แฟชั่นสุดปัง ดงผู้ดี จากซีรีส์ฮอต “Bridgerton”

แฟชั่นสุดปัง ดงผู้ดี จากซีรีส์ฮอต “Bridgerton”

Bridgerton_1
ขอบคุณรูปจาก Netflix

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนถูกจริตกับซีรีส์แซ่บ เน้นเรื่องอื้อฉาว และรักว้าวุ่นของหนุ่มสาวอย่างเรื่อง “Gossip Girl” แล้วล่ะก็ ขอรับประกันได้เลยว่า ซีรีส์ใหม่แกะกล่องของ Netflix ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อย่างเรื่อง Bridgerton หรือชื่อภาษาไทยว่า วังวนรักเกมไฮโซ ต้องเป็นอีกซีรีส์ขึ้นหิ้ง มูฟออนไม่ได้อีกเรื่องไปโดยปริยายแน่นอน

แม้ว่าเนื้อเรื่อง Brigerton จะไม่ได้เผ็ดพริก 10 เม็ดเหมือน Gossip Girl เนื่องจากเป็นซีรีส์พีเรียด ยุค 1800s  หรือที่เรียกว่ายุค Regency (รีเจนซี่) จึงไม่แปลกที่เนื้อเรื่อง จะเน้น World Building หรือการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสถานที่ และบรรยากาศ มากกว่าการเล่นฉากวาบหวิวในทุกๆ 10 นาทีเหมือน Gossip Girl แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนคิดถึง Gossip Girl เรื่องนี้ไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ นอกจากจะมีการดำเนินเรื่องคล้ายกัน โดยใช้เสียงจากบุคคลที่ 3 เล่าเรื่องแล้ว แฟชั่น และหนุ่มๆ แต่ละคนของเรื่อง เรียกได้ว่า เด็ดดวงมากๆ

นอกจากความเข้มข้นในการแย่งกันตามหาคู่หมั้นของเหล่าสาวๆ ตระกูลผู้ดีอังกฤษ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลของตัวเองแล้ว คอสตูมจากเรื่องนี้ ก็เป็นที่ฮือฮามากเพียงพอให้เรื่องนี้ติดอันดับ No.1 และ Top 10 ของ Netflix ใน 76 ประเทศ ทั่วโลกเลยทีเดียว 

เสื้อผ้ายุครีเจนซี่

Bridgerton_2
ขอบคุณรูปจาก aladyswardrobe

ก่อนที่เราจะไปดูความสามารถในการใช้เสื้อผ้า หน้าผมในยุครีเจนซี่ของดีไซเนอร์จากเรื่อง Bridgerton เรามาทำความเข้าใจกันก่อน ว่ายุครีเจนซี่นั้นคือยุคอะไร โดดเด่นยังไง และแฟชั่นนั้นเป็นอย่างไร

Bridgerton_3
ขอบคุณรูปจาก nydailynews

ยุครีเจนซี่ (Regency Era) เป็นช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1795 -1820 ซึ่งเป็นยุคสั้นๆ ก่อนเข้าสู่ยุควิคตอเรีย จักรวรรดิอังกฤษที่ได้รับความรุ่งเรื่องถึงขีดสุดนั้นเอง ในยุครีเจนซี่ ผู้หญิงจะนิยมใส่กระโปรงเอวสูง รัดใต้อก หรือที่เรียกว่าทรงเอ็มไพร์ (Empire) ซึ่งเป็นทรงกระโปรงที่ได้รับอิทธิพลมาจากกระโปรงทรงพลิ้วในยุคกรีก  

เอกลักษณ์เสื้อผ้ายุคนี้คือจะเน้นความเรียบง่าย ใช้ผ้าเบาสบาย พลิ้วไปตามสายลม มากกว่าการเป็นทรงโคร่ง ซึ่งเกิดจากสุ่มที่ซ้อนอยู่ใต้กระโปรงเหมือนในยุควิคตอเรีย 

ถึงแม้ว่าชุดจะดูใส่สบาย แต่หารู้ไม่ว่าผู้หญิงสมัยนั้นต้องใส่ คอร์เซต (Corset) ทุกคน เพราะคอร์เซต ถือว่าเป็นชุดชั้นใน และช่วยให้รูปร่างของผู้หญิงเป็นรูปนาฬิกาทราย โดยมีหน้าอก และสะโพกชัดขึ้น อีกทั้งยังสามารถบอกได้ถึงชนชั้นอีกด้วย ยิ่งรัดคอร์เซตแน่นเท่าไร ชนชั้นทางสังคมก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น

หลังจากที่เรารู้แล้วว่ายุครีเจนซี่นั้น เขาแต่งตัวกันยังไง เรามาดูกันว่าเรื่อง Bridgerton เขาเอาแฟชั่นสมัยนั้นมาใช้ได้ดีแค่ไหน

Eloise

Bridgerton_4
ขอบคุณรูปจาก glamour

เนื่องจาก อีโลอีส เป็นน้องคนเล็กตระกูล บริทเจอร์ตัน และยังไม่ถึงเวลาที่เธอต้องออกสังคม และตามหาคู่หมั้น ซึ่งทางทีมคอสตูม ได้ใช้นิสัยของตัวละคร ที่เป็นสาวมั่น ซน และไม่มีความเรียบร้อยแบบกลุสตรีมากนัก ในการออกแบบชุดของเธอ 

จะเห็นได้ว่าแทบทุกชุดของเธอ จะมีเครื่องประดับเป็นริบบิ้นพันรอบคอ แทนการใช้เครื่องประดับราคาแพงอย่าง เพชรพลอยนั่นเอง นอกจากนี้สีของชุดเธอนั้น มักจะเป็นสีพาสเทลซะส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่าเริง ไม่ห่วงสวยในช่วงวัยเด็ก 

