Mar 26, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ภายหลังจากงานเปิดตัว Motor Expo 2020 ที่มาพร้อมกับจุดเด่นในการเปิดตัวอย่างอลังการของ “Honda City Hatchback” ที่ปรับโฉมจนใคร ๆ ก็ต้องรีบคว้าใบจองไว้ให้ทัน เอาเป็นว่าจากความคาดหวังในปลายปีที่แล้ว ถูกส่งต่อมาถึงความคาดหวังในการเปิดตัวรถใหม่ของงาน Motor Show 2021 ที่กำลังจัดขึ้นที่ Impact Challenger 1-3
ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 4 เมษายน 2564
แน่อนว่ามาถึงงานขนาดนี้แล้ว ทางเราก็ได้ศึกษา “ไฮไลท์รถที่จะเปิดตัว” ภายในงานมาอย่างเรียบร้อย เราก็เดินเข้างานไปรอดูการโชว์เปิดตัวรถสุดพิเศษในวันนี้ก่อนเลย
หากใครที่ยังไม่ได้ไปหรือกำลังติดสินใจอยู่ว่าคุ้มค่าแก่การไปดูรถใหม่สุดเจ๋งในวันนี้หรือไม่ ให้ Kaidee เป็นผู้ช่วยตัดสินใจและนำเสนอรถใหม่หลายคันแสนน่าสนใจให้คุณกันดีกว่าค่ะ ว่าจะมีรถใหม่ที่น่าสนใจคันไหนเปิดตัวบ้างในงาน Motor Show 2021 ครั้งนี้
รุ่นรถยนต์ที่เปิดตัวใหม่ 2021
เข้างานมาแล้ว เราก็เริ่มด้วยการไปส่องบูธที่มีข่าวแว่วมาว่า จะมีรถน่าสนใจเปิดตัวใหม่กันดีกว่าค่ะ! เริ่มที่ลำดับการเปิดตัวจากบูธแรกไปยันบูธท้ายเลยดีกว่า และถ้าใครสนใจมองหารถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวล่ะก็ เข้าไปดู มอเตอร์ไซค์ใหม่ ได้เลย
1.BMW M4 Competition Coupe
หมายเลขบูธ : A1
เครื่องยนต์ : 2,993 cc เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทคโนโลยี M TwinPower Turbo
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ M 8 จังหวะ พร้อม Drivelogic
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 9,999,000 บาท
ความน่าสนใจ :
สีสันของรถยนต์ที่เห็นในการเปิดตัวของสะดุดตาจนหลบเลี่ยงไม่ได้เลย ด้วยสี Uni C4H Sao Paulo Yellow ที่เรียกได้ว่าเปิดเฉดสีใหม่ของ BMW ที่มีความสวยงามและแสบสันไปในเวลาเดียวกัน จุดเด่นที่น่าสนใจคงไม่พ้นเรื่องของเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียงที่มาพร้อมกับ Turbo Charger Mono-Scroll สองตัว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 510 รอบต่อนาที
ทั้งนี้ยังมีระบบเกียร์อัตโนมัติ M8 จังหวะที่มาพร้อมกับระบบกำหนดเกียร์อัตโนมัติ Drivelogic แต่ใครที่มีความต้องการในเปลี่ยนเกียร์เองก็สามารถปรับตั้งได้อย่างทันใจกับ Gearshift Paddles บนพวงมาลัย ให้รถคันนี้มีความเร็วและแรงได้อัตราเร่งดั่งใจของผู้ขับ
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ระบบเกียร์เลยคือเรื่องของเบรกคาร์บอนเซรามิก M ที่ทำให้น้ำหนักของรถเบาลงและสร้างประสิทธิภาพรถยนต์ให้มีมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนระบบไอเสีย M Sport ก็มีให้ผู้ขับสามารถเรื่องโหมดได้ว่าต้องการเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มหรือเบา โดยเลือกไปที่โหมด Sport, Sport+ และ Comfort
2.Mini John Cooper Work GP Inspired Edition
หมายเลขบูธ : A1
เครื่องยนต์ : 1,998 cc Gasoline 2.0 TwinPower Turbo
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 3,448,000 บาท
ความน่าสนใจ :
รุ่นรถ Mini JCW GP Inspired Edition จัดเป็นรุ่นพิเศษที่เคยเปิดราคาและเผยโฉมมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรียกได้ว่าหากอยากเห็นคันจริงชนิดว่าใกล้ชิดก็ต้องมาที่งาน Motor Show 2021 นี้ โดยรถคันนี้เป็นรถที่นำเข้ามาทั้งคัน (CBU) ที่มีจำกัดเพียง 19 คันเท่านั้นในประเทศไทย
โมเดลของรุ่นนี้เป็นแบบ Hatchback 3 ประตูที่มีลวดลายและสไตล์แบบ John Cooper Work อย่างชัดเจน ทั้งลายเส้นและสีของรถยนต์ แต่ความพิเศษคือลวดลายของสีตัวถัง, หลังคา, ฝาครอบกระจกมองข้างและสปอยเลอร์ท้าย ที่เปลี่ยนเป็นสีเงินทำให้ดูตัดกันกับสีรถที่เป็นโทนเข้ม
ทั้งเพิ่มความพิเศษในโลโก้ GP อยู่บริเวณลายล้อ JCW Cup Spoke และสัญลักษณ์ GP Inspired Edition ที่ช่วยสร้างความโดดเด่นในการเป็นรถยนต์สุดแข็งแกร่งและยัง Limited อีกด้วย แต่ที่น่าสนใจไปอีกคือกำลังแรงม้าของรถยนต์คันนี้ที่แรงถึง 231 แรงม้าพร้อมกับตัว Shifter Paddles ที่ทำให้สมรรถนะของรถยนต์เป็นไปได้ดั่งใจมากกว่าเดิม
3.Mercedes-Benz GLE 350 de 4 matic exclusive
หมายเลขบูธ : A3
เครื่องยนต์ : 1,950 cc ดีเซล แถวเรียง 4 สูบ พร้อม 2-stage เทอร์โบชาร์จเจอร์ และอินเตอร์คูลเลอร์
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-Tronic) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
จำนวนที่นั่ง : 7 ที่นั่ง
ราคา : 4,699,000 บาท
ความน่าสนใจ :
