Jan 1, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ถ้าหากพูดถึงสิ่งคู่บ้านคู่เมืองแปดริ้ว หรือจังหวัดฉะเชิงเทรา คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากหลวงพ่อโสธร ซึ่งหลายๆ คนคงเคยได้ยินเสียงลือเสียงเสียงเล่าอ้างของ “หลวงพ่อโสธร” กันมาบ้างในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวันนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านมาทำความรู้จักความเป็นมาและตำนานของหลวงพ่อโสธรไปพร้อม ๆ กัน
ตำนาน “หลวงพ่อโสธร”
ประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อโสธร
มีเรื่องราวที่เล่าขานกันมานานแล้วว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย พระพุทธโสธรท่านมีพี่น้องที่ลอยน้ำมาพร้อมกัน 3 องค์ คือ หลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อโตบางพลี และหลวงพ่อโสธร ส่วนอีกตำนานหนึ่งบอกว่า ท่านเป็นพี่น้องกับหลวงพ่อบ้านแหลมและหลวงพ่อวัดไร่ขิง และยังมีนิยายที่เล่าว่า ท่านลอยน้ำมาพร้อมกับหลวงพ่อบ้านแหลม และหลวงพ่อวัดเขาตะเคราด้วย
ถึงอย่างไรก็ตาม ตำนานที่เล่าขานกันมานี้ก็มีความคล้ายกันอยู่ตรงที่ พระพุทธรูป 3 องค์พี่น้องลอยน้ำมาจากทางเมืองเหนือ จนกระทั่งมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “สามเสน” จึงได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นมาให้เห็น ชาวบ้านจึงได้ทำการเชิญพระพุทธรูปทั้งสามองค์ขึ้นจากแม่น้ำ โดยใช้เวลา 3 วัน 3 คืนก็เชิญขึ้นจากน้ำไม่ได้ กล่าวกันว่าครั้งนั้นใช้ผู้คนเป็นแสนๆ ก็ไม่สำเร็จ ตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า “สามแสน” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “สามเสน”
หลังจากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็จมน้ำลงไปอีกครั้ง ไม่นานก็ลอยเข้าสู่คลองพระโขนงลัดเลาะไปสู่แม่น้ำบางปะกง และได้ลอยผ่านคลอง ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า คลองชักพระ พระพุทธรูปได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านจึงพากันชักพระขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สำเร็จ จึงเรียกคลองนี้ว่า “คลองชักพระ” แล้วพระทั้งสามองค์ก็ได้ลอยทวนน้ำขึ้นไปทางหัววัดอีก สถานที่นั้นจึงเรียกว่า “วัดสามพระทวน” และเรียกเพี้ยนเป็น “วัดสัมปทวน”
จากนั้นพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ก็ลอยน้ำมาในแม่น้ำบางปะกง แล้วลอยต่อไปเรื่อยๆ องค์หนึ่งลอยไปทางบางพลี ไปผุดขึ้นที่ลำคลองวัดบางพลี ชาวบ้านจึงอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานเอาไว้ที่วัดบางพลี และตอนเชิญขึ้นมาทำได้โดยง่าย ชาวบ้านจึงเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้ท่านต้องการจะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ตรงนี้ก็ได้
ส่วนอีกองค์หนึ่งลอยออกไปที่บริเวณบ้านแหลมสมุทรสงคราม ชาวบ้านตีอวนได้องค์พระขึ้นมาแล้วอัญเชิญไปประดิษฐาน ที่วัดบ้านแหลม หรือในปัจจุบันคือวัดเพชรสมุทรวรวิหาร
อีกองค์หนึ่งผุดขึ้นมาที่หน้าวัดเสาธงทอนหรือ “วัดโสธร” ที่แม่น้ำบางปะกงชาวบ้านช่วยกันฉุดลากขึ้นมาด้วยเชือก แต่ก็ไม่อาจจะอัญเชิญขึ้นมาบนบกได้ จึงมีผู้เสนอให้ไปเชิญอาจารย์ผู้ที่มีความรู้ด้านเวทมนต์คาถา เพื่อทำพิธีอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาจากกระแสน้ำให้ได้ ซึ่งทำได้สำเร็จ
เมื่ออาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณท่านนั้นตั้งศาลเพียงตาขึ้นมาตามโบราณพิธีแล้วเอาสายสิญจน์ไปคล้องเอาไว้ที่พระหัตถ์ ก็ปรากฏว่าอัญเชิญเอาขึ้นมาบนฝั่งน้ำริมตลิ่งของวัดเสาธงทอนได้โดยง่าย แต่เมื่อเอาเชือกเส้นใหญ่ไปคล้องผูกมัดองค์ท่านแล้วดึงเข้ามาไม่เป็นผลอะไรเลย นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดของผู้ที่พบเห็นเป็นอันมาก
อัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากน้ำ
หลังจากนั้นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง คือ หลวงพ่อโสธรได้แสดงอภินิหารลอยมาขึ้นที่หน้าวัดโสธร ซึ่งแต่เดิมเรียกว่า วัดหงษ์ ชาวบ้านช่วยกันยกและฉุดขึ้นจากน้ำ แต่ไม่สามารถนำขึ้นได้ จนมีอาจารย์ผู้หนึ่งรู้วิธีอัญเชิญ โดยตั้งพิธีบวงสรวงใช้สายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์ จนสามารถอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานในวิหารได้สำเร็จ ในราว พ.ศ.2313
ในการนี้จึงจัดให้มีการสมโภชฉลององค์หลวงพ่อ หลังจากท่านได้ประทับที่วัดหงส์เรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าจะขนานนามชื่อของหลวงพ่อว่าอย่างไร แต่เข้าใจว่าท่านคงต้องการชื่อเดิมของท่าน คือ “พระศรี” เพราะเป็นชื่อดั้งเดิมขณะประทับที่วัดศรีเมือง ทางภาคเหนือ ประกอบกับมีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าหลวงพ่อมีความ ประสงค์จะใช้นามว่า “หลวงพ่อพุทธศรีโสธร” เพราะได้เกิดพายุพัดเอาหงษ์ที่ตั้งอยู่บนยอดเสาหักลงมา ชาวบ้านจึงเปลี่ยนหงษ์เป็นเสาธง แล้วเรียกชื่อวัดหงษ์เป็นวัดเสาธง
ต่อมาไม่นานก็เกิดพายุพัดเสาธงหักทอนลงอีก ชาวบ้านจึงเรียกวัดเสาธง ว่า “วัดเสาธงทอน” ภายหลังเห็นว่าไม่ไพเราะ จึงได้พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดโสธร” และเรียกนามหลวงพ่อว่า “หลวงพ่อโสธร” ต่อมาวัดโสธรได้รับการเสนอแต่งตั้งให้เป็นวัดหลวง ได้ชื่อว่า “วัดโสธรวรารามวรวิหาร” และขนานนามหลวงพ่ออย่างเป็นทางการว่า “หลวงพ่อพุทธโสธร”
ปกปิดองค์จริง
พระพุทธโสธรองค์เดิม เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ปางสมาธิ หน้าตักกว้างเพียงศอกเศษ มีพุทธลักษณะที่งดงามมาก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยลานช้าง เพราะดูจากพุทธลักษณะซึ่งเป็นที่นิยมสร้างกันมากในสมัยนั้น
แต่เนื่องจากพระสงฆ์ในวัดขณะนั้นพิจารณาเห็นว่าอาจจะไม่ปลอดภัยในภายภาคหน้า จึงได้พอกปูนเสริมให้ใหญ่เพื่อหุ้มองค์จริงไว้ภายใน จนมีหน้าตักกว้างประมาณสามศอกครึ่ง อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน จากนั้นจึงลงรักปิดทองให้สวยงาม และกลายเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา
ความศักดิ์สิทธิ์
ความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อโสธร เป็นที่ประจักษ์แก่ผู้คนมากมายที่มีจิตศรัทธา ทำให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นในบุญกุศล พร้อมหลั่งไหลมากราบไหว้สักการะบูชาและขอพรบารมีจากหลวงพ่อ จนเป็นที่กล่าวขานบอกเล่าต่อๆ กันมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าขาย คงกระพัน แคล้วคลาด หรือแม้แต่การรักษาโรค โดยใช้ขี้ธูป ดอกไม้บูชาที่แห้งเหี่ยวแล้ว และอธิษฐานหยดเทียน เป็นต้น
มีเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์อีกว่า สมัยหนึ่งชาวบ้านโสธรเกิดทุพภิกขภัยข้าวยากหมากแพง ฝนก็แล้ง จนเกิดโรคระบาด ทั้งคนและสัตว์ล้มตายไปมาก มีครอบครัวหนึ่งป่วยเป็นไข้ทรพิษ เมื่อหมดทางรักษาก็ไปนมัสการอธิษฐานขอความคุ้มครองจากหลวงพ่อ และนำเอาขี้ธูปและดอกไม้แห้งที่บูชาหลวงพ่อ และหยดน้ำตาเทียนที่ขอน้ำมนต์ แล้วเอามาต้มกิน ปรากฏว่าว่าหายจากโรค ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อจึงโด่งดังไปทั่ว ถึงกับมีการสมโภชและแก้บนกันตราบทุกวันนี้
แม้กระทั่งชาวต่างประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ก็มากราบไหว้บูชาบนบานไม่ขาดสาย และบางรายมาแก้บนเช่นเดียวกับคนไทย สำหรับการแก้บนหลวงพ่อโสธรที่นิยมกันคือ ละครชาตรี ไข่ต้ม ผลไม้ และพวงมาลัย
เรื่องที่ห้ามบนบาน
สำหรับเรื่องที่ห้ามบนบานกับหลวงพ่อโสธรคือ เรื่องขอให้ไม่ติดทหาร กับเรื่องขอบุตร ทั้งนี้เพราะหลวงพ่อท่านชอบให้คนเป็นทหารเพื่อจะได้ปกปักรักษาบ้านเมือง และคนที่เป็นทหารก็เป็นเสมือนลูกหลานของท่าน ดังนั้นใครที่มาขอไม่ให้โดนเกณฑ์ทหาร เป็นต้องถูกเกณฑ์ทุกรายไป
และคนที่มาขอบุตร ก็มักจะได้บุตรที่มีอาการไม่ครบ 32 เนื่องจากว่าท่านได้ส่งลูกหลานซึ่งเป็นทหารที่บาดเจ็บล้มตายมาให้นั่นเอง! จริงเท็จประการใดอาจจะต้องพิจารณากันเอาเอง
งานเทศกาลประจำปีหลวงพ่อโสธร
งานประเพณีนี้จัดมานานกว่าร้อยปีแล้ว ซึ่งเริ่มขึ้นราวๆ พ.ศ. 2434 กลางเดือน 12 ซึ่งในปีนั้น ชาวโสธรประสบภัยข้าวยากหมากแพง ฝนแล้ง ข้าวและผลหมากรากไม้ไม่ได้ผล โรคห่า(อหิวาต์ )และโรคพุพอง(ฝีดาษ)ระบาดไปทั่ว ทำให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้มตายเป็นอันมาก
ประชาชนทิ้งบ้านเรือนไร่นาเพื่อหนีโรคภัย ผู้เจ็บป่วยรอไม่ไหวก็รอวันตายเพราะหาหมอรักษาได้ยาก บรรดาคนที่ป่วยเหล่านั้นถึงตนไม่ป่วยเองก็ญาติมิตรป่วย เมื่อถึงคราวเข้าตาจนเช่นนี้ บรรดาพุทธศาสนิกชนจะมีอะไรเป็นที่พึ่งยิ่งไปกว่าพระ
ต่างคนจึงพากันบนบานศาลกล่าวต่อหลวงพ่อ บ้างก็ขอยาดี คือขี้ธูปบ้าง น้ำมนต์บ้าง ดอกไม้ที่บูชาบ้าง บ้างก็บนบานว่า ถ้าหายแล้วจะปิดทอง บ้างก็บนบานด้วยละครและมหรสพสมโภช คนไทยบนด้วยลิเกและละครแก้บน ฝ่ายจีนก็บนงิ้ว ล่อโก๊ สิงโต ฯลฯ
ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก จู่ๆฟ้าฝนซึ่งแห้งแล้งอยู่นานก็โปรยปรายลงมา นำพาให้ประชาเบิกบาน แผ่นดินชุ่มชื่น โรคภัยไข้เจ็บต่างๆหายเป็นปลิดทิ้ง ชาวบ้านชาวเมืองจึงร่วมกับนายทรัพย์จัดงานฉลองสมโภชหลวงพ่อครั้งใหญ่เพื่อแก้บน
ช่วงเวลา
งานเทศกาลนมัสการหลวงพ่อโสธร จัดขึ้นปีละ 3 ครั้ง คือ
งานเทศกาลกลางเดือน 5 ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำจนถึงวันแรก 1 ค่ำ เดือน 5 รวม 3 วัน งานเทศกาลกลางเดือน 12 ระหว่างวันขึ้น 12-15 ค่ำ เดือน 12 รวม 5 วัน งานเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันขึ้น 1-4 ค่ำ เดือน ๓ รวม 3 วัน
คาถาศักดิ์สิทธิ์ บูชาหลวงพ่อโสธร
คาถาบูชาพระพุทธโสธร
(ตั้งนะโม 3 จบ)
กายะนะ วาจายะวะ วาโสธะรัง นามะ อิติปาริหะ ริยะการัง
พุทธธะ รูปัง อะหังปิ วัณทามิ สัพพะโสฯ
คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร (คาถาพระเจ้า5พระองค์)
(ตั้งนะโม 3 จบ)
นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ
พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ
นะ กาโร กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน
นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี
โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห
อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง
คาถาบูชาหลวงพ่อโสธร แบบย่อ
(ตั้งนะโม 3 จบ)
อิติ อิติ อิติ โสธโร นะโมพุทธายะ ยะธาพุทธโมนะ
ยิ่งบูชาทุกวันยิ่งดี เพราะคาถาบูชานี้จะช่วยให้ปลอดภัย ชีวิตราบรื่น ร่มเย็น แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งหลาย การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย
ข้อมูลเพิ่มเติม
การเดินทาง
รถโดยสารประจำทาง มีให้บริการเดินทางจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ(เอกมัย) ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา
รถไฟ มีบริการรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพง ไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา (สถานี ชุมทางฉะเชิงเทรา) โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1.40 – 2 ชั่วโมง ตามประเภทรถ
สามารถโทร 1690 เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือเว็บไซต์ www.railway.co.th
รถยนต์ จังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 62 กิโลเมตร โดยจะใช้เวลาในการเดินทางอยู่ที่ 1 – 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อถึงวัดแล้ว สามารถนำรถเข้าไปจอดในบริเวณวัดได้
อัตราค่าเข้าชม
เข้าชม ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย
การแต่งกาย
แต่งกายสุภาพ สวมเสื้อมีแขน สวมกระโปรงหรือกางเกงขายาว และไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดรูปจนเกินไป
เวลาเปิด-ปิด
เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 7.00 น. – 16.15 น.
