Feb 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
“แกๆ แม่ฉันอยากขายบ้าน แกว่าฉันควรขายเองหรือฝากขายดีอ่ะ?”
คำถามเบสิคที่ถ้าใครมีที่อยู่อาศัยหรือที่ดินอยากขาย คงต้องเคยมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่ไม่ต้องสงสัยกันนานค่ะ วันนี้ Kaidee รวบรวมข้อมูลน่าสนใจมาช่วยเพื่อนๆ พิจารณากันแล้วว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน
ขายบ้านเอง นักเลงพอ
“เสียดายค่านายหน้า 3%” คือเหตุผลหลักของคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจขายอสังหาฯ มือสองด้วยตัวเอง และถ้าใครได้ลองค้นกระทู้ในพันทิปมาอ่านจะพบว่ากว่าร้อยละ 80 ของคนที่แสดงความคิดเห็นล้วนเชียร์ให้เจ้าของทรัพย์ประกาศขายเองทั้งนั้นเพื่อไม่ต้องเสียเงินส่วนต่างดังกล่าว ซึ่งคงพอทำให้มือใหม่อุ่นใจได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม การเก็บเงินที่ได้จากการขายอสังหาฯ แบบเต็มจำนวนจำเป็นต้องแลกด้วยเวลาและกำลังแรงกายแรงใจของเจ้าของทรัพย์ในการทำการบ้านหาข้อมูล ถ่ายภาพ ลงประกาศขายบ่อยๆ และดำเนินธุรกรรมเมื่อถึงเวลาที่ขายได้ ซึ่งอาจกินระยะเวลามากน้อยแตกต่างกันไป
เทคนิคขายเองให้ได้ผล
สิ่งสำคัญคือการหาและให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่หาข้อดีของพื้นที่โดยรอบที่ตั้งของทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นจุดขายมาจูงใจผู้ซื้อ เช่น ใกล้ห้างสรรพสินค้า มีทางด่วนวิ่งเข้าใจกลางเมืองได้ง่าย หรือแปลงที่ดินติดถนนใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งสำรวจราคาตลาดว่าโปรดักส์ที่เราจะขาย คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นเขาขายกันเท่าไร เพื่อกำหนดราคาขายที่เหมาะสม เพราะหากเราตั้งราคาสูงเกินไปก็จะทำให้ขายยากหรือถ้าขายก็อาจใช้เวลานานนับปี
นอกจากนี้ยังควรศึกษาแผนพัฒนาผังเมืองเพื่อทราบศักยภาพของทำเลในอนาคต อาทิ เป็นทำเลที่มีโครงการรถไฟฟ้าวิ่งผ่านในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือเป็นโซนที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์กำลังเข้ามาพัฒนา ซึ่งจุดนี้มีส่วนช่วยให้เราสามารถอัปราคาได้อีกและไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังเพราะ “ขายหมู” (ขายได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้) โดยเฉพาะทรัพย์สินประเภทที่รอเวลาขายได้
ขั้นตอนถัดมาที่เจ้าของทรัพย์ต้องทำคือป่าวประกาศเพื่อให้ผู้คนได้ทราบมากที่สุด ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์อสังหาฯ มือสอง หรือมาประกาศในเว็บ Kaidee.com ก็ได้นะ และที่ขาดไม่ได้คือการบอกต่อให้บรรดาบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อนร่วมคอนโด หรือแม้แต่นิติฯ หมู่บ้านได้ทราบว่าเรามีที่ดิน มีบ้าน มีห้องที่พร้อมจะขาย โดยพบว่า เปอร์เซ็นต์การขายอสังหาฯ ด้วยตัวเองที่มาจากการบอกแบบปากต่อปากนั้นสามารถปิดจบการขายได้เร็วกว่าช่องทางอื่นๆ
นอกจากนี้เจ้าของทรัพย์ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างจริงใจโดยเฉพาะเรื่องของสภาพทรัพย์สินที่จะขาย (ภาพถ่ายตรงปก) แผนที่ตั้ง (แชร์โลเคชันด้วยจะดีมากๆ) และราคา พร้อมทั้งปิดป้ายประกาศ ณ จุดขายให้ชัดเจน เพราะพฤติกรรมคนซื้อส่วนใหญ่มักแวะเวียนมาดูสินค้าก่อนเสมอ ป้ายเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนผู้ขายได้อีกทางหนึ่ง
เมื่อเจรจาต้าอ่วยตกลงซื้อขายกันได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เจ้าของทรัพย์ต้องปฏิบัติคือการทำ “สัญญาจะซื้อจะขาย” หรือเรียกอีกอย่างว่า “สัญญาวางเงินมัดจำ” เพื่อการันตีว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคตแน่ๆ รวมทั้งเป็นสัญญาที่แสดงข้อตกลงความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าธรรมเนียมโอน ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย และค่าจดจำนอง ฯลฯ ว่าใครต้องจ่ายส่วนไหนบ้างเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในวันโอน ซึ่งหลังจากทั้งสองฝ่ายเคลียร์เอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้วจึงจบลงด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินเป็นลำดับสุดท้าย
ฝากขาย สบายกว่า
สำหรับใครที่ไม่มีเวลาหรือยุ่งเกินกว่าจะรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามมากมายจากผู้สนใจซื้อ การฝากให้ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ช่วยดูแลถือว่าตอบโจทย์ เพราะคนเหล่านี้จะทำหน้าที่แทนเจ้าของทรัพย์ในส่วนที่เป็นงานติดป้ายประกาศตามสื่อต่างๆ เป็นตัวกลางเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อเพื่อขอกู้สินเชื่อกับธนาคาร รวมถึงจัดการเอกสารสัญญาต่างๆ โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าจ้างใดๆ จนกว่าทรัพย์นั้นจะขายได้