ภายหลังจากการหันหัวเข้าสู่เทคโนโลยียนตรกรรมอย่าง Plug-in Hybrid เบนซ์ก็ได้ผลิตรถยนต์ SUV ที่เป็น Plug-in Hybrid ออกมาอีกหลายรุ่นเพื่อสู่ตลาด SUV ที่เริ่มเปลี่ยนทุกรุ่นทุกโมเดลให้กลายเป็น Hybrid ซึ่งนี่จัดว่าเป็นก้าวสำคัญของเบนซ์ที่ทำตลาดด้านนี้ได้อย่างน่าสนใจ
แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกของ Mercedes-Benz GLE 350 de 4 matic exclusive ที่เปิดตัวออกมา แต่จัดว่ายังเป็นที่นิยมในสายตาคนอยากได้รถ SUV สักคัน โดยความโดดเด่นในด้านดีไซน์แบบ AMG Bodystyling ช่วยขับลุคให้ดูสปอร์ตกว่าเดิม
อีกทั้งภายในยังออกแบบมาให้ดูล้ำและอัจฉริยะด้วยหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital Widescreen Cockpit ที่มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน เรียกว่ากินพื้นที่คอนโซลกลางด้านหน้าเกือบทั้งหมด
4.Maserati MC 20
หมายเลขบูธ : A5
เครื่องยนต์ : 3,000 cc เครื่องยนต์เบนซิน Nettuno V6 สูบ
ระบบเกียร์ : คลัทช์คู่
จำนวนที่นั่ง : 2 ที่นั่ง
ราคา : 21,500,000 บาท
ความน่าสนใจ :
มาถึงรถสปอร์ตแบรนด์ลักซูรีอย่าง Maserati ที่ครั้งนี้มาพร้อมกับการเผยโฉมรุ่น MC 20 ของปี 2021 ที่มาพร้อมกับดีไซน์โฉมใหม่สีขาว Bianco Audace ที่ดูโดดเด่นเหนือใคร จนได้รับรางวัลซูเปอร์คาร์สวยที่สุดแห่งปี 2021 ‘Most beautiful supercar of the year 2021’ ในงาน Festival Automobile International กรุงปารีส
โดยเฉพาะความโดดเด่นที่ประตูของรุ่น MC 20 ที่เป็นตัว Butterfly Wings ที่เป็นการเปิดประตูแบบยกขึ้นด้านบนสร้างความสวยงามและอลังการให้กับรถยนต์คันนี้อย่างละสายตาไม่ได้
ทั้งนี้เครื่องยนต์ยังมาแบบเต็มสปีดแรงถึง 3,000 cc และแรงม้าสูงสุด 630 แรงม้า พร้อมกับโหมดการขับขี่ที่จัดเต็มถึง 4 โหมด ได้แก่
GT ที่ผู้ขับเลือกและปรับการขับขี่ให้เหมาะกับตนเองได้อย่างลงตัว
Sport ให้ผู้ขับสัมผัสถึงความเร็วของรถสปอร์ตอย่างเต็มลิมิตเปรียบเหมือนการขับรถในสนามแข่ง
Corsa สร้างการขับขี่ที่เร็ว แรง และทันใจ กับสปีดสูงสุดของ Maserati MC 20
Wet ขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจไม่มีไถล กับโหมด ๆ นี้ที่ช่วยให้รถยึดเกาะถนนและเข้าโค้งอย่างมั่นใจ
ทั้งยังจัดโปรโมชันสุดพิเศษที่น่าสนใจ เช่น การรับประกัน Warranty ถึง 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ Premium Maintenance Plus (PMP) นานถึง 3 ปี หรือ 60,000 กม. ที่มีเพียงในงาน Motor Show 2021 นี้เท่านั้น
5.Toyota Ativ / Yaris Play Limited Edition
หมายเลขบูธ : A10
เครื่องยนต์ : 1,197 cc
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
ราคา : 624,000 – 699,000 บาท
ความน่าสนใจ :
รถยนต์ Economy Car ที่เลื่องชื่อและโด่งดังที่สุดของแบรนด์ Toyota อย่าง รุ่น Ativ / Yaris ที่เปิดคอลเลกชันใหม่ กระตุ้นยอดขายและผู้ใช้ให้อยากซื้อและอยากเก็บมากกว่าเดิมกับ Ativ / Yaris Play ที่มาในสีพิเศษ Ice Pink Metallic แบบ Limited Edition ที่ผลิตแค่ 1,500 คันในประเทศเท่านั้น
เรียกได้ว่าก่อนจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการตอนเปิดบูธ ก็มีหลายคนให้ความสนใจกับรถรุ่นนี้เป็นพิเศษ ทั้งความคุ้มค่าในเรื่องเงินและอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทำได้ดีจนเป็นจุดเด่นของรถคันนี้ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องสีภายนอกอย่างเดียวที่มีความพิเศษ
ล้ออัลลอยปัดเงา สีทูโทน Dark Mulberry ก็ขับให้ดีไซน์ของรถคันนี้มีความโฉบเฉี่ยวและทันสมัยมากกว่าเดิม และยังมีโลโก้สุดพิเศษเฉาพะรุ่นอย่าง PLAY ที่โชว์ความเป็นลิมิเต็ดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อีกสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดสำคัญของคุณสมบัติในรุ่นพิเศษแบบนี้คือ ระบบปรับอากาศกรองฝุ่น PM2.5 ภายในรถยนต์ที่เข้ากันกับสถานการณ์ภายในประเทศอย่างมาก เรียกได้ว่าออกมาเพื่อทำตลาดได้ดี ยิ่งกับในรถเซกเมนต์เดียวกัน ยิ่งชนะขาดไปเลย
6.Great Wall Motor Haval H6
หมายเลขบูธ : A12
เครื่องยนต์ : 1.5 L Turbo พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์
ระบบเกียร์ : เกียร์ DCT 7 สปีด
จำนวนที่นั่ง : 7 ที่นั่ง
ราคา : ยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการ
ความน่าสนใจ :
เรียกได้ว่าเป็นค่ายรถยนต์ที่น่าสนใจและได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากภายในงาน Motor Show 2021 นี้เพราะเป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากประเทศจีนที่เริ่มการลงทุนธุรกิจยานยนต์ในไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้เปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง ORA Good Cat และ ORA Black Cat ไป และมีกระแสตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม ทั้งในเรื่องของสีสันอันน่ารักและเทคโนโลยีทันสมัยอย่างความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV)
