Feb 19, 2021 | บทความยานยนต์
คุณจะทำอย่างไร เมื่อเสียงหอนของรถคู่ใจ อาจไม่ได้เกิดจากพลังงานลึกลับ…
‘ลูกปืนล้อ’ ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการทำงานของรถยนต์ช่วงล่าง เพราะหากปราศจากลูกปืนล้อแล้ว รถจะไม่มีตัวกลางที่จะช่วยส่งกำลังจากเพลาสู่ล้อ และจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ในที่สุด
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ขับขี่รถมักจะหลงลืมให้ความสำคัญในการตรวจเช็กสภาพลูกปืนล้อตามระยะที่กำหนด ทำให้ลูกปืนล้อเริ่มเสื่อมสภาพ จนก่อให้เกิดเสียงหอนแปลก ๆ จากบริเวณช่วงล่างของรถ และจะดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณเหยียบคันเร่ง แต่เชื่อเถอะว่าหากลูกปืนล้อของคุณเกิด ‘แตก’ ขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดเสียงที่ดังกระทบโสตประสาทของคุณตลอดทั้งการขับขี่ แต่ยังจะสร้างปัญหาในการเคลื่อนตัวของล้อ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ในระยะยาว
‘แล้วถ้าลูกปืนล้อเกิดแตกขึ้นมาเราควรทำยังไง?’ บทความนี้มีคำตอบมาให้ ขอเวลาสั้น ๆ ของคุณเพียงแค่ 5 นาทีต่อจากนี้
ลูกปืนล้อแตกได้ ไม่ซับซ้อน
โดยปกติแล้ว ลูกปืนล้อส่วนใหญ่จะมีระยะการใช้งานไม่เกิน 100,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 2-3 ปีขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่รถของผู้ขับแต่ละคน แต่หากผู้ขับขี่ใช้รถบนสภาพท้องถนนที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อหรือมีความลาดชัน โดยไม่ลดความเร็วอยู่บ่อยครั้ง จะทำให้ลูกปืนล้อเกิดการรับน้ำหนักสะสมที่มากเกินไปจนเสื่อมสภาพ หรือแตกได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่าปกติ
นอกจากนี้ การใช้ลูกปืนล้อที่มีขนาดไม่พอดีกับตลับ หรือลูกปืนล้อและจาระบีที่ไม่ได้คุณภาพ จะทำให้ลูกปืนล้อสึกหรอจากการเสียดสีอย่างง่ายดาย และอาจมีน้ำหรือกรวดหินดินทรายเข้าไปติดอยู่ในตลับลูกปืน ทำให้ลูกปืนล้อเสียหายจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากฝืนปล่อยไว้นานไม่ยอมซ่อม ยิ่งจะทำให้ล้อสั่นเวลาเคลื่อนที่และควบคุมไม่ได้ในที่สุด
จุดสังเกตสัญญาณ ‘อันตราย’ ที่ผู้ขับขี่พึงระวัง
แม้ลูกปืนล้อจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเวลาขับขี่ แต่รถของเรา จะมีใครรู้ดีไปกว่าเรา ความรู้สึกและประสาทสัมผัสของผู้ขับขี่จึงเป็นมาตรวัด ตรวจสอบความผิดปกติของลูกปืนล้อได้ดีที่สุด ดังนั้นหากผู้ขับขี่รู้ ‘สัญญาณ’ ความเสื่อมของลูกปืนล้อ ก็จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ดีกว่าไปตายเอาดาบหน้าตอนที่ล้อพังไปแล้ว
ให้ ‘เสียง’ เป็นตัวบอก
ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลูกปืนล้อที่เสื่อมสภาพหรือแตกจนเกิดความเสียหายมักจะแสดงความผิดปกติออกมาผ่านเสียงหวีดแหลม คล้ายโลหะเสียดสีกัน ยิ่งเร่งความเร็วขึ้นมากเท่าไหร่ เสียงก็จะยิ่งดังขึ้นมากเท่านั้น จนผู้ขับอาจเกิดอาการหูอื้อได้เลย ทางที่ดีหลังจากที่ได้ยินเสียงแล้ว ผู้ขับขี่อาจลองตรวจสอบหาต้นตอของเสียงว่ามาจากล้อฝั่งไหนของรถ เพื่อการซ่อมแซมที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
ให้ ‘ช่าง’ มาช่วยบอก
ในความเป็นจริงแล้ว แค่ ‘เสียง’ เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้ผู้ขับขี่ฟันธงได้เลยว่าลูกปืนล้อกำลังเสียหาย เพราะเสียงที่เกิดขึ้นอาจเกิดยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ หรือท้องถนนที่ล้อรถเสียดสีอยู่ในทุก ๆ วัน เพราะฉะนั้น การให้ช่างหรือศูนย์บริการรถยนต์ช่วยทำการตรวจสอบก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
โดยปกติแล้วในการตรวจเช็กสภาพลูกปืนล้อ ช่างจะใช้แม่แรงยกรถขึ้นและทำการจับไปที่คานบริเวณใกล้ดุมล้อรถ พร้อมทั้งหมุนตัวล้อไปด้วย หากตัวคานเกิดการสั่นอย่างชัดเจนนั่นหมายความว่าลูกปืนล้อของรถกำลังเสื่อมหรือได้รับความเสียหาย
ในขณะเดียวกัน ช่างอาจใช้วิธีเร่งความเร็วเครื่องในขณะที่รถกำลังยกตัวเพื่อให้ล้อหมุนโดยไม่มีน้ำหนักมากดทับ หากล้อตัวไหนส่งเสียงหวีดออกมาแสดงว่าลูกปืนของล้อฝั่งนั้นแตก และคุณจะต้องซ่อมมันก่อนที่จะนำรถกลับไปขับขี่
ลูกปืนล้อแตกได้ ก็ซ่อมได้
เมื่อถึงคราวที่รถของคุณต้องเปลี่ยนลูกปืนล้อ วางใจได้เลยเพราะขั้นตอนการเปลี่ยนนั้นง่ายแสนง่ายและใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่ใช้แม่แรงยกรถให้ล้อลอยขึ้นจากพื้น จากนั้นก็ทำการขันนอตที่ยืดกับตัวล้อ แล้วถอดล้อออกมา เพื่อที่จะใช้ประแจขันดุมล้อพร้อมชุดลูกปืนที่มีปัญหาออกและนำชุดลูกปืนใหม่ใส่แทนเข้าไป
พอเปลี่ยนเสร็จเรียบร้อยอย่าลืมครอบดุมล้อและขันล้อกลับไปตามเดิม หากลองหมุนล้อดูแล้วไม่เกิดเสียงผิดปกติ หรืออาการสั่นใด ๆ ที่บริเวณล้อและคานช่วงล่างก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ สามารถนำรถกลับไปขับขี่ได้ทันที