ส่วนเจ้าของทรัพย์ยังคงต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเช่นเดียวกับการประกาศขายอสังหาฯ เอง ว่าจะขายอะไร มีภาพถ่ายอย่างไร สภาพของบ้านมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งรวมด้วยไหม ราคาขายหรือราคาปล่อยเช่าเท่าไร (หากอสังหาริมทรัพย์ของเรามีศักยภาพ เช่น อยู่ในทำเลดี มีความต้องการซื้อสูง หรือสามารถนำไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ เอเจนท์มืออาชีพส่วนใหญ่จะช่วยประเมินราคาที่เหมาะสมให้ด้วย) ราคาดังกล่าวรวมค่าคอมมิชชันแล้วหรือยัง และในกรณีทรัพย์รอขายเป็นที่ดินเรายังต้องแสดงเอกสารหลังโฉนดเพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินตัวจริง และหากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ก็ต้องเตรียมใบระวางที่ดินให้เอเจนท์ด้วย
ค้นหาตัวแทนขายอสังหาฯ มืออาชีพ
ปัจจุบันมีตัวแทนขายอสังหาฯ ให้เลือกจำนวนมากทั้งในรูปแบบบริษัทและรับงานอิสระ ซึ่งเราอาจพิจารณาเลือกใช้บริการโดยดูจากชื่อเสียง หรือขอคำแนะนำจากผู้ที่เคยใช้บริการ หรืออาจลองให้นายหน้าเหล่านั้นได้ลงมือทำงานจริงและวัดผลในช่วง 3-4 เดือน หากไม่มีอะไรคืบหน้าก็เปลี่ยนเจ้าใหม่ เพราะเรื่องแบบนี้ค่อนข้างฟันธงยากว่าเจ้าไหนจะขายได้ราคาดีหรือเร็วกว่ากัน เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องคำนึงทั้งในฝั่งผู้ขาย เช่น กำหนดราคาไว้สูงไหม ทำเลที่ตั้งอสังหาฯ ดีหรือเปล่า ระดับความต้องการปล่อยขายทรัพย์เร็วหรือรอได้ ฯลฯ และในฝั่งนายหน้าว่ามีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน ฐานลูกค้าในมือแน่นหรือเปล่า รวมไปถึงพันธะสัญญาระหว่างเอเจนท์กับผู้ขายที่เป็นทั้งภาระผูกพันและแรงจูงใจในเวลาเดียวกัน
กล่าวคือ หากมีการผูกขาดสิทธิ์ไว้กับเอเจนท์รายใดรายหนึ่ง (ทำสัญญาแบบปิด) หรือเจ้าของทรัพย์ยินดีให้ค่าตอบแทนมากกว่ามาตรฐาน 3% ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ตัวแทนรายนั้นโฟกัสการขาย ทำการบ้านมากขึ้นเพื่อซัพพอร์ทให้ทรัพย์ของเราสามารถดึงดูดความสนใจผู้ซื้อ หรือเลือกทรัพย์ของเราไปนำเสนอลูกค้าเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะปล่อยของได้เร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ กรณีทำสัญญาแบบมีเอ็กซ์คลูซีฟเอเจนท์ หากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้หาลูกค้าได้เองก็ยังต้องจ่ายค่าคอมมิชชันให้นายหน้าเช่นเดิม
ในทางกลับกันหากเจ้าของทรัพย์ทำสัญญาแบบเปิดหรือพูดง่ายๆ ว่าฝากขายกับนายหน้าหลายๆ เจ้าพร้อมกัน (รวมถึงประกาศขายเองด้วย) แม้จะหว่านของขายได้กว้างขึ้น เข้าถึงผู้ซื้อได้หลายกลุ่ม แต่ในมุมมองของเอเจนท์ วิธีการนี้คือความไม่แน่นอนและไม่มั่นคงขั้นสุด เนื่องจากไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ดังนั้นระดับความทุ่มเทใส่ใจจึงน้อยกว่าแบบสัญญาปิด และนายหน้ามืออาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมร่วมวงไพบูลย์ทำตลาดในกลุ่มนี้ด้วย
สรุปท้ายบทความ
การขายอสังหาฯ มือสองแบบขายเองหรือฝากขายเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไป หากเรามีเวลาและต้องการรับเงินจากการขายเต็มจำนวน การลงมือขายโดยทำเองทุกขั้นตอนย่อมเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ในมุมกลับกันถ้าเราไม่อยากเสียเวลาจุกจิกหรือเห็นว่ามีกิจกรรมอื่นที่สร้างรายได้ได้มากกว่าค่านายหน้า การใช้บริการตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ก็นับเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแล้วจริงๆ
แต่ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีการไหนก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเมื่อประกาศขายแล้วจะมีคนซื้อทันที เพราะอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม หรือที่ดินล้วนเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงและมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อได้หลายมิติ ทั้งทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ราคา ความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนจังหวะเวลาและความเชื่อ “บ้านเลือกคน ที่ดินเลือกเจ้าของ” ที่ยากจะพิสูจน์ได้อีกด้วย
เอาล่ะ! ใครอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วอย่าให้เสียเวลาเปล่า ลงมือประกาศขายอสังหาฯ มือสองที่ Kaidee Property กันสักตั้งดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็เป็นสำรวจตลาดก่อนตัดสินใจว่าจะขายเองหรือฝากขายดี
Feb 23, 2021 | บทความยานยนต์
เป็นไหมคะ? เวลาอยู่บนถนน ขับๆ ไปแล้วเจอรถบางคันขับยึกยัก จะเลี้ยวก็ไม่เลี้ยว จะแซงก็ไม่แซงสักที เชื่อว่าคำถามแรกที่หลายๆ คนคิดขึ้นมาในใจ “ผู้หญิงขับรถหรือเปล่า”
หลายต่อหลายครั้งที่ได้ยินประโยคดังกล่าว จนเรารู้สึกตั้งคำถามว่า “เพศสภาพ” ส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับรถจริงเหรอ ในยุคที่ความเท่าเทียมทางเพศเดินหน้ามาไกลขนาดนี้ มาดูกันว่า “คำดูแคลน” และ “ถ้อยคำปรามาส” เหล่านี้ ในทางสถิติและจิตวิทยาต่างๆ จะลบล้างคำสบประมาทแบบนี้ได้หรือไม่?
ผู้หญิงขับรถแย่กว่าผู้ชาย จริงหรือไม่?
