกสัญลักษณ์ “ไป” และ “หยุด” เหมือนเดิม

จนกระทั่งปี 1917 จึงมีการใช้สัญญาณไฟจราจรไฟฟ้าครั้งแรกของโลกที่เมืองซานฟรานซิสโก (San Francisco) โดยมีการใช้สัญลักษณ์เป็นสีแดงและสีเขียว เพื่อแก้ปัญหาในกรณีที่รถที่ขับความเร่งด่วนสามารถที่จะเคลื่อนตัวได้สะดวกมากขึ้นและมีเวลาในการเตรียมตัว

สำหรับไฟสามสีในแบบปัจจุบันนั้นมีการใช้งานครั้งแรกที่เมืองดีทรอยต์ (Detroit) โดยในตอนนั้นเมืองนี้ถือว่าเป็นเมืองหลักของอุตสาหรกรรมยานยนในประเทศสหรัฐอเมริกา ในเมืองมีการจราจรคับคั่งทั้งรถยนต์ รถม้า เกวียนต่าง ๆ ทำให้ต้องมีการเพิ่มสัญลักษณ์กึ่งกลางและหว่าง สีแดงและสีเขียว คือการเพิ่มสีเหลืองเข้ามาเพื่อเพิ่มสัญญาณเตือนกับผู้ใช้งานในท้องถนนมากขึ้น และเป็นการลดอุบัติเหตุอีกด้วย

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาสัญลักษณ์สัญญาณไฟจราจรแบบสามสีนี้ ก็ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

สัญญาณไฟจราจรทำไมต้องเป็นสามสีนี้ 

อย่างที่เรารู้กันในปัจจุบันนี้ว่าสัญญาณไฟจราจรได้แบ่งออกเป็นสามสีดังต่อไปนี้

สีแดง 

หมายถึงการหยุด ไม่ว่าคุณจะขี่รถมากี่กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตามเจอสีนี้คือต้องหยุด อย่าคิดจะได้ฝ่าไฟแดงเด็ดขาด เพราะนอกจากจะผิดกฏหมายแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตอีกด้วย 

สีเหลือง 

หมายถึงการระวัง โดยในที่นี้หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าเตรียมตัวในที่นี้หมายถึงว่าเตรียมตัวให้ออก แต่ในความเป็นจริงแล้วคือการระวัง โดยเฉพาะคนที่ขี่รถมาเร็ว ๆ ที่เมื่อเจอสีนี้ต้องเตรียมตัวหยุด

สีเขียว 

หมายถึงให้เราสามารถที่จะเร่งเครื่องออกรถได้เลย ถือว่าเป็นสีที่หลาย ๆ คนชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายซิ่งทั้งหลาย 

อ่านมาถึงจุดนี้หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่าทำไมสัญญาณไฟจราจร ถึงต้องเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียวสามสีนี้ ไม่เป็นสีอื่น เรื่องนี้ในทางของวิทยาศาสตร์นั้นระบุว่า สีแดงคือสีที่นัยน์ตาของเรามองเห็นได้ชัดที่สุด รองลงมาคือสีเหลือง และสีเขียวตามลำดับ 

นอกจากนี้ในทางของจิตวิทยาสีต่าง ๆ ในสัญญาณไฟจราจร ยังสื่อความหมายได้ดีอีกด้วย โดยสีแดงยังหมายถึงความอันตราย ความน่ากลัว ความฉุกเฉินอีกด้วย ในส่วนของสีเหลืองจะให้ความรู้สึกของสิ่งที่ต้องระวัง การเตรียมตัว และในส่วนของสีเขียวจะให้ความรู้สึกของธรรมชาติ การก้าวไปด้านหน้า เป็นต้น

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสัญญาณไฟจราจร

ขนาดของไฟจราจร

หัวสัญญาณของไฟจราจร มีขนาดมาตรฐานที่ 200 ถึง 300 มิลิเมตร โดยทั้งสองจะมีตำแหน่งในการติดตั้งที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่และประชากรที่ใช้ท้องถนน รวมไปถึงค่าเฉลี่ยของความเร็วของผู้ใช้รถใช้ถนนอีกด้วย ดังนั้นอย่าแปลกใจหากว่าเห็นสัญญาณไฟจราจรไม่เหมือนกัน

การซ่อมบำรุงสัญญาณไฟจราจร

สัญญาณไฟจราจรจะมีการเช็คเพื่อซ่อมบำรุงในทุก ๆ เดือน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยหลังจากประเมินการซ่อมบำรุงแล้วจะเป็นส่วนของการซ่อมแซม ดังนั้นสัญญาณไฟจราจรของบ้านเราถือว่าอุ่นใจ