สำหรับสถานที่เปลี่ยนลูกปืนล้อ หากรถของคุณยังอยู่ภายใต้การดูแลของประกัน คุณสามารถนำรถเข้าไปเคลมลูกปืนล้อได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณจะต้องไม่ได้ทำการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใด ๆ ของรถคุณมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้าหากรถคุณหมดช่วงประกันหรือหลุดประกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังไงอู่ซ่อมรถก็ยังเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรแท้ของคนใช้รถใช้ถนนเสมอ แต่ต้องระวังอย่าให้เขาย้อมแมวเอาลูกปืนล้อคุณภาพต่ำมาซ่อมให้คุณเชียว แม้จะราคาถูกกว่า แต่ถ้าได้ลูกปืนล้อที่ไม่ได้คุณภาพมา ยังไงก็ไม่คุ้ม
สรุปง่าย ๆ ก่อนจากกัน
จริง ๆ แล้วปัญหาลูกปืนล้อแตกสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายหากผู้ขับขี่เข้าใจถึงสภาพการทำงานของลูกปืนล้อ หมั่นสังเกตอาการของปัญหา และทราบวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง
ที่สำคัญลูกปืนล้อคุณภาพดีสมัยนี้มีขายทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต ตกข้างละไม่เกิน 2,000 บาทเท่านั้นขึ้นอยู่กับขนาดและเกรดของมัน หากคุณกลัวว่าจะสู้ราคาศูนย์ไม่ไหว คุณก็สามารถสั่งซื้อออนไลน์ และนำไปให้ช่างที่อู่ซ่อมรถเปลี่ยนให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปรอซ่อมที่ศูนย์บริการเสมอไป
และถ้าหากไม่มีเวลานำรถไปเปลี่ยนที่ศูนย์ คุณอาจลองเปลี่ยนลูกปืนล้อได้ด้วยตัวเองตามขั้นตอนที่กล่าวไว้ข้างต้น ขอเพียงแค่มีอุปกรณ์ที่จำเป็น และพละกำลังในการยกแม่แรงและการขันนอต แต่ถ้าไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ยังไงไปซ่อมที่อู่น่าจะปลอดภัยกว่านะ
สุดท้ายนี้อย่าลืมว่าการดูแลรถไม่เพียงแต่จะช่วยรับประกันความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่ยังช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ ด้วย ผู้ขับขี่จึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบสภาพรถยนต์ และอุปกรณ์ภายในอยู่เสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่คุณเพียงคนเดียวที่อยากขับรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
Feb 19, 2021 | บทความอสังหาฯ
หากเปรียบ ‘บ้าน’ เป็นวิมารของผู้อยู่อาศัย ทุกคนก็คงอยากจะให้บ้านที่ตนสร้างเป็น ‘วิมาร’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด การจะสร้างบ้านที่สมบูรณ์แบบสักหลัง นอกจากโครงสร้างและการออกแบบจะต้องตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแล้ว วัสดุ อุปกรณ์ และแรงงานที่ใช้ในการสร้างบ้านก็ถือเป็นจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญที่จะต้องนำมาประกอบกันให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อให้ภาพ ‘บ้านในฝัน’ ออกมาตรงตามความต้องการ
แต่การจะเริ่มต้นสร้างบ้านสักหลังนั้น ปัญหาหลัก ๆ ที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักจะพบเจอคงหนีไม่พ้นค่าใช้จ่ายที่มักจะบานปลายเกินกว่าที่ผู้รับเหมาคาดการณ์ไว้ หรือบางรายได้วัสดุตกแต่งบ้านที่ไม่ได้คุณภาพสมราคาตกแต่งที่จ่ายไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนที่กำลังวางแผนสร้างบ้านต้องรู้จัก ‘BoQ’ ก่อนจะลงเสาเข็มบ้านเสียอีก
แล้ว BoQ คืออะไร? มีความสำคัญต่อคนที่อยากสร้างบ้านขนาดไหน? Kaidee Property มีคำตอบมาให้คุณ
รู้จัก BoQ ตัวแปรสำคัญในการสร้างบ้าน
BoQ (Bill of Quantities) คือบัญชีแสดงรายการวัสดุและค่าแรงก่อสร้างที่จัดทำขึ้นตามแบบแปลนของบ้านที่กำลังจะสร้าง พูดง่าย ๆ คือเจ้า BoQ จะมีหน้าตาเป็นตาราง Excel ที่รวบรวมรายละเอียดที่จำเป็นของวัสดุก่อสร้างและตกแต่งที่จะใช้ในการสร้างบ้าน ทั้งประเภท จำนวน และราคา รวมถึงค่าแรงในการก่อสร้าง หรือประกอบวัสดุนั้น ๆ อย่างละเอียดเทียบกับ ‘ราคากลาง’ ของวัสดุก่อสร้างจากรมบัญชีกลาง หรือ Supplier เจ้าใหญ่ ๆ ในประเทศ โดยวงการอสังหาฯ จะเรียกการจัดทำ BoQ กันสั้น ๆ ว่า ‘การถอดแบบ BoQ’ นั่นเอง
เพื่อให้เห็นภาพราคาของการก่อสร้างบ้านที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใน BoQ จะมีการแบ่งเป็นหมวดหมู่ ต่าง ๆ ตามระบบการก่อสร้างและการออกแบบพื้นฐาน โดยจะมีหมวดหมู่หลัก ๆ เช่น
หมวดการเตรียมงาน สำหรับขั้นตอนก่อนเริ่มสร้าง เช่นการปรับหน้าดิน หรือการรื้ออาคารหลังเก่าหมวดโครงสร้าง สำหรับรายละเอียดวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ‘โครงสร้าง’ ของบ้าน เช่นคอนกรีตสำหรับขึ้นโครงบ้าน ไม้แบบก่อสร้าง คอนกรีตหยาบสำหรับงานพื้น เป็นต้นหมวดงานระบบ สำหรับวัสดุและค่าแรงที่ใช้ในการวางระบบพื้นฐานของบ้าน เช่นระบบไฟฟ้า ท่อประปา ระบบสุขาภิบาลที่จำเป็นสำหรับบ้านหมวดงานสถาปัตยกรรมตกแต่ง สำหรับงานตกแต่งภายนอกและภายในบ้าน เช่นการลงหลังคา ประตู หน้าต่าง รวมถึงงานทาสี เก็บรายละเอียดต่าง ๆ
ข้อดีของการแบ่งหมวดหมู่ที่ชัดเจนเมื่อถอดแบบ BoQ คือเจ้าของบ้านจะได้เห็นว่าการที่ตนจะสร้างบ้านขึ้นมา 1 หลังนั้น เขาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับวัสดุ และค่าจ้างแรงงานในแต่ละส่วนเท่าไหร่ และจะได้เห็นราคารวม ๆ ทั้งหมดในการสร้างบ้านทั้งหลังอีกด้วย ในขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านก็จะได้รู้ว่าวัสดุที่จะใช้ในการสร้างและประกอบบ้านขึ้นมามีลักษณะ และคุณภาพแบบใด ถือได้ว่าเจ้า BoQ ช่วยรวบรวมรายละเอียดของตัวบ้านเกือบทั้งหมด ก่อนที่บ้านจะสร้างขึ้นมาจริง ๆ เสียอีก
BoQ มีไว้ สำคัญไฉน?
