Mar 17, 2021 | บทความยานยนต์
พูดถึงการหัดขับรถยนต์หรือหัดขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรก หลายคนเริ่มต้นจากการหัดด้วยตัวเอง หรือให้คนในครอบครัวหรือเพื่อนช่วยสอน แต่สำหรับใครที่มีเงื่อนไขติดขัด เช่นว่าไม่มีรถสำหรับทดลอง หัดด้วยตัวเองหรือเรียนกับคนในบ้านแล้วไม่เวิร์ก หรือหาคนใกล้ตัวมาช่วยสอนไม่ได้ การจบลงด้วยโรงเรียนสอนขับรถถือว่าตอบโจทย์ เพราะเราจะได้ทั้งความรู้จากครูฝึกที่มีประสบการณ์ ได้ทดลองขับในบรรยากาศถนนจริง และหมดกังวลเรื่องพาหนะสำหรับฝึกซ้อม
ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เลือกเรียนขับรถกับโรงเรียนสอนขับรถเอกชน เพราะรู้สึกสบายใจกว่าและยังจำได้ดีถึงเสียงบ่นของพี่ชายเมื่อครั้งฉันขอร้องให้ช่วยสอนขับรถยนต์แล้วดันทำได้ไม่ดี พอมาถึงคราวที่อยากขี่มอเตอร์ไซต์เป็นกับเขาบ้าง ฉันเลยไม่รั้งรอเสิร์ชหาโรงเรียนสอนขับรถจักรยานยนต์จากกูเกิล โดยพบว่าแบรนด์ผู้ผลิตจักรยานยนต์รายใหญ่ของประเทศอย่าง HONDA และ YAMAHA ต่างมีสถาบันสอนขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเอง มีคอร์สอบรมตั้งแต่มือใหม่หัดขับ การขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ รวมถึงเป็นศูนย์อบรมและสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบกด้วย
จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ตัวเลือกของฉันเหลือแค่ HONDA Safety Riding Center และ YAMAHA Riding Academy ไปโดยปริยาย เพราะคิดว่าไหนๆ จะเป็นมือใหม่หัดขี่มอเตอร์ไซค์แล้ว เรียนกับผู้ผลิตรถเลยแล้วกันน่าจะได้ความรู้จากมืออาชีพจริงๆ ซึ่งท้ายที่สุดฉันตัดสินใจเลือกลงทะเบียนกับ YAMAHA Riding Academy (YRA) ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ
YRA มีหลักสูตรขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่โดยเฉพาะ (รถที่ใช้เรียนเป็นเกียร์อัตโนมัติ)ใช้เวลาเรียนแค่ 1 วัน จึงตอบโจทย์เรื่องการลางานได้ดีกว่าของ HONDA ที่ต้องเรียน 2 วันต่อเนื่อง (ทั้งสองที่ต้องเรียนวันธรรมดา) ค่าคอร์สเรียนที่ YRA เพียง 400 บาทเท่านั้น แถมราคานี้ยังได้เสื้อแขนยาวกลับบ้าน 1 ตัว อาหารกลางวัน 1 มื้อ และ Coffee Break เรียกว่าคุ้มค่ามากกก ซึ่งฉันมารู้ทีหลังว่าการเปิดศูนย์อบรมขับขี่มอเตอร์ไซค์ของ YRA นั้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน CSR ของแบรนด์ยามาฮ่าที่ต้องการตอบแทนคืนสู่สังคมจึงทำให้ค่าเรียนของที่นี่ถูกกว่าที่อื่นๆ
สภาพสนามฝึกซ้อมของ YAMAHA Riding Academy ที่มีหลักสูตรสอนตั้งแต่พื้นต้นจนถึงแอดวานซ์ ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy
เรียนขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกกับผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์
เช้าตรู่ของวันที่เปิดเรียน ฉันขับรถยนต์ส่วนตัวมุ่งหน้าสู่ถนนบางนา-ตราดเพื่อไปยังสถาบันฝึกอบรมขับขี่รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า (YRA) ที่ตั้งอยู่ริมถนนบางนา-ตราด กม.21 เมื่อไปถึงฉันต้องสแกนอุณหภูมิร่างกาย ติดสติ๊กเกอร์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่มีไข้ จากนั้นจึงลงทะเบียนว่ามาถึงแล้ว พร้อมกับได้รับเสื้อแขนยาว 1 ตัว กับกุญแจล็อคเกอร์ 1 อัน สำหรับเก็บของมีค่าที่ติดตัวมาด้วย เพื่อเวลาลงสนามฝึกหัดขับขี่จะได้ไม่มีอะไรให้เป็นห่วงรุงรัง
กำหนดการคร่าวๆ ของหลักสูตรนี้คือ ช่วงเช้าฟังอบรมความรู้ขับขี่พื้นฐานในห้องเรียน ช่วงสายลงภาคสนามทำความคุ้นเคยกับรถจักรยานยนต์และอุปกรณ์ที่จำเป็น สุดท้ายคือช่วงบ่ายเป็นภาคปฏิบัติลองขับขี่มอเตอร์ไซค์จริงๆ
ความรู้ภาคทฤษฏีเป็นเรื่องการขับขี่อย่างไรให้ปลอดภัย แม้จะน่าเบื่อบ้างแต่ถ้าพิจารณาดีๆ จะพบว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากตัวผู้ขับขี่ละเลยพื้นฐานนั่นเอง สำหรับเนื้อหาการเตรียมตัวขับขี่มอเตอร์ไซค์ ที่นี่สอนตั้งแต่การเลือกสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ควรเป็นเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว รองเท้าหุ้มส้น แว่นกันลม ถุงมือ และขาดไม่ได้คือหมวกกันน็อค ซึ่งประเภทที่ปลอดภัยสูงสุดคือ “หมวกกันน็อคเต็มใบ” (Full Face) เนื่องจากมีส่วนป้องกันครอบคลุมทั้งศีรษะทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลังบริเวณท้ายทอย
ในคอร์สนี้ มือใหม่อย่างฉันยังได้รู้จักส่วนประกอบพื้นฐานของรถมอเตอร์ไซค์ว่าตรงไหนเรียกว่าอะไร และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ได้รู้วิธีการตรวจเช็ครถมอเตอร์ไซค์ก่อนการขับขี่ ท่าทางการนั่งที่เหมาะสม หลักการใช้เบรก รวมไปถึงข้อควรระวังต่างๆ ทั้งขณะออกรถ หยุดรถ และกำลังขับขี่อยู่บนท้องถนน
การฝึกหัดขับขี่สำหรับมือใหม่ เน้นขี่ในช่วงสั้นๆ ก่อน ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy
ทำความรู้จักกับมอเตอร์ไซค์เพื่อขับขี่ปลอดภัย
หลังจากมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นแล้ว ตอนนี้ได้เวลาไปทำความคุ้นเคยกับรถจักรยานยนต์เสียที ซึ่งทาง YRA เตรียมอุปกรณ์เซฟตี้ไว้พร้อมสุดๆ ทั้งสนับศอก สนับเข่าที่คลุมถึงหน้าแข้ง ถุงมือ หมวกผ้าสำหรับสวมรองก่อนใส่หมวกกันน็อค และหมวกกันน็อคแบบเต็มใบ เรียกว่าสร้างความอุ่นใจให้ฉันได้เยอะเลยว่าหากรถล้มคงไม่เจ็บตัวมากนัก
สิ่งแรกที่ครูฝึกสอนคือการใช้ขาตั้งคู่ เนื่องจากเป็นการจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะสม ได้ความมั่นคงและไม่ทำให้ผิวล้อยางเสื่อมเฉพาะด้านเหมือนอย่างการจอดโดยขาตั้งข้าง ซึ่งตรงนี้ครูฝึกจะเข้ามาช่วยดูแบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว
หลังจากซ้อมใช้และเก็บขาตั้งคู่จนคล่องแล้ว ถัดมาคือการจูงรถเดินหน้าและถอยหลัง สำหรับการจูงรถเดินหน้าไม่ยากเลย ใช้สองมือจับแฮนด์รถทั้งสองข้าง มือขวาประคองเบรกหน้าเพื่อใช้ยามจำเป็น ลำตัวของเรายืนชิดตัวรถเพื่อดันและสร้างสมดุลไม่ให้ล้มไปด้านใดด้านหนึ่ง ออกแรงดันอีกนิดรถก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างสบาย ส่วนการจูงรถถอยหลังให้เอามือซ้ายจับแฮนด์ มือขวาจับที่มือจับด้านหลังรถ ค่อยๆ ดันรถไปทางด้านหลังช้าๆ พยายามรักษาแนวตรงของรถไว้เป็นอันใช้ได้
แบบฝึกหัดสุดท้ายก่อนพักกลางวัน ครูฝึกให้ลองขึ้นนั่งบนมอเตอร์ไซค์ที่จอดด้วยขาตั้งคู่ เพื่อจัดตำแหน่งที่นั่งให้เหมาะสม พร้อมกับทดลองบิดคันเร่งขณะเครื่องสตาร์ทอยู่เพื่อรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างมือที่กำลังบิดคันเร่งกับความแรงของเครื่องยนต์ ทำให้เราพอรู้ว่าหากบิดแรง บิดเบาจะช่วยเซฟเราได้อย่างไร เพราะจากที่ฉันทดลองบิดเต็มแรง รถมีอาการสั่นแรงทันทีและเหมือนจะพุ่งออกจากขาตั้งได้เลย แต่ยังโชคดีที่ครูฝึกช่วยดึงท้ายเอาไว้เสียก่อน
จากนั้นจึงเป็นการขยับแฮนด์รถเพื่อเลี้ยวซ้าย-ขวา และการทำความคุ้นเคยกับเบรกหน้าและหลัง ซึ่งการหยุดรถที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องหยุดอย่างนุ่มนวล ใช้ทั้งเบรกหน้าและเบรกหลังพร้อมกัน ไม่ควรใช้เบรกหน้าเพื่อหยุดกระทันหันเพราะอาจเกิดแรงเหวี่ยงทำให้เราพุ่งตัวไปด้านหน้าจนอาจเป็นอันตรายได้
เมื่อทำความรู้จักฟังก์ชั่นที่จำเป็นครบถ้วนแล้ว ครูฝึกจึงให้ชุดคำสั่งเพื่อทำตาม เช่น บิดคันเร่ง คืนคันเร่ง เบรกหลัง และเลี้ยวซ้าย เป็นต้น ถือเป็นการฝึกสมาธิไปในตัว
ฝึกใช้และเก็บขาตั้งคู่สำหรับการจอดรถที่ปลอดภัย ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy
ขี่มอเตอร์ไซค์แบบกล้าๆ กลัวๆ แต่เราต้องรอด
อิ่มกับข้าวกล่องมื้อกลางวันเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดของหลักสูตรเรียนขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่ นั่นคือการลงไปขับขี่ในสนามฝึกซ้อม จากข้อมูลในเว็บไซต์ YRA บอกไว้ว่าสนามแห่งนี้มีขนาดถึง 10,907 ตารางเมตร ได้มาตรฐานตามกรมการขนส่งกำหนด และเป็นมาตรฐานเดียวกับสนามทดสอบในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
ครูฝึกช่วยทบทวนบทเรียนในครึ่งเช้าอีกรอบแล้วจึงบอกให้ทุกคนเข็นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ริมสนามเป็นแถวเรียงหนึ่งไปยังจุดเริ่มต้น โดยเส้นทางฝึกซ้อมนั้นจัดเป็นทรงรีคล้ายกับรูปแคปซูล มีครูฝึกเกือบ 10 คนยืนประจำเป็นช่วงๆ พร้อมกับกรวยสีส้ม กะจากสายตาระยะห่างแต่ละจุดน่าจะประมาณ 10-15 เมตร
เมื่อทุกคนกำเบรกและสตาร์ทเครื่องครั้งแรกพร้อมแล้ว ครูฝึกจึงทยอยปล่อยตัวรถไปทีละคัน ซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตัวตามการขับขี่ปลอดภัยเบื้องต้นนั่นคือ วางเท้าขวาบนตัวรถ วางเท้าซ้ายที่พื้นถนนเพื่อพยุงไม่ให้รถล้ม หันมองด้านหลังเพื่อเช็คว่าไม่มีรถคันอื่นวิ่งมาแล้วจึงเปิดไฟเลี้ยวขวา บิดคันเร่งออกตัว พร้อมกับยกเท้าซ้ายขึ้นวางบนตัวรถให้เรียบร้อย
เมื่อใกล้ถึงกรวยที่อยู่ถัดออกไปก็ให้คืนคันเร่ง และเบรกอย่างนุ่มนวล พร้อมวางเท้าซ้ายบนถนนอีกครั้ง ซึ่งครูฝึกประจำแต่ละตำแหน่งจะคอยดูเราตั้งแต่ออกตัว พร้อมกับให้คำแนะนำเพื่อให้การขับขี่ในจุดถัดไปทำได้ดีขึ้น สำหรับใครที่ยังทำได้ไม่ดี เช่น เกร็งเกินไป ทรงตัวไปนิ่ง ท่านั่งไม่ถูกต้อง ครูฝึกจะตามประกบชนิดที่วิ่งตามไปกับรถเลยก็ว่าได้
ในรอบแรกๆ เราฝึกขับขี่กันเป็นเส้นตรงอย่างเดียว นั่นแปลว่าพอถึงช่วงทางโค้งของสนาม ฉันต้องลงจากรถแล้วจูงรถเดินแทน ซึ่งต้องบอกว่าการขับมอเตอร์ไซค์ในทางตรงนั้นง่ายมากๆ แค่ฉันบิดคันเร่งเบาๆ ก็พาให้ไปถึงจุดหมายได้แล้ว และนั่นทำให้ความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่มีอยู่ตอนแรกเปลี่ยนเป็นความมั่นใจมากขึ้น
เมื่อฝึกขับทางตรงจนเข้าที่เข้าทางแล้ว ครูฝึกจึงอัปเลเวลเพิ่มการขับขี่ทางโค้งเข้ามาด้วยพร้อมกับทางตรงที่ช่วงยาวขึ้น ตอนหักแฮนด์เข้าโค้งครั้งแรก ฉันแอบเกร็งแขนสั่นนิดๆ เพราะยังกะระยะจุดเลี้ยวไม่ถูก แต่ก็ได้ครูฝึกนี่แหละที่ช่วยไกด์ว่าต้องดูตรงไหน ผ่อนคันเร่ง แตะเบรกอย่างไร เพื่อให้เข้าโค้งได้อย่างสมูทปลอดภัย จนฉันรู้สึกว่าเรียนขี่มอเตอร์ไซค์รอบนี้รอดแล้ว ได้ใช้ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยแน่นอน
