MITSUBISHI EVOLUTION เปิดตำนานมัจจุราช 3 เกียร์

Mar 17, 2021 | บทความยานยนต์

“Mitsubishi Evolution ตำนานรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ อัดแน่น 10 เจเนอเรชัน ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ” 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น รถซิ่ง เครื่องแรง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ผลิตมากถึง 10 เจเนอร์เรชั่น

จากทะเลทรายสุดทุรกันดาร สู่ถนนหลวงเรียบตรงในเมืองใหญ่ ถ้าเป็นเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น” รถยนต์สมรรถนะสูง ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์สุดทรงพลัง สอดผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแแบบฟูลไทม์ ย้ำนะว่า… รถขับ 4 ! นับเป็นตัวแรงที่จัดจ้านในทุกมิติ แม้จะต้องถึงคราวอวสานและหยุดสายการผลิตไปเมื่อ 4 – 5 ปีก่อน เพื่อก้าวขึันสู่การเป็นตำนานให้ทุกคนได้คิดถึง และคอนเทนต์นี้จะขอพาไปรื้อฟื้นถึงยุคเกรียงไกรของ มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น กันครับ

ก่อนอื่นต้องขอออกตัวกันแบบล้อฟรีก่อนว่า นี่ไมใช่คอนเทนต์ดักแก่ แต่ถ้าคุณรู้จัก “มิตซูบิชิ  อีโวลูชั่น” คุณก็ไม่เด็กแล้วนะ ! สำหรับรถที่มีสายการผลิตนับถึงรุ่นสุดท้าย ยาวนาน 23 ปี 

ในอดีตคนไทยนิยมเรียกสั้น ๆ ว่า…. อีโว เปิดตัวพร้อมจำหน่ายติดต่อกันถึง 10 เจเนอเรชัน โดยมี 2 จุดเด่นที่เป็นกลายเป็นลายเซ็นต์ของอีโว คือ เครื่องยนต์รหัส 4G63 เทอร์โบ และ ระบบขับเคลื่อน  4 ล้อ

แปลกแต่จริง ! มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น รถแรงที่มาด้วยตัวถังซีดานแบบบ้าน ๆ แต่จัดจ้านในเรื่องความเร็ว ได้รับการพัฒนาในตัวถังของแลนเซอร์มาตลอด คอมแพ็คท์คาร์ในกลุ่ม “บี เซกเมนท์” ตัวเรือธงของมิตซูบิชิในยุค 90 

พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ อีโวลูชั่นเป็นหนึ่งในรถตระกูลแลนเซอร์ ที่แตกไลน์พัฒนาออกมาเป็นตัวแรง โดยมีรูปลักษณ์ภายนอกเกือบเหมือนแลนเซอร์ แต่ที่เพิ่มเข้ามาเป็นบอดี้พาร์ททรงสปอร์ต และแตกต่างที่สุด ก็คือ ช่วงล่างและเครื่องยนต์ 

จึงไม่แปลกที่เจ้าอีโว มีชื่อเต็มที่ใช้เรียกอย่างเป็นทางการว่า มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น แล้วต่อท้ายด้วยเลขโรมันตามเจเนอเรชั่นในการผลิต เช่น  มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น 1 (Mitsubishi Lancer Evolution I) หรือ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น 4 (Mitsubishi Lancer Evolution IV)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น แจ้งเกิดจากความสำเร็จในการแข่งขัน "แรลลี่ ชิงแชมป์โลก"
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น แจ้งเกิดจากความสำเร็จในการแข่งขัน “แรลลี่ ชิงแชมป์โลก”

จากสิงห์ทะเลทรายสู่รถซิ่งทางเรียบ

ในอดีตมิตซูบิชิให้ความสำคัญต่อมอเตอร์สปอร์ตมาก โดยเฉพาะการแข่งขันรถยนต์ในเส้นทางทุรกันดาร ไม่ว่าจะเป็นแรลลี่ชิงแชมป์โลก WRC หรือ แรลลี่ดาการ์ พร้อมก่อตั้งหน่วยงานมอเตอร์สปอร์ตภายในองค์กรที่ชื่อ Ralliart ขึ้นมาในปี 1984 มีหน้าที่วิจัยและพัฒนารถแข่งโดยเฉพาะ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ยูนิตนี้ ได้กลายเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของโปรเจ็ค “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น”