อย่างที่ได้บอกไปตอนต้นว่าการถอดแบบ BoQ จะทำให้เจ้าของบ้านทราบราคาการก่อสร้างทั้งในแบบที่เป็นค่าใช้จ่ายโดยรวม และลงรายละเอียดในแต่ละหมวด ซึ่งการประมาณราคาจากการถอดแบบ BoQ จะทำให้เจ้าของบ้านมีเครื่องมือในการ ‘ค้นหา’ ผู้รับเหมาก่อสร้างที่เหมาะกับโครงการ และช่วย ‘ต่อรอง’ ราคาให้ออกมาอย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด นอกจากนี้ การถอดแบบ BoQ ยังเป็นตัวช่วยในการขอสินเชื่อสร้างบ้านได้อีกด้วย
ถอดแบบ BoQ เพื่อเฟ้นหาผู้รับเหมาในดวงใจ
ในการค้นหาผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น เจ้าของบ้านสามารถใช้ราคาประเมินจาก BoQ เป็นราคากลางในการเปรียบเทียบ proposal ของผู้รับเหมาแต่ละเจ้า โดยส่วนมากแล้ว เจ้าของบ้านจะเลือกผู้รับเหมาที่เสนอราคาใกล้เคียงกับราคาประเมินจาก BoQ มากที่สุด เพราะถ้าหากราคาที่เสนอมาต่ำกว่าราคาประเมินเกินไป ถึงแม้จะน่าสนใจ แต่ก็มีโอกาสสูงกว่าปกติที่ผู้รับเหมาจะทิ้งงานกลางคันได้ด้วยปัญหาเรื่องการเงิน และแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากได้ผู้รับเหมาที่เสนอราคามาสูงเกินงบหรอก จริงไหม
นอกจากจะช่วยในการกำหนดราคาผู้รับเหมาแล้ว BoQ ยังสามารถทำหน้าที่เป็นสัญญาช่วยการันตีประเภทและคุณภาพของสินค้าที่ทางผู้รับเหมาจะนำเข้ามาใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งบ้าน เพราะถ้าเจ้าของบ้านทำสัญญาก่อสร้างที่ยึดตาม BoQ อย่างชัดเจน ผู้รับเหมาจะต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพและราคาที่ใกล้เคียง หรือตามที่กำหนดไว้ใน BoQ เท่านั้น หากจะมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุ หรือราคา ทางผู้รับเหมาจะต้องได้รับการอนุญาติจากเจ้าของบ้านก่อนซื้อวัสดุ
ดังนั้น เพื่อให้ทั้งเจ้าของบ้าน และผู้รับเหมาร่วมงานกันอย่างสะดวกใจ ไม่มีใครเอาเปรียบใครจนเกินไป ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของบ้านจะมีการมอบแบบ BoQ ให้ผู้รับเหมาไปเติมแต่งวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการก่อสร้าง และประเมินราคาตามรูปแบบการทำงานของทีมผู้รับเหมาเองก่อน เพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับ BoQ ที่เจ้าของบ้านได้จัดทำไว้ หากเปรียบเทียบแล้ววัสดุกับราคามีความเหมาะสม ก็จะช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
ถอดแบบ BoQ เพื่อกู้เงินสร้างบ้านในฝัน
แน่นอนว่าเจ้าของบ้านจะต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยในการก่อสร้างบ้านหลังหนึ่งขึ้นมา การขอสินเชื่อเพื่อการสร้างบ้านกับธนาคารจึงเป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยมในหมู่คนสร้างบ้านที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์ตั้งต้นมากพอ
เพื่อที่จะให้การขอสินเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่น เจ้าของบ้านสามารถยื่น BoQ แสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ประกอบกับเอกสารอื่น ๆ ให้กับธนาคารได้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการพิจารณาว่าสินเชื่อที่เจ้าของบ้านขอกู้สัมพันธ์กับ BoQ ที่ถอดตามแบบแปลนบ้านโดยตรงหรือไม่ ทางที่ดีแนะนำให้เป็น BoQ ที่ถอดโดยสถาปนิก หรือผู้รับเหมาโดยตรง เพื่อให้การขอสินเชื่อของคุณมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
กำลังจะเริ่มสร้างบ้านแล้ว อยากถอดแบบ BoQ ต้องทำไง?
วางใจได้เลย เพราะการถอดแบบ BoQ สำหรับการสร้างบ้านในความจริงแล้วไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านมีแบบแปลน ‘บ้านในฝัน’ ที่ต้องการจะสร้างหรือยัง
มี ‘แปลนบ้าน’ ในใจอยู่แล้ว
ในกรณีที่เจ้าของบ้านมีแปลนบ้านในใจอยู่แล้ว เจ้าของบ้านสามารถที่จะส่งแปลนบ้านให้บริษัทผู้รับจ้างถอดแบบ BoQ อาจเป็นบริษัทออกแบบโดยตรงหรือบริษัทขายวัสดุก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งผู้รับเหมาก่อสร้าง ให้ทำการถอดแบบ BoQ เพื่อพิจารณารายละเอียดการก่อสร้างได้ หากเจ้าของบ้านใช้บริการบริษัทรับจ้างถอดแบบ BoQ โดยตรง โดยปกติแล้ว ราคาค่าถอดแบบจะคิดตามตารางเมตรของพื้นที่บ้านทั้งหมด หากบ้านมีขนาดไม่เกิน 150 ตร.ม. จะมีค่าบริการถอดแบบอยู่ที่ 4,000 – 6,000 บาท และจะคิดราคาเพิ่มตามตารางเมตร ในกรณีที่มีขนาดใหญ่กว่า 150 ตร.ม. ทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบบ้าน และบริษัทที่ทำการถอดเองด้วย ทางที่ดี เจ้าของบ้านควรคุยกับผู้ถอดแบบให้รู้เรื่องก่อน จะเป็นการเซฟงบได้ดีที่สุด
หากเจ้าของบ้านให้ผู้รับเหมาทำการคำนวณ BoQ มาให้จากแปลนบ้านโดยตรง โดยส่วนมากแล้วจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะผู้รับเหมาจะรวม BoQ มากับ proposal ราคาการก่อสร้างแล้ว เจ้าของบ้านอาจจะต้องทำการตรวจสอบประเภทและราคาของวัสดุให้ดีหลังจากที่ได้ BoQ มาว่าสมเหตุสมผล และอยู่ในงบที่ประมาณไว้ตั้งแต่ทำแบบบ้านหรือเปล่า
อยากมีบ้าน แต่ยังไม่มีแปลน
สำหรับเจ้าของบ้านที่เริ่มจากศูนย์ และยังไม่มีแปลนบ้านในใจ แน่นอนว่าจะยังไม่สามารถถอดแบบ BoQ ออกมาได้ เจ้าของบ้านจึงจะต้องเฟ้นหาแบบบ้านในฝันของตัวเองเสียก่อน เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณงบประมาณการสร้างบ้าน เจ้าของบ้านสามารถเลือกเช้าบริการสถาปนิกให้ช่วยออกแบบแปลนบ้าน พร้อมระบุความต้องการและงบประมาณของบ้านให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ออกแบบสร้างแบบแปลนออกมาสอดคล้องกับงบประมาณที่ต้องการ แต่แน่นอนว่าเจ้าของบ้านจะต้องเสียค่าออกแบบ BoQ แยกออกมาอีก
ดังนั้น เจ้าของบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะหาแบบแปลนบ้านสำเร็จรูปในการสร้างบ้าน เพราะส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับบัญชี BoQ ด้วย และมีราคาที่ไม่สูงมาก เผลอ ๆ อาจจะเท่ากับค่าจ้างถอดแบบ BoQ ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกถึงสองตัว เพียงแต่ว่าเจ้าของบ้านจะไม่ได้เป็นคนออกแบบบ้านในฝันของตัวเองเท่านั้น
สรุปท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่แค่ ‘เสาปูน’ ที่สามารถสร้างรากฐานของบ้านให้มั่นคงได้ การถอดแบบ BoQ ยังถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของบ้าน ด้วยการประมาณค่าใช้จ่ายที่เจ้าของบ้านจะต้องเสียในแต่ละส่วนของการก่อสร้าง ให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มี และช่วยคุมไม่ให้งบประมาณการก่อสร้างบานปลาย จากการเลือกผู้รับเหมา และการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการก่อสร้าง นอกจากนี้ BoQ ยังสามารถเป็นเอกสารที่ช่วยสร้างเครดิตให้เจ้าของบ้านในการขอสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านได้อีกด้วย
Feb 19, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ทริปเที่ยวต่างประเทศครั้งสุดท้ายของคุณคือเมื่อไร?