แต่แน่นอนว่า ไม่ว่าคอนเซ็ปต์คอสตูมของอีโลอีทจะเป็นอย่างไร ทางทีมก็ไม่ลืมที่จะใส่ความอีลีท (Elite) เพื่อโชว์ชนชั้นทางสังคม โดยเสริมเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ อย่างถุงมือ และดอกไม้ประดับผมให้เธอนั่นเอง 

Penelope

ขอบคุณรูปจาก insider

เชื่อว่าสาวน้อยร่าเริงเพเนโลปี้ต้องเป็นตัวละครตัวโปรดของใครหลายคนแน่นอน แม้ว่าเธอมักจะโดนแม่ และพี่น้องของเธอใจร้ายใส่ตลอดเวลา แต่ความสดใสของเธอไม่เคยจืดจางเลย 

จะสังเกตได้ว่า แทบทุกฉากที่เพเนเลปี้ปรากฎตัวขึ้น เธอมักจะใส่เดรสสีเหลือง จนหลายคนคิดว่าสีเหลืองนั้น เป็นสีประจำตัวของเธอ จริงๆ แล้ว ทางทีมคอสตูมซ่อนความหมายภายใต้ชุดเดรสสีเหลืองของเธอไว้มากกว่านั้น

ในยุครีเจนซี่ สีเหลืองเป็นสีที่ได้รับความนิยม และถือว่าเป็นสีไฮแฟชั่นเลยก็ว่าได้ จึงทำให้เดรสสีเหลืองกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงวัยเข้าสังคม ซึ่งเป็นวัยตามหาคู่หมั้นนั่นเอง

Daphne

  • Spencer Jacket
ขอบคุณรูปจาก Express.co.uk

ฮัลโหล นี่เรากำลังพูดถึงยุครีเจนซี หนึ่งในยุครุ่งเรืองของประเทศอังกฤษ ไม่ใช่อยุธยาของไทยแลนด์ แน่นอนว่าอากาศประเทศเขาไม่ใช่ 40 องศาเหมือนบ้านเราแน่ๆ บางฉากเพื่อนๆ จะสังเกตได้ว่าสาวๆ ของเราสวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตครึ่งตัว หรือที่เรียกว่า Spencer Jacket ซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตทรงเข้ารูปพอดีกับเดรสทรงเอ็มไพร์  และนอกจากกันหนาวได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังเพิ่มลูกเล่นให้กับชุดเดรสได้อีกด้วย

Bridgerton_7
ขอบคุณรูปจาก Vulture
  • Debut Gown

ในสมัยรีเจนซี สาวๆ จะเปลี่ยนชุดกันบ่อย มีทั้งชุดกินข้าว ชุดยามเช้า ชุดเดินเล่น ชุดยามบ่าย ชุดขี่ม้า ชุดดินเนอร์ และอีกมากมาย เรียกได้ว่าวันหนึ่งเปลี่ยนชุดกันถึง 10 ชุดเลย และถ้าให้เลือกชุดของดาฟานี่มาเพียงแค่ชุดเดียว คงเป็นเรื่องยาก 

วันนี้เราขอเลือกชุดที่บ่งบอกความเป็นดาฟานี่ ลูกสาวคนโตของตระกูล Bridgerton มากที่สุด และชุดนั้นคือ ชุดเปิดตัวของเธอ และเป็นชุดที่เธอสวมใส่เข้าพิธีดูตัวในอีพีแรกนั้นเอง

 Ellen Mirojnick ผู้รับหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าให้ทีมนักแสดง เผยว่า เธอตั้งใจออกแบบชุดกราวเข้าพิธีดูตัวนี้ให้เรียบง่าย คงความหรูหรา และแสดงให้เห็นถึงจารีตประเพณีของยุครีเจนซี่ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ว่าตระกูล Bridgerton นั้นเป็นตระกูล Old Money มีศักดินาสูงส่ง อีกตระกูลของจักรวรรดิอังกฤษ ไม่ต้องแต่งตัวสีฉูดฉาดให้ได้รับความสนใจ เพียงแค่เดินเข้ามาในห้อง ก็กลายเป็นจุดสนใจได้ง่ายๆ

The Featheringtons.

ขอบคุณรูปจาก Mamasgeeky

อีกสิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญของตระกูล Featherington พอๆ กับคำพูดเสียดสีของพวกเธอ คงต้องยกให้เสื้อผ้า หน้าผมของพวกเธอ ไม่เพียงแต่ใช้สีฉูดฉาดแล้ว ยังเสริมเครื่องประดับมากมาย จนโดยรวมแล้ว ดูเยอะ ถึงขั้นรก

แต่เชื่อไหมคะ ชุดที่พวกเธอใส่ในแต่ละฉากสามารถบ่งบอกได้ถึงนิสัยโหวกเหวกโวยวายของคนตระกูลนี้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองตระกูล ซึ่งในขณะที่ Bridgertons ใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย แสดงความเป็นผู้ดี ฝั่ง Featherington จะเน้นสีสัน เพื่อดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้ามนั่นเอง

ขอบคุณรูปจาก Slate

ถึงอย่างไรก็ตาม ดีไซเนอร์ Ellen Mirojnick พูดเองเลยว่า ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นซีรีส์พีเรียด เพียงแค่ตกแต่ง เพิ่มเติมชุดของสาวๆ Featherington อีกนิดหน่อย รับรองว่าชุดของพวกเธอขึ้นหน้าปกนิตยสาร Vogue ได้สบาย