ฝ่าไฟแดงโดนปรับเท่าไหร่

หากใครที่คิดอยากจะฝ่าไฟแดงขอให้อ่านข้อความต่อไปนี้ให้ดี โดยอ้างอิงจากกฎหมายพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 1000 บาท แต่หากเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ผู้ที่ฝ่าไฟแดงจะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

สรุป

จะเห็นได้ว่าสัญญาณไฟจราจรนั้นมีที่มาที่น่าสนใจ รวมถึงสีต่าง ๆ ของสัญญาณไฟก็มีความหมายที่ดีในตัวอีกด้วย ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษากฎหมายจราจร รวมถึงเพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนน ก็ขอให้ทำตามสัญญาณไฟจราจรให้ดีครับผม

หากเพื่อน ๆ ชอบในเรื่องราวของรถ ไม่ว่าจะเป็นรีวิวหรือบทความต่าง ๆ ก็สามารถติดตามได้ที่ Blog Kaidee ที่นี่เรารวมเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องรถไว้อย่างครบครัน พร้อมกับสาระน่ารู้คุณภาพเยี่ยม ให้ทุกคนได้อ่านกันอย่างสนุกสนาน 

หรือหากเพื่อน ๆ อยากจะซื้อขายสินค้าก็ขอแนะนำ Kaidee.com ตลาดขายสินค้าขนาดใหญ่ ที่นี่เรามีทุกอย่างที่คุณต้องการ ซื้อตรงจากผู้ขาย รองรับการใช้งานทั้งในเว็บและมือถือ สนใจก็ดาวน์โหลดเลย

อ้างอิง

Idrivesafely.com

grabdriverth.com/gb-article/traffic-light

creativetalklive.com/color-psychology/

ขั้นตอนการจองทะเบียนรถออนไลน์ด้วยตัวเอง

ขั้นตอนการจองทะเบียนรถออนไลน์ด้วยตัวเอง

ปัจจุบันเนื่องด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid 19 ทำให้สังคมต้องปรับตัวเข้าสู่ยุค New Normal ส่งผลให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ เริ่มที่จะให้ประชาชนทำธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการจองทะเบียนรถออนไลน์ ที่เราสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

การจองทะเบียนรถคืออะไร

หลาย ๆ คนอาจจะมีความฝันในการได้เลขทะเบียนรถในรูปแบบของเรา ทั้งในเรื่องของความเท่และเป็นมงคลกับชีวิต โดยเดิมที่ป้ายทะเบียนรถของเราบรรดาเหล่าไฟแนนซ์จะเป็นคนจัดการ แต่หลายๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าเราสามารถที่จะจองเองได้ อีกทั้งใช้เวลาไม่นานอีกด้วย

หลักเกณฑ์ในการจองทะเบียนออนไลน์

ในการจองทะเบียนรถออนไลน์จะต้องมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
1.กรณีที่เป็นรถใหม่ ข้อมูลของรถจะต้องถูกส่งถึงกรมขนส่งและเราจะต้องได้รับรถแล้วเท่านั้นถึงจะจองได้
2.กรณีที่เป็นรถจดทะเบียนแล้ว จะต้องเป็นรถที่จดทะเบียนในกรุงเทพเท่านั้น หรือแจ้งความประสงค์ย้ายทะเบียนมาอยู่ในกรุงเทพแล้ว และสถานะรถปกติเท่านั้น
3.สามารถจองทะเบียนรถได้ครั้งล่ะหนึ่งหมายเลขเท่านั้น
4.สามารถตรวจสอบวันจองทะเบียนรถได้ที่ ตารางจองเลขฯ “ปัจจุบันจดทะเบียนถึงเลข” หากถึงกำหนดเวลาตรงกับเลขที่เราจองไว้ ก็สามารถจดทะเบียนได้ ตามวันและเวลาที่กำหนด
5.เมื่อจองเลขทะเบียนรถแล้ว จะต้องรออีก 3 เดือนถึงจะสามารถจองทะเบียนรถยนต์คันใหม่ได้ โดยนับจากวันที่จดทะเบียนรถเสร็จสิ้นแล้ว
6.เมื่อจดทะเบียนรถได้แล้ว จะต้องจดเป็นชื่อเราเท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นชื่อผู้อื่นได้
7.ผู้ถือสัญชาติไทย จะต้องระบุเลขบัตรประชาชนในการจองเท่านั้น
8.หากชื่อไม่ตรงกับบัตรประชาชนหรือเลขไม่ตรงกับบัตรประชาชนจะไม่สามารถจองได้
9.หากใส่ชื่อไม่ตรง เลขบัตรประชาชนไม่ครบ จะถือว่าการจองเป็นโมฆะ
10.การจองจะเป็นรูปแบบวันต่อวัน โดยจะเริ่มในเวลา 10.00 น. ถึง 16.00 น. ของวันตามตารางจองเลข
11.กรมขนส่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้าได้
12.หากเกิดข้อผิดพลาดเจ้าหน้าที่จะแจ้งเป็นข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรตามหมวดนั้น ๆ