จะมีใครเริ่มคิดถึงทริปชิล ๆ เดินเล่นริมแม่น้ำฮันที่โซล ขึ้นเขาชมความเขียวขจีริมทะเลที่ Yangmingshan National Park เอนจอยสตรีทฟู้ดย่านไชน่าทาวน์บนเกาะสิงคโปร์ หรือทริปเที่ยวประเทศในฝันที่ไม่ได้สัมผัสมานานเหมือนเราบ้างไหมน้า
ถ้ามี วันนี้เราอยากพาคนอาการอยากเที่ยวต่างประเทศกำเริบไปเมืองนอกได้ง่าย ๆ ในวันเดียวกับแลนด์มาร์คที่อยู่ในกรุงเทพฯ แสนใกล้ แต่ได้ฟีลเหมือนไปต่างประเทศแบบสิบเต็มไม่มีหัก ไปตามดูบรรยากาศที่เราเก็บมาฝากกันก่อนแล้วค่อยไปตามรอยกันค่ะ
รวมแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ ให้ฟีลเหมือนไปต่างประเทศเป๊ะ
Yaowarat, Bangkok VS Mongkok, Hong Kong
Mong Kok, Hong Kong
สัมผัสกลิ่นอายไนต์ไลฟ์ที่ไม่เคยหลับใหลในมงก๊กในเมืองไทยที่ถนนเยาวราช
Yaowarat, Bangkok
เดินเล่นยามค่ำคืนเหมือนอยู่ Mongkok บนเกาะ Hong Kong ง่าย ๆ ที่ถนนเยาวราช
คิดถึงโมเมนต์ท่องสตรีทชมแสงสียามค่ำคืนที่ไม่เคยหลับใหลในแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่สุดคึกคักในเมืองเกาลูนอย่างย่านมงก๊ก (Mongkok) ประเทศฮ่องกงจะขาดใจ แต่ช่วงนี้ไปไม่ได้ ต้องทำไงดี
ถ้าใครคิดถึง Vibe แสงสีกลางคืนบนถนนสุดคึกคักแบบนั้น อยากให้ลองแกล้ง ๆ มาเดินแถวถนนเยาวราช ถนนสัมพันธวงศ์ แหล่งสตรีทฟู้ดอมตะที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มายาวนานดูอีกสักที แล้วจะเห็นว่ามีหลาย ๆ มุมที่ให้ฟีลเหมือนมงก๊กอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านรวงที่ตั้งกันแน่นขนัดตลอดทั้งเส้นและป้ายไฟร้านนีออนที่ช่วยให้ถ่ายรูปออกมาสวยมาก
ขอบคุณรูปภาพจาก Laoteng 楼顶
มาถึงเยาวราช ไม่พูดเรื่องอาหารการกินคือผิด! เพราะที่นี่เลื่องชื่อลือชาด้านอาหารทุกรูปแบบตั้งแต่ข้าวแกงง่าย ๆ ยันอาหารเหลาระดับภัตตาคาร ถ้าใครอยากให้ได้ฟีลฮ่องกงมากขึ้น แนะนำให้ไปลอง อาหารจีนหลากหลายรูปแบบ อาทิ ร้าน ‘Laoteng (เหล่าเต๊ง) ’ ร้านติ่มซำสไตล์ชิค ๆ กลางวันเปิดเป็นร้านอาหารจีนโมเดิร์นที่มีทั้งอาหารจีนและไทยฟิวชันให้เลือกหลากหลาย ส่วนช่วงกลางคืนก็สามารถมานั่งชิลจิบค็อกเทลได้
เมนูที่แนะนำของร้านนี้คือบรรดาไลน์อาหารติ่มซำทั้งหลาย อาทิ ‘ฮะเก๋าดำ’ ฮะเก๋ากุ้งเนื้อเด้งเต็มปากเต็มคำ และ ‘ก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กุ้งทอด’ ที่ขอบอกว่าคนที่ไม่ได้โปรดปรานก๋วยเตี๋ยวหลอดอะไรอย่างเราตกหลุมรักมาก ๆ ความลงตัวของแป้งเส้นใหญ่ที่ไม่หนาเกินไปกับกุ้งทอดที่ปรุงรสมาพอดี ไม่จัดเกินไป คือความลงตัวชนิดที่ไม่รู้จะติตรงไหนเลย
Saranrom Palace, Bangkok VS Riga, Latvia
Riga, Latvia
เช็กอินเมืองริกา ลัตเวียได้ที่พระราชวังสราญรมย์ ถนนสนามไชย
Saranrom Palace, Bangkok
เยี่ยมชมวิวเมืองริกา ลัตเวียผ่านพระราชวังสราญรมย์ ถนนสนามไชย
ทริปยุโรปที่ฝันไว้ไม่ได้ไปนานเท่าไรแล้ว มานั่งย้อนรำลึกความสวยงามของยุโรปด้วยกันหน่อยดีกว่า หนึ่งในเมืองฝั่งทวีปยุโรปที่อาจจะยังมีคนรู้จักไม่มากอย่างริกา (Riga) เมืองหลวงประเทศลัตเวีย (Latvia) หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลบอลติก
ความสวยงามของเมืองริกาอยู่ที่อาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์อาร์ตนูโวและสีสันของตึกรามบ้านช่องที่ค่อนข้างคลุมโทนไปในทางอุ่น ๆ เน้นสีส้ม น้ำตาล ครีม ขาว เป็นหลัก ผสมผสานกับบรรยากาศทะเลบอลติก จนถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดของยุโรปเลยทีเดียว
ใครเห็นแล้วต่อมอยากไปยุโรปพลุ่งพล่าน ลองแวะไปเดินเล่นแถว ๆ ‘พระราชวังสราญรมย์’ ถนนสนามไชยดูกันไหม พระราชวังสราญรมย์สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2407 สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เมื่อก่อนเคยเป็นที่ทำการของกระทรวงต่างประเทศและที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ และสถานที่จัดงานเลี้ยง เช่น งานเลี้ยงของกระทรวงต่างประเทศ
สถาปัตยกรรมพระราชวังแห่งนี้จะเป็นสไตล์โคโลเนียล ออกแบบโดย เฮนรี อาลาบาศเตอร์ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในย่านยุโรปไม่เบา สามารถแวะไปแชะภาพเก็บเป็นคอลเลคชันไว้แก้คิดถึงก่อนไปเที่ยวจริงได้
East Asiatic Company Building, Bangkok VS Paris, France
Paris,France
East Asiatic Building, Bangkok
สวมบทปาริเซียงและปาริเซียน ณ กรุงปารีสเมืองไทยที่บริษัท East Asiatic Company
พอเริ่มคิดถึงยุโรปแล้ว มันหยุดไม่ได้จริง ๆ ยุโรปเป็นทวีปที่มีเมืองสวย ๆ สถาปัตยกรรมชวนฝันละลานตาไปหมด พูดมาถึงจุดนี้ ใครนึกภาพตึกรามบ้านช่องในเมืองโรแมนติกชวนฝันอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมืองหลวงบนแม่น้ำแซนขึ้นมาทันที อยากให้รู้ไว้ว่าเราคือเพื่อนกัน
สำหรับเรา ปารีสเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่เราอยากไปเยือนมาก ๆ แต่ถึงจะไปไม่ได้เดี๋ยวนี้วันนี้ แต่ไม่เป็นไร เพราะเราไปเจอโลเคชันหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่มองเพลิน ๆ เดิน ๆ ไปก็ดูเหมือนอยู่ในยุโรปพอตัวเลย นั่นก็คือบริเวณตึก East Asiatic Company ถนนเจริญกรุง 40 ย่านบางรัก ตรงข้ามกับโรงแรมแมนดาริน
บริษัทอีสต์ เอเชียติก (East Asiatic Company) เป็นอาคารอนุรักษ์ของบริษัทค้าไม้สัญชาติเดนมาร์ก ใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าของบริษัทในสมัยนั้น
ตัวอาคารสร้างโดย อันนิบาเล ริก็อตติ (Annibale Rigotti) สถาปนิกชาวอิตาเลียน สถาปัตยกรรมจัดอยู่ในประเภทฟื้นฟูเรอแนซองส์ (Renassiance) ที่ยังมีจุดสำคัญของสถาปัตยกรรมสไตล์นี้ นั่นก็คือซุ้มประตูและหน้าต่างโค้ง
ปัจจุบันเป็นอาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และบริษัทเจริญกรุงสตูดิโอเข้ามาถือครองสิทธิ์เช่าสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์และละครต่าง ๆ