ต่อมาสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ หรือ FIA ได้เปลี่ยนแปลงกติกาการแข่งขัน WRC โดยกำหนดให้รถที่ลงแข่งในกรุ๊ป A ต้องผลิตและจำหน่ายจริงในท้องตลาด ขั้นต่ำ 2,500 คัน/ปี มิตซูบิชิจำเป็นต้องเข็นอีโวลูชั่นลงมาขายจริงในท้องตลาดด้วย ทำให้คนทั่วไปได้สัมผัสจิตวิญญาณความแรงของสิงห์ทะเลทรายในท้ายที่สุด 

โดยในช่วงปี 1992 – 1998 นับเป็นยุคทองของอีโวลูชั่น ลงแข่งรายการไหน มีสิทธิ์คว้าแชมป์รายการนั้น มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ประกาศศักดาไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสนามแข่งในทะเลทราย หรือพื้นซีเมนต์บนสนามทางเรียบ และจุดสูงสุดก็มาถึงในปี 1998 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น สามารถคว้าแชมป์แรลลี่ชิงแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชั่นหลัก มีสายการผลิตคยาวนานตั้งแต่ปี 1992 - 2007
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชั่นหลัก มีสายการผลิตคยาวนานตั้งแต่ปี 1992 – 2007

เปิดตำนาน มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เปิดตัวพร้อมจำหน่ายติดต่อกัน 10 เจเนอเรชัน ผ่านช่วงเวลายาวนานกว่า 23 ปี เฉลี่ยเปิดใหม่ทุก 2 – 3 ปี สาเหตุก็เพราะมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น มีการพัฒนาต่อเนื่องและรวดเร็ว ช่วงระยะเวลาในการทำตลาดของแต่ละโมเดลจึงน้อย เรียกได้ว่ามีไมเนอร์เชนจ์ตลอดเวลา เพื่ออัปเกรดรถให้ทันต่อการส่งแข่งขันในรายการต่าง ๆ และจำหน่ายในรูปแบบโปรดักค์ชันคาร์ควบคู่กัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 1 ผลิตในปี 1992 จำนวน 2,500 คัน พัฒนาบนตังถังอีคาร์
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 1 ผลิตในปี 1992 จำนวน 2,500 คัน พัฒนาบนตังถังอีคาร์

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 1 (Mitsubishi Evolution I)

ถ้าจะอ่านอย่างสนุกและตามให้ทัน เราต้องเข้าใจจุดเริ่มต้นเสียก่อน กับปฐมบทของมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 1 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1992 พัฒนาในตัวถังแลนเซอร์ อีคาร์ มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย คือ RS ตัวแรงพร้อมลงสนาม และ GSR สแตนดาร์ดสำหรับขับเท่ ๆ บนถนน อัดแน่นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 4G63 เบนซิน 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว เทอร์โบ ความจุ 1,998 ซีซี พลัง 247 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 

รูปลักษณ์ภายนอก ตัวถังมีมิติความยาว 4,310 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,395 มม. ฐานล้อ 2,500 มม. น้ำหนัก 1,240 กก. ห้องโดยสารเสริมความสปอร์ตด้วยเบาะ Recaro พวงมาลัย 3 ก้าน ระบบแอร์ดิจิทัล จัดเต็มในทุกมิติ แต่ผลิตเพียง 2,500 คัน ซึ่งสมรรถนะทั้งหมดในอีโวลูชั่น 1 จะเป็นพื้นฐานตั้งต้นเพื่อการพัฒนามิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ในรุ่นถัดไป  

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 2 ผลิตพร้อมจำหน่ายในปี 1993
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 2 ผลิตพร้อมจำหน่ายในปี 1993

