Apr 1, 2021 | บทความอสังหาฯ
บ้าน สถานที่อยู่อาศัยของผู้คนในบ้านที่ควรจะเป็นสถานที่แห่งการพักผ่อน มีความเป็นส่วนตัว และไม่ถูกรบกวนจาก ข้างบ้าน ซึ่งในปัจจุบัน หมู่บ้านส่วนมากนั้น ถูกออกแบบมาให้ใช้รั้วร่วมกับบ้านหลังติดกัน แถมบางโครงการก็มีรั้วบ้านที่เตี้ยแสนเตี้ย จนผู้อาศัยรู้สึกไม่เป็นส่วนตัวเสียเลย
และนอกจากความเป็นส่วนตัวแล้ว ความปลอดภัยของคนในบ้าน ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นวันนี้ เราจะมาแนะนำวิธีการออกแบบและตกแต่งบ้าน ให้มีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยแบบง่าย ๆ ทำได้ด้วยตัวเอง
เคล็ดลับออกแบบบ้านให้เป็นส่วนตัว
ซื้อบ้านเดี่ยว
pinoyeplans.com
จะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหากเราต้องใช้ผนังร่วมกับเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรทั้งทุบ เจาะ หรือโยกย้ายของก็เสียงดังไปซะหมด เพราะผนังเป็นตัวการในการเดินทางของเสียงจากฟากหนึ่งไปสู่อีกฟากหนึ่ง ดังนั้น การเลือกซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีรั้วรอบขอบชิดอย่างบ้านเดี่ยว ก็น่าจะป้องกันปัญหาการเสียงดัง และทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวมากขึ้น จะปิ้งย่าง หมูกระทะ ปาร์ตี้เล็ก ๆ หรือกิจกรรมกลางแจ้งก็ทำได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาเห็น แต่ก็อย่าเสียงดังเกินไปนะเดี๋ยวจะรบกวนข้างบ้าน
ถ้าใครที่อยากได้บ้านเดี่ยวสวย ๆ ที่เป็นส่วนตัวแบบสุด ๆ ลองอ่านบทความ รวมโครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูย่านเอกมัย-ทองหล่อ ดูอาจจะมีโครงการที่ชอบก็ได้
เลือกโครงการที่มีกำแพงรอบบ้านสูง
modularwalls.com.au
กำแพงรอบบ้าน เป็นสิ่งที่ช่วยเราให้มีความปลอดภัยต่อคนภายนอกและมีความเป็นส่วนตัว เพราะยิ่งเราสร้างรั้วสูงแค่ไหน ก็จะช่วยให้ป้องกันบ้านจากสายตามิจฉาชีพหรือเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดี ดังนั้นอย่าลืมเลือกบ้านที่มีกำแพงสูงด้วยนะ
ผ้าม่าน 2 ชั้น
brit.co
จะปิดม่านทึบก็อึดอัด จะเปิดม่านโล่งก็ดูไม่เป็นส่วนตัวเอาเสียเลย การติดตั้งม่าน 2 ชั้นเป็นม่านโปร่งและม่านทึบ ก็น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะมันจะช่วยพรางสายตาจากภายนอก และเปิดรับแสงของธรรมชาติได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งผ้าม่านโปร่งก็มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบและความหนาตามความต้องการ และการติดตั้งผ้าม่านในลักษณะนี้ ก็ยังจะช่วยให้ห้องของเราดูกว้างขวางมากขึ้นอีกด้วย
ปลูกต้นไม้รอบบ้าน
sunset.com
แล้วถ้ากำแพงรอบบ้านมันเตี้ยเกินไปล่ะ ? ลองปลูกต้นไม้ไว้รอบตัวบ้านดู อาจปลูกเป็นต้น ๆ แยกกันเพื่อบังสายตาเพียงเล็กน้อย หรือปลูกตามแนวกำแพงให้กลายเป็นกำแพงธรรมชาติสวย ๆ แถมร่มรื่น โดยต้นไม้ที่ทางเราแนะนำควรมีลักษณะสูงผอม เพื่อให้ไม่กินพื้นที่โดยรอบอย่างต้นไผ่ ต้นสนไซเปรส ต้นไทรเกาหลี และต้นข่อย เป็นต้น
หลอกตาด้วยระแนงไม้
timberandrose.com.au
การติดตั้งระแนงไม้บนกำแพงรอบบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการแก้ไขปัญหากำแพงเตี้ยจนแทบจะไม่เป็นส่วนตัวเอาเสียเลย ซึ่งเราสามารถนำมาวางไว้ด้านบนกำแพงด้วยสีสันต่าง ๆ ทำให้ดูเป็นส่วนตัวและบังสายตาคนภายนอกได้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจมีการจัดสวนเล็ก ๆ ไว้ด้านข้างพร้อมมุมพักผ่อนยามเหนื่อยล้าก็น่าสนใจไม่น้อย หรืออีกวิธีหนึ่งคือการวางระแนงไม้แนวตั้งบนระเบียงชั้นสองเพื่อหลอกสายตาให้ตัวบ้านมีความมิดชิดมากยิ่งขึ้น
สรุปท้ายบทความ
นี่คือวิธีการออกแบบบ้านให้เป็นส่วนตัว (จาก ข้างบ้าน)ปลอดภัย และที่สำคัญยังสามารถบดบังสายตาจากคนภายนอกได้อีกด้วย ซึ่งบ้านแต่ละหลังก็มีความเป็นเอกลักษณ์และรายละเอียดที่แตกต่างกันตามมุมมองการใช้ชีวิตและความชอบ ดังนั้นจึงไม่มีใครที่บอกได้ว่าคุณ เหมาะกับบ้านหลังไหน นอกจากตัวของคุณเอง
และถ้าไม่อยากปรับเปลี่ยนบ้านให้ยุ่งยาก ก็เข้ามาหาบ้านใน Kaidee Property ง่ายกว่าเยอะ
Apr 1, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
จ้องจับผิดทุกฝีก้าว มาทำงานกี่โมง ทำงานถึงขั้นตอนไหน หัวหน้าพูดว่าอะไร รู้หมด ! ยังไม่พอ เอาไปพูดต่อจนรู้ทั้งแผนก เพื่อนร่วมงานแบบนี้ ยังไงกันคะเนี่ย ? เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนคงเคยประสบพบเจอเหตุการณ์แบบนี้กันมาบ้าง บางคนสู้ยิบตาจนแทบกระอักเลือด บางคนยอมแพ้จนต้องยกธงขาวลาออกจากบริษัท แต่ไม่ว่ายังไงก็ตาม การเตรียมตัวให้พร้อมอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า และวันนี้เราจะมาชี้ช่องทางเอาตัวรอดจากเพื่อนร่วมงานจิตป่วง จะสนุกขนาดไหน ลองแกล้ง ๆ อ่านกันได้
ที่มา : https://www.powerofpositivity.com
“Toxic People”
คนพวกนี้มักจะพ่นพิษร้ายทำลายความสำราญใจผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด การกระทำ หรือแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ คนพวกนี้ก็จะหาทางสร้างเรื่องขึ้นมาจนได้ แต่เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น มาทำความรู้จักเหล่า Toxic People แต่ละประเภทกันหน่อยดีกว่า
1. นักนินทามือวางอันดับ 1 (The Gossip)
จิตใจที่ยิ่งใหญ่จะวิพากษ์วิจารณ์ความคิด จิตใจสามัญจะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ แต่จิตใจที่ต่ำต้อยจะวิพากษ์วิจารณ์เพียงผู้คน
– Eleanor Roosevelt
คนพวกนี้มักจะนินทาว่าร้ายผู้อื่นอยู่เสมอ พวกเขาจะรู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ใจของผู้อื่น พวกเขาจะนินทาไปซะทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงหน้าที่การงาน แรก ๆ คนที่โดนอาจจะรู้สึกว่าปกติ ใคร ๆ ก็โดนนินทาได้ แต่พอนาน ๆ ไป มันเหมือนพิษร้ายที่สั่งสมในร่างกาย รู้ตัวอีกทีก็ทุกข์ใจจนแทบทำงานไม่ได้ไปซะแล้ว ..
2. เหล่าพายุอารมณ์ (The Temperamental)
คนประเภทนี้จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองให้แน่นอนได้ อารมณ์ของพวกเขาจะขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลา สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ พวกเขาจะพัดพายุอารมณ์ใส่คุณอย่างรุนแรง ราวกับคุณเป็นที่ระบายอารมณ์ของพวกเขา และไม่ว่าคุณจะทำอะไร คนพวกนี้มักจะหงุดหงิดและหัวเสียอยู่เสมอ ทางที่ดีหาตรงกลางและพยายามรักษาระยะห่างจะดีกว่า
3. รับบทผู้ถูกกระทำ (The Victim)
ถ้าเพื่อน ๆ เคยดูละครเรื่องแรงเงา (ละครบ่งบอกอายุผู้เขียนมาก) คงจะคุ้นเคยกับตัวละครที่ชื่อว่า “น้องนก” เพราะน้องนกจะรับบทผู้ถูกกระทำที่น่าสงสารอยู่เสมอ ตั้งแต่การบอกว่าชีวิตของตัวเองย่ำแย่ โดนกลั่นแกล้งสารพัด ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย
The Victim ก็เช่นกัน พวกเขาจะรับบทเหยื่อผู้น่าสงสาร ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ ปัดความผิดไปให้ผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่เห็นคุณค่าของความยากลำบากว่ามันทำให้เราเติบโตขึ้น แต่กลับมองว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี โทษทุกสิ่งอย่างที่ทำกับตนเอง โดยไม่ได้คิดเลยว่าแล้วตนเองเป็นคนอย่างไร ควรทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น
http://blankposter.com/
4. อิจฉา อิจฉา อิจฉา !! (The Envious)
“สนามหญ้าของบ้านคนอื่นมักจะเขียวกว่าบ้านของเรา” คนประเภทนี้มักไม่พอใจในความสำเร็จหรือสิ่งที่ตนเองได้ แม้ว่าพวกเขาจะทำได้ดีมากแล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขามักจะมองว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ โดดเด่นกว่าเสมอ (และความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ความรู้สึกเชิงน้อยเนื้อต่ำใจซะด้วยสิ) ผลต่อมาคือพวกเขาจะเหน็บแนมผู้อื่น และพยายามพูดจาทำร้ายความรู้สึกจนคน ๆ นั้นรู้สึกด้อยค่า ไร้ประสิทธิภาพ แค่คิดก็รู้สึกเศร้าแล้ว จริงไหมล่ะ
5. จอมบงการ (The Manipulator)
คนพวกนี้มักจะดูดเวลาและพลังงานดี ๆ ออกจากชีวิตคุณ พวกเขาจะทำทุกอย่างประหนึ่งว่าคุณเป็นเพื่อน ทำทุกอย่างเหมือนหวังดี รู้ว่าคุณชอบอะไรไม่ชอบอะไร อะไรที่ทำให้คุณมีความสุข แต่แท้จริงแล้วใครจะรู้ว่าไม่ใช่แบบนั้นเลย พวกเขามีความลับซ่อนอยู่ และต้องการบางสิ่งจากคุณอยู่เสมอ ที่สำคัญคุณจะไม่ได้อะไรจากพวกเขาเลย .. น่าเศร้าที่ต้องบอกว่าบางคนติดอยู่กับความสัมพันธ์แบบนี้เป็นเวลานาน จนไม่ได้ทันคิดว่าพวกเขาคือ Toxic People มากกว่าจะเรียกว่าเพื่อน
6. ผู้คุมวิญญาณ (The Dementor)
ถ้าเพื่อน ๆ เคยดู Harry Potter จะมีตัวละครหนึ่งที่เรียกว่า “ผู้คุมวิญญาณ” ปีศาจที่คอยดูดกลืนจิตวิญญาณออกจากร่างของเหล่าพ่อมดแม่มด เวลาผู้คุมวิญญาณไปที่ไหน ตรงนั้นจะเย็นยะเยือก เต็มไปด้วยความหม่นเศร้าราวกับว่าชีวิตจะไม่มีความสุขอีกแล้ว J. K. Rowling บอกว่าเขามีแนวคิดตัวละครดังกล่าวจากบุคคลที่มีแต่ความคิดเชิงลบ เพราะเวลาคนประเภทนี้อยู่ในชีวิตใครสักคน คน ๆ นั้นก็มักจะสัมผัสได้ถึงความไม่หฤหรรษ์ของชีวิตได้ทันที
เช่นเดียวกันกับ Toxic People ประเภทนี้ พวกเขาจะมีแต่ความคิดลบ เต็มไปด้วยการมองโลกในแง่ร้าย และปฏิเสธทุกสิ่งที่ไม่ตรงกับความคิดตนเอง และจากการศึกษาของ Notre Dame University พบว่า เมื่อนำนักเรียนไปอยู่กับรูมเมทที่มองแต่แง่ลบ พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะคิดลบ และมีภาวะซึมเศร้าอีกด้วย
7. เลวโดยตั้งใจ (The Twisted)
Toxic People อีกประเภทที่ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น จ้องแต่จะทำลายความรู้สึก ทั้งการกระทำ คำพูด หนำซ้ำยังทำให้คุณรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขามองข้ามความทุกข์และความเจ็บปวดเหมือนกับว่าพวกคุณเป็นผักปลา ข้อดีคือคุณสามารถเห็นพิษร้ายพวกนี้ได้เร็ว ฟิลแค่เห็นก็รู้แล้วว่าคน ๆ นี้ นิสัยไม่ดี ซึ่งก็ทำให้คุณถอยออกมาจากพวกเขาได้เร็วเช่นกัน
8. พวกชอบตัดสิน (The Judgmental)
อะไรดีไม่ดีพวกเขาบอกได้ แต่พวกเขาจะใช้คำพูดดูถูกและพูดจาถากถางความรู้สึกแทนที่จะพูดด้วยความเข้าใจ แค่คิดก็รู้สึกแย่แล้วใช่ไหม ลองนึกถึงคนที่เจอกับตัวสิ ไม่ต้องคิดเลยว่าพวกเขาต้องทุกข์ใจมากแค่ไหน เพราะคงไม่มีใครที่ชอบให้คนอื่นมาพูดจาไม่น่ารักใส่หรอก จริงไหม ?
9. เถียงเก่ง แย้งทุกเรื่อง (The Arrogant)
พวกเขาจะโต้แย้งและเถียงคุณแทบทุกประเด็น อีกทั้งยังมองว่าทุกอย่างที่คุณทำคือการแข่งขันกับพวกเขา ซึ่งจากการศึกษาของ University of Akron พบว่า คนเย่อหยิ่งมักมีความสัมพันธ์กับปัญหาต่าง ๆ ในที่ทำงาน อีกทั้งคนประเภทดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพการทำงานค่อนข้างต่ำ มักโต้แย้งอยู่เสมอ และมีปัญหาความรู้ความเข้าใจมากกว่าคนทั่วไป
Brothers and Sisters – Exhibition piece
เราจะเอาชีวิตรอดยังไงดี ?
จริง ๆ ก็มีหลากหลายวิธีที่ที่เพื่อน ๆ สามารถทำได้ แต่เราขอเลือกวิธีที่คิดว่าเวิร์คมาให้ (แอบมาจากประสบการณ์ด้วยนิด ๆ ) ถึงตรงนี้จะมีอะไรบ้าง เชิญอ่าน
ทำความเข้าใจพวกเขาซะหน่อย
ไม่ใช่ให้ยอม แต่เราอยากให้คุณทำความเข้าใจถึงสิ่งที่พวกเขาเป็น สิ่งที่พวกเขาทำ ว่ามันเกิดจากอะไร เป็นเพราะความกังวล นิสัย หรือเหตุผลอื่น ๆ เมื่อเราพยายามทำความเข้าใจแล้ว เราอาจจะเห็นมุมที่กว้างขึ้น รู้ว่าควรจัดการและรับมือกับพวกเขาอย่างไร เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ทุกคนล้วนมีความแตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันขนาดนั้นหรอก จริงไหม ?
คุยด้วยได้ แต่ไม่สุงสิง
การทำงานร่วมกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้งคุณก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับพวกเขาได้ ดังนั้นท่องไว้ค่ะ มืออาชีพ ๆ ๆ จากนั้นยิ้มเยอะ ๆ ทำทุกอย่างให้เป็นมืออาชีพที่สุด แม้ว่าจะเจอพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือคำพูดบางอย่างที่ส่งผลต่อจิตใจก็ตามที
สำคัญที่สุดคือการแยกแยะเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัวออกจากกันให้ได้ ในกรณีที่พวกเขาทำให้เรื่องงานมีปัญหา ทางเราว่าคุณสามารถแจ้งหัวหน้าได้ แต่นอกเหนือเรื่องงานเราว่าควรเว้นระยะห่าง คุยได้พอเป็นพิธี อย่าลืมนะว่าเซฟคนอื่นแล้ว ต้องเซฟใจตัวเองด้วย
เช็กตัวเองให้แน่ใจว่า “ฉันไม่ใช่ตัว Toxic”
ไม่ชอบคนแบบไหน อย่าเป็นคนแบบนั้น พยายามสำรวจตัวเองเสมอว่าเรากำลังเป็นพิษกับคนรอบตัวเองหรือเปล่า ลองมองทีละประเด็น ๆ ไม่ว่าจะเรื่องความสัมพันธ์ นิสัยใจคอของตนเอง อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เผลอคุณอาจเข้าใจตัวเองมากขึ้นก็ได้
ไม่จำเป็นต้องอธิบาย
ให้จำไว้เสมอว่าเราเป็นอย่างไร เรารู้ตัวเองดีที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องพูดหรือแก้ตัวอะไรกับพวกเขาเลย เพราะต่อให้พูดไปเขาอาจจะฟัง แต่ถามว่าเขาเข้าใจคุณจริง ๆ หรือเปล่า คุณคงรู้คำตอบดีว่าคืออะไร ดังนั้นอยู่เฉย ๆ เป็นตัวของตัวเองดีกว่า
https://www.behance.net/
อย่าคาดหวังการเปลี่ยนแปลง
พูดกันตรง ๆ ก็คือไม่ต้องคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากบุคคลเหล่านั้น ทำตัวเองให้มีความสุขก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้โลกสวย แต่อะไรที่ทำให้ตัวเองสบายใจได้ ทำไปเถอะ ดีกว่ามานั่งทุกข์ใจ เพราะเมื่อเราเกิดความทุกข์ ผลงานก็อาจจะออกมาได้ไม่ดีอย่างที่ควร รู้แบบนี้แล้วหาสิ่งที่จรรโลงใจกันดีกว่า
ให้อภัยแต่ไม่ลืม 🙂
สุดท้ายแล้วอะไรจะดีไปกว่า “การให้อภัย” เรารู้ว่าทำยาก แต่ให้จำไว้ว่าที่ต้องทำแบบนี้ คือการทำเพื่อให้ตัวเองให้หลุดพ้นจากความทุกข์ใจ ซึ่งการให้อภัยในทีนี้ไม่ใช่ยอมรับพฤติกรรมแย่ ๆ แต่ให้เข้าใจความเป็นไปของชีวิตที่ต้องมีวันที่ดีและร้ายเป็นธรรมดา แต่ แต่ แต่ อย่าลืมว่าพวกเขาปฏิบัติและกระทำต่อคุณอย่างไร เพื่อให้เราสามารถตั้งรับสิ่งที่จะเกิดในอนาคตได้ หากเกิดเหตุการณ์คล้าย ๆ กันขึ้นอีก
แบบนี้ต้องรายงาน !
นับ 1- 10 ก็แล้ว หายใจเข้า หายใจออกก็แล้ว แต่ถ้ามันอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป ไปค่ะ ! แจ้งให้หัวหน้าหรือคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจโล้ดดด เพื่อให้พวกเขาเข้าใจถึงสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ที่คุณกำลังเจออยู่ เพื่อที่พวกเขาจะได้เข้าใจและช่วยหาทางออก อย่าหลงไปเล่นเกมกับพวกเขาเลย คุณจะเหนื่อยเปล่า ๆ
สรุปท้ายบทความ
ชีวิตคนเรามันสั้น ดังนั้นเราควรเจอสิ่งดี ๆ รายล้อมด้วยผู้คนที่รักเรามากกว่าจมจ่อมอยู่กับอะไรแย่ ๆ หวังว่าบทความนี้จะช่วยทุกคนรอดพ้นและปลอดภัยจากพลังงาน Toxic ราวกับผู้ชนะในสังเวียนเลือด ใช้ชีวิตให้มีความสุขเถอะ แต่ถ้ารู้สึกไม่ไหวจริง ๆ การอดทนไม่ใช่คำตอบ หางานใหม่กันดีกว่า
“I will not allow anyone to walk in my mind with dirty feet.”
Mahatma Gandhi
ด้วยรักและห่วงใย 🙂
Apr 1, 2021 | บทความอสังหาฯ
หลายคนคงเคยประสบปัญหาที่ว่า “มีแบบบ้านในใจแล้วแต่ก็ไม่รู้จะตกแต่งแบบไหน” จะจ้าง Interior Designer ดีไหม หรือจะคุมงานเองดี ยิ่งครัวยิ่งแล้วใหญ่ เรียกได้ว่า “โนไอเดีย”
ในวันนี้ Kaidee Property จึงมาพร้อมกับ 10 แบบครัวหลากสไตล์ให้คุณได้เลือกสรร! ให้เลือกบ้านที่ใช่ แถมยังได้ครัวที่ชอบ เรียกได้ว่า มา Kaidee Property แล้วแฮปปี้คูณสอง
รวมครัวสวย 10 แบบหลากสไตล์
เพราะครัวคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง หลายคนได้เล่นสนุก ได้ลองทำอาหารมื้อแรกด้วยตัวเอง ได้แอบลองคิดเล็กผสมน้อยจนกลายเป็นสูตรอาหารแสนอร่อยของตัวเองก็มี จะเห็นได้ว่าครัวคือจุดเริ่มต้นของพลังบวกในบ้าน อีกทั้งยังเป็นที่รังสรรค์อาหารที่ทำให้เราอิ่มท้อง
“จะดีแค่ไหนถ้าเราทำให้ ‘ครัว’
เป็นภาพสะท้อนของเรา”
ในวันนี้ Kaidee Property มีแบบครัวทั้งหมด 10 แบบมาให้คุณได้ค้นหาว่าแบบไหนที่ใช่ แบบไหนที่ชอบ ถ้าพร้อมแล้วเลื่อนลงไปอ่านกันเลยยยย
1.Modern Style
Modern Style
มาเริ่มกันที่สไตล์แรกกันเลย
การตกแต่งครัวแบบ Modern นั้น จะทำให้บรรยากาศเรียบง่าย มองเข้าไปแล้วสบายตา แต่ยังคงไว้ซึ่งความเรียบหรูดูดี ทำให้สไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
จุดกำเนิดของการตกแต่งสไตล์โมเดิร์นเริ่มมาจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในปี ค.ศ. 1850
(พ.ศ.2393) เนื่องจากในยุคนี้เป็นยุคที่เกิดวัสดุในการก่อสร้างใหม่ๆ
เช่น เหล็กและกระจก อีกทั้งคนยังโฟกัสในเรื่องการลดความฟุ่มเฟือย ต้องมีการใช้สอยที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ ทำให้เอกลักษณ์ของการตกแต่งสไตล์นี้จึงเน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิตและลดทอนรายละเอียดที่เกินความจำเป็นและดูฟุ่มเฟือย หรือพูดอีกอย่างนึงว่าการตกแต่งจะดูจากลักษณะการใช้งานนั่นเอง
ปัจจุบันเริ่มมีวัสดุใหม่ๆให้เลือกเพิ่มขึ้น เช่น แผ่นอะคริลิค, ลามิเนต Hi-Gloss ซึ่งจะมีคุณสมบัติเงาวาว ทำให้การตกแต่งดูมีมิติมากขึ้น
การใช้สีตกแต่งของสไตล์ Modern จะไม่ใช้สีเยอะจนเกินไป ส่วนมากจะใช้เพียงแค่ 2-3 สีเพียงเท่านั้น สีหลักที่ผู้ตกแต่งภายในนิยมเลือกใช้คือสีขาว เพราะสีนี้จะทำให้บรรยากาศของห้องมีความโปร่งโล่งสบาย แต่หากอยากได้ความเข้มสมกับบุคลิกของผู้ใช้งาน จะเลือกเป็นสีเทา หรือดำก็ได้ แล้วค่อยแซมสีสันอื่นลงไป
2.Farmhouse Style
Farmhouse Style
มาต่อกันที่สไตล์ Farmhouse สไตล์ซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนกำลังต้อนรับเรากลับบ้าน
การตกแต่งสไตล์นี้จะให้ความสำคัญกับการใช้สีเป็นหลัก ซึ่งสีที่เลือกใช้จะเป็นสีโทนกลางหรือสีพื้น สามารถเลือกเป็นสีน้ำตาลได้เลยถ้าเราอยากได้ความรู้สึกแบบชนบทสุดๆ
วัสดุที่ส่วนใหญ่ที่เลือกใช้จะเป็นไม้เป็นหลัก เพราะไม้จะให้ความรู้สึกนุ่มนวล อบอุ่น และให้ความเป็นกันเอง ประตูในภาพจะคล้ายคลึงกับประตูโรงนาที่ทำจากไม้ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับการตกแต่งสไตล์บ้านไร่
ในเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ เราสามารถแซมเฟอร์นิเจอร์ที่ดูทันสมัยขึ้นมาบ้าง ไม่จำเป็นต้องใช้เฟอร์นิเจอร์สไตล์ Farmhouse ไปเสียทั้งหมด อาจจะเป็นโคมไฟสีขาวอย่างในภาพก็ได้ โคมไฟที่ซึ่งเมื่ออยู่เดี่ยวๆอาจจะดูโมเดิร์นอยู่บ้าง แต่พอจับมาคู่กับการตกแต่งสไตล์ Farmhouse กลับดูเข้ากันดีอย่างไม่น่าเชื่อ
หากใครกลัวว่าพอวางเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเข้าไป จะทำให้หลุดTheme ไป และคงจะดูขัดบรรยากาศน่าดู เราเสนอแนะว่าให้ซ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยการ Build-in ตู้เก็บของในส่วนด้านบนของผนังเพื่อเอาไว้เก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
เมื่อตกแต่งภายในเสร็จเรียบร้อยก็มาถึงเรื่องของใช้ในครัวกันบ้าง เช่นตู้เก็บของด้านล่างที่สามารถใช้ตู้แบบ Armoire ที่จะให้กลิ่นอายความย้อนยุคเข้ากันกับครัวสไตล์ Farmhouse
3.Scandinavian Style
Scandinavian Style
สไตล์ “สแกนดิเนเวียน” หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าสไตล์ “นอร์ดิก”เป็นสไตล์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากการตกแต่งบ้านในโซนยุโรปเหนืออย่างเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์
ด้วยความที่มีที่มาจากเมืองหนาว การตกแต่งสไตล์นี้จะเน้นให้ความอบอุ่นและแสงที่ได้รับเป็นหลักโดยเริ่มจากการใช้สีที่จะใช้สีโทนสว่างอบอุ่นอย่างสีขาว และจะผสานด้วยสีสันที่อ่อนอย่างสีพาสเทลเสมอ อีกท้งยังจะเน้นพื้นที่เปิดโล่งรับแสงเพราะแสงจะช่วยเติมความสดใสในฤดูกาลที่หนาวอยู่เกือบจะตลอดเวลา
วัสดุในการทำครัวนั้นส่วนมากจากเป็นไม้ เช่น ไม้สน (Pine) และไม้เบิร์ช (ฺBirch) และนิยมเผยให้เห็นลายเนื้อไม้เพื่อที่จะได้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ
ในส่วนของเฟอนิเจอร์จะเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่มีลวดลายเล็กๆลายดอกไม้ หรืออาจจะใช้ลวดลายตารางที่ให้ความรู้สึกของสแกนดิเนเวียนก็ได้ การจัดวางเฟอร์นิเจอร์นั้นจะเน้นการจัดวางแบบน้อยชิ้น เรียกได้ว่าอันไหนที่ไม่ได้ใช้ก็ต้องเก็บให้เรียบร้อย เน้นฟังก์ชันการใช้งานเสียมากกว่า
การตกแต่งเพิ่มเติมมักจะใช้ต้นไม้เล็กๆใส่แจกันตั้งไว้ตามที่ต่างๆเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้ด้วย
4.Luxury Style
Luxury Style
มาต่อกันที่สไตล์แบบ Luxury ที่เน้นความหรูหราดูดี สไตล์นี้จริงๆแล้วมีที่มาจากการตกแต่งสไตล์โมเดิร์น จากที่กล่าวไปในหัวข้อแรกว่าสไตล์โมเดิร์นนั้นจะเน้นตัดทอนส่วนเกินออกไปโดยเน้นการใช้งาน แต่ Luxury นั้นจะแตกต่างตรงที่การตกแต่งแบบเรียบหรูนั้นจะยกระดับคุณภาพวัสดุและเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเพื่อเปลี่ยนให้บรรยากาศดูหรูขึ้นมา
ดีไซน์ของ Luxury นั้น จะเป็นการออกแบบอย่างลงตัวของปูนกับไม้อีกทั้งรวมกระจกและเหล็กลงไปในการตกแต่งด้วย จะเห็นได้ว่ามีการใช้วัสดุเพิ่มขึ้นอย่างมากในการตกแต่งแบบนี้
ความพิเศษของสไตล์ Luxury คือ ของทุกชิ้นและเฟอร์นิเจอร์ทุกตัวมีเอกลักษณ์และรายละเอียดในตัวมันเอง เช่น โคมไฟระย้าสีทองที่อาจจะเล่นรายละเอียดของตัวเหล็กและเล่นกับความโค้งในตัวดีไซน์ และวัสดุจะปูท็อปของเคาน์เตอร์ครัวอาจจะเลือกเป็นหินอ่อนซึ่งสีและลายอาจแตกต่างกันไปตามความชอบ สีหลักๆของหินอ่อนที่มีให้เลือกจะเป็น สีขาว เทา และดำ
5.Beach House Style
Beach House Style
การตกแต่งสไตล์ Beach House นั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนไม่มีหลักการตายตัว เพียงแต่มีสิ่งที่ต้องใส่ใจอยู่บ้างคือ การเลือกสี, วอลเปเปอร์, เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่ง
เริ่มกันด้วยสีของครัวสไตล์บีชเฮ้าส์จะเป็นสีอ่อนที่ให้ความรู้สึกถึงทะเล ไม่ว่าจะเป็นสีขาว ฟ้า หรือน้ำตาล เป็นต้น โดยสามารถผสมสีสันในแต่ละส่วนให้ลงตัวด้วยตนเอง เช่น หากมีเฟอร์นิเจอร์สีฟ้าแล้ว ก็อาจเลือกสีวอลเปเปอร์เป็นสีอ่อนของทราย หรือหากอยากให้บ้านเป็นเหมือนชายทะเลก็สามารถใช้วอลเปเปอร์เป็นลวดลายของทะเลเลยก็ได้เช่นกัน
ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ เราจะเห็นได้ว่าสามารถใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีสีสันสดใสที่ชวนให้นึกถึงวันหยุดพักผ่อนที่ชายทะเลก็จะเป็นกิมมิคเล็กๆที่เพิ่มความสดใสให้ห้องครัวของเรา
นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุก็เป็นสิ่งสำคัญ เราควรใช้กระจกเพิ่มความสว่างให้ห้องครัวเพื่อให้บรรยากาศโปร่งโล่งสบาย
อีกหนึ่งเคล็ดลับสำคัญของการตกแต่งสไตล์ชายทะเลคือการควรระวังไม่ให้มีหลายโทนสีในห้องครัวมากเกินไป เพราะจะทำให้ไม่มีจุดเด่นของสายตาและอาจจะหลุด Theme ไปได้
6.Rustic Style
Rustic Style
การตกแต่งสไตล์ Rustic คือการตกแต่งที่เน้นการใช้วัสดุธรรมชาติและเน้นการเผยผิวของวัสดุนั้นๆ
วัสดุที่จะนำมาใช้ตกแต่งส่วนมากจะเป็นไม้ หิน เชือก หรือผ้า
สีที่เลือกใช้ในการตกแต่งแน่นอนว่าจะเป็นสีน้ำตาลของไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ เราสามารถจับคู่สีเป็นสีน้ำตาลและสีขาวได้เพราะทั้งสองเป็นโทนสีพื้นจะเข้ากันได้ลงตัวมากๆ
ในเรื่องของเฟอร์นิเจอร์หลักๆและของใช้ในครัวจะเป็นไม้ที่ไม่ได้ทาสีเติมแต่งและเผยสีพื้นไม้ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ โต๊ะ หรือท็อปของซิ้งค์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับครัวของคุณ
โคมไฟในครัวเราสามารถเลือกใช้เป็นโครงเหล็กได้ไม่จำเป็นต้องเป็นไม้ไปทุกชิ้น เราแนะนำว่าควรใช้ไฟเป็นสีโทนอุ่นเช่นไฟเหลืองหรือไฟส้ม หลีกเลี่ยงไฟโทนสีฟ้าจากหลอดนีออน เพราะไฟโทนสีเหลืองนั้นจะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ห้องครัวสมกับสไตล์ Rustic เพราะเมื่อไฟสะท้อนกับไม้จะทำให้องค์ประกอบต่างๆออกมาลงตัวมากขึ้น
ของตกแต่งสำหรับสไตล์ Rustic ควรจะเป็นสีขาวเพื่อให้ตัดกันกับสีน้ำตาลและไฟเหลือง สามารถใช้เป็นกระถางต้นไม้สีขาวก็ได้ เพราะไม่เพียงแต่จะเพิ่มมิติให้ห้องครัว แต่ยังเพิ่มความสดชื่นจากต้นไม้อีกด้วย
7.Japanese Style
Japanese Style
อีกเทรนด์ที่กำลังมาแรงนั่นก็คือ การตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่น
ขั้นตอนแรกที่สำคัญในการตกแต่งสไตลนี้คือการเลือกสี ควรเลือกใช้สีที่เป็นแนวเอิร์ธโทน เช่น น้ำตาลอ่อน หรือสีครีม เป็นต้น เนื่องจากคนญี่ปุ่นมีความเคารพธรรมชาติค่อนข้างสูง พวกเขาจึงเลือกสีที่ทำให้รู้สึกว่าใกล้ชิดกับธรรมชาตินั่นเอง
ในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ แน่นอนว่าเราควรเลือกเป็นงานไม้ที่เผยผิวเช่นไม้ลามิเนต, ไม้ Veneer หรือจะใช้เป็นงานไม้ไผ่เพื่อให้เข้า Theme แบบสุดๆเลยก็ได้
การตกแต่งสไตล์นี้จะมีกลิ่นอายของ Minimalist ด้วย เราจึงไม่เน้นของตกแต่งหลากสีสันเพื่อที่ห้องครัวจะได้ดูเรียบง่ายสบายตาและดูสว่างมากขึ้น
รูปทรงของเฟอร์นิเจอร์นั้นจะตัดทอนรายละเอียดส่วนใหญ่เหลือแค่ส่วนที่ใช้งานจริงๆเพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใช้สอยจำกัด จึงต้องออกแบบของใช้ต่างๆโดยคำนึงถึง Function และพื้นที่ เป็นสำคัญ
8.Cozy Style
Cozy Style
มาต่อกันที่สไตล์ Cozy ที่ดูเผินๆอาจจะดูคล้ายสไตล์ญี่ปุ่น แต่มีความแตกต่างตรงที่เราสามารถเพิ่มของตกแต่งกระจุกกระจิกตามใจได้ เพียงแต่ควบคุมโทนไว้ให้อยู่ในโทนสีอ่อนเพียงเท่านั้นเอง
การเลือกสีสามารถใช้สีอ่อนใดก็ได้ที่เราชอบ จะให้ดีควรให้อยู่ในโทนธรรมชาติเช่น สีขาว สีครีม และสีน้ำตาลอ่อน
การเลือกเฟอร์นิเจอร์ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ในส่วนนี้เฟอร์นิเจอร์มือสองจาก Kaidee ช่วยคุณได้ เพราะการแต่งแบบ Cozy จะเน้นบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกคลาสสิค ประหยัด และการใช้เครื่องเรือนทุกชนิดอย่างคุ้มค่านั่นเอง
การตกแต่งเราสามารถเพิ่มพวกต้นไม้เล็กๆน้อยๆ ตามมุมต่างๆ รวมทั้งแจกันดอกไม้บนโต๊ะอาหารด้วยก็ได้ จะได้เพิ่มความสดใสแต่ไม่หลุด Theme ได้อีกทางหนึ่งด้วย
9.Loft Style
Loft Style
การตกแต่งสไตล์ Loft เกิดมาจากในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เศรษฐกิจตกต่ำ จึงมีการดัดแปลงโรงงานที่ว่างจากการผลิตมาเป็นที่อยู่อาศัย และใช้วัสดุจากโรงงานมาตกแต่ง
สไตล์นี้จะมีแนวคิดของการเผยเห็นให้เห็นโครงสร้างเหล็ก หรือปูนเปลือย บางที่จะแต่งเป็นเพดานยกสูงเพื่อให้พื้นที่ดูโปร่งที่สุดและอากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก
โทนสีหลักที่เลือกใช้จะเป็นสีที่ไม่ฉูดฉาด เน้นความดิบเท่ เช่น สีดำ หรือ สีเทา เป็นต้น
การเลือกเฟอร์นิเจอร์จะเน้นเป็นแบบลอยตัวเป็นหลักเพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายหรือปรับแต่งห้อง ถ้าอยากให้ครัวดูมีมิติมากขึ้นควรใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีสีตัดกับสีหลักที่ใช้ทาห้อง เช่น ถ้าห้องสีเข้ม ควรเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สีอ่อน
แสงสว่างในห้องครัวสไตล์ Loft จะเป็นแสงจากธรรมชาติ ลดการใช้พลังงานให้มากที่สุด เราจึงควรเลือกพื้นที่ส่วนที่ติดหน้าต่างมาทำเป็นห้องครัว หรือจะเลือกทุบผนังเแล้วทำเป็นประตูกระจกยาวจรดพื้นเลยก็ได้
10.Vintage Style
Vintage Style
สไตล์ Vintage มาที่มาจากคำว่า Vendange ในภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่าการเก็บเกี่ยวและบ่มไวน์ ซึ่งในที่นี้จึงมีนัยว่า “ยิ่งเก่ายิ่งดี” นั่นเอง
การแต่งครัวสไตล์นี้จำเป็นต้องใช้ของเก่าหรือของมือสองเพื่อมาแต่งห้องครัวให้มีกลิ่นอายบรรยากาศของความเก่าขึ้นมา ซึ่งหากไปหาซื้อเอาข้างนอกอาจจะหายากสักหน่อย แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะ Kaidee มีให้คุณแน่นอน
ในเรื่องของโทนสีที่ใช้ในห้องครัว สามารถใช้เป็นสีฟ้าอ่อนจับคู่กับกับสีขาวได้เลย เพิ่มผ้าลูกไม้ตกแต่งตรงนี้นิด ตรงนั้นหน่อย เช่นเอามาทำเป็นผ้าม่านบังแสง ก็จะมาสามารถเพิ่มระดับความวินเทจให้ห้องครัวไม่ยาก
พวกข้าวของเครื่องใช้ เน้นใช้เป็นสีทองเหลืองหรือไม้เป็นหลัก เพราะเมื่อมองโดยรวมแล้วจะดูอ่อนหวานวินเทจสุดๆไปเลย
สิ่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือดอกไม้และแจกันนั่นเอง จะช่วยเติมความหวานให้ห้องครัวน่าอยู่มากขึ้นเลยทีเดียว
สรุปท้ายบทความ 10 แบบเคาน์เตอร์สวยสุดปัง
อ่านมาถึงตรงนี้ Kaidee Property เชื่อว่าทุกคนคงมีแบบครัวสวย ๆ ในใจกันแล้วใช่ไหมคะ
และไม่ว่าจะเป็นครัวแบบไหนก็ดูดีมีเสน่ห์เพิ่มเอกลักษณ์ให้เจ้าของบ้านอย่างเหลือเชื่อ ไม่ต้องกังวลเลยว่าเลือกแบบไหนไปแล้วคนจะมองว่าสวยหรือเปล่า แค่เลือกแบบที่เป็นตัวเราก็ดีที่สุดแล้ว เรียกได้ว่าเป็นครัวที่ดีที่สุดในสายตาของเรานั่นเอง
หากใครอยากตกแต่งครัวที่ใช่ และกำลังหาของตกแต่งที่ชอบ มาหาเราได้เลยที่ Kaidee
Apr 1, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หากพูดถึงเครื่องประดับที่ผู้หญิงแทบทุกคนฝันอยากครอบครอง คงหนีไม่พ้นแบรนด์ ‘Cartier’ แบรนด์ดังจากประเทศฝรั่งเศสที่มีประวัติยาวนานมาเกือบ 200 ปี !
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Cartier ได้รับความนิยมอย่างยาวนานไม่เสื่อมคลายเป็นเพราะดีไซน์คลาสสิกเรียบง่ายที่ไม่มีวันตกเทรนด์ของตัวเครื่องประดับอย่างแหวน
และใครจะไปคิดว่าเครื่องประดับอย่างแหวนก็สามารถคงความนิยมได้เกือบ 100 ปีเช่นกัน ตามไปดูกันเลยดีกว่าว่าแหวนอะไรกัน ที่อยู่ยาวขนาดนี้แถมยังโมเดิร์นไม่ตกเทรนด์😱😱
กำเนิด Trinity Ring
Trinity Ring (ทรินิตี้-ริง) หรือแหวน Trinity ได้ถูกออกแบบในปี 1924 โดย Louis Cartier (หลุยส์ คาร์เทียร์) หลานของผู้ก่อตั้งแบรนด์ ตามคำขอของ Jean Cocteau (ฌอง ก็อกโต) กวีฝรั่งเศสชื่อดัง
Jean Cocteau กับ Trinity Ring ที่นิ้วก้อย ขอขอบคุณภาพจาก https://medium.com/@chiachia626/love-fidelity-and-friendship-cartier-a00a5e102596
เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ทั้งสองนั้นเจอกันครั้งแรกในโรงพยาบาลช่วงสงคราม และคงมิตรภาพระหว่างกันตั้งแต่นั้นมา อยู่มาคืนหนึ่ง ฌองฝันถึงวงแหวนของดาวเสาร์ จึงได้ขอให้หลุยส์ลองทำเครื่องประดับจากความฝันนี้ให้หน่อย
ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของหลุยส์ เขาได้ออกแบบแหวนซึ่งทำมาจากทอง 3 ชนิดเกี่ยวพันร้อยรัดกันอย่างกลมกลืน คือ ทองคำ ทองคำขาว และ พิงค์โกลด์
ขอขอบคุณภาพจาก Cartier
ส่วนชื่อ Trinity (ทรินิตี้) ของตัวแหวนที่แปลว่า ‘ความเป็นสาม’ หรือ ‘สามองค์’ ก็ได้ชื่อมาจากลักษณะของตัวแหวนที่มี 3 วง 3 สี ในวงเดียวนั่นเอง
นอกจากนี้ หลุยส์ ยังต่อยอด Trinity Ring ไปเป็นคอลเลคชั่นเครื่องประดับอื่นๆ อีก เช่น กำไล และ ต่างหู
ต่างหู Trinity ขอขอบคุณภาพจาก Cartier
กำไล Trinity ขอขอบคุณภาพจาก Cartier
สร้อยคอ Trinity ขอขอบคุณภาพจาก Cartier
ความหมายของ Trinity Ring
แน่นอนว่าแหวนที่ทำมาจากวัสดุล้ำค่าแบบนี้มีความหมายซ่อนอยู่ในแต่ละวง โดยที่ทองคำเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์ ทองคำขาวเป็นแทนของมิตรภาพ ส่วนพิงค์โกลด์เป็นตัวแทนของความรักนั่นเอง
เมื่อสวมใส่แล้วจึงเหมือนสวมใส่คำสัญญาของคนรักที่ให้แหวนนี้แก่เราด้วยเพราะชิ้นเดียวมีความหมายซ่อนอยู่ถึง 3 คำ นอกจากนี้แหวน Trinty ยังสามารถหมายถึงความสัมพันธ์ที่จะคงอยู่ตลอดไปอีกด้วย
สัญญะที่ซ่อนอยู่ในแหวนทำให้ไม่น่าแปลกใจว่า Cartier ได้ขายแหวนดีไซน์นี้ไปเกิน 1 ล้านวงแล้วในถึงปัจจุบัน
‘Trinity’ คอลเลคชั่นกับเหล่าเซเลป
แม้แต่เหล่าเซเลปก็อดใจไม่ไหวกับเสน่ห์ของคอลเลคชั่น Trinity จนต้องครอบครองไว้สักชิ้นและใส่ออกงานให้สื่อได้เห็นบ่อย ๆ
เซลเปคนแรกนี้ เพื่อน ๆ คงรู้จักกันดีเพราะเธอคือเจ้าหญิงไดอาน่าแแห่งอังกฤษ
เจ้าหญิงไดอาน่ากับแหวน Trinity Ring ขอขอบคุณภาพจาก- Image by © Tim Graham/Corbis
คนต่อมาคือ แคเธอริน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เธอใส่สร้อยคอ Trinity ที่ประดับด้วยเพชรอีกทีหนึ่งเพื่อเพิ่มความหรูหราออกงานในปี 2012 สร้อยคอเส้นนี้ราคาขึ้นไปถึง 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,332,800 บาท!!
ยิ่งไปกว่านั้น ดาราชื่อดังแห่งฮอลลีวู้ดอย่าง Nicole Kidman ก็ยังหลงใหลในความมีสไตล์ของCartier จน Keith Urban สามีของเธอต้องใช้เป็นแหวนแต่งงานของทั้งสอง และเมื่อเธอคลอดลูกคนแรก Keith ก็ได้ให้ของขวัญแสนแพงราคากว่า 73,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,270,592 บาท ซึ่งแน่นอนว่าแพงขนาดนี้ ต้องเป็น Cartier Trinity Ring อีกวงที่ประดับด้วยเพชรรอบวงนั่นเอง
Nicole Kidman และ Keith Urban
ดีไซน์แบบอื่น ๆ ของ Trinity Ring
อย่าไงรก็ตาม Cartier ก็ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ และพัฒนาสไตล์ของแหวนจนมีคอลเลคขั่นหลากหลายในปัจจุบัน
กำเนิดในปี 1924 และกลายเป็นของขวัญยอดนิยมนับแต่นั้นจน Cartier ต้องปล่อยอีกคอลเลคชั่นที่สลักวงสีพิงค์โกลด์ว่า Les Must de Cartier (แปลง่าย ๆ ว่าของมันต้องมีนั่นเอง)ในปี 1981
ขอขอบคุณภาพจาก https://www.lofficielusa.com/fashion/secret-history-cartier-trinity-ring-old-hollywood-grace-kelly
ต่อมาในปี 1990 เมื่อกะแสการแต่งตัวแบบ Chunky กำลังมา Cartier ก็ปรับรูปแบบของแหวนให้ใหญ่ขึ้นเพื่อให้เตะตายิ่งขึ้น
ขอขอบคุณภาพจาก Cartier
และในปี 2014 คอลเลคชั่นที่เตะตาที่สุดและ (แน่นอน) แพงที่สุดก็ได้ออกมาให้ได้ยลโฉม ‘Trinity Ruban Ring’ ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือใช้ในงานแต่งงานเนื่องจาก Cartier ได้บอกว่าคอนเซปของแหวนวงนี้คือการเกี่ยวพันประสานใจของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ดีไซน์จะล้อมรอบเพชรชูและเหมือนรวมกันเป็นหนึ่งเดียวตามภาพ
ขอขอบคุณภาพจาก Cartier
สรุปท้ายบทความ Cartier Trinity Ring
ต้องรอดูกันต่อไปว่า Cartier จะออกคอลเลคชั่นอะไรอีกมาในอนาคต ที่แน่ ๆ คือมั่นใจได้ว่าไม่ผิดหวังกับสไตล์แน่นอน เพราะขึ้นชื่อว่า Cartier แบรนด์ที่อยู่มาเกินร้อยปี แน่นอนว่าต้องเตะตา โดนใจคนไม่น้อย
อยากมีแหวนสวย ๆ เป็นของตัวเองสักวง ลองมาหาดูที่ Kaidee สิ อาจจะเจอจะได้แหวนสุดโปรดก็ได้นะ!
Apr 1, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
‘อ่อนนุช’ ย่านสงบเงียบแห่งสุขุมวิทตอนปลายที่ถือเป็นแหล่งคอนโดมิเนียมยอดนิยมแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เนื่องจากเดินทางสะดวกอีกทั้งยังติด รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเข้ม
แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจะเป็นย่านที่อยู่อาศัยแล้ว อ่อนนุชยังเป็นย่านสุด ‘Instagramable’ อีกด้วย เรียกได้ว่าใครอยากได้ภาพลงไอจีสวย ๆ ไปย่านอ่อนนุชครบจบในที่เดียวแน่นอน
ตามไปดูพิกัดถ่ายรูปในคลิปได้เลยค่าาา
VIDEO
ย่านอ่อนนุช
‘อ่อนนุช’ ย่านที่เริ่มถูกพัฒนาในปี พ.ศ.2542 เนื่องจาก BTS สีเขียวเข้มได้ขยายเส้นทางออกมาจึงทำให้ BTS อ่อนนุชเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญสำหรับคนที่ต้องการเข้าสู่ตัวเมืองชั้นใน
นอกจากนี้ อ่อนนุชยังตั้งอยู่ตอนปลายของถนนสุขุมวิท จึงทำให้สามารถเดินทางสัญจรโดยรถยนต์ไปยังเส้นทางอื่น ๆ ได้อีก เช่น ศรีนครินทร์ และ พัฒนาการ
ในปัจจุบันราคาที่ดินและราคาคอนโดมิเนียมของอ่อนนุชเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากล้านต้น ๆ สู่ 2-3 ล้านไปเป็นที่เรียบร้อยเนื่องจากความหนาแน่นของประชากรเพิ่มขึ้น อีกทั้งอ่อนนุชยังมีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ดึงดูดผู้อยู่อาศัย เช่น BTS อ่อนนุช, Café, Community Mall, Co-working Space และร้านอาหารอร่อย ๆ ชื่อดังจากภูเก็ตอีกด้วย
1.AIRLAB BKK
AIRLAB BKK
มาเริ่มกันที่ร้านล้างฟิล์มสุดคูล ‘AIRLAB’ ของช่างภาพมีชื่อดังไกลถึงต่างประเทศอย่างคุณ ‘ชาติฉกาจ ไวกวี’ หรือคุณแอ๊ะ ที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในช่างภาพที่น่าสนใจของโลกโดยนิตยสารภาพชื่อดังของสำนักพิมพ์ Thames & Hudson จากประเทศอังกฤษที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 (พ.ศ.2492)
นิตยสารจาก Thames & Hudson ที่มีชื่อคุณชาติฉกาจอยู่ในนั้น
ส่วนที่มาของร้านล้างฟิล์ม ‘AIRLAB’ ก็มาจากความหลงใหลในกล้องฟิล์มตั้งแต่เด็กของคุณแอ๊ะ และชื่อร้านก็มาจากชื่อเล่นของคุณแอ๊ะนั่นเอง
คุณชาติฉกาจ ไวกวี กล้องของสะสม
นอกจากนี้ คุณแอ๊ะยังไม่หยุด Passion ในกล้องฟิล์มของตัวเองไว้เพียงเท่านั้น ‘กล้องฟิล์มกระจก’ หรือกรรมวิธีถ่ายภาพแบบ ‘Wet Plate’ ก็เป็นหนึ่งในความหลงใหลของคุณแอ๊ะในช่วงนี้เช่นกัน
คุณแอ๊ะเล่าว่า ‘กล้องฟิล์มกระจก’ มีเสน่ห์ในตัวของมันเองเนื่องจากต้องผสมสารเคมีเพื่อล้างภาพออกมา ซึ่งสารเคมีจำพวกนี้อันตรายมากเพราะมีส่วนผสมของไซยาไนด์ อีกทั้งกรรมวิธีนี้ยังเก่าแก่ถึง 200 ปี จึงทำให้คุณแอ๊ะอยากจะเรียนรู้และส่งต่อองค์ความรู้ต่อไป
คุณชาติฉกาจ ไวกวี กับ กล้องชาตะ
ยิ่งไปกว่านั้นคุณแอ๊ะยังถึงขั้นทำกล้องฟิล์มกระจกขนาดใหญ่เท่าตัวคนออกมาอีกด้วย โดยไม้ที่ใช้ทำกล้องนั้นทำมาจากไม้โลงศพ และคุณแอ๊ะได้ตั้งกล้องตัวนี้ว่า ‘ชาตะ’ เพื่อล้อกันกับความ ‘มรณะ’ ของไม้ที่ใช้ทำกล้องนั่นเอง
AIRLAB BKK
นอกจาก AIRLAB จะรับล้างฟิล์มแล้ว ทางร้านยังมีสตูดิโอแสงธรรมชาติ และห้องมืดเปิดให้เช่าเพื่อล้างฟิล์มด้วยตนเอง
ห้องล้างฟิล์มของ AIRLAB BKK
ทั้งยังมีคอร์สสอนถ่ายภาพตั้งแต่ระดับเบื้องต้นจนมืออาชีพ หากใครสนใจอยากมีภาพฟิล์มของตนเองจากกล้องโบราณตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทางคุณแอ๊ะยังรับถ่ายภาพบุคคลแบบโบราณอีกด้วย พิกัดของร้านนี้ห่างจาก BTSอ่อนนุช เพียง 600 เมตร หรือเดินแค่ 5-6 นาที ชิลสุด ๆ
2.LAFF Café
LAFF Café
มาต่อกันที่ร้านกาแฟสไตล์ยุโรปที่คงความร่มรื่นไว้ได้อย่างลงตัว คาเฟ่นี้จะเปิดรับแสงจากธรรมชาติด้วยกระจกทรงโค้งบานใหญ่ เหมาะสำหรับมานั่งพักผ่อนเสาร์-อาทิตย์ หรือจะมา Snap ภาพลงไอจีก็เหมาะ Instagramable สุด ๆ ด้วยความที่ห่างจาก BTSอ่อนนุช แค่ 600 เมตร จะเดินมาก็ยังได้ ทำเลดีสุดๆ
LAFF Café
ใส่รูปร้านมุมต่างๆ
ส่วนเมนูขนมและเครื่องดื่ม Signature ที่พลาดไม่ได้คือ ‘Laff me tender’ ชีสเค้กสูตรที่เป็นไฮไลต์ เพราะทำกันสด ๆ จากเตาทุกวันด้วยฝีมือของคุณแม่เจ้าของร้าน
Laff me tender
ชิมไปคำแรกจะรู้สึกถึงความหอมของชีสที่รสสัมผัสเนียนนุ่มละมุนลิ้น ส่วนตัวซอสที่ทำมาจาก Berries ก็หวานอมเปรี้ยวนิด ๆ ถือว่าตัดกับรสชาติของชีสเค้กได้อย่างพอเหมาะ
My passion
มาถึงอีกหนึ่งไฮไลต์ซึ่งก็คือ ‘My passion’ กาแฟเข้มข้นที่ทางร้าน Blend เอง ผสมกับน้ำเสาวรสคั้นสดจากโครงการหลวง เหมาะกับคอกาแฟสายสุขภาพรักแน่นอน
3.Little Zoo Café On Nut
มาถึงคาเฟ่อีกร้านที่ไม่ธรรมดาตรงที่มีสัตว์แปลก ๆ ให้เราได้เล่นกับน้อง ๆ อย่างเต็มที่ โดยจะมีสัตว์หลากหลายชนิด เช่น คอร์กี้ แมว แรคคูน ลิง จิงโจ้ อาร์คติคฟอค และ โคอาที
เมื่อไปถึงทางร้านจะให้เราเลือกเครื่องดื่ม และทำการทำความสะอาดมือและเท้าเพื่อที่จะได้เข้าไปโซนสัตว์ ก่อนเข้าทางร้านจะมีถุงเท้าให้บริการฟรีเพื่อสุขอนามัยของทั้งคนและสัตว์อีกด้วย
Little Zoo Café On Nut
ราคาสำหรับผู้ใหญ่คือ 390 บาท ซึ่งรวมเครื่องดื่ม ถุงเท้า และของที่ระลึก ถือว่าคุ้มมาก ๆ เลย และถ้าเป็นเด็กส่วนสูงต่ำกว่า 130 ซม. ราคาจะอยู่ที่ 290 บาท
การเข้าชมจะแบ่งเป็น 5 รอบ รอบละ 1 ชั่วโมงครึ่ง
รอบที่ 1 11:00-12:30 น. แรคคูน
รอบที่ 2 13:00-14:30 น. แรคคูน
รอบที่ 3 15:00-16:30 น. อาร์คติคฟอค
รอบที่ 4 17:00-18:30 น. โคอาที
รอบที่ 5 19.00-20.00 น. โคอาที (เฉพาะเสาร์และอาทิตย์)
น้องคอร์กี้ แมวแหมียว
ช่างกล้องของ Kaidee ที่ตัดสินใจเล่นกับน้อง ๆ แทนถ่ายรูป
4.เฮงหอยทอดชาวเล อ่อนนุช 34
เฮงหอยทอดชาวเล อ่อนนุช 34
ร้านหอยทอดชื่อดังที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ภูเก็ต ไฮไลต์ของเมนูร้านนี้คือทางร้านจะใช้แป้งสูตรลับเฉพาะ ทอดบนกระทะไซส์ยักษ์เพื่อให้ได้ความกรอบที่ไม่เหมือนใคร ส่วนช้อยส์ก็มีให้เลือกเยอะแยะทั้ง หอยนางรม,หอยแมลงภู่, ปลาหมึก, ปลากะพง, และกุ้ง
เมนูไฮไลต์ที่มาแล้วต้องลองคือ ออลั่วะหอยนางรม ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างออส่วนและแป้งกรอบ
เฮงหอยทอดชาวเล อ่อนนุช 34
ออลั่วะหอยนางรม
และอีกหนึ่งเมนูที่ไม่เหมือนใครคือ ผัดไทต้มยำมันกุ้งที่ได้กลิ่นมันกุ้งหอมกรุ่นแถมยังเผ็ดจัดจ้านถึงเครื่องถึงรสพร้อมกุ้งตัวโต ๆ อีกด้วยค่ะ
ผัดไทต้มยำมันกุ้ง
นอกจากนี้ ทางร้านยังเปิดตัวเมนูใหม่อย่าง ขาหมูต้มถั่ว ที่ครบเครื่องและเข้าเนื้อสุด ๆ
เครื่องที่ทางร้านให้มา ไข่พะโล้ยางมะตูม น้ำจิ้มขาหมูสูตรเด็ด ข้าวขาหมูต้มถั่ว
เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น.
โทรสั่งอาหาร 02-114-7434
รับออกงานนอกสถานที่ 091-505-0317
Delivery: Grabfood, Lineman, Gojek, Foodpanda
5.Phyll Connect Co-working Space
Phyll Connect Co-working Space
สำหรับ Co-working Space ที่นี่ ห่างจาก BTSอ่อนนุช เพียง 350 เมตร Facility จะครบครันกว้างขวาง มาคนเดียวหรือมาเป็นกลุ่มก็ติวหนังสือได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีบริการห้องประชุมตั้งแต่ไซส์เล็กๆ 3-4 คน ไปจนถึง ห้อง Conference ขนาดใหญ่ด้วยค่ะ อ่านหนังสือหรือประชุมทั้งวันก็ไม่ต้องกังวลว่าจะง่วงเพราะที่นี่มีกาแฟให้บริการฟรีอีกด้วย
ส่วนบริการอื่นๆ ของ Phyll Connect ก็จะมี
– Free Wi-Fi Internet
– Free Locker during working
– Free Coffee
– Free Parking during working
– Add-on Service: print, copy, scan, fax
ใส่รูปFacility
เวลาเปิด: 09.00 -24.00 น.
ข้อมูลการติดต่อ
อีเมล:connect@thephyll.com
โทร:02-136-7480
6.Pickadaily Bangkok
Pickadaily Bangkok
คอมมิวนิตี้มอลล์ตกแต่งสไตล์อังกฤษในสมัยก่อน มีร้านค้า และร้านอาหารหลายร้านให้ได้เลือกทาน
เดินเข้ามาจะเห็นหอนาฬิกาที่เป็นแลนค์มาร์คสำคัญที่หลายๆ คนนิยมถ่ายภาพลงไอจี เพราะตัวคอมมิวนิตี้มอลล์เองให้อารมณ์เหมือนกับอยู่ต่างประเทศ
แถมสไตล์ตึกที่มีเอกลักษณ์ยังดึงดูดให้เหล่าผู้คนที่นิยมชมชอบการ Cosplay มาถ่ายรูปอยู่เรื่อยๆ อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีตลาดนัดในวันวันศุกร์ – อาทิตย์ และคอนเสิร์ตเล็กๆ ส่วนในโครงการ Pickadaily Bangkok จะแบ่งพื้นที่เป็น 5 โซนใหญ่ ๆ
1. Food Circus
2. Restaurant and Retail circus
3. English Courtyard
4. Mechanical Parking
5. Weekend Market
สรุปท้ายบทความ
สำหรับย่านอ่อนนุช เรียกได้ว่าเป็นย่านที่ครบจบในที่เดียวมีทั้ง Co-working space แหล่ง Hangout ชิล ๆ ร้านกาแฟที่ถ่ายรูปก็ได้ เที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ดี แถมคนรักสัตว์ที่อยู่คอนโดก็ยังสามารถมาเล่นกับน้องๆ ได้ที่ Little Zoo Café หากใครกำลังหาคอนโดอ่อนนุชหรืออยากลองมาอยู่ในย่านนี้ ที่ Kaidee Property มีให้คุณค่ะ