สรุปท้ายบทความ 

ซีรีส์รักโรแมนติก ปนความตลก เปิ่นนิดๆ การันตีด้วยเนื้อเรื่องที่ถูกดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีอันดับต้นๆ บอกเลยว่าใครพลาด มีตกเทรนด์แน่ๆ เพราะนอกจากความสนุกแล้ว ยังให้ความรู้เรื่องชนชั้นทางสังคมสมัยของจักรวรรดิอังกฤษในยุครีเจนซี่ได้อย่างละเอียด และยิ่งถ้าใครชอบศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นแล้วละก็ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้าผม รองเท้า หรือแม้แต่ท่าเดินของนักแสดงทุกคน บอกเลยว่า ดูแค่ 8 อีพี ก็ได้ความรู้เหมือนเรียนจบเอก History Of Fashion เลยทีเดียว

คนไหนเกิดอินสไปเรชั่น อยากแต่งตัววินเทจๆ ย้อนยุคกันบ้าง แนะนำให้เข้ามาชมที่เว็บ Kaidee ได้ค่ะ เรามีเสื้อผ้ามือสอง วินเทจ สุดคลาสสิค มากมายให้ได้ มิกซ์แอนด์แมทช์ สนุกๆ โชว์ฝีมือ กันไปเลย  

7 เคล็ดลับการ ถ่ายรูปวิว ง่าย ๆ ยอดไลก์พุ่ง !

7 เคล็ดลับการ ถ่ายรูปวิว ง่าย ๆ ยอดไลก์พุ่ง !

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันหยุดยาวอย่างวันมาฆบูชา ที่มีวันหยุดถึง 3 วัน และกิจกรรมที่หลาย ๆ คนทำ ก็คงจะหนีไม่พ้นการท่องเที่ยวต่างจังหวัดนั่นเอง ซึ่งในยุคนี้ก็มีคนจำนวนมากที่ท่องเที่ยวเพียงคนเดียว และการที่จะเก็บบันทึกความทรงจำ ด้วยภาพถ่ายของตนเองกับสถานที่ต่าง ๆ ก็อาจจะยากไปสักหน่อย แต่ถ้าหากเราบันทึกด้วยการ ถ่ายรูปวิว ของสถานที่ที่เราไปเยือนล่ะก็ น่าจะทำให้เราสามารถบันทึกความทรงจำดี ๆ เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น และยังจะช่วยให้เพื่อน ๆ หลายคนอิจฉาตาร้อน จนต้องกดไลก์และเข้ามาคอมเมนต์อย่างแน่นอน ดังนั้นวันนี้เราจะมาแชร์เคล็ดลับการถ่ายรูปวิวง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง รับรองว่าถ้าทำแล้ว ไลก์ของคุณจะเพิ่มขึ้นฃอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ !

เคล็ดลับ ถ่ายรูปวิว ให้เหมือนมืออาชีพ

มุมมองเหมือนจริง

ขอบคุณรูปจาก: sergeycauselove

ก่อนการเรียนรู้ทฤษฎีใด ๆ การถ่ายภาพด้วยมุมมองของเราเอง ถือเป็นเคล็ดลับการถ่ายรูปวิวง่าย ๆ ที่จะทำให้คนมองสามารถเข้าถึงความสวยงามของสถานที่ได้ราวกับว่าเรายืนอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น ซึ่งการใช้แสงและสี ก็มีส่วนช่วยในการสื่ออารมณ์ของภภาพได้มากทีเดียว

กฎสามส่วนช่วยให้โดดเด่น

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

การจัดองค์ประกอบของภาพให้สวยงามด้วยทฤษฎีง่าย ๆ อย่าง กฎ 3 ส่วน เทคนิคพื้นฐานของนักถ่ายภาพมือใหม่ ที่จะช่วยให้ภาพของคุณสวยงามและโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการแบ่งรูปภาพที่ต้องการถ่ายเป็น 9 ส่วน และจัดวัตถุที่โดดเด่นไว้บนจุดตัดทั้ง 4 จุด 

รวมถึงการแบ่งเส้นแผ่นดินและท้องฟ้า ที่สามารถอิงกับกฎสามส่วนได้ โดยให้ส่วนของท้องฟ้ามากกว่าส่วนของพื้นดิน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 2:1 จะทำให้รูปวิวของเรามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เส้นนำสายตาดึงดูดภาพ

ขอบคุณรูปจาก: rawpixel.com

เชื่อหรือไม่ว่า เส้น เป็นองค์ประกอบศิลป์ที่จะช่วยดึงดูดสายตาคน จากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่ต้องการได้เป็นอย่างดี ซึ่งเส้นนำสายตาที่ว่านี้ สามารถเป็นได้ทั้งเส้นตรง เส้นโครง หรือเส้นทแยงมุม โดยจะเห็นได้ตามจุดต่าง ๆ ของรูปวิวที่เราถ่ายไม่ว่าจะเป็น ถนน แม่น้ำ รางรถไฟ ชายทะเล และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเสริมให้ภาพมีมิติมากขึ้น

ส่วนเคล็ดลับการถ่ายรูปวิวด้วยเส้นนำสายตาให้น่าสนใจนั้น ไม่ควรเริ่มต้นที่มุมของภาพ แต่ควรเริ่มที่ด้านข้างของภาพเพื่อเปิดให้มีพื้นที่ว่าง มิเช่นนั้นอาจทำให้ภาพดูอึดอัดเสียแทน

Speed Shutter สร้างชีวิตให้ภาพ

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

เคยไหมกับการถ่ายภาพน้ำตกแล้วดูแข็งทื่อ ? ลองปรับ Shutter Speed ให้ลดลงมามากสักหน่อย แล้วคุณจะได้ภาพสายน้ำที่ไหลฟุ้งอย่างนุ่มนวลและสวยงามอย่างแน่นอน