นอกจากนี้หากว่าเรามีรถมากกว่า 1 คันจะต้องแสดงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปลดล็อกการจองทะเบียนรถได้ โดยมีหลักฐานดังต่อไปนี้

  • ผลการจองเลขทะเบียน และหลักฐานของรถคันที่ 1
  • สำเนาของทะเบียนรถคันที่ 2 พร้อมกับสำเนาบัตรประชาชน
  • หากให้ผู้อื่นดำเนินการแทน จะต้องส่งใบรับรองอำนาจ

ขั้นตอนในการจองทะเบียนรถออนไลน์

เข้าไปยังเว็บไซต์ reserve.dlt.go.th/reserve/ จากนั้นกดปุ่มยอมรับหลักเกณฑ์

เมื่อเข้าไปแล้วให้กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบ ที่สำคัญอย่ากรอกผิดเด็ดขาด มิฉะนั้นจะเป็นโฆษะ

หลักจากกรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะพบกับหน้านี้ถือว่าเป็นอันเสร็จ

ข้อควรระวัง

หากการจองทะเบียนรถเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า หรือว่าให้ในทางที่ไม่ชอบนายทะเบียนสามารถที่จะยกเลิกผลการจองป้ายทะเบียนได้

หลักการเลือกป้ายทะเบียนมงคล

หมวดตัวเลข

สำหรับหลาย ๆ คนที่อยากได้เลขทะเบียนรถมงคลเสริมโชคชะตามีหลักในการเลือกดังต่อไปนี้

1.เลือกตามผลรวมของเลขท้าย 1 หลัก

โดยวิธีการคือเอาเลขในทะเบียนรถมารวมกันจนเหลือเลขหนึ่งหลักเช่น มม 6666 วิธีคิดคือ 6+6+6+6 = 24 ให้เรา 2+4 = 6 ซึ่งเลขต่าง ๆ จะแทนความมงคลดังนี้

เลข 1 เสริมในเรื่องของวาสนา
เลข 2 เสริมในเรื่องของการค้าขาย
เลข 3 เสริมในเรื่องของความแคล้วคลาด จากภัยอันตรายทั้งปวง
เลข 4 เสริมในเรื่องของการเจรจา
เลข 5 เสริมในเรื่องของความปลอดภัย
เลข 6 เสริมในเรื่องของความรัก
เลข 7 เสริมในเรื่องของการเพาะปลูก
เลข 8 เสริมในเรื่องของความเจริญรุ่งเรือง
เลข 9 เสริมในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

2.เลือกแบบเลขคู่ที่ส่งผลในเรื่องของความมงคล

การเลือกแบบเลขคู่ก็คือว่าได้รับความนิยมมาก โดยจะเลือกทะเบียนรถเป็นเลขคู่เช่น 6996 เป็นต้น ซึ่งแต่ละตำราจะให้ข้อมูลไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเชื่อโหรศาสตร์ด้านไหน

3.เลือกเลขมงคลตามวันเกิด

สำหรับตำรานี้จะอ้างอิงจากวันเกิดของเราว่าเกิดวันไหน จากนั้นค่อยไปเลือกทะเบียนรถได้แก่

วันจันทร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 2,4,6 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 1 และ 3
วันอังคาร เลขที่ควรมีได้แก่ 5,7,9 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 2 และ 4
วันพุธ เลขที่ควรมีได้แก่ 2,4,5 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 3 และ 7
วันพฤหัสบดี คนเกิดวันนี้สามารถมีได้ทุกเลข แต่หากจะให้ดีที่สุดต้องมีเลข 1,2,6
วันศุกร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 3,4,5 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 7 และ 8
วันเสาร์ เลขที่ควรมีได้แก่ 3,6,8 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 5 และ 2
วันอาทิตย์ เลขที่ควรมีได้แก่ 4,5,7 เลขที่ไม่ควรมีได้แก่ 2 และ 3

