Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
หากพูดถึงคำว่า “การครอบครองปรปักษ์” มันคืออะไรกัน? และมันสำคัญจนต้องรู้หรือไม่? หากในอนาคตคุณได้ครอบครองทรัพย์สินหรือที่ดินที่จดในนามของตนเอง คุณควรจะศึกษาไว้สักหน่อยจะดีกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตอาจมีคนคิดครอบครองปรปักษ์ในพื้นที่ของคุณอยู่ก็เป็นได้
การครอบครองปรปักษ์คืออะไร?
ตามกฎหมายมาตรา 1382
“บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ โดยความสงบ และโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกัน เป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์”
หากแปลง่าย ๆ ก็คือ การครอบครองปรปักษ์คือการที่มีบุคคลหรือคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาทำประโยชน์บนพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ของเราเป็นเวลา 10 ปี หรือในกรณีสังหาริมทรัพย์ 5 ปี โดยแสดงเจตจำนงความเป็นเจ้าของชัดเจน ไม่หลบซ่อนโดยสงบไม่มีข้อพิพาทใด ๆ ตลอดระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนด
“ทรัพย์สินเหล่านั้นจะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เข้ามาครอบครองไปในทันที”
สำคัญยังไงบ้าง?
ความสำคัญของการครอบครองปรปักษ์อาจแบ่งได้เป็น 2 มุมมอง
ระหว่าง ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ กับ ผู้ครอบครองปรปักษ์
ผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์
ในมุมมองของผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ การถูกผู้อื่นเข้ามาครอบครองปรปักษ์ซึ่งในทรัพย์สินของตน ย่อมไม่ใช่เรื่องดี ลองนึกภาพจินตนาการตามง่ายๆดูกัน
ยกตัวอย่าง
วันหนึ่งคุณซื้อที่ดินผืนหนึ่งมา โดยเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินเป็นชื่อคุณชัดเจน ทว่าวันหนึ่งมีคนเข้ามาอยู่อาศัยปลูกบ้านในที่ดินคุณ โดยที่คุณไม่ได้มาไล่เขาออกไปตลอดสิบปี และที่ดินผืนนั้นคุณก็ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ อาจเพราะไม่รู้ในกฎหมายข้อนี้ หรือเพราะความใจดีอะไรก็ตาม
ซึ่งผลของการกระทำนั้นจะทำให้ที่ดินที่เป็นชื่อคุณ กลายเป็นของผู้เข้ามาอาศัยอยู่แทน เพราะเขาสามารถไปยื่นฟ้องขอกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นของตนเองได้เลย และคุณอาจไม่มีข้อโต้แย้งในภายหลัง
ตัวอย่างที่ 2
คุณมีที่ดินอยู่หนึ่งผืน ข้าง ๆ กันมีเจ้าของที่ดินใกล้กันมาทำสวนปลูกบ้านในพื้นที่ติดกัน โดยที่คุณไม่ได้ขอรังวัดชัดเจน เพราะคิดว่าไม่ใช่ที่คุณแน่ ๆ แต่พอคุณจะทำการขายที่ หรือ ขอรังวัด กลายเป็นว่าพื้นที่ที่เขาทำสวนนั้นเป็นของคุณนี่นา! แต่เขาก็ปลูกสวนของเขามา 10 ปี โดยที่คุณรู้เห็น และไม่ได้ทำการขับไล่ใด ๆ กลายเป็นว่าพื้นที่นั้นถูกอีกฝ่ายครอบครองปรปักษ์ไปแล้ว! หากยื่นฟ้องต่อศาลคุณอาจเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบเสียด้วยซ้ำ
ผู้ครอบครองปรปักษ์