แต่ ๆ ๆ ดอกจันไว้รัว ๆ เลยว่า ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีค่า Shutter Speed ค่าไหนเลยที่ตายตัวในการถ่ายรูปวิว เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนกดชัตเตอร์

หากรอบให้กับรูป

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

ถ้าคุณอยากไปพักผ่อนสบาย ๆ ในโรงแรมหรู 5 ดาวแบบอยากได้รูปสวย ๆ ไปอวดเพื่อนให้อิจฉา

ถ้าคุณอยากได้รูปมุมมองแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครให้เพื่อน ๆ ได้ว้าว

ลองหากรอบให้กับรูปวิวอันสวยงามของคุณ ด้วยสิ่งรอบตัวอย่างหน้าต่าง ประตู หรือต้นไม้ จะทำให้ภาพดูน่าสนใจขึ้นมาทันที

ถ่ายรูปวิว ย้อนแสงด้วยเทคนิค Silhouette

อบคุณรูปจาก: jplenio1

การถ่ายรูปวิว แสงแดดโพล้เพล้ตอนเย็น ๆ อันสวยงามสามารถทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบ ซิลลูเอท (Silhouette) หรือการถ่ายรูปย้อนแสงที่ทำให้ภาพมีพลังเพียงแค่หาท้องฟ้าสวย ๆ วัตถุที่คมชัดสวยงาม ปิดแฟลช ปรับแสง และกดถ่ายได้เลย !

ความสมดุลคือสิ่งสำคัญ

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

รูปภาพที่สวยงามคือภาพที่มีความสมดุล อาจสมมาตรหรือไม่สมมาตรแบบเป๊ะ ๆ แต่เพียงแค่ให้ความรู้สึกที่เท่ากันก็พอแล้ว ทั้งการจัดวางที่ไม่มากหรือน้อยเพียงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง สีที่ไม่เข้มหรืออ่อนจนเกินไป และแสงที่ไม่สว่างหรือมืดมากนัก เพียงแค่นี้ภาพของคุณจะสมบูรณ์กว่าเดิม

สรุปเคล็ดลับ ถ่ายรูปวิว

และนี่คือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการ ถ่ายรูปวิว ที่จะช่วยให้ภาพของคุณน่าสนใจจนมียอดไลก์แบบพุ่งกระฉูด ซึ่งนอกจากเทคนิคเหล่านี้แล้วก็ยังมีเทคนิคการถ่ายรูปอีกมากมายสำหรับมืออาชีพที่จะทำให้ภาพของคุณดูโปรมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าใครที่ยังไม่รู้ว่าจะใช้กล้องอะไรในการถ่ายภาพลองเข้าไปดูรีวิวได้ที่ 5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020 และ 5 อันดับกล้อง Fuji ยอดนิยมประจำปี 2020 ถ้าเลือกได้แล้วก็เข้าไปหาซื้อกล้องสวย ๆ ได้ที่ Kaidee

ไปเที่ยวแล้วอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะ Kaidee เป็นห่วง <3

ไฉ่ย้ง: ส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องจากบ้านของคนสามรุ่น

ไฉ่ย้ง: ส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องจากบ้านของคนสามรุ่น

ผ่านตรุษจีนมาหมาด ๆ จะไม่ไปเที่ยวจิบน้ำชาเที่ยวคาเฟ่จีนก็ดูจะตกเทรนด์ไม่น้อย วันนี้เราจะพาไปส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องในซอยเจริญกรุง 20 ที่เพิ่งเปิดได้ไม่กี่อาทิตย์ก็ได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากนักจิบชาและสายถ่ายรูป 

ชั้นแรกเป็นคาเฟ่
ตัวตึกมีสามชั้น 
ชั้นที่สองและสามเปิดให้เข้าพักและเช่าเป็นสตูดิโอถ่ายรูป

พาส่องคาเฟ่สุดหว่อง

ต้องออกตัวก่อนว่าทีแรกผู้เขียนมากับเพื่อนตั้งใจจะใช้เวลาช่วงเสาร์บ่าย ๆ ในการจิบชาพักผ่อน แต่คาเฟ่มันก็เก๋ซะเหลือเกินจนเราอดใจไม่ไหว ต้องขอทำคอนเท้นต์ซะหน่อย แล้วก็ช่างเป็นโชคของเราที่ทั้งเจ้าของร้านและคุณสถาปนิกต่างก็อยู่ร้านพอดี จึงทำให้ได้รู้ประวัติพร้อมการตกแต่ง คอนเซ็ปต์แบบเจาะลึกอย่างที่ไม่เคยมีที่ไหนได้รู้มาก่อน!

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เมื่อมาถึงหน้าร้านจะเห็นได้ว่า ทั้งตึกนั้นถูกรีโนเวทเป็นบ้านสไตล์จีน ทั้งสีสัน ลายไม้ แม้แต่ตัวประตูเองก็ทำเป็นบานวงกลม ซึ่งจะสังเกตได้ว่าตัวบ้านตั้งอยู่ในชุมชนเก่าแก่ที่เป็นตึกแถวและย่านชุมชนคนจีน

จะมาถ่ายรูปตอนกลางคืนก็ได้ฟีลไปอีกแบบ
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

อะไรทำให้กลับมารีโนเวทและทำให้บ้านกลับมามีชีวิต?

คุณช้างเล่าว่าด้วยความที่คุณพ่อของเขารักและเติบโตที่บ้านนี้ เขาเลยตัดสินใจรีโนเวทให้บ้านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ซึ่งแต่ก่อนนั้นครอบครัวของคุณช้างอยู่อาศัยในบ้านนี้มาตั้งแต่รุ่นอากงที่มาจากซัวเถา จนถึงปัจจุบันนับได้ 3 รุ่นแล้ว ทั้งคุณพ่อและคุณช้างเองก็เกิดและเติบโตที่นี่ จนมาวันหนึ่งครอบครัวขยับขยายเลยต้องย้ายออกไปและปิดบ้านหลังนี้ไว้ถึง 5 ปี ก่อนจะริเริ่มไอเดียรีโนเวทบ้าน

ที่มาของชื่อ “ไฉ่ย้ง”และตัวอักษรจีน 财荣 บนโลโก้?