 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 2 (Mitsubishi Evolution II)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 2 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1993 ภายนอกมีการปรับโฉมเพียงเล็กน้อย หลายคนอาจมองไม่ต่าง แต่ความจริงแตกต่างจากเจเนอเรชัน 1 ด้วยกันชนหน้าและสปอยเลอร์หลังดีไซน์ใหม่ ฐานล้อยาวขึ้น 10 มม. เครื่องยนต์ยังเป็นรหัส 4G63 เทอร์โบ แต่มีการเพิ่มบูสให้กับเทอร์โบ และระยะยกวาล์วให้สูงขึ้น เพิ่มขุมพลังเป็น 260 แรงม้า 

โดยใช้เกียร์, ช่วงล่าง, ระบบขับเคลื่อน และจำหน่าย 2 รุ่นย่อยเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเปลี่ยนมากหรือน้อย แต่ก็นับว่าเปลี่ยนสำหรับมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 2 จำหน่าย 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 3 ผลิตในปี 1995 เริ่มมีความสปอร์ตด้วยชุดแอโรพาร์ตรอบคัน
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 3 ผลิตในปี 1995 เริ่มมีความสปอร์ตด้วยชุดแอโรพาร์ตรอบคัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 3 (Mitsubishi Evolution III)

 2 เจเนอเรชันก่อนหน้านี้ พบปัญหาเรื่องการยึดเกาะถนน พออัปเกรดเป็นมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 3 ที่เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1995 จึงมีการใส่ชุดแอโรพาร์ทรอบคัน พร้อมปรับขนาดสปอยเลอร์ใหม่ เพื่อเพิ่มแรงกดลงสู่ตัวรถ เปลี่ยนแปลงมากขึ้นจนเห็นได้ชัด คือ ระบบเทอร์โบ โดยเพิ่มขนาดกังหันไอดีเป็น 68 มม. ท่อรวมไอเสียใหญ่ขึ้น ขุมพลังเพิ่มเป็น 270 แรงม้า แรงจัดจนสามารถช่วยให้มิตซูบิชิคว้าชัยชนะ WRC ได้เป็นสนามแรกที่สวีเดน โฉมนี้ผลิต 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 4 ผลิตในปี 1996 มีการโมเดลเชนจ์ครั้งแรก
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 4 ผลิตในปี 1996 มีการโมเดลเชนจ์ครั้งแรก

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 4 (Mitsubishi Evolution IV)

เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1996 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 4 มีการเปลี่ยนโฉมเป็นครั้งแรก โดยใช้ตัวถังของแลนเซอร์รุ่น 7 ที่มีไฟท้ายแบบ 3 เหลี่ยมมุมตั้ง มิติตัวถังเพิ่มขึ้นด้วยความยาว 4,330 มม. กว้าง 1,690 มม. สูง 1,415 มม. ฐานล้อยาว 2,510 มม. น้ำหนัก 1,350 กก. 

ใช้เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบเหมือนเดิม แต่จับวางใหม่ โดยหมุนกลับด้านให้ตัวเครื่องมาอยู่ทางฝั่งซ้ายห้องเครื่องแทน เป็นวิธีที่อาจจะดูตลกแต่ใช้ได้ผล พร้อมเปลี่ยนเทอร์โบชุดใหม่เป็นแบบ Twin Scrool ที่ปรับโข่งไอเสียให้ใหญ่ขึ้น เพิ่มพลังเป็น 280 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ 5 จังหวะ  

และที่สำคัญ… มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 5 นับเป็นรถยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้ระบบควบคุมการหมุนของล้อหลังแบบ AYC ทำให้ระบบช่วงล่างตอบสนองได้ไวขึ้นด้วย จำหน่ายรวม 6,000 คัน 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 5 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1997
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 5 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 1997

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 5 (Mitsubishi Evolution V)

จากนั้นในปี 1997 ก็เป็นเวลาของมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 5 เจเนอเรชันนี้เปลี่ยนน้อยมาก ภายนอกใช้ชุดไฟหน้าใหม่ มีเหลี่ยมคมมากขึ้น พร้อมปรับดีไซน์กันชนหน้าและสปอยเลอร์เล็กน้อย (แทบไม่แตกต่างจากเดิม) เพิ่มโป่งที่ซุ้มล้อด้านข้างด้วย ห้องโดยสารดุดันมากขึ้นด้วยโทนสีดำ 