ซ้อมเข้าโค้งจนกว่าจะคล่อง ขอบคุณภาพจาก YAMAHA Riding Academy
สรุปท้ายบทความ
กว่า 3 ชั่วโมงท่ามกลางแดดเปรี้ยงผ่านไปอย่างรวดเร็ว การฝึกหัดขับขี่มอเตอร์ไซค์ครั้งแรกในชีวิตของฉันเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะยังไม่คล่องแคล่วเหมือนกับคนที่ขับขี่เป็นประจำ แต่ครูฝึกทุกคนก็ให้กำลังใจด้วยใจความคล้ายๆ กันว่าการขี่มอเตอร์ไซค์ต้องอาศัยสะสมชั่วโมงบินเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆ และที่สำคัญต้องไปลืมเอาพื้นฐานที่เรียนในวันนี้มาใช้เสมอ เพื่อเราจะได้ไม่ประมาทและไม่เกิดอุบัติเหตุในอนาคต
โดยความเห็นส่วนตัวสำหรับมือใหม่ ฉันชอบวิธีการสอนของครูฝึกที่นี่เพราะเรียบเรียงสิ่งที่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรรู้ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มสอนจากสิ่งที่ทำได้ง่ายไปสู่เทคนิคที่สูงขึ้น จึงทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าการฝึกฝนแต่ละฐานไม่ยากเกินความสามารถ
นอกจากนี้ยังรู้สึกอุ่นใจเพราะครูฝึกที่เข้ามาดูแลตั้งแต่เช้าจรดเย็นมีนับสิบคน ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเรียนแบบตัวต่อตัว ไม่เข้าใจตรงไหนก็ถามได้คำตอบทันที แถมครูแต่ละคนยังเป็นกันเอง ให้กำลังใจตลอด เลยทำให้ผ่อนคลายและสนุกไปกับการเรียนตลอดทั้งวัน
รวมไปถึงมีการเตรียมอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ ไว้อย่างดีจนทำให้มือใหม่ที่เคยกล้าๆ กลัวๆ อย่างฉันมีความมั่นใจที่จะขับขี่มอเตอร์ไซค์เพิ่มขึ้นเป็นกอง และสัญญากับตัวเองว่าจะฝึกซ้อมเพิ่มขึ้น แล้วกลับมาสอบเอาใบขับขี่อย่างเป็นเรื่องเป็นราวอย่างแน่นอน
สำหรับมือใหม่คนไหนที่สนใจอยากหัดขับขี่รถจักรยานยนต์กับมืออาชีพ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ YAMAHA Riding Academy และหากต้องการซื้อมอเตอร์ไซค์เพื่อใช้งานสักคันที่ Kaidee มีให้เลือกทั้งมอเตอร์ไซค์มือหนึ่งและมือสองเลย
Mar 16, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“Panerai นาฬิกาหรูจากอิตาลี ไอเท็มเศรษฐีกระเป๋าหนัก เรียบหรูดูแตกต่าง ราคาเริ่มต้นหลักแสน ของสะสมเพื่อการลงทุน”
PANERAI นาฬิกาดีไซน์เรียบหรูจากอิตาลี ขวัญใจของนักสะสมนาฬิกา
เพราะนาฬิกาเปรียบเสมือนเพื่อนที่รู้ใจ หลายคนเลือกสลักช่วงเวลาแห่งความทรงจำไว้บนตัวเรือน เพราะสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือบอกเวลา คอลเลคชันแต่งกาย ของสะสมทรงคุณค่า หรือแม้กระทั่งเพื่อการลงทุน พิสูจน์ให้เห็นแล้วถึงผลตอบแทนที่คุ้มค่า มากกว่าการฝากเงินนอนนิ่งไว้ในบัญชี โดยเฉพาะ Panerai หนึ่งในแบรนด์นาฬิกาลักชัวรีสุดหรู เป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมชาวไทย ผู้มีสไตล์ผูกไว้ที่ข้อมือ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนว่า นาฬิกาในมุมของการต่อยอดด้านมูลค่า ไม่ว่าจะมากหรือจะน้อย ปัจจัยที่ใช้วัดความสูง-ต่ำของราคาอยู่ที่ “ความนิยม” ยิ่งเป็นที่ถูกใจ ราคาก็ยิ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นของสะสมสมในท้ายที่สุด
แต่ในมุมกลับกัน… แม้จะเป็นสินค้าของแบรนด์เนมระดับท็อป แต่ถ้าตลาดไม่นิยมรุ่นดังกล่าว กระแสไม่มา ดีมานด์ก็ไม่มี คนไม่เล่น ไม่ซื้อหา สุดท้ายก็จะมีราคาเป็นแค่ของมือสองเท่านั้น ! จากราคาที่เจ้าของนำไปออกต่อให้แพงกว่าตอนที่ซื้อมาไม่ได้
นาฬิกาบางรุ่นจากหลากแบรนด์ มีราคามากกว่าทองคำด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็น Rolex, Patex Philippe, Tag Heuer, Piaget, Richard Mille คนไทยรู้จักและได้รับความนิยมไปทั่วโลก ซื้อง่าย ขายคล่อง กำไรดี ถ้าเป็นรุ่น (ที่) นิยม
Panerai แบรนด์นาฬิกาลักชัวรี เป็นที่คุ้นเคยของนักสะสมชาวไทยตัวยง แต่ชาวบ้านทั่วไปอาจไม่คุ้นชื่อ ถ้าเปรียบเทียบกับแบรนด์ติดตลาดเจ้าอื่น ๆ ทว่าเจ้านาฬิกาจากอิตาลีก็มีจุดเด่นด้านชื่อเสียง ความเรียบหรู สวมใส่สบาย และที่สำคัญ… คุณแทบจะไม่ซ้ำใครเมื่อได้สวมใส่ไว้ที่ข้อมือ น่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ ถ้างั้นเรามาทำความรู้จักกันดีกว่า
จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากการผลิตให้นักประดาน้ำจู่โจมของกองทัพเรืออิตาลีใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2
นาฬิกาของเหล่ามนุษย์กบ
Panerai สะกดเป็นไทยว่า พาเนราย และต้องอ่านออกเสียงว่า พา – เน – ราย ไม่ใช่ “พันนาราย” เหมือนที่บางคนออกเสียงผิด มีจุดกำเนิดจากอิตาลีในปี 1860 ในร้านนาฬิกาเล็กๆ ของชายที่ชื่อ “จิโอวันนี่ พันเนราย” จากนั้นในปี 1936 เมื่อทวีปยุโรปเข้าสู่ยุคสงคราม กองทัพเรืออิตาลีต้องการนาฬิกาสำหรับนักทำลายใต้น้ำจู่โจม นาฬิกาจึงต้องแม่นยำ ไม่คลาดเคลื่อน ที่สำคัญต้อง อึด ถึก ทน !
