Feb 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หลายคนเชื่อว่า การทำบุญให้ได้บุญมากนั้น ต้องทำอย่างจริงจัง เช่น ไปตักบาตรที่วัดใหญ่ ไหว้หลวงพ่อชื่อดัง บริจาคเงินจำนวนมาก ถวายสังฆทานอย่างยิ่งใหญ่ หรือต้องบวชเณร หรือบวชชีพราหมณ์ เท่านั้น จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้ แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทราบดีค่ะ ว่าเป็นความเชื่อที่ผิด
การทำบุญให้ได้บุญนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดอย่างเดียว แค่คิดดี-ทำดีอยู่เสมอ รักษาศีลให้ได้อย่างน้อย 5 ข้อในทุกวัน หรือแค่กินมังสวิรัติเป็นครั้งคราว ก็ถือว่าเป็นการทำบุญแล้วค่ะ
ในทางพระพุทธศาสนา “บุญ” นั้นไม่สามารถล้าง “บาป” ได้ นั้นจึงหมายความว่าเมื่อได้ทำบาปแล้ว บาปนั้นจะติดตัวเราไป และไม่สามารถจืดจางได้ด้วยการทำบุญชดเชย ความคิดที่ว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ไปทำบุญเอา” นั่นจึงเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง การทำบาปนั้น ก็เปรียบได้เหมือนการกระทำทั่วไป เมื่อทำไปแล้ว จะไม่สามารถย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้ ดังนั้นทุกการกระทำในชีวิต ควรจะได้รับการไตร่ตรองก่อนเสมอ รวมไปถึงการทำบุญด้วย วันนี้เราได้รวบรวมการทำบุญแบบผิดวิธีมาฝาก เพื่อให้เพื่อนๆ ได้มั่นใจว่า วันมาฆบูชาปีนี้ เราจะได้ทำบุญกันอย่างถูกต้อง ไม่เดือนร้อนฝ่ายใด แถมยังได้บุญแบบเต็มๆ อีกด้วย
ทำบุญแบบผิดวิธี
“การทำความดี” คือการกระทำที่ก่อให้เกิดความพอใจ และผลประโยชน์สุขต่อตัวเองและผู้อื่น เป็นการกระทำที่ต้องไม่เบียดเบียนผู้ใด และที่สำคัญต้องไม่ก่อให้เกิดโทษ
ในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดๆ ว่า การทำความดี เพียงแค่เจตนาดีก็พอแล้ว ผลลัพธ์ไม่สำคัญ แต่ในความเป็นจริง การทำความดี ต้องคำนึงถึงสถานที่ บุคคล และเวลาด้วย เพราะการทำความดีไม่ถูกที่ ไม่ตรงกับบุคคล หรือผิดเวลานั้น จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ตามที่ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า “เป็นทางวิบัติเสื่อมเสีย ทำให้ไม่เจริญทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่น”
ถ้าเพื่อนๆ กลัวว่า จะเผลอทำบุญแบบผิดๆ อย่าเพิ่งกลัวไปนะคะ วันนี้เรามีวิธีการทำบุญที่ไม่ถูกต้อง แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมาก มาฝากเพื่อนๆ กัน มาดูกันเลยค่ะ
ปล่อยชีวิตสัตว์
“ปล่อยนก ปล่อยปลา ” เป็นสำนวนไทยที่สื่อความหมายได้ว่า การปล่อยให้มีอิสระ ให้หลุดพ้นจากเรื่องค้างคาใจ สังคมพุทธศาสนาจึงได้นำสำนวนนี้ มาใช้เป็นอีกหนึ่งในวิธีการทำบุญ เพื่อให้สัตว์ที่โดนกังขัง และใช้ชีวิตผิดจากธรรมชาติได้หลุดพ้น และได้เป็นอิสระ
แม้ว่าความตั้งใจในการปล่อยนก ปล่อยปลาจะบริสุทธิ์ หวังให้ชีวิตอิสระแก่สัตว์เหล่านี้ แต่หารู้ไม่ว่าผลลัพธ์จากการทำบุญนี้ กลับเป็นปัญหามากกว่าเป็นการ ให้
เพราะก่อนที่คุณจะได้ปล่อยพวกเขา สัตว์เหล่านั้นถูกจับมาให้คุณปล่อยนับครั้งไม่ถ้วน ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน พลัดพรากจากครอบครัว หรือถึงขั้นถึงแก่ความตาย
ประเภทของสัตว์ที่นิยมปล่อยเป็นอันดับหนึ่งนั่นคือ ปลาไหล แต่หารู้ไหมว่าปลาไหลนั้น ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในน้ำลึก เพราะโดยธรรมชาติของปลาไหลต้องอยู่ในน้ำตื้น แฉะ และมีโคลนให้มุดนั่นเอง
ก่อนอื่นต้องทราบก่อนนะคะ ว่าไม่ใช่เต่าทุกประเภทจะว่ายน้ำได้ เช่น
เต่าบก จะมีกระดองที่หนักมาก ที่สำคัญมันว่ายน้ำไม่เป็น ดังนั้น เมื่อถูกปล่อยลงน้ำ จะมีโอกาสสูงที่จะจมน้ำตาย
เต่าน้ำจืด จะมีกระดองที่แบน และน้ำหนักที่เบากว่าเต่าบก เต่าน้ำจืดสามารถว่ายน้ำได้ แต่มันต้องการพื้นดินสำหรับพักหายใจ
เต่าทะเล คล้ายกับเต่าน้ำจืด มันมีกระดองที่แบน และน้ำหนักที่เบา และนอกจากนี้เท้าทั้ง 4 ยังมีลักษณะเป็นครีบเพื่อช่วยในการว่ายน้ำอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากเต่าทะเลใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเป็นปกติ
ดังนั้น ก่อนทำการปล่อยเต่า ควรศึกษาในแน่ใจก่อนว่า เต่าในมือเพื่อนๆ นั้น สามารถว่ายน้ำได้หรือไม่ เพื่อเป็นการปกป้องทั้งชีวิตของเต่าเอง และเจตนาที่บริสุทธิ์ของเพื่อนๆ เองด้วยค่ะ
การถวายสังฆทาน