หมวดตัวอักษร

สำหรับหมวดของตัวอักษรสำหรับป้ายทะเบียนรถจะมีหลากหลายตำรา แต่ที่นิยมจะเรียงตามวันเกิดได้แก่

วันจันทร์ ได้ทุกตัวอักษร
วันอังคาร ไม่ควรมีตัวอักษร : ก ข ค ฆ ง
วันพุธ(กลางวัน) ไม่ควรมีตัวอักษร : จ ฉ ช ซ ฌ ญ
วันพุธ(กลางคืน) ไม่ควรมีตัวอักษร : บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
วันพฤหัสบดี ไม่ควรมีตัวอักษร : ด ต ถ ท ธ น
วันศุกร์ ไม่ควรมีตัวอักษร: ย ร ล ว
วันเสาร์ ไม่ควรมีตัวอักษร : ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ
วันอาทิตย์ ไม่ควรมีตัวอักษร :ศ ษ ส ห ฬ ฮ

สรุป


จะเห็นได้ว่าการจองป้ายทะเบียนออนไลน์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงทำตามขั้นตอนต่าง ๆ และกรองข้อมูลให้ครบ เพียงเท่านี้เราก็จะได้ป้ายทะเบียนเท่ห์ครอบครองแล้ว หากเพื่อน ๆ ชอบเคล็ดลับเกี่ยวกับเรื่องรถพวกเรา Kaidee ก็มีบทความอื่น ๆ อีกมากมายให้เพื่อน ๆ ได้เข้าไปอ่านกันครับผม ไม่ว่าจะเป็นรีวิวรถ เทคนิคการขับขี่เทพ ๆ ไปจนถึงรายละเอียดปลีกย่อยเราก็มีให้หมดครับผม

อ้างอิงจาก

Sanook

moneyguru

SCB

หากเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี ให้มีสัตว์เลี้ยงไว้ข้างกายสิ

หากเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี ให้มีสัตว์เลี้ยงไว้ข้างกายสิ

ในช่วงเวลาที่เราเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากทุกสารทิศ การเงิน การทำงาน เรื่องราวในชีวิตประจำวันกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้กับตัวเอง หรือสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายนอก หรือภายใน จัดการได้ หรือควบคุมไม่อยู่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างปัญหา พาให้เราเกิดความกดดัน และความเครียดที่ยากจะต้านทานได้

หลายคนมีวิธีการจัดการความเครียดเช่นนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนเลือกการออกกำลังกายเพื่อปลดปล่อยแรงกดดันดังกล่าว รีดความเครียดให้ออกไปพร้อมกับเหงื่อที่ไหลย้อย หรือบางคนอาจเลือกใช้งานอดิเรก หรือสิ่งที่ตัวเองชอบเช่น การวาดรูป ต่อจิ๊กซอว์หรือฟังเพลง และบางคนก็เลือก “เลี้ยงสัตว์” เพื่อบรรเทาความเครียดนั้น

“เหมียว” “โฮ่ง”

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปค้นหาคำตอบว่าเหตุใด การมีเสียงเหล่านี้ในบริเวณบ้านหรือที่พักของเราจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีจัดการความเครียดที่ได้ผล และมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนั้น การมีพวกมันอยู่ใกล้คุณก็ให้ประโยชน์อีกหลายข้อ นอกจากการบรรเทาความเครียดและความกดดันเช่นกัน

เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณอาจจะโผเข้าไปกอดสัตว์เลี้ยงของคุณโดยไม่รู้ตัว หรือหากคุณยังไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไร บทความนี้อาจจะทำให้คุณอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาอีกเล็กน้อยก็เป็นได้

อยากหายเครียด ลองเกาพุงเจ้าแมวน้อยดู

การเล่นกับสัตว์เลี้ยงให้คุณประโยชน์หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการบรรเทาความเครียด ความกดดัน และความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญจากการทำงาน หรือการดำเนินชีวิต

นักวิจัยค้นพบจากงานวิจัยเมื่อปีที่แล้วว่า การเล่นกับสัตว์เลี้ยงเพียงแค่ 10 นาทีต่อวัน ช่วยให้เรารู้สึกปรอดโปร่งจากความรู้สึกหนักอึ้งที่เราต้องเจอ และการเล่นกับพวกมันเป็นได้ทั้ง การลูบหัว เกาพุง กอดหรืออุ้ม หรือการทำความสะอาดสัตว์เลี้ยง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้วต่อการลดความเครียดของคุณ