โดยในปี 1940 ผลิตรุ่น Radiomir ให้กับเหล่ามนุษย์กบได้ใช้งานในสงคราม สำหรับชื่อรุ่นมาจากสารเรืองแสงที่ใช้เคลือบเลขและเข็มบอกเวลา ตัวหน้าปัดสีดำมีขนาดเมื่อรวมเม็ดมะยม 47 มม. ใช้สายหนัง บนหน้าปัดมีแค่เข็มและตัวเลขเท่านั้น ไม่มีแม้แต่ยี่ห้อหรือชื่อรุ่น เพื่อรักษาความลับสูงสุดทางการทหาร
เจเนอเรชันแรก มีสายการผลิต 2 รุ่นหลัก รวม 4 รุ่นย่อย คือ Radiomir, Radiomir 1940, Luminor และ Liminor 1950 ในช่วงแรกไม่ได้ถูกวางตัวให้เป็นนาฬิกาลักชัวรีเหมือนปัจจุบัน แต่เน้นที่ความทนทานเป็นหัวใจสำคัญ
ใช้กลไกแบบไขลาน ภายในตัวเครื่องมีความสลับซับซ้อน
คลาสสิคสไตล์ กลไกไขลาน
สำหรับนาฬิกาทุกรุ่น มีรหัสเป็นภาษาอังกฤษขึ้นต้นว่า PAM ตามด้วยตัวเลขอารบิก เช่น PAM422, PAM112, PAM560, PAM524 ฯลฯ โดยเหล่าสาวกของนาฬิกาลักชัวรีแบรนด์นี้มักเรียกสั้น ๆ ว่า “แพม”
เรือนนาฬิกาเน้นการออกแบบเรียบง่ายในสไตล์มินิมอล เรียบหรู ไม่หวือหวา หน้าปัดขนาดใหญ่เฉลี่ยเริ่มต้น 40 มม. เรืองแสงด้วยพรายน้ำที่เข็มและตัวเลขเป็นจุดเด่น ซึ่งตัดกับหน้าปัดสีดำอย่างลงตัวให้ความสว่างชัดเจนในที่มืด
ด้านกลไกการทำงานในทุกรุ่นมีความซับซ้อน ของเลียนแบบสายก๊อปปี้ยากจะทำเหมือน ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 แบบ ระบบไขลานด้วยมือ และออโตเมติก calibre ที่มีความแข็งแรงทนทาน พร้อมรายละเอียดภายในที่ซับซ้อน สำรองพลังงานเฉลี่ย 72 ชั่วโมง (สูงสุด 192 ชั่วโมงในบางรุ่น) และสามารถแฮ็กเข็มชั่วโมงได้ ในขณะที่นาฬิกาปกติแฮ็กได้เฉพาะเข็มนาที กลไกระบบไขลานของพาเนรายมีความแม่นยำสูง
ความเรียบหรูบนความลงตัวด้วยหน้าปัดขนาดใหญ่ ชัดเจนมองดูเวลาง่ายกับทุกสายตา
ความงามที่ยากจะเลียนแบบ
เมื่อตัวแบรนด์ได้รับความนิยมมากขึ้น แน่นอน… ของปลอม ของเลียนแบบ จึงตามมา แต่ฝีมือห่างชั้น ทำไม่เหมือนของจริง ต่อให้เป็นงานก็อประดับ Mirror หรือ AAA คุณภาพแตกต่างจากของแท้เยอะ เปิด 4 จุดตายไว้สังเกตระหว่างของแท้ หรือ เลียนแบบ
ฟังก์ชันการทำงาน นาฬิกาของแท้สามารถตั้งเวลาของเข็มชั่วโมงได้โดยตรง แต่ถ้าเป็นของเลียนแบบปรับได้เฉพาะเข็มนาที ที่สำคัญสารเรืองแสงบนตัวเรือนหน้าปัดมีความสว่างมาก ต่างจากงานก๊อปปี้ที่ไม่สว่างและเนื้อแสงมีความช้ำ
ความคมชัด อีกหนึ่งจุดตายที่สังเกตได้ชัดเจน คือ ตัวอักษรและเลขบนหน้าปัดมีความคมชัดมาก จุดตัดทำออกมาได้อย่างสวยงาม ชิ้นงานมีความละเอียดและสมบูรณ์ทั่วตัวเรือน แตกต่างจากของเลียนแบบที่ตัวหนังสือไม่คม รายละเอียดไม่ดี งานหยาบ ไม่มีเอกลักษณ์
วัสดุที่ใช้ นาฬิกาลักชัวรีของแท้ใช้วัสดุเกรดสูงทั้งหมด หน้าปัดใช้กระจกแซฟฟรายกันรอยขีดข่วน สายหนังจระเข้คุณภาพสูงมีความทนทาน ตัวเรือนจะเป็นสแตนเลสสตีลแท้เกรดพรีเมียม ถ้าเป็นของเลียนแบบใช้วัสดุเกรดต่ำ ใช้ไม่นานได้พังตามข้อมือแน่นอน
ตัวเครื่องและการเก็บงาน นับเป็นจุดสังเกตสำคัญที่สุด สามารถแยกของแท้และเลียนแบบออกจากกันได้ชัดเจน หากเป็นของแท้กลไก Movement ในเจเนอเรชันใหม่ใช้ตัวเครื่อง Calibre P9000 สลับซับซ้อนและรายละเอียดสูง หัวน๊อต วงแหวน เฟือง และฝาหลัง ได้รับการขัดเงาหลายครั้งจนเกิดเป็นมิติ แตกต่างจากของเลียนแบบ ที่นอกจากเครื่องจะไม่เหมือนแล้ว เนื้องานยังหยาบอีกด้วย
Panerai แบรนด์นาฬิกาชั้นนำสำหรับนักสะสมและเพื่อการลงทุน
ราคาไม่ติดดอย อนาคตเพื่อการลงทุน
ถ้าเป็นมือ 1 ซื้อห้าง ราคาสตาร์ทที่ 2-4 แสนบาท หากเป็นมือ 2 ราคาซื้อหาไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท หลายคนบอกว่ากระแสเริ่มตก สู้แบรนด์ติดตลาดแบบ Rolex ไม่ได้ แต่ถ้าคุณมองหานาฬิกาลักชัวรีที่แตกต่างเมื่อสวมใส่บนข้อมือ เรือนนี้อาจเป็นเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณ
หนึ่งในเหตุผลหลักที่เราอยากบอกให้คุณสะสม ก็เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจชะลอตัว นาฬิกาทุกยี่ห้อทั้งมือ 1 และ 2 ล้วนปรับราคาลงเกือบหมด เป็นโอกาสทองที่ช่วยให้คุณสะสมได้ง่ายขึ้น ถ้าเลือกเก็บแบรนด์อื่นๆ ต้นทุนแรง ปล่อยออกยาก สำหรับพาเนรายช่วง 4 – 5 ปีที่แล้ว ราคาสูงมาก แต่ตอนนี้ราคาปรับลงเล็กน้อย และรอเวลาเพื่อสปริ้นท์ราคาขึ้นจุดสูงสุดอีกครั้ง
นาฬิกาจากอิตาลียี่ห้อนี้ จึงสร้างกำไรได้ไม่ยาก ขึ้นอยู่กับการเข้าซื้อ และขายออกในเวลาที่ถูกจังหวะ สวมใส่ได้ (ในบางครั้)ง แต่เน้นลงทุนระยะยาวเป็นหลัก
ลงทุนอย่างถูกทาง ต้องเลือกซื้อในรุ่นยอดนิยมเท่านั้น
รวม 5 รุ่นยอดนิยม ราคาดี ใส่แล้วสวย ลงทุนเห็นกำไร
รวบตึง 5 รุ่นยอดนิยม ราคาดี ซื้อเก็บได้ เน้นเพื่อการลงทุนระยะยาว ส่วนจะมีรุ่นใดน่าสนใจบ้างนั้น ตามไปดูกันได้เลย
PANERAI PAM351 Luminor Marina 1950 3 Days Automatic Titanio 44mm
เรียบหรูสไตล์โมเดิร์นคลาสสิค หน้าปัดขนาดใหญ่ 44 มม. ฝาหลังแบบเปลือย สายหนัง ใช้กลไกระบบไขลานที่ซับซ้อน Calibre P.9000 สำรองไฟนาน 3 วัน มี 3 เข็มบอกเวลา ปรับได้อิสระ สวยงามน่าสะสม มีให้เลือก 2 สี ดำ หรือ น้ำตาล ราคาเริ่มต้น 170,000 บาท*
PANERAI PAM112 Luminor Base Acciaio 44mm
PAM112 โดดเด่นด้วยการออกแบบรูปลักษณ์คลาสสิค หน้าปัดรวมเม็ดมะยม 44 มม. บนหน้าปัดมีตัวเลขบอกเวลาแค่ 4 ตำแหน่ง พร้อม 2 เข็มบอกเวลา ไม่มีเข็มวินาที งดงามและเรียบง่าย ให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติจากการออกแบบ ราคาเริ่มต้น 155,00 บาท*
PANERAI PAM533 Luminor 1950 10 Days GMT Acciaio 44mm
สำหรับเจ้า PAM533 ตัวเรือนสแตนเลสสตีล หน้าปัดดำ 44 มม. หลังเปลือย กระจกแซฟไฟร์ กลไกออโตเมติก มีช่องตัวเลขวันที่ ระบบบอกเวลารวม 5 เข็ม ชั่วโมง, นาที, วินาที และ GMT ดูกลางวัน/กลางคืนได้ พร้อมแถบสเกลพลังงานสะสมสูงถึง 10 วัน พรายน้ำสีไข่ไก่แนววินเทจ ระบบถอดเปลี่ยนสายใช้งานง่าย สายหนังจระเข้ ราคาเริ่มต้น 290,000 บาท*
PANERAI PAM422 Luminor Marina 1950 3 Days Acciaio 47mm
PAM422 รุ่นนี้ถูกวางตัวให้เป็นนาฬิกาลักชัวรีที่ล้ำสมัย หน้าปัดขนาดใหญ่ 47 มม.หน้าปัดมีสีดำ รายละเอียดในต้วเรือนเป็นสีทอง มี 3 เข็ม ระบบไขลาน สามารถสำรองพลังงาน 3 วัน ออกแบบอย่างหรูหรา รักษา DNA แห้งความเป็น Panerai ไว้อย่างครบครัน สนนราคาเริ่มต้น 200,000 บาท*
PANERAI PAM277 Luminor GMT 8 Day 18k Gold
PAM277 มาในคอลเลคชันพิเศษ ตัวเรือนเป็นทอง 18K หน้าปัดขนาด 44 มม. กระจกแซฟฟรายทรงโดม หน้าปัดสีดำ มี 6 เข็ม พร้อมฟังก์ชัน GMT ซ่อนเข็มได้ พร้อมแบ่งช่องหน้าต่างกลางวันและกลางคืน เข็มวินาทีสามารถรีเซ็ตที่เลขศูนย์ พร้อมฝาหลังแบบเปลือย ฟังก์ชันจัดเต็มมาพร้อมราคาเริ่มต้น 575,000 บาท*
สำหรับนาฬิกาในรุ่นใหม่ๆ สามารถดูรุ่นจำหน่าย ศึกษาข้อมูล รวมไปถึงสเปก บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ คลิกเลย