คุณช้างบอกว่าโลโก้มาจากอักษรมงคลสองตัว คือ“ไฉ่”(财) มาจากคำว่า ฮกไช้ ที่แปลว่าร่ำรวย ส่วน “ย้ง”  (荣)แปลว่า รุ่งเรือง นำมารวมกันกับโลโก้สีแดงจะให้ความหมายที่ดี 

ทีนี้บางคนอาจสงสัยว่าทำไมคุณช้างไม่เปิดเป็น Hostel เต็มรูปแบบเพราะอาจจะฮิตและติดลมบนได้ง่าย ๆ เลย 

คุณช้างให้คำตอบไว้ว่า

ถ้าทำโฮสเทลอาจจะรับคนได้แค่ 50-60 คน แล้วบ้านอาจจะทรุดโทรมลงตามกาลเวลาอีก ผมรักบ้านหลังนี้ อยากทำอะไรที่ยั่งยืนกว่า

จนคุณช้างได้มาเจอรุ่นน้องสถาปนิก “คุณธี” ทั้งสองคนจึงร่วมกันออกแบบเลือกวัสดุและทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างจีนเซี่ยงไฮ้และจีนฮ่องกงสไตล์หว่องในบ้านหลังนี้ได้อย่างลงตัวโดยที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็น “บ้าน” เอาไว้

ตอนเราทำเราเสนอไปสองโทน หนึ่ง “จีน” คือจะมีความเอิร์ธโทน พื้นขาว ผนังขาว ใช้ไม้ดำและหิน ส่วนอีกโทน เราอยากใส่อะไรที่มันเป็นสีสันลงไป คุณธีกล่าว

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เราโตมากับหนังหว่องกาไว เลยเป็นที่มาของการจัดแสง และโทนสีแบบนี้ที่ผสมระหว่างเซี่ยงไฮ้กับฮ่องกง

คุณธี ผู้เป็นสถาปนิกดูแลการออกแบบไฉ่ย้งกล่าว
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

แต่เราไม่อยากให้มันจีนจนเลี่ยนเกินไปเลยเลือกแค่สีเด่น ๆ นอกนั้น เช่น เพลงที่เลือก ของที่ใช้ตกแต่ง จะไม่จีนจ๋า

ซึ่งประโยคนี้ก็ตอบคำถามเราได้ดีเลยว่าทำไมเป็นคาเฟ่จีนแต่กลับได้ยินเพลงบรรเลงอย่าง Cinema Paradiso คลอบรรยากาศเบา ๆ นอกจากนี้คุณช้างยังตัดสินใจให้ร้านทำกาแฟแบบไม่มี Espresso Machine และใช้กรรมวิธี Cold Brew แทน เพื่อที่จะได้ไม่มีเสียงของเครื่องชงกาแฟมารบกวนช่วงเวลาการพักผ่อน

ในเรื่องของตกแต่งเราสังเกตเห็นได้ว่าใส่ใจทุกรายละเอียด อย่างเช่นกระเบื้อง ทางคุณช้างได้เลือกเป็นกระเบื้อง Versace สีเขียวแบบเข้ากันกับ Theme บ้าน

สำรวจข้างล่างแล้วก็ขึ้นไปดูชั้นบนกันบ้าง ผนังปูนตอนเดินขึ้นไปสังเกตว่าจะเป็นการฉาบแบบไม่เรียบ สไตล์ Loft ทางคุณช้างเล่าว่าต้องใช้ช่างเพียงคนเดียวในการทำเพราะถ้าใช้หลายคน การปาดปูน และ Texture จะออกมาต่างกันและไม่สม่ำเสมอ

ภาพผนังปูนสไตล์ Loft
ภาพหน้าต่างไม้ฉลุที่คุณช้างสั่งทำด้วยการเลเซอร์คัต
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เดินมาถึงชั้นบนกันแล้วจะเห็นว่าการจัดแสงสีจะเป็นสีแดง และมีโคมไฟตกแต่งยาวมาจากชั้นบนสุด

ชั้นสองและชั้นสามเปิดให้เข้าพักโดยคงคอนเซ็ปต์บ้านเอาไว้ คุณช้างบอกว่าอยากให้คนเข้าพักรู้สึกเหมือนมาพักบ้านอากงอาม่า โดยคอนเซ็ปต์ “บ้าน” นี่เองที่ทำให้ตั้งใจเลือกเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นด้วยตัวเอง อย่างเช่นเตียงจะเป็นเตียงไม้สักทั้งหลัง

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

หากใครตาดีจะสังเกตเห็นว่าภาพตกแต่งบนหัวเตียงนั้นแบ่งออกเป็นมังกรและหงส์ ส่วนห้องเตียงแยกนั้นกลับเป็น มังกรทั้งสองด้าน

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

ในจุดนี้ได้คุณช้างตอบปนขำว่า “เตียงคู่ก็เลยต้องเป็นมังกรคู่หงส์ แต่พอเตียงแยกก็อาจจะเป็นเพื่อนมาพักด้วยกัน เลยให้เป็นมังกรคู่มังกร”