อีกทั้งผลงานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและประเทศฝั่งยุโรป เริ่มเปิด “ศูนย์บรรเทาความเครียด” โดยใช้สัตว์เลี้ยงเป็นยารักษานักศึกษาที่กำลังเผชิญกับความเครียด ซึ่งส่วนมาก เป็นช่วงเวลาแห่งการสอบและการทำวิจัย โดยนักศึกษาสามารถเข้ามาใช้บริการศูนย์ และเล่นกับเจ้าสุนัขและแมวที่ทางศูนย์เลี้ยงไว้ เพื่อให้ตัวเองได้ผ่อนคลายจากการทำงาน ก็ถือเป็นไอเดียที่ดี ที่มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งบริษัทห้างร้านในประเทศไทยจะนำมาปรับใช้ดู

ไม่ใช่แค่ทำให้หายเครียด เรื่องดีๆ ของการเลี้ยงสัตว์ยังมีอีก

นอกจากการบรรเทาความเครียดและความกดดันของผู้เลี้ยงแล้ว การเลี้ยงสัตว์ยังได้รับการพิสูจน์ ทั้งจากงานวิจัยและผลสำรวจประชากร ว่ามีข้อดีอีกมากมายหลายประการ ในบทความนี้จึงอยากหยิบยกมาสักสามสี่ข้อที่น่าสนใจ มาให้ทุกคนได้รู้กัน

เป็นเพื่อนในวันที่เราหงอยเหงา

มนุษย์อย่างเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในแทบทุกเวลา การไม่ได้พบปะผู้คนจะทำให้เรารู้สึกเหงา และบ่อยครั้ง นำมาซึ่งอาการหดหู่และหงอยเศร้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่การพบปะผู้คนเป็นเรื่องยากขึ้นกว่าเก่า

การมีสัตว์เลี้ยงข้างกายในวันที่เรารู้สึกอย่างนั้น จะทำให้ความเหงาของเราได้รับการปลอบประโลม ด้วยหน้าตาแสนน่ารักและขนนุ่มฟูของพวกมัน งานวิจัยในต่างประเทศยังช่วยยืนยันเรื่องนี้เป็นอย่างดี พวกเขาค้นพบว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองมีการให้คะแนนความรู้สึกเหงาของตัวเอง เมื่ออยู่กับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ในอัตราที่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ในบางราย พวกเขายังพบว่า การอยู่กับสัตว์เลี้ยงไม่ทำให้รู้สึกเหงาเท่ากับการอยู่กับผู้อื่นด้วยซ้ำไป

อารมณ์ดีขึ้น แค่มีพวกมันอยู่กับเรา

คนที่มีสัตว์เลี้ยงอาจช่วยยืนยันข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เวลาที่เรากลับบ้านมาด้วยอารมณ์ห่อเหี่ยว ไม่ว่าจากการเดินเตะฝาท่อในเมือง หรือการโดนเจ้านายไร้เหตุผลจิกกัด แต่เมื่อได้เล่นกับเจ้าน้องแสนซนของเรา ก็ทำให้เรายิ้มได้อยู่เสมอ

แน่นอนว่า มีงานวิจัยที่ศึกษาระหว่างอารมณ์ความรู้สึกและการมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงด้วย นักวิจัยพบว่า ผู้เลี้ยงสัตว์มักให้คะแนนอารมณ์ความรู้สึกรายวันของตัวเองอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มทดลองอื่นเสมอ แม้ว่าทั้งกลุ่มทดลองทั้งสอง จะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน (เช่นสถานที่ทำงานเดียวกัน หรือศึกษาอยู่ในคณะเดียวกัน)

ช่วยสร้างความสมดุลของความดันในเลือด

เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อไม่น้อยที่ นักวิจัยค้นพบว่าสัตว์เลี้ยงมีผลดีต่อร่างกายของเรา ซึ่งที่สำคัญที่สุดในข้อค้นพบนี้ คงหนีไ่ม่พ้นการที่สัตว์เลี้ยงสามารถรักษาระดับความดันในเลือดของเราได้ด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะความเครียดและแรงกดดันที่เราเผชิญ ส่งผลโดยตรงกับความดันในเลือด การที่เราสามารถบรรเทาความเครียดได้ จึงส่งผลต่อระดับความดันในเลือดที่สมดุลขึ้นนั่นเอง และในงานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ นักวิจัยยังพบอีกว่า การสัมผัสสัตว์เลี้ยงให้มากที่สุด ช่วยให้ความเครียดลดลงเร็วมากที่สุดด้วย