ทางสังคมพระพุทธศาสนา มีความเชื่อกันว่า การถวายสังฆทาน เป็นการทำบุญที่ได้ อานิสงส์อย่างมาก เนื่องจากการถวายสังฆทานเป็นการถวายของที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ อาหารแห้ง ให้แก่พระสงฆ์โดยไม่ระบุว่าต้องการถวายให้รูปใด ดังที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสเอาไว้ว่า “การถวายสังฆทานแก่คณะพระสงฆ์ มีอานิสงส์มากกว่าการถวายทานเฉพาะเจาะจงแก่พระพุทธเจ้า ” นั่นเอง
การถวายสังฆทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และหากมีกำลังมาก ควรถวายให้ครบปัจจัยทั้ง 4 ก็คือ อาหารคาว ของหวาน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค น้ำดื่ม และที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม มีบ่อยครั้งที่ญาติโยมได้ซื้อชุดสังฆทานจากร้านค้าราคาถูก จึงขายบรรจุภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยของไม่มีประโยชน์ และไม่มีคุณภาพ เช่น ของหมดอายุ เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายแล้วของเหล่านั้นจะกลายเป็นขยะ ถูกทิ้งไว้ในวัดเสียมากกว่า ดังนั้นการทำสังฆทานในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างบาปมากกว่าการทำบุญ
นอกจากนี้ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระภิกษุจากวัดสร้อยทอง ได้กล่าวถึงผลกระทบจากกรณีการถวายสังฆทานที่เต็มไปด้วยของไม่มีคุณภาพ ว่า “เคยมีกรณีพระหลวงตาฉันน้ำในสังฆทานแล้วมรณภาพ ก็เป็นการทำผิดที่ไม่ดี เป็นการทำผิดที่ไม่ได้ตั้งใจ”
ใส่บาตรด้วยเงิน
“การใส่บาตรด้วยเงินนั้นได้ บุญ หรือ บาป กันแน่ ?” นี่ก็เป็นคำถามที่ถูกถกเถียงกันมานาน เนื่องจากการตักบาตรทำบุญ เป็นวิธีที่ง่าย และสามารถทำได้ทุกวัน ญาติโยมทั้งหลายจึงมักเลือกที่จะสั่งสมบุญบารมีโดยวิธีนี้
แต่เนื่องจาก การทำบุญในรูปแบบของการใส่บาตรทำได้ทุกวัน หลายคนจึงเลือกใส่บาตรด้วยเงิน แทนข้าวสารอาหารแห้ง โดยให้เหตุผลว่า (1) การที่ใส่บาตรด้วยเงิน มีประโยชน์กว่าการใส่ด้วยอาหาร เพราะสามารถนำเงินไปซื้อของใช้จำเป็นอื่นๆ ได้ (2) สะดวกกว่าการไปซื้ออาหาร ทำให้สามารถทำบุญได้ทุกวัน
แต่ความจริงแล้ว การใส่บาตรด้วยเงินสดเป็นการทำบุญที่ผิด เพราะเงินไม่ใช่หนึ่งใน “จตุปัจจัย” หรือปัจจัยทั้ง 4 ของภิกษุ (เครื่องนุ่งห่ม, อาหาร, ที่นอนที่นั่ง, ยารักษาโรค) ดังนั้นการนำเงินไปใส่บาตรตรงๆ นั้นจึงเป็นการกระทำที่ส่งเสริมการละเมิดวินัยสงฆ์ และเป็นแรงจูงใจให้พระอาบัติ
การบริจาคเงินให้คนขอทาน
หลายคนเชื่อว่า การให้เงินแก่คนขอทานตามท้องถนน เป็นการให้ทานที่ทำง่าย และเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับโดยตรง ซึ่งนั่นก็เป็นความคิดที่ถูกต้องค่ะ เว้นแต่ว่าขอทานสมัยนี้ มีส่วนน้อยที่ที่เลือกอาชีพนี้เพราะความลำบากจริงๆ บางคนถูกครอบครัวบังคับ บางคนถูกกลุ่มค้ามนุษย์พามา และเคสที่ร้ายแรงที่สุด คือการโดนตัดแขน ตัดขา เพื่อเพิ่มความน่าสงสารจากคนที่เดินผ่านไปมานั่นเอง
ดังนั้น การที่เราให้ทานกับคนขอทานที่ตกเป็นเหยื่อจากเคสเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นการสนับสนุนมากกว่าเป็นการให้ทาน แน่นอนว่าเราแยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าคนไหนลำบากจริง หรือคนไหนทำตัวลำบากกันแน่ ดังนั้น จึงเกิดคำถามตามมาว่า การให้ทานแก่คนขอทาน เป็นการทำบุญ หรือเป็นการส่งเสริมกลุ่มมิจฉาชีพกันแน่
คิดง่ายๆ นะคะ ถ้าเราได้ทำทานไปแล้ว แต่ดันเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา มีความกังวลว่าเรากำลังให้เงินแก่กลุ่มมิจฉาชีพโดยตรงหรือเปล่า การให้ทานในครั้งนี้ จะไม่ถือว่าเป็นการทำบุญ หรือการทำบุญแต่ไม่ได้บุญนั่นเองค่ะ
สรุปท้ายบทความ
ทุกวันนี้ การเป็นคนดีอยู่ยาก สังคมบังคับให้เราใช้ทางลัด เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ ชื่อเสียง เพื่อนฝูง และเงินทอง เพราะการมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุข
แต่สังคมจะอยู่ไม่ได้เลย หากปราศจากคนดี ทุกคนจะแก่งแย่งชิงดี ไม่มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้สังคมเกิดความวิปริต ดังนั้นทุกคนควรหมั่นทำความดีสม่ำเสมอ แต่อย่างที่เราได้บอกกันไปว่าการทำความดี ต้องมั่นใจด้วยว่าไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น
และถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากได้ของทำบุญที่มั่นใจได้ว่า จะทำให้ได้บุญอย่างแท้จริง ไม่เป็นการสร้างบาป เราขอแนะนำให้เข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บ Kaidee ก่อนได้นะคะ เรามีทั้งชุดสังฆทาน หนังสือพระพุทธศาสนา พระเครื่อง และอีกมากมาย คลิกเลย
Feb 22, 2021 | บทความอสังหาฯ