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของ “พาเนราย” นาฬิกาลักชัวรียอดนิยม ที่บันทึกมูลค่าไว้ให้อยู่เหนือกาลเวลา สวมใส่เองดูเท่ หรือสะสมเพื่อลงทุนระยะยาวก็ดูดี เปิดโอกาสให้ตัวคุณเองด้วยวิธีง่าย ๆ เพียงเข้ามาที่ kaidee แล้วคุณจะรู้ว่า “เวลาเป็นสิ่งมีค่า” อยู่เสมอ
สรุปให้อ่านง่าย
Panerai นาฬิกาลักชัวรีจากอิตาลี ดีไซน์วินเทจ เรียบหรู มีหน้าปัดขนาดใหญ่ กลไกระบบไขลาน สวมใส่แล้วดูแพงตามราคา จุดเริ่มต้นมาจากการผลิตให้นักประดำน้ำจู่โจมของกองทัพเรืออิตาลี เจเนอเรชันแรกผลิตในปี 1940 โดยนาฬิกาทุกรุ่นมีรหัสเรียกว่า PAM ในไทยมีคนรู้จักและสะสมเฉพาะกลุ่ม ราคาปรับตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ช่วงนี้ราคาปรับตัวลดลง จึงมีโอกาสให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น สวมใส่เองก็ดูดี หรือ สะสมเพื่อการลงทุนในอนาคตก็แนวทางที่น่าสนใจเช่นกัน
Mar 16, 2021 | บทความยานยนต์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประเด็นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคของการส่งออกที่มีแนวโน้มรายได้จากการผลิตนี้มีตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในภาคส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเคยครองตลาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ASEAN มาตลอด
สมญานามที่ว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กำลังจะเลือนหายไป ?
นิยามประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นของไทยเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของปัญหาทางการเมืองที่มีความคุกรุ่นมาตลอดหลายปีที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย
แต่ผลกระทบจากโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตและการตื่นตัวของผู้ลงทุนในไทยเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ
แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังจะก้าวถอยหลังอยู่หรือเปล่า ?
ผลกระทบเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยมีเงินเดือนที่สวนทางกับค่าครองชีพมากขึ้นหรือเปล่า ?
ฐานการผลิตหายไปจะส่งผลให้ประเทศหยุดเจริญ ?
สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราจะต้องมาหาคำตอบในบทความนี้กัน
สาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต
ถ้าพูดตามหลักความจริงว่า การย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสักเท่าไร เนื่องด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยค่อนข้างจะอยู่ในจุดที่ “ย่ำแย่” จนไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นักลงทุนก็ไม่อาจวางใจกับสภาวะในตอนนี้ได้เลย
แม้ประเทศไทยนั้นจะเจอกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบจากส่วนนั้นกลับเป็นปัจจัยที่น้อยมากกับการตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้าง อุตสาหกรรม ของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลโดยส่วนใหญ่ที่ทำให้ย้ายฐานการลงทุน มาจากปัจจัยเรื่องของเงินและความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำสัญญานั้น
ดังนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเบนเข็มการลงทุนจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือ ประเทศมาเลเซีย ก็มาจากความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายออกไป
หลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีนโยบายย้ายฐานผลิตจากจีน หลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศกำลังพัฒนาในแถบตะวันออกเฉียงใต้ พอโอกาสมาถึงใครก็ต้องคว้าไว้ ดั่งสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าคุณไม่ตัก โอกาสนั้นอาจหายไปในแทบจะทันที
เช่นเดียวกันกับผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่เมื่อทาง European Union (EU) หรือสหภาพยุโรปได้รุดหน้าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประเทศที่ต้องการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีน
โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกการรุดหน้าทำสัญญานี้คือ ประเทศ “เวียดนาม” ซึ่งแน่นอนว่าสนธิสัญญานี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อนข้างได้เปรียบกับกำแพงภาษีของการส่งออกที่ไม่มี ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น
นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาสถานที่สร้าง “อาณาจักร” แห่งการผลิตที่ใหม่ สำหรับการหารือทางการค้นระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และ ประเทศเวียดนาม ได้เริ่มขึ้นในปี 2012 และสิ้นสุดการให้คำสัตยาบันระหว่างกันในปลายปี 2015
เมื่อเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ EU Vietnam Free Trade Agreement (EVFTA) เวียดนามจึงกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rising Star สำหรับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีแรงงานที่เพียงพอต่อการผลิตแล้ว ยังมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศรอบข้างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
นอกจากนี้ตัวข้อตกลงเองก็มีหลักสำคัญอย่างการ “ส่งออกปลอดภาษี” ที่ทำให้เหล่าผู้ลงทุนสนใจมากกว่าเดิม เมื่อกำแพงภาษีหายไป การควบคุมราคาการผลิตและราคาสินค้าก็สามารถทำได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังควบคุมไปถึงปัจจัยทางด้านกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนที่อาจจะต่ำกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“นี่คือบ่อเงินบ่อทองแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติช่วยสร้างความตื่นตัวให้แก่เหล่านายทุนเป็นอย่างมาก อย่างตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก เรียกได้ว่าถ้าพูดถึง ชิ้นส่วนของยานยนต์ ต้องนึกถึงฐานผลิตที่ประเทศไทย
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภายุโรป-เวียดนาม (EVFTA) เลยทำให้ฐานะของ อันดับ 11 ของโลกในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะในสภาวะการเมืองที่ระส่ำระสาย ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ นักลงทุนหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มปิดตัวและย้ายฐานผลิตไปตาม ๆ กัน
ในไม่ช้า ผู้ลงทุนในไทยก็จะเริ่มมีตัวเลขที่ถดถอยลง ยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยก้าวมาสู่จุดที่เป็น “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” จากจุดเดิมที่เป็น “การส่งออกเกษตรกรรม” ก็มาจากเหล่านักลงทุนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย เมื่อตัวเลขของการลงทุนหายไป ไม่ต้องคาดเดาเลยว่า จะสร้างความเสียหายและผลกระทบขนาดไหนให้กับประเทศไทย
แต่นี่อาจเปลี่ยนไป หากประเทศไทยได้ลงนามกับข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ?