เครื่องยนต์ยังคงใช้รหัส 4G63 บล็อกเดิม แต่เปลี่ยนเทอร์โบลูกใหม่ ขยายขนาดของอินเตอร์คูลเลอร์และหัวฉีดให้ใหญ่ขึ้น ทว่ายังคงได้แรงม้าเท่าเดิม ผลิต 6,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 6 ผลิตในปี 1999 ปรับแอโรพาร์ตใหม่ให้เป็นไปตากฎของ FIA
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 6 ผลิตในปี 1999 ปรับแอโรพาร์ตใหม่ให้เป็นไปตากฎของ FIA

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 6 (Mitsubishi Evolution VI) 

ถัดมาแค่ 12 เดือน ในปี 1999 มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 6 ก็ถึงเวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำหรับการมาที่เร็วขึ้นเกิดจาก FIA เปลี่ยนกฎของรถที่ใช้แข่งขันใน WRC ต้องมีแอโรพาร์ทและระบบหล่อเย็นตามที่กำหนด ภายนอกของอีโว 6 ปรับฐานล่างของสปอยเลอร์เป็นแบบลอยตัว ช่วยเพิ่มแรงกดของอากาศใส่ต่อตัวถังมากขึ้น ในส่วนของช่วงล่างปรับระบบกันสะเทือนและ AVC ให้สัมผัสกับผิวถนนได้ไวขึ้น ใช้ล้อแม็กของ O.Z 

สมรรถนะเครื่องยนต์ 4G63 มีแรงบิดที่มากขึ้น ในรุ่นท็อปสุด RS ใช้เทอร์โบลูกใหม่ ส่วน GSR ใช้เทอร์โบรุ่นเดิม แต่พละกำลังยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 280 แรงม้า ผลิต 7,000 คัน นอกจากนี้ในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน มีการเปิดตัวรุ่นพิเศษ “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 6 ทอมมี่ ฮัคคิเน่น” อีกด้วย

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 7 โมเดลเชนจ์อีกครั้งในปี 2001 ด้วยรูปโฉมดุดันขึ้น
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 7 โมเดลเชนจ์อีกครั้งในปี 2001 ด้วยรูปโฉมดุดันขึ้น

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 7 (Mitsubishi Evolution VII)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 7 เปิดตัวในปี 2001 มีการโมเดลเชนจ์ ขยับไปเป็นตัวถังรุ่นใหม่ของแลนเซอร์ คือ ซีเดีย สังเกตว่า แม้ก่อนหน้านี้มีอีโวลูชั่นมาแล้ว 6 รุ่น แต่ครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนโฉมเพียงครั้งที่ 2 เท่านััน รูปลักษณ์ภายนอกดุดัน ปราดเปรียว มีความก้าวร้าวมากขึ้น มิติตัวถังยาว 4,455 มม. กว้าง 1,770 มม. สูง 1,450 มม. ฐานล้อยาว 2,625 มม. แม้จะพัฒนาในร่างของซีเดีย แต่เอาเข้าจริงกับแชร์ชิ้นส่วนร่วมกันได้เพียงไม่กี่จุดเท่านั้น

กันชนหน้ามีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ มองทะลุเห็นอินเตอร์คูลเลอร์ ไฟหน้า ไฟท้าย สปอยเลอร์หลังเปลี่ยนใหม่หมด ตัวถังออกแบบตามหลักแอโรไดนามิกมากขึ้น ซุ้มล้อช่วยทำให้รถดูบึกบึนมีมัดกล้าม ภายในใช้โทนสีดำในการตกแต่ง พวงมาลัย 3 ก้านจาก MOMO เบาะหนัง Recaro เจ้าประจำ