ข้อมูลจากสถาบันประกันความปลอดภัยทางหลวง (Insurance Institute for Highway Safety) ของอเมริกา เก็บข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลก พบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดในปี พ.ศ. 2560 กว่าร้อยละ 70 เป็นผู้ชาย รวมไปถึงจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึงสองเท่า
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เสริมไปในทางที่ว่า “ผู้ชายไม่ได้ขับรถดีกว่าผู้หญิงสักเท่าไร” ทั้งอัตราการดื่มแอลกอฮอลล์ที่มากกว่าผู้หญิง รวมไปถึงสัญชาตญาณความเป็นแม่อันเด่นชัดของเพศหญิง ที่มีความ “ระมัดระวัง” และ “ละเอียดรอบคอบ” มากกว่าเพศชาย
จากข้อมูลที่เล่าไป จะเห็นได้ว่าย้อนแย้งกันอยู่พอสมควร…
คำถามที่ว่า “ผู้หญิงขับรถแย่กว่าผู้ชายจริงหรือไม่” ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันเป็นวงกว้าง มีทั้งฝั่งที่ว่าผู้ชายขับดีกว่า และทีมที่แย้งขึ้นมาว่า ผู้หญิงต่างหากที่ขับดีกว่า เพื่อให้แฟร์กับทั้งสองฝ่าย เราลองไปดูทั้งสองมุมมองไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ!
เมื่อผู้หญิงขับรถ?
1. อัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ชาย
จากข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัว ต้องยอมรับกันว่าความรู้เรื่องยานยนต์ ทักษะบางอย่าง รวมไปถึงการตัดสินใจของผู้ชาย ค่อนข้างทำได้ดี และแม่นยำกว่าผู้หญิงพอสมควร
ทั้งนี้ตัวเลขทางสถิติบนท้องถนนของสถาบันประกันความปลอดภัยทางหลวง กลับไม่สอดคล้องกับปัจจัยดังกล่าว อุบัติเหตุหลังพวงมาลัยมักเกิดขึ้นกับผู้ชาย และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อัตราการเสียชีวิตของผู้ชายยังมากกว่าผู้หญิง
สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ย 5 ถึง 10 ปี กว่าร้อยละ 85 ของผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปีเป็นผู้หญิง – อ้างอิงจากการศึกษาของ New England Centenarian Study ที่มหาวิทยาลัยในบอสตัน
2. รักษากฎจราจรมากกว่าผู้ชาย
ผู้หญิงมีแนวโน้มรักษากฎจราจรมากกว่าผู้ชาย มีข้อมูลยืนยันจาก
งานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงข้อมูลจากชมรมนักศึกษาเมาไม่ขับ (Students Against Drunk Driving) ที่เปิดเผยว่า นักเรียนชายร้อยละ 12.5 ไม่เคยคาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนนักเรียนหญิงมีเพียงร้อยละ 7.8 เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเสริมว่า ผู้หญิงนิยมคาดเข็มขัดนิรภัยมากกว่าผู้ชาย ถือเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ มากกว่าเทคนิคยานยนต์ หรือทักษะใดๆ เอาความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหลัก
3. มีความละเอียดรอบคอบมากกว่าผู้ชาย
ทั้งนี้อัตราการเสียชีวิตที่ต่ำและการรักษากฎจราจรที่เข้มงวดของผู้หญิงนั้น พื้นฐานทั้งหมดมาจากความละเอียดรอบคอบ โดยธรรมชาติของเพศแม่ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความระแวดระวัง อาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่ชอบเสี่ยงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงมีอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เคยมีการสำรวจในกลุ่มผู้ชายอายุ 16-29 ปี พบว่าเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มากกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน และเหตุร้ายแรงเหล่านั้นมักเกิดกับคนขับที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
เมื่อผู้ชายขับรถ?
1. ความรวดเร็วในการตัดสินใจดีกว่าผู้หญิง
สิ่งหนึ่งที่ผู้ชายและผู้หญิงหลายคนยอมรับตรงกัน คือผู้ชายตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าผู้หญิง ทั้งยังขับรถได้ดีมีประสิทธิในเส้นทางที่ยาก
ด้วยระบบสมองของผู้ชาย ที่มีส่วน “Parietal Lobe” มากกว่าผู้หญิง ทำให้การคำนวณระยะห่าง พื้นที่และขนาดต่างๆ ทำได้ยอดเยี่ยมฉับไว สอดคล้องกับสัญชาตญาณ “นักล่า” ผู้มีหัวใจรักความเร็ว ชอบความท้าทายและโปรดปรานการเดินทาง จึงไม่แปลกที่หนุ่มๆ จะเข้าใจแผนที่ได้ง่าย จอดรถได้คล่องแคล่วกว่าสาวๆ
2. นักแข่งรถที่ได้แชมป์ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย
ความที่สัญชาตญาณและระบบสมองของผู้ชายเป็นเช่นนั้น จะเห็นได้ว่าตามการแข่งขันประลองความเร็วรถ น้อยครั้งมากที่ผู้ชนะจะเป็นผู้หญิง รวมถึงวิศวกร สถาปนิก นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลก ล้วนแล้วแต่เป็นเพศชายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไอแซก นิวตัน ชาลส์ ดาร์วิน ฯลฯ
…ปฏิเสธไม่ได้ว่าธรรมชาติรังสรรค์สิ่งเหล่านั้นให้ผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง
3. มีประสบการณ์กับรถยนต์มากกว่าผู้หญิง
รถยนต์ (ใช้น้ำมัน) กำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลกใบนี้โดย “คาร์ล เบ็นทซ์ (Karl Friedrich Benz)” ในปี 1886 และถูกพัฒนาระบบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาและเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น “ผู้ชาย” คือทีมพัฒนาที่วางรากฐานมาตั้งแต่ต้น
ส่งผลให้ความรู้เรื่องระบบเครื่องยนต์ ส่วนประกอบ กลไกรถของผู้ชายลึกซึ้งและแม่นยำกว่าสาวๆ ทั้งยังมีข้อมูลยืนยันว่า ผู้ชายมีแนวโน้มเริ่มขับรถตั้งแต่อายุยังน้อย และชอบขับรถมากกว่าผู้หญิง ความที่พื้นฐานความสนใจของพวกเขามาทางนี้ตั้งแต่แรก จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะบังคับพวงมาลัยได้อย่างคล่องแคล่ว
ผู้หญิง VS ผู้ชายขับรถดีกว่า?