ในฐานะผู้ครอบครองปรปักษ์ ย่อมถือเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะหากคุณได้ทำการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินนั้นๆมาโดยชัดเจนตลอด ทว่าวันหนึ่งผ่านไปเกินสิบปี เจ้าของกรรมสิทธิ์มาทวงความเป็นเจ้าของคืน คุณย่อมมีสิทธิ์ที่จะขอยื่นครอบครองปรปักษ์ได้เลย เพราะคุณถือครองโดยชอบธรรมมาตลอดและไร้ข้อพิพาท
ยิ่งถ้าเจ้าของทรัพย์สิน โดยเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ปล่อยไว้ไม่ทำประโยชน์ใด ๆ ก็ควรยกกรรมสิทธิ์นั้นให้แก่ผู้ทำประโยชน์เสียมากกว่า คุณสามารถใช้ข้อนี้ในการยื่นขอกรรมสิทธิ์ต่อทรัพย์สินนั้นๆได้เลย
แต่ที่สำคัญคือ ที่ดินผืนนั้นต้องได้รับการออกโฉนดที่ดินแล้ว ไม่ใช่เพียง นส.3 หรือ นส.3ก ที่เป็นเพียงเอกสารกล่าวว่ามีสิทธิครอบครองและได้ตราทำประโยชน์ และช่วงเวลาที่นับการครอบครองคือตั้งแต่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้ออกโฉนดที่ดิน
ยกตัวอย่าง
ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ได้ยื่นขอออกโฉนดที่ดินตอนปี พ.ศ. 2520 แต่คุณได้เข้ามาอยู่ในพื้นนั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2510 จะถือครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เพราะคุณยังอยู่ในพื้นที่นั้นไม่ถึง 10 ปี นับจากเจ้าของที่ดินจดโฉนด เพราะก่อนหน้านี้ตอนปี 2510 ที่ดินอาจเป็นเพียง นส.3 หรือ นส.3ก เท่านั้น ดังนั้นหากจะยื่นขอครอบครองปรปักษ์ควรเช็กให้ดีก่อนนะคะ
สาเหตุที่มีกฎหมายครอบครองปรปักษ์
เหตุที่จำเป็นต้องมีมาตรา 1382 เพราะว่าบางครั้งจะมีคนบางกลุ่มมากว้านซื้อที่ดินไว้ แต่ไม่ทำอะไร ปล่อยรกร้างไว้ไม่ทำประโยชน์ใดๆ แม้แต่ปลูกผัก ถางหญ้า หรือเอาเสาไปปักล้อมรั้วก็ไม่ทำ เสียภาษีก็ไม่เสีย กลายเป็นว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าไร้ประโยชน์โดยแท้จริง จึงมีกฎหมายนี้ออกมาเพื่อไม่ให้ที่ดินกลายเป็นที่ดินไร้ประโยชน์ รวมทั้งให้สิทธิ์แก่ผู้ที่มาทำประโยชน์ในที่ดินนั้นๆด้วย
หลักเกณฑ์ 7 ข้อในการครอบครองปรปักษ์ แบบนี้ถึงจะถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์!
ทรัพย์สินที่ต้องการครอบครองปรปักษ์เป็นของผู้อื่น
กล่าวคือที่ดินหรือทรัพย์สินต่าง ๆ ที่คุณต้องการครอบครองปรปักษ์ต้องเป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ผู้ครอบครองปรปักษ์ไม่สามารถครอบครองปรปักษ์ในที่ดินตนเองได้ เพราะไม่งั้นจะไม่ถือเป็นการครอบครองโดยปรปักษ์
ทรัพย์สินที่ครอบครองต้องมีกรรมสิทธิ์
ในกรณีนี้ ทรัพย์สินที่คุณจะกล่าวอ้างครอบครองปรปักษ์ จำเป็นต้องมีเจ้าของ หรือ มีผู้ถือกรรมสิทธิ์อย่างชัดเจน ถ้าเป็นที่ดิน ก็ต้องได้รับการออกโฉนดที่ดินแล้ว เอกสารให้สิทธิครอบครองเฉย ๆ ที่ยังไม่ได้รับการจดเป็นโฉนดนั้นใช้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะถือว่ายังไม่ได้เป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ชัดเจน คุณจึงไม่สามารถเข้าไปครอบครองมาได้