และทำให้เราดูน่าเข้าหามากขึ้นด้วยนะ

หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ ที่สัตว์เลี้ยงพยายามลากเราออกจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ และออกไปเดินเล่นกับพวกมัน สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ถือเป็นตัวกระตุ้นให้เราออกจากบ้านได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อเราออกไปพบปะผู้คน ไม่ว่าจะเป็นในสถานที่สาธารณะ หรือละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง ผู้คนมักมองภาพลักษณ์ บุคลิกและนิสัยของผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง เป็นคนที่น่าเข้าหาเพราะดูเป็นมิตร ดูอบอุ่น มีความรับผิดชอบ และเป็นที่ไว้วางใจได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า การมีสัตว์เลี้ยงข้างกาย เวลาออกจากบ้าน จะช่วยสร้างบทสนทนาที่ดีระหว่างคุณกับผู้อื่นได้อย่างน่าประหลาด

อย่างนี้ต้องหามาเลี้ยงให้ได้แล้ว

การมีสัตว์เลี้ยงอยู่ข้างตัว คอยส่งเสียงเบาๆ กวนเราเป็นบางครั้ง คอยเอาหน้ามามุดใต้ผ้าห่มเวลาเรากำลังจะนอน ก็ถือเป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากความเหงา ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยว ซึ่งในบางครั้ง ก็อาจนำไปสู่ความหดหู่ ความเศร้าหรือความเครียดสะสม และทำให้วันหนึ่งวันของเราสดใสขึ้นกว่าเดิม

แต่การเลี้ยงสัตว์ถือเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบมาก ประโยชน์ที่เราอาจได้รับ หมายถึงภาระหน้าที่ในการดูแลพวกมันเป็นอย่างดี เราไม่ควรเลี้ยงสัตว์ เพราะอยากเล่นกับพวกมันเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้ถือว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ก็เป็นสมาชิกอีกคนของบ้านคุณเช่นกัน หากคิดว่า สามารถเลี้ยงได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่กระทบกับหน้าที่อื่นๆ ในชีวิต ก็อย่ารอช้า ไปหาน้องๆ สัตว์เลี้ยงมาอยู่ข้างกายให้หายเครียดกันดีกว่า

การเลี้ยงสัตว์ต้องใช้อุปกรณ์จำนวนมาก และไหนจะมีอาหารของสัตว์เลี้ยงอีก หากใครไม่อยากเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้นานๆ ลองแวะมาที่ Kaidee เรามีข้าวของเครื่องใช้ อาหารสารพัดชนิดให้สัตว์เลี้ยงของคุณอย่างแน่นอน

ทำอย่างไร ให้เรามีแรงจูงใจออกกำลังกายในแต่ละวัน

ทำอย่างไร ให้เรามีแรงจูงใจออกกำลังกายในแต่ละวัน

พรุ่งนี้ว่าจะออกกำลังกายสักหน่อย

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องการดูแลหุ่นและสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หรือมีส่วนช่วยในการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย การออกกำลังกายยังช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ทั้งหน้าตาและผิวพรรณอีกด้วย

สำหรับหลายๆ คน การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่พวกเขาตั้งตารอในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากทำมากที่สุด และจำเป็นต้องทำ ไม่เช่นนั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไปในวันเหล่านั้น

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถฉุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงตอน 6 โมงเช้า หรือฝืนใจเข้าฟิตเนสหลังเวลาเลิกงาน บางครั้ง ภาระหน้าที่ กิจกรรมอื่นๆ หรือความรู้สึกอยากพักผ่อนก็เข้ามาเบียดเบียนแรงจูงใจในการออกกำลังกายของเราจนหมดสิ้น หรือกรณีของคนที่ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่นหรือลดน้ำหนัก เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นที่ปรากฎ ก็อาจทำให้ถอดใจได้

ทำอย่างไรถึงจะมีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

ความน่าสนใจคือ เรื่องแบบนี้เกิดได้กับทุกคน ทั้งคนออกกำลังกายสมัครเล่นและนักกีฬาเจนสนาม ทุกคนมีวันที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการออกกำลังกาย อาจเป็นวันนั้นของสัปดาห์ เดือนหรือปี ไม่มีใครรู้

การทำให้ตัวเองกลับมามีแรงจูงใจในการออกกำลังกายอีกครั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ และวันนี้ Kaidee Blog ก็มีทริคเล็กน้อยในการเสริมสร้างแรงจูงใจมาฝาก เพื่อคนที่เริ่มต้นการออกกำลังกายและคนที่สูญเสียแรงจูงใจไประหว่างทาง