เครื่องยนต์เบนซิน 4G63 เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ขุมพลัง 280 แรงม้า ลดแรงต้านในท่อไอเสียลง 20% เพิ่มขนาดออยคูลเลอร์อีก 15% ผสานเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ นอกจากนี้ยังมีเกียร์อัตโนมัติด้วย นับเป็นเจเนอเรชันเดียวที่มีรุ่นเกียร์อัตโนมัติจำหน่าย ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หันมาใช้ระบบ ACD ช่วยกระจายแรงบิดลงสู่ล้อทั้ง 4 อย่างต่อเนื่อง ผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 8 โดดเด่นด้วยโลโก้กลางกระจังหน้า ผลิตในปี 2003
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 8 โดดเด่นด้วยโลโก้กลางกระจังหน้า ผลิตในปี 2003

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 8 (Mitsubishi Evolution VIII)

สำหรับมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 8 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายปี 2003 และยังคงสไตล์เดิมด้วยการปรับเปลี่ยนแบบเล็กน้อย และเริ่มทำตลาดด้วยการส่งไปขายที่อเมริกาเป็นครั้งแรก รูปลักษณ์ภายนอกในส่วนของแผงกระจังหน้ามีการเพิ่มรูปทรงปิรามิดเข้าไปตรงกลาง สปอยเลอร์หลังยกสูงขึ้น และเริ่มมีการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ในพาร์ทตัวถัง ล้อแม็กเปลี่ยนมาใช้ Enkei แบบ 6 ก้าน

เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ แต่อัปเกรดในหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นเทอร์โบ, อินเตอร์คูลเลอร์, ก้านลูกสูบอลูมิเนียม, ก้านลูกสูบแบบเหล็กหล่อ, สปริงวาล์วน้ำหนักเบา ช่วยทำให้สมรรถนะของเครื่องยนต์ดีขึ้น ขุมพลังคงที่ไว้ 280 แรงม้า มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย GSR เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะอัตราทดชิด และรุ่น RS ที่มีให้เลือกทั้ง 5 และ 6 จังหวะอัตราทดชิด 

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ จับคู่กับระบบเพลากลาง ACD ใช้แรงดันจากไฮโดรริคผสานกับแผ่นคลัตช์ เพื่อกระจายแรงบิดลงสู่ล้อทั้ง 4 ทว่ามิตซูบิชิกับเลือกผลิตเจเนอเรชันนี้เพียง 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 9 ผลิตปี 2006 และกลับมาใช้แนวทางการออกแบบด้วยทีมงานญี่ปุ่นอีกครั้ง
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 9 ผลิตปี 2006 และกลับมาใช้แนวทางการออกแบบด้วยทีมงานญี่ปุ่นอีกครั้ง

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 9 (Mitsubishi Evolution IX)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 9 เปิดตัวในปี 2006 มีการปรับรูปโฉมภายนอกอยู่พอสมควร เริ่มจากแผงกระจังหน้าเอารูปทรงปิรามิดออก แล้วแปะโลโก้มิตซูบิชิลงไปเลย ก้นชนหน้าก็มีการขยายช่องรับลมให้ใหญ่ขึ้น ชุดไฟหน้าทรงเดิมแต่มีการรมดำที่พื้นหลัง

การเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่ระบบเครื่องยนต์ 4G63 ที่มีการนำระบบวาล์แปลผัน MIVEC มาทำงานคู่กันเป็นครั้งแรกในเจเนอเรชันนี้ พร้อมเปลี่ยนใบพัดเทอร์โบเป็นอลูมิเนียม และทำให้เครื่องยนต์ชิ้นส่วนต่าง ๆ เบาลง แต่ทนทานมากขึ้น ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดาอัตราทดชิด 5 จังหวะ สามารถเค้นพละกำลังได้ถึง 300 แรงม้า มีการผลิตเพียง 5,000 คัน

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 10 สายการผลิตหลักรุ่นสุดท้าย โมเดลเชนจ์ใหม่หมด
มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 10 สายการผลิตหลักรุ่นสุดท้าย โมเดลเชนจ์ใหม่หมด

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 10 (Mitsubishi Evolution X)