ดังนั้นจะนับวันตั้งแต่ การจดโฉนด เป็นต้นไปจนครบสิบปี จึงจะถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ และที่ดินผืนนั้นห้ามเป็นที่ดินของหลวง ของวัดธรณีสงฆ์ ไม่งั้นไม่ได้นะคะ
ครอบครองทรัพย์สินนั้นด้วยความสงบ
ในการครอบครองปรปักษ์ว่าด้วยมาตรา 1382 ผู้ที่จะครอบครองปรปักษ์นั้นจะต้องเข้ามาอยู่อาศัยด้วยความสงบ ก็คือไม่มีการทะเลาะวิวาทแย่งชิงพื้นที่ในระหว่าง 10 ปี หรือมีเจ้าของที่มาไล่ให้ออกจากพื้นที่ ถ้าหากมีจะไม่สามารถเรียกว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้
ครอบครองโดยเปิดเผย
การครอบครองโดยเปิดเผยคือ การครอบครองหรือเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่นั้นโดยไม่ต้องหลบซ่อน หรือแอบกระทำ สามารถทำได้อย่างโจ่งแจ้ง มีพยานรับรู้ว่าคุณได้เข้ามาใช้สอยในพื้นที่นี้และไม่มีใครมากล่าวไล่ใดๆกับคุณ
ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของ
ข้อนี้จะคล้ายกับข้อข้างบนสักหน่อย คือคุณครอบครองพื้นที่นั้นโดยทำการใช้สอย หรือปลูกสวนปลูกบ้านเป็นพื้นที่ของคุณไปเลย ไม่ใช่การครอบครองในสัญญาเช่า ทำตนเป็นเจ้าของพื้นที่โดยชัดเจนและเปิดเผยแก่บุคคลภายนอก จึงจะถูกเรียกว่าเจตนาเป็นเจ้าของ
ระยะเวลาในการครอบครอง
การครอบครองปรปักษ์แน่นอนว่า เรื่องระยะเวลาสำคัญที่สุด ตามมาตรากฎหมาย 1382 ที่ได้กล่าวไปคือ หากคุณคิดจะครอบครองปรปักษ์ หรือ มีใครต้องการครอบครองพื้นที่ของคุณต้องใช้ระยะเวลาในการครอบครองโดยเปิดเผยชัดเจน นับตั้งแต่วันที่ผืนดินนั้นได้รับการจดโฉนดเป็นเวลา 10 ปี หากครบ 10 ปีแล้วสามารถยื่นต่อศาลเพื่อขอจดโฉนดใบใหม่โดยถือเป็นการครอบครองปรปักษ์ได้เลย
ต้องกระทำการครอบครองโดยสุจริต
คือคุณต้องเข้ามาในพื้นที่นั้นโดยไม่ได้แอบลักลอบเข้ามาอยู่ หรือ ตั้งใจว่าจะฉ้อโกงเจ้าของพื้นที่โดยเจตนา เช่น กรณีที่มีผู้ให้คุณเข้ามาอยู่ในพื้นที่โดยไม่ทำสัญญาลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าของทราบเป็นเวลาสิบปี และคุณมีเจตนาตั้งใจจะโกงตั้งแต่ต้น ถึงแม้ตัวกฎหมายจะไม่ได้ระบุไว้ แต่การขอสิทธิ์ในการครอบครองนั้นย่อมยกให้แก่ผู้กระทำโดยสุจริตอยู่แล้ว
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการครอบครองปรปักษ์
สำหรับวิธีป้องกันก็คือ คุณควรหมั่นไปเช็กทรัพย์สินหรือที่ดินของคุณบ่อย ๆ ว่ามีใครเข้ามาอยู่อาศัยหรือรุกล้ำหรือไม่ หากมีคุณควรทำการไล่ออกไป และหมั่นขอให้เขตมาทำรังวัดบ่อย ๆ เพื่อที่จะได้ทำการวางเสากั้นแบ่งพื้นที่ให้ชัดเจนและติดป้ายว่าเป็นที่ดินส่วนบุคคล เพื่อให้คนรู้ว่านี่เป็นที่ดินที่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ชัดเจน
สำคัญที่สุดคือ การเสียภาษีที่ดิน เพื่อให้ทางการรู้ว่าคุณยังเป็นผู้ถือครองที่ดินและมีการทำธุรกรรมตลอดไม่ได้ปล่อยเป็นที่ดินไร้ประโยชน์แต่อย่างใด
หากโดนยึดครอบครองปรปักษ์ไป ทำอย่างไรดี?