ตั้งเป้าหมายกับตัวเอง และเก็บสถิติที่เราทำได้

คนทุกคนก้าวเดินด้วยเป้าหมาย หากปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจน คงจะทำให้เราหลงทางไม่น้อย การออกกำลังกายก็เช่นกัน การมีเป้าหมายในการออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีแรงจูงใจขั้นต้นในทุกๆ วัน

ลองถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ เช่น “เราออกกำลังกายไปทำไม” หรือ “เราพอใจกับสุขภาพของเราตอนนี้หรือเปล่า” จากนั้น ให้สร้างเป้าหมายจากคำตอบที่ได้เช่น ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเพื่อให้ดูเด็กลง หรือออกกำลังกายเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

เมื่อได้คำตอบของเป้าหมายระยะยาว ให้กำหนดเป้าหมายระยะสั้นในการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน ถามตัวเองอีกครั้งว่า วันนี้จะวิ่งกี่กิโลเมตร จะว่ายกี่รอบ จะคาร์ดิโอกี่นาที เพราะหากเราทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราจะมีกำลังใจในการทำมันในวันต่อๆ ไปมากขึ้น

แต่สำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย การกำหนดเป้าหมายที่ใหญ่เกินไปอาจกลายเป็นหายนะ เพราะหากทำไม่สำเร็จ เราอาจหมดกำลังใจก่อนก็เป็นได้ ให้กำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ โดยประเมินจากประสบการณ์และความสามารถของตัวเอง

“วันนี้เป็นวันแรกของการว่ายน้ำ จะลองว่ายสัก 4 รอบดูก่อน ถ้าไหวจะเพิ่มเป็น 6 รอบในวันถัดไป” อะไรแบบนี้

ไม่เพียงแค่เป้าหมายที่เป็นสิ่งที่เราก้าวเดินไปหา สถิติหรืออดีตที่ผ่านมาถือเป็นแรงจูงใจให้กับเราเป็นดี การมีสมุดเล็กๆ สักเล่ม หรือแอพพลิเคชันออกกำลังกายในโทรศัพท์เพื่อเก็บสถิติเหล่านี้ไว้ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย หากเราย้อนกลับมาเปิดดู เราจะเห็นได้ว่า เราเดินมาไกลขนาดไหนแล้ว

อยู่ในบรรยากาศที่ตัวเองชอบ เล่นกีฬาที่ตัวเองโปรดปราน

“ทำไมไม่ลองวิ่งดูล่ะ เห็นเขาบอกว่าลดน้ำหนักได้เร็วกว่าว่ายน้ำมากเลยนะ”

แน่นอนว่าในระยะเวลา 1 ชั่วโมง การออกกำลังกายแต่ละประเภทให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน 1 ชั่วโมงของการจ้ำบนท้องถนนช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการจ้วงน้ำผสมคลอรีนถึง 200 แคลอรี่

แต่หากมันไม่ใช่กีฬาที่เราอยากเล่น หรือกิจกรรมออกกำลังกายที่เราอยากทำ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน การทำกิจกรรมที่ต้องการ มีส่วนช่วยในการสร้างแรงจูงใจให้เราโดยอัตโนมัติ เราไม่จำเป็นต้องฉุดรั้งตัวเองมากขึ้น หากสิ่งๆ นั้น เป็นสิ่งที่เราอยากทำตั้งแต่แรก

นอกจากกิจกรรมที่ทำแล้ว การสร้างบรรยากาศที่เราชอบก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรามีแรงจูงใจจะออกกำลังกายให้สำเร็จ เลือกเพลย์ลิสต์ที่เราต้องการฟังระหว่างออกกำลังกาย หากเป็นการวิ่ง ลองถามตัวเองว่าชอบวิ่งบนลู่หรือรอบเมืองมากกว่ากัน หากเป็นการว่ายน้ำ สระแบบใดของที่ไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน

รูปลักษณ์ภายนอกก็มีผลต่อแรงจูงใจที่เกิดขึ้น เลือกอุปกรณ์ รองเท้าหรือเสื้อผ้าในการออกกำลังกายที่เราชื่นชอบ เพราะการอยู่ในชุดและอุปกรณ์ที่เราเลือก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความพร้อมในการออกกำลังกายของเรา

การอยู่ในบรรยากาศที่เราชอบช่วยให้เรามีแรงจูงใจในการกระทำสิ่งนั้นให้สำเร็จมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่การออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมถึงการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วย