ที่ตั้ง : ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000
โทรศัพท์ : 038-511-048 เว็บไซต์ : http://www.chachoengsao.go.th
Facebook : https://www.facebook.com/ccsprovince/
สรุปท้ายบทความ
ความศักดิ์ของหลวงพ่อโสธรนั้นเป็นที่ประจักษ์กันมาช้านาน สำหรับใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นส่วนบุคคล
สำหรับใครที่อยากไปสักการะบูชาหลวงพ่อโสธร สามารถเดินทางไปได้ง่ายๆ เพราะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากรุงเทพฯนัก ซึ่งนอกจากจะได้สักการะบูชาแล้วยังได้ทำบุญ ปรับจิตใจให้สงบอีกด้วย
Dec 29, 2020 | บทความยานยนต์
จะปีใหม่กันแล้วนะมีแพลนจะไปเที่ยวไหนกันหรือยัง?? เชื่อว่าทุก ๆ คนย่อมมีการวางแผนที่แตกต่างกันออกไปเที่ยวในแต่ละที่ทั่วประเทศอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนืออย่าง น่าน เชียงใหม่ เชียงราย ที่ได้ไปรับอากาศเย็นในช่วงของฤดูหนาวบนดอย อากาศดี ๆ หรือแม้กระทั่งลงไปภาคใต้ ไปดื่มด่ำกับทะเลและเสียงคลื่น
ซึ่งการขับรถไปเที่ยวในช่วงปีใหม่นั้นย่อมมีความลำบากมากกว่าช่วงอื่น ๆ ด้วยปริมาณของรถยนต์ ที่เหมือนพร้อมใจกันไปเที่ยวในที่ที่เดียวกัน ทำให้การเตรียมตัวของทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์ มีความจำเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะเริ่มเดินทางแต่ละครั้ง
สิ่งที่ต้องประเมินก่อนไปเที่ยว
ก่อนที่จะไปไหนมาไหนก็ตาม ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลอย่างไร ย่อมมีสิ่งที่ควรได้ศึกษาให้ดีเสียก่อน เพื่อที่จะได้ประเมินความสอดคล้องระหว่างตัวคุณกับรถยนต์ ให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุดและขับขี่ได้ดีที่สุดเช่นเดียวกัน
1. ประเมินตัวเอง
สิ่งที่ควรต้องรู้เป็นอย่างแรกเลยคือรู้จักตัวของคุณเองเสียก่อน ว่าตัวคุณมีศักยภาพในการขับขี่ขนาดไหน เพราะแต่ละคนก็ขับขี่ได้เก่งไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน โดยต้องเริ่มประเมินจากเรื่องต่าง ๆ
ประเมินความสามารถการขับขี่
ต้องรู้เสียก่อนว่ากำลังในขับขี่ของตัวเองมีมากเท่าไร เพราะการขับรถนั้นใช้พลังงานเป็นอย่างมาก หากขับเป็นระยะเวลานาน ๆ แล้วล่ะก็ ไม่ก่อให้เกิดผลดี แถมยังอาจจะทำให้มีแต่เรื่องแย่ ๆ อย่างอุบัติเหตุตามมาก็เป็นได้
Tip : หาเพื่อนไปด้วยสักคน เพื่อคอยสับเปลี่ยนกันขับ จะช่วยแบ่งเบาในเรื่องนี้ไปได้
ประเมินสุขภาพร่างกาย
ร่างกายและสุขภาพก็เป็นสิ่งที่กำหนดขีดจำกัดในการขับขี่ ถ้าหากคุณสุขภาพดีแล้วล่ะก็ ย่อมพร้อมที่จะโลดแล่นไปไหนก็ได้ตามที่ใจต้องการ ซึ่งทางที่ดีควรไปหาหมอเพื่อตรวจสุขภาพเสียก่อน หรือเช็คร่างกายในเบื้องต้น ดังนี้
นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ 8 – 10 ชม. ก่อนเดินทาง โรคประจำตัว พร้อมกับยาประจำโรค เช็คสายตาว่าตาของคุณยังเห็นได้ชัดเจน มีผลอย่างมากในการขับรถ
2. ประเมินเส้นทางการเดินทาง
เป็นหนึ่งในขั้นตอนการประเมินหนึ่งที่ต้องทำเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีอย่างแผนที่นำทางต่าง ๆ จะมีให้ใช้อย่างแพร่หลาย แต่การเตรียมตัวและดูเส้นทางก่อนไปถึงสถานที่จริงนั้นสำคัญ เพราะหากไม่ได้ดูไปก่อน อาจจะพบเจอกับเส้นทางที่ขับขี่ได้ยากและอันตรายก็เป็นได้
3. ประเมินระยะเวลาเดินทาง
แต่ละจังหวัดก็มีระยะทางใกล้-ไกลไม่เท่ากัน ดังนั้นหากรู้ว่าจังหวัดที่คุณนั้นเตรียมที่จะเดินทางไป มีระยะทางที่ค่อนข้างไกลและใช้เวลานาน แน่นอนว่าการขับรถคนเดียวนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีสักเท่าไรนัก คุณควรหาเพื่อนหรือคนในครอบครัวที่ขับรถเป็นและมีใบขับขี่ไปด้วยสักคน เพื่อให้คุณได้พักผ่อนบ้างในบางครั้ง
ประเภทของรถยนต์ที่ดีต่อใจในการเดินทางไกล
หากจะบอกว่ารถยนต์ทุกคันก็สามารถไปเที่ยวไหนก็ได้ นั่นก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ว่าไม่ใช่รถทุกคันนั้นสามารถขึ้นเขา ลงห้วย หรือมีกำลังพอที่จะปีนป่ายในบางสถานที่ได้ นี่จึงเป็นไกด์ที่จะพอให้คุณมองเห็นภาพได้มากขึ้นว่ารถแบบไหน เหมาะกับการขับไปที่แบบไหนบ้าง หรือถ้าหากคุณอ่านแล้วพบว่า รถของคุณไม่พร้อม จะได้เตรียมการเพื่อเช่ารถได้ทันเวลา
รถยนต์ ECO CAR
เป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่เล็กและให้พละกำลังที่ค่อนข้างน้อย รวมไปถึงจุผู้โดยสารได้น้อยเช่นเดียวกัน จึงอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไรนักหากคุณจะขับรถยนต์คันนี้ขึ้นเขาและพาเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัวไปกันเยอะ ๆ ที่นอกจากจะทำให้คุณนั้นขับแล้วเหนื่อยมากขึ้น มันยังมีพละกำลังที่ไม่เพียงพอในการไต่เขาอีกด้วย
สถานที่ที่แนะนำ : ขับรถไปเที่ยวใกล้ ๆ หรือไปทะเล สถานที่ที่ไม่โลดโผนในการขับขี่
สถานที่ที่ไม่แนะนำ : การขับขึ้นภูเขาสูง ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด
รถยนต์ SEDAN