จากข้อมูลที่ให้ไปของทั้งสองฝั่ง จะเห็นได้ว่าทั้งหญิงและชายมีข้อดีข้อเด่นในการ
ขับรถแตกต่างกันไป ความที่ผู้หญิงเน้นความละเอียดรอบคอบเป็นหลัก ทำให้บางครั้งการตัดสินใจอาจจะไม่ทันท่วงที มีอาการลังเลให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดประโยคที่ว่า “ผู้หญิงขับรถแย่”
ทว่าจากจากตัวเลขสถิติการเสียชีวิตและอุบัติเหตุที่ร้ายแรงบนท้องถนน ตกไปอยู่กับเพศชายมากกว่า สะท้อนได้ว่า ความมั่นใจหลังพวงมาลัยและการตัดสินใจที่รวดเร็ว อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอไป
สำหรับเราแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน อายุเท่าไร เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณอะไรไม่สำคัญ หากคุณปฏิบัติตามกฎจราจร มีมารยาทบนท้องถนน ไม่ประมาทจนทำให้ใครเดือดร้อน นั่นคือสิ่งสำคัญ จะชายหรือหญิงก็ไม่ต่างกัน เพราะทั้งฝ่ายมีข้อบกพร่องและข้อได้เปรียบกันคนละด้าน อยากให้เน้นเป็นเป็นรายบุคคลมากกว่า
ส่วนคำตอบที่ว่า ผู้หญิงขับรถแย่กว่าผู้ชายจริงไหม…
ขอถามก่อนว่า ความหมายคำว่าแย่ของคุณเป็นแบบไหนกันคะ?
ถ้าในแง่ของความปลอดภัย เราว่าไม่นะ…
Feb 23, 2021 | บทความยานยนต์
อีกหนึ่งปัญหาสุดคลาสสิกสำหรับการเดินทางนั่นก็คือ อาการง่วงนอนขณะขับรถ ถึงแม้ว่าเราจะนอนพักผ่อนมาเต็มที่ขนาดไหน แต่ถึงเวลาที่ต้องขับรถเป็นเวลานานก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียจนเกิดอาการง่วงนอนเกิดขึ้นได้
ถ้าหากคุณรู้สึกว่ามีอาการหาวบ่อย หนังตาใกล้จะปิดเองแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือรู้สึกวูบในระยะสั้นๆ นั่นหมายความว่าอาการง่วงเข้ามาครอบงำคุณแล้ว วันนี้ Kaidee จะมาแชร์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้คุณได้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง เพื่อขับรถเดินทางต่อไปให้ถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพ
ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ผ้าเย็น และดมยาดม
ความง่วงในการขับรถระยะทางไกลเกิดจากการโฟกัสกับเส้นทางเดิมๆ เป็นเวลานาน ลองแวะปั๊มระหว่างทาง แล้วล้างหน้าล้างมือ ใช้ผ้าเย็นลูบศีรษะและท้ายทอยให้รู้สึกเย็น พร้อมสูดยาดมสมุนไพรเข้าปอดก็จะช่วยทำให้คุณกลับมาสดชื่นอีกครั้งได้
แวะยืดเส้นยืดสาย
ตลอดการขับรถจะต้องนั่งท่าเดิม พร้อมกับเท้าที่อยู่บนคันเร่ง และสองมือวางบนพวงมาลัย แน่นอนว่าจะต้องเกิดอาการเมื่อยล้าจนทำให้ง่วงอย่างแน่นอน การแวะจอดรถที่ปั๊มเพื่อลงมายืดเส้นยืดสาย ทำกายบริหารตามวิถีครูพละก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยไล่ความง่วงได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน
ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
มาที่เครื่องดื่มกันบ้างสำหรับใครที่ต้องการเครื่อมดื่มที่คึกคัก เราอยากแนะนำกาแฟเย็นแบบกดเองที่เซเว่น-อีเลฟเว่น รับรองว่าตื่นแน่นอน และถ้าคุณไม่ใช่สายกาแฟก็ลองเครื่องดื่มชูกำลังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน
เปิดเพลงที่ชอบหรือจัดเพลงแดนซ์สนุกๆ
สร้างอารมณ์ร่วมไปกับการขับรถที่แสนยาวนานด้วยการเปิดเพลงเพลย์ลิสต์โปรดของคุณแล้วร้องตาม หรือจะดึงตัวเองออกจากภวังค์แห่งความง่วงไปกับเพลงบีทหนักๆ โฟกัสกับเส้นทาง และโยกศีรษะไปตามจังหวะเพลง
ฟังเรื่องสยองขวัญ
เรารู้ว่าผู้อ่านหลายคนเป็นคนที่กลัวผีแต่ก็ชื่นชอบที่จะฟังเรื่องผี ลองเปิดรายการผีทางยูทูป หรือดาวน์โหลด Podcast เรื่องผีเก็บไว้ฟังระหว่างขับรถในตอนกลางคืน อย่างน้อยก็ทำให้เกิดสมาธิและขับรถได้อย่างเพลิดเพลิน แต่อย่าตระหนกตกใจเกินไปจนเกิดอุบัติเหตุนะ
ง่วงจนไม่ไหว ควรแวะงีบสัก 25-30 นาที
ถ้าคุณรู้ตัวว่าง่วงหนักจนไม่ไหวแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการจอดที่ปั๊มน้ำมันที่มีคนพลุกพล่านเพื่อพักนอนหลับสัก 25-30 นาที ให้ร่างกายได้หลับลึกตามรูปแบบของ Power Nap ซึ่งจะสามารถทดแทนการนอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อครั้งเลยทีเดียว หลังจากตื่นแล้วจะทำให้คุณสามารถขับรถต่อถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
สรุปท้ายบทความ
ไอเดียทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปเป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้นเท่านั้น แต่วิธีการแก้ปัญหาอาการง่วงที่ดีที่สุดก็คือ ง่วงแล้วไม่ควรขับ ถ้ารู้ตัวว่าง่วงก็ต้องแวะนอนพัก หรือเปลี่ยนให้คนอื่นช่วยขับก็จะดีกว่า สิ่งสำคัญของท้องถนนไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเรา แต่ยังมีผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ที่ทุกคนก็ต่างรักชีวิตของตัวเอง เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
Feb 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สวัสดีทุกคน เราชื่อ “โบนัส” จริงๆ เราไม่มั่นใจเลยที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนให้เพื่อน ๆ เข้าใจได้หรือเปล่า แต่เราอยากแชร์เลยลองเขียนดู หวังว่าเรื่องนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังเผชิญหน้าหรือคิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคนี้อยู่บ้างนะ 🙂