ทว่าโอกาสนั้นกลับได้ผ่านประเทศเราไปแล้ว เพราะด้วยการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 ที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะคว่ำบาตรทางการค้ากับไทย แม้จะมีกระแสที่ดีขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อนักลงทุนทั้งหลายเริ่มย้ายฐานไปปักหลักที่เวียดนามแล้ว การทำข้อตกลงอาจไม่ได้มีผลดีอีกต่อไปก็ได้
แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจและประชาชน
การย้ายฐานผลิตย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว เพราะการลงทุนของนายทุนอัตราส่วนใหญ่ในประเทศไทย คือการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง รายได้ที่เคยรับเข้ามาในประเทศไทยก็ลดหายไปอย่างน่าตกใจ อัตราการจ้างงานแรงงานลูกจ้างที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จำต้องถูกเลย์ออฟ (เลิกจ้าง) อย่างช่วยไม่ได้
ยิ่งในสภาวะของโควิด-19 ที่การจ้างงานจะถูกฟรีซไว้ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม เพราะเป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ทั้งตัวบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการส่งออกได้เท่าที่เคยเป็น นอกจากสภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่หยุดชะงักแล้ว ปัจจัยทางสภาพสังคมอย่างการเมืองก็มีส่วนทำให้นักลงทุนตัดสินใจเบนเข็มไปยังประเทศที่มี “สถานะ” มั่นคงและสร้างความมั่นใจได้มากกว่าอยู่แล้ว
อย่างที่ทุกคนรู้กันกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถหาเงินได้จากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้อย่างเคย เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนได้ ก็ลดหายไป จนเข้าสู่สภาพฝืดเคือง ยิ่งภาคเอกชนที่เป็นนายทุนต่างชาติ ย้ายฐานผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนาม
คงไม่ต้องเดาว่า ความเจริญที่ประเทศไทยเคยมีเพราะเงินทุนหมุนเวียนจะหายไปหรือไม่ เราอาจจะกลับมาเจริญได้ แต่นั่นต้องมาจากการ “กู้เงิน” ซึ่งปลายทางของไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกับประเทศกรีซและเวเนซุเอลาที่ล้มละลายไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นหากถามว่าคนไทยจะจนกว่าเดิมหรือไม่ ตรงนี้อาจมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนวิถึชีวิตของคนไทย เช่น การกลับมาให้ค่าการเกษตรกรรมมากขึ้นและเน้นการสร้างผลผลิตเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยให้มากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศไทยในตอนนี้
การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ตนเองตอนนี้คือหนึ่งในสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมามองว่าควรทำอย่างไรให้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และลงทุนครั้งเดียวแต่คุ้ม อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคโควิด-19 แบบนี้มีธุรกิจประเภทหนึ่งที่กลับเติบโตจนเรียกได้ว่า “ทำแล้วมีงานมีเงิน” ก็คือธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ ขอแค่คุณมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเองก็สามารถหางานได้แล้ว บอกตรงนี้เลยว่า งานหายาก แต่งานเดลิเวอรี่และรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน ลองเปิดใจให้กับงานประเภทนี้ดูกันนะคะ
ค้นหารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ช่วยลดต้นทุนของเครื่องมือประกอบอาชีพของคุณได้มากกว่าครึ่ง ได้ที่ Kaidee แล้ววันนี้ อย่ารอเลยค่ะ เพราะประเทศไทยตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนัก หากทำงานอะไรได้ก็ควรคว้าไว้ก่อน
ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ย่อมไม่เสียเปล่า
Mar 16, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สารภาพมาซะดี ๆ ว่าก่อนออกจากบ้าน ใครแอบเหล่ตารางสีมงคล? ถ้าเบสออนประสบการณ์ตรงแล้ว ใครเผลอตัวก้าวเท้าเข้าวงการนี้ บอกเลยว่าออกยากมากกก
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตารางสีมงคลได้เข้ามาครอบงำการเลือกเสื้อผ้าของเราในทุก ๆ วัน บางคนดูพอเป็นพิธี เอาสนุก บางคนดูเป็นจริงเป็นจัง ตอนแรกเราที่เพิ่งเข้าสู่วงการนี้ตอนที่เริ่มเป็นกระแสก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิด เพิ่งนำมาใช้กัน
แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่แบบนั้นค่ะทุกคน! วัฒนธรรมสายมู การเลือกสีเสื้อมงคลให้ถูกโฉลกเสริมดวงแต่ละด้านมีมานานกว่าที่เราคิดกันอีก!
วันนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ทางเราอยากพาคุณไปย้อนรอยสีมงคลกันตั้งแต่สมัยโบราณเลย ว่ามีความเชื่อและความเป็นมาอย่างไร พ่วงด้วยวิธีดูสีมงคลที่ดูกันเองแบบง่าย ๆ ตามหลักโหราศาสตร์ยอดนิยมอย่าง ‘หลักมหาทักษา’
สีมงคล ความเชื่อนี้มีมาแต่โบราณ
ความเชื่อเรื่องสีมงคลตามหลักโหราศาสตร์มีให้เห็นมาตั้งแต่ในอดีตของไทยแล้ว ถ้าให้อธิบายตามหลักโหราศาสตร์แล้ว สรุปได้คร่าว ๆ ว่าสีนั้นมีความสัมพันธ์กับดวงดาวแต่ละดวง เนื่องจากดาวแต่ละดวงก็จะมีสีประจำดาวที่แตกต่างกันออกไป
คนสมัยโบราณเริ่มจากการยึดสีประจำวันเกิดเป็นสีมงคล เช่น คนเกิดวันอาทิตย์ ก็จะยึดสีแดงเป็นสีมงคล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตำราการดูสีมงคลมีหลากหลายมาก โดยจะมีเกณฑ์สีที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็พอมองได้ว่าคนมีความเชื่อในเรื่องสีเสริมดวงกันมาตั้งแต่สมัยนั้น
อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ความเชื่อเรื่องสีมงคลอย่างชัดเจน คงหนีไม่พ้นกลอนคำสอนจากหนังสือคำสอน ‘สวัสดิรักษา’ ของกวีเอกเมืองไทยอย่างสุนทรภู่ที่ประพันธ์ถวายเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระลูกยาเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2
หนังสือสวัสดิรักษาเป็นหนังสือคำกลอนสอนการปฏิบัติตัวที่ควรและไม่ควรในยุคนั้น และหนึ่งในเรื่องที่เป็นคำแนะนำปฏิบัติตัวที่ดีก็คือการเลือกใส่เสื้อผ้าสีมงคลเมื่อยามออกศึกสงครามในแต่ละวัน เพื่อให้ผู้สวมใส่แคล้วคลาดปลอดภัย
“อนึ่งภูษาผ้าทรงณรงค์รบ ให้มีครบเครื่องเสร็จทั้งเจ็ดสี
วันอาทิตย์ สิทธิโชคโฉลกดี เอาเครื่องสีแดง ทรงเป็นมงคล
เครื่องวันจันทร์ นั้นควรสีนวลขาว จะยืนยาวชันษาสถาผล