เป็นรถยนต์ขั้นต่ำที่แนะนำในการไปเที่ยวอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Sedan ขนาดใดก็ตาม ด้วยกำลังที่พอเหมาะในการเดินทางไปเที่ยวได้หลายหลายที่ในประเทศ ตั้งแต่เหนือจรดใต้กันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้อาจจะยังต้องพึ่งทักษะในการขับขี่ รวมไปถึงการเลือกเส้นทางให้เหมาะสมอีกด้วย
สถานที่ที่แนะนำ : ไปเที่ยวได้ในทุก ๆ แนว ไม่ว่าจะขึ้นเขาที่มีเส้นทางง่าย ๆ หรือเที่ยวทะเลก็ไม่หวาดหวั่น
สถานที่ที่ไม่แนะนำ : สถานที่ท่องเที่ยวแบบออฟโรด
รถยนต์ PPV/MPV/SUV
ขอรวมรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทนี้ไว้ด้วยกัน เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นรถยนต์ที่นอกจากจะจุคนได้เยอะแล้ว ยังมีพละกำลังที่สูง ขับขี่ได้เกือบทุกสถานการณ์ ด้วยรถที่มีขนาดใหญ่และสูงเหนือจากพื้น รวมไปถึงบางรุ่นนั้นมีโหมดในการขับเคลื่อ 4 ล้อ ได้อีกด้วย
สถานที่ที่แนะนำ : ไปได้ทุกที่จริง ๆ สุดปัง!!
สถานที่ที่ไม่แนะนำ : ไม่มี อยากไปที่ไหนก็ไปโลด!!
ปล. ทั้งนี้ขึ้นกับสถานที่ที่ไป หากเป็นสถานที่ที่ต้องให้ผู้ชำนาญทางพาไป ก็จำเป็นต้องเช่ารถ
ส่วนไหนของรถที่ต้องเช็คก่อนออกเดินทาง?
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าการเดินทางไกล ๆ รถก็เปรียบเสมือนแขนและขา เพราะหากว่ารถเราไม่พร้อมแล้วล่ะก็ มันอาจไปเสียระหว่างทางก็เป็นได้ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุอย่างนี้แน่นอน และจุดที่ควรเช็คนั้นก็มีไม่มาก เดี๋ยวมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย
1. แบตเตอรี่รถยนต์
การดูแลแบตเตอรี่ให้พร้อมก่อนที่จะออกเดินทาง ซึ่งถ้าแบตของคุณเป็นแบบน้ำ อย่างแรกที่ควรดูก็คือเลยที่ควรดูก็คือ “น้ำกลั่น” แต่ถ้าหากเป็นแบบแห้ง ให้ลองดูว่าแบตที่เราใช้นั้น มีอายุนานแล้วหรือยัง ถ้านานแล้วควรรีบเปลี่ยนเลย
วิธีดูแลแบตเตอรี่ คลิกที่นี่
2. ล้อและยางรถยนต์
สิ่งที่ต้องอยู่ด้วยตลอดทั้งทริปของการเดินทาง เป็นเหมือนกับขา ที่ช่วยให้ไปถึงที่หมายได้ และเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ โดยเริ่มดูว่ายางนั้นมีรอยรั่ว ไม่แตก ดอกยางอยู่ดี ลมยางยังแน่นอยู่หรือไม่ หากว่าไม่ ก็ต้องรีบแก้ไขก่อนเดินทางด้วยล่ะ
3. เช็คช่วงล่าง
ช่วงล่างทั้งหมดนั้นมีอุปกรณ์ที่ใช้แบกรับก็คือ “โช๊คอัพ” ซึ่งวิธีดูได้ง่ายที่สุดเลย โดยการ ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นเริ่มมีปัญหาเข้าให้แล้ว
วิธีดูแลโช๊คอัพ คลิกที่นี่
4. น้ำมันเครื่อง
ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่ครบกำหนด โดยทางร้านจะให้ระยะทางของเลขบนหน้าปัดมาให้ เมื่อขับขี่ครบตามที่กำหนดก็กลับมาอีกครั้งเพื่อเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยระยะทางจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 3-4 เดือน
วิธีเปลี่ยนน้ำมันเครื่องง่าย ๆ คลิกที่นี่
5. ผ้าเบรค
หนึ่งในปัญหาใหญ่และต้องใส่ใจให้มากที่สุด ถ้าหากเสียขึ้นมาตอนเวลาขับรถขึ้นเขา คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอน เพราะว่าเบรคของคุณจะไม่ทำงาน นั่นหมายความว่า “เบรคแตก” นั่นเอง เป็นเรื่องที่อันตรายที่สุดของอาการเสียของรถยนต์
วิธีตรวจสอบผ้าเบรก คลิกที่นี่
6. ไฟส่องสว่าง
ปัจจุบันนอกจากไฟที่ส่องสว่างในยามกลางคืนแล้ว ยังมีไฟที่เปิดเพื่อให้รถที่สวนกันสามารถเห็นรถได้อย่างชัดเจนขึ้นอย่างไฟ Daytime Running Light และรวมไปถึงไฟส่งสัญญาณอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องเช็คให้ดีว่ามีดวงไหนขาด หรือพังรึเปล่า ที่นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายกับตัวเราแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นได้อีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
ก่อนที่จะเดินทางไปไหนก็ตาม ความพร้อมในการเตรียมตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องสนใจเป็นอันดับแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขับขี่ ที่ต้องรู้ว่าเราจะเป็นมิตรที่ดีบนท้องถนนต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ยังต้องพึงระวังระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์ว่ามีความพร้อมแล้วหรือยัง
ใครที่กำลังจะวางแผนเดินทางแล้วล่ะก็ เข้ามาอ่านบทความนี้ก่อนเลย คุณจะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เริ่มจากทำเช็คลิสต์ตามที่บอก แล้วค่อย ๆ ตรวจเช็คไปทีละหัวข้อ หากทำตามได้ครบคุณและรถของคุณก็พร้อมแล้วกับการไปเที่ยวแล้ว
สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนเที่ยวปีใหม่กันอย่างมีความสุข สุขกายสบายใจ ไปไหนก็เจอแต่สิ่งดี ๆ รับปีใหม่ พบเจอกับสิ่งดี ๆ ใหม่ ๆ ขับขี่ปลอดภัยในทุกเส้นทาง และคอยสร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้กับคนที่อยู่รอบข้างด้วยล่ะ
🎊🎉สวัสดีปีใหม่ and Happy New Year นะ 🎉🎊
ใครที่อ่านบทความแล้วรู้สึกว่า จะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก หรือต้องการรับบริการในด้านของรถยนต์แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาหาได้เลยที่ Kaidee เพราะที่นี่มีบริการมากมาย ที่ตรงใจกับความต้องการของคุณ และช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