พอถามว่าทำไมถึงใส่ใจในทุกรายละเอียด คุณช้างตอบอย่างอบอุ่นใจว่า

ผมใช้เวลาทำบ้านนี้ 2 ปี ไม่มองจุดคืนทุน

เพราะมันคือความสุข

มันประเมินค่าไม่ได้

ผมถือว่าได้ซ่อมบ้าน

ชิมชนมดื่มชา

เดินชมบรรยากาศกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาชิมขนมดื่มชา โดยขนมของร้านนี้จะมีให้เลือก 7 เมนู คือ

1.พายมะพร้าว

2.ส้มเชื่อม

3.บ๊วย

4.ถั่วตัด

5.อ้ายหยู้น้ำลำไย

6.ชุดขนมเปี๊ยะไส้ถั่วและมันหวาน

7.ชุดขนมเปี๊ยะไส้ฟักและสังขยา

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

ตัว Signature จะเป็น “อ้ายหยู้น้ำลำไย”

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

นอกจากนี้ทางร้านยังมีชาให้เลือกหลากหลายแบบ ทั้ง ชาเขียว ชาขาว และอู่หลงนับ 10 ชนิด เช่น ทิกวนอิม และต้าหงเผา ส่วนใครที่กลัวนอนไม่หลับจากคาเฟอีน ทางร้านยังมีชากุหลาบ Organic ที่ปีหนึ่งสามารถเก็บได้ครั้งเดียวไว้บริการอีกด้วย

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

สรุปท้ายบทความ

“ไฉ่ย้ง” ร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น และถูกทำให้เป็นที่จดจำมากขึ้นในรุ่นที่สาม นับว่าเป็นการรีโนเวทที่ประสบความสำเร็จทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม อ่านรีวิวคาเฟ่ไปพอหอมปากหอมคอกันแล้ว แวะเข้ามาชมชุดชงชาทั้งแบบจีนและญี่ปุ่นได้ที่ Kaidee

ย้อนตำนาน 7 รุ่นสุดคลาสสิกกับ Porsche 911 ที่สาวกไม่ควรพลาด

ย้อนตำนาน 7 รุ่นสุดคลาสสิกกับ Porsche 911 ที่สาวกไม่ควรพลาด

แน่นอนว่า Porsche 911 คือหนึ่งในรุ่นรถที่เป็นบรรทัดฐานให้กับการนิยามคำว่า “ซูเปอร์คาร์” ได้อย่างดีที่สุด เพราะด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทุกกระบวนการของความเป็นซูเปอร์คาร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พร้อมการยอมรับจากผู้คนทั่วโลกจนสิ้นข้อสงสัย

รถสปอร์ตสุดคลาสสิกกับรูปทรงกบในตำนานที่มีประวัติการเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 50 ปี โดยเริ่มทำการผลิตมาตั้งแต่ปี 1964 และเปลี่ยนโฉมมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันกว่า 7 เจเนอเรชัน โดดเด่นด้วยรูปทรงสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟกลมท้ายลาด เครื่องยนต์วางท้าย แตกไลน์รุ่นออกมาอีกมากมาย ซึ่งรุ่นที่โดดเด่นทำให้เหล่านักสะสมรถนั้นต้องมีไว้ครอบครองคือ Targa, Speedster หรือ GT วันนี้เราจะพาทุกคนมาย้อนดูประวัติทั้งหมด 7 รุ่น ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง 

Porsche 911 ปี 1964

Porsche 911 รุ่นแรกเปิดตัวเป็นรถต้นแบบในปี 1963 ใช้รหัสการพัฒนาว่า 901 ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น 356 กลายมาเป็นรุ่น 911 โดยเริ่มผลิตและจำหน่ายจริงในปี 1964 มีชื่อฉายาที่เรียกว่า Horn Grill เพราะด้วยเอกลักษณ์ที่มีช่องตะแกรงข้างไฟเลี้ยวสำหรับให้เสียงแตรลอดผ่านออกมา ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน (Flat-6) ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความจุ 2.0 ลิตร ผลิตกำลัง 130 แรงม้า ซึ่งมากพอที่จะทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กม./ชม.

Porsche 911 ปี 1973

รุ่นที่ 2 รหัสตัวถัง G Series เปิดตัวปี 1973 ถูกพัฒนาฐานล้อให้ยาวขึ้นและปรับปรุงกันชนให้หนาขึ้นเพื่อส่งออกไปขายที่อเมริกาเหนือ พร้อมเข็มขัดนิรภัย 3 จุด เป็นมาตรฐานครั้งแรก ที่สำคัญคือรุ่นท็อปที่โด่งดัง ใช้เครื่องเบนซิน 6 สูบนอน ติดเทอร์โบ 260 แรงม้า และยังมีรุ่นอีกรุ่นที่กำลัง 300 แรงม้า พร้อมทั้งยังสามารถเปิดประทุนหลังคาผ้าใบได้ และรุ่น Speedster ที่สร้างมาตรฐานให้ชื่อ 911 เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนมียอดขายสูงสุดในบรรดารุ่นเครื่องระบายความร้อนด้วยอากาศทุกรุ่น

Porsche 911 ปี 1989

มาถึงรุ่นที่ 3 กับรหัสตัวถัง 964 เปิดตัวในปี 1989 ซึ่งเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังใหม่ทั้งหมดกว่า 85% โดดเด่นด้วยกันชนแบบชิ้นเดียวที่กลมกลืนไปกับตัวถังรถ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน 3.6 ลิตร 250 แรงม้า ที่สำคัญคือได้เพิ่มเทคโนโลยีหลายอย่าง เช่น เบรค ABS, พวงมาลัยพาวเวอร์, ถุงลมนิรภัย และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเกียร์ทริปทรอนิกส์อันโด่งดังที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