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 10 นับเป็นเจเนอเรชันสุดท้ายที่มีการทำตลาด เปิดตัวในปี 2007 รุ่นนี้มีการปรับโฉมใหม่หมด โดยหันมาใช้แพลตฟอร์มตัวถังร่วมกับแลนเซอร์ เจเนอเรชันที่ 8 มีกระจังหน้าขนาดใหญ่ทรง 4 เหลี่ยมคางหมูแบบกลับหัวเป็นจุดเด่น รูปลักษณ์ภายนอกมีมิติตัวถังยาว 4,495 มม. กว้าง 1,810 มม. สูง 1,480 มม. และฐานล้อยาว 2,650 มม. 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น 10 ไม่ได้ใช้เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์อลูมิเนียม รหัส 4B11 เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ผสานระบบ MIVEC จับคู่กับระบบส่งกำลังด้วยเกียร์ ซีเควนเชียล 6 จังหวะ คลัทช์คู่แบบไฟฟ้า เปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย พละกำลัง 280 แรงม้า และยังมีขายในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะเป็นออพชันทางเลือกอีกด้วย

นอกจากนี้ในปี 2015 ค่ายยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นยังทำเก๋ ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษทิ้งทวนในชื่อ “มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น ไฟนอล เอดิชั่น” ปรับแต่งเครื่องยนต์ 313 แรงม้า แรงสุดเท่าที่เคยมีการผลิตอีโวลูชั่นออกมา ขายเพียง 500 คันทั่วโลกเท่านั้น 

เครื่องยนต์รหัส 4G63 เทอร์โบ ขุมพลังสแตนดาร์ดเริ่มต้น 280 แรงม้า
เครื่องยนต์รหัส 4G63 เทอร์โบ ขุมพลังสแตนดาร์ดเริ่มต้น 280 แรงม้า

4G63 เทอร์โบ รหัสเร้าใจ ใครเห็นต้องผวา

ถ้าเปรียบ มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เป็นร่างกาย เครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ ก็ต้องเป็นจิตวิญญาณ เพราะชื่อเสียงและความสำเร็จ ล้วนถูกสร้างมาจากขุมพลังเครื่องบล็อกนี้ และใส่ไว้ในอีโวลูชั่นเจเนอเรชัน 1 – 9 มาโดยตลอด ทว่าในความเป็นจริง 4G63 มีเครื่อง 2 แบบ คือ  N/A ไม่มีเทอร์โบ และ T เทอร์โบ

4G63 แบบไม่มีเทอร์โบ ส่วนใหญ่อยู่ในรถปิกอัพของมิตซูบิชิหลายรุ่น เช่น สตาร์ด้า, ไมตรี แม็กซ์, แอล 200, กาแลนท์ อัลติม่า ฯลฯ โดยเฉพาะรถที่มิตซูบิชิส่งไปขายในยุโรปยุคปลาย 80 ถึง 90 จะเป็น 4G63 แบบ N/A ค่อนข้างเยอะ

ส่วน 4G63 เทอร์โบ หลายคนเข้าใจผิด… คิดว่าใช้เฉพาะในอีโวลูชั่นเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงรถหลายรุ่นแรงของมิตซูบิชิ เช่น กาแลนท์ วีอาร์ 4 รุ่นปี 1989 และ อีคลิปส์ รุ่นปี 1995 ก็ใช้เครื่องบล็อกนี้มาก่อน ก่อนมาประจำการถาวรเพื่อสร้างชื่อให้กับอีโวลูชั่นอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการแข่งขันรถยนต์แรลลี่ WRC ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก 

จุดเด่นของ 4G63 เทอร์โบอยู่ที่ความแรงและทนทาน เครื่องเดิม OEM ออกจากโรงงานก็มีมาให้แล้วกว่า 280 แรงม้า และหลายคนก็รู้กันดีอยู่ว่า “มันไปต่อได้” อีกเยอะ โมดิฟายด์ปรับแต่งได้ จูนดี ๆ เจอช่างเก่ง ๆ รีดออกมาได้กว่า 400 – 500 ม้า ถ้าเอาโหดหน่อย 700 ม้าก็มีให้เห็นมาแล้ว ใครได้รู้ว่ามี 4G63 ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงล้วนต้องผวากันทั้งนั้น 