Phahurat Road, Bangkok VS Johari Bazaar street, Jaipur
Johari Bazaar, Jaipur
Phahurat, Bangkok
สัมผัสสีสันแห่งศิลปะของชาวอินเดียให้เหมือนไปเยือน ตลาดโจฮารี บาซาร์ที่พาหุรัด
อินเดียเป็นประเทศที่ช่างภาพสายสตรีทต้องปลาบปลื้ม เสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศนี้อยู่ที่สีสันสดใสที่พบได้ตามท้องถนน ไม่ว่าจะจากสถาปัตยกรรม ข้าวของรายทาง หรือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวอินเดียเอง นอกจากสีสันสดใสเพลินตาแล้ว อินเดียก็ยังขึ้นชื่อเรื่องสตรีทฟู้ดที่มีความหลากหลายด้วย
ใครคิดถึงบรรยากาศแห่งสีสัน ผ้าไหมอินเดียปักหลากสี เครื่องเงินประดับ เครื่องรางของขลังที่เบือนกล้องไปทางไหนก็ได้ภาพสวย ๆ ของเมืองภารตะ แนะนำให้มาเยี่ยมเยียน Little India เมืองไทยอย่างย่านพาหุรัด เขตพระนคร ชุมชนชาวอินเดียที่มีกลิ่นอายความเป็นอินเดียเข้มข้นตั้งแต่ผู้คน สินค้า และอาหารการกินดูสักครั้ง
มาที่นี่ คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศตลาดที่ขายผ้า ชุดส่าหรี รองเท้าอินเดีย ไปจนถึงเครื่องรางวัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าในความเชื่อของชาวอินเดีย ที่มองเผิน ๆ แล้วเหมือนได้ไปเยือนตลาดโจฮารี บาซาร์(Johari Bazaar) เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย
ลิ้มลองสตรีทฟู้ดที่ถ้าไปเยือนอินเดียต้องได้เห็นอย่างซาโมซ่า (Samosa) และทิกกี (Tikki) ซาโมซ่า จะคล้าย ๆ กะหรี่ปั๊บบ้านเรา ข้างในจะเป็นไส้มั่นฝรั่งและหัวมันบดผสมเครื่องเทศให้มีรสชาติเผ็ดนิด ๆ ซึ่งร้านนี้จะใช้ไส้มันฝรั่งนี้มาทอดแบบนิ่ม ๆ เป็นทิกกี
ความแตกต่างระหว่างทั้งคู่เลยอยู่ที่เท็กเจอร์ ถ้าชอบแบบกรุบกรอบเคี้ยวเพลินก็จะเป็นซาโมซ่า แต่ถ้าอยากลิ้มรสมันฝรั่งนุ่มนิ่มแบบเต็มคำก็เป็นทิกกี
เรียกว่านั่งรถเมล์สาย 8 เพลิน ๆ มาลงพาหุรัดแปบเดียวก็เหมือนได้ไปเที่ยวชัยปุระ ประเทศอินเดียแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ไหนว่าง ๆ เชิญไปได้เลยค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวัง พกกล้องไปสักตัว อยู่ยาว ๆ ได้ไม่มีเบื่อ
Bangkok Green Bridge, Bangkok VS Tokyo, Japan
Tokyo, Japan
Bangkok Green Bridge, Bangkok
จ็อกกิ้งท่ามกลางแสงยามเย็นในบรรยากาศเหมือนอยู่โตเกียว
ญี่ปุ่นคือจุดหมายปลายทางทริปในฝันยอดฮิตของใครหลายคน บางคนหลงใหลธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่พบเจอได้ในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นสวนซากุระสีชมพูสะพรั่ง ใบไม้ร่วงสีส้มแดง ไปจนถึงหิมะขาวโพลนที่ฮอกไกโด ในขณะที่บางคนเป็นทีมเที่ยวเมือง ชื่นชอบบรรยากาศเมืองที่ดูคลีน ๆ สะอาดตา เป็นระเบียบเรียบร้อย สีสันคลุมโทน สบายตาอย่างในย่านต่าง ๆ แถบกรุงโตเกียว
วันนี้เราขอนำเสนอสถานที่หนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่ให้ฟีลเหมือนเดินเล่นรับลมสุดชิลอยู่ในโตเกียวอย่าง ‘Bangkok Green Bridge’ หรือที่คนอาจจะเรียกกันว่าสะพานเขียว ทางเชื่อมลอยฟ้าระหว่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติที่สามารถมาเดินเล่น จ็อกกิง ขี่จักรยานรับลมชิล ๆ กันเพลิน ๆ
จุดเหมือนที่ทำให้ที่นี่ดูคล้าย ๆ กับกรุงโตเกียวอยู่ตรงการทำทางเดินสะพานให้เป็นสีเขียว ผสมผสานกับบรรยากาศตึกสูงระฟ้าที่ห้อมล้อม ที่ทำให้ดูอินเตอร์เหมือนอยู่ต่างประเทศ ยิ่งถ้ามาช่วงเย็น ๆ ใกล้พระอาทิตย์ตก ยิ่งชิล แถมแดดไม่ร้อน ถ่ายรูปสนุก ดูแสงเย็นกันแบบเพลินตาเพลินใจไปเลย
Asiatique The Riverfront, Bangkok VS Everland Theme Park, Seoul
Everland Theme Park,Seoul
Asiatique The Riverfront, Bangkok
โหยหาบรรยากาศม้าหมุน ชิงช้าสวรรรค์ บ้านผีสิง และเรือไวกิ้งเหมือนอยู่ในสวนสนุก Everland กรุงโซล เกาหลีใต้อยู่หรือเปล่า ถ้าอยากหาสถานที่ถ่ายรูปในบรรยากาศประหนึ่งอยู่สวนสนุกต่างประเทศแบบไม่ต้องไปทั้งสวนสนุกทั้งต่างประเทศ ต้อง ‘ASIATIQUE The Riverfront’
ช้อปปิ้งมอลล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เปลี่ยนจากโกดังเก่าเป็นแหล่งช้อปปิ้ง กิน เที่ยว เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ความเหมือนของที่นี่กับสวนสนุก Everland ในสายตาของเราคือการผสมผสานระหว่างชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่อย่าง ‘Asiatique Sky’ บ้านผีสิง ‘Mystery Mansion’ ‘เรือสิริมรรณพ’ ร้านอาหารหรูบนเรือใบสามเสาขนาดใหญ่ที่มาแกล้ง ๆ ถ่ายให้เหมือนฟีลเรือไวกิ้งในสวนสนุกได้
และไฮไลต์เด็ดที่ทำให้รู้สึกว่าได้ฟีลสวนสนุก Everland ที่สุดก็คือเจ้าม้าหมุนสุดอลังการที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถ่ายช่วงกลางวันหรือกลางคืนก็จะสวยแตกต่างกันไปคนละแบบ ถ้าใครอยากถ่ายแสงกลางวันแนะนำให้มาช่วงประมาณสี่โมง แดดกำลังดี ไม่ร้อนจ้าจนเกินไป แถมยังเดินเล่น กินข้าว ช้อปปิ้งรอช่วงกลางคืนได้ด้วย เรียกว่าไปทีเดียวคุ้ม
สรุปท้ายบทความ
ใครอยากเที่ยวต่างประเทศแทบขาดใจ แต่สถานการณ์และเวลาไม่เอื้ออำนวย เรามีทางแก้กับ 6 แลนด์มาร์คในกรุงเทพฯ ที่ให้บรรยากาศเหมือนเดินเที่ยวเพลิน ๆ อยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง อินเดีย ยุโรป เกาหลี และญี่ปุ่น ตามย่านต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ
แต่ละสถานที่ที่เราเลือกไป ให้ฟีลคล้ายกับอยู่ต่างประเทศมาก ๆ ไม่เพียงแค่สถานที่นั้น ๆ ที่น่าสนใจ แต่เป็นละแวกนั้นโดยรวมด้วย เพราะแต่ละย่านมีเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น ย่านพาหุรัดที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปเดินตามท้องถนนในอินเดีย หรือย่านบางรักที่มีสถาปัตยกรรมยุโรปหลากหลายแบบ ไม่ใช่แค่ตึกร้าง แต่ยังมีโบสถ์มากมายที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ต่างกันไป