ทุกวันนี้เทรนด์อสังหาฯ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามการหมุนรอบตัวเองของโลกและ แปรผันไปตามความสนใจของผู้บริโภค ทำให้การแข่งขันกันในวงการนี้ค่อนข้างดุเดือดและมีสีสัน ฝั่ง Developer จึงพากันงัดกลยุทธ์กันสุดฤทธิ์ เพื่อจูงใจลูกค้าให้เลือกโครงการของเรา
นอกจากปัจจัยหลักอย่างเรื่องทำเล ราคาและสิ่งอำนวยความต่างๆ ที่ Developer นำมาชูเป็นจุดขายสำคัญแล้ว ดีไซน์ที่สวยเก๋ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างอย่างมีสไตล์ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ลูกค้าระดับกลางไปถึงบน นำมาพิจารณาไม่แพ้กัน
5 อสังหาฯ สุดเจ๋ง เด่นสถาปัตย์
วันนี้อยากให้ทุกคนทิ้งเรื่องทำเลและราคาเอาไว้ข้างหลัง แล้วเดินไปข้างหน้ากับเรา ด้วย 5 โครงการอสังหาฯ ดีไซน์เจ๋ง โดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมไอเดียดี เพลิดเพลินกับแนวความคิดที่หลากหลาย ทั้งทาวน์โฮมและคอนโด ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
1. บ้านภูริปุรี
Credit : www.baanpuripuri.com/
โครงการนี้คือการรวมกลุ่มกันของสถาปนิกและบริษัทแอสเซทไวส์ เพื่อสร้างบ้านขนาดเล็ก ทว่าเต็มไปด้วยฟังก์ชันดีๆ ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทั้งยังไก๋เก๋ด้วยดีไซน์ ด้วยการนำเอาแนวคิดสถาปัตยกรรมไทย “ย่อมุมไม้สิบสอง” มาใช้เป็นแผงกันแดด ให้ร่มเงา กั้นความร้อนไม่ให้เข้าอาคาร (ศิลปะแนวนี้มักพบตามวัดหรือพิพิธภัณฑ์)
จุดเด่นของ “บ้านภูริปุรี” คือการใช้ศิลปะไทยผสานกับความโมเดิร์นได้อย่างมีระดับ ทั้งยังมีสวนเล็กๆ ให้คุณดื่มด่ำกับพื้นที่สีเขียวได้อย่างลงตัว และด้วยไอเดียที่แข็งแกร่งแบบนี้ โครงการดังกล่าวจึงได้รับรางวัลอสังหาฯ เพื่อคุณภาพชีวิตประเภทบ้านดีเด่น (ราคาต่ำกว่า 10 ล้าน) จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA Real Estate Development Award 2019)
เพราะทางแอสเซทไวส์และบ้านภูริปุรีเชื่อว่า “บ้านที่ดี” คือจุดเริ่มต้นของความสุขและความสำเร็จในชีวิต
ราคาเริ่มต้น : 9.9 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.baanpuripuri.com/
2. อณาสิริ รังสิต-คลอง 2
Credit : www.sansiri.com
หนึ่งในโครงการพร้อมอยู่ของแสนสิริ ซึ่งเป็นไวรัลอยู่ในทวิตเตอร์ช่วงหนึ่ง ด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่เข้าไปในหัวใจคนรุ่นใหม่ เรียบง่ายในสไตล์ Modern Japanese ให้คุณสัมผัสกลิ่นอายญี่ปุ่นได้อย่างแนบชิด ทั้งการออกแบบและการตกแต่ง ไปจนถึงสภาพแวดล้อมโครงการทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด แถมบ้านแต่ละประเภทยังมีรายละเอียดการตกแต่งแตกต่างกัน ด้วยการอิงจากฤดูกาลในญี่ปุ่น อย่าง ฟุยุ ฤดูหนาว, อะกิ ฤดูใบไม้ร่วง, ฮารุ ฤดูใบไม้ผลิ ฯลฯ เน้นตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ด้วยการชูเรื่องวิถีสมดุลแนวตะวันออกเป็นจุดขาย
ไม่ว่า “ความพอดี” ของคุณจะเป็นแบบไหน อณาสิริก็ให้คุณได้ทุกความต้องการ ทั้งยังใส่ใจกับทุกรายละเอียดของชีวิต ไหนจะบริการหลังการขายอันยอดเยี่ยมของแสนสิริ ที่ได้รับคำชื่นชมจากลูกบ้านมากมาย
ราคาเริ่มต้น : 3.9 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.sansiri.com/singlehouse/anasiri-rangsit-klong2/th
3. 98 Wireless
Credit : www.98wireless.com
“คอนโดมิเนียมระดับเวิลด์คลาสเจ้าแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
คือจุดขายสำคัญของ 98 Wireless ที่ทางแสนสิริตั้งใจทำมาเพื่อเจาะกลุ่มตลาดระดับบนโดยเฉพาะ
ความ Super Luxury ของที่นี่ อลังการตั้งแต่เม็ดเงินลงทุนที่มากกว่า 8,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่มากสุดในรอบ 33 ปีของแสนสิริ ภายใต้แนวคิด “The Best Comes as Standard” ทั้งยั้งนำความคลาสิคของศิลปะโบซาร์ (Beaux-arts) ที่รุ่งเรืองในอเมริกาและยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19-20 ผสานกับงานฝีมือชั้นสูง
Credit : www.98wireless.com
นอกจากนี้ยังเป็นโครงการแรกของแสนสิริ ซึ่งใช้บริษัทที่ปรึกษาด้านดีไซน์ เพื่อพัฒนาคอนโดแห่งนี้ให้สวยงามตามที่ตั้งใจ ตลอดจนใช้เฟอร์นิเจอร์ Ralph Lauren Home ตกแต่งทั้งหมด จนเป็นโครงการเดียวของไทยที่ได้เข้าชิงรางวัลระดับโลก “Best Luxury Residence – Global” จากเวที The International Design & Architecture Awards 2017 ของอังกฤษ
Credit : www.98wireless.com
ราคาเริ่มต้น : 70 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.98wireless.com/
4. Ashton Asoke-Rama 9
Credit : www.ananda.co.th