“จุดเริ่มต้น”
ตั้งแต่เด็กจนโต เราอยู่กับความคาดหวังสูงเสียดฟ้ามาตลอด แล้วยิ่งกับการเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องแบกรับความคาดหวังและทำให้มันสำเร็จให้ได้ แต่.. ไม่ว่าเราจะผ่านด่านความคาดหวังกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า “ทำได้แค่นี้เหรอ” ทุกครั้ง ซึ่งรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนที่ตั้งคำถามกับทุกอย่างในชีวิตของตัวเองไปซะแล้ว
ตอนแรกเรามีความมั่นใจมากว่าเรามีความสามารถ ทำได้ดีแล้ว (เท่าที่คนๆหนึ่งทำได้) แต่พอเจออะไรอะไรพวกนั้นบ่อย ๆ ความคิดของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะโชคช่วย
จริง ๆ แล้ว เราไม่เก่งอะไรเลย
เราว่าชีวิตเราโชคดี และมักจะเข้าไปอยู่ในจังหวะที่ดีอยู่เสมอ ทำให้หลาย ๆ อย่างในชีวิตของเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างที่หวัง ไม่ว่าจะเป็นการที่เรายื่นคะแนนรับตรงเข้าคณะที่ตั้งใจได้ หรือแม้แต่การได้งานที่เราอยากทำ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือเราไม่รู้สึกดีใจกับสิ่งที่ได้มาเลย เพราะเรารู้สึกว่าเราได้จากความโชคดีมากกว่า ความรู้สึกต่อมาคือเราคิดเสมอว่าเราไม่เก่ง ไม่มีอะไรดี ไม่สมควรได้รับโอกาสเหล่านี้ด้วยซ้ำ .. . มันเป็นแค่เรื่องผ่านมาผ่านไปแค่นั้น และนั่นคือความเจ็บปวดอยู่กับเรามาตลอด ถ้าเป็นวงกลม 2 วง ก็เรียกได้ว่ามันทับซ้อนกันจนจะแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว
Pic : Lily Kong
“Dead Inside”
การเป็นนักเขียนของเราแน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่เคยยินดีกับงานเขียนของเราเลยสักครั้ง หนำซ้ำยังรู้สึกว่ามีคนเก่งรอบตัวเยอะไปหมดจนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่าพวกเขามาก รู้สึกว่างานเขียนของทุกคนดีกว่าเราหมด เราอยู่อันดับท้าย ๆ ของทีม อีกทั้งยังกลัวการเปิดเผยว่าชิ้นงานนี้เป็นของตัวเอง แม้ผลของมันจะออกมาน่าพอใจก็ตาม
ช่วงทำงานก็เหมือนกัน เมื่อเราเริ่มเขียนงานสักชิ้น เราจะเริ่มรู้สึกว่างานเขียนของเราห่วยแตก ไร้ประโยชน์ จากนั้นก็เริ่มโทษตัวเองหนักขึ้น รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำชม ความพอใจต่าง ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่คาดหวัง มันไม่ได้ดั่งใจไปหมดเลย จากความคิดทั้งหมดที่บอกไปในตอนแรก ทำให้เราทำงานลำบากมากขึ้น เราเริ่มไม่อยากไปทำงาน กลัวการคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่กล้าเสนอไอเดีย ความคิดเริ่มเป็นไปในเชิงลบ ไม่อยากไปเจอเพื่อน และเก็บตัวมากขึ้น ซึ่งสิ่งรุนแรงที่สุดคือเราไม่อยากเขียนอะไรอีกเลย สุดท้ายเราเลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือเราไม่ควรเอาสิ่งที่รักมาเป็นอาชีพกันแน่?”
ก่อนชีวิตจะพังไปมากกว่านี้ เราเลยเริ่มหาคำตอบว่าเรากำลังเป็นอะไรกันแน่ จนได้รู้จักกับ Imposter Syndrome
Imposter Syndrome
Imposter Syndrome คือ อาการที่บุคคลมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถหรือแม้แต่ความสำเร็จของตัวเอง โดยจะคิดเสมอว่าตัวเองไม่เก่งพอ ด้อยคุณภาพ ไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้มา รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ได้มาเพราะโชคช่วย
อาการดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักจิตวิทยา ในปี ค.ศ. 1978 แล้ว
ซึ่งอาการ Impostor Syndrome ยังไม่ได้การรับรองให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ แต่นับว่าอาการดังกล่าวส่งผลต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็น Imposter Syndrome ?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าใคร ๆ ก็เป็น Imposter Syndrome ได้ แต่อาการดังกล่าวก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเกิดกับกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จระดับสูง เด็กจบใหม่ เด็กที่พ่อแม่ปกป้องช่วยเหลือมากเกินไป นักวิชาการ คนที่ถูกพูดว่าตัวเองไม่เก่งจนคิดแบบนั้นจริง ๆ ไปจนไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกเสียส่วนใหญ่ ถ้ากำลังสงสัยว่าเรากำลังเป็นอยู่หรือเปล่า ลองสังเกตตัวเองผ่าน Checklist ต่อไปนี้ดู
- ฉันทำได้เพราะมีคนช่วยต่างหาก
- ฉันทำได้เพราะมี Connection มากมาย
- ฉันไม่ได้มีอะไรพิเศษ หรือเก่งอะไรหรอก คนอื่นก็ทำได้เหมือนกันนั่นแหละ
- ฉันไม่ควรได้รับสิ่งดี ๆ คำชม หรืออะไรทั้งนั้น
- ทุกคนแค่ทำตัวดีกับฉันไปอย่างนั้นแหละ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
- ฉันไม่อยากขอความช่วยเหลือใคร ต้องการรับผิดชอบเพียงคนเดียว
- ทุกอย่างได้มาเพราะโชคช่วย และความบังเอิญ
- ฉันตั้งความคาดหวัง และตั้งเป้าหมายกับทุกอย่างสูงเกินความเป็นจริง
- ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่สำเร็จหรือเกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ
ถ้าเช็คแล้วรู้สึกว่าตัวเองเข้าข่าย เราว่าถึงเวลาแล้วล่ะต้องจัดการความรู้สึก เริ่มพยุงใจตัวเองได้แล้วนะ 🤍
ทางออก ?