Porsche 911 ปี 1993

รุ่นที่ 4 กับรหัสตัวถัง 993 เปิดตัวในปี 1993 ด้วยรูปทรงที่เรียกได้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ได้ไปพัฒนาในส่วนของพื้นฐานใหม่หมด กับการใช้โครงสร้างและล้อแม็กอะลูมิเนียม ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ล้ำสุดๆ ในยุคนั้น ที่สำคัญใช้เครื่องยนต์ 6 สูบนอน ติดเทอร์โบคู่เป็นครั้งแรก และนับว่าเป็นรุ่นสุดท้ายที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ จึงเป็นรุ่นที่เหล่านักสะสมตามหากันเพื่อได้เก็บแก่นแท้ของรุ่น 911 อย่างแท้จริง

Porsche 911 ปี 1998

รุ่นที่ 5 รหัสตัวถัง 996 เปิดตัวขึ้นในปี 1997 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 1998 นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตระกูลนี้เลยทีเดียว ด้วยการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ทำให้เครื่องสร้างกำลังสูงสุดได้ 300 แรงม้า และกินน้ำมันน้อยลง เสียงเครื่องเดินเงียบนิ่ง มีไฟหน้าดีไซน์ที่แตกต่าง และเน้นไปที่การขับขี่ที่สะดวกสบายมากขึ้น

Porsche 911 ปี 2005

รุ่นที่ 6 รหัสตัวถัง 997 เปิดตัวในปี 2004 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 2005 มีการดีไซน์รูปทรงย้อนกลับไปให้ดูมีความคลาสสิกอีกครั้งด้วยไฟหน้าทรงกลมรี แยกไฟเลี้ยวออกมาอยู่มุมกันชนแบบรุ่นดั้งเดิม ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน ความจุ 3.8 ลิตร ให้กำลัง 355 แรงม้า พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน เกียร์ Dual-Clutch หัวฉีดตรง พร้อมช่วงล่างแบบแปรผัน นับว่าเป็นรุ่น 911 ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลเลยก็ว่าได้

Porsche 911 ปี 2012

รุ่นปัจจุบันรุ่นที่ 7 รหัสตัวถัง 997 เปิดตัวในปี 2011 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 2012 เข้าสู่ยุคประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษทางอากาศ ด้วยการลดความจุเครื่องยนต์ลงเหลือ 3.0 ลิตร แต่ยังให้แรงม้ามากกว่าปกติ โดยสร้างมาตรฐานใหม่ของทวินเทอร์โบด้วยกำลังที่ 370 แรงม้า ในรุ่นเริ่มต้น และยังแรงไปได้ถึง 420 แรงม้าในรุ่น Carrera 

สรุปท้ายบทความ

ปัจจุบัน Porsche 911 มียอดขายถึง 1 ล้านกว่าคันแล้ว เพราะด้วยประวัติที่แสนยาวนานกับความเป็นรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิกที่มีเอกลักษณ์ไฟกลมท้ายลาด เครื่องวางหลังที่กลายเป็นตำนาน ซึ่งไม่ว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมานานขนาดไหนก็ยังเป็นหนึ่งในรุ่นรถขวัญใจตลอดกาลของหลายๆ คน 

ผู้อ่านที่ชื่นชอบและหลงใหลกับความสวยงามคลาสสิกแบบนี้ สามารถลองเข้ามาเลือกดูรถได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่รวบรวมรถยนต์มือสองไว้กว่า 3 หมื่นคันเลยทีเดียว

อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.youtube.com/watch?v=UdvI81Sw2BI&feature=emb_title

Vespa VS Lambretta ใครคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง

Vespa VS Lambretta ใครคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง

สำหรับคนที่หลงใหลในเรื่องของรถสองล้อแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก “Vespa” และ “Lambretta” รถสกู๊ตเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเป็นของตัวเองมากที่สุด และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมายาวนานสักแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นรถที่เหล่านักสะสมตามเก็บกันอย่างไม่หยุดหย่อน 

อีกหนึ่งข้อสงสัยที่เรียกได้ว่าถกเถียงกันมาตลอดหลายสิบปี ระหว่าง “Vespa” และ “Lambretta” ค่ายไหนคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง ซึ่งถ้าคนที่ชื่นชอบ Vespa เป็นการส่วนตัวก็จะตอบว่า “เวสป้าคลาสสิกกว่าอยู่แล้ว” แต่สำหรับแฟนคลับ Lambrettra ก็จะตอบว่า “ยังไงก็ต้องเป็น Lambretta สิ” วันนี้เราเลยได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกคนได้วิเคราะห์กันว่าใครคือตัวจริงของความคลาสสิกกันแน่

จุดเริ่มต้นของ Vespa และ Lambretta

ค.ศ. 1945 หลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง โรงงานชิ้นส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์สงคราม เรือ เครื่องบินรบมากมายหลายแห่งในอิตาลีได้ปิดตัวลง “Piaggio” และ “Innocenti” คือสองตระกูลผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องบินรบที่ได้เกิดไอเดียเพื่อความอยู่รอด เปลี่ยนจากเศษเครื่องบินรบให้กลายเป็นพาหนะขนาดเล็ก กะทัดรัด คล้ายมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ไว้สำหรับใช้ขนอาวุธในสงคราม แต่ดัดแปลงเพื่อนำมาใช้ขับขี่ได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

เริ่มต้นทางฝั่ง “Enrico Piaggio” ผู้นำตระกูล Piaggio ในตอนนั้นได้ให้กำเนิดพาหนะสองล้อที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มีดีไซน์รูปทรงคล้ายตัวต่อ จึงเป็นที่มาของชื่อ “Vespa” ที่แปลว่าตัวต่อในภาษาอิตาลีนั่นเอง 