อังคารม่วง ช่วงงามสีครามปน เป็นมงคลขัตติยาเข้าราวี
เครื่องวันพุธ สุดดีด้วยสีแสด กับเหลือบแปดปนประดับสลับสี
วันพฤหัส จัดเครื่องเขียวเหลือ งดี วันศุกร์สีเมฆหมอก ออกสงคราม
วันเสาร์ ทรงดำ จึงล้ำเลิศ แสนประเสริฐเสี้ยนศึกจะนึกขาม
หนึ่งพาชีขี่ขับประดับงาม ให้ต้องตามสีสันจึงกันภัย”
ทำความรู้จักหลัก ‘มหาทักษา’
หากพูดถึงโหราศาสตร์ไทย หลักมหาทักษาหรือหลักทักษาถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ดูดวงหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะตั้งชื่อ ดูดวงความรัก ดูฤกษ์งามยามดี และที่สำคัญสามารถใช้ดูสีมงคลที่เสริมสิริมงคลในด้านต่าง ๆ หรือสีที่เสริมดวงชะตาเราได้อีกด้วย มาทำความรู้จักหลักนี้กันให้มากขึ้นดีกว่าว่ามันมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
หลักทักษา มหาทักษา หรือ ทักษาปกรณ์นั้น คำว่าทักษาหมายถึงดาวอัฏฐเคราะห์ที่เรียงกันเป็นตำแหน่งเฉพาะ ได้แก่ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู (พุธกลางคืน) และศุกร์ เมื่อวาดเป็นตารางทักษาแล้ว ในตารางนั้น ๆ จะแบ่งภูมิทั้งหมด 8 ภูมิ ซึ่งจะมีความหมายเป็นมงคล โดยเรียงตามนี้
1
บริวาร
บริวารทั้ง บุตร สามี ภรรยา ลูกน้อง เพื่อน จะคอยช่วยเหลือจุนเจือตลอด
2
อายุ
เสริมเรื่องสุขภาพพลานามัย ความแข็งแรง อายุยืน
3
เดช
เสริมอำนาจ บารมี ชื่อเสียง เกียรติยศ
4
ศรี
เสริมสิริมงคลหลายด้าน ไม่ว่าจะทรัพย์สิน โชคลาภ อสังหาริมทรัพย์ เสน่ห์
5
มูละ
เน้นทรัพย์สินโชค โชคลาภ เงินทอง ให้มีฐานะมั่นคง เงินทองไหลมาเทมา ทำมาค้าขึ้น
6
อุตสาหะ
เสริมความขยันหมั่นเพียร อุตสาหะ พยายาม และรับผิดชอบจนนำไปสู่ความสำเร็จ
7
มนตรี
ช่วยอุปถัมภ์ค้ำชู ความเมตตา ผู้ใหญ่ส่งเสริม
8
กาลกิณี
ภูมินี้เป็นความอัปมงคล โชคร้าย อุปสรรค ความวุ่นวาย ควรเลี่ยงภูมินี้
ใช้หลักทักษาดูสีมงคลด้วยตัวเอง ไม่ยากอย่างที่คิด
ตามตำราโหราศาสตร์หลายแขนง เราสามารถใช้ตารางทักษาเลือกสีมงคลทั้งกับเสื้อผ้า กระเป๋าสตางค์ เครื่องประดับ รถ และทุกสรรพสิ่งบนโลก ที่เราอยากเลือกสีให้ถูกโฉลกกับวันเกิดเราได้
อย่างที่เล่าคร่าว ๆ ไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ว่าหลักทักษาจะแบ่งออกทั้งหมด 9 ช่อง โดยหลัก ๆ จะแบ่งออกเป็นภูมิและทักษา ถ้าเป็นทักษาจะนับเป็นวันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ เสาร์ พฤหัสบดี ราหู(พุธกลางคืน) และศุกร์ ตามลำดับ (วนขวา)
ส่วนภูมิก็นับวนขวาเช่นเดียวกัน โดยเริ่มจาก บริวาร อายุ เดช ศรี มูลละ อุตสาหะ มนตรี และกาลกิณีตามลำดับ
แต่ละวันก็จะมีสีมงคลประจำวัน ตามนี้
วันอาทิตย์ : สีแดง
วันจันทร์ : สีเหลือง ขาว ครีม
วันอังคาร : สีชมพู สีโอลด์โรส
วันพุธ : สีเขียว
วันพุธกลางคืน : สีม่วง
วันพฤหัส : สีส้ม สีน้ำตาล สีทอง
วันศุกร์ : สีฟ้า สีน้ำเงิน
วันเสาร์ : สีดำ สีม่วงเข้ม
วิธีดูสีมงคลให้ถูกโฉลกกับวันและด้านที่อยากเสริมสิริมงคล
เวลานับจากวันที่ต้องการใช้ไปทางด้านขวา
ถ้าอยากเสริมดวงด้านไหนในแปดภูมิที่เกริ่นให้ฟังข้างต้น ให้เลือกนับจากวันที่ต้องการใช้ไปหาภูมิที่อยากจะเสริมดวงไปทางด้านขวา (นับวันที่ต้องการใช้ด้วย)
ตัวอย่างเช่น
ต้องการเลือกสีเสื้อมงคลสำหรับวันอาทิตย์ที่ส่งเสริมเรื่องอำนาจ บารมี ซึ่งตรงกับภูมิเดช ซึ่งอยู่ข้อที่สาม ให้นับไปสาม ก็จะตกอยู่ที่สีชมพู
เพียงเท่านี้เราก็สามารถเลือกสีมงคลด้วยตัวเองได้แล้ว แบบไม่ต้องพึ่งตารางคนอื่นเลย หรือถ้าเราอยากดูสีมงคลที่ถูกโฉลกกับวันเกิดเรา ก็สามารถใช้หลักการเดียวกันได้เลย คือนับจากวันเกิดของเรา ถ้าอยากเลือกสีเสริมดวงภูมิไหนก็นับตามข้อไปโดยวนขวาเหมือนเดิม
สรุปท้ายบทความ
ความเชื่อเรื่องการเลือกสีเสื้อผ้าให้เป็นมงคลกับตัวเองในหลายด้านเป็นความเชื่อที่มีกันมาตั้งแต่อดีตแล้ว เนื่องจากคนไทยโบราณเองก็เติบโตมากับความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ ฤกษ์งามยามดี เห็นได้จากความเชื่อในการเลือกสีมงคลที่มีหลากหลายตำรา รวมทั้งการนำมาพูดถึงหรือแต่งเป็นคำกลอนสอนปฏิบัติตัวของกวีเอกเมืองไทยอย่างสุนทรภู่
ถ้าเจาะไปที่ต้นตอการเลือกสีมงคลในแต่ละวันเพื่อเสริมดวงในแต่ละด้านตามตำราที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน จะเห็นว่าเขาใช้หลักมหาทักษา หรือหลักทักษา หลักโหราศาสตร์ยอดนิยมที่ใช้ดูดวงหลากหลายประเภท ทั้งตั้งชื่อ ดูฤกษ์ ดูดวงความรัก และอีกมากมาย รวมทั้งดูสีมงคลได้ด้วย
ยังไงก็เรียนเชิญสายมูผู้กล้าแกร่งหรือสายมูเริ่มต้นไปฝึกอ่านฝึกดูกันได้ตามสบาย ต้องการเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ กระเป๋า หรืออะไรสีไหน เข้ามาแวะดูสินค้ามือสองที่ kaidee ได้เลย หาง่าย หาไว มีทุกอย่างที่อยากได้!
Mar 15, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สวัสดีค่าาา! กลับมาเจอกันอีกแล้ว เป็นยังไงกันบ้าง วันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อนๆทำอะไรกันบ้าง ส่วนเจินเจินเอง มีโอกาสได้ไปเดินงานตลาดวินเทจแถวท่าเรือเสริมสุขมา จะบอกว่าดีจนอยากบอกต่อ ซึ่งงานที่เราไปเดินมา นั่นก็คืองาน “Made by legacy” Flea Market ซึ่งในงานนี้ไม่ได้มีแค่สินค้าวินเทจอย่างเดียวนะคะคุณ ใครที่รักงานคราฟท์ งานอาร์ต ของมือสองหายาก ไม่ควรพลาดงานนี้เลยจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ตลาดนี้จบไปแล้ว จัดขึ้นมาเพียงแค่ 3 วันเท่านั้นเอง ใครที่มีโอกาสได้ไปเดินงานนี้เหมือนเจินเจิน คงได้ฟีลตลาดนัดเปิดท้ายสไตล์ต่างประเทศหิ้วกลับมาบ้านแบบเราใช่ไหมล่ะ ส่วนใครที่ ไม่ได้ไป ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้กลับมามือเปล่า แต่หอบหิ้วบรรยากาศงานมาฝากทุกคนด้วยแหละ
เอางี้ เราขอท้าวความเกี่ยวกับ “Made by legacy” นิดนึง ก่อนที่จะไปชมงานสวยๆสุดคูลกัน งานนี้เป็นงานอีเว้นท์ประจำปีสุดยิ่งใหญ่อีกหนึ่งงาน ภายใต้คอนเซปต์ ‘The new old community’ ที่ปกติแล้วงานนี้จะจัดขึ้นตอนปลายปีของทุกปี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รอบจัดงานของปีที่แล้วถูกขยับมาจัดในวันที่ 12-14 มีนาคม ที่เราไปมานี่แหละค่ะ เอาล่ะ เดี๋ยวจะเบื่อกันซะก่อน เราไปเดินงาน “Made by legacy” Flea Market กันดีกว่า
พร้อมที่จะไปชมบรรยากาศในงาน
“Made by legacy” Flea Market
กับเจินเจินกันแล้วใช่ไหม ไปค่ะเพื่อนๆ
ไปเดินจนขาลากกัน!