นอกจากจะมีทำเลสุดโดดเด่นในย่านพระรามเก้า New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพแล้ว โครงการนี้ยังสะดุดตาด้วยตึกแฝดดีไซน์หรูเหนือระดับ ภายใต้แนวคิด Alpha & Omega ที่โดดเด่นและสง่างามกว่าใคร เปรียบเสมือนงานประติมากรรมสำคัญของเมือง
ทางอนันดาเชื่อว่า คอนโดที่ดีต้องเป็นมากกว่าที่พักอาศัย “All Corner Window unit with bay window” จึงเป็นคอนเซปต์หลักของการออกแบบห้องพักของ Ashton ด้วยการให้ห้องพักทุกห้องอยู่ตรงมุมทั้งหมด เพื่อให้มีอากาศถ่ายเท ได้รับลมและแสงธรรมชาติอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
Credit : www.ananda.co.th
ราคาเริ่มต้น : 6.49 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.ananda.co.th/th/condominium/ashton-asoke-rama-9
5. Magnolias Ratchadamri Boulevard
Credit : www.magnolias-ratchadamri
หนึ่งในโครงการ Super Luxury-Mix Used แห่งย่านราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับ “Waldorf Astoria Bangkok” โรงแรมหรู 5 ดาว ที่ผสานเอาความสมัยใหม่และความหรูหราให้อยู่คู่กับค่านิยมเดิมอย่างลงตัว เพื่อให้คุณได้ประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ภายใต้คอนเซปต์ “Truly High Performance Building” แห่งเมืองหลวง
ส่วนตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “กลีบดอกแมกโนเลีย” ตามชื่อโครงการ ทำให้ตัวตึกมีลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้ หมุนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความสูงของคอนโด ให้ฟีลนุ่มนวล นับเป็นความงามอันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ Magnolias Ratchadamri Boulevard ได้เป็นอย่างดี
Credit : www.magnolias-ratchadamri
ราคาเริ่มต้น : 30 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.magnolias-ratchadamri.com/
สรุปท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่าเทรนด์อสังหาฯ บ้านเรา ใช้ปัจจัยหลายอย่างเข้ามาช่วยเรื่องการตลาด ด้วยความเชื่อที่ว่า “บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย” ทำให้ Developer หลายเจ้าต่างพากันงัดกลยุทธ์มาเอาใจผู้บริโภคสุดฤทธิ์
อย่างเรื่องดีไซน์ที่สวยงามและแตกต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้โครงการนั้นๆ ได้รับความนิยมจากลูกค้า จะเห็นได้ว่าโครงการที่เราแนะนำไป ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พิสูจน์ได้ว่า การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้ชัด และตรงมากขึ้น
นอกจาก 5 โครงการอสังหาฯ ที่เราแนะนำไปแล้ว ยังมีบ้านสวยๆ คอนโดเจ๋งๆ ให้เข้าไปดูเป็นแรงบันดาลใจอีกมากที่ Kaidee Property คลิกเลย!
Feb 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันภัยร้ายที่ไม่ทันคาดคิดเกิดขึ้นรอบตัวเราได้เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพที่เราสังเกตจากข่าวได้ว่านับวันยิ่งเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และก็มาพร้อมวิธีการชิงทรัพย์ที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภัยร้ายต่างๆ มักเกิดขึ้นในบริเวณที่เปลี่ยว หรือที่ลับตาผู้คน
บริเวณที่จอดรถเราก็มักพบเจอข่าวเกี่ยวกับการจี้ปล้นอยู่บ่อยครั้ง และสำหรับบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีป้องกันภัยร้ายที่แฝงมากับการจอดรถในที่เปลี่ยว เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ระมัดระวังตัวกัน จะมีวิธีไหนบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย
ไม่จอดรถในที่เปลี่ยว
ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถในที่เปลี่ยว โดยเฉพาะจุดที่เป็นซอกมุมที่ลับตา หรือที่ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาจะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกจี้ ปล้น หรือทำร้ายร่างกายได้ง่าย ดังนั้นจึงควรยอมเสียเวลาหาที่จอดรถในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือในบริเวณที่มีกล้องวงจรปิดจะดีที่สุด
สังเกตบริเวณรอบข้างก่อนขึ้น-ลงรถ
ก่อนที่จะขึ้นรถทุกครั้งควรจะสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีว่ามีใครที่ดูแล้วไม่น่าไว้วางใจตามเรามาหรือเปล่า ถ้าหากว่ามีควรจะรอจังหวะให้มีผู้คนเดินมาเยอะๆ แล้วรีบขึ้นรถในทันที และในกรณีที่จอดรถในที่เปลี่ยว หากจะลงจากรถควรสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีก่อน และถ้าจะหยิบสิ่งของก็ควรจะหยิบเตรียมไว้ให้พร้อมตอนอยู่บนรถ ไม่ควรยืนหันหลังก้มหยิบของอยู่นอกรถ เพราะส่วนใหญ่โจรหรือผู้ร้ายจะรอจังหวะที่เราเผลอเพื่อเข้ามาประชิดตัว