ในครั้งนี้ GWM ที่มาเปิดบูธภายในงาน Motor Show 2021 ก็ไม่ทำให้ผู้รอคอยต้องผิดหวังกับการเปิดตัวและเผยโฉมรถยนต์ SUV Hybrid อย่าง Haval H6 เป็นครั้งแรกในงานนี้ โดยจุดเด่นที่มาพร้อมกับความพิเศษกับระบบ LIFE+ (LIFE PLUS) อันเป็นระบบอัจฉริยะที่ทำให้การขับขี่ของคุณปลอดภัยได้มากกว่าเดิม
โดยระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 2 พร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะอย่าง ระบบช่วยจอดรถยนต์อัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IAP) ที่จะช่วยคำนวนพื้นที่การจอดพร้อมกล้องรอบรถ 360 องศา เพื่อทำให้การจอดของคุณตรงล็อกมากยิ่งขึ้น, ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ที่จะจดจำเส้นทางเมื่อขับรถด้วยความรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถอยหลังกลับไปยังเส้นทางเดิมได้ในระยะทางมากสุดถึง 50 เมตร และระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากทางด้านข้าง (WDS) ที่จะตรวจจับรถบรรทุกในเลนที่ติดกัน เพื่อรักษาระยะห่างอย่างปลอดภัย และบังคับตัวรถยนต์ให้กลับมาอยู่ตรงกลางเลนอย่างมีประสิทธิภาพ
7.Audi RS e-tron GT
หมายเลขบูธ : A14
เครื่องยนต์ : มอเตอร์ไฟฟ้าคู่
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 2 จังหวะ
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 9,490,000 บาท
ความน่าสนใจ :
สัมผัสประสบการณ์กับรถยนต์ RS e-tron GT ก่อนใครในเอเชียที่งาน Motor Show 2021 ที่เรียกว่าขนกองทัพรถ Audi รุ่น RS มาอย่างหลากหลายรุ่น เรียกได้ว่าภายในบูธของ Audi ตัว Audi RS e-tron GT จัดเป็นไฮไลท์เด่นของที่นี่ ทั้งรูปลักษณ์และสีอันสะดุดตาแสดงภาพลักษณ์ของรถสปอรต์คูเป้ 4 ประตูที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า 100% อย่างเต็มรูปแบบ
ที่ในงานนี้นอกจากจะเป็นการเปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะชนแล้วยังเปิดรับจองในงานนี้เลย ซึ่งครั้งนี้ Audi ก็มาพร้อมกับแคมเปญสุดพิเศษเฉพาะในงาน ให้ผู้ที่สนใจผ่อนได้ 0% นานสุด 7 ปี โดยราคาเปิดตัวครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เรียกว่าประมาณ 9.5 ล้านบาทก็เป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ได้แล้ว
ในเรื่องของแบรนด์ใหญ่ยักษ์เช่นนี้ก็ไม่มีประเด็นใดน่าสนใจไปกว่าการหันมาทำรถยนต์สปอร์ตคูเป้แบบไฟฟ้า 100 % เช่นนี้แล้ว ยังสามารถคงคอนเซปต์ความเป็นขุมพลังของ Audi อย่างแรงม้าสูงสุดใน Normal Mode ถึง 598 แรงม้า และ Boost Mode ถึง 646 แรงม้าเลยทีเดียว
สรุปภาพรวมงาน Motor Show 2021
รถยนต์ใหม่ๆ ต่างพากันมาเปิดตัวมากมายในงานนี้ ชนิดว่าเดินไปกี่บูธก็ต้องเจอรุ่นรถยนต์น่าสนใจให้อยากได้กันไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว หากใครที่ลังเลอยู่ ไปค่ะ ไปซื้อบัตรที่หน้างานเลย มีทั้งโซนค่ายรถยนต์ที่มาเปิดบูธ ทั้งโซน EV SMART CITY และโซน USED CAR ให้คุณได้เลือกดูอย่างจุใจเลย
แต่ใครที่อยากดู USED CAR หรือรถมือสองใด ๆ ก็ต้องมาที่ Kaidee ที่นี่ที่เดียวเลยค่ะ
Mar 26, 2021 | บทความอสังหาฯ
Mar 26, 2021 | บทความอสังหาฯ
โครงการ The Forestias เป็นโครงการ Mix-Used บนพื้นที่สีเขียวกว่า 300 ไร่ ที่มีแนวคิดจากการนำความเป็นเมืองมาผสมผสานกับความเป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ ชื่อ The Forestias เกิดขึ้นจากคำ 2 คำคือ “Forest” ที่มีความหมายว่า “ผืนป่าธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์” และคำว่า “Fantasia” ที่มีความหมายว่า “ความมหัศจรรย์แห่งการสร้างสรรค์ที่ไม่รู้จบ” จนเกิดเมืองเล็ก ๆ ในผืนป่าแห่งนี้
ภายในโครงการมีอสังหาริมทรัพย์หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล ออฟฟิศ คอมมูนิตี้มอลล์ โรงแรม คอนโดมิเนียม พื้นที่สีเขียว และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ตอบสนองความต้องการของคนที่ต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองหลวงสู่ธรรมชาติอันสวยงาม
ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ที่ดึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อพัฒนาโครงการให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
ขอบคุณรูปจาก: mqdc.com
ทำเลที่ตั้ง