อันดับแรกก่อนจะเข้างานได้นั้น ทางเราก็ต้องไปต่อแถวซื้อบัตรเข้างานกันก่อน ซึ่งแถวยาวมากแบบมากเลยแหละ รอประมาณ 15 นาทีได้ ค่าบัตรไม่แพงเลย คนละ 100 บาทเอง
ไปค่ะ ได้สายรัดข้อมืของ Made by legacy แล้ว พร้อมขนาดนี้ ก็เริ่มไปตามล่าหาของวินเทจสุดคูลกัน
ขออภัยสำหรับความแป้นแล้นนิดนึง จะได้ไปดูของที่ชอบอะเนอะ 😛
เข้ามาถึงด้านในของงานก็ตื่นตาตื่นใจเลย เพราะช่วงที่เราไปถึง เป็นช่วงการแสดงโชว์ตีกลอง สนุกสนานตามแบบตลาดเปิดท้ายขายของในต่างประเทศ ที่ชอบมีการแสดงโชว์ความสามารถต่างๆ เล่นกันเก่งมาก อยากเข้าไปแดนซ์ด้วยเลย
บอกก่อนตรงนี้เลยว่า สำหรับสาวกคนรักงานคราฟท์ ชอบของวินเทจ หรือคนที่หลงใหลในเสน่ห์ของมือสอง ในงานนี้มีของที่น่าสนใจตั้งแต่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ข้าวของเครื่องใช้วินเทจที่หายากในปัจจุบัน บางชิ้นหาที่ไหนไม่ได้ แต่ที่งาน “Made by legacy” มีเตรียมมาให้ เหมือนรู้ว่าเราอยากได้เลยอะ
ในงานนี้แบ่งโซนหลักคร่าวๆ ออกเป็นประมาณ 4 โซน คือ โซนของวินเทจ ของมือสอง ของมือหนึ่ง และโซนของกินนั่งชิลติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา แถมยังมีเวทีจัดกิจกรรมด้วย บรรยากาศฟีลตลาดต่างประเทศไปเลย ไปดูกันดีกว่าว่าแต่ละโซนมีอะไรน่าสนใจบ้าง
ไปกันที่แรกกันค่าาา โซนของมือหนึ่ง โซนนี้มีร้านของมือหนึ่งมาตั้งหลายร้านเลย ตั้งแต่ต้นไม้ เสื้อผ้า เครื่องประดับ งานคราฟท์ที่น่าสนใจ วนจนรถแง้นแบตจะหมด ก็ของมันน่าสนใจนี่นา ต้องเข้าไปดูทุกร้าน ปีนึงมีหนเดียวนะ ขอเดินให้จุใจหน่อย
ร้านนี้ก็ดีเอาใจสายเขียว สายรักต้นไม้ มีความมินิมอลเล็กๆ เห็นหลายคนยกไปแต่งบ้านกันเยอะเลย
งานน้องต้นไม้น่ารักมาก อุแง >-<
เครื่องประดับสุดคูล งาน DIY น่ารักๆ อันนี้จะบอกว่าชอบส่วนตัวแหละ ราคาแอบแรงนิดนึง แต่ถ้าเทียบกับความประณีตของงานแล้ว บอกเลยว่า คุ้มค่ามาก
อันนี้ชอบมาก งานคราฟท์บวก DIY มันปังมากพี่สาว
อีกหนึ่งงาน DIY น่ารักคิ้วท์ๆ มีชิ้นเดียวในโลกนะคะคุณ
งาน DIY น่ารักแบบนี้ อดใจไม่เป็นเจ้าของไหวเหรอคุณ
เคสก็น่ารัก โอ้ยย แพ้ใจไปแล้วหนึ่ง
เทียนหอม ไอเท็มสุดเลิฟ บางอันสารสกัดทำมาจากหญ้าด้วยนะ
ไปต่อกันที่โซนที่สอง สินค้ามือสอง ของอินดี้ ที่ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักสิบ ถึงหลักแสน โอเอ็มจี! ขออนุญาตเอามือทาบอก ยอมใจคนชอบสะสมของมือสองเลย เอาเป็นว่าใครที่รักของมือสองมากๆ โซนนี้คือดีงาม โซนสวรรค์ของเหล่าชาวคนรักของมือสอง มีให้เลือกซื้อไปใช้ ซื้อไปสะสม เยอะจนตาลายไปเลยค่า
เสื้อมือสองราคาดี สภาพดี มีหลายร้านมากๆ
บางชิ้นไม่เคยเห็นมาก่อน ตื่นตาตื่นใจเหมือนกัน
เสื้อมือสอง เสื้อวงนักร้อง นักดนตรี มีให้เลือกสะสมเพียบ
คนชอบของมือสองขอเลือกแบบตั้งใจหน่อย
รองเท้ามือสอง ของใช้มือสองก็มีหลายร้าน พกหมื่นหมดหมื่นแน่นอน
แต่สำหรับพาร์ทนี้ ทางเราขอรับบทเป็นแม่มณี ในเรื่องทวิภพ พาทุกท่านย้อนไปสู่ยุคสมัยราวๆปี 2489 อันธพาลครองเมือง ไปชมของวินเทจสวยๆ ล้ำค่า น่าสนใจ ประหนึ่งว่าดิฉันเป็นคนในยุคสมัยนั้น ด้วยวิธีการทะลุผ่านกระจกพาไปไหนก็ได้
ทะลุกระจก นั่งไทม์แมชชีนไปเลยค่าาา!
สำหรับ โซนของวินเทจ โซนนี้ มีของมือสองมากมายให้เลือกซื้อ เลือกสะสม บอกเลยว่าบางชิ้นเราเองเพิ่งเห็นครั้งแรกเหมือนกัน ตื่นตาตื่นใจมาก เพราะส่วนตัวก็แอบคลั่งรักความเป็นวินเทจพอสมควรอยู่แล้ว
ของสะสม ของวินเทจน่ารักๆ แปลกตาเต็มไปหมด
แบบนี้ก็มีด้วย
เดินทางมาไกลเหมือนกันนะเราอะ
เอาล่ะ เดินรอบงานอยู่สี่รอบ เดินจนเหนื่อย เหงื่อไหลไคลย้อย เราไปหาที่นั่งชิล โซนของกิน บรรยากาศคูลๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยากันดีกว่า เอาจริงนะ คนเยอะมาก หาที่นั่งก็ยากด้วย น้ำตาไหลพรากๆ แต่คึกคักสุดๆ ชอบนะ เพื่อนเยอะดี 🙂
มีแบบบรรยากาศรูฟท็อปด้วยนะ มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา จิบชาเก๊กฮวยเย็นๆ มันดีอยู่เด้อ
เพื่อนๆสายชิลเยอะเหมือนกันนะ
บรรยากาศดีอยู่เด้อ
หิวละ ไปหาอะไรกินสักหน่อยดีกว่า จะบอกว่าโซนนี้ร้านอาหารเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารสไตล์ยุโรปซะเยอะ แบบพวกเบอร์เกอร์ สเต็ก แต่ทางเราขอเลือกเป็นสายไทยๆแล้วกัน แหะ
ขออนุญาตคงคอนเซปต์อาหารไทยหน่อยแล้วกันนะ
ร้านไอติมร้านนี้อร่อยมาก ชอบส่วนตัว
เอาล่ะ หลังจากที่เราพาทุุกคนเดินรอบงานมาแล้ว ได้เวลาที่เราต้องจากกันไปจริงๆแล้วแหละ ฮือออ T-T ใครพลาดงาน Flea Market “Made by legacy” รอบนี้ไปไม่เป็นไร เพราะว่างานนี้จัดขึ้นทุกปี แต่จะเป็นที่ไหน รอติดตามชมจากเจ้าของงานอย่าง “Made by legacy” แล้วอย่าลืมมาดื่มด่ำบรรยากาศงานรอบหน้าร่วมกันน้าา บ๊ายบาย