นอกจากนี้ความทนทานก็เป็นจุดเด่นของ 4G63 เทอร์โบ การันตีด้วยงานแข่ง WRC ชิงแชมป์โลกเป็นเดิมพัน สามารถทนการจูนหนักหรือขับแบบหฤโหดได้พอสมควร ที่สำคัญเครื่องยนต์ 4G63 มีราคาที่ไม่แพง จึงเป็นที่นิยมของเหล่านักแต่งรถเมืองไทย

มิตซูบิชิ อีโวลูชัน ทุกรุ่นใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
มิตซูบิชิ อีโวลูชัน ทุกรุ่นใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

เอาชนะทุกขีดจำกัดด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

อย่างที่กล่าวเบื้องต้นว่า “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น” กำเนิดมาจากสายพันธุ์การแข่งขันแรลลี่ WRC ซึ่งจำเป็นต้องใช้กลไกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งอีโวลูชั่นทุกรุ่นเป็นรถขับ 4 ทั้งหมด จุดเด่นของของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ต้องยกให้เรื่องการยึดเกาะถนนเป็นหลัก สามารถใช้งานด้วยการขับอเนกประสงค์ ไปได้ทุกที่ทั้งออนโรดและออฟโรด เอาชนะทุกข้อจำกัดอย่างเหนือชั้น 

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ยึดเกาะถนนดี เข้าโค้งไม่บานออก และน้อยมากที่จะมีอาการ Understeer และ Oversteer ให้เห็น (ถ้าไม่ตั้งใจทำ) เวลาเปลี่ยนเลนส์ขณะขับ รถจะพุ่งไปทั้งคัน ต่างจากขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่หัวรถจะออกก่อน ฟีลลิ่งในการขับต้องปรับใหม่ เพราะพวกมาลัยทั้งไวและคมกว่ารถทั่วไปมาก

แต่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อก็มีข้อเสียอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวงเลี้ยวที่กว้างเกือบเท่ารถปิกอัพ และยังขยันบริโภคน้ำมันมากกว่า ค่าบำรุงรักษาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมีชิ้นส่วนเกี่ยวข้องที่มากชิ้น 

มัจจุราช 3 เกียร์ แรงจัดในทุกย่านความเร็ว
มัจจุราช 3 เกียร์ แรงจัดในทุกย่านความเร็ว

มัจจุราช 3 เกียร์ ฉีกเป็นกระดาษ แซงขาดทุกช่วงตัว

เปิดที่มาของมัจจุราช 3 เกียร์ ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้เขียนตั้งเอง เพราะส่วนใหญ่จะคุ้นกับมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ในฉายา “นักเลง 3 เกียร์” มากกว่า แต่รวมแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความแรง โดยเฉพาะแรงบิดในการออกตัว หาได้น้อยมากที่วิ่งตีนต้นแล้วจะเอาชนะอีโวลูชั่นได้  ส่วนใหญ่ถ้าไม่แรงจริง มักเสร็จอีโวลูชั่นแทบทุกคัน

   มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ตีนต้นดี ตีนปลายสม่ำเสมอ แรงต่อเนื่องในทุกช่วงความเร็ว “ดันเข้าเกียร์ 1 สับลง 2 ยัดเข้า 3 ทิ้งหลายช่วงตัว รับรองอีโวจะหายวับไปกับตา” หลังติดเบาะตลอด แรงจัดถึงขนาดที่ภาพยนต์ฮอลลีวูดหลายเรื่อง ต้องนำ “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น” ไปเป็นส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่องเลยที่เดียว 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์  กับการแต่งในสไตล์อีโวลูชั่น
มิตซูบิชิ แลนเซอร์ กับการแต่งในสไตล์อีโวลูชั่น

ตัวเป็นแลนเซอร์ แต่จิตวิญญาณเป็น “อีโวลูชั่น”

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ยนตรกรรมสมรรถนะสูง ผลิตไม่เยอะและขายในญี่ปุ่นเป็นส่วนใหญ่ แต่มีที่ข้ามไปทำตลาดในอเมริกาอยู่บ้าง ราคาสูงในหลักล้าน (ไม่รวมภาษีนำเข้า) ในไทยมีคนชอบมิตซูบิชิ อีโวลูชั่นพอสมควร แต่มีรถแท้ขับบนถนนไม่เยอะนัก เพราะหายากราคาแพง 