ใครที่แวะเวียนไปเที่ยวย่านไหนแล้วเกิดหลงเสน่ห์ย่านนั้น ๆ อยากลงหลักปักฐานเป็นเรื่องเป็นราว ก็สามารถแวะเข้าไปดูบ้าน คอนโดและที่พักอาศัยรูปแบบอื่น ๆ ในย่านนั้น ๆ ได้ที่ Kaidee property เลย
Feb 19, 2021 | บทความอสังหาฯ
“ปริมาณมวลรวมสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จะแซงหน้า “ชีวมวล” ของสิ่งมีชีวิตทั้งโลกในสิ้นปีนี้”
พาดหัวข่าวใหญ่จาก BBC เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำเอาคนรักสิ่งแวดล้อมหนักอึ้งในใจ ด้วยสัดส่วนของ “ธรรมชาติ” ถดถอย และนั่นหมายถึงโลกกำลังเข้าสู่จุดไม่สมดุล ที่พร้อมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนไม่เร็วก็ช้าอย่างแน่นอน เนื่องจากมนุษย์เองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาเนิ่นนาน
เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมที่ไม่อาจตัดขาดจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่มนุษย์สร้างถนนหนทางคืนคานพื้นที่ธรรมชาติ หรือเพียงถมดินปรับพื้นเพื่อสร้างบ้านเรือนก็ทำให้สิ่งแวดล้อมและวงจรของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการออกแบบสิ่งก่อสร้างจึงต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นฐาน
หัวใจของสิ่งก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม
นิยามของสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในกรอบกว้างๆ คือการสร้างโครงสร้างที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้าง การบำรุงรักษา จนถึงการรื้อถอนเมื่อสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นหมดอายุขัย
อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติเราไม่สามารถออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ความพยายามลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุดก็ถือว่าเป็นคุณลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ดีได้เช่นกัน ซึ่งในหลักสูตร ‘เทคนิคการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ จากโครงการ Thai MOOC ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของสถาปัตยกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยใน 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นทางกายภาพ
คือการทำอย่างไรให้สิ่งก่อสร้างนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินอย่างสิ้นเชิง หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบคนละขั้วนั้นไม่สมควรทำอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างการเอาที่ดินทางการเกษตรมาเป็นที่ดินสำหรับก่อสร้างอาคาร จุดนี้จะทำให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน พร้อมกับสูญเสียศักยภาพในการผลิตอาหาร และเมื่ออาคารที่สร้างบนที่นาที่สวนเหล่านั้นหมดอายุใช้งานก็ยังยากที่จะฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์ที่เคยอาศัยในสิ่งแวดล้อมนั้นอีกด้วย ดังนั้นทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการสร้างอาคารใหม่ๆ คือควรเลือกปลูกสร้างบนพื้นที่ที่เคยถูกก่อสร้างมาแล้ว หรือมีความอุดมสมบูรณ์น้อย เพื่อจํากัดการรุกรานของพื้นที่ตามธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่นั่นเอง
ประเด็นด้านการบริโภคทรัพยากร
สถาปัตยกรรมที่ดีควรใช้ทรัพยากรน้อยตลอดอายุขัย ประเด็นนี้เห็นได้ชัดในงานสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันหรือในบรรดาอาคารสีเขียว (Green Architcture) ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นจนถึงรื้อทิ้ง ซึ่งสามารถมองการใช้งานได้หลายมุมมอง ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุสังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อลดความสิ้นเปลืองด้านขนส่ง การใช้วัสดุที่มาจากการรีไซเคิลหรือสามารถนำไปรีไซเคิลต่อเมื่อหมดอายุใช้งาน ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานมากกว่า เช่น ใช้หลอดไฟ LED ที่มีอายุการใช้งานยาวนานและกินไฟน้อยกว่าแทนหลอดไฟแบบหลอดทั่วไป
นอกจากนี้ยังมีการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบของงานดีไซน์ ที่ไม่เพียงสร้างสุขภาวะ (Well-being) ให้ผู้ใช้อาคาร แต่ยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานซึ่งเป็นทางหนึ่งของการประหยัดทรัพยากรด้วย อาทิ ดีไซน์ช่องหน้าต่างขนาดใหญ่เปิดรับแสงได้ทั้งวัน ส่งผลให้เราใช้หลอดไฟประดิษฐ์น้อยลง การออกแบบช่องระบายอากาศเข้า-ออกภายในบ้านเพื่อให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์และลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ดีไซน์เปลือกอาคาร (Facade) ให้เป็นฉนวนกันความร้อนอีกชั้นหนึ่ง การปลูกต้นไม้รอบอาคารเพื่อลดความร้อนสะสม รวมไปถึงการใช้แหล่งพลังงานสะอาดอย่างโซล่าเซลล์ หรือ Rain Harvesting ที่เป็นการกักเก็บน้ำฝนแล้วนำมาหมุนเวียนใช้อีกครั้ง
Mjøstårnet คืออาคารก่อสร้างจากไม้อัดแปรรูป (Laminated veneer lumber) ที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งไม้ที่นำมาใช้ในโครงการนี้ ตัดจากผืนป่าปลูกที่อยู่ห่างจากไซต์ก่อสร้างเพียง 50 กิโลเมตร จึงจำกัดปริมาณมลพิษและพลังงานด้านการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพจาก archiexpo.com )
ประเด็นการปลดปล่อยของเสีย
เมื่อไรก็ตามที่เราเข้าใช้อาคารสถานที่ย่อมมีของเสียเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะน้ำทิ้งจากการชำระล้าง หรือขยะจากการอุปโภคบริโภค เหล่านี้เป็นอีกประเด็นที่การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องพิจารณาเพื่อหาวิธีการหรือออกแบบระบบบำบัดที่มีคุณภาพ เพื่อให้ของเสียหรือสิ่งปฏิกูลถูกปลดปล่อยออกจากอาคารโดยไม่สร้างมลพิษ หรือเป็นต้นเหตุของมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรอบ ยกตัวอย่างวิธีการแก้ปัญหาที่นิยมกัน ได้แก่ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้งลงลำคลองสาธารณะหรือนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และจัดการกับเศษอาหารด้วยการหมักเป็นปุ๋ยแทนการทิ้งเป็นขยะทั่วไป เป็นต้น
ชวนชมสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมสุดเจ๋ง
การออกแบบสิ่งก่อสร้างให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมด้วยความเกื้อกูลกัน เป็นความพยายามของสถาปนิกที่ต่างพัฒนางานดีไซน์ให้ตอบโจทย์ ในบทความนี้เราเลยคัดมาให้ชมกันเบาๆ กับ 3 โปรเจ็คสวยๆ ที่สะท้อนความเป็น Eco-Friendly Construction ได้อย่างงดงาม
Svart Hotel
เริ่มกันที่โปรเจ็คแรกกับ “Svart Hotel” โรงแรมกลางหุบเขาโอบล้อมด้วยธารน้ำแข็งและทะเลสาบ โดดเด่นด้วยอาคารรูปทรงวงแหวนที่ออกแบบให้เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริงพร้อมวิว 360 องศา และที่พิเศษไปกว่านั้นคือการพรีเซ็นต์ตัวในฐานะโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ใช้พลังงานสีเขียวจากธรรมชาติเกือบ 100% โดยอาศัยความร้อนใต้พิภพและพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานต่างๆ เพื่อใช้ในโรงแรม และช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าโรงแรมทั่วไปถึง 85% นอกจากนี้ในกระบวนการก่อสร้างยังใช้วัสดุจากท้องถิ่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น หิน และไม้ ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ รวมทั้งวัสดุที่มีความยั่งยืนอื่นๆ
“Svart” โรงแรมแห่งแรกของโลกด้านการรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่เหนือเส้นวงกลมอาร์กติก (Arctic Circle) พร้อมเปิดให้บริการในปี 2564 (ภาพจาก svart.no )
ASI Reisen Headquarters
สำนักงานใหญ่ของบริษัทท่องเที่ยวและแทร็กกิ้งในประเทศออสเตรียถูกออกแบบด้วยแนวคิด Long-term Low Environmental Footprint หรือการลดกระทบต่อระบบนิเวศน์ในระยะยาว มีจุดเด่นอยู่ที่การนำ “ไม้” ที่ได้ชื่อว่าเป็นวัสดุที่มีความยั่งยืนมาเป็นวัสดุหลักทั้งก่อสร้างโครงสร้างและงานตกแต่งภายใน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงของธรรมชาติถึงผู้ใช้อาคารแบบทุกย่างก้าวในออฟฟิศ มีการออกแบบเปลือกอาคาร (Facade) ด้วยโครงเหล็กและตาข่ายเพื่อรองรับการเติบโตของไม้เลื้อยกว่า 118 สายพันธ์ุ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นดั่งผ้าม่านผืนใหญ่คอยปกป้องสภาพอากาศภายในอาคารให้อยู่สบายไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ทั้งยังมีการออกแบบหลังคาให้สามารถรับน้ำฝนและกักเก็บลงถังใต้ดินเพื่อหมุนเวียนใช้รดน้ำต้นไม้และสนามหญ้าที่อยู่ในอาณาเขตของออฟฟิศแห่งนี้อีกด้วย
บรรยากาศการตกแต่งภายในออฟฟิศให้ความรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมพื้นที่สีเขียวรายล้อมรอบตัวสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (ภาพจาก snohetta.com )
Cube Berlin
เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วสำหรับ Cube Berlin สถาปัตยกรรมที่เป็นทั้งปฏิมากรรม แลนด์มาร์คแห่งใหม่ และ Smart Office ที่ล้ำสมัยที่สุดในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ความน่าสนใจของอาคารลูกบาศก์นี้น่าจะอยู่ที่วัสดุในการทำ Facade ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนที่ทำให้เกิด Dynamic View ในทุกช่วงเวลา และยังเป็นตัวกลางช่วยให้กักแสงอาทิตย์ภายนอกไม่ให้รบกวนอุณหภูมิภายในอาคาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวอาคารยังติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อศึกษาและจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ก่อนวิเคราะห์ออกมาเป็นฟีเจอร์ควบคุมที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ จนสามารถเป็นอาคารที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอาคารสีเขียวทั่วไปถึง 25%
อาคาร Cube Berlin กลายเป็น Iconic Building ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมด้านการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (ภาพจาก 3xn.com )
สรุปท้ายบทความ
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อสร้างตึกรามบ้านช่องเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเป็นอันดับต้นๆ การกลับมาตั้งหลักเพื่อสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้งในวันที่ธรรมชาติกำลังถูกทำลายจนถึงจุดไม่สมดุล จึงเป็นบทบาทสำคัญของเหล่าวิชาชีพงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร หรือแม้แต่ผู้รับเหมา ที่จะช่วยกันผลิตอาคารที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
ในขณะที่ผู้ใช้อาคารเองก็ต้องมีส่วนร่วมในฐานะผู้ผลักดันเรียกร้องเพื่อให้เทรนด์ Eco-Friendly Construction ไม่ใช่แค่ภาพฝันอีกต่อไป แต่คือแนวทางปฏิบัติพื้นฐานที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องใส่ใจ ซึ่งปัจจุบันเทรนด์อาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม และโครงการบ้านจัดสรร ซึ่งคุณสามารถค้นหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่ Kaidee Property
Feb 19, 2021 | บทความอสังหาฯ
ถ้าพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วการลงทุน อสังหาฯ นับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่คิดจะลงทุนทั้งที .. ความเข้าใจของการลงทุนแต่ละประเภทก็เป็นอีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อผลดีอาจตามมาในภายภาคหน้า ไม่มานั่งเสียใจภายหลัง แล้วมือใหม่อย่างเราควรรู้อะไรบ้างก่อนลงสนามจริง วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว
อสังหาริมทรัพย์คืออะไร?