ในขณะที่ “Ferdinando” ผู้นำตระกูล Innocenti ได้พัฒนาสกู๊ตเตอร์ของตัวเองขึ้นมาในปี 1947 จนถึงปี 1951 ที่ประสบความสำเร็จสร้างโมเดลต้นแบบของ Lambretta โดยเป็นชื่อของเทพยดาแห่งแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงานผลิตแห่งแรกในเมืองมิลาน

ด้วยสมรรถนะของตัวรถทั้งสองค่ายนั้นมีความแข็งแรงทนทาน ให้แรงบิดที่ดีเยี่ยม สามารถขับได้คล่องตัว และบรรทุกของหนักก็ยังได้ ที่สำคัญคือรูปทรงโดดเด่นแตกต่างจากรถมอเตอร์ไซค์แบบอื่นในยุคสมัยนั้น จึงทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระที่ผู้คนในยุคนั้นต้องมีไว้ครอบครอง

Vespa และ Lambretta มีรุ่นฮิตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่าง 1964, Sprint และ PX ส่วน Lambretta มีตั้งแต่ซีรีส์ 1-4 ที่คงสไตล์คลาสสิกเหนือกาลเวลาด้วยระบบเกียร์มือที่เปรียบเหมือนการร่ายมนตร์ให้ทั้งสองค่ายที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Vespa

ในปี 1970 นับว่าเป็นช่วงที่รถมอเตอร์ไซค์จากญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเข้าไปตีตลาดทั่วโลกเป็นอย่างมาก จึงส่งผลกระทบให้เหล่าแบรนด์ยุโรปไปอย่างเต็มๆ รวมถึงยอดขายของเวสป้าที่ไม่ดีเท่าไรนัก แต่ยังถือว่าพยุงไปได้เรื่อยๆ จนมาถึงกระทั่งปี 2000 ที่เรียกได้ว่าเป็นการปรับโฉมครั้งยิ่งใหญ่ของเวสป้า จากเดิมเกียร์มือให้กลายเป็นระบบเกียร์ CVT ที่เรียกว่า “New Vespa Model” 

โดยมีฐานการผลิตใหญ่ที่เวียดนามเพื่อตีตลาดทั่วเอเชีย ถึงแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อถือในเรื่องของฐานผลิตเท่าไร แต่ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์จึงทำให้มองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย จุดนี้เองจึงเป็นกระแสให้รถสกู๊ตเตอร์คลาสสิกได้รับความนิยมไปทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่เราได้เห็นเวสป้าทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ต่างโลดแล่นบนท้องถนน พร้อมถือกำเนิดใหม่ในตลาดมอเตอร์ไซค์ที่ทางเวสปิอาริโอเรียกตัวเองว่า “พรีเมียมสกู๊ตเตอร์”

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Lambretta

มาทางคู่แข่งอย่าง Lambretta กันบ้าง ที่เรื่องราวต่างกับเวสป้าอย่างสิ้นเชิง ด้วยความที่ไม่สามารถปรับตัวในยุคที่แบรนด์ญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ราคาถูก จึงทำให้ยอดขายตกลงเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องปิดไลน์การผลิตสกู๊ตเตอร์ที่เมืองมิลานลงไป หลังจากนั้นก็ได้ขายไลนเซนส์การผลิตให้กับโรงงานที่ประเทศอินเดีย จึงทำให้อินเดียมีรถมอเตอร์ไซค์ทรง Lambretta ใช้งานกันเต็มท้องถนน และแผ่อิทธิพลเป็นวงกว้างมาจนถึงประเทศไทยนั่นเอง 

Lambretta Made in Italy จึงกลายเป็นตำนานแห่งสกู๊ตเตอร์คลาสสิกที่ไม่มีการผลิตใหม่ มีแต่มือสองที่เหล่านักสะสมเล่นกัน เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงเพราะสิ่งของเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจ เหมือนกับว่าคุณกำลังครอบครองงานศิลปะที่มีประวัติศาสตร์ล้ำค่ามากที่สุด 

จนกระทั่งปี 2017 โลกตลาดสกู๊ตเตอร์ก็ต้องสะเทือน ด้วยการปรากฏตัวของ Lambretta ในงาน EICMA 2017 ประเทศอิตาลี กับโมเดล Lambretta V-Special รูปโฉมใหม่ที่ต้องบอกเลยว่านี่คือการกลับมาของแลมเบรตต้าอย่างแท้จริง ด้วยการถอดปรัชญาการผลิตสกู๊ตเตอร์ในยุคปัจจุบันที่ได้เอาเกียร์มือออกไปแล้วเปลี่ยนเป็นระบบเกียร์ออโต้ วัสดุของตัวรถที่ไม่ใช่เหล็กทั้งคันแบบเดิม ซึ่งได้ผสมไฟเบอร์เข้าไปบางส่วน เพื่อลดต้นทุนที่ตรงนี้อาจสร้างความรู้สึกหงุดหงิดให้แฟนๆ เพราะคู่แข่งอย่างเวสป้าได้ใช้วัสดุของตัวรถเป็นเหล็กทั้งคัน

สรุปท้ายบทความ

ท้ายที่สุดแล้วความชอบของผู้บริโภคก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เพราะระหว่าง Vespa และ Lambretta ก็มีมนต์เสน่ห์ที่ต่างคนต่างมีไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครชื่นชอบแบบไหนเป็นพิเศษ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภคเหล่านคนรักสกู๊ตเตอร์คลาสสิกที่จะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ตลอดไปจนถึงการบริการหลังการขายที่ดีขึ้น นั่นคือคำตอบที่แท้จริง

ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย Vespa หรือ Lambretta สามารถเข้ามาเลือกซื้อรถสกู๊ตเตอร์มือสองสวยๆ ได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ได้รวบรวมรถมอเตอร์ไซค์มือสองสวยๆ ไว้กว่าสามหมื่นคัน