ล็อกรถทุกครั้งเมื่ออยู่ในรถ
ทุกครั้งที่ขึ้นรถมาแล้วควรจะล็อกรถก่อนเป็นอันดับแรกและทำให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันเหล่าโจรและมิจฉาชีพที่มักมาในหลายรูปแบบ ถ้าหากว่ามีคนเคาะกระจกก็ไม่ควรเปิดประตูรถหรือเปิดกระจกทั้งบาน
ตรวจเช็กประตูทุกบานให้มั่นใจว่าล็อกรถแล้ว
หลังจากที่ลงรถแล้วควรล็อกรถและทดลองเปิดประตู เพราะสมัยนี้มีเทคโนโลยีและวิธีต่างๆ ในการขโมย เช่น ตัดสัญญาณกุญแจรีโมทเพื่อไม่ให้เจ้าของรถล็อกรถได้ ดังนั้นเมื่อเราล็อกรถแล้วให้ลองเอามือเปิดประตูทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจ
ไม่วางสิ่งของมีค่าไว้ในรถ
อีกหนึ่งสาเหตุหลักของการตกเป็นเหยื่อโจรทุบกระจก คือการที่เราวางสิ่งของที่มีค่าไว้ภายในรถ เช่น โทรศัพท์ สร้อยทอง โน้ตบุ๊ก เพราะสิ่งของมีค่าเหล่านี้จะสามารถล่อตาล่อใจพวกโจรที่เสี่ยงต่อการโดนงัดรถและทุบกระจกได้เป็นอย่างดี
สรุปท้ายบทความ
เคล็ดลับดังกล่าวที่เราแนะนำไปข้างต้นนั้นอาจจะไม่สามารถช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ซึ่งเป็นเพียงแค่คำแนะนำเพื่อป้องกันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราโดยไม่ทันคาดคิด เพราะภัยร้ายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ
สำหรับใครที่กำลังหาซื้อรถยนต์มือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีรถยนต์จำหน่ายกว่าสามหมื่นคัน
Feb 22, 2021 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันกระแสรถยนต์อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดนั้นกำลังมา ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในเรื่องประหยัดพลังงานน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษให้แก่โลกได้อีกด้วย แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ทำให้ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจมาเลือกซื้อเท่าไรนัก
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อ ผมขอแนะนำให้คุณมาลองอ่านบทความนี้เสียก่อนว่า รถยนต์ทั้งสองประเภทที่เรานั้นได้ยินกันมาตลอดในยุคสมัยนี้ ความเป็นจริงแล้วมันช่วยโลกจริงหรือเปล่า ถ้าจริงมันช่วยอย่างไร หรือถ้าไม่ มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง??
มาทำความรู้จักรถ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนดีกว่า
รถยนต์ไฮบริดคืออะไร รถยนต์ Hybrid Car หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Hybrid Electric Vehicle (HEV) นั้นเป็นเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างน้ำมันและระบบไฟฟ้า ซึ่งภายในของรถจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในการเสริมกำลังขับเคลื่อน ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังคงต้องเติมน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงอยู่ดี แต่จะนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในบางจังวะ
รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ง่าย ๆ ก็คือใช้พลังงานไฟฟ้า 100% นั่นเอง ซึ่งจะเติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการชาร์จไฟ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จกับปั้มน้ำมันที่มีแท่นชาร์จเร็วจะใช้เวลาเพียง 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น
แล้วรถไฟฟ้ามันชาร์จยังไง?
การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีให้เลือกเติมได้อยู่ 2 วิธี
Normal Charge (AC) เป็นการชาร์จแบบธรรมดา แบบที่ติดตั้งกันตามบ้าน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมงQuick Charger (DC) เครื่องชาร์จแบบเร็วที่จะทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเติมได้เต็มได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 40-60 นาที เท่านั้น
รถยนต์ไฟฟ้านั้นช่วยโลกจริงหรือ??
ถ้าพูดในเรื่องของความรักษ์โลกแล้ว มองดูผิวเผินรถยนต์ไฟฟ้านั้นดูเหมือนจะช่วยโลกได้อย่างมหาศาล เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าก่อนเลยว่าทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามันช่วยโลกในด้านไหนกันบ้าง และช่วยได้อย่างไร
ความรักษ์โลก
มาเริ่มกันที่ความรักษ์โลกของรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าก่อนเลย อย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีความรักษ์โลกอยู่แล้ว ซึ่งจะมีด้านไหนบ้าง ไปดูกันเลย!!
ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมัน ส่วนในรถยนต์ไฮบริดก็ใช้น้ำมันไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน
เนื่องจากรถยนต์นั้นใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จึงทำให้ลดการใช้ของเหลวที่ใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ลงไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ทำให้ปล่อยก๊าซที่ส่งผลมลพิษทางอากาศแทบจะเท่ากับศูนย์เลยก็ว่าได้
แต่ในความรักษ์โลก มันก็ทำลายโลกเช่นเดียวกัน
แน่นอนว่าด้วยระบบเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ของทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างมาก แต่คุณรู้กันหรือไม่?? จริง ๆ แล้วเครื่องยนต์และแบตเตอรี่เหล่านี้ก็ทำลายโลกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสาเหตุก็มีดังนี้
ทำลายโลกจากการผลิตแบตเตอรี่
ภัยร้ายที่แท้จริงของรถยนต์เหล่านี้นั้นมาจากตรงนี้เลย ด้วยกระบวนการของการผลิต เพราะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม ทองแดง นิคเคิล เป็นต้น
นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญอย่างมากนั่นก็คือ “ลิเทียม” และ “คาร์บอเนต” ซึ่งการที่จะได้มาของสารทั้งสองชนิดนี้จะต้องสกัดจากน้ำเค็มและน้ำจืด และอาจส่งผลให้ใช้น้ำจืดมากเกินไปในการผลิต
ความจริงของไฟฟ้าที่นำมาเป็นพลังงาน
หากมองในมุมที่กลับกัน ไฟฟ้านั้นผลิตจากอะไรล่ะ?? อีกหนึ่งภัยร้ายที่คุณอาจไม่รู้ พลังงานไฟฟ้าบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีที่มาเฉพาะแค่เขื่อนที่นำน้ำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า แต่ยังรวมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมื่อผลิตแล้วจะสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการใช้รถแบบน้ำมันถึง 2 เท่า ปล่อยออกมาทางอากาศสูงมาก ดังนั้นยิ่งโลกเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร การผลิตไฟฟ้าก็ต้องยิ่งใช้ถ่านหินมากขึ้น ยิ่งสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นไปอีก
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่
ของทุกอย่างบนโลกนี้ ย่อมมีการเสื่อมสลายไปตามกาลและเวลา แบตเตอรี่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพังเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีการผลิตมาเพื่อเปลี่ยนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าตามไป
แต่รถยนต์ไฟฟ้านั้นก็มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดอยู่
ไม่ใช่ว่าการที่บอกเล่าถึงข้อมูลในเรื่องของความจริงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คุณจะควรเลิกซื้อนะ เพราะอย่างไรก็ตาม หากคุณมองว่าท้ายที่สุดค่ายของรถยนต์ต่าง ๆ ยังไงก็ต้องผลิตเพื่อมาทำกำไรอยู่ดี ดังนั้นเราควรมองถึงประโยชน์ที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันดีกว่า
ประหยัดค่าเชื้อเพลิง/พลังงาน
หากเทียบในระยะทางที่เท่า ๆ กันระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมันแล้ว การวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งนั้นจะวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ) ซึ่งการเติมหนึ่งครั้งนั้นใช้เงินเพียง 100-200 บาทเท่านั้น หากเทียบกับรถยนต์น้ำมันที่วิ่งในระยะทางที่เท่ากันแล้วจะต้องจ่ายสูงถึง 500-800 บาทเลยทีเดียว
ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบตัดไฟให้อัตโนมัติเมื่อชาร์จแบตเต็มแล้ว รับรองได้ว่าไม่กินไฟแน่นอน
สมรรถนะ
ไม่พูดไม่ได้เลย สมรรถนะในเรื่องของการเร่งเครื่องนั้น ต้องบอกเลยว่าดีกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำรอบเครื่องให้ถึงแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เข้ามาเกี่ยว ทำให้คุณนั้นสามารถเร่งเครื่องได้ดั่งใจที่ต้องการ
ค่าบำรุงรักษา
ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีเครื่องยนต์ อย่างแรกที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายก็คือค่าน้ำมันที่ต้องเติมในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมันเครื่อง ค่าน้ำมันเบรก เป็นต้น ซึ่งแค่นี้ก็สามารถประหยัดไปได้มหาศาลแล้ว
หากใครที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน หรือมีความรักษ์โลกอยู่ในหัวใจแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำทางเลือกดี ๆ อย่าง Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ทั้งไฟฟ้าและไม่ไฟฟ้า ให้คุณเลือกมากมาย ที่ตรงต่อความต้องการของคุณ
ปากกาขาว
Feb 19, 2021 | บทความยานยนต์
ขอออกตัวก่อนว่าบทความนี้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับแบรนด์รถยนต์ MG แต่ที่หยิบยกเป็นประเด็นเพราะดันไปเจอ Insight ที่ว่าถึงแม้คนจะแซะ MG เยอะ แต่ในความแซะก็มีอีกหลายคนที่สนใจและต้องการหาคำตอบจริงๆ ว่า รถ MG ดีไหม?
เรื่องนี้เลยเข้าข่าย “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” แม้เสียงลือเสียงเล่าอ้างในโซเชียลจะเป็นข้อมูลได้บ้าง แต่แหล่งข้อมูลที่ไม่ควรพลาดอีกช่องทางหนึ่งคือ ถามตรงๆ กับคนที่ใช้รถ MG จริงๆ