อสังหาริมทรัพย์คือ (Real Estate) หรือสิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต้องอยู่ติดกับที่ (Immovable) เช่น คอนโดมิเนียม อาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ไปจนถึงที่ดิน และทรัพยากรตามธรรมชาติที่อยู่กับที่ดินนั้น ไม่ว่าจะเป็นดิน แม่น้ำ ฯลฯ
ซึ่งจะตรงกันข้ามกับสังหาริมทรัพย์ ที่หมายถึง สิ่งที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Movable) เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เป็นต้น และถ้ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร บ้านเรือน ในทางกฎหมายแล้วต้องทำสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โฉนด หรือทะเบียนที่ดินเป็นเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้น ๆ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ เป็นทรัพย์สินทีมีมูลค่าสูง จึงต้องมีกฎหมายควบคุมเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ประเภทของอสังหาริมทรัพย์
ในทางกฎหมายมีการแบ่งอสังหาริมทรัพย์ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
1. ที่ดิน เช่น พื้นที่ราบ ภูเขา พื้นที่ชายฝั่งทะเล เป็นต้น 2. ทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน เช่น หิน ดิน ทราย 3. ทรัพย์สิทธิ เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน สิทธิครอบครองที่ดิน สิทธิจำนองที่ดิน เป็นต้น 4. ทรัพย์ติดที่ดินทั้ง 2 แบบ คือแบบที่ติดกับที่ดินโดยธรรมชาติ เช่นต้นไม้ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่นั้นมาอย่างยาวนาน และแบบทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยมีผู้นำมาติด ยกตัวอย่างเช่น สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่เราเห็นกันโดยทั่วไป ตั้งแต่บ้าน คอนโด ตึกออฟฟิศ รวมไปถึงอาคารต่าง ๆ
นอกจากการแบ่งประเภทตามกฎหมาย อสังหาฯยังมีการจัดกลุ่มตามลักษณะการประกอบธุรกิจหรือการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หอพัก อพาร์ตเมนต์ 2. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ โรงแรม ตลาด ออฟฟิศ 3. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม ห้องเย็น คลังสินค้า 4. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อน เช่น โรงแรม โฮสเทล รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 5. อสังหาริมทรัพย์เพี่อการเกษตร เช่น ไร่ นา สวน หรือพื้นที่ประโยชน์ที่ดินเพื่อการทำเกษตรกรรม
ปัจจัยหลักในการลงทุนอสังหาฯ
ตัวอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ ราคา ทำเล ปริมาณอสังหาฯ ความต้องการซื้ออสังหาฯ อัตราดอกเบี้ย มาตรการของภาครัฐ
ทำความรู้จักการลงทุนอสังหาฯ ประเภทต่าง ๆ
ลงทุนแบบเก็งกำไร
นักลงทุนมือใหม่มักลงทุนในรูปแบบดังกล่าว ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ ได้ผลตอบแทนเร็ว อธิบายง่าย ๆ คือ เป็นการลงทุนกับใบจองห้องชุดในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมขายใบจองในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกรับการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ตนเองได้จองไว้
สำหรับเงินลงทุนในการซื้อใบจองจะอยู่ที่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน โดยขึ้นอยู่กับข้อกำหนด และตัวทำเลของโครงการ ส่วนโครงการที่ปล่อยง่าย และได้กำไรสูง มักอยู่ในย่านชุมชน ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน
แต่การลงทุนประเภทนี้ต้องศึกษาเรื่องความต้องการของผู้ซื้อ รวมถึงจำนวนโครงการคอนโดที่ขายและเรื่องของทำเลอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ขายใบจองได้รวดเร็วและไม่ขาดทุน
ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน
อีกหนึ่งประเภทของการลงทุนที่ได้รับความนิยมในวงการนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าว อาจต้องมีเงินเย็นหรือเงินเก็บในการลงทุน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต ประกอบกับการที่ต้องใช้เงินส่วนนี้ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด หรือแม้แต่ที่ดิน เพื่อปล่อยเช่าเป็นรายเดือน ซึ่งนักลงทุนสามารถตกแต่งห้องหรืออสังหาฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ ที่ปล่อยเช่าได้อีกด้วย แต่การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายเดือนจำเป็นต้องเลือกทำเลที่ดี มีราคาที่เหมาะสม เพื่อเปรียบเทียบกับความเป็นไปได้ของการตั้งราคาค่าเช่า สิ่งสำคัญคืออย่าลืมว่ายิ่งอสังหาฯ ทำเลดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถตั้งราคาเช่าได้สูงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเป็นดังนั้นนักลงทุนก็จะได้ผลกำไรที่มากขึ้นด้วย
ลงทุนปล่อยเช่ารายวัน
การลงทุนปล่อยเช่าแบบรายวัน มีความคล้ายคลึงกับการปล่อยเช่าแบบรายเดือน แต่จะแตกต่างตรงที่รูปแบบของการปล่อยเช่ารายวันจะเหมาะกับอสังหาฯ ที่ทำเลตั้งอยู่ในย่านท่องเที่ยว เช่น ทองหล่อ ถนนข้าวสาร หรือจังหวัดยอดนิยมอย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ เนื่องจากทำเลดังกล่าวมีความต้องการจากกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก นักลงทุนอสังหาจึงสามารถใช้โอกาสนี้ในการตกแต่งบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่คอนโด ให้กลายเป็น Hostel หรือ Airbnb เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว เวลาพวกเขาค้นหาห้องหรือบ้านพักในราคาที่ถูกกว่าโรงแรม
นอกจากนั้นการตกแต่งก็นับว่าเป็นตัวช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีเช่นกัน นักลงทุนจึงควรใส่ใจและพยายามตกแต่งให้ดูทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา
ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ
รูปแบบสุดท้ายของการลงทุนด้านอสังหาฯ คือการซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ในรูปแบบมือสองหรือแบบห้องใหม่โครงการใหม่ ที่ถูกทอดขายในตลาดมาตกแต่งใหม่ตามสไตล์ต่างๆ ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนนี้จะเน้นลงทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง แต่นักลงทุนบางคนอาจเลือกซื้ออสังหาฯ จากสถาบันการเงิน หรือกรมบังคับคดี เพื่อมาตกแต่ง แต่ทำเลที่ได้มักจะอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ แต่โครงสร้างมีความแข็งแรง และราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป
ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ
นักลงทุนมือใหม่หลายคนอาจกลัวความรู้สึกว่าตนเองกำลังขาดทุน ซึ่งการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ อีกทั้งรูปแบบของการลงทุนประเภทนี้ สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับนักลงทุนทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
ต่อเนื่องอย่างไร อธิบายแบบเห็นภาพก็คือเพียงมีเงินแค่หลักพัน ก็สามารถซื้อกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาวได้แล้ว และยังได้รับการบริหารจัดการเงินลงทุนแบบมืออาชีพอีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
เพราะการลงทุนทุกครั้งก็มักจะมาคู่กับสิ่งเหล่านี้เสมอ ดังนั้นการเตรียมตัวที่ดี ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ พยายามปรับปรุงจุดแข็งจุดอ่อนอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหลักการสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อคิดว่าพร้อมแล้ว เลือกการลงทุนที่ใช่แล้วลงมือได้เลย อนาคตคุณอาจจะรวยจากการลงทุนก็ได้ใครจะรู้