รู้ไว้ไม่โดนหลอก! สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร?

รู้ไว้ไม่โดนหลอก! สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร?

ปัจจุบันมีธุรกรรมเกิดขึ้นมากมาย ทั้งซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องชัวร์ไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นหากเกิดเหตุผิดพลาดอะไร เราจะเสียทั้งทรัพย์ เสียใจด้วยอีกต่างหาก ในวันนี้ Kaidee จะพาคุณมารู้จักกับ สัญญาจะซื้อจะขาย ที่เรียกได้ว่า รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย

สัญญาจะซื้อจะขายคืออะไร

สัญญาจะซื้อจะขาย หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า “สัญญาวางเงินมัดจำ” คือสัญญาที่คู่สัญญาตกลงกันไว้ว่าจะไปทำการ “โอนกรรมสิทธิ์” หรือทำ “การซื้อขายเสร็จเด็ดขาด” อีกครั้งในอนาคต สัญญานี้จะเป็นข้อผูกมัดระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายว่า ตกลงจะทำการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แล้ว

แม้ว่าสัญญานี้ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์เกิดขึ้น แต่ต้องมีการกำหนดระยะเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ให้ชัดเจนในสัญญา

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในสัญญาจะซื้อจะขายคือ “เจตนาในการทำสัญญา” คู่สัญญาจะต้องมีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต 

หากไม่กำหนดเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษร ในทางกฏหมายจะถือว่าสัญญานี้กลายเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไปโดยปริยาย ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้สัญญากลายเป็นโมฆะ เนื่องจากสัญญาเบ็ดเสร็จต้องจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ไปพร้อมๆกับทำหนังสือด้วยนั่นเอง

สำคัญอย่างไร?

เนื่องจากจากการซื้อขายบ้าน ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ในปัจจุบันมีราคาที่สูง จึงทำให้เมื่อเราเจอบ้านที่ถูกใจแล้ว เรายังต้องไปทำเรื่องติดต่อกับธนาคารอีก ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงขึ้นในช่วงระยะเวลาคาบเกี่ยวก่อนการจะซื้อจะขาย

เพราะฉะนั้นสัญญาจะซื้อจะขายมีความสำคัญในแง่ที่ว่า เป็นกฏหมายที่ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อป้องกันความเสียหายทางทรัพย์สินหรือการฉ้อโกงใดๆ ที่เกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาในการจะซื้อจะขาย 

สัญญานี้จะป้องกันไม่ให้ผู้จะขายนำทรัพย์สินที่ระบุในสัญญาไปขายให้กับคนอื่นก่อนเรา

หรือป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อไม่ชำระเงินตามกำหนดหรือไม่ยอมรับโอนทำให้ผู้ขายเสียโอกาสในการขายให้ผู้อื่น เป็นต้น

พูดง่ายๆ ก็คือเป็นสัญญาที่ปกป้องทั้งตัวเราและอีกฝ่ายนั่นเอง 

สัญญาจะซื้อจะขายต่างกับสัญญาซื้อขายอย่างไร?

สัญญาซื้อขาย หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเสร็จเด็ดขาด จึงทำให้สัญญานี้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ทันทีในวันที่ทำสัญญา เพราะได้ไปทำสัญญาและจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน และตกลงจ่ายเงินสดและโอนกรรมสิทธิ์ทันที ณ ตรงนั้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเกิดขึ้นได้ยาก

จึงทำให้ต้องมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายด้วยเสมอในการทำธุรกรรม

ต้องทำสัญญาจะซื้อจะขายตอนไหน

โดยปกติในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องใช้ทั้งสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายคู่กันอยู่แล้ว ซึ่งในตอนแรกเมื่อเราสนใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ก็ตาม จะต้องทำสัญญาจะซื้อจะขาย

ไม่ว่าจะอสังหาฯนั้นจะสร้างเสร็จแล้วหรือเป็นการจองไว้ก่อนก็ตาม ดังนั้นให้จำไว้ง่ายๆ ว่า

 “สัญญาจะซื้อจะขายเกิดขึ้นตอนเริ่มกระบวนการ” 

ต่อมาเมื่อถึงเวลาโอนกรรมสิทธิ์ และคู่สัญญาพร้อมที่จะปฎิบัติตามสัญญา ซึ่งก็คือ ผู้ซื้อพร้อมชำระเงิน และผู้ขายพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ ในขั้นตอนนี้ ทั้งคู่จะต้องไปที่สำนักงานที่ดิน เพื่อทำสัญญาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของสำนักงานนั้นๆและโอนกรรมสิทธิ์ ในขั้นตอนนี้จะถือว่าเกิดสัญญาซื้อขาย และเรียกได้ว่า

“สัญญาซื้อขายเกิดขึ้นตอนจบกระบวนการ”

รายละเอียดที่ต้องมีในสัญญาจะซื้อจะขาย

ในการทำสัญญา สิ่งที่ต้องระวังคือรายละเอียดในสัญญาเพราะหากเกิดอะไรขึ้นมา สัญญาลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งเดียวที่จะปกป้องและช่วยเหลือเราได้ มาดูกันเลยว่าสัญญาจะซื้อจะขายควรระบุรายละเอียดอะไรบ้าง

1.คู่สัญญา

ควรระบุรายละเอียดของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย เช่น ชื่อ ที่อยู่ และบัตรประชาชน สามารถระบุไปได้ด้วยว่าเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

2.อสังหาริมทรัพย์ที่ตกลงจะซื้อจะขายกัน

ต้องระบุรายละเอียดของอสังหาฯนั้นให้ชัดเจน โดยควรบอกบ้านเลขที่ เลขที่ดิน เลขที่โฉนด หรือขนาดพื้นที่ของที่ดินที่จะซื้อ เป็นต้นฃ

3.ราคาที่ตกลงจะซื้อจะขาย และวิธีการชำระเงิน

การระบุรายละเอียดราคา ควรระบุทั้งตัวเลขเป็นจุดทศนิยม และเขียนกำกับด้วยตัวอักษรอีกทีหนึ่งเพื่อความชัดเจน ส่วนวิธีการชำระเงิน สามารถระบุวิธีที่สะดวกได้เลย เช่น ชำระโดยการโอนเงินหรือเช็ค เป็นจำนวนกี่เปอเซ็นต์ของราคาเต็ม และจะชำระส่วนที่เหลือเมื่อไหร่ เป็นต้น

4.กำหนดการโอนกรรมสิทธิ์

ต้องมีการระบุว่าคู่สัญญาทั้งสองจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์กันในอนาคต โดยสามารถกำหนดเป็นระยะเวลาคร่าวๆ เช่น ภายในสี่เดือนนับจากวันทำสัญญา หรือหากคุณเชื่อเรื่องฤกษ์ยาม จะกำหนดเป็นวันที่แน่นอนไปเลยก็ได้ อีกทั้งไม่ต้องกังวลใจว่าจะต้องกำหนดระยะเวลาเร็วหรือช้า เพราะกฎหมายไม่มีการบังคับในส่วนนี้

5.ค่าธรรมเนียมการโอนและภาษี

ตามกฎหมายแล้ว การโอนกรรมสิทธิ์จะต้องเสีบค่าธรรมเนียมแต่ไม่ได้กำหนดว่าฝ่ายใดจะต้องเป็นผู้จ่าย ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่คู่สัญญาจะต้องทำการตกลงกันเองก่อนการโอนกรรมสิทธิ์จะเกิดขึ้น

6.ข้อตกลงอื่นๆ

อาจเพิ่มข้อตกลงหรือเงื่อนไขอื่นๆ ในกรณีที่เกิดความล่าช้าในการดำเนินการ หรือเพิ่มรายละเอียดค่าเสียหายในกรณีที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาด้วยก็ได้

7.ความรับผิดหากผิดสัญญา

ข้อนี้จะใส่หรือไม่ก็ได้ เพราะกฎหมายจะคุ้มครองอยู่แล้ว แต่หากอยากเพิ่มไว้เพื่อความชัวร์ สามารถระบุได้ว่าอยากให้ผู้ผิดสัญญารับผิดชอบในกรณีที่ผิดสัญญาอย่างไร

8.ลงลายมือชื่อ

ข้อนี้สำคัญที่สุดเพราะในการทำสัญญาทุกประเภทต้องมีลายมือชื่อของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย และต้องเป็นการเขียนด้วยมือเท่านั้น ไม่สามารถใช้ตราประทับหรือพิมพ์ ทั้งนี้ ยังต้องมีการลงลายมือชื่อของพยานในการทำสัยญาอีกสองคน การทำสัญญานั้นจึงจะสมบูรณ์และมีผลทางกฎหมาย

เอกสารแนบท้าย

มาถึงหัวข้อสุดท้ายกันแล้ว ซึ่งเป็นข้อที่ลืมไม่ได้เลย นั่นก็คือเอกสารที่ต้องมีในการทำสัญญานั่นเอง โดยเอกสารที่จำเป็นนั้นมีอยู่ 5 อย่าง

  1. สำเนาทะเบียนบ้าน
  2. โฉนดที่ดิน
  3. แบบบ้าน
  4. รายการวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สร้างบ้าน
  5. แผนผังโครงการ

เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้วก็อย่าลืมแนบเอกสาร 5 อย่างนี้ไปด้วย เพียงเท่านี้ก็จะทราบรายละเอียดทั้งหมดของสัญญานั้นๆ อย่างครบถ้วน

สรุปท้ายบทความสัญญาจะซื้อจะขาย

รู้ความสำคัญของสัญญาจะซื้อจะขายอย่างนี้แล้ว ต่อไปหากจะซื้อบ้านหรือคอนโดก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจเพิ่มขึ้น ไม่สับสนกับซื้อขายทั่วไปอย่างแน่นอน

Dark Academia: แต่งห้องวินเทจดาร์กๆ สไตล์คนคูล

Dark Academia: แต่งห้องวินเทจดาร์กๆ สไตล์คนคูล

ขอบคุณรูปจาก nssmag

การแต่งห้อง และการแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่น ดาร์ก อคาเดเมีย (Dark Academia) อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากในประเทศไทย แต่เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าที่ต่างประเทศ แฟชั่น ดาร์ก อคาเดเมีย ได้รับความนิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะในหมู่คนมีอายุ วัยทำงาน และก็เป็นที่น่าแปลกใจที่กลุ่มเด็กรุ่นใหม่ หรือเด็ก Gen Z ทั้งหลายต่างก็ได้แสดงความชอบ และหลงใหลแฟชั่นที่ว่านี้เช่นกัน ถึงขั้นมีคำเรียกติดปากในหมู่วัยรุ่นกันว่า “Dark Academia Aesthetic” เลยทีเดียว

แล้วทำไมล่ะ ทำไมถึงวัยรุ่นสมัยใหม่ กลับดันชอบแฟชั่น สไตล์วินเทจ คลาสสิก มืดๆ ไม่มีสีสันพวกนี้…….

แล้วเพราะอะไรกันนะ เทรนด์นี้ถึงได้กลายมาเป็นสไตล์ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้หลายที่ ไม่ว่าจะกับการตกแต่งห้อง วิธีจัดวางชั้นหนังสือ กลายเป็นแนวเพลง และแน่นอนว่ามันก็ได้กลายเป็นสไตล์การแต่งตัวเช่นกัน

วันนี้เรามีคำตอบมาให้ได้เข้าใจกัน และไม่แน่นะคะ เมื่ออ่านบทความนี้จบ สไตล์การแต่งตัว หรือห้องนอนของเพื่อนๆ อาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้ ใครจะรู้

“ดาร์ก อคาเดเมีย (Dark Academia) คืออะไรกันแน่”

ขอบคุณรูปจาก dubeat

ก่อนอื่นเพื่อนๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่า ดาร์ก อคาเดเมีย ไม่ใช่คำเรียกกลุ่มลัทธิ ไม่ใช่ชื่อองค์กร และที่สำคัญมันไม่ใช่คำอธิบายเรียกกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถ้าพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ ดาร์ก อคาเดเมีย เป็นคำที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้อธิบาย ไลฟ์สไตล์ ของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้อินสไปเรชันมาจาก สถาปัตยกรรม และการออกแบบภายในจากฝั่งตะวันตกในช่วงศตวรรษที่ 20 นั่นเอง 

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ลองนึกภาพ ศาสตราจารย์ ผูกเนคไทเนี้ยบๆ ใส่เสื้อไหมพรม สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่มีสถาปัตยกรรมรูปแบบปราสาท ในหนังฝรั่งเก่าๆ ดูนะคะ พอเห็นภาพกันชัดขึ้นไหมเอ่ย 

ถ้ายังไม่ชัด เรามาดูตัวอย่างหนังดังที่มีบรรยากาศแบบ ดาร์ก อคาเดเมีย เป็น Mood ในการดำเนินเรื่องกัน

Harry Potter

เริ่มกันที่หนังดังในตำนานกันก่อนเลย 

‘Harry Potter’ เป็นอีกเรื่องที่ให้ฟิล ดาร์ก อคาเดเมีย ได้ชัดเจน เนื่องจากตัวเรื่องส่วนใหญ่นั้น เกิดขึ้นที่ ฮอกวอตส์ (Hogwarts) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ และที่มีสถาปัตยกรรมแบบปราสาท จึงให้บรรยากาศดาร์กๆ แต่ยังคงความคลาสสิกตรงกับ สไตล์ ดาร์ก อคาเดเมียเป็นที่สุด

Queen’s Gambit

ถึงแม้ว่าเรื่อง ‘Queen’s Gambit’ จะไม่ได้มีเนื้อเรื่องอยู่ในปราสาทใหญ่โต แต่ต้องบอกเลยว่า เสื้อผ้า หน้าผม ของตัวละครทุกตัว บ่งบอกถึงแฟชั่น ดาร์ก อคาเดเมีย ได้อย่างเยี่ยมยอดมากๆ ตั้งแต่ เสื้อคอเต่าสีเอิร์ธโทน รองเท้าบูต ถุงน่องดำ นาฬิกาสายหนังหน้าปัดแบบอนาล็อก เป็นต้น

Kill Your Darling

‘Kill Your Darling’ เป็นหนังที่เรียกได้ว่าบรรยายความเป็น ดาร์ก อคาเดเมีย ได้อย่างลงตัวที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งบรรยากาศที่ย้อนยุคไปยังลอนดอนปี 1940, คอสตูมของนักแสดง, และเรื่องราวที่ลึกลับออกแนว ทริลเลอร์ (Thriller) ถ้าใครใจแข็งพอ รับการจบแบบไม่แฮปปี้ได้ แนะนำเรื่องนี้เลยค่ะ ถูกใจแน่นอน

ตามที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่า ดาร์ก อคาเดเมีย เป็นไลฟ์สไตล์ เพราะฉะนั้นจึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้ง สไตล์การตกแต่งบ้าน และแฟชั่นการแต่งตัว 

การแต่งตัวตามแฟชั่น ดาร์ก อคาเดเมีย จะเน้นความมินิมอล เรียบง่าย แต่คงความวินเทจด้วยการใช้สี น้ำตาล เบจ ดำ ขาว และสีเอิร์ธโทนอื่นๆ ดังนั้นสีฉูดฉาดอย่างสีแดงมองข้ามไปได้เลยค่ะ ส่วนประเภทของเสื้อนั้น จะนิยมใช้เป็นเสื้อคอเต่า เสื้อสเว็ตเตอร์ รองเท้าหนัง เข็มขัดเส้นเล็กสีดำ เป็นต้น

การแต่งห้องแบบ Dark Academia 

เพราะการแต่งตัวตามสไตล์ ดาร์ก อคาเดเมีย นั้นค่อนข้างง่าย ตรงกันข้ามกับการแต่งห้องที่จำเป็นต้องมีความพิถีพิถัน ในการเลือกของตกแต่งให้เหมาะสม จึงจะได้มาซึ่งสไตล์ห้องแบบที่เราต้องการ วันนี้เราเอาเคล็ดลับการตกแต่งห้องยังไงให้ได้ฟิลล์แบบ ดาร์ก อคาเดเมีย มาฝากกัน มาดูกันเลยค่ะ

1. เฟอร์นิเจอร์ ต้องคุมโทน

ขอบคุณรูปจาก womanology

จะเห็นได้ว่าห้องสไตล์ ดาร์ก อคาเดเมีย จะเน้นเฟอร์นิเจอร์ที่ทำมาจากไม้จริง (Solid Wood) ซึ่งต่างจากสไตล์ห้องโมเดิร์นในปัจจุบัน ที่นิยมใช้ไม้ เอ็มดีเอฟ แทนการใช้ไม้จริง เนื่องจากมีน้ำหนักเบา และทนทานต่อความชื้น 

เฟอร์นิเจอร์ไม้ในห้อง ยกตัวอย่างเช่น โต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ พื้นเตียงไม้ และตู้เสื้อผ้าไม้ ส่วนไม้ที่นิยมนำมาใช้นั้นได้แก่ ไม้มะฮอกกานี, ไม้วอลนัท, ไม้เชอรี่ เป็นต้น 

เนื่องจากห้องมีเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก พาเลทสีของของตกแต่งภายในห้องควรจะเป็นสีเอิร์ธโทน หรือสีโทนเข้ม อย่างเช่น สีน้ำตาล สีเทา สีขาว สีเบจ สีเขียวตุ่น หรือสีแดงเลือดหมู เพราะสีเหล่านี้เข้ากันกับสีของเนื้อไม้ได้ดี สมดุลกัน และไม่ทำให้สีใดสีหนึ่งโดดเด่นขึ้นมามากจนเกินไป 

2. ตัดแปะ ที่ผนังห้อง

ขอบคุณรูปจาก okchicas

วิธีเพิ่มความวินเทจ และความคลาสสิกให้ตัวห้อง โดยไม่ต้องเสียเงินมากมายไปกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ นั่นก็คือการนำเอาศิลปะมาตกแต่งที่ผนังห้องค่ะ แนะนำให้ใช้เป็นรูปวาดศิลปะยุคกรีกหรือโรมัน เพื่อให้เข้ากับธีมหลักของห้อง นอกจากนี้สีที่ใช้กับศิลปะของยุคนั้น ได้แก่ สีครีม ขาว แดงก่ำ และสีเข้มอมน้ำตาลแดง ซึ่งจะให้ฟิลคลาสสิกได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าใครทุนน้อยจริงๆ การฉีกหน้ากระดาษจากหนังสือเก่าๆ มาแปะที่ผนัง ก็เก๋ ดูวินเทจ ไปอีกแบบนะคะ

3. กระจกบานใหญ่ ขาดไม่ได้

ขอบคุณรูปจาก eslamoda

นอกจากกระจกจะเอาไว้ส่องดูความสวย และความเรียบร้อยของตัวเองแล้ว กระจกยังเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สำคัญในการแต่งห้องเช่นกัน 

กระจกหลุยส์วินเทจขอบสีทอง เป็นกระจกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องด้วยตัวกระจกที่มีสีทองเป็นองค์ประกอบหลัก จึงสามารถช่วยยกระดับความหรูหราให้ตัวห้อง และในขณะเดียวกันยังเพิ่มความคลาสสิกได้ดี 

ยิ่งถ้าขอบสีทองของกระจก มีรอยขีดข่วน หรือมีร่องรอยการลอกบริเวณขอบนิดหน่อยแล้วนั้น ยิ่งจะช่วยเพิ่มความเป็นธรรมชาติ บ่งบอกถึงอายุการใช้งาน และเป็นการช่วยเพิ่มเรื่องราวให้กับตัวห้องของเพื่อนๆ ได้อีกด้วย

4. อย่าลืม ชั้นหนังสือ

ขอบคุณรูปจาก aesthetics.fandom

แน่นอนที่สุด สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นซิกเนเจอร์การตกแต่งห้องแบบ ดาร์ก อคาเดเมีย นั่นก็คือ ชั้นหนังสือ ที่เต็มไปด้วยหนังสือคลาสสิก หรือที่เรียกว่า หนังสือแนว Literature ยกตัวอย่างเช่น Romeo & Juliet และ บทกวี ต่างๆ นั่นเองค่ะ 

ทำไมต้องเป็นหนังสือคลาสสิกเพื่อนๆ สงสัยกันไหม เพราะหนังสือคลาสสิกส่วนใหญ่มีหน้ากระดาษสีน้ำตาลอ่อน ต่างจากหนังสือนิตยสาร ที่เน้นไปทางสีสัน จึงอาจจะทำร้ายความวินเทจของห้องได้นั่นเอง 

5. เทียนหอม เพิ่มฟิลโรแมนติก

ต้องบอกเลยว่า ไม่มีสิ่งใดที่สามารถช่วยสร้างบรรยากาศละมุน อบอุ่น สุดคลาสสิกไปได้ดีไปกว่าเทียนหอมอีกแล้ว นอกจากการจุดเทียนหอมจะช่วยทำให้ห้องมีความ Cozy ขึ้น ด้วยสีเหลืองอ่อนๆ จากไฟเทียนที่คุณจุด ซึ่งได้สะท้อนไปทั่วห้องแล้ว แน่นอนว่าหน้าที่หลักของเทียนหอมคือ การส่งกลิ่นหอม นั่นเอง

กลิ่นหอมจะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ลดไมเกรน แล้วยังทำให้นอนหลับสบายได้อีกด้วย 

เทียนหอมคุณภาพ ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ยาวนาน ไม่ฉุนให้ปวดหัว เราขอแนะนำ เทียนหอมจาก Jo Malone เลยค่ะ กลิ่น ‘Peony Blush Suede’ เป็นกลิ่นหวานอ่อนๆ ผลไม้นิดๆ เพียงพอที่จะทำให้น้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่น แต่ไม่ปวดหัวแน่นอน

ขอบคุณรูปจาก Jo Malone

แต่สำหรับใครที่ทุนน้อย เทียนหอม Bath & Body Works ก็ดีไม่แพ้กันค่ะ แถมยังมีกลิ่น ยูนิคๆ ให้เลือกมากมาย กลิ่นที่เหมาะกับบรรยากาศแบบ ดาร์ก อคาเดเมีย ที่สุด ขอยกให้เป็นกลิ่น ‘Campsite Coffee’ เลยค่ะ เพราะนอกจากจะได้กลิ่นของเมล็ดกาแฟ เหมือนได้ยกสตาร์บัคมาไว้ในห้องแล้ว ยังได้กลิ่นเตาผิง และกลิ่นมาร์ชเมลโลไหม้เบาๆ ลอยตามกลิ่นกาแฟมาอีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก jacampustrading

สรุปท้ายบทความ

เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย หวังว่าบทความนี้จะทำให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจสไตล์ ดาร์ก อคาเดเมีย กันมากขึ้นนะคะ แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า คำว่า ดาร์ก อคาเดเมีย ไม่ได้เป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออธิบายเรียกกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่ง แต่เป็นแฟชั่น หรือเป็นไลฟ์สไตล์ที่มีผู้คนจำนวนมากหลงใหล

ถ้าเพื่อนๆ อ่านบทความนี้แล้วรู้สึกคันไม้คันมือ อยากลองตกแต่งห้องให้ได้ฟิลแบบ ดาร์ก อคาเดเมีย ดูบ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากไหนดี ที่ไหนขายเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งห้องวินเทจบ้างนะ “Look No Further” เลย ที่ Kaidee เรามีเฟอร์นิเจอร์ทุกแบบ ทุกแนว ให้ได้เลือกดูกันแบบจุๆ คลิกเลย

แฟชั่นไม่มีเพศ: บทสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่งกับการเป็นตัวเองผ่านแฟชั่น

แฟชั่นไม่มีเพศ: บทสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่งกับการเป็นตัวเองผ่านแฟชั่น

เสื้อผ้าถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้กำหนดเพศของผู้สวมใส่มาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะในมุมไหน หรือประเทศใดบนโลกนี้ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และสังคมล้วนหล่อหลอมให้เสื้อผู้ชายและผู้หญิงต้องแตกต่างกัน

คนที่ต้องการฉีกออกจากกรอบที่กล่าวมา มักถูกพิจารณาจากสังคมด้วยมุมมองหลากหลายแบบ ทั้งเป็นคนบ้าไม่สนโลก เป็นขบถทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งเป็นบุคคลรักร่วมเพศ จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะมองมุมไหน การแต่งตัวข้ามเพศก็ดูจะถูกมองในแง่ลบเสียสิ้น ลองดูคำนิยามที่นักวิชาการในอดีตให้ไว้เกี่ยวกับการแต่งกายข้ามเพศดู

“โรคชอบแต่งกายลักเพศ (Transvestism) คือพฤติกรรมการแต่งกายข้ามเพศกับเพศสภาพของตนเอง ถึงแม้ว่าความหมายของชื่อโรคนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ แต่ความหมายโดยรวมมักหมายถึงผู้ที่มีความสนใจในการแต่งตัวด้วยชุดข้ามเพศอย่างสมัครใจ พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง รักเพศเดียว เพศตรงข้าม รักสองเพศ หรือแม้กระทั่งไม่ฝักใฝ่ทางเพศ

แฟชั่นไม่มีเพศจริงหรือ

ในฐานะของมนุษย์เดินธรณีคนหนึ่ง ผมไม่ค่อยชอบใจคำนิยามของการแต่งกายข้ามเพศ รวมถึงค่านิยมเกี่ยวกับการแต่งกายของทั้งชายและหญิงที่สังคมกำหนดขึ้นมาสักเท่าไร ผมคิดว่าอาภรณ์ไม่กี่ชิ้น ไม่สามารถตัดสินเพศและขนบปฏิบัติของใครได้ แต่ผมจะไปรู้อะไร เพราะผมก็ยังคงเดินไปบนท้องถนนพร้อมกับการแต่งกายที่ถูก Define (ตีกรอบ) มาแล้ว ว่านี่คือแฟชั่นสำหรับผู้ชาย

จนผมมีโอกาสได้เห็นน้องคนหนึ่งบนหน้าฟีดอินสตราแกรม ที่มาพร้อมกับรูปสไตล์การแต่งตัวแบบ “Cross-dressing” หรือคือการนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาผสมผสานในการแต่งตัวของตัวเอง ผมจึงไม่รอช้า ทักไปสอบถามและขอสัมภาษณ์ทันที

น้องเขาชื่อบอส เพิ่งจบการศึกษาจากคณะศิลปศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์ทำงานด้านกราฟิกอยู่

ผมติดต่อบอสไปด้วยหลายสาเหตุ ข้อแรกที่แสนตื้นเขินคือ ผมกับน้องเคยทำงานด้วยกันมาก่อนอย่างใกล้ชิด เลยคิดว่าน่าจะแบ่งปันมุมมองได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อีกข้อคือบอสไม่ได้แต่งตัวแบบ Cross-dressing เพื่อแค่จะถ่ายรูปแค่ครั้งสองครั้ง แต่น้องนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาผสมในการแต่งตัวบ่อยครั้งจนเป็นกิจวัตร

เมื่อผมกับบอสมานั่งที่โต๊ะตัวเดียวกัน (จริงๆ สัมภาษณ์บนลานอัฒจันทร์) คำถามที่ผมต้องการได้ข้อสรุปกลับไปมีเพียงหนึ่งเดียวคือ “แฟชั่นมีเพศหรือไม่”

จุดเริ่มต้นของการแต่งตัวแนวนี้มาจากศิลปินคนหนึ่งที่ผมชอบ

“ผมชอบศิลปินคนหนึ่งคือแมทธิว ฮีลีย์ วง The 1975 เขามีแนวคิดหรือลักษณะความคิดที่ไม่ค่อยสนใจโลกเสียเท่าไร แต่ผมไม่ได้มีความพยายามจะเป็นเขาขนาดนั้น ผมแค่ชอบในความไม่แคร์โลกของเขาแค่นั้นเอง”

แมทธิว ฮีลีย์ คือฟรอนท์แมน (นักร้องนำ) จาก The 1975 วงดนตรีป๊อบร็อคที่มีผลงานเพลงอันโด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Robbers, Somebody Else หรือเพลงสุดคลาสสิกอย่าง Chocolate ซึ่งไม่เพียงแต่อัลบั้มที่โด่งดังเป็นที่นิยม แต่แมทธิวยังเป็นไอดอลให้กับใครหลายคนในเรื่องของการใช้ชีวิตสุดโต่งไม่สนใคร

“ผมรู้สึกว่าแมทธิว ฮีลีย์สร้างแรงบันดาลใจให้กับผมหลายอย่าง ทั้งเรื่องดนตรี ความคิดและทัศนคติ และแน่นอน การแต่งตัว เพราะเขาเอาเสื้อผ้าผู้หญิงมาแมทช์กับการแต่งตัว และทำให้เห็นว่า การแต่งตัวแบบนี้ไม่ได้ดูแปลกแต่อย่างใด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเชื่อว่าการแต่งตัวไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว”

วันแรกที่ใส่เสื้อผู้หญิงเพราะเหลือบไปเห็นกองผ้าเก่าของอาม่า

“ผมคุ้ยกองเสื้อผ้าที่ทั้งอาม่าและแม่ของผมไม่ใส่แล้ว และเหลือบไปเห็นเสื้อสเวตเตอร์คอย้วยสภาพเก่าค่อนไปทางแย่ของอาม่า ซึ่งอาม่าไม่ได้ใส่แล้ว ผมเลยหยิบเอามาใส่”

“หลังจากนั้น ผมก็หยิบเครื่องแต่งตัวอื่นของแม่มาลองด้วยกัน หมุนตัวหน้ากระจกสองสามที แล้วก็เดินออกจากบ้านไปเลย โดยไม่ได้รอฟังคำวิจารณ์จากคนในครอบครัว”

แล้วเสียงของคนในครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก คนรอบข้างเป็นอย่างไร

“ถ้าเป็นคนในครอบครัว แม่ก็จะแซวบ้างพอขำๆ เช่น ‘แอบเอาเสื้อผ้าแม่มาใส่อีกแล้วนะ’ หรือ ‘แต่งแบบนี้เป็นกะเทยหรือเนี่ย’ แต่ถามว่าเป็นเชิงลบหรือเปล่า ก็บอกเลยว่าไม่ ผมโดนแม่แซวบ่อยๆ เข้า ก็ชวนแม่เดินเข้าร้านขายเสื้อผ้า ไปแผนกเสื้อผ้าผู้หญิงเพื่อเลือกด้วยกันไปเลย (หัวเราะ)”

“แล้วกับเพื่อน คิดว่าไม่ค่อยมี หรือถ้ามีก็แปลว่าผมไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะมันไม่ได้เป็นแง่ลบจนเราเก็บมาคิดหรือใส่ใจขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะเราอยู่ในสังคมมหาวิทยาลัยด้วย มันเลยไม่มีใครมานั่งจับผิดเรา เพื่อนๆ รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นอย่างไร เขาก็ไม่ได้อะไรกันมาก ส่วนมากก็จะเป็นการแซวขำๆ อารมณ์ประมาณถ้าไม่ใช่ผม ก็ไม่รู้ว่าใครจะแต่งแบบนี้ได้เหมือนกัน (หัวเราะ)”

เคยแต่งชุดแมทช์ของผู้หญิงไปเล่นดนตรีไหม

“เคยครับ ก็ไม่ได้โดน Feedback อะไรมากมายนะ อาจจะโดนแซวประมาณว่า ‘นั่งอยู่หลังกลอง แต่แต่งมาซะเต็มเลยนะ’ ขำๆ กันไปมากกว่า”

ผมไม่สามารถรู้ความคิดคนอื่นได้ ผมแค่เชื่อว่าการแต่งตัวของผมไม่แปลก

“ผมไม่มีชุดโปรด แต่ผมมีสีโปรดในการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าผู้หญิง สีที่ผมชอบมากที่สุดคือชมพู ดำ และขาว อย่างเช่นผมใส่เสื้อคลุมผู้หญิง ผมจะเลือกตัดด้วยอะไรที่ทะมัดทะแมงเช่นกางเกงยีนส์ สแล็คสีดำ หรือรองเท้าคัชชูแทน”

“ผมลองใส่เสื้อผ้าพวกนี้และผมรู้สึกว่ามันเข้ากันดี แต่ผมก็ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง หลายคนอาจจะมองว่าการแต่งตัวแบบนี้ดูแปลก เพราะพวกเขาอาจมีทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมาอีกแบบหนึ่ง แต่สำหรับตัวผมแล้ว มันไม่แปลก”

แน่นอนว่าใครหลายคน รวมถึงตัวผมมักรู้สึกกังวล เวลาต้องริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ตรงข้ามกับเพศสภาพของตนเอง แต่เรามักหวาดระแวงและกลัวกับการต้องนำเสนออะไรสู่สาธารณะอยู่เสมอ คงจะดีไม่น้อย ถ้าเรามีความมั่นใจได้สักครึ่งนึงของน้องบอส

บอสคิดเห็นอย่างไรกับการใส่เสื้อผ้าตรงข้ามกับเพศสภาพ

“ผมมองว่ามันเป็นเรื่องปกติ เราต้องมองย้อนกลับไปก่อนว่า เพศของเสื้อผ้ามันถูกกำหนดมานานแล้ว ผู้ชายต้องแต่งแบบนี้ ผู้หญิงต้องแต่งแบบนี้ มันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว มันคือการแบ่งเพศไปโดยปริยาย ผมขอพูดถึงหนังเรื่องนี้ ชื่อเรื่องว่า PK จากอินเดีย”

จากนี้จะเป็นการสปอยล์ภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างดุเดือด

“หนังเรื่องนี้เล่าถึงมนุษย์ต่างดาวที่ลงมายังโลกแบบตัวเปล่า คือเปลือยมาเลย ทีนี้ตอนกำลังจะกลับดาว เขาทำอุปกรณ์ที่ช่วยให้ตนเองกลับดาวได้หายไป มนุษย์ต่างดาวเลยต้องอยู่บนโลกต่อไป พร้อมกับเริ่มเรียนรู้วิธีชีวิตของมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการแต่งตัวด้วย ช่วงแรกมนุษย์ต่างดาวจะโดนบูลลี่ (กลั่นแกล้งรังแก) เพราะเขาใส่เสื้อผ้าไม่ตรงสภาพ เขาหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่บ่อยครั้ง”

“หนังสะท้อนบรรทัดฐาน หรือมาตรฐานทางสังคมที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาร่วมกัน ว่าสิ่งต่างๆ มันควรจะเป็นอย่างนี้ ผู้ชายควรแต่งตัวแบบนี้ ผู้หญิงควรเป็นแบบนี้ ผู้ชายต้องกางเกง ผู้หญิงต้องใส่กระโปรง”

เราจะสังเกตเห็นบรรทัดฐานที่บอสกล่าวถึงในทุกซอกมุมของสังคม อย่างเช่นแบรนด์เสื้อผ้าที่จำเป็นต้องผลิตเสื้อผ้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค นั่นแปลว่าเรื่องการแต่งตัวและการแบ่งเพศเป็นของคู่กันมาตั้งนานแล้ว

“ปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมและ LGBTQ+ มากขึ้น ซึ่งผมเองก็รู้สึกว่า การแต่งตัวไม่ควรถูกใช้มาเป็นประเด็นในการแบ่งแยกเพศ ขอแค่เรามั่นใจในการแต่งตัวของตัวเองก็พอแล้ว บางคนพอใจจะแต่งตัวตามเพศสภาพ แต่หากใครกำลังรู้สึกว่าโดนจำกัดกรอบการแต่งตัว ก็ให้หาทางหลุดออกมาจากกรอบนั้น เพราะมันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ได้ Define การเป็นเรา เพราะฉะนั้น เราอยากแต่งอะไรก็แต่งไปเถอะ”

คิดว่าสังคมไทยเปิดกว้างกับเรื่องแบบนี้มากพอหรือยัง หากเทียบประเทศอื่นๆ

“ผมว่าไม่ใช่แค่เฉพาะประเทศไทย แต่เราต้องมองในรูปแบบของทั้งโลก เราอาจมองเห็นคนแต่งตัวแตกต่างกัน แต่เราไม่ได้มองว่ามันแปลก คือมันเหมือนกับเพลงที่เราชอบ เพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงป็อบ เพลงหนึ่งอาจเป็นอีกแนว แต่ทั้งคู่มีความเพราะในแบบของมันเอง เราเลยฟังได้ทั้ง 2 เพลง ด้วยว่ามันเพราะในแบบของมันเอง”

บอสพยายามสื่อให้เราเห็นว่า การแต่งตัวก็เหมือนแนวเพลงที่แตกต่างกัน เราอาจเห็นคนแต่งตัวในหลากหลายลักษณะ แต่เราแค่ไม่ได้มองว่ามันแปลกแต่อย่างใด เพราะหากมองโดยรวมแล้ว การแต่งตัวแต่ละแบบก็กลมกลืนกันไปในสภาพแวดล้อมนั้นๆ

“ผมหรือพี่อาจเจอผู้ชายที่แต่งตัวด้วยชุดผู้หญิง แต่เรา 2 คนไม่ได้มองเป็นเรื่องแปลก ไม่ว่าจะประเทศนี้หรือที่ไหนบนโลกก็มีเหมือนกัน บุคคลเหล่านี้อาจมาในรูปแบบของคนธรรมดาที่เราไม่เคยเห็นบนท้องถนน หรืออาจเป็นศิลปินที่นำเสนอตัวตนของพวกเขาผ่านการแต่งตัวก็เป็นได้ เหมือน Matthew Healy นี่แหละ”

“บางทีเราก็ระบุแนวเพลงที่เรากำลังฟังอยู่ไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันเป็น Jazz Pop หรือ Sync Pop หรืออะไร แต่มันเป็นแนวเพลงที่เกิดจากความนิยมในช่วงเวลาหนึ่งเหมือนๆ กัน ถ้าการแต่งตัวแบบผมมีมากขึ้นในอนาคต เราก็จะไม่ได้มองว่าการแต่งตัวแบบนี้นอกคอก หรือแปลก แต่เราจะมองว่ามันก็เป็นอีกหนึ่งสไตล์ในการแต่งตัวแค่นั้น”

คนที่ไม่เห็นด้วยต้องเปลี่ยนด้วยตัวเขาเอง เราหรือใครก็ตามเปลี่ยนพวกเขาไม่ได้

“ผมโชคดีที่ตัวผมไม่ต้องไปนั่งจับเข่าคุยกับคนในครอบครัวเพื่อบอกว่าทำไมผมถึงแบบนี้ ผมทำเพราะผมชอบและพอใจที่จะทำ แต่ผมเข้าใจว่า มีคนที่ต้องการจะนำเสนอตัวตนผ่านการแต่งตัวแบบนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามอยู่ แต่อาจติดปัญหาจากคนรอบข้างหรือคนในครอบครัว”

ผมชอบประโยคหนึ่งของบอส ตอนสัมภาษณ์คือ “คนที่ไม่เห็นด้วยแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือคนที่ยังจำเป็นที่เราต้องมีอยู่ในชีวิต ถ้าเป็นแบบนี้ เราควรอธิบายให้เขาเข้าใจถึงเหตุผลในการแสดงออกของเรา ว่าทำไมเราถึงแต่งตัวแบบนี้ ว่าสิ่งที่เราทำไม่แปลก และเราไม่ควรเอาเรื่องเพศกับการแต่งตัวมาเป็นประเด็น”

แล้วอีกแบบล่ะ

“อีกแบบคือคนที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเรา คนพวกนี้ก็ช่างแ*งไปเถอะครับ” (เย็นน้อง)

มีอะไรอยากฝากก่อนจบบทสัมภาษณ์นี้ไหม

“เอาเป็นสรุปละกันครับ ไม่ต้องไปแคร์เสียงรอบข้างมากนัก เราควรเลือกฟังเสียงที่เข้ามาในชีวิตเรา อะไรที่ทำให้เราพัฒนาขึ้น หรือเป็นประโยชน์กับเรา ก็เลือกฟังเอาไว้ แต่อะไรก็ตามที่มันเป็นผลเสียต่อตัวเรา หรือไม่ได้ก่อให้เกิดอะไร และยังทำร้ายเราด้วย ก็อย่าไปใส่ใจมากนัก”

“เป็นตัวเองให้มากที่สุดจะดีกว่า”

เทียบกันให้ชัด ขับ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดี ?

เทียบกันให้ชัด ขับ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดี ?

ด้วยการเดินทางโดยรถสาธารณะในปัจจุบันที่ใคร ๆ ก็รู้กันว่าลำบากเหลือเกิน คนก็เยอะ อากาศก็ร้อน แถมยังมีฝุ่นและ COVID-19 ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา หรือค่าใช้จ่ายที่รวม ๆ แล้วกินข้าวได้เป็นเดือนเลย การซื้อรถส่วนตัวขับขี่จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน แต่เราจะตัดสินใจซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ดีล่ะ ? ลองอ่านบทความด้านล่างดู คุณอาจจะตัดสินใจได้ก็ได้นะ

รถยนต์

รถยนต์ถือเป็นยานพาหนะที่ประชากรในปัจจุบันนิยมใช้ในการเดินทาง โดยเฉพาะบุคคลที่เดินทางในระยะไกลอย่างต่างจังหวัดหรือมีสมาชิกในครอบครัวเยอะ ซึ่งการขับขี่รถยนต์ก็มีข้อดีหลายหลายอย่างดังนี้

ข้อดีขอ งรถยนต์

ถ้าคุณต้องการความเป็นส่วนตัวอย่างถึงที่สุด การขับขี่รถยนต์สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดีคุณสามารถใช้พื้นที่บนรถยนต์ได้อย่างสะดวกสบายไม่ต้องเกรงใจและเบียดกับคนอื่นที่คุณไม่รู้จักไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ร้องเพลง ดูคลิปวิดีโอ หรือจะกินข้าว และยังมีแอร์เย็น ๆ ช่วยคลายความร้อนและความสกปรกของฝุ่นในอากาศภายนอกรถได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การใช้รถยนต์ยังช่วยให้คุณไม่ต้องไปเสี่ยงกับเวลาบนรถสาธารณะ ทำให้คุณสามารถคำนวณเวลาการเดินทางได้อย่างแม่นยำกว่าการขึ้นรถสาธารณะเพราะบางครั้งรถสาธารณะเหล่านี้ก็อาจต้องรอนานแบบที่คุณคิดไม่ถึงเลยเชียว

รถยนต์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ

Suzuki Celerio

ขอบคุณรูปจาก: suzuki.co.th

แน่นอนว่า ถ้าพูดถึงรถยนต์ราคาถูกที่สุด Suzuki Celerio ก็คงจะผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคน ซึ่งตัวรถยนต์รุ่นนี้นอกจากราคาที่เบาแล้วยังมีดีไซน์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน ให้ความรู้สึกกว้างขวางด้วยหลังคาที่สูง แถมยังมีสมรรถนะที่ดีเกินราคาด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 3 สูบ 1.0 ลิตร 68 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร

ราคาประมาณ 328,000 บาท

Mitsubishi Attrage

ขอบคุณรูปจาก: mitsubishi-motors.co.th

Mitsubishi Attrage หนึ่งในรุ่นรถยนต์ราคาเบาที่หลายคนคุ้นหู ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบให้มีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนภายในกว้างขวางกว่าที่เคยด้วยเบาะหนังสังเคราะห์สีดำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างครบครัน เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว MIVEC 78 แรงม้า ประหยัดน้ำมันสูงสุด 22 กม./ลิตร และเข้าได้กับทั้งน้ำมันเบนซิน 91 95 แก๊สโซฮอล์ 91 95 และ E20

ราคาประมาณ 494,000 บาท

Nissan March

ขอบคุณรูปจาก: nissan.co.th

ปิดท้ายรถยนต์ราคาเบาด้วยรถ Nissan March รถยนต์ Eco-Car รุ่นแรกของประเทศไทย ที่ดีไซน์ด้านนอกมีขนาดเล็กกะทัดรัดและทันสมัย แต่ภายในกว้างขวางด้วยหลังคาโปร่งสูงจนทำให้รู้สึกถึงความสบายขณะนั่ง พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 79 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้สูง 20 กม./ลิตร ทำให้ขับง่ายเหมาะกับมือใหม่หัดขับ

ราคาประมาณ 420,000 บาท

มอเตอร์ไซค์

เบื่อไหมกับรถติดนาน ๆ เหนื่อยไหมกับการผ่อนรถที่แสนจะแพง ชอบไหมกับธรรมชาติที่แสนจะสดชื่น รักไหมกับความรวดเร็วโลดโผนน่าตื่นเต้น ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในหัวใจ การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์อาจจะเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับคุณก็ได้

ข้อดีของ มอเตอร์ไซต์

ด้วยขนาดเล็กที่กะทัดรัดของรถมอเตอร์ไซค์ทำให้การขับขี่บนถนนไม่ต้องกังวลเรื่องรถติดเป็นเวลานาน เพราะพวกมันสามารถซอกแซกบนพื้นที่เล็ก ๆ ได้อย่างสบาย ๆ และยังสามารถหาที่จอดรถได้ง่ายแบบที่สุดเพราะมีที่จอดรถแยกเป็นสัดส่วน ไม่ต้องแย่งกับรถคันอื่นมากนัก และถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการความใกล้ชิด การขี่รถมอเตอร์ไซค์ก็ถือว่าใกล้ชิดมากเลยทีเดียว

รวมถึงยังช่วยเติมความสนุกในการขับขี่ด้วยความเร็วของมอเตอร์ไซค์ เป็นอิสระ และยังดูเท่จากสายตาคนอื่น ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็แน่นอนว่าลดลงไปได้เยอะ เพราะมีขนาดเล็กและไม่ซับซ้อนเท่าไร การดูแลรถมอเตอร์ไซค์จึงง่ายมาก และที่สำคัญราคาไม่แพงมากเท่าไรด้วยนะ

มอเตอร์ไซค์ ราคาเบาสำหรับมือใหม่หัดขับ

Zongshen Ryuka Classic MINI S

ขอบคุณรูปจาก: zongshenthailand.com

Zongshen Ryuka Classic MINI S เป็นรถมอเตอร์ไซค์ราคาประหยัดสำหรับมือใหม่ ตัวรถดีไซน์สไตล์เรโทรย้อนยุค จากไฟหน้าทรงกลม พร้อมเบาะสองตอนและเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ เกียร์ธรรมดา 4 สปีด แถมยังมีน้ำหนักเพียง 84 กิโลกรัมอีกด้วย ซึ่งรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี คือ Blue, Chocolate, Green และ White

ราคาประมาณ ราคา 29,900 บาท

Honda Wave 110i

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

อีกหนึ่งมอเตอร์ไซค์ราคาเบาอย่าง Honda Wave 110i ที่ถูกปัดฝุ่นให้ทันสมัยปราดเปรียวด้วยไฟหน้าทรงหัวใจ และไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 109.17 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ประหยัดน้ำมันสูงสุด 63.3 กม./ลิตร ทั้งหมด 9 สีให้เลือก ได้แก่ 9 สี ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน-ฟ้า สีดำ-เทา สีแดง-เทา สีน้ำเงิน-เทา สีดำ-เทา สีเทา สีแดง-ดำ และ สีดำ

ราคาประมาณ 36,830 บาท

GPX ROCK Elegance

ขอบคุณรูปจาก: gpxthailand.com

และสุดท้าย GPX ROCK Elegance มอเตอร์ไซค์ดีไซน์เก๋ทั้งสีสันทั้ง 5 สี คือ ดำ แดง ส้ม ดำด้าน และ น้ำเงิน ซึ่งเจ้ามอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีเครื่องยนต์ 110 ซีซี 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ โดดเด่นด้วยระบบไฟส่องสว่างรอบคันที่สว่าง คมชัดปลอดภัยทุกการเดินทาง

ราคาประมาณ 37,900 บาท

เลือกซื้อ รถยนต์ หรือ มอเตอร์ไซค์ ยังไงดี ?

ถ้าหากคุณอ่านแล้วคิดว่าการเลือกซื้อรถยนต์เป็นทางเลือกที่ดี แต่ไม่รู้จะเลือกอย่างไร ลองพิจารณาจากเกณฑ์เหล่านี้ดู

จากงบประมาณ นอกจากการอำนวยความสะดวกแล้ว การซื้อก็เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงินที่อาจเพิ่มขึ้นถ้าหากคุณเลือกที่จะผ่อนแทนการซื้อด้วยเงินสด ดังนั้น เลือกรถยนต์ที่มีราคาที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นจะหาว่าเราไม่เตือน !

สมาชิกในครอบครัว เพราะถ้าคุณเลือกรถยนต์ที่มีขนาดที่นั่งน้อยกว่าสมาชิกในครอบครัว การใช้รถยนต์ส่วนตัวของคุณอาจจะอึดอัดแทนความสบายก็ได้นะ ซึ่งรถยนต์ที่ควรเลือกสำหรับคนโสด คนมีคู่ หรือครอบครัวขนาดเล็กอาจเป็นรถยนต์ 2-4 ที่นั่งหรือมอเตอร์ไซค์คันเล็กจิ๋ว แต่ถ้าครอบครัวของคุณมีมากกว่า 4 คน ก็ควรเลือกรถขนาด 6 ที่นั่งขึ้นไปหรือรถอเนกประสงค์

ลักษณะการใช้งาน ถ้าหากคุณซื้อรถเพื่อการทำงานหรือเดินทางในระยะไกล ก็ควรที่จะเลือกใช้รถที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 1,600 ซี.ซี. แต่ถ้าคุณไม่ได้ออกไปไหนบ่อยนักและทำงานในระยะใกล้ ๆ เครื่องยนต์ขนาด 1,600 ซี.ซี. ก็เพียงพอแล้ว

สรุป รถยนต์ และ มอเตอร์ไซค์

เป็นยังไงกันบ้างคะ อ่านแล้วได้ข้อสรุปกันบ้างไหมว่าจะซื้อรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ดี ถ้าคุณยังตัดสินใจไม่ได้สักที ลองเข้าไปหายานพาหนะใน Kaidee Auto คุณอาจจะเจอรถที่ชอบในราคาที่ใช่และตัดสินใจได้ทันที

สุดท้ายนี้การเลือกซื้อยานพาหนะสำหรับแต่ละคนก็มีข้อจำกัดที่แตกต่างกันทั้งความชอบและไลฟ์สไตล์ในการชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้น ไม่มีใครบอกคุณได้หรอกว่าคุณเหมาะกับรถแบบไหน นอกจากตัวของคุณเองนั่นแหละ และอย่าลืมว่าไม่ว่าจะขับขี่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ คุณก็ต้องมีความสุขด้วยนะ

อ่านบทความ 5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น

บ้านแฝด ทางเลือกใหม่ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง

บ้านแฝด ทางเลือกใหม่ที่อยู่อาศัยในราคาที่เอื้อมถึง

บ้านแฝด คือทางเลือกใหม่ของที่อยู่อาศัยในยุคปัจจุบัน ที่ตอบโจทย์ด้านฟังก์ชันใช้สอยและความเป็นส่วนตัวได้แทบไม่แตกต่างจากบ้านเดี่ยว ในขณะที่ราคาซื้อขายอยู่ในระดับใกล้เคียงกับทาวน์เฮ้าส์หรือทาวน์โฮม ซึ่งเป็นราคาที่เอื้อมถึงได้ง่ายเช่นเดียวกัน นอกจากนี้บ้านแฝดยังได้เปรียบคอนโดมิเนียมขนาดครอบครัว (ห้องชุดขนาด 2-3 ห้องนอน) ทั้งในแง่ของราคาและพื้นที่ใช้สอยโดยรวมอีกด้วย 

บ้านแฝดในมุมมองของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นการขยาย Segment เพื่อเติมเต็มช่องว่างในกลุ่มลูกค้าโครงการแนวราบที่ต้องการบ้านเดี่ยวในราคาที่ไม่สูงเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มคนโสดที่ไม่ได้อยู่คนเดียว คู่แต่งงานที่ไม่มีลูก หรือครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ล้วนต้องการเลือกซื้อบ้านที่มีสเปซส่วนตัวมากกว่าคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง รวมถึงสาเหตุหลักๆ ด้านการจัดสรรที่ดินและการก่อสร้างซึ่งบ้านแฝดสามารถทำราคาต้นทุนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการสร้างบ้านเดี่ยว

ลักษณะบ้านแฝดโดยทั่วไปจะใช้ผนังด้านหนึ่งร่วมกัน และมีระยะห่างจากรั้ว 3 ด้าน 
ขอบคุณภาพจากโครงการ ชวนชื่น โมดัส วิภาวดี

บ้านแฝด บ้านเดี่ยว ใครเป็นใครต้องแยกให้ออก 

ทุกวันนี้บ้านแฝดถูกออกแบบให้มีรูปร่างหน้าตาสวยงาม มีการพัฒนาตัวบ้านด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ จัดสเปซที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว จนบางครั้งเราแทบแยกไม่ออกว่าโครงการที่เข้าไปเยี่ยมชมนั้นเป็นบ้านแฝดหรือบ้านเดี่ยวกันแน่ 

ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของเจ้าของโครงการก็ตาม เพื่อป้องกันการถูกย้อมแมวซื้อบ้านแฝดในราคาบ้านเดี่ยว ผู้บริโภคอย่างเราๆ จึงควรรู้สาระสำคัญของอาคารที่อยู่อาศัยทั้งสองประเภทนี้ เนื่องจากกฏหมายระบุชัดเจนว่า ผู้บริโภคควรเลือกบ้านที่มีการก่อสร้างและใช้อาคารตามที่กฎหมายกำหนด หากซื้อบ้านเพียงเพราะราคาถูกแต่ผิดกฏหมาย เราในฐานะผู้ซื้ออาจถูกดำเนินคดีและรื้อถอนภายหลังได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างก็ตาม 

สำหรับความหมายของบ้านแฝดตามที่ปรากฏใน “กฎกระทรวง ฉบับที่ 55 (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522” คือ

บ้านแฝด หมายความว่า อาคารที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยก่อสร้างติดต่อกันสองบ้าน มีผนังแบ่งอาคารเป็นบ้าน มีที่ว่างระหว่างรั้วหรือแนวเขตที่ดินกับอาคารด้านหน้า (กว้างไม่น้อยกว่า 3 เมตร) ด้านหลัง (กว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร) และด้านข้าง (กว้างไม่น้อยกว่า 2 เมตร) ของแต่ละบ้าน และมีทางเข้าออกของแต่ละบ้านแยกจากกันเป็นสัดส่วน ต้องมีบันได ผนังและโครงสร้างหลัก ประกอบด้วยวัสดุถาวรหรือวัสดุทนไฟเป็นส่วนใหญ่

นอกจากนี้ยังมีพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดินกำกับความแตกต่างระหว่างบ้านแฝดและบ้านเดี่ยว กล่าวคือ 

ที่ดินของบ้านแฝดแต่ละแปลงต้องมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 8 เมตร  และมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 35 ตารางวา ส่วนแปลงที่ดินบ้านเดี่ยวต้องมีความกว้างและความยาวไม่ต่ำกว่า 10 เมตร มีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 50 เมตร หากความกว้างหรือยาวไม่ได้ขนาดดังกล่าว ต้องมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 60 ตารางวา ตัวอาคารต้องห่างจากเขตที่ดินทุกด้านไม่ต่ำกว่า 2 เมตร

แบบบ้านแฝดสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีดีไซน์หน้าตาบ้านเหมือนกัน แต่ยังมีฟังก์ชันบางส่วนของบ้านที่แชร์กันอยู่
ขอบคุณภาพจากโครงการ อณาสิริ รังสิต-คลอง 2

บ้านแฝดเทียม นิยามบ้านแฝดดีไซน์ใหม่

นอกจากการสร้างบ้านแฝดที่ใช้ผนังด้านใดด้านหนึ่งร่วมกันตามที่พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ระบุไว้แล้ว ปัจจุบันยังพบว่ามีการก่อสร้างบ้านแฝดโดยใช้ส่วนเชื่อมต่อระหว่างบ้านแต่ละหลังด้วยวิธีการที่ต่างออกไป และนั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “บ้านแฝดเทียม” หรือบ้านแฝดสมัยใหม่ที่มีลูกเล่นด้านดีไซน์ที่ทำให้บ้านแต่ละหลังดูคล้ายเป็นอิสระจากกัน และให้ความเป็นส่วนตัวราวกับบ้านเดี่ยวมากยิ่งขึ้น 

ลักษณะของบ้านแฝดเทียมหรือบ้านแฝดดีไซน์ใหม่มี 2 รูปแบบเด่นๆ ดังนี้

บ้านแฝดที่ฟังก์ชันบางส่วนของบ้านใช้ร่วมกัน

เป็นการออกแบบให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของบ้านติดกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นฟังก์ชันในส่วนที่เป็นเซอร์วิส เช่น ใช้ผนังห้องครัวหรือห้องน้ำชั้นร่วมกัน ใช้คานหลังคาโรงจอดรถเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกันระหว่างบ้านสองหลัง ซึ่งส่วนใหญ่ฟังก์ชั่นที่เชื่อมต่อมักอยู่ชั้นล่าง จึงทำให้พื้นที่บนชั้นสองได้ความรู้สึกเหมือนบ้านเดี่ยวจริงๆ 

บ้านแฝดที่มีคานใต้ดินเชื่อมต่อกัน

โครงสร้างของบ้านแฝดแบบนี้ทำให้เราแยกไม่ออกเลยว่าบ้านนั้นเป็นบ้านแฝดหรือบ้านเดี่ยว เพราะใช้วิธีเชื่อมต่อโครงสร้างด้วยคานใต้ดินในส่วนที่เป็นพื้นที่จอดรถ พื้นที่ซักล้าง หรือรั้วบ้าน ส่งผลให้ผนังบ้านที่อยู่เหนือพื้นดินทั้งสี่ด้านมีระยะห่างจากรั้วและไม่ติดกับบ้านข้างๆ เหมือนอย่างบ้านแฝดชนิดอื่นๆ 

แม้เทคนิคการก่อสร้างบ้านแฝดเทียมนี้จะสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับบ้านแฝดที่ดูทันสมัย และไม่จำเจเหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบบ้านที่ละม้ายคล้ายคลึงกับบ้านเดี่ยวมากๆ นี้ อาจสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้บริโภคที่ไม่ได้ศึกษาหาข้อมูลก่อนได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ในฐานะผู้บริโภคจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดของบ้านจากผู้ขายอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะเรื่องของขนาดและหน้ากว้างของผืนที่ดิน หากพบว่ากรรมสิทธิ์ที่ดินที่จะได้รับมีเพียง 35-49.9 ตารางวา ก็ถือว่าเราได้ซื้อบ้านแฝดมิใช่บ้านเดี่ยวอย่างภาพบ้านที่เห็นอยู่ตรงหน้า

ฟังก์ชันของบ้านแฝดมีความครบครันเทียบเท่าบ้านเดี่ยว 
ขอบคุณภาพจากโครงการ The Sonne ศรีนครินทร์-บางนา

ข้อดีบ้านแฝดที่ใครๆ ก็ยกนิ้วให้

เมื่อเปรียบเทียบบ้านแฝดกับที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ เราจะพบข้อดีที่เป็นเหตุผลให้ใครหลายๆ คนยกให้บ้านแฝดเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจ อาทิ 

  • เปรียบเทียบกับบ้านเดี่ยว : บ้านแฝดได้ฟังก์ชันการใช้งานหลักครบเหมือนบ้านเดี่ยว (ขนาดของแต่ละโซนอาจเล็กกว่าบ้านเดี่ยว) เช่น ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ และที่จอดรถ แต่จ่ายในราคาที่ถูกกว่า 
  • เปรียบเทียบกับทาวน์เฮ้าส์ : บ้านแฝดมีผนังด้านข้างที่ไม่ติดกับใคร จึงเปิดเป็นช่องแสงได้ทำให้พื้นที่ภายในบ้านโปร่งสบายกว่าทาวน์เฮ้าส์
  • เปรียบเทียบกับคอนโดมิเนียม : หากพิจารณาขนาดพื้นที่ใช้สอยที่เท่ากัน ราคาขายบ้านแฝดจะถูกกว่าคอนโดมิเนียมเกือบ 3 เท่าตัว จึงใช้เงินดาวน์น้อยกว่า และนั่นหมายถึงระยะเวลาที่เก็บออมเงินดาวน์และระยะเวลาการผ่อนเพื่อซื้อบ้านแฝดก็จะสั้นกว่าการซื้อคอนโดด้วย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของสำนักวิจัย Krungthai Compass ธนาคารกรุงไทยเพื่อชี้ให้เห็นว่าการซื้อบ้านแฝดที่อยู่ห่างจากแนวรถไฟฟ้าราว 10 กิโลเมตร นั้นคุ้มค่าและประหยัดกว่าการซื้อคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าในระยะยาว 

โดยทำการสำรวจโครงการบ้านแฝดในทำเลไม่ห่างกับรถไฟฟ้าจำนวน 14 โครงการ ใน 4 ทำเล ประกอบด้วยบางบัวทอง, พระราม 2-เพชรเกษม, รามอินทรา มีนบุรี-หนองจอก และรังสิต-ปทุมธานี พบว่าโดยเฉลี่ยระยะเวลาเดินทางไป-กลับจากโครงการไปยังรถไฟฟ้าในช่วงเวลาเร่งด่วน (07.00 และ 17.00 น.) จะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อวัน หากเดินทางด้วยรถแท็กซี่จะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 230 บาทต่อวัน หรือประมาณ 50,400 บาทต่อปี ในขณะที่การเดินทางจากคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าในระยะ 200-750 เมตร จะใช้เวลาเดินเท้าไม่เกิน 10 นาทีต่อวันและอาจไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาร่วมกับราคาขายเฉลี่ยในทำเลข้างต้นของบ้านแฝดขนาด 100 ตารางเมตร จะอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท ส่วนคอนโดมิเนียมขนาด 50 ตารางเมตร มีราคาขายเฉลี่ยเท่ากับ 4 ล้านบาท หรือสูงกว่าบ้านแฝดถึง 40 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 1.5 ล้านบาท ซึ่งหากเรานำส่วนต่างราคาบ้านแฝดที่ถูกกว่าคอนโดตรงนี้มาชดเชยเป็นค่าเดินทางไปกลับยังรถไฟฟ้าจะสามารถใช้ได้ถึง 27 ปี 

ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านแฝดจึงเป็นการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะนอกจากพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นกว่าคอนโดมิเนียมเท่าตัวแล้ว ในอนาคตยังมีโอกาสเพิ่มมูลค่าจากที่ดินตามการขยายตัวของเมืองได้อีกด้วย 

ภาพบางมุมของบ้านแฝดที่มองผิวเผินดูคล้ายบ้านเดี่ยว
ขอบคุณภาพจาก ศุภาลัย วิลล์ บางนา-ศรีนครินทร์

สรุปแล้วบ้านแฝดคือทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจ

แวดวงธุรกิจอสังริมทรัพย์ส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่า ในปี 2564 โครงการแนวราบจะเป็นไฮไลท์สำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยเฉพาะการพัฒนาที่ดินรอบนอกของกรุงเทพฯ ซึ่งโครงการบ้านแฝดก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญที่จะสร้างส่วนแบ่งการตลาดและทำกำไรให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งรายเล็กและรายใหญ่

ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะมีทางเลือกในกลุ่มบ้านแฝดเพิ่มขึ้น ภายใต้รูปลักษณ์ที่ทันสมัย ฟังก์ชันใช้สอยระดับเดียวกับบ้านเดี่ยว และเรทราคาที่เอื้อมถึง จนสามารถสานฝันใครหลายๆ คนที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเองได้สมใจ