ถ้าที่ดินของคุณถูกคนอื่นยึดครอบครองปรปักษ์ไป สิ่งที่เจ้าของที่ดินผืนนั้นทำได้คือ คุณจะต้องฟ้องขอกรรมสิทธิ์นั้นคืน โดยจะต้องยื่นเรื่องภายใน 1 ปี ตั้งแต่ผู้ที่ครอบครองปรปักษ์ยื่นขอหรือจดโฉนดใหม่เป็นของตนเอง ซึ่งตรงนี้ศาลจะมาพิสูจน์อีกทีว่า ใครที่สามารถแสดงสิทธิครอบครองในทรัพย์สินนั้นๆได้ดีกว่ากัน
สรุปท้ายบทความ
พอที่จะเรียนรู้คร่าวๆเกี่ยวกับ การครอบครองปรปักษ์กันไปบ้างแล้วใช่ไหมคะ ดูชื่อเหมือนจะเข้าใจยาก
แต่จริงๆ เข้าใจได้ไม่ยากเลย ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังจะซื้อที่ดิน หรือ ปลูกบ้านสักหลัง
ควรเช็กกฎหมายข้อนี้ให้ดี ๆ ก่อนนะคะ
หากใครท ี่คิดว่าจะหาอสังหาริมทรัพย์ที่ดีและปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครองปรปักษ์ เชิญได้ที่
Baan Kaidee ที่จะรับประกันความพึงพอใจให้แก่คุณแน่นอนเลยค่ะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
“อยู่เย็น เป็นสุข” วลีหลักเวลาอวยพรให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้าน แต่จะเรา “อยู่เย็น” หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับบ้านของเราว่าการมีการติดตั้งวัสดุกันความร้อนหรือไม่ ซึ่งส่วนมากจะอยู่บ้านแบบร้อนๆเสียส่วนใหญ่
ความร้อนอบอ้าวที่อยู่ภายในบ้านของเรานั้น ปกติแล้วมีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่างคือวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านไม่มีคุณสมบัติบัติป้องกันความร้อน หรือตัวบ้านไม่มีช่องทางให้ลมระบายเข้า-ออกได้ จึงทำให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในบ้าน
โดยปกติแล้ววิธีแก้ไข คือ การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก่อน แล้วจึงสังเกตว่ามีช่องทางระบายอากาศเช่นหน้าต่างหรือไม่ ซึ่งส่วนมากนั้นการออกแบบของบ้านจะมีช่องทางให้ลมระบายเข้าออกภายในตัวบ้านได้อยู่แล้ว แต่การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก็จะมีให้เลือกติดตั้งตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน หากไม่มีก็สามารถเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งได้ ซึ่งต้องเลือกประเภทให้ถูกต้องและเหมาะกับตัวบ้านรวมถึงผู้อยู่อาศัยด้วย
อะไรคือฉนวนกันความร้อน?
ฉนวนกันความร้อนเป็นวัสดุที่ติดตั้งเพื่อช่วยลดหรือสะท้อนความร้อนจากภายนอกที่เข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้อุณหภูมิในบ้านลดลง โดยคุณสมบัตินี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของฉนวนแต่ละชนิดด้วย ซึ่งฉนวนบางชนิดก็มีคุณสมบัติเพิ่มเติมนอกจากกันความร้อน เช่น ช่วยกั้นเสียงที่จะเข้ามาภายในตัวบ้านได้
8 ประเภทของฉนวนกันความร้อน มีอะไรบ้างนะ?
1. ฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์
เป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ตัวฉนวนมีความเหนียว ไม่ขาดง่ายและไม่ลามไฟ ด้วยความบางของตัวฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์ทำให้คุณสมบัติการกันความร้อนค่อนข้างน้อย แต่จะเน้นที่การสะท้อนความร้อนออกเป็นหลัก ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนได้มากกว่า 90% ขึ้นไป
การติดตั้งก็สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก โดยส่วนมากจะติดตั้งใต้หลังคาและที่สำคัญคือจะต้องเว้นช่องว่างระหว่างตัวฉนวนกับเพดานประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป ซึ่งฉนวนประเภทนี้สามารถติดตั้งร่วมกับฉนวนแบบอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันความร้อนได้
2. ฉนวนแบบโฟม
ฉนวนแบบโฟมสามารถกันความร้อนได้ดี เนื่องจากตัวโฟมที่นำมาใช้ทำฉนวนนั้นเป็นแบบเซลล์ปิดที่มีมีความหนาแน่นมาก ทำให้ฉนวนประเภทสามารถกันได้ทั้งความร้อนและยังช่วยกันเสียงได้อีกด้วย จึงมักถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องที่ต้องการเก็บความเย็น
ฉนวนแบบโฟมมี 2 ประเภท คือ
โฟมโพลียูริเทน (PU)
เป็นฉนวนกันความร้อนแบบฉีดพ่น ตัวโฟมมีคุณสมบัติกันความร้อนได้มากถึง 97 % ด้วยอนุภาคของเนื้อโฟมที่มีความหนาแน่นมากจึงสามารถช่วยกันเสียงได้ดีในระดับหนึ่งอีกด้วย โดยโฟมโพลียูริเทนจะพ่นติดกับวัสดุเช่นฝ้า เพดาน หลังคาเมทัล ชีทหรือผนัง ซึ่งอาจต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการฉีดพ่นเนื่องจากต้องมีการวัดระยะและปริมาณการพ่นเพื่อให้ได้ความหนาของตัวโฟมตามที่ต้องการ
จุดที่ต้องคำนึงถึงของฉนวนแบบโฟมโพลียูริเทนนั้นคือฉนวนมีโอกาสเปลี่ยนรูปได้หากเจออุณหภูมิที่สูงมากเกินไป เนื่องจากตัวฉนวนมีจุดหลมเหลวที่ต่ำ และเมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเกิดควันดำและปล่อยสารที่เป็นพิษกับคนได้