Dec 29, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
VIDEO
1.สเปคหลักๆต่างกันแค่ไหน
iPhone 12 Pro Max iPhone Xs Max Display 6.7 Super Retina XDR OLED with Ceramic Shield 6.5 Super Retina OLED CPU A14 Bionic (5 nanometer) A12 Bionic (7 nanometer) Camera 1.Quad Camera with OIS – Primary 12mp 26mm f/1.6 – Ultra Wide 12mp 13mm f/2.4 – Tele 12mp 65mm f/2.22.Video – 4K Dolby Vision HDR video at 24/30/60 fps 3.Lidar Depth 1.Dual Camera with OIS – Primary 12mp 26mm f/1.8 – Secondary 12mp 2x Tele-camera 52mm f/2.42.2.Video – 4K video at 30/60 fps – 1080p at up to 240 fps5G Support Yes No Speaker Dolby Atmos – Battery 3687 mAh 3174 mAh In Box Accessories Only charging cable Earpods, Charging cable, Power adapter
ขอบคุณข้อมูลจาก Apple.com
2.การใช้งาน
ภาพและเสียง
การดูหนังหรือดูวีดีโอคอนเทนท์ ทั้งสองรุ่นก็สามารถแสดงภาพได้อย่างดี แตกต่างกันที่ความสว่างที่หน้าจอของ iPhone 12 Pro Max จะสว่างมากกว่า เพราะมีค่า nit ที่สูงถึง 800 nits โดยสามารถพีคได้ถึง 1200 nits ส่วน iPhone Xs Max จะมีเพียง 625 nits ดังนั้นเวลาใช้งานในพื้นที่ที่แสงจ้ามากๆตัวจอ iPhone 12 Pro Max จะสว่างกว่า
ส่วนเรื่องเสียงนั้นสบายใจได้ทั้งสองรุ่นเพราะ มีลำโพง 2 ตัวเท่ากัน แต่ 12 Pro Max จะมีระบบ Dolby Atmos ที่ให้เสียงที่มีมิติมากยิ่งขึ้นและช่วยเพิ่มอรรถรสการฟังของเราให้ดียิ่งขึ้น
เล่นเกม
ถึงแม้ว่ารุ่น Xs Max จะออกมาสองปีแล้ว แต่การเล่นเกมนั้นยังทำได้ดีมากบน Chipset A12 Bionic เช่นเดียวกับ iPhone 12 Pro Max
แบตเตอรี่
การใช้งานบน iPhone 12 Pro Max จะใช้งานได้นานมากกว่า ด้วยแบตเตอรี่ความจุที่มากขึ้นเป็น 3687 mAh บวกกับประสิทธิภาพของ Chipset A14 Bionic ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้น ถ้าใช้งานเพียงแค่โซเชียลและฟังเพลงบ้างก็สามารถอยู่ได้ตลอดวัน
3.กล้อง
เรื่องกล้องอาจมีความแตกต่างที่ค่อนข้างมาก เพราะกล้องบน Xs Max จะเป็นเพียงกล้องคู่ ความละเอียด 12MP แต่ 12 Pro Max จะเป็นกล้องสามตัวที่มีทั้งมุมปกติ มุมกว้าง และมุมเทเล ทำให้ได้มุมภาพที่หลากหลายและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่โดดเด่นในกล้องของ 12 Pro Max อีกหนึ่งอย่างคือการถ่ายภาพในเวลากลางคืน ที่หากคุณได้เห็นจะต้องร้องว้าว เพราะรุ่นใหม่นี้สามารถทำให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น ซึ่งจะเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อถ่ายคู่กับ Xs Max
และล่าสุดใน iOS 14.3 นี้ Apple ได้เพิ่มโหมด Apple Pro Raw สำหรับ iPhone 12 Pro และ Pro Max ที่ทำให้ถ่ายภาพแบบไฟล์ Raw ได้ ซึ่งจะทำให้เราได้ภาพที่มีคุณภาพสูงมากยิ่งขึ้นและสามารถนำไปแต่งในแอพต่างๆต่อได้แบบสบายๆ แต่น่าเสียดายที่ Xs Max ไม่ได้ไปต่อกับโหมดนี้
4.ราคา
รุ่น เครื่องศูนย์ Kaidee (ทั้งมือ1และมือ2) iPhone 12 Pro Max เริ่มต้นที่ 39,900 (128GB) เริ่มต้นที่ 39,000 (128GB) iPhone Xs Max เริ่มต้นที่ 24,500 (64GB) เริ่มต้นที่ 17,500 (64GB)
ราคาล่าสุด ณ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2563
สำหรับรุ่น iPhone 12 Pro Max ณ ตอนนี้ราคาเริ่มต้นเครื่องศูนย์จะอยู่ที่ประมาณ 39,900 บาท ในความจุ 128GB โดยใน Kaidee เครื่องมือหนึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 39,000 บาท ในความจุ 128 GB
ส่วน iPhone Xs Max นั้น ทาง Apple store ได้หยุดการขายรุ่นนี้แล้ว แต่ตัวแทนจำหน่ายต่างๆยังคงมีอยู่ โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 24,500 บาท ในความจุ 64GB แต่ใน Kaidee เครื่องมือสองสภาพสวยจะราคาเฉลี่ยที่ 17,500 บาท ในความจุ 64 GB
5.สรุป
สำหรับ iPhone 12 Pro Max เรือธงรุ่นใหม่นี้ ถือว่าอัพเกรดขึ้นหลายด้านเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตเรือธงอย่าง iPhone Xs Max แต่สำหรับใครที่่ใช้ iPhone 11 Pro Max อยู่อาจไม่เห็นความแตกต่างมากนัก ซึ่งหากใครมีไอโฟนรุ่นเก่าอยากวางขายหรือกำลังมองหาสมาร์ทโฟนดีๆ ใช้สักเครื่องล่ะก็ ลองมาดูที่ Kaidee กันเลย เรามีสมาร์ทโฟนมากมายหลายแบรนด์ให้คุณได้เลือกอย่างจุใจ
Dec 29, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่สุดแสนพิเศษ เพราะเป็นเวลาที่ใครหลายคนมีเวลาพักผ่อนจากการต้องลุยงานหนักมาตลอดปี เป็นเทศกาลที่ใครต่างเฝ้ารอที่จะได้กลับไปอยู่กับคนที่เรารัก และยังเป็นวันที่เมืองหลวงปราศจากการจราจรติดขัดตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ ปีใหม่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นอีกด้วย หลายคนเลือกเดือนมกราคมให้เป็นเดือนแห่งการเริ่มทำอะไรใหม่ๆ เช่น งานอดิเรก การลดน้ำหนัก การเปลี่ยนนิสัย หรือการทำงานให้มีประสิทธิมากยิ่งขึ้น