การเดินออกจากความรู้สึกพวกนี้ แน่นอน..มันไม่ง่าย แต่จะให้อยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน และนี่คือวิธีเอาตัวรอดจาก Imposter Syndrome อย่างง่าย ๆ ของเราเอง
ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
ข้อนี้ทำยากสุด เพราะความคิดมันจะตีกันตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ยอมรับให้ได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมาจากไหน ก็ไปต่อไม่ได้ เราก็เลยต้อง “พยายาม” (ใช้คำว่าพยายามเลยนะ) ที่จะยอมรับให้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
ร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้
ยอมรับได้แล้ว ต้องหาทางระบายออก ซึ่งเราก็เป็นพวก EMO จ๋า ๆ อยู่แล้วด้วย รออะไรล่ะ ร้องไห้สิ ร้องอยู่นั่น ร้องให้ตายไปข้าง ร้องจนตาปูดตาบวมมาทำงาน แต่เฮ้ย ! มันช่วยได้จริง เพราะเราว่าการระบายสิ่งที่อึดอัดใจออกมา สามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายจากความเครียด วิตกกังวล หรือความรู้สึกแย่ ๆ ในใจได้ จะแสดงทางการกระทำหรือคำพูดก็ได้ทั้งนั้นแหละ สไตล์ใครสไตล์มัน
เขียนทุกอย่างที่กำลังรู้สึก หรืออะไรก็ได้ที่ดีกับตัวเอง
แน่นอนว่าเราชอบเขียน แต่ไม่ใช่ให้เขียนงานหรือทำงานต่อนะ แต่ให้เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองลงไป เพื่อให้เราได้สำรวจตัวเองว่าเรากำลังเป็นอะไร รู้สึกอะไรอยู่ อยากให้ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางไหน หรือจะไม่เขียนแต่เป็นวาดรูปก็ไม่ติด ส่วนใครจะเป็นเวย์อื่น เช่น ไปเที่ยว อ่านหนังสือ ก็ได้เหมือนกัน
ใจดักับตัวเองให้มาก ปรับความคิดตัวเองบ้างก็ดี
ข้อนี้ก็ยากสำหรับเราอีกนั่นแหละ แต่ทำไงได้ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางดีขึ้น (สำหรับเรา)
เพราะฉะนั้นถ้าใจดีกับคนรอบข้าง ก็อย่าลืมหันมาใจดีกับตัวเองบ้าง อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ชีวิตมีอะไรให้ยิ้มกับมันอีกตั้งเยอะ (ถึงตรงนี้ก็เหมือนพิมพ์บอกตัวเองไปในตัว)
พยายามปรับความคิดที่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีคนช่วย ความบังเอิญ ฯลฯ ให้เป็นมันคือความพยายาม และความสามารถของเราที่ตั้งใจทำ ไม่ว่าจะยังไงทุกอย่างนั้นออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้แล้ว ไม่ต้องไปเสียใจหรืออยากแก้ไขอะไรแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่จะให้เปลี่ยนปุปปัป แต่เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากวิธีการคิดเล็ก ๆ แล้วก็ชมตัวเองในใจเยอะ ๆ เช่น วันนี้มีคนเข้าอ่านงานเราเยอะขึ้น แสดงว่าเราเขียนได้ดีขึ้น ทำต่อไปดีกว่า อะไรแบบนี้
จิตแพทย์ช่วยได้
ไม่สบายก็ต้องหาหมอ อยากให้มองว่ามันเป็นเรื่องปกตินะอะไรแบบนี้ ซึ่งส่วนตัวเรารักษาโรคซึมเศร้าอยู่แล้วเลยมีโอกาสได้คุยกับคุณหมอบ่อย ๆ คุณหมอก็แนะนำทางออกในแบบที่เราเป็น ผสานกับการรักษาไปในตัว
ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังคิดว่าตัวเองเข้าข่ายหรือกำลังจะไม่ไหว เราอยากให้ไปปรึกษาคุณหมอ หรือนักจิตวิทยานะ เพราะบางทีปัญหาที่เราพยายามแก้มานาน อาจแก้ง่ายกว่าที่คิดก็ได้ จิตใจเราเราต้องดูแลให้ดี
“เราทำดีที่สุดแล้ว เราพยายามเต็มที่แล้ว
เราบอกตัวเองแบบนี้บ่อยขึ้น”
ถึงตรงนี้เราก็ยังกังวลอยู่ดีว่าสิ่งที่เขียนจะดีไหม แต่เอาเถอะอย่างน้อยก็ได้แชร์เรื่องจริงที่เจอมาตลอดให้ฟังในมุมของนักเขียนคนนึง
สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อน ๆ มีจิตใจที่เข้มแข็ง ก้าวผ่านเรื่องแย่ ๆ ได้อย่างงดงาม ที่สำคัญอย่าลืมใจดีกับตัวเองเยอะ ๆ ล่ะ เราขอโอบกอดทุกคนผ่านบทความนี้นะ
❤️
Feb 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
กว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนให้เราใช้สอยกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะโครงการอสังหาริมทรัพย์ บ้านน็อคดาวน์ หรือบ้านสร้างเอง เกือบทั้งหมดต้องผ่านมือบุคลากรถึง 4 อาชีพหลัก ได้แก่ “สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา”
เรียกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในฝันให้ก่อร่างสร้างตัวจนเข้าใช้งานได้จริงๆ โดยบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่รับผิดชอบอะไร และหากเราคิดจ้างมาสร้างบ้านส่วนตัว ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ไปรู้จักกันได้เลย
สถาปนิก (Architect)