จึงนิยมนำแลนเซอร์มาแปลงและแต่งเป็นอีโวลูชั่น สวยและได้รับความนิยมไปอีกแบบ มีทั้งถอดเครื่องเก่าออกเพื่อใส่ 4G63 แล้วแปลงจากขับ 2 เป็นขับ 4 ได้ความแรงและฟีลลิ่งที่เป็นจิตวิญญาณของอีโวลูชั่นแท้ ๆ ซึ่งสามารถทำได้โดยต้องไปจดทะเบียนเป็นขับ 4 และเสียภาษีสรรพสามิต พร้อมปฏิบัติตามที่ข้อกฎหมายกำหนด

ภาพเรนเดอร์กับอนาคตที่ยังคลุมเคลือของ "มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 11"
ภาพเรนเดอร์กับอนาคตที่ยังคลุมเคลือของ “มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น เจเนอร์เรชัน 11”

อีโวลูชั่น 11 การกลับมาที่ยังไม่มีคำตอบ !!!

หลังจาก มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น หยุดสายการผลิตตั้งแต่ปี 2015 สาวกพันธุ์แท้ต่างเรียกร้องให้ทางมิตซูบิชินำอีโวลูชั่นกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ทว่าก็มีแต่ข่าวลือที่ยังไม่เคยมีข้อสรุปอย่างจริงจังจากทางค่าย ซึ่งปัจจุบันมิตซูบิชิจากญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรร่วมกับเรโนลด์ของฝรั่งเศส จึงมีกระแสข่าวลือว่าอาจมีการคืนชีพให้อีโวลูชั่น แต่อยู่ในร่างลูกผสมที่ใช้แพลตฟอร์ม CMF-CD F4 และใช้เครื่อง ยนต์ Megane RS ความจุ 1.8 ลิตร 4 สูบแทน

สาวกอาจมองดูแปลกและไม่ชอบกับคอนเซ็ปต์ที่ว่านี้ แต่ทั้งหมดยังเป็นแค่ข่าวลือที่เงียบหายไปตามเวลา ทางมิตซูบิชิยังไม่มีข้อสรุปสำหรับอีโวลูชั่นว่า ท้ายที่สุดแล้วจะคืนชีพให้กับมัน หรือ ฝังลืมเพื่อให้เป็นตำนานไปตลอดกาล

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องราวของมิตซูบิชิ อีโวลูชั่น รถในตำนานที่ผู้ชายส่วนใหญ่ฝันถึง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในยุคเกรียงไกลของมัจจุราช 3 เกียร์ เพราะท้ายที่สุดแล้วคำว่าตำนานก็เป็นเรื่องราวให้เจริญรอยตาม ซึ่งหากคุณอยากที่จะสัมผัสความยิ่งใหญ่ของอีโวลูชั่น ไม่ต้องตามไปดูถึงพิพิธภัณฑ์ เพราะในเว็บ Kaidee.com ก็มีให้เลือกอยู่หลายคัน ไม่เชื่อไปดูกันได้เลย

 สรุปให้อ่านง่าย

มิตซูบิชิ อีโวลูชั่น ยนตรกรรมที่มีจุดกำเนิดจากการแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลก ทำตลาดโดยผลิตแบบจำกัดจำนวน ตั้งแต่ปี 1992 – 2015 ตลอดระยะเวลา 23 ปี ผลิตทั้งหมด 10 เจเนอเรชัน โดยใช้ตัวถังของตระกูลแลนเซอร์มาตลอด โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 4G63 เทอร์โบ อัดแน่นด้วยสมรรถนะขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟูลไทม์ ขายในญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่มีผู้นำเข้าอิสระจัดจำหน่ายในประเทศต่าง  ๆ ในไทยมีอีโวลูชั่นแท้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นการแต่งสวยในสไตล์อีโวลูชั่น