เราเลยไปสัมภาษณ์ทั้งคนรู้จัก (พี่ฉอ) และไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว (คุณหมุย และคุณบอล) เพื่อสอบถามประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้ขับรถแบรนด์ MG และเหมือนบังเอิญนิดๆ เมื่อทั้งแขกรับเชิญทั้งสามคนของเราขับ MG ZS โมเดลเดียวกันเป๊ะ
เหตุผลที่ไปดูรถแบรนด์ MG
จะว่าไปแล้วรถแบรนด์ MG ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ของคนที่กำลังจะซื้อรถ แต่ MG ก็เป็นม้านอกสายตาที่หากใครได้ทดลองขับหรือเข้าไปคุยรายละเอียดกับโชว์รูมแล้ว มักได้ผลลัพธ์เป็นความลังเลหรือไม่ก็ใจเอนเอียงมาทาง MG เสมอ
“ตอนแรกตั้งใจซื้อ Jazz นะ แต่พอดีมีคนบอกว่าทำไมไม่ลองดู MG ด้วยล่ะในเมื่อราคาใกล้ๆ กัน พี่เลยลองไปดู ซึ่งจุดแรกที่ชอบมากคือรถทรงสวย ห้องโดยสารกว้าง ซึ่งตอบโจทย์มาก (เน้นเสียง) เพราะเป็นประเภทบ้าสมบัติไงเลยอยากได้รถที่จุของได้เยอะๆ และพอลองขับมันก็โอเคอยู่นะ” พี่ฉอบอกแบบนั้น
ในขณะที่ Export Sales อย่าง “คุณหมุย” เธอเล่าว่าตั้งใจไปซื้อรถในงาน Motor Show ระหว่างเดินดูเจ้าหลักๆ อยู่ดันหันไปเห็นป้าย MG เลยแวะดูและพบว่าราคาไม่แรงมาก เป็นราคาที่จับต้องได้ ฟังก์ชันที่ติดมากับรถครบทุกอย่าง ทั้งกล้องหลัง ล้อแม็ค เบาะหนัง และอื่นๆ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจจอง MG ที่งานนั้นเลย
ส่วน “คุณบอล” ให้เหตุผลว่าต้องการเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นรถครอบครัว ก่อนหน้านั้นเขาเซอร์เวย์ค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Honda HR-V และ Toyota CH-R ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขายอมรับว่าดีไซน์ทั้งสองแบรนด์นั้นสวยแต่พื้นที่ใช้สอยภายในรถยังไม่ตรงกับสเปคที่คิดไว้ จึงเปิดใจกับแบรนด์ใหม่อย่าง MG ซึ่งคุณบอลและแฟนต่างถูกใจในรูปลักษณ์ของรถและราคาที่ไม่แพงจนเกินไป
สภาพ MG ZS สีดำของพี่ฉอในวันรับรถจากโชว์รูม
ประสบการณ์ขับขี่ MG ZS เป็นอย่างไรบ้าง
แม้ไม่ใช่แฟนพันธ์ุแท้เรื่องรถยนต์หรือคนที่ขับรถมาอย่างช่ำชอง แต่ในฐานะคนซื้อรถเพื่อใช้งาน ทั้งสามคนแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวในประเด็นคล้ายๆ กัน
คุณหมุย พูดถึง MG ZS วัย 2 ปี 8 เดือนของเธอว่า “ตั้งแต่ซื้อมายังไม่เคยเจออาการงอแงแบบใหญ่ๆ เลย เรื่องสมรรถนะการขับขี่พี่ว่าช่วงล่างแน่นดี เข้าโค้งโอเค แต่มีอืดๆ หน่อยตอนช่วงออกตัว แต่ถ้าได้รอบแล้วรถนี่ปลิวเลย ขับต่างจังหวัดดีมาก”
เรื่องการออกตัวอืด คุณบอลและพี่ฉอก็รู้สึกเช่นกัน แต่ทั้งสองคนไม่ได้มองเป็นปัญหา กลับรู้สึกปลอดภัยด้วยซ้ำ ว่ารถจะไม่พุ่งเร็วเกินไปจนอาจเกิดอันตรายได้
“ผมเคยขับ Civic มาก่อน เหยียบทีนี่พุ่งเลย แต่ MG ไม่เป็นอย่างนั้น มันจะหนืดๆ หน่อย ซึ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัยกว่า เพราะเราตั้งใจให้คันนี้เป็นรถครอบครัวไง ฉะนั้นเรื่องเหยียบคันเร่งแล้วรถออกตัวช้าจึงไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร” คุณบอลอธิบายเพิ่ม
ยังมีประสบการณ์ขับขี่อีกอย่างที่ทั้งคู่เห็นตรงกัน นั่นคือเมื่อต้องขับรถที่ความเร็วมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไม่มีอาการสั่นหรือส่ายเลยจึงขับได้อย่างมั่นคง เรื่องความสูงของรถก็ช่วยให้วิสัยทัศน์การมองที่ดี เห็นถนนหนทางได้ค่อนข้างกว้าง หรือเวลาต้องขับผ่านลูกระนาดก็ไม่ต้องกลัวว่าใต้ท้องรถจะขูดโดน
“พี่ชอบ MG อีกเรื่องคือแอป i-SMART ที่ลิงค์กับมือถือ (ในพาร์ทของ Remote Vehicle Control) มันเอาไว้เช็คสถานะของรถตอนไหนก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาเคยเผลอแบบว่าจำไม่ได้ว่าล็อครถแล้วหรือยัง แทนที่ต้องเดินกลับไปลานจอดรถ เราก็แค่เปิดแอปดู และกดคำสั่งล็อคให้เรียบร้อย แต่มีบางครั้งเหมือนกันที่แอปออกอาการเพี้ยนๆ ซึ่งเข้าใจว่าเราน่าจะไม่ได้อัปเดตเวอร์ชันมากกว่า” พี่ฉอกล่าว
คุณบอลเลือก MG ZS รุ่นท้อปเพื่อใช้เป็นรถครอบครัว
อะไรใน MG ZS ที่อยากให้ปรับปรุง
เป็นธรรมดาที่ว่าไม่มีรถคันไหนเพอร์เฟ็คเต็มร้อย MG ZS ก็เช่นกัน เราพบว่าปัญหาที่แขกรับเชิญเจอบ่อยที่สุดคือ i-SMART ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่เป็นจุดขายใหญ่ของ MG แต่กลับรวนอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะระบบสั่งงานด้วยเสียงที่มักดังขึ้นเองโดยที่ยังไม่ได้สั่งการ หรือเริ่มต้นสั่งด้วยประโยคคลาสิก “Hello MG” แล้วแต่ไร้การตอบสนอง
พี่ฉอให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงปัญหาที่เจอว่า “เรื่องระบบไฟก็เป็นบ่อยนะ เช่น เปลี่ยนคลื่นวิทยุไม่ได้ ปิดแอร์ไม่ได้ หรือเวลาเปิดไฟเลี้ยวแล้วไม่มีเสียงเตือน ซึ่งถ้าเป็นปกติมันจะมีเสียงเตาะๆ ให้รู้ว่าเรากำลังเปิดไฟเลี้ยวอยู่ ถ้าเจอกรณีพวกนี้พี่ใช้วิธีดับเครื่องและสตาร์ทใหม่ บางครั้งรอบเดียวก็รีเซ็ทได้ บางครั้งก็ต้องทำสัก 2-3 รอบถึงจะกลับมาปกติ”
“พี่ว่าเขาควรปรับปรุงวัสดุตัวรถอีกหน่อย มันบอบบางไป ดูไม่แข็งแรงเท่าไร ให้ 6 เต็ม 10 พอ ส่วนเรื่องบริการหลังการขายอันนี้ยังไม่ประทับใจ สู้แบรนด์คู่แข่งไม่ได้ต้องปรับปรุงให้มืออาชีพกว่านี้ เวลาติดต่อก็ยาก มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเข้าศูนย์ค่อนข้างจุกจิก” คุณหมุยเผยจุดบกพร่องที่พบเจอมา