ออกกำลังกายกับคนรู้ใจหรือสหายสนิท

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำกับนักกีฬาบ่งชี้ว่า การออกกำลังกายกับคนอื่นช่วยให้เรามีประสิทธิภาพและแรงจูงใจมากขึ้นหลายเท่า เพราะเรามีตัวเปรียบเทียบอย่างบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะต้องเพิ่มความสามารถและความพยายามของตัวเองเพื่อให้ทัดเทียมผู้อื่นได้

การนัดหรือรวมกลุ่มเพื่อนออกกำลังกายจึงอาจช่วยดึงแรงจูงใจของเราออกมา อีกทั้งการมีบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในการออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีวินัยและตารางเวลาที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะการออกกำลังกายคนเดียวยืดหยุ่นและล้มเลิกได้ แต่การนัดหมายกับเพื่อนเป็นเรื่องยากมากกว่าหากต้องยกเลิกไป

การทำกิจกรรมอะไรก็ตามกับเพื่อน คนรู้จักหรือแม้กระทั่งคนรู้ใจ ยังถือเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา ให้ทั้งเราและเขารู้จักกันมากขึ้นอีกด้วย

แต่หากว่าเราไม่สามารถรวมกลุ่มกับเพื่อนในโลกความเป็นจริง ลองใช้ Community หรือกลุ่มสังคมในแอพพลิเคชันออกกำลังกายเพื่อมองหา และเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นๆ บนโลกออนไลน์ ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเรา

เช้าแล้ว ยัง ไม่อยู่บนที่นอน

เคยมีคำกล่าวที่ว่า “กิจกรรมยามเช้าจะเป็นเครื่องวัดความมีประสิทธิภาพของเราไปตลอดวัน”

เช้าวันใหม่ให้อะไรเราหลายอย่าง ทั้งการนอนหลับที่เต็มอิ่ม และพลังงานที่ได้รับการฟื้นฟู การตัดสินใจออกกำลังกายในตอนเช้าถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่เรามีเรี่ยวแรงเหลือเต็มที่ และยังไม่ถูกดูดจากการทำงานหรือภารกิจระหว่างวัน

อีกทั้งการออกกำลังกายในตอนเช้าปราศจากการรบกวนใดๆ ทั้งจากงานภายนอก และจิตใจของตนเอง เป็นเวลาที่ไม่ต้องกังวลว่าหัวหน้าจะตามงานหรือไม่ หรือมีประชุมด่วนต้องเข้าหรือเปล่า

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2561 ที่เปิดเผยว่าการทำอะไรที่มีประสิทธิภาพสูงในยามเช้าช่วยให้มนุษย์มีกระบวนการคิดและไตร่ตรองได้ดีขึ้นไปตลอดวัน ผลวิจัยพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายในตอนเช้ามักเลือกทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน มีประโยชน์ในด้านคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า และยังลดการทานอาหารว่างอีกด้วย

ในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ผู้ที่ออกกำลังกายตอนเช้ามีสมาธิในการจดจ่อกับการทำงานได้ดีกว่า รวมถึงมีอารมณ์แง่บวกมากกว่าตลอดวันนานกว่า หากเทียบจากผลการวิจัยชิ้นข้างต้น

แม้ไม่ได้ให้ผลด้านการเผาผลาญหรือประสิทธิภาพที่ดีกว่า แต่เพราะเป็นเวลาแรกเริ่มของวัน การออกกำลังกายในตอนเช้าจะทำให้ไม่ต้องพะวงเรื่องนี้อีกตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังสามารถใช้เวลาที่เหลือในวันนั้น คิดและไตร่ตรองได้รอบคอบมากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานเป็นอย่างมาก

หาแรงจูงใจและลงมือเลย

เเรงจูงใจเป็นเรื่องที่ใช้เวลาและความอดทน หากต้องการสร้างมันขึ้นมา แต่ไม่ยากเกินความพยายามของใครแน่นอน ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนตามหาแรงจูงใจของตัวเอง ขุดมันขึ้นมาและเริ่มต้นออกกำลังกายอีกครั้ง

Just Do It ลุยเลย

จบกันไปแล้วกับวิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองในการออกกำลังกาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่หากใครกำลังมองหาอุปกรณ์กีฬา หรือเสื้อผ้าสวยๆ มาสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง ลองเข้ามาดูที่ Kaidee แล้วคุณจะรู้ว่า “ที่เดียวจบ ครบทุกสิ่ง” มีอยู่จริง