ทว่าไม่ใช่ทุกคน ที่จะสามารถยึดติดกับแผนการที่ตัวเองตั้งใจไว้ไปตลอดทั้งปีได้ ผู้คนจำนวนไม่น้อยล้มเลิกความตั้งใจในการทำตามเป้าหมายของตัวเอง
บางคนล้มเลิกการออกกำลังกายตอนเช้า บางคนพับตารางการอ่านหนังสือไปเสียดื้อๆ และปณิธานการเก็บเงินของใครบางคนต้องหยุดลง เพียงเพราะกระเป๋าใบเดียวที่ซื้อในเดือนกุมภาพันธ์
ไม่อยากต้องล้มเลิกกลางคันอีกแล้ว
แม้ว่าเราจะอยากทำตามเป้าหมายที่วางไว้มากขนาดไหน เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน เรากลับล้มเลิกมันไปอย่างไม่น่าให้อภัย เป็นเพราะอะไรกัน เพราะเราไม่มีวินัยในตัวเองมากพอใช่ไหม หรือเป็นเพราะเรายังขาดขั้นตอนโดยละเอียด และแผนการที่รัดกุม
แต่อย่าเป็นห่วงไป เมื่อสิ้นปีเก่านี้ไป เรายังมีปีใหม่ให้ได้เริ่มต้นกันอีกครั้ง และวันนี้ Kaidee Blog จะมาบอกวิธีการดีๆ ที่จะช่วยให้เราทำตามเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสที่เราจะล้มเลิกกลางคันลงอีกด้วย
สัญญากับเพื่อนของคุณ
เคยเป็นไหม เรามักไม่ค่อยใส่ใจคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง เพราะมันดูไร้น้ำหนักและไม่จำเป็นต้องทำตามขนาดนั้น เพราะหากเราเลิกทำสิ่งนั้นไป ก็ไม่มีใครที่สูญเสียประโยชน์หรือได้รับผลกระทบ นอกจากตัวเราเอง
แต่หากเราได้ลองสัญญาว่าจะทำอะไร หรือนัดกับใครสักเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจะรู้สึกได้ว่า คำมั่นสัญญานั้นเป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก และเป็นสิ่งที่ควรต้องทำให้ได้ ไม่ว่าเราจะอยากทำสิ่งนั้นในเวลาต่อมาหรือไม่ก็ตาม
การบอกเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ จึงเป็นเรื่องที่เราควรทำ เพราะเราไม่เพียงแค่พูดมันออกไป แต่คล้ายกับว่าเราได้สร้างสัญญากับคนๆ นั้นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้เรามีทั้งแรงกดดันและแรงจูงใจในการทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการอ่านหนังสือให้จบภายใน 1 เดือน ลองสัญญากับเพื่อนของคุณว่า สิ้นเดือนนี้ คุณจะมาเล่าตอนจบของหนังสือที่เพื่อนคุณไม่มีเวลาอ่านเสียที รับรองว่า คุณจะมีแรงจูงใจในการอ่านมากขึ้น เพราะคุณคงไม่อยากปล่อยให้เพื่อนคุณรอเก้อหรอกนะ
นึกถึงรางวัลที่เส้นชัยเข้าไว้
การเดินตามเป้าหมายในบางครั้งก็เปรียบเสมือนการหลงป่าในเวลากลางคืน เพราะเราไม่รู้ว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหน ท่ามกลางแสงจากพระจันทร์ที่มืดสลัวเกินกว่าจะมองเห็น หรืออีกนานแค่ไหนกว่าจะมีคนเจอเรา บ่อยครั้งเส้นชัยที่ยังไม่ปรากฎตรงหน้าก็ทำให้เราท้อจนไม่อยากเดินต่อไป
การจินตนาการถึงเส้นชัยที่มีรางวัลรออยู่จึงเป็นเรื่องที่ดี เพราะถือเป็นเชื้อไฟที่ส่องสว่างนำทางให้กับเรา และยังเป็นเเรงผลักดันให้เรายังคงก้าวเดินต่อไป
สมมุติว่า วันนี้คุณกำลังท้อกับการออกกำลังกายลดน้ำหนักที่แสนน่าเบื่อและทรหด ให้คุณลองจินตนาการถึงวันที่คุณกลับมาสวมชุดโปรดของคุณได้อีกครั้ง แค่นี้ก็ดูเป็นแรงใจที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว
จงนึกถึงเป้าหมายของตัวเองเข้าไว้
อย่ากินเค้กทั้งก้อนภายในครั้งเดียว
การกินเค้กทั้งก้อนจะทำให้คุณขยาดกับของหวานไปอีกนานแสนนาน หรือในบางราย ก็อาจล้มเลิกตั้งแต่ยังกินไม่ถึงครึ่ง เป้าหมายที่เราวางไว้ก็เช่นกัน บางครั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่หรือต้องใช้ระยะเวลานานกว่าที่เราจะทำสำเร็จ ก็อาจทำให้เราเหนื่อยที่จะเดินตาม และต้องล้มเลิกมันไปในที่สุด
เราจึงควรแบ่งก้อนเค้กแห่งเป้าหมายให้มีขนาดเล็กลง จากเป้าหมายใหญ่ยิ่ง กลายเป็นเป้าหมายขนาดเล็กที่ทำให้เป็นจริงได้ไม่ยากเย็น และเป็นหนึ่งในหนทางที่จะทำให้เราทำตามความฝันของเราได้สำเร็จ
การตั้งเป้าหมายที่จะวิ่งออกกำลังกายถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับข้อนี้ เพราะหากเราตั้งเป้าหมายที่จะวิ่ง 100 ครั้งให้ได้ภายใน 1 ปี ไม่ว่ามือใหม่หน้าไหนก็อาจจะมีหนาวกันบ้าง แต่หากเราลองแบ่งตัวเลขนั้นออกเป็นหน่วยย่อย จาก 100 ต่อปีเป็นวิ่งแค่เดือนละ 8 ครั้งเท่านั้น ไม่ว่าใครก็ย่อมมีแรงกระตุ้นที่จะทำให้สำเร็จทั้งนั้น จริงไหมครับ
แบ่งเป้าหมายให้เหมือนกับแบ่งเค้ก
หยุดเพื่อให้รางวัลกับตัวเองบ้าง
ในทุกครั้งที่เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายของเราในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นยอดผู้ติดตามที่เพิ่มมากขึ้น หรือเงินเก็บที่เยอะขึ้น เราควรรู้จักที่จะให้รางวัลตัวเองบ้าง เพราะเป้าหมายที่ขาดรางวัลคงจะดูจืดชืดและขาดแรงดึงดูดไม่น้อย
เมื่อเราให้รางวัลตัวเอง เราจะรู้สึกดีกับความสำเร็จของเรา และมีความพยายามในการทำตามเป้าหมายต่อไป หรืออาจมีแรงทำเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่มากขึ้น ในทุกครั้งที่เรามีโอกาสที่จะทำมัน ถือเป็นตัวกระตุ้นที่ดีที่จะช่วยให้เราขยับเข้าใกล้เป้าหมายที่วาดไว้
หันหลังกลับไปมองเส้นทางที่ผ่านมา
