The King’s Man ขิงอินทีเรีย ฉาก Cool ข่มฉากบู๊

The King’s Man ขิงอินทีเรีย ฉาก Cool ข่มฉากบู๊

ขอบคุณรูปจาก tdstelecom

 | Manner maketh man | 

แฟนๆ หนังแอ็คชั่น สายบู๊ เลือดสาด ทั้งหลาย คงไม่มีใครไม่รู้จักประโยคสุดไอคอนิคประโยคนี้ ซึ่งมาจากหนังแอ็คชั่น สัญชาติอังกฤษอย่างเรื่อง ‘The King’s man’ (เดอะ คิงส์แมน) อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าใครเป็นแฟนหนัง ‘James Bond 007’ บอกได้เลยว่าเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงอยู่มาก นอกจากเนื้อเรื่องที่มาเป็นแนวภารกิจยอดสายลับเหมือนกันแล้ว การแต่งกาย (Suit and Tie) อาวุธที่ใช้ต่อสู้ รวมไปถึงวัฒนธรรมการดื่มเหล้ามาร์ตินี ที่คงเส้นคงวาตลอดทั้งเรื่อง ก็ยังเหมือนกันอีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก majorcineplex

The King’s Man เป็นอีกหนึ่งผลงานการกำกับฯ ภาพยนตร์ของ Matthew Vaughn ผู้กำกับหนังแอ็คชั่นชื่อดัง ที่ได้ทำลายสถิติรายได้ให้ค่ายหนังมาแล้วมากมาย อย่างเรื่อง Kick-Ass, X-Man: Firstclass เป็นต้น

นอกจาก The King’s Man จะมีผู้กำกับเป็นตัวการันตีความมันส์แล้ว เนื้อเรื่องก็เด็ดไม่แพ้กัน ซึ่ง The King’s Man ก็ได้สร้างความประทับใจให้คนดูมาแล้วถึง 2 ภาค

The King’s Man: The Secret Service

ภาคแรก เปิดฉากเรื่องราว ภารกิจของยอดสายลับฝีมือดีในอังกฤษ ที่เรียกตัวเองว่า Kingsman (คิงส์แมน)พวกเขาใช้ร้านตัดเสื้อสูทสำหรับสุภาพบุรุษ ที่มีชื่อว่าร้าน Kingsman เป็นที่บังหน้า ทั้งที่จริงๆ แล้ว ร้านนี้ เป็นกองบัญชาการลับของพวกเขา 

หลังจากที่พวกเขาได้สูญเสียสมาชิกไปหนึ่งคน ก็ถึงวาระที่พวกเขาต้องเสาะหาเด็กที่มีความสามารถ มาฝึกฝน เพื่อแก่งแย่งเก้าอี้สมาชิก Kingsman คนต่อไป ซึ่งมีเก้าอี้เพียงแค่ 1 ที่เท่านั้น Harry (แฮรี่) สมาชิกอาวุโสฝีมือดีของแก๊ง ได้เลือก Eggsy (เอ๊กซี่) เด็กเกรียน ดูไร้อนาคต มาเข้าร่วมการฝึก เทรนนิ่งเพื่อชิงตำแหน่ง Kingsman คนต่อไป ขอบอกก่อนเลยว่า ฉากเทรนนิ่งของพวกเด็กๆ สนุกไม่แพ้กับฉากฟอร์มยักษ์ บู๊แตก กับเหล่าวายร้ายเลยทีเดียว

The King’s Man: The Golden Circle 

ภาคสองเป็นเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว แต่ภาคนี้ หนุ่ม Kingsman ได้ประสบปัญหาเนื่องจากองค์กรถูกวางระเบิด โดนทำลาย จนไม่เหลือซาก พวกเขาจึงต้องตระเวนหาหนทาง จนได้ไปเจอกับองค์กรสายลับใหม่ ภายใต้ชื่อว่า The Statemans (เดอะ สเตทส์แมน) พวกเขาจึงได้ร่วมมือกันต่อสู้ เพื่อเอาชนะกลุ่มวายร้ายไปด้วยกัน

แม้ว่าภาค 2 จะไม่เด็ด มันส์ ฮา เท่ากับภาคหนึ่งในความเห็นของใครหลายๆ คน แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้แฟนๆ ตั้งหน้า ตั้งตา รอภาค 3 กันอย่างใจจดใจจ่อแล้วล่ะค่ะ

แต่วันนี้ Kaidee ไม่ได้จะมารีวิวหนังอย่างเดียวนะคะ อีกสิ่งหนึ่งจากหนังเรื่อง The King’s Man ที่สะดุดตา นักวิจารณ์หนัง และคนดูทั่วโลกอย่างยิ่ง นั่นก็คือ อินทีเรียดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ของแต่ละฉากนั่นเอง เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าซีนไหนสร้างความประทับใจให้พวกเรากันบ้าง

1. ฉากต่อสู้ที่บาร์ (Iconic Bar Fight)

Bar – The King’s man: The Secret Service
ขอบคุณรูปจาก decorsed

หนึ่งในฉากที่ทำให้หนังเรื่อง The King’s Man ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ก็คือฉากที่บาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ แฮรี่ กับ เอ๊กซี่ ได้เจอกันเป็นครั้งแรก และเป็นที่ๆ แฮรี่ได้โชว์ฝีมือการต่อสู้กับแก๊งอันธพาลต่อหน้าต่อตา เอ๊กซี่ อีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก movie-locations

จริงๆ แล้วบาร์นี้ไม่ได้เป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้นมานะคะ บาร์นี้มีอยู่จริง ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน และมีชื่อร้านว่า ‘The Black Prince’ ค่ะ ส่วนอินทีเรียดีไซน์ในร้านก็ไม่ต่างกับที่เราเห็นกันในหนังเลยค่ะ 

ภายในบาร์เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม โทนสีน้ำตาลแดง หรือโทนสีช็อกโกแลต ซึ่งไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ ก็จะหนีไม่พ้นไม้จำพวก ไม้วอลนัท ไม้มะฮอกกานี ไม้เชอร์รี่ หรือไม้ไทเกอร์ 

นอกจากเฟอร์นิเจอร์ไม้แล้ว ทางร้านยังการันตีบรรยากาศความวินเทจ ด้วยการใช้วอลล์เปเปอร์แบบ ดามาร์ส (Damask) ซึ่งเป็นวอลล์เปเปอร์ที่มีลวดลาย หยก คล้ายดอกไม้ และเลือกใช้สีน้ำตาลครีม บวกกับการตกแต่งรอบร้านด้วยกรอบรูปสีทองสุดวินเทจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยสร้างความอบอุ่นเหมือนดังบ้านหลังที่สองให้กับลูกค้าที่มาเยือน 

2. ห้องประชุมสายลับคิงส์แมน (Kingmans Conference Room)

Kingsman conference room – The King’s man: The Secret Service
ขอบคุณรูปจาก visitbritain

ฉากห้องประชุมของคิงส์แมนจริงๆ แล้วเป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้นที่สตูดิโอของค่ายเจ้าของหนัง Warner Brothers โดยฝีมือของนักออกแบบโปรดักชัน เจ้าฝีมืออย่าง Jennifer Williams ที่ได้สร้างผลงานให้กับหนังดังมาแล้วหลายเรื่อง เช่น Transformer (Dark of the Moon), World War Z, Children of Men และ แน่นอนเรื่อง The King’s Man

ไฮไลท์ของห้องประชุมนี้คือของวอลล์เปเปอร์ที่เป็นสีเขียวเข้ม ตุ่นๆ ซึ่งขอบอกเลยว่าเข้ากับการตกแต่งสไตล์หรูหรา คลาสสิก ได้ดีมากๆ เพราะสีเขียวนั้น เป็นสีเอิร์ธโทน (Earth Tone) ดังนั้นจึงเข้ากันได้ดีกับสีน้ำตาล สีเบจ หรือแม้กระทั่งสีทอง และในฉากนี้ นักออกแบบ Jennifer เธอก็ได้นำเอาเฟอร์นิเจอร์ไม้ขัดเงา และกรอบรูปที่มีขอบเป็นสีทองลายหลุยส์มาตกแต่ง เพิ่มความดูดีมีราคาให้กับห้องประชุมสีเอิร์ธโทนนี้ได้อย่างสง่างาม

ที่สำคัญห้องนี้ยังมีการตกแต่งด้วยรูปปั้นหัวโรมันโบราณ ที่ปกติจะเป็นสีขาว แต่ในครั้งนี้ กลับถูกนำมาขัดเงาให้เป็นสีดำ เพื่อให้เข้ากับสีวอลล์เปเปอร์ บอกได้เลยว่า ห้องนี้ต้องเป็นห้องในฝันของใครหลายคนอย่างแน่นอน

3. ห้องทำงานของแฮรี่ (Harry’s Office)

Harry’s Office – The King’s man: The Secret Service
ขอบคุณรูปจาก filmandfurniture

ผนังสีแดง เป็นอีกหนึ่งสีวอลล์เปเปอร์ ซึ่งมีน้อยคนที่กล้าใช้ ยิ่งถ้าใครไม่ใช่แฟนคลับ หรือหลงใหลในโลกของ อินทีเรียดีไซน์แล้วนั้น สีแดงถือว่าเป็นสีที่เล่นยากพอสมควร แต่เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าสีแดงนั้น เข้ากับสีของไม้ได้เป็นอย่างดี 

ซึ่งจะเห็นได้จากออฟฟิศของแฮรี่ ที่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นองค์ประกอบหลัก เฟอร์นิเจอร์ที่เด่นที่สุด คงจะหนีไม่พ้น โต๊ะไม้ ขนาดยาว ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานของแฮรี่ โต๊ะไม้ที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Working Table” เป็นผลงานการดีไซน์ของ Bodil Kjaer สถาปนิกชาวเดนมาร์ก เธอได้ออกแบบมันมาเมื่อปี ค.ศ 1959 

ความโดดเด่นของโต๊ะตัวนี้อยู่ที่ความเป็นมินิมอลคลาสสิก แต่ยังคงความโมเดิร์น ซึ่งสไตล์นี้มีชื่อเรียกว่า สไตล์ สแกนดิเนเวีย แบบโมเดิร์น (Scandinavian Modern Design) ซึ่งความป๊อปปูล่าของเจ้าโต๊ะตัวนี้ ก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว จากการที่มันได้เข้าไปอยู่ในหนังดังมากมาย เช่น Russia with Love, You Only Live Twice และล่าสุด The King’s Man: The Secret Service นั่นเอง

4. ออฟฟิศของป็อปปี้ (Poppy’s Office)

Poppy’s Office – The King’s man: The Golden Circle
ขอบคุณรูปจาก grant-armstrong

ห้องทำงานของป๊อปปี้มีดีไซน์ที่ให้ฟิลคล้ายกับไดเนอร์คลาสสิกของอเมริกัน (American Diner) ในยุค 90s เซ็ตเฟอร์นิเจอร์ในฉากนี้ จะเน้นเป็นสีแดง สลับกับ สีเงินโครม และดำ ซึ่งเมื่อนำ 3 สีนี้ มารวมเข้าด้วยกันแล้ว กลับตัดกันได้อย่างลงตัว โดยไม่มีสีใดแย่งสีใดเด่นเลย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเฟอร์นิเจอร์สีแดงเข้าไป และเปลี่ยนสีพื้นกระเบื้องธรรมดาๆ ให้เป็นพื้นกระเบื้องลายลูกเต๋า ก็ช่วยคงบรรยากาศความเป็นร้านอาหารแนวอเมริกันย้อนยุคได้ราวกลับได้นั่งไทม์ แมชชีน กลับไป

ถึงแม้ว่าออฟฟิศของป็อปปี้จะไม่มีโซฟาลายทาง สีขาวแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของร้านอาหารแนวอเมริกันฟาสฟู้ด แต่บอกเลยว่าการใช้เก้าอี้สตูลบาร์สีเงาแทนนั้น ก็เพิ่มความโดดเด่นให้กับเฟอร์นิเจอร์ในร้าน แถมยังทำให้มีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น และที่สำคัญไม่ทำให้ห้องนี้ดูเป็นร้านอาหาร หรือให้ความอบอุ่นมากเกินไป เพราะอย่าลืมนะคะว่า ป๊อปปี้ เป็นตัวร้ายของเรื่อง และการมาเยือนออฟฟิศของเธอ ซึ่งเป็นพล็อตสำคัญของภาคนี้ ต้องให้ความรู้สึกน่าขนลุก มากกว่าให้ความรู้สึกอบอุ่นฟิลต้อนรับนะคะ

สรุปท้ายบทความ

คิงส์แมนเป็นหนังแอ็คชั่นแนวสายลับอีกเรื่องที่ดังถล่มทลาย และเรียกได้ว่าเป็นหนังแจ้งเกิดให้กับพระเอกน้องใหม่ Taron Egerton เลยทีเดียว และด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่แหวกแนว หรือฉีกกฏสายลับอะไรมากมาย แต่บรรยากาศ ฉาก เสื้อผ้า หน้าผมสุดเนี้ยบ สไตล์หนุ่มอังกฤษ รวมไปถึงเสน่ห์ของเครื่องดื่มมาร์ตินีที่ถูกสอดแทรกเข้ามาตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง ก็ดึงดูดความสนใจคอหนังทุกรุ่นทุกแนวได้อย่างเหลือเชื่อ

เพื่อนๆ คนไหน ติดใจ อยากลองเปลี่ยนห้องนอน ห้องรับแขก หรือแม้กระทั่งรีโนเวททั้งบ้านให้ได้สไตล์ตามที่ได้กล่าวมาข้างบน อย่ารอช้า เข้ามาแวะชมที่ Kaidee ก่อนได้นะคะ เรามีเฟอร์นิเจอร์ คลาสสิก วินเทจ ให้เพื่อนๆ เลือกมากมายเลย 

ฉากไล่ฆ่า บนรถ จากสุดยอด 5 ภาพยนตร์ ระดับโลก

ฉากไล่ฆ่า บนรถ จากสุดยอด 5 ภาพยนตร์ ระดับโลก

คอหนัง หรือ Moviegoer ทั้งหลาย รู้ดีว่าไม่มีฉากใดที่เร้าใจ จิกหมอนแทบขาด ได้เท่าฉากไล่ล่า ฆ่ากันตายบนรถยนต์ ในหนังแนวแอ็คชั่น-ทริลเลอร์-ผจญภัย-เลือดสาด แน่นอน 

อาจจะฟังดูโหดไปหน่อย แต่ยอมรับเถอะค่ะ ว่าพวกเราคอหนังแอ็คชั่น สะใจเสมอ เมื่อได้เห็น…ลูกระเบิด เสียงลูกปืน และการได้เห็นวายร้ายพ่ายแพ้หรือเสียชีวิต

นอกจากฉากการไล่ล่ารถยนต์จะเป็นฉากที่มักทำเอาคอหนังได้นั่งลุ้นเหงื่อแตกแล้ว เรายังสามารถวัดคุณภาพของหนัง จากมุมกล้อง ความคมชัด การแคปเจอร์วิว และนักแสดง และการใช้สเปเชียลเอฟเฟคต่างๆ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษได้ง่ายๆ ว่า Cinematic Quality จากฉากแอ็คชั่นนี้ได้อีกด้วย

การถ่ายฉากไล่ล่าบนถนน โดยมีรถยนต์เป็นองค์ประกอบหลัก ถือว่าเป็นหนึ่งในงานหินของผู้กำกับฯ และ คนตัดต่อเลยก็ว่าได้ กว่าจะมาเป็นซีนคูลๆ ให้เราได้รับชมกันนั้น มันยากเย็นแค่ไหน ขั้นตอนการถ่ายทำเป็นอย่างไร แล้วมีหนังเรื่องใดบ้างที่มีฉากไล่ล่าบนรถยนต์ ที่อลังการน่าประทับใจ 

วันนี้ Kaidee รวบรวมทุกอย่างมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ  

เบื้องหลังการถ่ายทำฉากไล่ล่าบนรถยนต์

แม้ว่าฉากซิ่งรถในหนัง จะกินเวลาหนังอย่างมากไม่เกิน 5 นาที แต่เบื้องหลังกว่าจะมาเป็นซีนอลังการสู่หน้าจอได้นั้น ใช้เวลาการถ่ายทำ และเตรียมงานกันนานเป็นเดือนเลยทีเดียว

ขอบคุณรูปจาก latimes

เพื่อความปลอดภัยของนักแสดง และประหยัดเวลาในการถ่ายทำ หนังส่วนใหญ่มักจะใช้นักแข่งรถมืออาชีพ (Professional Stunt Man) แทนการใช้นักแสดงตัวจริง นอกจากนี้การใช้นักแข่งรถมืออาชีพ ยังทำให้ได้ภาพเทคนิคเรสซิ่ง (Racing) ทั้งการดริฟต์รถ สไลด์ เร่งเครื่อง เข้าโค้ง หรือการกระโดดข้ามลูกระนาดขั้นเทพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการตัดต่อมากมาย 

อย่างไรก็ตาม หนังบางเรื่องก็ใช้นักแสดงจริง เพื่อความเสมือนจริง ทั้งนี้ทางทีมงานจะใช้วิธีถ่ายทำในสตูดิโอ โดยการใช้รถยนต์จำลองกับ Green Screen สำหรับใส่วิวที่หลังในการถ่ายทำ  

ขอบคุณรูปจาก catdumb

การถ่ายทำฉากสำคัญเช่นนี้ มุมกล้องเป็นเรื่องสำคัญมาก การถ่ายทำจึงมักใช้กล้องจำนวนมาก เพื่อแคปเจอร์อารมณ์ของนักแสดง และการเคลื่อนไหวของรถยนต์ทุกมุมให้ได้มากที่สุด โดยการใช้เครนช่วยในการแขวนกล้องนั่นเอง

ขอบคุณรูปจาก premiumbeat

ส่วนฉากแอ็คชั่นมหึมา เช่น ฉากระเบิด หรือฉากยิงปืนนั้น มักจะใช้ CG (Computer Graphic) ในการสร้างมันขึ้นมา แต่ในบางครั้ง ทางทีมงานจะใช้รถโมเดลขนาด 1 ใน 3 ของรถขนาดจริง และสร้างระเบิดขนาดเล็กขึ้นมา เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย

ขอบคุณรูปจาก catdumb

เราพอรู้เรื่องเทคนิคการถ่ายทำฉากไล่ล่าทางรถยนต์กันแบบคร่าวๆ แล้ว มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีหนังเรื่องใดบ้าง ที่ได้สร้างสรรค์ฉากซิ่งรถ บู๊เลือดกระจายพวกนี้ จนกลายเป็นที่พูดถึงและถูกจารึกลงไปในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ 

5 ภาพยนตร์ สุดยอด Car Chase Scene

-Baby Driver, (2017) –

ขอบคุณรูปจาก informandotentn24tv

ถ้าพูดถึงหนังซิ่งรถมัน ๆ สักเรื่อง แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องคิดถึงเรื่อง ‘Fast and Furoius’ ซึ่งก็ไม่เถียงค่ะ เพราะเรื่อง Fast and Furious เขาเจ๋งจริงๆ ไม่งั้นเขาจะมีมาทั้งหมด 9 ภาค แถมดังถล่มทลายแทบทุกภาคได้ยังไง

แต่ถ้าใครชอบแนวเกรียน ๆ ฮา ๆ แต่ดันลุ้นแบบนั่งไม่ติดเก้าอี้ละก็ ‘Baby Driver’ เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด อีกหนึ่งผลงานการกำกับฯ ของผู้กำกับยอดฝีมือ Edgar Wright ผู้สร้างหนังดังแนวโหด มัน ฮา มาแล้ว เช่น  Scott Pilgrim vs. the World (2010), The World’s End (2013), Ant-Man (2015) ภาคแรก และอีกมากมาย

ขอบคุณรูปจาก pitchfork

เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เขาก็ได้กลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งกับภาพยนตร์เรื่อง Baby Driver 

เรื่องราวของเด็กหนุ่ม เบบี้ (รับบทโดย Ansel Elgort) ที่รับหน้าที่เป็นคนขับรถหนีตำรวจ ให้กับแก๊งอาชญากร ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจทำงานสกปรกเช่นนี้ แต่เพราะหนี้สินก้อนโต ทำให้เขาต้องจำใจ จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้มีแค่ฉากดริฟต์รถยางแตกกับนางเอกสุดเซ็กซี่ เหมือนหนังซิ่งรถที่เราคุ้นเคย แต่ดนตรีประกอบภาพนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เรื่อง Baby Driver กลายเป็นหนัง Action Thriller ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครกล้าเหมือน

และเพียงแค่ 6 นาทีแรก ก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็น 6 นาทีเปิดตัวหนังที่สมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการหนังเลยก็ว่าได้ 

เพราะนอกจากจะแนะนำนิสัยของตัวละครได้อย่างแยบยลในเวลาสั้น ๆ แล้ว ยังได้โชว์ฝีมือการดริฟต์รถหนีตำรวจที่คาดไม่ถึง จากรถยนต์หน้าตาเห่ยแต่เครื่องโหดอย่าง Subaru WRX เรียกได้ว่าทำเอาจิกหมอนแทบขาดเลยทีเดียว 

-Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw (2019) –

ขอบคุณรูปจาก racinecountyeye

ลิสต์นี้จะสมบูรณ์ไม่ได้ ถ้าหากขาดเรื่อง Fast and Furious หนังซิ่งรถโหด ขวัญใจคนรักสปีด และแน่นอนว่าทุกภาคของ Fast and Furious จะต้องมีฉากดริฟต์รถ ซิ่งฝ่าไฟแดง ไม่กลัวใบสั่ง แบบเด็ด ๆ ให้ได้ลุ้นแบบหายใจไม่ทันกันอยู่แล้ว แต่หนึ่งในฉากซิ่งรถที่เป็นที่พูดถึงจากแฟนคลับมากที่สุดนั้น กลับมาจากภาคแยกแฟรนไชส์ Fast & Furious  เรื่อง  Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw นั่นเอง

ขอบคุณรูปจาก markhamfroggattandirwin

Fast & Furious: Hobbs & Shaw เป็นเรื่องราวของสองคู่ปรับที่เกลียดกันเข้าไส้  ลุค ฮอบส์ (รับบทโดย Dwayne ‘The Rock’ Johnson ) และ เด็คการ์ด ชอว์ (รับบทโดย Jason Statham) โดยโชคชะตากลั่นแกล้งให้ทั้งสองต้องหันมาร่วมมือกัน กับจัดวายร้ายที่ร้ายกาจยิ่งกว่า นอกจากฉากซิ่งรถสุดมัน ซิกเนอร์เจอร์ของ Fast แล้ว การปะทะวาจาอย่างดุเดือนของตัวละครทั้ง 2 ก็เป็นสิ่งที่แฟนๆ ตั้งหน้าตั้งตารอเป็นที่สุด 

https://www.youtube.com/watch?v=5B0MneZ-Bh0

ความพิเศษของฉากนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการซิ่งรถกันใจกลางเมืองลอนดอน ผ่านอุปสรรคทั้งการจราจร และการสัญจรไปมาของผู้คน ความมันสุดๆ อยู่ที่การใช้มอเตอร์ไซค์ แทนการใช้รถนั่นเอง

แต่ความลุ้นตีนจิก ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เพิ่มความ Badass ให้กับฉากนี้เข้าไปอีก 10 เท่า เมื่อ ตัวละคร Brixton กระโดดลงมาจากมอเตอร์ไซค์ และไถ่ตัวไปพร้อมกับมันใต้ท้องรถบรรทุก เรียกได้ว่า ทำเอาคนดูลืมหายใจกันเลยทีเดียว 

ขอบคุณรูปจาก bikebound

มอเตอร์ไซค์สุดคูลตัวนี้คือ Triumph Speed Triple ซึ่งมีแรงม้ามากถึง 148 แรงม้า และเครื่องยนต์แรงถึง 1050 cc โมเดลของ Triumph ตัวนี้ ถูกผลิตครั้งแรกเมื่อปี 1994 โดยมีสไตล์ที่เรียกว่า ‘Streetfighter’

-Fast & Furious 6 (2013)- 

ขอบคุณรูปจาก spoilmovieclub

ถ้าพูดถึงความ ‘เว่อร์’ ของฉากซิ่งรถแล้ว Fast and Furious ภาค 6 ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งไปแบบไม่ต้องสงสัย 

การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของผู้กำกับฯ Justin Lin ผู้กำกับฯ ภาค 3, 4 และ 5 และ Chris Morgan คนเขียนบท คนเก่งคนเดิม

หลังจากที่แก๊งขาซิ่ง แยกย้ายกันไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่เหมือนชีวิตของพวกเขาก็ไม่ยอมจะได้อยู่อย่างสงบง่ายๆ เมื่อ ลุค ฮอบส์ ตามตัวพวกเขาเจอ และขอให้พวกเขามาร่วมมือช่วยกันกำจัดวายร้ายด้วยกัน โดยผลตอบแทนคือ การให้อภัยโทษ และการอนุญาตให้ได้กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัวอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

คนไหนกำลังหาหนังที่มีฉากไล่ล่า “เว่อร์ เกินจริง แต่มัน เกินบรรยาย” เพื่อน ๆ มาถูกทางแล้วค่ะ เพราะฉากจบของ Fast and Furious 6 ซึ่งเป็นฉากที่ตัวร้าย Shaw กับสมาชิกแก๊งของเขาพยายามขับรถหลบหนีบนรันเวย์เครื่องบิน เพื่อขึ้นไปยังใต้ท้องเครื่องบินให้ทันเวลา แน่นอนว่าเหล่าแก๊งซิ่ง พระเอกของเราก็ได้ใช้สกิลที่มีทั้งหมด ทั้งเร่งเครื่อง ทั้งเหวี่ยง ทั้งดริฟต์ เพื่อขัดขวางการหลบหนีครั้งนี้ ฉากนี้ขอบอกเลยว่าเร้าใจมากๆ จบด้วยการระเบิดของเครื่องบิน โดยมีฮีโร่ของเราขับรถเท่ๆ ขนาบข้าง นั่นเอง

-Tenet (2020) –

ขอบคุณรูปจาก charlottesometimesgoestothemovies

คนไหนเป็นแฟนพันธุ์แท้ James Bond 007 หรือ The King’s Man เรื่อง ‘Tenet’ เป็นอีกเรื่องที่เพื่อนๆ ต้องถูกใจแน่นอน Tenet เป็นเรื่องราวของสายลับนิรนาม  (รับบทโดย จอห์น เดวิด วอชิงตัน)  ที่ได้บังเอิญเข้าร่วมองค์กรสายลับ ที่กุมความลับขั้นสุดยอด เพราะพวกเขาสามารถควบคุมกระแสเวลา และทำให้วัตถุกลับมาเป็นสภาพเดิมได้อีกครั้ง ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า เทเน็ท (Tenet) 

การเข้าร่วมองค์กรในครั้งนี้ เขากลับต้องแบกภาระอันหนักอึ้ง ในการช่วยโลกให้พ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 3 ไปให้ได้

หนังแนวแอ็คชั่น บู๊ล้างผลาญ เพิ่มคุณภาพ และความสนุก ด้วยความรู้ทางฟิสิกส์ เรียกได้ว่า “แปลก แต่เป็นไปได้จริง”

แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าหนังสายลับ ฉากยิง และฉากปล่อยหมัด ทุกอย่างก็จัดเต็มอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หนังเรื่อง Tenet เขาก็มีฉาก ไล่ล่า กันบนถนนให้แฟนได้ลุ้นกับเขาเหมือนกัน

บอกก่อนเลยว่า ฉากซิ่งรถของเรื่องนี้ แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ เพราะ Christopher Nolan ผู้กำกับฝีมือเทพ ได้นำองค์ประกอบสำคัญที่สุดของหนัง นั่นก็คือความสามารถในการย้อนเวลา มาเล่น ดังนั้นฉากนี้มีทั้งเทคนิค เร่งรถไปข้างหน้า ถอยหลัง ตีลังกา ระเบิด จนกระทั่งย้อนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง  

Christopher เผยเองกับปากเลยว่า เขาอยากให้ผู้ชมได้เห็นฉากซิ่งรถในมุมที่ต่างออกไป ไม่ซ้ำ จำเจเหมือนอย่างเคย เพื่อเพิ่มความลุ้นระทึก ให้คนดูได้หยุดหายใจกันเล่นๆ

 -Harry Potter and The Chamber of Secrets (2002) – 

ขอบคุณรูปจาก moviebabble

เราขอปิดท้ายกันด้วย ภาพที่ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อ อย่าง Harry Potter แม้ว่า Harry Potter ทั้ง 7 ภาค จะเป็นเรื่องราวการผจญภัยของ Harry พ่อมดน้อย กับเพื่อนของเขา Ron และ Hermione ในโลกเวทมนตร์ รวมไปถึงการต่อสู้กับวายร้าย Lord Voldemort ซึ่งก็ไม่ได้มีฉากดริฟต์รถมันๆ เหมือนเรื่องที่เรายกตัวอย่างมาให้ดูกันข้างบน

แต่เพื่อนๆ เชื่อไหมว่าฉากรถไอคอนิกที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพนั้น กลับมาจากหนังเด็ก Harry Potter: The Chamber of Secrets ค่ะ 

https://www.youtube.com/watch?v=I6mFICxz_KI

นอกจากฝีมือของ Chris Columbus ผู้กำกับมือทอง ที่สามารถเปลี่ยนตัวหนังสือ เป็นภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอแก้วได้อย่างสง่างามแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ฉากนี้เป็นที่จดจำมานานกว่า 10 ปี ไม่เลือนหายไปจากความทรงจำของ ‘Potterhead’ อย่างเรา นั้นก็คือ ความรู้สึก Nostalgia ที่เราได้ฉากการดูฉากนี้นั่นเอง 

ความ Nostalgia ที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าตัวรถยนต์ ‘Ford Anglia 105E Deluxe’ คันสีฟ้าอ่อนคันนี้ ซึ่งเป็นรถยนต์ครอบครัวขนาดเล็กสุดคลาสสิก ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายทศวรรษ เราก็ยังคงเห็นมันตามท้องถนนอยู่เสมอ 

การที่รถยนต์เล็กๆ ใกล้จะพังคันนี้ ได้บินไปช่วย Harry หนีออกจากบ้าน และสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนสอนเวทมนตร์ Hogwarts ได้สำเร็จอีกปี ก็ทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาวัยเด็ก และมิตรภาพระหว่างเพื่อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ 

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่เป็นคอหนังแอ็คชั่นกันอยู่แล้ว คงพอคุ้นหน้าคุ้นตากับตัวอย่างหนังทั้ง 5 เรื่องที่เรานำมาเป็นตัวอย่างกันในวันนี้ แน่นอนว่าฉากบู๊ เลือดสาดทั้งหลายนั้น มีสเปเชียลเอฟเฟกต์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ CG ช่วยเพื่อให้ภาพเกิดความสวยงาม และละเว้นเรื่องข้อบังคับทางกฎหมายในการขับรถ เพื่อคงความระทึก เร้าใจให้กับผู้ชม ดังนั้นการขับรถในชีวิตจริง เพื่อนๆ ต้องระวังกันนะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเพื่อนๆ เอง

หากใครสนใจรถมือสอง ราคาดีๆ คุณภาพแจ่ม ลองแวะมาที่ Kaidee ก่อนได้นะคะ เผื่อใครอยากจะลองเท่ ขับรถคลาสสิกกับเขาดูบ้าง 

จัดมุมสวยให้ Outdoor Furniture เพื่อต้อนรับซัมเมอร์

จัดมุมสวยให้ Outdoor Furniture เพื่อต้อนรับซัมเมอร์

Hello Summer!!! 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ฤดูร้อนที่แสนละลายอย่างเป็นทางการค่ะ 

เอาจริงๆ นาทีนี้คงไม่มีใครอยากเฉียดกายออกจากห้องแอร์อย่างแน่นอน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าร้อนแบบนี้ นี่แหละที่เหมาะกับการออกไปผจญภัยกับกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีม เซย์ฮัลโหลกับน้ำทะเลและเสียงคลื่นที่ชวนให้นึกถึงบิกินี่สีสันสดใส 

แต่สำหรับใครที่ยังกล้าๆ กลัวๆ กับการออกจากบ้านเพราะกังวลใจกับ COVID-19 อยู่ล่ะก็ วันนี้ Kaidee มีไอเดียดีๆ ที่จะทำให้เพื่อนๆ สนุกกับซัมเมอร์ได้ที่บ้านหรือที่คอนโดของตัวเอง ด้วยการจัดหา Outdoor Furniture มาครีเอทเป็นมุมพักผ่อนเก๋ๆ เพื่อคลายร้อนโดยไม่ต้องเดินทางไกล 

Tips : ถึงจะเป็นหน้าร้อนแต่เรายังควรสัมผัสแสงแดดอยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อน 9 โมงเช้า และหลัง 4 โมงเย็น ช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และสร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน  

หามุมวาง Outdoor Furniture กันก่อน

ก่อนลงทุนซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง เราควรสำรวจพื้นที่กันก่อน สำหรับพื้นที่ในคอนโดนั้นไม่ยุ่งยากเพราะมีเพียงจุดเดียวที่สามารถจัดมุม Outdoor ได้นั่นคือ “ระเบียง” โดยเราต้องจดขนาดของพื้นที่ระเบียง ทั้งด้านกว้าง ด้านยาว และด้านสูงเอาไว้ เพื่อจะได้เล็งหาเฟอร์นิเจอร์ที่ฟิตพอดี เมื่อวางแล้วไม่อึดอัดจนเกินไป เช่น เลือกใช้เก้าอี้สตูลแทนอาร์มแชร์ หรือใช้โต๊ะเข้ามุมเพื่อประหยัดพื้นที่ เป็นต้น รวมถึงการมองหาของตกแต่งในแนวตั้งที่ช่วยเพิ่มสเปซการตกแต่งให้ระเบียงในฤดูร้อนดูน่าใช้งานยิ่งขึ้น 

ส่วนใครที่อยู่บ้าน เพียงออกสำรวจมุมที่เหมาะสมและดูว่ารูปทรงของพื้นที่ Outdoor นั้นเป็นอย่างไร เช่น เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือเป็นพื้นที่ว่างริมกำแพงแบบเส้นก๋วยเตี๋ยว เพื่อจะได้จินตนาการออกหรืออย่างน้อยๆ ก็เอาไว้อธิบายให้ร้านเฟอร์นิเจอร์ฟังว่าพื้นที่ขนาดนี้ ควรใส่เฟอร์นิเจอร์ประมาณไหนได้บ้าง 

โดยทั้งหมดควรอยู่ภายใต้ขอบเขตของ “Human Scale” หมายถึงสัดส่วนมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการใช้พื้นที่และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งกรณีจัดสรรพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งแบบนี้สำคัญคือ การเว้นระยะทางเดินให้กว้างไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร เพื่อให้เดินเข้า-ออกได้อย่างสะดวกสบาย  

รู้จักวัสดุที่ใช้ผลิต Outdoor Furniture 

พอเห็นภาพพื้นที่ว่างสำหรับจัดสเปซเก๋ๆ รับซัมเมอร์กันแล้ว ขั้นถัดมาคือไปตามล่าหา Outdoor Furniture ที่สวยและเหมาะกับสเปซพักผ่อนของเรากัน

สำหรับ Outdoor Furniture ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งดีไซน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบของคนแต่ละเซ็กเมนท์ ไปจนถึงพัฒนาการของวัสดุที่นำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีหรือข้อควรระวังในการใช้งานอย่างไรบ้าง ไปรู้จักกันได้เลย 

ไม้เนื้อแข็ง 

วัสดุดั้งเดิมที่คนไทยนิยมเลือกใช้เพื่อประดับในสวนหรือชานบ้าน โดยเฉพาะไม้สักที่ได้ชื่อว่ามีความทนทานสูง ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ อบอุ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากเนื้อไม้แต่ละต้นมีสีและลวดลายที่ต่างกัน แม้ปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ไม้จะได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้หลายคนหันไปใช้วัสดุชนิดอื่นที่ราคาย่อมเยากว่า นอกจากนี้วัสดุไม้ยังต้องการการดูแลสม่ำเสมอ ด้วยการลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ทุกๆ 8 – 12 เดือน เพื่อรักษาสีและคุณภาพของเนื้อไม้ให้สมบูรณ์ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา 

หวายเทียม / หวายสังเคราะห์

วัสดุเลียนแบบธรรมชาติที่ใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจโรงแรม หวายเทียมส่วนใหญ่ผลิตขึ้นจากเม็ดพลาสติกประเภทต่างๆ เช่น PVC, Polyethylene (PE) และ High Desity Polyethylene (HDPE) สามารถให้สีและเนื้อสัมผัส (Texture) เสมือนหวายธรรมชาติ แต่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าทั้งในแง่ความยืดหยุ่น ความทนต่อรังสี UV และการสึกกร่อน ตลอดจนรองรับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงจนสามารถใช้ได้ยาวนานนับ 10 ปี อย่างไรก็ตามหวายสังเคราะห์ยังมีข้อด้อยอยู่บ้างตรงที่ไม่ทนต่อสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง และราคาสูงกว่าหวายธรรมชาติถึง 20 เปอร์เซ็นต์

ไม้เทียม / ไม้สังเคราะห์ 

มีไม่จริงแล้วก็ต้องมีไม้เทียมด้วย โดยวัตถุดิบตั้งต้นของไม้เทียมนั้นมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย อาทิ Wood Plastic Composite (WPC) เป็นส่วนผสมระหว่างผงไม้กับโพลิเมอร์พลาสติกฉีดให้ขึ้นสีและลายไม้ในตัว หรือไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber cement) ที่ใช้เส้นใยเซลลูโลสผสมกับปูนซีเมนต์และซิลิก้านำมาอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นไม้ ข้อดีของไม้สังเคราะห์เหล่านี้คือไม่ยืดหดตัวเหมือนไม้ในธรรมชาติ ไม่ต้องกลัวแมลงรบกวนหรือปลวกกัดกิน มีความแข็งแรง ทนความชื้นได้ดี ส่วนข้อเสียหลักๆ ของวัสดุประเภทนี้คือสีสันและผิวสัมผัสยังไม่เหมือนไม้จริงซะทีเดียว และซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ยากหากเกิดความเสียหายบนแผ่นไม้

หิน / คอนกรีต

ไม่ว่าจะเป็นม้าหินอ่อน โต๊ะหินขัดลายตารางหมากรุก หรือเก้าอี้ปูนปั้น นับเป็นวัสดุอีกชนิดที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์สนาม ปัจจุบันมีดีไซน์ให้เลือกหลากหลายตั้งแต่รูปทรงคลาสสิกอย่างชุดโต๊ะหินอ่อนพร้อมม้านั่ง 4 ตัว ไปจนถึงเซ็ตม้านั่งปูนเปลือยสไตล์ลอฟท์ คุณลักษณะพิเศษของวัสดุทั้งสองนี้คือแข็งแรง ทนแดดทนฝน ไม่ผุพังง่าย ในขณะที่ข้อเสียคือมีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบาก จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ระเบียงคอนโด 

สแตนเลสสตีล / อลูมิเนียม

วัสดุสองชนิดนี้ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ เช่น ขาโต๊ะ ที่วางแขนเก้าอี้ พนักพิง และเสริมการใช้งานด้วยงานไม้ หวาย หรือเบาะนุ่มๆ ซึ่งช่วยเบรกความแข็งของวัสดุลงได้ สำหรับข้อดีของสแตนเลสสตีลและอลูมิเนียมคือทนแดดทนฝน เคลื่อนย้ายง่าย แต่มีข้อควรระวังตรงที่หากใช้สแตนเลสเกรดต่ำจะสุ่มเสี่ยงที่เฟอร์นิเจอร์เป็นสนิม และไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ต้องสัมผัสกับไอน้ำทะเลหรือน้ำเกลือริมสระว่ายน้ำโดยตรง เพราะทำให้เกิดการกัดกร่อนได้ง่าย

ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์

วัสดุชนิดสุดท้ายที่นำมาแนะนำกันคือ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบเบาะเก้าอี้หรือโซฟา โดยมากทำจากพลาสติกประเภทโพลีเอสเตอร์ นอกจากนี้บางผู้ผลิตยังใช้ขวด PET มารีไซเคิลเป็นเส้นใยสำหรับเบาะหุ้มเฟอร์นิเจอร์สนามอีกด้วย โดยราคานั้นแตกต่างกันตามชนิดพลาสติก เทคนิคการทอ และสารเติมแต่งอื่นๆ เพื่อให้ผ้ามีคุณสมบัติที่ดี เช่น กันน้ำ ทนต่อแสงยูวี เป็นต้น

ครีเอทมุมคลายร้อนด้วย Outdoor Furniture สุดชิค

เมื่อมีพื้นที่จัดมุมคลายร้อนและรู้จักสเปควัสดุของ Outdoor Furniture กันแล้ว ขั้นสุดท้ายคือการออกไปช้อปปิ้ง ซึ่งเราสามารถ Mix & Match ในสไตล์ที่ชอบ หากใครสนใจแนวธรรมชาติลองดูเป็นชุดเก้าอี้ไม้จริง หรือไม้เทียมก็ได้ หากต้องการเซฟเงินในกระเป๋า 

แต่ถ้าชอบสีสันหน่อย เราขอแนะนำเป็นโซฟาหวายสังเคราะห์สีธรรมชาติ แล้วเลือกเบาะบุผ้าหรือหมอนอิงสีสดใสเพื่อบ่งบอกความเป็นซัมเมอร์ ที่สำคัญอย่าลืมหาพร็อพเสริมความมีชีวิตชีวาอย่างต้นไม้ ดอกไม้ มาช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายที่จะเชื้อเชิญให้เราแวะมานั่งพักดับร้อนได้ทุกวัน 

สรุปเทคนิคจัด Outdoor Furniture ให้เหมาะกับซัมเมอร์ 

โดยสรุปแล้ว การจัด Outdoor Furniture ให้เป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจได้แม้ในยามที่อากาศจะร้อนละลาย คือการเลือกชนิดของเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมกับขนาดสถานที่ ไม่เล็กจนดูไม่น่าสนใจ หรือใหญ่จนกลายเป็นเกะกะพื้นที่ 

เวลาจัดวางควรเปิดทางให้อากาศถ่ายเทได้ดีด้วย ไม่จัดให้เฟอร์นิเจอร์ถูกแสงแดดโดยตรงตลอดทั้งวัน เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น สุดท้ายคือประดับประดาด้วยต้นไม้ใบเขียวอีกนิดเพื่อเติมเต็มให้พื้นที่ระเบียงคอนโดหรือสวนหน้าบ้านของเรากลายเป็นมุมพักผ่อนที่แสนวิเศษตลอดซัมเมอร์นี้ 

ส่วนใครที่อยากสร้างสรรค์มุมคลายร้อนดูบ้าง สามารถแวะมาที่ Kaidee เรามีตั้งแต่ชุดม้านั่งหินขัดธรรมดา เก้าอี้ไม้เทียม โซฟาหวายสังเคราะห์ ไปจนถึงชิงช้าสุดอลังการเลยล่ะ

บันทึกการเดินทาง│ชีวิตเหนื่อยนัก ก็ไปพักที่ ‘พัทยา’

บันทึกการเดินทาง│ชีวิตเหนื่อยนัก ก็ไปพักที่ ‘พัทยา’

มาถึงเดือนมีนาคมนี้ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่โอดครวญว่า “ไม่มี วัน หยุด เลย โว้ย” บอกเลยว่า เราคือเพื่อนกัน แต่ทำยังไงได้ งานก็ต้องทำเดี๋ยวได้เงินเดือนไม่ครบ แต่ เห้อ ก็อยากไปเที่ยวเหมือนกันแล้วจะไปไหนดี ? เราเลยเลือกจังหวัดใกล้ ๆ ที่เดินทางไม่นานจากกรุงเทพฯ แค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว ‘พัทยา’ ไงล่ะ

บันทึกการเดินทางที่ พัทยา 2 วัน 1 คืน

เริ่มออกเดินทางไป พัทยา

ออกเดินทางกันเลย ~

เพราะระยะทางจาก กรุงเทพ-พัทยา ที่ไม่ไกลมากนัก การเดินทางครั้งนี้เราเลยไม่รีบออก ก็นะ คนมันอยากพักผ่อน จะรีบออกก็ไม่ชิลน่ะสิ ก่อนไปก็ขอแวะไปทำธุระสักหน่อยนะ

ทำธุระเสร็จ ออกจากกรุงเทพมาก็ 10 โมงแล้ว ซึ่งหน้าที่ของเราในการเดินทางครั้งนี้คือ คุยเพลิน ๆ กับคนขับ พร้อมกับกินอย่างน่ารัก แล้วนอนพักแบบไม่บอกใคร ถึงจุดหมายแรกแล้วค่อยปลุกละกันนะงับ

‘กองทัพต้องเดินด้วยท้อง’ จุดแรกที่เราแวะพักกันก็ไม่ใช่ที่ไหนเลยร้าน THE PYTHON cafe and eatery ที่นี่ถึงจะเป็นร้านที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก แต่ขอรับรองว่า ทั้งอาหารและเครื่องดื่มอร่อยทุกอย่างเลย

ร้านอาหาร
ร้าน THE PYTHON cafe and eatery
ชาเขียว
ชาเขียวมะพร้าว
ข้าวไข่ข้นปู เมนูแนะนำของร้าน

แกะ
เจ้ามานุดดดด ~
กวาง ลูกชาย
เจ้ากวางน้อยนาม ลูกชาย

กินเสร็จก็แวะไปดูสัตว์น่ารัก ๆ อย่าง กวางและแพะ ที่อยู่ด้านข้าง เรียกได้ว่าถูกใจคนชอบสัตว์จริง ๆ น้องน่ารักม๊ากกก ใครที่ชอบสัตว์แบบเราก็ลองแวะไปดูนะ เอาล่ะมีแรงแล้วไปต่อกันเถอะ

แต่ก่อนไป แวะถ่ายรูปที่ อ่างเก็บน้ำบางพระ ที่อยู่ใกล้ ๆ ร้านอาหารสักหน่อย ไหน ๆ ก็มาถึงแล้วเนอะ แต่น่าเสียดายดันปิดเฉยเลย ถ้าใครจะไปก็อย่าลืมโทรไปถามก่อนนะ

ถึง พัทยา แล้วนะ

พัทยา
วิวเมืองพัทยามุมสูง

นี่มาถึงพัทยาแล้วเหรอ เวลายังเหลืออยู่บ้างเลยไปจุดชมวิวป้าย PATTAYA city เพื่อเก็บรูปสวย ๆ ของเมืองพัทยา ถ่ายรูปเล่น ชมบรรยากาศดี ๆ อีกสักพัก ได้เห็นเมืองในมุมกว้างแถมคนยังไม่เยอะเป็นส่วนตั๊วส่วนตัวสุด ๆ แค่นี้ก็อิ่มใจแล้ว

ลงมาจากเขา เราก็รีบไปเช็กอินเข้าที่พัก เอาของไปเก็บให้เรียบร้อยเตรียมตัวไปถ่ายรูปทำคอนเทนต์ต่อ

ออกมาจากโรงแรมเราก็ดิ่งไปที่ หาดจอมเทียน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับที่พักมากนักเพื่อไปถ่ายรูปและเดินเล่นกับแสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ลับตาไปอย่างสวยงาม

ชมพระอาทิตย์ตกสักหน่อย
ทะเลจอมเทียน
หาดจอมเทียนยามเย็น

ข้าวเย็น
ครัวลุงไสว

นั่งเล่นซะเพลิน ท้องก็ร้องจะกินข้าวแล้ว พวกเราก็เดินทางไปยัง ร้านลุงไสว ร้านอาหารทะเลที่มีเมนูมากมาย ทั้งปู ปลา กุ้ง และปลาหมึก

บอกเลยว่าหลากหลายม๊ากกก กินอิ่มนอนหลับแน่วันนี้ เพราะฉะนั้นกลับโรงแรมไปพักผ่อนดูดาวบนท้องฟ้ากันเถอะ

ลาไปก่อนนะ พัทยา

ข้าวเช้า
อาหารเช้าที่โรงแรม

ตื่นเช้ามาอย่างแรกเลยที่เราทำกันคือ กินข้าวเช้าของที่พัก ก็แน่ล่ะสิ มีสิทธิ์ก็ต้องใช้ให้คุ้ม ที่นี่มีอาหารเยอะแยะให้เลือกทั้งไทยและเทศ แต่มื้อแรกก็ต้องเบา ๆ หน่อย ตักมาไม่เยอะหรอกแค่ไข่ ข้าวต้ม ข้าวผัด แฮม ปาท่องโก๋ น้ำส้ม น้ำเปล่า แล้วก็ นม เอง

อะ กินเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัวถ่ายรูปสวย ๆ ไว้เป็นที่ระลึกก่อนออกจากโรงแรมสักหน่อย แล้วไปยังจุดหมายต่อไปกันเลย

วันสุดท้ายแล้วก็ขอไปถ่ายรูปสวย ๆ ก่อนกลับที่ a la campagne pattaya ที่นี่ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่คนไม่ค่อยเยอะ เงียบสงบ บรรยากาศดี แล้วยังมีของคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม ให้เลือกเยอะเลย กินจนอิ่มก็พักสักเดี๋ยวค่อยออกละกัน

กาแฟ
Original Cold Brew Coffee
คาเฟ่
บรยากาศร้าน a la campagne pattaya

กินเสร็จแล้วก็ออกเดินทางกันต่อเลย และด้วยความที่เราเป็นคนชอบสัตว์มาก ๆ แน่นอนว่าการเดินทางแทบจะทุกครั้งของเรา จะต้องมีการไปดูสัตว์ตามที่ต่าง ๆ ให้อิ่มใจ และแน่นอน ครั้งนี้ก็เช่นกัน !

เพราะฉะนั้นก่อนกลับกรุงเทพฯ เราจะไปกันที่ Underwater World Pattaya ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน โดยในพิพิธภัณฑ์นี้ มีสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งแมงกะพรุนเรืองแสง ปลาทะเลมากมาย และพืชทะเลที่อยู่ในแทงก์น้ำอันใหญ่ยักษ์มาก ๆ โห เหมือนหลุดออกไปอยู่อีกโลกหนึ่งเลยแหละ

ถังแมงกะพรุน
ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกสักหน่อย
แมงกะพรุน
แมงกะพรุนเรืองแสง

หลังจากไปเที่ยวใต้ท้องทะเลจนหมดแรง หลังจากออกมาจาก พัทยา เราก็ต้องมีการเติมพลังกันที่ร้าน Chariot Bangsaen อยากบอกว่าวิวก็สวย อาหารก็อร่อย แนะนำเลยร้านนี้

บางแสน
บรรยากาศร้าน Chariot Bangsaen

ถึงเวลาเดินทางกลับซะแล้วสินะ อยากบอกว่า ถึงแม้จะเหนื่อยจากการเดินทางครั้งนี้ แต่เราก็ได้พักใจหยุดคิดเรื่องงานไปได้ตลอดทั้งทริปเลย จริง ๆ แล้ว จะไปที่ไหนก็หายเหนื่อยได้เหมือนกัน แค่มีเพื่อนร่วมทางที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจก็เพียงพอแล้ว

นี่สินะการพักผ่อนที่แท้จริง 🙂

และใครที่รู้สึกว่าไปเที่ยวพัทยาบ๊อยบ่อย เสียค่าที่พักไปซะเยอะเลย ลองเข้ามาหาอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านแฝด ที่ดิน หรืออื่น ๆ ที่ Kaidee Property ดูก็ได้นะ น่าจะประหยัดค่าที่พักได้เยอะเลยล่ะ

อ่านบทความ เอาใจสายลุยเดี่ยว แชร์เคล็ดลับการถ่ายรูปวิวง่าย ๆ ยอดไลก์พุ่ง !

5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น

5 มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่จะทำให้ถนนสดชื่น

บนถนนแห่งนี้ มีรถอยู่เป็นร้อยล้านคัน จนหลายคนเจอปัญหารถติดยาวเป็นหางว่าว เป็นชั่วโมง หรือจะถนนเล็กซอยย่อยที่ซอกแซกไปมามากมายหลายเส้นในประเทศไทย ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถสาธารณะอาจไม่ตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ ในทางกลับกันก็มีคนอีกส่วนหนึ่งที่หันมาใช้ยานพาหนะที่เรารู้จักกันดีอย่าง มอเตอร์ไซค์ เพื่อเดินทางในชีวิตประจำวัน เพราะมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดจนมีความสะดวกคล่องแคล่วในการไปยังสถานที่ต่าง ๆ ตามใจต้องการนั่นเอง และวันน้เราจะมาแนะนำ 5 รุ่น มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส เอาใจวัยรุ่นกัน

5 รุ่น มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส

ภาพของมอเตอร์ไซค์ในสายตาใครหลายคนก็คงเข้มขรึมมากกว่าสดใสใช่ไหมล่ะ ? แต่วันนี้เราจะมาแนะนำมอเตอร์ไซค์ 5 รุ่นที่จะพาความสดชื่นมาสู่ท้องถนน จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

Honda Scoopy i Chupa Chups

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

เริ่มต้นที่มอเตอร์ไซค์แบรนด์ดังอย่าง Honda ที่ผนวกกับ Chupa Chups แบรนด์ลูกอมอันเลื่องชื่อในวัยเด็กจนกลายเป็น Honda Scoopy i Chupa Chups ในคอนเซ็ปต์ “Fun นะ จุ๊ปส์ จุ๊ปส์” ซึ่งตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มีดีไซน์ที่น่ารักสดใสยุค 80s ด้วยโลโก้ Chupa Chups ที่มีสีฉูดฉาดกระชากใจ พร้อมเครื่องยนต์ eSP (Enhanced Smart Power) ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ หัวฉีด PGM-FI สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 62.5 กม./ลิตร และมีเทคโนโลยีหยุดรถอัตโนมัติด้วย Idling Stop System และระบบ Combi Brake เพื่อความสมดุลขณะเบรก รวมถึงยังมีช่องชาร์จไฟสำหรับสมาร์ตโฟนอีกด้วย ซึ่งถ้าใครที่สนใจบอกเลยว่าต้องหากันหน่อยนะ เพราะรุ่นนี้เขามีจำนวนจำกัดจ้ะ

ราคาประมาณ 53,700 บาท

Yamaha Grand Filano

ขอบคุณรูปจาก: yamaha-motor.co.th

เราเชื่อว่า ถ้าพูดถึง Yamaha Grand Filano ต้องมีหลายคนร้องอ๋ออ… อย่างแน่นอน เพราะมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย ซึ่งทาง Yamaha ได้มีการปรับโฉมใหม่ให้กลายเป็น Yamaha Grand Filano ที่เพิ่มเทคโนโลยีที่เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น ผ่าน 6 เฉดสี ได้แก่ เขียว-เทา แดง-ดำ ดำ ขาว-เทา และเหลือง-เทา โดยตัวเครื่องยนต์เป็นแบบออโตเมติกพรีเมียม หัวฉีด 125cc พร้อม เทคโนโลยีอัจฉริยะใหม่ เครื่องยนต์ BLUE CORE ทำให้ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 60 กม./ลิตร ซึ่งช่วยให้ลดการเผาไหม้และลดมลพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอีกด้วย

ราคาประมาณ 58,200 บาท

Honda Monkey

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

ถ้าหากจะพูดถึงมอเตอร์ไซค์สีสันสดใสสไตล์วินเทจก็คงต้องนึกถึง Honda Monkey ทั้ง 4 สี คือ สีเหลือง สีน้ำเงิน สีแดง และสีดำ มีไฟหน้าทรงกลมคสุดคลาสสิก และดีไซน์รอบตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของลิงเป็นซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่น พร้อมด้วยเครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะ 1 ลูกสูบ ขนาด 125 ซี.ซี SOHC 2 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ สูงสุด 9 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 11 นิวตันเมตร ที่ 5,250 รอบ/นาที

ราคาประมาณ 99,000 บาท

Honda New Super Cub

ขอบคุณรูปจาก: aphonda.co.th

Honda New Super Cub ถือเป็นมอเตอร์ไซค์ที่แสนจะครบครันทั้งสมรรถนะและรูปลักษณ์อันสดใสสวยงามสไตล์ เจแปนนิสเรโทร ในคอนเซ็ปต์ ‘Find Your Original ความออริจินอลที่เป็นคุณ’ ทั้งไฟหน้าทรงกลมอันสว่างไสวตามนิยาม ‘ไฟหน้ากลม เหมือนโดนต้องมนต์’ มีเครื่องยนต์ 4 จังหวะ หัวฉีด PGM-FI ขนาด 110 ซีซี เกียร์วน 4 ระดับ ประหยัดน้ำมันสูง 60.6 กม./ลิตร ที่ทำให้มอเตอร์ไซค์ของคุณแข็งแรงทนทานมากยิ่งขึ้นไปอีก มี 5 สี ได้แก่ สีขาว สีแดง สีน้ำเงิน-ขาว สีเหลือง-ขาว และสีชมพู-ขาว

ราคาประมาณ 47,390 บาท

Yamaha Vino

ขอบคุณรูปจาก: yamaha-motor.co.jp

ปิดท้ายด้วย Yamaha Vino สกู๊ตเตอร์สไตล์เรโทรป็อป มีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดง สีดำ สีน้ำตาล สีเบจ สีน้ำเงิน และสีฟ้า ตัวดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์อันโค้งมนของมอเตอร์ไซค์ตระกูล Vino และสามารถลดอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ 4 จังหวะ ความจุ 49 ซีซี แรงบิดสูงสุด 4.5 แรงม้า ที่ 8,000 รอบ/นาที เรียกได้ว่ามีชีวิตชีวาแบบสุด ๆ

ราคาประมาณ 58,000 บาท

สรุปรีวิว มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส

และน่คือ 5 รุ่น มอเตอร์ไซค์สีสันสดใส ที่เรานำมาฝากกัน อ่านถึงตรงนี้แล้ว หวังว่าทุกคนจะได้รู้จักกับมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น และใครที่มีมอเตอร์ไซค์รุ่นไหน ๆ อยู่ในใจก็เก็บเงินไว้ให้ดี แล้วเข้ามาซื้อได้ ที่นี่ ได้เลย

สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนขับรถอย่างมีสติกันนะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้ขับขี่บนท้องถนนทุกคน