โครงการแห่งนี้ตั้งอยู่ในย่านบางนา ติดกับถนนบางนา-ตราด กม.7 โดยรอบมีสถานที่สำคัญมากมายที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Mega Bangna, BITEC Bangna, Central Plaza Bangna, IKEA Bangna และสนามบินสุวรรณภูมิ จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมายเข้ามาลงทุนในย่านนี้และเกิดการพัฒนาภายในพื้นที่อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
การเดินทาง
ถนนบางนา-ตราด เป็นถนนที่เชื่อมต่อกันระหว่างจังหวัดกรุงเทพมหานครและสมุทรปราการ มีความยาวตั้งแต่สุขุมวิทไปจนถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยผู้อาศัยสามารถเลือกใช้ทางด่วนที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น บางนา กาญจนาภิเษก และทางพิเศษเฉลิมมหานคร
ส่วนรถสาธารณะก็มีรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว สถานีบางนาอยู่ไม่ไกลที่สามารถเข้าถึงตัวเมืองกรุงเทพมหานครได้อย่างง่ายดาย รวมถึงมีรถไฟฟ้า Light Rail บางนา-สุวรรณภูมิ และ MRT สถานีศรีเอี่ยม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย
จุดเด่นของโครงการ The Forestias
พื้นที่แห่งนี้ถูกปลูกต้นไม้มากมายขึ้นมาจนกลายเป็นพื้นที่สีเขียวกว่า 300 ไร่ ก่อนเริ่มก่อสร้างตัวอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดเด่นที่สำคัญของโครงการ The Forestias เพื่อให้เกิดระบบนิเวศที่ยั่งยืนและรองรับการใช้งานของคนทุกวัย เรียกได้ว่ามีรูปแบบที่โดดเด่นจากโครงการ Mix-Used อื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
ขอบคุณรูปจาก: mqdc.com
การจัดสรรพื้นที่ภายในโครงการ The Forestias
โครงการแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 398 ไร่ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักด้วยกัน ได้แก่พื้นที่สวนป่า พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ส่วนพักอาศัย โดยมีรายละเอียดดังนี้
พื้นที่สวนป่า
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่เน้นพื้นที่สีเขียวทำให้โครงการนี้ประกอบไปด้วยพื้นที่สวนป่ามากกว่า 30 ไร่ แบ่งเป็น พื้นที่เขตป่าลึกที่เข้าได้เพียงเจ้าหน้าที่และผืนป่าใจกลางโครงการสำหรับลูกบ้าน
และนอกจากนี้ทางโครงการยังมีศูนย์การเรียนรู้ Forest Pavillion ขนาดกว่า 6,500 ตร.ม. ที่เสนอองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศแบบยั่งยืน รวมถึงลานกิจกรรม เพื่อการทำกิจกรรมอันเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งแคมป์ปิ้ง งานอีเวนท์ จัดงานแต่งงาน และงานเทศกาลต่าง ๆ
พื้นที่สาธารณะ
ในส่วนของพื้นที่สาธารณะของโครงการนี้ ก็สามารถตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์ผ่านสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมายทั้งโรงภาพยนตร์ ร้านค้า พื้นที่สำนักงาน โรงแรม ศูนย์การแพทย์และสุขภาพ ศูนย์วัฒนธรรมชุมชน สถาบันศึกษา และตลาดต่าง ๆ มากมาย
พื้นที่ส่วนพักอาศัย
Whizdom Condominiums
ขอบคุณรูปจาก: mqdc.com
Whizdom Condominiums โครงการคอนโดมิเนียมระดับ High-Rise ที่มีทั้งหมด 3 อาคาร ได้แก่ Destinia (50 ชั้น 465 ยูนิต) Mytopia (42 ชั้น 360 ยูนิต) และ Petopia (43 ชั้น 294 ยูนิต) รวม 1,119 ยูนิต โดยโครงการคอนโดมิเนียมแห่งนี้ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับธรรมชาติภายใต้แนวคิด “Feel The Wild” ซึ่งใน 3 อาคารนี้มี 1 อาคารที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet Friendly) ซึ่งตอบโจทย์รุ่นใหม่พอสมควร
Mulberry Grove Condominiums & Mulberry Grove Villas
ขอบคุณรูปจาก: mqdc.com
Mulberry Grove Condominiums โครงการคอนโดมิเนียมระดับ Low-Rise ทั้งหมด 283 ยูนิต และ Mulberry Grove Villas โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury จำนวน 37 หลัง นี้ถูกออกแบบ “สานความสุขให้ทุกเจเนอเรชัน” เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขและมีพื้นที่ส่วนตัวในเวลาเดียวกัน
Six Senses Residences
ขอบคุณรูปจาก: mqdc.com
Six Senses Residences โครงการบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury อันส่วนตัว เพราะยูนิตภายในโครงการมีเพียง 27 หลัง แต่ละหลังถูกออกแบบในสไตล์ Thai Tropical มีจุดเด่นในเรื่องระบบหมุนเวียนอากาศที่โปร่งและสบาย ซึ่งในโครงการนี้ก็มีบริการโรงแรมและรีสอร์ต Six Senses Hostel Resort & Spa ที่อยู่ใกล้ ๆ
The Aspen Tree Residence
ขอบคุณรูปจาก: mqdc.com
The Aspen Tree Residence โครงการคอนโดมิเนียมที่ถูกออกแบบเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนสูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งภายในโครงการก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ให้บริการตามหลักการ “age-in-place” โดยเฉพาะด้านสังคมและการแพทย์ เพื่อให้ชีวิตบั้นปลายของคุณมีความสุขอย่างถึงที่สุด
ข้อมูลอื่น ๆ
เว็บไซต์ : https://mqdc.com/th/our-business/theme-project/theforestias
เบอร์โทร : 1265
เริ่มก่อสร้าง : ปี 2563
คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการ : ปี 2565
สรุปภาพรวมโครงการ The Forestias
เรียกได้ว่า ที่นี่เป็นโครงการ Mix-Used ที่เปิดประสบการณ์การอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ที่เราไม่เคยเห็นจากการผสมผสานกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติได้อย่างลงตัว รวมถึงการจัดสรรพื้นที่เป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่า 30 ไร่ เรียกได้ว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว แต่ก็คงต้องรอกันสักหน่อยเพราะปัจจุบันโครงการนี้ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี
แต่สำหรับใครที่ไม่อยากรอนาน ก็ลองเข้ามาหาซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ได้ใน Kaidee Property ได้เช่นกัน
อ่านบทความ อื่น ๆ ที่นี่
Mar 25, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ถ้าคุณเป็นคนที่อยากจะเริ่มทำธุรกิจสักอย่าง แต่ก็กลัวจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป ก็ต้องมีการศึกษาความรู้ทางการตลาดสักหน่อย ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยให้คุณทราบถึงข้อมูลธุรกิจของคุณจากการวิเคราะห์ส่วนประกอบต่าง ๆ และถ้าหากจะกล่าวถึงความรู้ทางการตลาดที่เป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจก็คงจะหนีไม่พ้น การวิเคราะห์ ‘SWOT’ Analysis ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดขององค์กร ที่นำไปใช้เพื่อการพัฒนาการทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จ
ซึ่งรู้ไหมว่าในปัจจุบันมีเทคนิคการวางแผนธุรกิจที่คล้ายกับหลักการที่กล่าวไปข้างต้นอยู่อีกหนึ่งหลักการคือ ‘SOAR’ Analysis ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน และเราก็เชื่อว่ายังมีหลายคนที่อาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร ? แล้วทั้งสองเทคนิคต่างกันอย่างไร ? วันนี้เราจะมาอธิบายให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อม ๆ กัน
SWOT Analysis คืออะไร ?
ขอบคุณรูปจาก: adamsmediagroup.com
SWOT Analysis ถือเป็นหลักการวิเคราะห์ทางการตลาดขององค์กรแบบพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณสามารถสร้างความได้เปรียบทางการตลาดโดยใช้ข้อมูลในสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เพื่อหาแนวทางการทำการตลาดและแก้ไขปัญหา หลักการนี้ถูกใช้งานในการวางแผนครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1960 และได้รับความนิยมเรื่อยมากจนถึงปัจจุบัน
โดยเป็นตัวย่อขององค์ประกอบ 4 ส่วนด้วยกัน ดังนี้
Strengths หรือ จุดแข็ง ที่เป็นข้อได้เปรียบทางการตลาดในด้านต่าง ๆ (ผู้วิเคราะห์อาจใช้หลักการในการเทียบกับคู่แข่งก็ได้) ซึ่งแบรนด์อาจวิเคราะห์ได้จากหลักการ 4P หรือ ส่วนผสมทางการตลาด ทั้งราคา สินค้า สถานที่จัดจำหน่าย โปรโมชัน ต้นทุน ชื่อเสียง หรือความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
Weaknesses หรือ จุดอ่อน ที่ภภายในองค์กรที่ด้อยกว่าคู่แข่งทางการตลาด หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นด้านที่อยู่ในทางตรงกันข้ามกับ Strengths ซึ่งปัจจัยภายในองค์กรเหล่านี้ควรที่จะได้รับการแก้ไข เช่น ราคาที่แพงกว่า ต้นทุนที่สูงกว่า หรือความหลากหลายของสินค้าที่น้อยกว่า เป็นต้น
Opportunities หรือ โอกาส เป็นปัจจัยภายนอกขององค์กรหรือสภาพแวดล้อมในสังคม ที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้ธุรกิจเกิดการเติบโตและได้เปรียบมากกว่าองค์กรคู่แข่ง เช่น สถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสถานการณ์ขององค์กรคู่แข่ง เป็นต้น โดยเราสามารถรวบรวมข้อมูลมาจากข่าวสารหรือสื่อต่าง ๆ มาวิเคราะห์องค์ประกอบส่วนนี้ได้
Threats หรือ อุปสรรคภายนอกองค์กรที่จะทำให้ธุรกิจเกิดผลกระทบทางลบต่าง ๆ เช่น การเปิดตัวขององค์กรคู่แข่งที่จะแย่งกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด เทคโนโลยีที่จะมาแทนสินค้าขององค์กร หรือแม้แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในปัจจุบัน ก็ถือเป็น Threats ได้เช่นกัน
SOAR Analysis คืออะไร ?
‘SOAR’ Analysis มีความคล้ายคลึงกับหลัก SWOT Analysis ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งหลักการ SOAR เป็นหลักการวิเคราะห์องค์กรที่ถูกพัฒนาขึ้นผ่านการตั้งคำถามใน 11 แง่มุม คือ การสร้างนวัตกรรม การสร้างผลิตภาพ การเรียนรู้ในองค์กร การสร้างแรงจูงใจภายใน การสร้างแรงจูงใจภายนอก บรรยากาศ การทำงานเป็นทีม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลดต้นทุน การเพิ่มรายได้ การบริหารความเสี่ยง และภาวะผู้นำ โดยนอกจากการวางแผนกลยุทธ์ทางการสื่อสารแล้ว หลักการ SOAR ยังช่วยในการวางแผนการตลาดและพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย
ส่วนคำว่า SOAR ก็เป็นการนำตัวย่อขององค์ประกอบทั้ง 4 ด้านมาเรียงต่อกันเป็น 1 คำเช่นเดียวกันกับหลัก SWOR ซึ่งหลัก SOAR สามารถแบ่งได้ ดังนี้
Strength หรือ จุดแข็ง ที่มองจากภายในและภายนอกที่สามารถควบคุมได้ ในด้านต่าง ๆ ที่อยู่เหนือกว่าองค์กรคู่แข่ง ทั้งจากตัวองค์กรหรือพนักงานภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรม ตำแหน่งท่ตั้ง ทรัพยากร ทัศนคติ ต้นทุน หรือสิ่งที่พนักงานในองค์กรภูมิใจ เป็นต้น
Opportunities หรือ โอกาส ภายนอกที่อาจจะเกิดขึ้นได้เอง โดยที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้และส่งผลดีต่อองค์กร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกินขึ้นบ่อยนักก็ได้ เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ กระแสสังคมที่เกิดขึ้น นโยบายขององค์กร หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
Aspirations หรือ เป้าหมาย ทางธุรกิจที่องค์กรอยากจะไปถึง หรือเป็นสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตทั้งด้านวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์ หรือสิ่งที่ต้องการแก้ไข ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งก็ควรที่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับวิสัยทัศน์ขององค์กร เพื่อให้องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างถูกต้อง และง่ายดายมากยิ่งขึ้น
Results หรือ ผลลัพธ์ ที่องค์กรต้องการให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และสามารถประเมินได้ว่าบรรลุเป้าหมาย (Aspirations) นั้น ๆ เช่น KPI ของพนักงาน รายได้ต่อปี หรือมูลค่าส่วนแบ่งของการตลาด เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นตัวชี้วัดผลงานนั่นเอง
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง SWOT และ SOAR
SWOT SOAR S trength = จุดแข็ง หรือ ข้อได้เปรียบทางการตลาดS trength = จุดแข็ง หรือ ข้อได้เปรียบที่สามารถควบคุมได้W eaknesses = จุดอ่อน หรือจุดที่ด้อยกว่าคู่แข่งO pportunities = ภายนอกที่อาจจะเกิดขึ้นโดยที่ควบคุมไม่ได้และส่งผลดีต่อองค์กรO pportunities = โอกาส หรือ ปัจจัยภายนอกที่ทำให้ธุรกิจเติบโตA spirations = เป้าทางธุรกิจที่องค์กรต้องการจะไปถึงหรือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นT hreats = อุปสรรคภายนอกที่จะทำให้เกิดผลกระทบทางลบR esults = ผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สรุปท้ายบทความ
สรุปได้ว่า เทคนิค SOAR เป็นการนำหลักการวิเคราะห์ทางการตลาดแบบ SWOT มาพัฒนาเพื่อตอบสนองกับมุมมองจากภายในองค์กรมากยิ่งขึ้น และเกิดการประเมินผลที่ถูกต้องแม่นยำมากกว่า
และนอกจากหลักการวิเคราะห์ทางการตลาดทั้งสองเทคนิคแล้ว ยังมีหลักการวิเคราะห์การตลาดโดยใช้กลยุทธ์อื่น ๆ อีกมากมายให้เรียนรู้กันเพื่อรายได้ของธุรกิจที่มากขึ้น
อ่านแล้วถ้าให้สนใจลงขายของออนไลน์ Kaidee ก็เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมการซื้อขายออนไลน์ ที่มีให้เลือกหลากหลายประเภทเลยล่ะ
Mar 25, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
งานมอเตอร์โชว์ที่เหล่าคนรักรถต่างตั้งตารอ ซึ่งในครั้งที่ 42 นี้จัดขึ้นที่เดิมนั่นคือ Challenger Hall Impact เมืองทองธานี ตั้งแต่วันพุธที่ 24 มีนาคม 2021 ไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน 2021 โดยในต้นปีนี้มาในธีมงานวิถีชีวิตใหม่ ใจเป็นสุขหรือ Shaping the Next Chapter ซึ่งในครั้งนี้มีแบรนด์รถเข้าร่วมมากมาย รวมถึงในหมวดของมอเตอร์ไซค์ด้วยเช่นกัน
มอเตอร์ไซค์ในงานมอเตอร์โชว์ 2021
ในงานครั้งนี้มีแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่เข้าร่วมกว่า 7 แบรนด์ ได้แก่ Harley-Davidson, A.P. Honda, Suzuki, Thai Yamaha Motor, Bajaj, KTM และ Husqvarna ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีการเปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่กันไปในงาน มาดูกันว่าต้นปีนี้มีรุ่นใหม่รุ่นไหนน่าสนใจกันบ้าง
1.Yamaha
ตามคอนเซปต์ “Smart Connected Life” ที่ยามาฮ่าตั้งใจว่าในช่วงปีนี้ไปจนถึง 2030 จะพัฒนายานยนตร์ให้มีเทคโนโลยีที่มีความล้ำหน้าและสร้างความสะดวกเข้ากับชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้น
ครั้งนี้เลยได้เห็นสิ่งใหม่ๆที่ยามาฮ่าได้พัฒนาขึ้นมากมายอย่างแอปพลิเคชัน Y-Connect ที่เริ่มต้นใช้งานได้กับมอเตอร์ไซค์รุ่นแรกนั่นคือ Yamaha Aerox ที่ออกมาในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และครั้งนี้ยามาฮ่าได้ออกมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่รองรับการใช้งานกับ Y-Connect ได้อย่าง All New NMax Connected 155
New NMax Connected 155
เรียกว่ามอเตอร์ไซค์ในไลน์ของ Max-Series นั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เรียกว่ามีการจดทะเบียนแล้วทั่วโลกกว่าสามล้านแปดแสนคัน สำหรับใครที่ใช้อยู่ก็คงทราบกันดีว่าทั้งสเปคและราคานั้นคุ้มค่าจริงๆ โดยในงานมอเตอร์โชว์ 2021 นี้ก็ได้มีรุ่นใหม่อย่าง All New NMax Connected ที่มาพร้อมเครื่องยนต์บลูคอร์ 155cc พร้อมระบบวาล์ว VVA ที่ให้ความแรงและตอบสนองดีกับทุกแรงบิด
นอกจากนั้นยังมีพร้อมระบบ Traction Control ที่ปรับสมดุลความเร็วของล้อให้สัมพันธ์กันและสามารถเชื่อมต่อกับ Y-Connect ซึ่งระบบนี้มีเฉพาะรุ่นใหม่อย่าง NMax Connected เท่านั้น ซึ่งรุ่นใหม่นี้เปิดตัวในราคา 91,900 บาท
New Yamaha XMax 300 [2021]
สำหรับ XMax ใหม่ในปี 2021 นี้ ยังคงมีภายในเช่นเดิมนั่นคือเครื่องยนต์บลูคอร์ 300cc ที่ให้ความแรงพร้อมคงความประหยัด พร้อมระบบเบรกแบบ ABS และระบบ Traction Control ที่ช่วยควบคุมแรงดันเบรกอัตโนมัติ และคงความสมดุลของล้อให้สัมพันธ์กัน
ส่วนสิ่งที่ปรับปรุงใหม่นั่นคือภายนอกทั้งสีใหม่นั่นคือสีดีไซน์ใหม่ของ Smart Key System ที่ดูหรูหรา พรีเมียมสุดๆ พร้อมไฟใหม่ที่ดูโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น
New Yamaha MT-07
บิ๊กไบค์ใหม่ในไลน์ MT-Series ที่มาในเครื่อง 690cc พร้อมดีไซน์ใหม่ ทั้งไฟหน้าแบบเจ็ดเหลี่ยมพร้อมไฟท้าย L.E.D หน้าปัดมาตรวัดที่ดูข้อมูลต่างๆ ทั้งเกียร์ ความเร็ว ฯลฯ โดยเปิดตัวในราคา 289,000 บาท
New Yamaha XSR155 Sport Heritage
XSR155 ในปี 2021 นี้ภายในยังคงเป็นเช่นเดิมแต่มีการเพิ่มสีใหม่เข้ามานั่นคือสีเทาเข้ม และราคายังเช่นเดิมนั่นคือ 91,500 บาท
2.A.P. Honda
แบรนด์ชั้นนำที่ขนเอามอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่มาเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ 2021 มากถึง 4 รุ่น นั่นคือ CB1300 Super Four, CB1300 Bold’or, Rebel 1100, X-ADV750 และ Lead 125
New Honda CB1300 Super Four และ Bold OR’
CB1300 SF
มอเตอร์ไซค์รุ่นเก๋าอย่าง CB1300 ทั้ง Super Four และ Bold OR’ ในปี 2021 นี้ยังคงเอกลักษณ์ของดีไซน์ที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา พร้อมไฟแบบ LED พร้อมเครื่องยนต์ 1,300cc 4 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ
CB1300 Bold OR’
นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบต่างๆอีกมากมายทั้ง Assist Slupper Clutch, Cruise Control และยังมี Riding Mode ให้เลือกถึง 3 แบบ นั่นคือ Standard, Sport และ Rain สำหรับเรื่องราคานั้น CB1300 Super Four จะอยู่ที่ 575,000 บาทและ 600,000 บาท ในรุ่น Bold OR’
Rebel 1100
อีกหนึ่งไลน์ยอดนิยมอย่าง Rebel Series ที่ปีนี้มาในรุ่นใหม่อย่าง Rebel 1100 ที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์แบบ Rebel เครื่องยนต์ที่มีก็เป็น 1,100cc 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ
ระบบต่างๆก็มีทั้ง Assist Slipper Clutch สำหรับรุ่น MT และ Dual Clutch สำหรับรุ่น DCT พร้อมมีระบบ Cruise Control ทั้งสองรุ่น โดยราคานั้นจะอยู่ที่ 399,000 บาท ในรุ่น MT และ 429,000 บาท ในรุ่น DCT
X-ADV 750
SUV Bike รุ่นฮิตระดับท็อปที่มีฟีเจอร์สุดเท่อย่าง Honda Smartphone Voice Control ที่เชื่อมต่อแอปในสมาร์ทโฟนกับตัวรถได้ พร้อมยังสั่งการด้วยเสียงได้อีก โดยครั้งนี้มาในเครื่องยนต์ 750cc พร้อมคันเร่งแบบไฟฟ้าที่ให้การตอบสนองที่ดี
Lead 125
มอเตอร์ไซค์ เอที ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 125cc พร้อมใต้เบาะยังสามารถจุของได้มากถึง 37 ลิตรหรือยกตัวอย่างง่ายๆคือเก็บหมวกกันน็อกได้ 2 ใบ ทั้งยังสามารถชาร์จไฟสำรองแบบ AC Socket ได้อีกด้วย ซึ่งรุ่นนี้มาในราคา 55,500 บาท
3.Harley-Davidson
แบรนด์สุดโก้ในตำนานที่ใครต่างรู้จัก ในงานมอเตอรโชว์ 2021 นี้มีรุ่นเปิดตัวใหม่อย่าง Pan America พร้อมยังมีรุ่นใหม่ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้อย่าง Street Bob 114 และ Fat Boy 114 มาโชว์ให้ดูในงานนี้เช่นกัน
Pan America
มอเตอร์ไซค์แบบ Adventure Touring คันแรกของ Harley- Davidson ที่ดีไซน์มาเพื่อการสำรวจและผจญภัยอย่างแท้จริง
4.Suzuki
งานมอเตอร์โชว์ 2021 นี้ Suzuki มาในธีมวิถีใหม่ใจเป็นสุข ที่ทาง Suzuki ตั้งใจว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยเติมเต็มความสุขในทุกการขับขี่และการเดินทาง
All New Gixxer SF
ในรุ่นนี้ถูกออกแบบภายใต้คอนเซปต์ Lifestyle Sport Bike ที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งในเมืองหรือท่องเที่ยว โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ 249.1cc แบบ SOHC ที่มีอัตราการเร่งที่แม่นยำ
ดีไซน์ภายนอกออกแบบมาในสไตล์ Chassis Design ทั้งแฮนด์จับแบบดีไซน์สปอร์ต โช้คหน้าที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะกับแฮนด์ หรือล้อแม็กอะลูมิเนียม 10 ก้านแบบปัดเงา มาตรวัดดิจิทัลแบบ Full LCD ใช้งานได้อย่างครบครัน และอ่านง่ายชัดเจน
New GSX-S750
มอเตอร์ไซค์ที่ได้รับความนิยมและยังได้รับรางวัล Thailand Bike Of The Year 2021 ในไลน์ Best Naked Middle Weight อีกด้วย โดยรุ่นนี้เป็นสตรีทไบค์ที่มีเครื่องยนต์ 749cc แบบ DOHC 4 สูบเรียง และยังมีระบบ Traction Control 3 ระดับ ที่ช่วยเรื่องควบคุมการขับขี่ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมระบบเบรกแบบ ABS รุ่นนี้เปิดตัวในราคา 379,000 บาท
5.KTM
การกลับมาอีกครั้งของ KTM หลังจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ในช่วงต้นปีเริ่มมีการส่งมอบรถไปบ้างแล้ว รุ่นใหม่ๆยอดนิยมต่างๆก็มีโชว์ภายในงานอย่าง KTM 790 Adventure R, KTM 790 Adventure, KTM 390 Adventure, KTM 390 Duke และ KTM RC390
สรุปมอเตอร์โชว์ 2021 ในพาร์ทของมอเตอร์ไซค์
แม้ว่ามอเตอร์โชว์ 2021 ในครั้งนี้จะมีแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่มาร่วมงานไม่มากเท่าครั้งก่อนๆ แต่เรียกได้ว่ามอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ๆที่มาเปิดตัวในงานนี้นั้นมีแต่รุ่นเด็ดๆที่หลายคนต่างตั้งตารอ รวมถึงโปรโมชันเด็ดๆที่มีเฉพาะในงานมอเตอร์โชว์ 2021 นี้อีกด้วย นอกจากแบรนด์ด้านบนแล้วยังมีมอเตอร์ไซค์ที่น่าสนใจอย่างแบรนด์ Husqvarna หรือ BAJAJ ที่มาร่วมในงานนี้ ถ้าหากมีเวลาก็สามารถไปกันได้จนถึงวันที่ 4 เมษายนนี้
และหากใครยังไม่เจอโปรเด็ดๆที่ถูกใจล่ะก็ มาดูรถที่ Kaidee Auto ของเราได้เลย เรามีรถหลากรุ่นหลายแบรนด์ให้คุณได้เลือกแบบจุใจ ลองเข้ามาดูกันเลย !