ทางข้างหน้าเต็มไปด้วยอุปสรรคที่เรารู้สึกยากเย็นจะข้ามไปหรือเปล่า หรือเราเดินมาไกลจนเหนื่อยเกินจะก้าวเดินต่อใช่ไหม บางทีเป้าหมายที่เราฝันไว้ก็ใช้เวลานานเกินกว่าที่เราคิด
เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะท้อกับหนทางข้างหน้า ทางแก้ที่ดีคือหยุดพัก และมองย้อนกลับไปในเส้นทางที่ตัวเองได้เดินผ่านมา สิ่งที่เราทำไปแล้ว สิ่งที่ฝ่าฟันมาได้ เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าตัวเรานั้น เดินทางมาไกลขนาดไหนแล้ว และมันแตกต่างจากวันแรกที่เราเริ่มทำอย่างไร
หากคุณท้อที่เงินเก็บของคุณยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้ อยากให้ลองมองย้อนกลับไปว่าวันแรกที่เริ่มต้นเก็บออมเป็นอย่างไร และมันแตกต่างเพียงไหนกับเงินออมในตอนนี้ที่คุณมี
ที่สั่งให้ฉันไปต่อก็คือ ความเชื่อเท่านั้น!
ต่อให้เรามีกำลังหรือทุนทรัพย์มากขนาดไหน ที่จะทำความฝันและเป้าหมายให้เป็นจริง ก็คงเป็นเรื่องยาก หากเราไม่มี “ความเชื่อ” ในสิ่งที่เราทำอยู่ เพราะการเชื่อในสิ่งที่เราทำ เชื่อในเป้าหมายที่เราตั้งไว้ จะเป็นการเพิ่มโอกาสให้เราพิชิตเป้าหมายนั้นได้เร็วยิ่งขึ้น และยังเป็นการลดอุปสรรคในใจเราอีกด้วย
แม้ฟังดูเผินๆ เป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ต้องยอมรับตามตรงว่า แรงใจที่ดีมีความสำคัญไม่น้อยเลยกับการเดินตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นเสมือนยาชูกำลังที่จะช่วยเติมพลังกายและใจให้กลับมามีแรงเดินต่อ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าคุณตั้งใจจะทำอะไร ขอให้เชื่อในสิ่งที่คุณจะทำจริงๆ
ขอให้เป้าหมายในปีนี้ของเราสำเร็จ
จริงอยู่ทีเดียว ที่คนส่วนมากล้มเลิกความตั้งใจในการทำเป้าหมายไปกลางคัน แต่เราจะไม่รู้เลยว่าภาพของความสำเร็จจะสวยงามแค่ไหน หากเราไม่ลองทำดู ขอให้ 6 ข้อที่ผมได้พูดไปนี้ เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการวิ่งไปสู่เส้นชัยที่ผู้อ่านทุกคนปรารถนานะครับ
เพราะตราบใดที่คุณมีความมุ่งมั่น เชื่อเหลือเกินว่าความสำเร็จจะตามมาในอีกไม่ช้า และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเรา ผมและ Kaidee Blog ขอเป็นกำลังใจให้ในปีใหม่ เป้าหมายใหม่ และคุณคนใหม่ที่จะมาถึงนี้ สวัสดีครับ
Dec 28, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “อย่าปลูกต้นไม้ไว้ภายในบ้าน เพราะเป็นการแย่งอากาศเราหายใจ” ซึ่งนอกจากจะไม่จริงแล้ว การปลูกต้นไม้ภายในบ้านยังมีประโยชน์กับเราหลายข้อเลยทีเดียว
ยิ่งช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่ผู้คนจำเป็นต้องอยู่กับบ้านมากขึ้น ความนิยมในการปลูกต้นภายในบ้านก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกเพื่อความสบายตา หรือเพื่อเป็นสิ่งสวยงามบนโต๊ะทำงาน
การมีต้นไม้หรือสวนในบ้าน มีประโยชน์มากกว่าที่คิด
ประโยชน์ 7 ข้อของการปลูกต้นไม้ภายในบ้าน
ไม่มีใครปฏิเสธความเย็นตาและสบายอารมณ์จากสีเขียวของต้นไม้ ผู้คนชอบอาศัยและทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าว แต่นอกจากสองประโยชน์ย่อยที่ผมได้กล่าวไป ต้นไม้ยังให้ประโยชน์กับเรามากกว่านั้น ถ้างั้นอย่ามัวรอรี มาดูข้อดี 7 ประการของการมีต้นไม้สีเขียวชอุ่มภายในบ้านกัน
บรรเทาความเครียดจากการทำงาน
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยประจำชาติเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า สีเขียวจากต้นไม้ภายในบ้านช่วยทำให้รู้สึกโล่งโปร่งและสบายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการทำงานหนักเป็นเวลานาน
พวกเขาพบว่าการมีต้นไม้วางไว้ข้างโต๊ะทำงานหรือบริเวณทางเดินภายในบ้านช่วยลดความเครียดจากการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานผ่านคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานติดต่อกัน ซึ่งมักก่อให้เกิดการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้น หรือความดันเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น
จึงเป็นข้อสรุปที่ว่า การทำงานโดยมีต้นไม้วางไว้อยู่ใกล้ตัวช่วยลดความเครียดที่เกิดกับทั้งทางกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี
เสริมสร้างสมาธิเพื่อการทำงาน
เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ว่า ต้นไม้จริงภายในบ้านจะช่วยเราในการสร้างสมาธิได้อย่างน่าประหลาด
ในการวิจัยย่อยจากประเทศเกาหลีใต้ พวกเขาพบว่านักเรียนที่อยู่ในห้องเรียนที่มีต้นไม้จริงจะมีสมาธิมากกว่า รวมถึงมีความตั้งใจและตอบสนองภายในชั้นเรียนได้ดีกว่ากลุ่มนักเรียนที่อยู่ในห้องที่มีต้นไม้ปลอมหรือไม่มีต้นไม้อยู่เลย
ช่วยในเรื่องของการเยียวยาจิตใจ
เรื่องนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อใครก็ตามที่กำลังเผชิญกับการเจ็บป่วยทางจิตใจ (Mental Illness) อยู่ การมีต้นไม้ภายในบ้านถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก
นักวิจัยได้แนะนำให้เรารู้จักกับคำว่า “สวนพฤกษ์บำบัด” (Horticultural Therapy) ในฐานะการบำบัดแขนงหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกด้านบวกในกลุ่มผู้ป่วยจากโรคซึมเศร้า โรคหวาดระแวง ความจำเสื่อม รวมถึงอาการอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน
สวนบำบัดเป็นหนึ่งในการรักษาที่มีอายุมากกว่าหลายร้อยปีมาแล้ว และในปัจจุบันก็มีการรักษาในลักษณะนี้เช่นกัน คลินิกการแพทย์ในประเทศอังกฤษเลือกจ่าย “ต้นไม้ประดับบ้าน” เป็นยาที่ช่วยรักษาอาการซึมเศร้าในผู้ป่วย
ต้นไม้ (อาจ) ช่วยให้คุณหายป่วยเร็วขึ้น
การได้มองต้นไม้หรือดอกไม้อาจช่วยลดเวลาที่คุณต้องอยู่กับอาการป่วย ซึ่งรวมถึงอาการบาดเจ็บและการพักรักษาตัวจากการผ่าตัดด้วย
งานวิจัยเมื่อนานมาแล้วเผยให้เห็นว่า ผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นจากการผ่าตัดน้อยลง รวมถึงไม่ต้องใช้ยาระงับอาการปวดและใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลน้อยลงกว่าผู้ที่ไม่ได้มองพืชพรรณต่างๆ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ทำการศึกษาการมองต้นไม้และดอกไม้ของผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่เจาะจงการมองต้นไม้ภายในบ้านแต่อย่างใด เพียงแต่พวกเขามีมุมมองว่าคุณประโยชน์เหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นกับที่บ้านได้เช่นกัน
เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
งานวิจัยหลายชิ้นให้ผลลัพธ์ที่ว่า ต้นไม้ในที่ทำงานและภายในบ้านช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ของผู้ที่ได้มอง
หนึ่งในงานวิจัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดระบุว่า นักศึกษาจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศจากสหรัฐอเมริกาทำงานได้เร็วขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมีความเครียดจากการทำงานน้อยลง
งานวิจัยอีกชิ้นให้ผู้เข้าร่วมการทดลองสร้างประโยคจากคำพูดไม่กี่คำให้ได้มากที่สุด ผลลัพธ์คือผู้เข้าร่วมการทดลองที่มีต้นไม้อยู่ในห้องทำงานสามารถสร้างประโยคได้มากกว่า และได้รับการตัดสินว่าเป็นประโยคที่มีความสร้างสรรค์กว่าอีกด้วย
ส่วนงานวิจัยชิ้นที่ 3 ให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมากทีเดียวคือ พนักงานที่มีต้นไม้อยู่ในที่ทำงานหรือภายในบ้านมีอัตราการหยุดงานเพราะเจ็บป่วยน้อยกว่า รวมถึงได้รับการประเมินว่ามีประสิทธิภาพในการทำงานสูงกว่า หากเทียบกับพนักงานที่ไม่มีต้นไม้ในที่ดังกล่าว
เพิ่มแรงจูงใจในการอยากมาทำงาน
ทัศนียภาพของตึกระฟ้าอาจเป็นสิ่งที่สวยงามและจูงใจให้พนักงานมาทำงาน แต่เป็นเรื่องน่าแปลกใจไม่น้อยที่ต้นไม้ไม่กี่กระถางก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีแบบนี้เช่นเดียวกัน
งานวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกาทำการสัมภาษณ์พนักงานบริษัทแอมะซอนกว่า 500 คน พวกเขาพบว่าสถานที่ทำงานที่มีต้นไม้ช่วยสร้างบรรยากาศของการทำงานมากกว่า รวมทั้งพนักงานจะแสดงถึงความกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมกับบริษัทมากขึ้นอีกด้วย
ด้วยเหตุผลนี้ นักวิจัยจึงสามารถสรุปได้ว่าองค์ประกอบทางธรรมชาติอย่างต้นไม้หรือดอกไม้ ช่วยเพิ่มพลังการทำงาน รวมถึงลดความเครียดและความกังวลจากการทำงานได้ด้วย
ทำให้อากาศภายในสดชื่น
ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์จากองค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือนาซา ต้องการหาวิธีที่จะช่วยให้อากาศภายในห้องควบคุมยานอวกาศดีขึ้น
พวกเขาตัดสินใจใช้รากไม้และดินที่มาจากการปลูกพืชพรรณต่างๆ เพราะการพิสูจน์แล้ว ว่าดินและรากไม้จากพืชช่วยลดการเจริญเติบโตของเชื้อราได้เป็นอย่างดี
คำพูดที่ว่า “อย่าปลูกต้นไม้ไว้ภายในบ้าน เพราะเป็นการแย่งอากาศเราหายใจ” จึงไม่จริงแต่อย่างใด อีกทั้งการปลูกต้นไม้ในบ้านจะช่วยทำให้อากาศที่ไหลเวียนอยู่ภายในบริสุทธิ์ขึ้น ด้านล่างนี้เป็นพันธุ์ไม้ที่เราคัดมาแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศสูงสุด
ต้นปาล์มหมากสงในห้องรับแขกก็ดูดีไม่น้อยเลย
หมากสง สิบสองปันนากอ ต้นไผ่ เฟิร์นบอสตัน ต้นยาง ว่านเศรษฐีเรือนใน ไทรย้อยใบแหลม
ปลูกความสุขภายในบ้าน
การมีต้นไม้ภายในบ้านหรือสถานที่ทำงานถือเป็นแหล่งกำเนิดของความสุขง่ายๆ และการมีสวนขนาดเล็กภายในบ้านช่วยลดความเครียด ความกังวล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเพิ่มสมาธิและลดเวลาพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ นอกจากนี้ยังช่วยฟอกอากาศภายในบ้านอีกด้วย
การได้ทำงานหรืออาศัยท่ามกลางบรรยากาศสีเขียวของแมกไม้และพรรณพืชเขียวชอุ่มมีประโยชน์กับเรามากกว่าที่คิด ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพใจ ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ลองแวะเข้ามาที่ Kaidee Marketplace เพื่อจับจ่ายต้นไม้ไปไว้ที่บ้านสักต้น
หรือหากคุณเป็นพ่อค้าแม่ค้าขายพืชพรรณ จะลงขายต้นไม้กับ Kaidee Marketplace ก็ถือเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างรายได้เพิ่ม หรือจะรับบทความนี้ไปช่วยส่งเสริมการขายก็ไม่ว่ากัน