หน้าตาโปรแกรม i-SMART ที่เป็นจุดขายของรถ MG ที่ผู้ใช้ตัวจริงลงความเห็นว่าควรปรับปรุงให้เสถียรกว่านี้
ถ้ามีคนมาถามว่า MG ดีไหม จะตอบหรือให้คำแนะนำเขาอย่างไร
มาถึงคำถามสุดท้ายที่เราเองก็อยากรู้ว่าคนมีประสบการณ์อย่างพวกเขาจะแนะนำคนอื่นอย่างไร คุณหมุยขอตอบคนแรกแบบเคลียร์ๆ ว่า “กับ MG ZS พี่ว่ามันเป็น SUV Car ที่โอเคนะ ได้ครบในราคาที่ไม่แรง ถ้าไม่ติดแบรนด์ MG ไม่ได้แย่เลย ที่สำคัญต้องลองไปขับและลองเปิดใจดู”
ส่วนคุณบอลที่บอกมาตั้งแต่แรกว่าใช้ MG แล้วแฮปปี้ให้คำแนะนำกับเราว่า “ผมพูดตามความเป็นจริง รถมันขับโอเค แล้วเราก็ไม่ได้เจอปัญหาหนักหน่วงเหมือนที่เห็นในโซเซียลด้วย แม้ตอนแรกจะกังวลว่าเป็นของจีน ของไม่น่าจะดี เพราะ perception มันเป็นแบบนั้น แต่พอมาขับจริงๆ แล้วรู้สึกคุ้มค่า ส่วนคุณจะซื้อตามหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวนะ ต้องไปลองเอง ชอบไม่ชอบคุณตัดสินใจ”
สุดท้ายเป็นเสียงจากพี่ฉอ “MG ดีไหม? ดี .. ถ้าไม่ยึดติดกับยี่ห้อมากนะ และเทียบกับยอดเงินที่ต้องจ่ายไปกับสเปครถที่ให้มาครบ อาจไม่ได้เทคโนโลยีจ้า แต่ก็มีให้ใช้งานในระดับที่น่าพอใจ เรียกว่าได้ครบในราคามิตรภาพล่ะกัน สรุปคือ แนะนำให้ลองใช้ดู”
สรุปท้ายบทความ
การซื้อรถสักคันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลและเวลาในการพิจารณาอยู่เสมอ สำคัญคือการศึกษาอย่างรอบด้าน หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตก็ส่วนหนึ่ง โบรชัวร์จากโชว์รูมรถก็ส่วนหนึ่ง การถามไถ่ประสบการณ์ของผู้ที่ใช้ก็ส่วนหนึ่ง แต่สุดท้ายคือการไปลอง ไปดูรถด้วยตัวเอง เปิดประตูเข้าไปนั่ง เข้าไปรู้สึก และลองขับด้วยประสบการณ์ของตัวเอง คุณเท่านั้นแหละที่จะตอบได้ว่า MG ดีไหม?
ส่วนใครที่อยากเปรียบเทียบราคา หรือค้นหา MG โมเดลที่ชอบ แวะมาเจอกันได้ที่ Kaidee Auto ได้เลย
—————————–
รู้จักกับรถยนต์แบรนด์ MG เพิ่มเติม
MG คือใคร? แบรนด์รถยนต์ MG (ย่อมาจาก Morris Garages) ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษโดย William R Morris ภายใต้การดำเนินธุรกิจของ Morris Motors Limited ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนแปลงมือเจ้าของหลายครั้ง อาทิ British Motor Corporation, The MG Division of BMC, British Leyland Motor Corporation และ MG Rover Group กระทั่งในปี 2005 แบรนด์รถ MG ก็ถูกซื้อโดย Nanjing Automobile Group ซึ่งต่อมารวมเข้ากับ SAIC Motor Corporation ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ในปี 2013 SAIC จับมือเครื่อเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ร่วมทุนตั้งบริษัท SAIC Motor-CP จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายรถยนต์สัญชาติอังกฤษในประเทศไทยและอาเซียน โดยเริ่มจำหน่ายรถยนต์ MG6 เป็นรุ่นแรกในเดือนกรกฏาคม ปี 2014 และเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมียอดขายในปี 2020 สูงถึง 28,316 คัน หรือเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2019
ปัจจุบัน MG มีรถวางจำหน่ายกี่รุ่น? มีทั้งหมด 9 รุ่น ได้แก่ – All New MG3 : รถยนต์ 5 ประตู เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มี 5 รุ่นย่อย ราคา 519,000 – 629,000 บาท – MG HS : รถอเนกประสงค์ SUV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด มี 3 รุ่นย่อย ราคา 919,000 – 1,119,000 บาท – MG HS PHEV : รถอเนกประสงค์ SUV แบบ Plug-in Hybrid เครื่องยนต์เบนซินเทอโบขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุขนาด 16.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 1,359,000 บาท – New MG ZS : รถยนต์ Compact SUV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 15S4C DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด มี 3 รุ่นย่อย ราคา 689,000 – 799,000 บาท – MG ZS EV : รถยนต์ Compact SUV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor กำลัง 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 150 แรงม้า อัตราเร่งสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุขนาด 44.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 1,190,000 บาท – MG EP : รถ Station Wagon ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูบแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor กำลัง 136 แรงม้า พร้อมแรงบิด 260 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 50.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 988,000 บาท – MG Extender GC : รถกระบะ 2 ประตู (Cab) เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 Cylinders DOHC 16 Valve Turbo Intercooler มี 5 รุ่นย่อย ราคา 549,000 – 729,000 บาท – MG Extender DC : รถกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 Cylinders DOHC 16 Valve Turbo Intercooler มี 4 รุ่นย่อย ราคา 759,000 – 1,029,000 บาท – MG V80 : รถตู้ 11 ที่นั่ง เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร 136 แรงม้า เกียรอัตโนมัติ 6 สปีด Selematic มี 2 รุ่นย่อย ราคา 988,000 -1,038,000 บาท