โฟมโพลีเอทิลีน (PE)
โดยทั่วไปแล้ว โฟมโพลีเอทิลีนจะถูกนำมาทำเป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นที่เคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ มักจะติดเข้ากับใต้แผ่นหลังคาเมทัลชีท ซึ่งคุณสมบัติการกันความร้อนก็เหมือนกับโฟมแบบ PU นั่นคือ 97% และยังช่วยกันเสียงเช่นเสียงฝนที่ตกลงมาโดนหลังคได้ในระดับนึงด้วย
3. ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass)
ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน ซึ่งจะแบ่งเป็นฉนวนแบบเคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์และแบบฉนวนใยแก้วเปล่าๆ ตัวใยแก้วมีคุณสมบัติทั้งกันความร้อนได้มากถึง 90% และสามารถดูดซับเสียงเสียงได้ ตัวฉนวนมีหลากหลายความหนาตั้งแต่ 1 นิ้วไปจนถึง 3 นิ้ว ซึ่งฉนวนใยแก้วสามารถติดตั้งที่ผนัง หลังคาคอนกรีต หลังคากระเบื้องและฝ้าเพดาน ส่วนมากมักจะถูกติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงอาคารบ้านเรือนทั่วไปด้วยเช่นกัน
เราอาจเคยได้ยินว่าฉนวนใยแก้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพเมื่อสูดดมเข้าสู่ร่างกายหรือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งตามจริงแล้วนั้นใยแก้วไม่มีอันตรายมากมายขนาดนั้น แต่หากสูดดมเข้าไปอาจเกิดอาการระคายเคืองที่จมูกและหากสัมผัสโดนมากๆก็อาจเกิดอาการคันได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเราควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งฉนวนใยแก้วให้เรา
4. ฉนวนใยหินร็อควูล (RockWool)
ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน สามารถกันความร้อนได้ดี มักนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นด้านการกันความร้อนหรือป้องกันเรื่องอัคคีภัยเป็นหลัก เพราะสามารถกันความร้อนได้ในอุณหภูมิสูงได้ถึง 600 – 800 องศาเซลเซียส ซึ่งฉนวนรูปแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับการป้องกันความเย็นหรือห้องที่มีความชื้นมากๆ
ตามข่าวที่เคยมีประกาศว่าใยหินนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน แท้จริงแล้วสิ่งที่เป็นอันตรายคือแร่ใยหินที่ถูกนำมาใช้ในการกันความร้อนในยุคแรก แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาใยหินร็อควูลที่ผลิตจากหินธรรมชาติ และสามารถป้องกันทั้งความร้อนและเสียงได้
5. ฉนวนแบบเซลลูโลส (Cellulose)
ฉนวนกันความร้อนที่สามารถกันความร้อนได้มากกว่า 90% และมีจุดเด่นในเรื่องดูดซับเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75% ตัวฉนวนผลิตจากไม้หรือกระดาษที่ถูกนำมารีไซเคิล ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเมื่อนำมาใช้งาน
จุดสังเกตคือตัวฉนวนเซลลูโลสจะไม่กันความชื้น ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่มีความชื้นสูง เพราะจะทำให้ความหนาแน่นของตัวฉนวนยุบตัวลง ทำให้ประสิทธิภาพในการกันความร้อนลดลงด้วย
6. ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกต (Calcium Silicate)
เป็นฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและแบบหุ้มท่อที่สามารถกันความร้อนได้สูง ตั้งแต่ 600 องศาถึง 1,000 องศาเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถกันความชื้น ไม่ติดไฟและมีความแข็งแรงทนทาน จึงมักจะนำฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตนี้มาใช้ในโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอมที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ เพื่อกั้นความร้อนจากเตาเผาต่างๆไม่ให้ออกไปสู่จุดอื่น
7. ฉนวนแบบเซรามิคโค้ตติ้ง (Ceramic Coating)
ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่เน้นการสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ออกจากตัวอาคารบ้านเรือนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติทนต่อสภาพอากาศและสารเคมีต่างๆอีกด้วย ตัวเซรามิคโค้ตติ้งไม่ติดไฟ เมื่อพ่นแล้วยังสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของหลังคาและป้องกันการรั่วเวลาฝนตกได้อีกด้วย ดังนั้นฉนวนประเภทนี้มักจะนำมาพ่นที่หลังคาชนิดต่างๆ เพื่อสะท้อนความร้อนและทำให้ตัวบ้านหรืออาคารภายในมีอุณหภูมิที่ลดลง
8. ฉนวนเวอร์มิคูไลท์ (Vermiculite)
ฉนวนที่มีส่วนผสมของเวอร์มิคูไลท์ที่ทำจากแร่ไมก้าเป็นหลัก ฉนวนประเภทนี้สามารถหลอมเป็นรูปร่างต่างๆได้ ซึ่งเวอร์มิคูไลท์สามารถนำไปหลอมรวมกับส่วนผสมต่างๆเพื่อให้เกิดการกันความร้อนที่มากขึ้นได้ เช่น นำไปหล่อรวมกับปูนซีเมนต์และทราย จนกลายเป็นคอนกรีตเวอร์มิคูไลท์ที่สามารถกันความร้อนได้ดีกวาคอนกรีตทั่วไปมาก
ฉนวนกันความร้อนประเภทไหนดีที่สุดกันล่ะ?