เป็นผู้แปลงความคิดความฝันของเราให้กลายเป็นภาพที่ชัดขึ้น โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของเจ้าของบ้าน ทั้งความต้องการ ไลฟ์สไตล์ หรือความชื่นชอบส่วนตัว เพื่อกำหนดเป็นฟังก์ชันใช้สอยของบ้าน (Function) พิจารณาพร้อมกับบริบท (Context) ประกอบด้วยทำเลโฉนดที่ดิน ลักษณะภูมิศาสตร์ของเพื่อนบ้านใกล้เคียง ไปจนถึงทิศทางของแสงและลม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “บ้านอยู่สบาย” และสุดท้ายคืองบประมาณของเรา (Budgets) เพื่อกำหนดสเปคต่างๆ ของบ้านอย่างเหมาะสม
ทั้งหมดถูกคิดเป็นคอนเซ็ปต์และออกแบบจน “บ้าน” ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง สถาปนิกจะวางผังพื้นที่ใช้สอยกำหนดโซนนิ่งและระยะทางสัญจรที่เหมาะสม ใส่รายละเอียดเรื่องช่องเปิด ประตูหน้าต่าง สุขภัณฑ์ ระบุวัสดุที่จะใช้ในการก่อสร้าง ตำแหน่งงานระบบต่างๆ เช่น งานไฟฟ้า งานประปา เป็นต้น ไปจนถึงสร้างภาพ Perspective เพื่อให้เจ้าของบ้านพิจารณาอนุมัติ ซึ่งในระหว่างนี้อาจมีการปรับแก้ดีไซน์และฟังก์ชันจนพอใจทั้งสองฝ่าย (ส่วนใหญ่สถาปนิกจะกำหนดจำนวนครั้งที่เจ้าของบ้านสามารถแก้ไขราว 2-3 ครั้ง) เมื่อได้ข้อสรุปแบบทั้งหมด สถาปนิกจะเป็นผู้เขียนแบบก่อสร้าง (Construction Drawing) เพื่อใช้เป็นแบบอ้างอิงในการก่อสร้างต่อไป
เตรียมตัวเมื่อต้องคุยกับสถาปนิก
การตัดสินใจว่าจ้างสถาปนิกให้เป็นผู้ออกแบบบ้านนั้น นอกจากเตรียมไอเดียสำหรับบ้านในฝัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และเงินในกระเป๋าไปคุยกับสถาปนิกแล้ว อีกสิ่งที่เจ้าของบ้านควรรู้คือค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างออกแบบอาคารที่ต้องจ่ายนอกเหนือจากค่าก่อสร้างและตกแต่งภายใน เรียกว่า “ค่าวิชาชีพสถาปนิก” ซึ่งประกอบด้วยค่าบริการออกแบบ ค่าเขียนแบบ ค่าคำนวนแบบโครงสร้าง ค่าวิศวกร ตลอดถึงค่าเซ็นต์แบบก่อสร้างที่ต้องเซ็นต์ร่วมกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกร
ค่าวิชาชีพสถาปนิกคิดจาก “เปอร์เซ็นต์ของราคาค่าก่อสร้างที่ประเมินขึ้นมา” ซึ่งเราสามารถเช็คเรทเบื้องต้นได้จากคู่มือสถาปนิก พ.ศ.2547 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ อย่างไรก็ตาม ค่าบริการอาจมีความแตกต่างกันไปตามขอบเขตงาน ข้อตกลง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งเจ้าของบ้านควรพูดคุยกับสถาปนิกให้ชัดเจนเพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดในอนาคต
เปอร์เซ็นต์การคิดค่าออกแบบอาคารแต่ละประเภทของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
วิศวกร (Engineer)
ถ้าสถาปนิกคือคนที่ทำให้บ้านน่าอยู่ วิศวกรก็คือคนที่ทำให้บ้านอยู่ได้อย่างปลอดภัย โดยทำหน้าที่ออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงและเป็นไปตามโจทย์ดีไซน์ของสถาปนิกให้ได้มากที่สุด ตลอดจนคำนวนแบบงานระบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของบ้าน 2 ชั้น ต้องใช้เหล็กจำนวนเท่าไร หรือหากต้องการสร้างคานบ้านยาวมากกว่า 6 เมตร ควรใช้วัสดุใดเข้ามาเสริมแรงเพื่อให้คานมั่นคงไม่ถล่มลงมาระหว่างใช้งาน หรือบนโครงหลังคาขนาดนี้ควรมีน้ำหนักอยู่ที่เท่าไร หรือห้องนอนขนาด 3X4 เมตร ควรใช้ไฟแบบไหนและจำนวนกี่ดวง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้าง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหน้างานให้สำเร็จลุล่วงตามแบบแปลนด้วย
คุยกับวิศวกรตอนไหน
โดยทั่วไปเมื่อเราว่าจ้างบริษัทสถาปนิกออกแบบแล้ว มักได้วิศวกรสาขาต่างๆ เช่น วิศวกรโยธา วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรประปา เข้ามาทำงานด้วยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเลย โดยทั้งหมดจะประสานงานผ่านสถาปนิกมาถึงเจ้าของบ้านอีกที ซึ่งตรงนี้มีข้อดีว่างานสามารถสรุปได้เร็วกว่าการแยกจ้างสถาปนิกเจ้าหนึ่ง วิศวกรเจ้าหนึ่ง
ส่วนการพูดคุยระหว่างเจ้าของบ้านกับวิศวกรจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการว่าจ้างให้วิศวกรช่วยคุมงานก่อสร้างเพื่อเป็นหูเป็นตาในการตรวจตราการทำงานของผู้รับเหมา รายงานความคืบหน้างานก่อสร้าง ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาหน้างานโดยประสานงานทั้งสถาปนิกและผู้รับเหมาในคราวเดียวเพื่อให้งานก่อสร้างเดินหน้าต่อไป
งานโครงสร้างและงานระบบมีความสำคัญต่อการสร้างบ้านทุกหลัง หากออกแบบและคำนวนวัสดุอย่างเหมาะสมจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายและป้องกันปัญหาจุกจิกของตัวบ้านในอนาคตได้
มัณฑนากร (Interior Designer)
มัณฑนากรหรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “อินทีเรียดีไซเนอร์” คือผู้เนรมิตห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาให้มีเรื่องราวและรายละเอียดที่สวยงามลงตัว สะท้อนบุคลิกผู้เป็นเจ้าของ ควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะเจาะกับรูปแบบชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่งานพื้น ผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ และของประดับ จนถึงดีเทลยิบย่อยอย่างเฉดสี ลวดลาย เนื้อสัมผัสวัสดุ เป็นต้น
ขั้นตอนการทำงานตกแต่งภายในคล้ายกับงานออกแบบของสถาปนิก กล่าวคือ 1.) รับทราบความต้องการของเจ้าของบ้านและพิจารณาบริบทของสิ่งแวดล้อม 2.) วิเคราะห์ข้อมูลสร้างเป็นคอนเซ็ปต์การออกแบบก่อนลงมือสเก็ตช์แบบร่างเพื่อให้เราเห็นภาพ 3.) พัฒนาแบบร่างจนเป็นที่พึงพอใจพร้อมส่งมอบสเปควัสดุและรายละเอียดการติดตั้งให้ผู้รับเหมา โดยภายหลังส่งงานต่อให้ช่างตกแต่งภายในแล้ว มัณฑนากรส่วนใหญ่จะยังคงช่วยดูแลความเรียบร้อยหรือให้คำปรึกษาระหว่างการติดตั้งด้วย
ถึงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์
ช่วงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดคือคุยพร้อมกับสถาปนิกเพราะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องและสามารถส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและหน้าตาของบ้านได้ ยกตัวอย่างว่ามัณฑนากรต้องการวางหัวเตียงทางทิศตะวันออก แต่ปรากฏว่าผนังทิศนั้นสถาปนิกออกแบบเป็นประตู เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับไปแก้งาน หรือคุยงานร่วมกันเพื่อหาโซลูชันใหม่ ซึ่งหากทำตอนที่ยังเป็นแบบร่างบนกระดาษก็เพียงลบทิ้งเขียนใหม่ แต่หากเปลี่ยนกันตอนงานก่อสร้างเริ่มหรือเสร็จแล้ว เราจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น และนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี การจ้างมัณฑนากรมาออกแบบตกแเต่งภายในหลังจากบ้านสร้างเสร็จแล้วไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะสุดท้ายดีไซเนอร์ก็จะทำงานบนข้อจำกัดที่เจออยู่ดี เพื่อให้งานออกมาตอบโจทย์เจ้าของบ้านที่สุด แต่จะเหมือนอย่างที่เจ้าของบ้านวาดฝันไว้แต่แรกหรือไม่ ตรงนี้คงเผื่อใจกันไว้หน่อย เพราะการกลับไปแก้งาน สถาปัตย์หรือโครงสร้างที่ตั้งตระหง่านนั้น บอกเลยว่าราคาเอาเรื่องอยู่ และถ้าไม่อยากให้งบบานปลายไปกับงานอินทีเรีย คาถาเดียวที่ใช้ได้คือ “ใจแข็งๆ เข้าไว้”
งานอินทีเรียดีไซน์คือการเปลี่ยนบรรยากาศห้องให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ผู้รับเหมา (Contractor)
มาถึงอาชีพกลุ่มสุดท้ายที่คนอยากมีบ้านต้องรู้จักคือ “ผู้รับเหมา” ผู้เป็นแรงงานสำคัญในการเปลี่ยนภาพในกระดาษเป็นอาคารบ้านเรือนที่เราเข้าไปใช้ชีวตได้จริงๆ โดยอาศัยแบบก่อสร้างของสถาปนิกเป็นคู่มือลำดับการทำงานตั้งแต่ปรับพื้นที่ ลงฐานราก งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม (เช่น งานหลังคา พื้น ผนัง ประตู) งานระบบ (เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบบำบัดน้ำทิ้ง) และเก็บรายละเอียดอื่นๆ จนพร้อมส่งมอบบ้านให้กับเรา
เรื่องต้องรู้ก่อนคุยกับผู้รับเหมา
เมื่อต้องการว่าจ้างผู้รับเหมา สิ่งที่เราต้องมีคือ BoQ (Bill of Quantities) หรือเอกสารแสดงปริมาณงาน และราคาวัสดุในการก่อสร้างซึ่งถอดออกมาจากแบบก่อสร้างทั้งหมด นอกจากใช้เป็นราคากลางอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบคัดเลือกผู้รับเหมาแต่ละเจ้าแล้ว BoQ ยังเป็นเสมือนบัญชีตรวจสอบราคาเมื่อเราเพิ่มหรือลดสเปคงานก่อสร้าง เช่น เปลี่ยนสเปควงกบประตูไม้จริง เป็น UPVC ราคาค่าก่อสร้างจะลดลง หรือเปลี่ยนสีทาภายนอกจากรุ่นทั่วไปเป็นรุ่น Self-Cleaning ราคาวัสดุต่อหน่วยย่อมเพิ่มขึ้น เป็นต้น
ในการเสนอราคาของผู้รับเหมายังแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ จ้างเหมาแบบทั้งค่าแรงและค่าของ และการจ้างเฉพาะส่วนของค่าแรง (เจ้าของบ้านเป็นผู้จัดหาวัสดุก่อสร้างเอง) ซึ่งส่วนใหญ่ตัดจบด้วยการเลือกแบบเหมาทั้งค่าแรงค่าของ เพราะช่วยให้เจ้าของบ้านเซฟเวลาและพลังงานได้ดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
“สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา” 4 บุคคลากรที่เราต้องเจอแน่ๆ เมื่อคิดจะสร้างบ้านสักหลัง การทำความรู้จักบทบาทหน้าที่ของพวกเขาก่อน ช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลได้ครบถ้วน เพื่อใช้พูดคุยขอบเขตการทำงานของแต่ละกลุ่มอาชีพได้อย่างครอบคลุม เป็นการตัดปัญหาความขัดแย้งตั้งแต่ต้นลม และนั่นแหละคือหนทางทำให้เราได้ “บ้านที่เป็นบ้าน” สมใจ (ส่วนค่าใช้จ่ายบานปลายหรือไม่ อันนี้ไม่ขอรับประกันนะ 🙂 )
ส่วนใครที่อยากมีบ้าน แต่ขี้เกียจรับมือกับคนเยอะๆ ลองให้ Kaidee Property ช่วยได้ ที่นี่เรามีบ้านสร้างเสร็จพร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยเพียบ