Mar 30, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“ไม่เป็นนักล่า ก็ต้องเป็นเหยื่อ
ไม่เป็นคนแย่ง ก็ต้องเป็นคนที่สูญเสีย”
Marla Grayson
ภาพจาก I Care a Lot
“I Care A Lot” เพราะในโลกนี้มีคนอยู่ 2 จำพวก พวกที่ยอมแพ้เวลาเกิดปัญหากับคนที่สู้ยิบตาแบบไม่แกตายก็ฉันตาย มาร์ล่าเป็นคนหนึ่งที่อยากชนะความโหดร้ายในโลกทุนนิยม ง่าย ๆ สั้น ๆ คือ
“ทำยังไงก็ได้ให้รวย”
นั่นคือคำที่ มาร์ล่า เกรย์สัน (แสดงโดย Rosamund Pike) เจ้าแม่สูบเงินจากคนชราได้พูดไว้ในเรื่อง
หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับนักธุรกิจสาวพราวเสน่ห์ ฉากหน้าเป็นแม่พระใจบุญคอยรับดูแลผู้ป่วยและคนชราให้เข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชราสุดหรู เพราะเธอนั้นแสนจะ “แคร์”
I Care a Lot
แต่เบื้องหลังแล้วใครจะรู้ว่าเธอ “เฟค” ตัวแม่ เพราะเธอวางแผนควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือควบคุมตั้งแต่ใบวินิจฉัย (ปลอม ๆ) ของแพทย์ จนถึงผู้อำนวยการบ้านพักคนชรา
หลายคนอาจคุ้นหน้านักแสดงคนนี้จากบทสาวจิตปาดคอโหดจากเรื่อง Gone Girl ที่ทำให้หลายคนติดภาพความร้ายกาจทางการแสดง และหลังจากนั้นบทที่เธอได้รับก็หนีไม่พ้นสาวโหดตลอดมา
source: 20th Century Fox – Gone Girl (2014)
ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายทาง Netflix ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์แต่ก็สามารถกวาดคะแนนจากนักวิจารณ์หนังใน Rotten Tomatoes ไปถึง 80% ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนที่เยี่ยม
แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังพล็อตสนุกสุดป่วงนั้น จะซ่อนไปด้วยความหมายแฝงและเสียดสีสังคมอย่างเจ็บแสบ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความยุติธรรม การต่อต้านปิตาธิปไตย ไปจนถึง LGBTQ พร้อมแล้วตามเราไปเจาะลึกกันเลย!
Capitalism: การเอาชนะสังคมทุนนิยมของมาร์ล่า เกรย์สัน
“ฉันก็เคยเป็นแบบคุณ
คิดว่าการขยันและเล่นตามกฎจะทำให้
ประสบความสำเร็จและมีความสุข
แต่ไม่เลยการเล่นตามกฎคือ
เรื่องหลอกหลวงที่คนรวยแต่งขึ้นเพื่อให้พวกเราที่เหลือจนเหมือนเดิม ”
MARLA GRAYSON
ในเรื่องนี้แฝงไปด้วยการต่อสู้ในโลกทุนนิยมที่กดขี่อเมริกันชนคนธรรมดาที่ไม่มีวันรวยและประสบความสำเร็จหากไม่ถูกหวยหรือมีต้นทุนมาก่อน และหากดูจากข้อมูลทางสถิติ เราจะรู้ว่ามีกลุ่มคนเพียงแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ร่ำรวย
20 เศรษฐีระดับพันล้านของอเมริกา ขอขอบคุณข้อมูลจาก Statista
ส่วนฐานพีระมิดอย่างเรา ๆ ก็ทำงานวันแล้ววันเล่า เพื่อเอากำไรให้นายทุนไปเสวยสุข ทำงานหนัก 5 วัน เพื่อแลกกับเวลาส่วนตัวเพียง 48 ชั่วโมง มาร์ล่ารู้ซึ้งถึงจุดนี้ดีจึงหาช่องโหว่ของกฎหมายหาทางเอาเปรียบคนแก่ที่เกษียณและใช้ชีวิตบนเงินเก็บ
“จะอยู่รอดในประเทศนี้ ต้องกล้าเข้าไว้ แล้วก็โง่ โหดเหี้ยม และตั้งใจจริง
เพราะถ้าเล่นอย่างขาวสะอาด คอยกลัว มันก็ไม่ไปถึงไหน”
MARLA GRAYSON
MARLA GRAYSON
เพราะโลกสอนให้เธอร้าย เธอจึงต้องสวมหน้ากากนักบริหารจัดการทรัพย์สินที่แสนดีและห่วงใยคนชรา เมื่อจัดแจงส่งคนเหล่านั้นเข้าบ้านพักคนชราได้ มาร์ล่าก็เสวยสุขบนกองเงินเกษียณของพวกเขาแถมยังให้ส่วนแบ่งกับแพทย์และบ้านพักคนชรา เอาเป็นว่า ทำกันอย่างครบวงจร
“สำหรับฉัน เงินคือจุดเริ่มต้น
เงินที่มากพอจะสามารถใช้เป็นอาวุธได้ นั่นแหละที่ฉันต้องการ”
MARLA GRAYSON
Justice vs Injustice: เส้นกั้นบางๆ ที่หายไประหว่างความยุติธรรมและอยุติธรรม
หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วมาร์ล่าทำได้ยังไง กระบวนการยุติธรรมหายไปไหน คำตอบอยู่ที่ว่า กระบวนการยุติธรรมก็มีส่วนน่ะสิ! เพราะอเมริกามี Guardian Law หรือ กฎหมายการแต่งตั้งผู้ปกครองทรัพย์สิน ในกรณีที่เจ้าของทรัพย์สินชราภาพ และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แค่เธอเฟคใบวินิจฉัยจากหมอว่าคนแก่นั้นช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วทั้ง ๆ ที่เขาแข็งแรงดี แล้วยื่นขอต่อศาล แค่นั้นก็จบเรื่อง
ซึ่งเป็นที่น่าคิดว่าหากเป็นคำสั่งของตัวแทนความยุติธรรมอย่าง “ศาล” นั้นถือเป็นที่สิ้นสุดจริงๆ
“ทุกคำพิพากษานั้นถือเป็นความยุติธรรมหรือไม่ หรือเป็นเพียงความอยุติธรรมที่ถูกหยิบยื่นให้โดยตัวแทนของความยุติธรรม “
เพราะแม้ว่ามีคนธรรมดาที่คิดจะสู้ในชั้นศาลเพื่อนำครอบครัวของตัวเองคืนกลับมา แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะท่าทางน่าเชื่อถือและชั้นเชิงการพูดการจาที่เรียกได้ว่าลิ้นสองแฉกของมาร์ล่าได้
มีอีกซีนหนึ่งที่เราคิดว่าเส้นกั้นความดีความเลวมันเบลอจนแทบแยกไม่ออก นั่นก็คือตอนที่มาร์ล่ารู้แล้วว่าเธอไปเจอตอใหญ่เข้า เพราะคนแก่ที่เธอเพิ่งไปเอาตัวมาดันเป็นแม่ของเจ้าพ่อรัสเซีย😱!!!
Roman Lunyov มาเฟียในเรื่อง
แล้วเรื่องราวก็ไปไกลเกินคาดเพราะมาเฟียทำทุกวิถีทางเพื่อเอาแม่กลับมา
นักธุรกิจคนหนึ่งก็ร้าย มาเฟียคนหนึ่งก็เลว พอมาฟาดฟันกัน พยายามฆ่ากันและกัน ทำเอาเราเลือกไม่ถูกว่าควรเชียร์ให้ใครมีชีวิตรอดดี เพราะไม่มีใครขาวสะอาดหรือดำบริสุทธิ์ มีแต่สีเทาเท่านั้น
เปรียบเหมือนเสือสองตัวสู้กัน หากเราเป็นแกะที่เป็นเหยื่อในการต่อสู้ทางธุรกิจครั้งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมายังไง แกะก็ถูกกินอยู่ดี จึงถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจซึ่งถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในภาพยนตร์
Attitude Against Patriarchal Society and LGBTQ: ทัศนคติต้านปิตาธิปไตยและความรักไม่จำกัดเพศ
“รู้ไหมว่าฉันเคยถูกผู้ชายขู่กี่ครั้ง…เป็นพันครั้ง พวกเขาขู่เพราะนั่นคือทางเลือกเดียวที่เขามี
ถ้ากล่อมผู้หญิงให้ทำตามใจไม่ได้ ก็ด่าว่าเราด้วยคำหยาบ แล้วก็ขู่ฆ่า ฉันไม่กลัวหรอก”
MARLA GRAYSON
เพราะการประสบความสำเร็จในโลกปิตาธิปไตยมันไม่ง่ายสำหรับผู้หญิงในโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ในโลกที่ผู้หญิงโดนคุกคามทางเพศไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมเกือบจะตลอดเวลาโดยที่ผู้คุกคามนั้นไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังทำผิดอยู่
สถิติผู้หญิงโดนคุกคามในที่ทำงานโดยการกระทำรูปแบบต่างๆ ขอขอบคุณข้อมูลจาก Statista
แถมเมื่อดูสถิติจาก Washington Post ผู้ชายก็ไม่รู้ตัวจริง ๆ ด้วย ว่าผู้คุกคามทางเพศในที่ทำงานนั้นส่วนมากลอยตัวพ้นผิด !?
ขอขอบคุณภาพจาก Washington Post
จากภาพจะเห็นได้ว่าเปอร์เซ็นต์ของผู้ชายที่ลอยตัวพ้นผิดนั้นมากถึง 95 % แต่จำนวนเปอร์เซ็นต์ที่ผู้ชายคิดนั้นดันต่ำกว่าความเป็นจริงมากคือ 56 เปอร์เซ็นต์
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มาร์ล่านั้นตั้งใจใช้ทางลัดเพื่อจะประสบความสำเร็จเพราะในเรื่องมีหลายครั้งหลายคราที่เธอถูกด่าทอและถูกกดทับด้วยสังคมปิตาธิปไตย
I Care a Lot
ในเรื่องผู้ชายคนนี้เป็นตัวแทนของ Misogonyและ Sexist เราจะเห็นได้จากคำผรุสวาทของเขาที่มีต่อมาร์ล่าว่าเขามีทัศนคติที่ไม่ดีต่อผู้หญิงและด่าทออย่างร้ายกาจว่าขอให้มาร์ล่าถูกข่มขืน
“แค่เป็นผู้ชาย
ไม่ได้ทำให้คุณน่ากลัวขึ้นสำหรับฉันเลย”
MARLA GRAYSON
I Care a Lot
“มันเจ็บกว่าเพราะฉันเป็นผู้หญิงเหรอ
ที่คุณแพ้ราบคาบให้กับผู้หญิงน่ะ”
MARLA GRAYSON
ส่วนด้าน LGBTQ ในเรื่องทลายกรอบเดิม ๆ ของรักไม่จำกัดเพศเนื่องจากมาร์ล่านั้นมีคนรักเป็นผู้หญิง แล้วผู้กำกับยังพิถีพิถันสื่อออกมาแบบหลุดจากภาพจำว่าต้องมีคนหนึ่งที่ดูเหมือนผู้ชาย หรือมีภาพลักษณ์ของ Masculine และคนหนึ่งที่มีลักษณะของ Feminine อีกด้วย เพราะทั้งคู่นั้นเป็นผู้หญิงสมัยใหม่ เรียกได้ว่า สาวมั่นที่ตามแฟชั่นทั้งคู่ และแค่เป็น 2 คนที่รักกันเท่านั้นเอง
I Care a Lot
LGBTQ ในเรื่องทลายกรอบเดิม ๆ ของรักไม่จำกัดเพศ
สรุปท้ายบทความ
โดยรวมแล้ว I Care a Lot นั้นเป็นหนังเสียดสีสังคมทุนนิยมอย่างแสบสัน ไม่มากและไม่น้อยเกินไปจนรู้สึกว่าถูกยัดเยียดไอเดียบางอย่างให้ ถือว่าเหมาะแก่การดูสนุก ๆ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็อดคิดไม่ได้ว่ามาร์ล่านั้นเป็นตัวแทนความประสบความสำเร็จของผู้หญิงยุคใหม่ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะมองเป็นตัวอย่าง (แต่ต้องไม่ร้ายแบบนางนะคะ😂😂😂)
หากใครอยากได้ Gadget ดี ๆ อย่างมือถือ แท็บเล็ต เอาไว้ไปดูภาพยนตร์ให้ได้ฟีลมาซื้อได้ที่ Kaidee นะคะ
Mar 29, 2021 | บทความยานยนต์
การแต่งรถเป็นอีกหนึ่งความคลั่งไคล้ของเหล่าหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบและมีจิตวิญญาณความซิ่งอยู่ในตัว ซึ่งในวันนี้เดี๋ยวเราจะมาทำความรู้จักกันกับชุดแต่งที่มีชื่อเสียงในระดับโลกอย่าง “Liberty Walk” ที่นำเข้าจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการมาโดย พี่โอ๊ต แห่ง Infinite Motorsport
VIDEO
WHERE IT ALL BEGIN…LIBERTY WALK
ชุดแต่งสัญชาติญี่ปุ่นที่สร้างชื่อเสียงและดังไกลระดับโลก งาน Sema Show 2013 ที่อเมริกา ที่จะรวมเอาเฉพาะรถยนต์ที่โดดเด่นมาไว้ในงานเอานั้น ซึ่งเจ้าสำนักที่ก่อตั้ง Liberty Walk ขึ้นมานั้นก็คือ คุณ “Wataru Kato” ที่ชื่นชอบในการแต่งรถบบ “Bosozoku” หรือที่รู้จักกันคือ การแต่งรถมอเตอร์ไซค์แบบชาวแก๊งค์ของวัยรุ่นญี่ปุ่น
ซึ่งนำเอาความเป็นแก๊งค์นี้มาดัดแปลงให้เข้ากับรถยนต์ โดยคันแรกที่เค้านำมาใส่ชุดแต่ง Liberty Walk อย่างเป็นทางการเลยก็คือ Ferrari 458 และ Nissan GT-R R35 ทำให้เป็นที่ตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากและโด่งดังได้ในข้ามคืนในระดับโลก
[ ก่อนหน้าที่จะมาเป็น LIBERTY WALK ]
คุณ Wataru Kato นั้นเคยขายรถมือสองมาก่อน แถมยังมีรถแค่ 3 คันเท่านั้น!! แต่การที่ขายรถมือสองธรรมดา ๆ มันขายไม่ค่อยได้ราคาเท่าไรนัก เขาจึงหันมามองสิ่งที่ถนัดมาที่สุดอย่างการแต่งรถ ซึ่งเมื่อทำออกมาแล้วกลับขายได้เป็นอย่างดี
– Infinite Motorsport –
“พี่โอ๊ต” หนุ่มสถาปนิกผู้ที่มีความหลงใหลในเรื่องของความเร็วและเป็นนักแข่งรถลงสนาม ทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจที่ว่าอยากจะเปิดอู่ไปพร้อม ๆ กับจิตวิญญาณสถาปนิก ก่อเกิดมาเป็น Infinite Motorsport ที่รวมหลากหลายธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างครบวงจรที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ แม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ในการเปิดอู่มาก่อน แต่ด้วย Passion ที่แรงกล้า ส่งให้ที่นี่เปิดมาตั้งแต่ 2004 จนมาถึงปัจจุบัน
“จากความชื่นชอบเปลี่ยนมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ”
[ กำเนิด LIBERTY WALK THAILAND ]
จุดเริ่มต้นมาเกิดจากการกล้าได้กล้าเสียของพี่โอ๊ตและเพื่อน ๆ ที่มีความชอบในรถแต่งเหมือน ๆ กันจึงได้ลองส่ง E-mail ไปติดต่อทางต้นสำนักในการขอมาเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่ประเทศไทย ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นก็สนใจ จึงเกิดมาเป็น “Liberty Walk Thailand” โดยรถยนต์คันแรกของประเทศไทยที่สวมใส่ชุดแต่งแบบ Full Kit คือ Nissan GT-R R35 ของพี่นิวที่เป็นของหุ้นส่วนในธุรกิจ
ความโดดเด่นที่เหนือจากสำนักอื่น ๆ
เอกลักษณ์ที่เจ้าไหนก็ให้ไม่ได้ อย่าง Wide Body โป่งข้างแบบเย็บตรงบริเวณซุ้มล้อที่ยื่นออกมาเกินจากตัวรถ ที่มีความ Vintage ตามแบบฉบับ Bosozoku ที่คุณ Wataru Kato ชื่นชอบ แต่นอกจากนี้แล้วยังมีส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ใน Body Parts ของ Liberty Walk อีกด้วย อาทิ กระจังหน้า, กันชนหน้า-หลัง, สเกิร์ตหน้า-หลัง และสปอยเลอร์ ที่พอนำทุกอย่างมาหลอมรวมกันในรถหนึ่งคันแล้ว คุณจะรู้ได้ในทันทีว่านี่แหละ Liberty Walk
ขอขอบคุณภาพจาก Facebook : Liberty Walk Thailand
หากใครที่กำลังมีความสนใจเพิ่มเติมในเรื่องของชุดแต่ง Liberty Walk หรือบริการอื่นภายใน Infinite Motorsport แล้วล่ะก็สามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะจากการโทรสอบถามหรือติดต่อเข้าไปโดยตรงผ่านเพจ Facebook ได้เลย
Facebook Pages : Liberty Walk Thailandเบอร์โทร : 083-065-1654
หากใครที่สนใจในเรื่องของชุดแต่งรถยนต์ เพิ่มความเฟี้ยวให้รถของคุณมีอะไรมากยิ่งขึ้น คุณมาได้ถูกที่เลย เพราะที่ Kaidee เป็นอีกหนึ่งที่ที่เป็นแหล่งรวมชุดแต่งมากมายที่เข้ากับรถและสไตล์ของคุณ!!
Mar 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“อย่านอนช่วงผีตากผ้าอ้อม”
ไม่รู้ว่ามีคนเคยผ่านประสบการณ์โดนพ่อแม่พี่ป้าน้าอาในบ้านทักเวลาจะงีบช่วงโพล้เพล้บ้างหรือเปล่า แต่เราที่เกิดมาในช่วงเจนวายเป็นหนึ่งในผู้มีประสบการณ์ร่วมกับการได้ยินคำเตือนเหล่านี้จากคนที่บ้าน ถึงจะจำได้ไม่ละเอียดนักว่าตอนนั้นตัวเองรู้สึกยังไง จำได้แค่ว่า ได้ยินคำว่า “ผี” เปิดมาก็กลัวแล้ว ยอมทำตามแต่โดยดีแล้ว
พอโตมา คำนี้ก็หายไปจากชีวิตบ้าง แต่พอบังเอิญผ่านมาได้ยินทีไร ก็จะอดสงสัยไม่ได้ทุกทีว่ามันมีที่มาที่ไปมาจากอะไร วันนี้เราเลยขอสนองนี้ดตัวเองด้วยการไปรวบรวมเรื่องราวที่มาที่ไปและความเชื่อเกี่ยวกับเวลาผีตากผ้าอ้อมมาฝาก
ไขข้อข้องใจความเชื่อเรื่องช่วง ‘ผีตากผ้าอ้อม’ คืออะไร มีที่มายังไง
‘ผีตากผ้าอ้อม’ คือชื่อที่คนไทยสมัยก่อนใช้เรียกช่วงเวลาโพล้เพล้ ใกล้พระอาทิตย์ตกดิน หรือประมาณ 16.00-18.00 น. ที่มาของชื่อ ‘ผีตากผ้าอ้อม’ บางคนก็บอกว่าเกิดจากท้องฟ้าที่เป็นสีแดงอมส้มเหลือง เหมือนกับเอาผ้าอ้อมไปตาก ในขณะที่บางคนก็บอกว่าเป็นความเชื่อเกี่ยวกับช่วงเวลาเย็น ๆ แดดร่มลมตกที่ภูติผีวิญญาณจะนำผ้าอ้อมของลูกออกมาตาก
เนื่องจากตามความเชื่อโบราณ ว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่เชื่อมต่อกันระหว่างโลกมนุษย์กับโลกที่สาม เหล่าวิญญาณ ภูติผีปีศาจ และมนุษย์ อาจจะวนเวียนอยู่ในสถานที่เดียวกัน จึงมีความเชื่อสืบต่อมาว่าเมื่อเรานอนในช่วงนี้ วิญญาณของเราที่อาจจะหลุดออกจากร่างในขณะหลับ อาจจะไปพบกับวิญญาณที่ผ่านไปมาในช่วงนั้นก็เป็นได้
ห้ามนอนช่วง ‘ผีตากผ้าอ้อม’ ความเชื่อนี้ไม่ได้มีแค่ในวัฒนธรรมไทย
ในขณะที่คนไทยมีความเชื่อลี้ลับเกี่ยวกับการนอนช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดินเพราะเป็นช่วงที่ทั้งโลกมนุษย์และโลกหลังความตายเชื่อมโยงกัน ทางศาสนาฮินดูเองก็มีความเชื่อเกี่ยวกับการห้ามนอนช่วงพลบค่ำเช่นเดียวกัน
แต่ทว่าต่างจากคนไทยที่มองช่วงเวลาผีตากผ้าอ้อมในแง่ลบ ความเชื่อทางศาสนาฮินดูจะมองช่วงเวลาโพล้เพล้ในแง่บวกมากกว่า ตามด้านล่างเลย
ตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ช่วงรุ่งสางและพลบค่ำเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก เชื่อกันว่าเมื่อช่วงกลางวันและกลางคืนมาบรรจบกัน จะเป็นช่วงที่เทพเจ้าเสด็จลงมาให้พร เราจึงต้องพยายามเตรียมตัวให้พร้อมรับพรในช่วงนี้แทนที่จะหลบไปนอน
ช่วงโพล้เพล้ก็เริ่มมืดแล้ว คนจะเริ่มเปิดไฟทั่วบ้าน หลาย ๆ บ้านจะเปิดไฟในช่วงเวลานี้เป็นกิจวัตร เชื่อว่าแสงสว่างช่วยขับไล่ความชั่วร้ายนอกบ้านและเป็นการต้อนรับเทพเจ้าที่เสด็จผ่านมา
ไขข้อข้องใจ นอนช่วงผีตากผ้าอ้อมไม่ดีจริงหรือ? วิทยาศาสตร์มีคำตอบ
เสพความเชื่อเหนือธรรมชาติที่อาจจะพิสูจน์ไม่ได้เกี่ยวกับการนอนช่วงผีตากผ้าอ้อมกันมาพอสมควรแล้ว จะไม่ให้ลองมองต่างมุม ลองพิสูจน์จากหลักวิทยาศาสตร์เลยก็คงไม่ได้ หากมองในมุมวิทยาศาสตร์ นอนหลับช่วงเย็นสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายเราจากหลายสาเหตุ
นอนหลับช่วงผีตากผ้าอ้อม ทำนาฬิการ่างกายรวน
อย่างแรกเลยคือการนอนหลับผิดเวลา ทำให้ร่างกายและสมองไม่เคยชิน เนื่องจากก่อนนอน ดวงตาเราจะรับแสงและส่งไปยังสมองเพื่อปรับระบบไหลเวียนเลือดให้เหมาะกับอุณหภูมิร่างกาย ทำให้เวลาตื่นขึ้นมาช่วงที่มืดแล้ว ร่างกายจะสั่งให้สมองปรับระบบหลอดเลือดตามอุณหภูมิและเวลาจนเกิดการหดและขยายตัวของเส้นเลือดอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดอาการปวดหัว เนื่องจากร่างกายปรับสภาพไม่ทัน
นอกจากนี้การนอนหลับผิดเวลาอย่างการนอนในช่วงเย็น อาจจะทำให้เราตื่นในช่วงกลางดึก หากเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นาฬิการ่างกายอาจจะเริ่มส่งสัญญาณการนอนในช่วงที่ไม่ใช่เวลานอนอย่างช่วงเย็น และส่งสัญญาณตื่นในช่วงกลางดึก
หากนาฬิการ่างกายของเรารวน ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น โรคเบาหวาน ความดันเลือดผิดปกติ อัตราการเต้นหัวใจผิดปกติ ความผิดปกติในระบบย่อยอาหาร อาหารไม่ย่อย ระดับฮอร์โมนผิดปกติ เป็นต้น
ปรัชญาโยคะชี้นอนช่วงผีตากผ้าอ้อมยิ่งปลุกพลังลบในร่างกาย
ตามหลักอายุรเวทซึ่งพื้นฐานมาจากศาสนาฮินดู จะมีสิ่งที่เรียกว่าองค์ประกอบ 3 คณะ ซึ่งมาจากการแยกส่วนประกอบของสิ่งที่รวมกันเป็นหนึ่ง จะแบ่งเป็น
สัตตวะ (sattva) คือ ความบริสุทธิ์ สร้างสรรค์ รชัส (rajas) คือ อารมณ์ การเคลื่อนไหว พลังงาน การคุ้มครองรักษา ตมัส (tamas) คือ ความเฉื่อยชา หมดกำลัง ถดถอย
โดยหลักการนี้เชื่อว่าหากเรานอนหลับช่วงใกล้พระอาทิตย์ตกดิน พลังตมัสจะเพิ่มขึ้น ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เฉื่อยชา ถดถอย
สรุปบทความ
‘ห้ามนอนช่วงผีตากผ้าอ้อม’ คำเตือนจากพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ใครหลายคนน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง ความเชื่อเรื่องช่วงเวลาผีตากผ้าอ้อมเป็นช่วง 16.00 – 18.00 น. ใกล้พระอาทิตย์ตกดิน โบราณว่ากันว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกมนุษย์เชื่อมต่อกับโลกวิญญาณ จึงห้ามให้ใครนอนในช่วงเวลานั้นเพราะวิญญาณอาจจะหลุดลอยออกจากร่างไปเจอกับวิญญาณ
ทว่าในความเชื่อของศาสนาฮินดูที่ยึดถือปฏิบัติในต่างประเทศ เชื่อว่าช่วงเวลาใกล้พระอาทิตย์ตกดินเป็นช่วงที่เทพเจ้าจะเสด็จลงมาเยี่ยมเยียน และเป็นช่วงที่เราควรเปิดไฟสว่างเพื่อต้อนรับเทพเจ้าทั้งหลาย ดังนั้นจึงไม่ควรนอน
ในขณะเดียวกันทางวิทยาศาสตร์เองก็มีคำตอบเช่นกัน เพราะการนอนหลับในช่วงเย็นจะทำให้นาฬิการ่างกายของเราที่เคยชินกับการนอนกลางคืนรวน สิ่งแรกที่น่าจะเจอคือการตื่นกลางดึก ซึ่งจะไปกระทบกับกระบวนการซ่อมแซมร่างกายที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เรานอนหลับเป็นประจำ
อีกทั้งการนอนหลับในช่วงนั้นก็ยังเป็นการนอนผิดเวลา ทำให้สมองและดวงตาที่จดจำว่าต้องตื่นมาเจอแสงยามเช้าเกิดปรับสภาพไม่ทัน ทำให้เกิดอาการปวดหัว
มาถึงตรงนี้ต้องบอกว่าความเชื่อเรื่องผีตากผ้าอ้อมนั้นสามารถได้ทั้งในมุมความเชื่อเหนือธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ บางทีเรื่องหนึ่งก็สามารถอธิบายได้ในหลาย ๆ ด้าน ยังไงถ้าเพื่อน ๆ มีความเชื่อโบราณแบบไหนที่เคยเจอมาและหาคำตอบได้แล้วหรืออยากหาคำตอบ ก็เอามาแบ่งปันกันได้เลยค่าา
Mar 29, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน มุมมองความคิดเรื่องเฟมินิสต์ (Feminism) จะเป็นที่ยอมรับกว้างขวางเพียงใด แต่เรื่องแฟชั่น และการแต่งตัวก็ยังคงถูกแบ่งเส้นชัดเจนระหว่างผู้ชาย และผู้หญิง
หนึ่งในเครื่องแต่งกายที่ถูกแบ่งเส้นชัดเจนมากที่สุด รองลงมาจากเรื่อง… “กระโปรงนั้้น สำหรับผู้หญิง ผู้ชายใส่กระโปรงไม่ได้….” นั่นก็คือ แฟชั่นการใส่เสื้อ ‘ครอปท็อป’ (CROP TOP) หรือ เสื้อเอวลอยของผู้ชายนั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก Out
ปัจจุบันเสื้อ ครอปท็อป เริ่มได้รับความนิยมจากผู้ชายฝั่งตะวันตกกันบ้างแล้ว ซึ่งจุดเปลี่ยนในครั้งนี้ ต้องขอบคุณเหล่าไอดอล นักแสดง และศิลปินชายชื่อดังทั้งหลาย ที่กล้านำเอาเครื่องแต่งกายที่ถูกคนบางกลุ่มขีดเส้นว่าเป็นแฟชั่นสำหรับหญิงเท่านั้น มาใส่ให้คนทั้งโลกได้เห็นอย่างไม่อาย อีกทั้งยังช่วยโปรโมทความเท่าเทียมกันของเพศ และความกล้าในการถ่ายทอดความเป็นตัวเองผ่านเสื้อผ้าที่ใส่ โดยไม่แคร์ว่าใครจะพูดอย่างไร
ยกตัวอย่างเซเลบที่ร็อกไอเทมครอปท็อป อย่างผ่าเผย เช่น หนุ่มอังกฤษ ที่สุดของความฮอตในทศวรรษนี้ Harry Style , ขวัญใจวัยรุ่น R&B Rapper อย่าง Jaden Smith หรือจาก K-POP ฝั่งเอเชีย เช่น Bobby จาก iKon และอีกมากมาย
แม้ว่าผู้ชายฝั่งตะวันตก จะเริ่มกลับมานิยมเสื้อ ครอปท็อป หรือเสื้อเอวลอยกันแล้ว แต่ต้องยอมรับเลยว่า ฝั่งผู้ชายไทยบ้านเรา ยังไม่เปิดใจ หรือกล้าใส่เสื้อ ครอปท็อป กันสักเท่าไร
จริงๆ แล้วเสื้อครอปท็อป มีเรื่องราว ความเป็นมาที่น่าสนใจ ย้อนรอยไปถึงรุ่นคุณปู่เลยทีเดียว
วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปดูประวัติความเป็นมาของผู้ชายใส่เสื้อ ครอปท็อป กัน และไม่แน่นะคะ เมื่อเพื่อนๆ อ่านบทความนี้จบ หลายคนอาจจะอยากซื้อเสื้อ ครอปท็อป ให้แฟนใส่ หรือคุณผู้ชายทั้งหลายอาจจะรีบพุ่งตัวไปหาซื้อเสื้อ ครอปท็อป ใส่กันเลยก็ได้
ที่มาของ CROP TOP (ครอปท็อป)
ในเรื่องเลวร้ายทุกเรื่อง มักจะมีเรื่องดีๆ แอบซ่อนไว้เสมอ การกำเนิดของเสื้อ ครอปท็อป ก็นับได้ว่าเป็นเรื่องดีๆ ที่เราได้รับมาจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1940) เช่นกัน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น
ทำให้เกิดการขาดแคลนเนื้อผ้า (Fabric) ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อผ้าเป็นวัตถุดิบหลักของการผลิตเสื้อ ดีไซเนอร์ของบริษัทแฟชั่นมากมาย จึงพยายามออกแบบเสื้อที่ใช้วัตถุดิบเนื้อผ้าให้น้อยที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม เสื้อที่ว่านั้นต้องยังมีโครงของความเป็นเสื้ออยู่
นี่เองจึงเป็นที่มาของเสื้อเอวลอย (เสื้อครอปท็อป) ซึ่งเป็นเสื้อที่ตัดเนื้อผ้าบริเวณด้านล้างออก หลังจากที่เสื้อ ครอปท็อป ได้ถูกวางจำหน่าย ก็ได้ความสนใจอย่างมากจากผู้หญิง ซึ่งพวกเธอนิยมนำเสื้อ ครอปท็อป ที่ว่ามาใส่กับกระโปรงเอวสูงค่ะ
ครอปท็อปในยุค 70s
ขอบคุณรูปจาก Thosegirlss
ว่ากันว่า ยุค 70s เป็นยุคทองของวงการแฟชั่น และแน่นอนว่ามันเป็นยุคทองของแฟชั่นเสื้อ ครอปท็อป ด้วยเช่นกัน ในยุคนี้ ผู้ชายนิยมใส่เสื้อ ครอปท็อป มากกว่ายุคไหนๆ ในประวัติศาสตร์เลยล่ะค่ะ แต่อิทธิพลของเสื้อ ครอปท็อป นั้น ไม่ได้มาจากศิลปิน ดารา หรือนักแสดงเหมือนกับสมัยนี้นะคะ
ความนิยมของเสื้อ ครอปท็อป ในยุคนั้นกลับมาจาก กีฬา ค่ะ เนื่องจากสมัยนั้นโรงยิมออกกำลังกายหลายแห่งได้ประกาศสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใช้งานถอดเสื้อระหว่างออกกำลังกาย จึงทำให้มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ตัดเสื้อท่อนล้างออก จุดประสงค์ก็เพื่อความสะดวกสบายขณะออกกำลังกาย แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ผิดกฎของโรงยิมด้วยนั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก Bravotv
นอกจากนี้ เหล่า นักกีฬายกน้ำหนัก ก็หันมาใส่เสื้อครอปท็อป ด้วยเช่นกัน เพราะเสื้อครอปท็อป มีขนาดพอดีกับตัว ซึ่งจะช่วยให้ยกเวทได้คล่องตัวมากกว่าการใส่เสื้อยืดธรรมดา ที่อาจจะติดแขน และเกะกะเวลายกเวทได้
ขอบคุณรูปจาก Bleacherreport
และที่คุ้นตากันมากที่สุด เห็นจะเป็นเสื้อครอปท็อปในหมู่ นักกีฬาอเมริกันฟุตบอล ก่อนที่ทาง National Collegiate Althletic Association (NCAA) ได้แบนเสื้อ ครอปท็อป ตัวปัญหา ไม่ให้นักกีฬาใส่ลงแข่ง นั่นเองค่ะ
ครอปท็อปในยุค 80s – 90s
ขอบคุณรูปจาก Insidehook
ในยุค 80 เสื้อ ครอปท็อป ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เช่นกัน แม้จะสู้ความนิยมในยุค 70s ไม่ได้ แต่ก็มีหลักฐานมากมาย ที่บ่งบอกถึงความฮ็อตฮิตของเสื้อ ครอปท็อป ในหมู่วัยรุ่นชายในยุคนี้ ซึ่งหลักฐานนั้น ก็คงหนีไม่พ้นภาพของเหล่านักแสดง และศิลปินที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มิวสิกวิดีโอ, ภาพยนตร์ หรือ นิตยสารแฟชั่น
ขอบคุณรูปจาก womlifestyle
ขวัญใจแม่ของพวกเรา อย่างพระเอกฮอลลีวูดในตำนาน Johnny Depp จากภาพยนตร์เรื่อง A Nightmare on Elm Street (1984) ก็ได้ใส่เสื้อเอวลอย โชว์หน้าท้อง กับกล้ามน้อยๆ เช่นกัน แม้เรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องแจ้งเกิดของเขา แต่ต้องขอบอกเลยว่า “Johnny Depp With His ครอปท็อป” (จอนนี่ เดปป์ กับเสื้อ ครอปท็อป ของเขา) ได้สร้างความฮือฮาไม่ใช่แค่กับผู้หญิงเท่านั้น แต่หนุ่มๆ เองก็ต่างร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ลุคนี้ ‘โคตรคูล’
ขอบคุณรูปจาก bustle
Prince Roger Nelson ราชาร็อกเกอร์สมัยนั้น ก็เป็นอีกคนที่ทำให้เทรนด์การใส่เสื้อเอวลอยในหมู่ผู้ชาย ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง เพราะหลังจากที่เขาได้ใส่เสื้อ ครอปท็อป ขึ้นคอนเสิร์ตเมื่อปี 1986 ลุคของเขาบนเวที ก็ทำเอาแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก ต่างรีบทยอยผลิตเสื้อเอวลอยออกมาแข่งกันอย่างล้นตลาดเลยทีเดียว
ครอปท็อป ในปัจจุบัน
ขอบคุณรูปจาก Teenvogue
ปัจจุบันความนิยมการใส่เสื้อ ครอปท็อป ของเพศชาย มีจำนวนวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เนื่องจากเสื้อ ครอปท็อป กลายเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่ม LGBTQ+ แน่นอนว่าไม่ใช่ LGBTQ+ ทุกคนจะชอบใส่เสื้อ ครอปท็อป นะคะ การเหมารวมกลุ่มบุคคล หรือที่เรียกว่าการ ‘Generalize’ นั้น เป็นเรื่องล้าหลังไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเสื้อ ครอปท็อป นั้น เป็นไอเทมที่ทำให้ผู้สวมใส่ได้มีโอกาสโชว์กล้ามหน้าท้อง โดยไม่ต้องถอดเสื้อ อีกทั้งยังดึงดูดความสนใจได้ดี โดยไม่ต้องแต่งองค์ทรงเครื่องอะไรเยอะแยะ จึงไม่แปลกใจ ที่เสื้อครอปท็อปจะกลายเป็นที่นิยมของหนุ่มๆ หัวใจสาวซะส่วนใหญ่
ซึ่งนี่เอง ทำให้ผู้ชายที่อยากจะหยิบเอาเสื้อเอวลอยมาใส่ ถูกกลุ่มคนที่ต่อต้าน และยังไม่เปิดใจยอมรับกลุ่ม LGBTQ+ เหมารวมว่าเป็นสาวประเภทสอง หรือเป็นเกย์
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าดีใจอย่างยิ่ง ที่วงการ High Fashion (ไฮแฟชั่น) ในปัจจุบัน มีมุมมองการใส่เสื้อ ครอปท็อป ของเพศชายแตกต่างจากกลุ่มบุคคลดังกล่าว แบรนด์ดังมากมายในปัจจุบัน ก็ได้ผลิตเสื้อเอวลอยออกมาสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะ ทำให้ไอเทมเสื้อ ครอปท็อป ของผู้ชาย กลายเป็นเทรนด์ไฮแฟชั่นอีกไอเทมหนึ่งเลยก็ว่าได้
‘Bobby Abley’
ขอบคุณรูปจาก Chasseur
แบรนด์ ‘Menwear’ ชื่อดังจาก UK ก็ได้ปล่อยเสื้อ ครอปท็อป สำหรับผู้ชายในคอลเล็กชันปี 2016 ของเขา แถมยังได้อวดความไฮแฟชั่น ของเสื้อ ครอปท็อป บนรูปร่างของผู้ชาย ให้พวกเขาได้เดินบนรันเวย์ได้อย่างสง่างามอีกด้วย
Gucci
ขอบคุณรูปจาก Vogue
ล่าสุดในแฟชั่นวีคเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา Gucci แฟชั่นเฮ้าส์ แถวหน้าของโลก ก็ได้เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว ของเขา แน่นอนว่าชุดที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมมากที่สุดคือ เสื้อสเว็ตเตอร์ที่ถูกนำมาดัดแปลงเป็นเสื้อครอปท็อปสำหรับผู้ชายนั่นเอง
ถือว่ารันเวย์ของ Gucci ในครั้งนี้ ได้ให้คำตอบเราชัดเจนเลยว่า วงการแฟชั่นนั้น สนับสนุน และให้ไฟเขียวกับแฟชั่นเสื้อครอปท็อปของผู้ชายมากแค่ไหน
เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ
ขอบคุณรูปจาก Music.true.id
อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นว่าฝั่งไทยเรา มีน้อยมากที่ผู้ชายจะกล้าใส่เสื้อครอปท็อปกัน แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีใครลองแฟชั่นนี้เลยนะคะ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว หนุ่ม เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ แห่งวง TRINITY ก็ได้โชว์เอวบางๆ ของเขาในมิวสิกวิดีโอเพลง YESTERDAY TODAY TOMORROW ด้วยเสื้อครอปท็อปสีดำสุดเท่
นี่อาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องราวเล็กๆ เป็นเพียงแค่คอสตูมของนักร้องในมิวสิกวิดีโอ แต่ทุกการเปลี่ยนแปลง มันย่อมเริ่มจากจุดเล็กๆ ไม่ใช่เหรอคะ
สรุปท้ายบทความ
สไตล์การแต่งตัว แน่นอนว่ามันเป็นความชอบส่วนบุคคล ดังนั้นจึงไม่มีผิด ไม่มีถูก ไม่ว่าเพื่อนๆ อยากจะใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงบ๊อกเซอร์ไปเดินสยาม หรือใส่เสื้อแจ็คเก็ตหนังกับกางเกงขาเดปไปซื้อของใช้เข้าบ้านที่โลตัส ตราบใดที่มันไม่เดือดร้อนใคร และถูกกาลเทศะแล้ว มันก็คือสไตล์ของเรา ความชอบของเรา และความเป็นเรา
และถ้าบทความนี้จะสามารถให้ประโยชน์อะไรกับเพื่อนๆ ได้สักอย่าง เราอยากให้เพื่อนๆ ได้รู้ว่าเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดบนตัวเรานั้น คือ ‘ความมั่นใจ’ เพราะถ้าเพื่อนๆ มีความมั่นใจสักอย่าง จะไม่มีคำพูดของใครที่สามารถทำร้ายเราได้ และความมั่นใจนี้ จะทำให้เพื่อนๆ Rock, Slay, Destroy ทุกชุดแน่นอน
คนไหนอยากลองสไตล์ใหม่ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ไหน ที่ราคาไม่สร้างหนี้สินตามมา….. ลองแวะมาที่ Kaidee ค่ะ คลิกเลย
Mar 29, 2021 | บทความอสังหาฯ
“คินคิน มานี่หน่อยเร็ว”
“คินคิน แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามปีนขึ้นทีวี”
“คินคิน จะเข้าไปนอนหรือลูก”
และอีกสารพัดประโยคที่เพื่อนสมัยเรียนมัธยมใช้พูดคุยกับเจ้าแมวเหมียวหน้าตาจิ้มลิ้ม สายพันธุ์สก๊อตทิช โฟล์ด ที่ถูกเลี้ยงดูราวกับเป็นลูกชายอยู่ในคอนโดของเธอ ซึ่งดูเหมือนว่า ‘คินคิน’ ก็พอจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘ทาส’ ผ่านการสะบัดหางบ้าง หรือไม่ก็ผงกหัวขึ้นมามองตามเสียงแจ๋วๆ นั้น
‘คินคิน’ แมวสายพันธุ์สก๊อตทิช โฟล์ด ถูกพามาเดินเล่นบนดาดฟ้าคอนโดพร้อมสายจูงอย่างดี
เลี้ยงแมวในคอนโดได้หรือไม่
“ก่อนจะเลี้ยงคินคิน เราไปถามนิติฯ ก่อนนะ เขาบอกว่าในกฏระเบียบไม่ได้ระบุว่าห้ามเลี้ยง แต่ถ้ามีใครร้องเรียนขึ้นมา เขาก็มีหน้าที่ต้องจัดการไกล่เกลี่ยสร้างข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้ทุกคนในคอนโดยังอยู่ได้อย่างสบาย พอได้ยินแบบนี้ เราเลยตัดสินใจรับคินคินเข้ามาอยู่”
เลี้ยงแมวในคอนโดได้หรือไม่? เป็นข้อถกเถียงมานานถึงความเหมาะสม เนื่องจากคอนโดเป็นสถานที่ที่มีผู้อยู่อาศัยรวมกันจำนวนมาก การมีสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นมาย่อมส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัย ไม่ว่าในแง่พื้นที่ใช้สอยส่วนกลางที่ต้องแยกเป็นสัดส่วน การดูแลเรื่องสุขอนามัยของทั้งคนและสัตว์ รวมถึงการเคารพหรือไม่ละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคล
จากข้อกังวลดังกล่าว คอนโดส่วนใหญ่จึงตัดปัญหาด้วยการออกกฏระเบียบห้ามเลี้ยงสัตว์อย่างชัดเจน แต่มีอีกหลายคอนโดที่ไม่ระบุห้ามเป็นลายลักษณ์อักษร จึงเป็นช่องว่างให้หลายคนแอบเลี้ยงสัตว์ในห้อง ขณะที่นิติบุคคลคอนโดเองก็ทำเหมือนปิดตาข้างหนึ่ง กล่าวคือจะดำเนินการห้ามปรามหรือปรับเงินค่าเสียหายก็ต่อเมื่อมีคนมาร้องเรียนหรือไม่รับความเดือนร้อนจากสัตว์ที่แอบเลี้ยงไว้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่ามีการออกแบบคอนโดในลักษณะ Pet-Friendly เพื่อเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดมากขึ้น แต่ยังคงจำกัดจำนวนสัตว์เลี้ยงต่อห้องเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดและสภาพแวดล้อมของคอนโด รวมทั้งเงื่อนไขยิบย่อย เช่น มีใบรับรองสัตว์เลี้ยงจากสัตวแพทย์ (Pet Certificate) เพื่อการันตีว่าสุนัขหรือแมวเลี้ยงเหล่านั้นจะไม่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นในคอนโด
กับคำถามที่ว่า “เลี้ยงแมวในคอนโดได้หรือไม่?” จึงเป็นเรื่องที่ผู้ที่อยากเลี้ยงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งความสามารถในการดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่แข็งแรง ไปจนถึงศึกษากฏระเบียบของคอนโด คุยกับนิติฯ คอนโดให้รู้เรื่อง พร้อมปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และอย่าลืมคิดถึง ‘ใจเขา ใจเรา’ ด้วยความจริงข้อหนึ่งว่า สัตว์เลี้ยงที่น่ารักของเรา อาจไม่เป็นที่รักสำหรับทุกคน
มุมโปรดริมระเบียงคอนโด กับกิจกรรมดูนกสุดเพลิดเพลินของคินคิน
เลี้ยงแมวในคอนโดด้วยระบบปิดดีกว่า
กว่า 8 เดือนแล้วที่ ‘คินคิน’ ย้ายเข้ามาอาศัยในห้องคอนโดขนาด 48 ตร.ม. ย่านอุดมสุข ภายใต้การดูแลแบบระบบปิด คือ เลี้ยงในพื้นที่ที่กำหนด หรืออยู่ในความควบคุมตลอด (เช่น มีปลอกคอ มีสายจูง ใส่กระเป๋าเมื่อพาไปข้างนอก) ไม่มีการปล่อยให้เจ้าตัวเล็กออกไปเพ่นพ่านอิสระ ซึ่งเป็นระบบการเลี้ยงแมวที่ได้รับความนิยม เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงในคอนโด และสัตวแพทย์เองก็แนะนำวิธีนี้
เนื่องจากสามารถป้องกันแมวสูญหายได้ โดยสถิติข้อมูล ‘สัตว์หาย’ (Lost & Found) ของจส.100 ช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2563 พบว่ามีการรับแจ้งสัตว์หายทั้งสิ้น 527 ตัว ในจำนวนนี้เป็นแมวถึง 215 ตัว นอกจากนี้ยังลดความเสี่ยงการติดโรคต่างๆ จากภายนอก และลดอุบัติเหตุที่อาจทำให้แมวบาดเจ็บได้
แม้ในบางมุมมองของการเลี้ยงแมวระบบปิดจะดูใกล้เคียงกับทารุณกรรมสัตว์ แต่โดยธรรมชาติ น้องแมวชอบที่จะสร้างและปกป้องอาณาเขตของตัวเองอยู่แล้ว และแมวที่ถูกเลี้ยงดูอย่างดี ได้รับสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่มันต้องการจริงๆ มักมีความสุขและรู้สึกปลอดภัยกับการถูกเลี้ยงในพื้นที่จำกัดมากกว่า
ดูแลสุขอนามัยให้เจ้านายน้อยเป็นประจำคือคุณสมบัติของทาสแมวที่ดี
สังเกต เอาใจใส่ ให้ความรัก คุณสมบัติพื้นฐานของทาสแมว
ไม่ว่าจะเลี้ยงแมวในบ้านหรือในคอนโดล้วนต้องการคุณสมบัติผู้เลี้ยงแบบเดียวกันนั่นคือ ‘สังเกต เอาใจใส่ และให้ความรัก’ เพราะแมวแต่ละตัวมีนิสัยหรือพฤติกรรมไม่เหมือนกันจึงต้องอาศัยเวลาในการศึกษาดูใจเพื่อเจ้าของแมวจะสามารถปฏิบัติตัว จัดเตรียมข้าวของที่จำเป็นสำหรับน้องแมวได้เหมาะสมเพียงพอสำหรับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเจ้าแมวตัวนุ่มนิ่ม
“ในห้องมีเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ กดให้เป็นเวลาตามที่สังเกตมาว่าคินคินจะกินอาหารตอนไหนบ้าง เราจะไม่เทอาหารทิ้งไว้ทั้งวันเหมือนคนอื่น เพราะนิสัยแมวมันกินอาหารจากกลิ่น แม้จะมีหลายคนพูดว่าสุดท้ายถ้าหิวมันก็ต้องกินอยู่ดี ความคิดนี้ไม่ผิดหรอก แต่ถามว่าแล้วแมวคุณมีความสุขไหมล่ะ? คนเรายังชอบทานอาหารสดใหม่เลย แมวก็เหมือนกัน” นี่เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ ‘ทาสแมวคินคิน’ เล่าให้ฟัง
การเลี้ยงแมวจึงไม่ใช่แค่ให้อาหารหรือเรียกเขามากอด มาเล่น ให้หายเหงาแล้วจบกัน แต่ยังมีดีเทลความเอาใจใส่ที่ทาสแมวต้องคอยเสิร์ฟให้เป็นกิจวัตรประจำ อาทิ
เช็ดหูแมว เพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรก และไรที่อาจนำไปสู่โรคช่องหูอักเสบแปรงขน โดยธรรมชาติแมวผลัดขนทุกวัน การแปรงขนจะช่วยลดปัญหาก้อนขนในทางเดินอาหาร เนื่องจากแมวนั้นชอบเลียทำความสะอาดตัวเอง ด้วยลิ้นสากคล้ายหวีของแมวทำให้มีโอกาสเผลอกลืนขนที่หลุดร่วงเข้าไปตกค้างจนอาจอุดตันลำไส้ได้เตรียมที่ฝนเล็บ เนื่องจากสัญชาตญาณแมวจะฝนเล็บเพื่อเปิดทางให้เล็บใหม่ที่แหลมคมงอกออกมาได้อย่างสะดวก เราจึงควรเตรียมที่ฝนเล็บไว้ให้น้องแมวได้ใช้งาน และเพื่อป้องกันเฟอร์นิเจอร์สวยๆ ให้รอดพ้นจากกรงเล็บคมๆ นั้นทำความสะอาดกระบะทรายแมว ถือเป็นจุดที่ชาวคอนโดต้องระวังที่สุด เพราะกลิ่นเหม็นจากการขับถ่ายของแมวมักสร้างปัญหากับเพื่อนข้างห้องได้ง่าย โดยควรเก็บมูลแมวใส่ถุงปิดมิดชิดและทิ้งทุกวัน รวมถึงเปลี่ยนทรายใหม่เมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เป็นการเช็คว่าแมวของเรายังมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง รวมถึงได้รับวัคซีนที่เหมาะสมกับช่วงวัย การไปพบสัตวแพทย์เป็นประจำยังช่วยให้เจ้าของได้ความรู้ในการดูแลแมวเพิ่มเติมอีกด้วย
และถึงแม้จะเป็นการเลี้ยงในระบบปิด แต่สิ่งที่ผู้เลี้ยงไม่ควรละเลยคือ ‘การทำหมันแมว ‘ ที่ช่วยจำกัดการขยายตัวของประชากรแมวและยังส่งผลดีต่อการเลี้ยงดูในหลายๆ ด้าน สำหรับการทำหมันแมวตัวเมียจะช่วยลดอาการติดสัด ไม่ส่งเสียง ‘หง่าว’ ให้เป็นที่รบกวนเราและเพื่อนบ้าน ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ เช่น มดลูกอักเสบ มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม เป็นต้น ในขณะที่การทำหมันแมวตัวผู้ จะทำให้พฤติกรรมก้าวร้าว ดุร้าย ชอบหนีเที่ยวลดน้อยลง รวมไปถึงการยกขาฉี่เรี่ยราดเพื่อบอกอาณาเขตความเป็นเจ้าของ
คินคินกับประตูบานจิ๋ว ช่วยให้เขาเข้าออกจากห้องนอนและเดินเล่นตามส่วนต่างๆ ของห้องได้อิสระ
แมวอ้วน ไม่ใช่วิธีการเลี้ยงแมวที่ดี
“คนไทยมีทัศนคติผิดๆ ว่า แมวอ้วนแล้วดี อ้วนแล้วน่ารัก แต่หมอของคินคินบอกว่า จริงๆ แล้วไม่ดีเลย เพราะแมวเสี่ยงเป็นโรคเยอะมาก เหมือนคนนั่นแหละพออ้วนแล้ว โรคภัยอื่นๆ ก็ตามมา หัวใจ เบาหวาน ความดัน ไต มาครบเซ็ต”
โรคอ้วนเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำหรับการเลี้ยงแมวในพื้นที่ที่จำกัดอย่างในคอนโด ซึ่งเป็นผลมาจากที่พวกมันไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่พอที่จะกระโจนออกไปเที่ยวเล่นเหมือนแมวที่ถูกเลี้ยงอย่างอิสระ บวกกับอาหารการกินที่เป็นปัจจัยมาจากผู้เลี้ยงโดยตรง
“อาหารแมวมีหลายเกรด และคุณภาพก็เป็นไปตามราคา ซึ่งตรงนี้เราว่ากันไม่ได้ เพราะแต่ละคนมีกำลังทรัพย์ที่ต่างกัน สำหรับเราพอจ่ายได้ก็เลือกอาหารดีหน่อยอย่างพวกอาหาร Holistic ที่มีค่าโปรตีนสูงเหมาะกับความต้องการของแมว แม้ค่าอาหารจะแพงกว่าเกรดทั่วไปเกือบ 3 เท่า แต่ถ้าคิดในระยะยาว เราไม่ต้องจ่ายค่ารักษาแมวจากโรคต่างๆ ก็น่าจะคุ้มกว่า” เจ้าของแมวคินคินเล่าให้ฟังเรื่องการเลือกอาหารแมว
นอกจากอาหารหลักแล้ว การเลือกขนมแมวเลียหรืออาหารกระป๋องเพื่อช่วยเจริญอาหารก็เป็นสิ่งที่ควรเลือกอย่างพิถีพิถันและควรให้ ‘เจ้านาย’ อย่างมีสติ เพราะอาหารเสริมเหล่านี้หากแมวได้รับมากเกินไปจะทำให้เป็นโรคอ้วนได้และอาจแถมด้วยโรคไตที่มีอัตราการเป็นในแมวสูงเป็นอันดับต้นๆ
อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้แมวไม่อ้วนจ้ำม่ำเกินไปคือการเล่นกับเขาหรือหากิจกรรมให้ทำบ้าง ซึ่งเป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของเจ้าแมวเหมียวที่จะได้มีพื้นที่สำหรับเล่นซน พบกับความท้าท้าย ได้ผจญค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นไม้ตกแมว อุโมงค์ หรือชิ้นใหญ่หน่อยก็ต้องยกให้ ‘คอนโดแมว’ ที่ไม่เพียงเป็นที่ออกกำลังกาย ที่พักผ่อนเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ลับเล็บตามสัญชาตญานดั้งเดิมของแมวได้อีกด้วย
“นอกจากให้อาหารแล้ว การเล่นก็เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างเรากับคินคินอีกแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้อยู่คอนโดอย่างโดดเดี่ยวเหมือนที่ผ่านมา แต่มีเขาเป็นเพื่อน แบ่งปันทั้งทุกข์และสุขได้พร้อมกัน เราคิดนะว่าถ้าใครเป็นโรคซึมเศร้า แล้วได้เลี้ยงแมว อาการคงดีขึ้น เพราะเขาช่วยบำบัดจิตใจเราได้จริงๆ ”
สรุปส่งท้ายก่อนตัดสินใจเลี้ยงแมวในคอนโด
ไม่ว่าจะแอบเลี้ยงแมว หรือเลี้ยงอย่างเปิดเผยในคอนโด สิ่งสำคัญที่ “ทาสแมว” ต้องปฏิบัติก็คือการเคารพสิทธิเพื่อนร่วมคอนโดเพื่อการอยู่อาศัยอย่างสันติ และตระหนักเสมอว่า “แมว” คือสิ่งมีชีวิตและจิตใจที่ต้องให้การเลี้ยงดูห่วงใยเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องการ “ความสุข” ทั้งกายและใจไม่ต่างกัน