ในท้องตลาดมีฉนวนกันความร้อนอยู่หลากหลายชนิด ทุกประเภทต่างมีคณสมบัติใกล้เคียงกัน นั่นคือการกันความร้อน แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับเราที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้
2 ปัจจัยในการเลือกฉนวนกันความร้อน
ติดตั้งที่ไหน?
ฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิดแม้สามารถกันความร้อนได้เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในด้านการป้องกันความร้อน คือการป้องกันด้วยการสะท้อนความร้อนออกหรือการกันไม่ให้ความร้อนซึมเข้าสู่ตัวบ้าน นอกจากนี้รูปแบบของตัวฉนวนก็มีความแตกต่างด้านรูปร่างเช่นกัน บางชนิดเป็นแบบพ่นและบางชนิดเป็นแบบแผ่นหรือม้วน ซึ่งจะทำให้การติดตั้งแตกต่างกันไปอีก
ดังนั้นหากคุณต้องการฉนวนกันความร้อนที่ติดตั้งสำหรับบ้านของคุณแบบง่ายๆ ก็สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่สามารถพ่นที่หลังคาไม่ว่าจะด้านหน้าหรือด้านหลัง เช่น ฉนวนกันความร้อนแบบเซรามิคโค้ตติ้งที่สามารถพ่นลงบนหลังคาได้ ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนออกได้มากกว่า 90 % และยังปกป้องหลังคาจากการรั่วซึมเมื่อฝนตกได้อีกด้วย
แต่หากบ้านของคุณไม่มีฉนวนกันความร้อนติดตั้งอยู่ตั้งแต่ตอนสร้างล่ะก็ ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นหรือม้วนก็ถือเป็นฉนวนที่ควรติดตั้งอยู่ใต้หลังคาหรือบนเพดานโดยมีระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป เพื่อให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นขึ้น ซึ่งวิธีและขั้นตอนก็อาจเพิ่มขึ้นกว่าการใช้ฉนวนแบบพ่น
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถเลือกใช้ฉนวนความร้อนตามห้องที่ต้องการกันความร้อน เช่น ถ้าเป็นโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอม อยากจะกันความร้อนในห้องนี้ไม่ให้ไปสู่ห้องอื่นๆก็สามารถใช้ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตที่สามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิสูงได้ถึง 1,000 องศา (แต่ต้องเลือกใช้รุ่นที่สามารถกันความร้อนได้ถึงด้วยนะ)
ติดตั้งเพื่ออะไร?
เนื่องจากฉนวนกันความร้อนบางประเภทนอกจากจะสามารถกันความร้อนได้แล้วยังสามารถดูซับเสียงได้ด้วย ซึ่งแม้ว่าจะทำได้ดีไม่เท่ากำแพงหรือฝ่าเพดานที่สร้างขึ้นสำหรับกันเสียงโดยเฉพาะ แต่ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เช่น ฉนวนแบบเซลลูโลสที่สามารถกันเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75 %
หากโรงงานต้องการฉนวนกันความร้อนที่ป้องกันความร้อนภายนอกและรักษาอุณหภูมิภายในเพื่อสร้างห้องเย็นนั้น สามารถเลือกใช้ฉนวนโพลียูริเทนแบบสำเร็จรูป หรือตามท้องตลาดเรียกว่า Sandwich Panel เพราะตัวโฟมที่มีความหนาแน่นแบบเซลล์ปิด ทำให้ความร้อนไม่สามารถเข้าสู่ภายใน และความเย็นก็จะไม่ออกสู่ภายนอก จึงเหมาะสำหรับนำมาติดตั้งภายในห้องเย็นมาก
ค่า R และค่า K ของฉนวนกันความร้อนคืออะไร?
เราจะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ของตัวฉนวนแต่ละชนิด จะมีค่า R และ K บอกอยู่เสมอ ค่าเหล่านี้มีความสำคัญมากแค่ไหนและตัวเลขมากน้อยนั้นมีผลอย่างไร มาดูกัน
ค่า R หรือ Resistivity
ค่า R คือค่าความต้านทานความร้อนของตัวฉนวนชนิดนั้น โดยมีหน่วยเป็น m2K/W ซึ่งยิ่งค่านี้สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งกันความร้อนได้ดีมากขึ้น ดังนั้นเลือกฉนวนที่มีค่า R สูงไว้ก่อนนะ
ค่า K หรือ Conductivity
ค่า K คือค่าการนำความร้อน ที่บอกถึงคุณสมบัติการนำความร้อนของฉนวนชนิดนั้นว่านำความร้อนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าค่า K ต่ำ การนำความร้อนก็จะน้อย ความร้อนที่เข้าสู่ตัวฉนวนไปยังภายในบ้านก็จะน้อยลง ดังนั้นยิ่งค่า K ต่ำก็ยิ่งดีนะ
สรุป
ฉนวนกันความร้อนในปัจจุบันมีคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการกันความร้อนที่ดีถึง 90 % ขึ้นไปแทบจะทุกประเภท ซึ่งการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนให้ตรงกับความต้องการก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จุดประสงค์และสถานที่ รวมถึงเข้าใจค่าการต้านทานความร้อนและค่าการนำความร้อนที่มีบอกไว้ที่ในข้อมูลผลิตภัณฑ์ และเมื่อตัดสินใจได้ก็ควรเรียกช่างที่เชี่ยวชาญในการติดตั้งฉนวนกันความร้อนโดยเฉพาะ เพื่อผลลัพธ์สุดท้าย คือการ “อยู่เย็น” เป็นสุขที่บ้านของคุณ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล คือ การตกแต่งบ้านสไตล์เรียบง่าย มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ดูแล้วสบายตาโดยมีลักษณะการตกแต่งที่ใช้โทนสีโมโนโทน สีอ่อน ๆ เช่น สีครีม สีขาว เป็นต้น ผนวกกับการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มากและไม่น้อยเกินไป
ฐานของเฟอร์นิเจอร์มีลักษณะโปร่ง ไม่ทึบ เพื่อให้เสมือนได้ห้องที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้น และเพิ่มความมินิมอลด้วยของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ สไตล์เรียบแต่ดูดี มีสไตล์ที่เก๋ไก๋ อาจจะเป็น แจกัน หรือโคมไฟ เสริมด้วยผ้าม่านสีขาวหรือสีครีมที่อยู่คู่กับหน้าต่าง รับแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า เพิ่มความโปร่งให้กับห้อง เป็นยังไงบ้างครับ กลิ่นอายความเป็นมินิมอลก็ลอยมาเลยใช่ไหมล่ะ
โดยบ้านสไตล์มินิมอลเหมาะกับคนที่รักความสงบ ความเรียบง่าย ไม่หวือหวาแต่มีสไตล์ที่น่าหลงใหล น่ามอง ซึ่งข้อดีของการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลก็มีอยู่ไม่น้อย
สามารถคลายความเครียดและผ่อนคลายได้
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สามารถคลายความเครียดได้เพราะของที่ใช้ตกแต่งน้อยชิ้น เลยทำให้บ้านดูไม่รกตา เห็นแล้วรู้สึกสบาย ผ่อนคลายได้ยาว ๆ เลย
ทำความสะอาดง่าย ไม่ต้องเหนื่อยและหงุดหงิด
สามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่า เพราะ ถ้าเป็นบ้านที่เต็มไปด้วยของตกแต่งหลายชิ้น การทำความสะอาดก็ต้องเวลาทำนาน เพื่อไม่ให้บ้านสกปรกจากฝุ่นที่มาเกาะ ทำให้เหนื่อย อาจจะทำให้เครียดและหงุดหงิดได้เลยนะ
ดึงดูดสายตาด้วยการตกแต่ง
ดึงดูดสายตาด้วยความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยเสน่ห์ ถึงแม้ว่าการตกแต่งบ้านสไตล์ มินิมอลมองดูแล้ว อาจจะไม่มีอะไร แต่ในความเรียบง่ายก็แอบแฝงด้วยของตกแต่งที่เรียบหรู ดูดี มีเฟอร์นิเจอร์สไตล์เก๋ไก๋ ทำให้บ้านของเพื่อน ๆ น่าดึงดูดไม่น้อยเลยละ
เชื่อได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อยู่อาศัยหรือจะเป็นแขกที่แวะเวียนมาเยี่ยม จะต้องตกหลุมรักในการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลอย่างแน่นอน มาดูกันครับว่าบ้านที่ตกแต่งด้วยสไตล์มินิมอล มีรูปแบบการตกแต่งยังไงบ้าง
เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อน ๆ การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล น่าหลงใหลสุด ๆ ไปเลยใช่ไหมละครับ หากเพื่อน ๆ สนใจซื้อบ้านไปตกแต่งตามสไตล์มิมิมอลหรือจะเป็นสไตล์อื่น ๆ ทาง BaanKaidee ของเราก็มีบ้านหลากหลายราคา หลากหลายสไตล์ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกสรร ลองเข้ามาดูก่อนได้นะครับ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ใครก็ตามที่กำลังมองหาคอนโดสำหรับอยู่อาศัยหรือหาไว้เพื่อเกร็งกำไรไว้เผื่ออนาคต วันนร้เราจะมาเน้นพื้นที่ 5 พื้นที่กำลังจะมาแรง ขึ้นแล้วขึ้นอีกในอนาคต ซื้อเก็บไว้มีแต่รวยกับรวย!! ไม่มีคำว่าขาดทุนอย่างแน่นอน
1. คอนโดย่านบางใหญ่ – นนทบุรี
ด้ายการขยายตัวของย่านเศรษฐกิจ รวมไปถึงการเข้าถึงด้วยคมนาคมสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตั้งแต่สถานี เตาปูน – คลองบางไผ่ ซึ่งวิ่งผ่านจุดสำคัญต่างๆ เช่น ศูนย์ราชการนนทบุรี กระทรวงสาธารณสุข และห้างสรรพสินค้าใหญ่อย่าง ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต เป็นต้น จึงทำให้นักลงทุนทางอสังหาริมทรัพย์ต่างพากันลงทุน สร้างคอนโดมากมายตามแนวของรถไฟฟ้าสายสีม่วงนี้นั่นเอง ในอนาคตอันใกล้นี้เส้นทางนี้มีนโยบายการสร้างมอเตอร์เวย์เกิดขึ้น ทำให้จุดตรงนี้จะกลายเป็นศูนย์กลางของพื้นที่กรุงเทพโซนทางด้านตะวันออก
2. คอนโดย่านรัชดาภิเษก – กรุงเทพฯ
เป็นหนึ่งในทำเลระดับท็อปๆ ที่เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เป็นจุดศูนย์กลางของบริษัทน้อย-ใหญ่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีห้างสรรพสินค้าอยู่ตลอดทั้งสาย แหล่งการค้า แหล่งช้อปปิ้งและแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนมากมาย รวมไปถึงระบบคมนาคมที่สะดวกสบาย ทำให้ทำเลตรงนี้เป็นเสมือนสวรรค์บนดินของนักลงทุน เพราะราคาต่อตารางวา ตกประมาณอยู่ที่ 350,000 บาทเลยทีเดียว
3. คอนโดย่านลาดพร้าว – กรุงเทพ
ย่านการค้าที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ทั้งเซ็นทรัลลาดพร้าว ยูเนี่ยนมอลล์และอื่นๆ อีกทั้งยังมีบริษัทมากมายที่พร้อมจะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำเลตรงนี้ราคาในอนาคตจะเพิ่มขึ้นขนาดไหน เพราะในปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้ก็มีราคากว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร และอนาคตคาดว่าจะเติบโตได้ถึงปีละ 3% – 10% เลยทีเดียว
4. คอนโดย่านตากสิน บางหว้า – กรุงเทพ
ไม่แพ้กันเลยระหว่างย่านนี้กับย่านบางใหญ่ เรียกได้ว่ามาแรงแซงทางโค้ง เนื่องจากการมาของ BTS ซึ่งเป็นสายที่เชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าหลากหลายสาย ทั้งสายสีเขียว ที่เชื่อมได้ไปยันใจกลางเมืองอย่างสยาม รวมถึงสายสีน้ำเงินที่สามารถเดินทางไปย่านชานเมืองอย่างบางแคได้อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งทำเลที่ดึงดูดนักลงทุนต่างๆเข้ามาสร้างคอนโดเป็นจำนวนมาก และขายออกหมดได้ในเวลาอันรวดเร็ว
5. คอนโดย่านรังสิต – ปทุมธานี
เป็นย่านที่เป็นศูนย์รวมสถานศึกษาไว้อย่างแนบแน่น อาทิ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นต้น รวมไปถึงทางด้านของปทุมธานีนั้นเป็นพื้นที่ของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทำให้มีประชากรทั้งแรงงานและนักศึกษาอาศัยรวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้มีอัตราในการเติบโตด้านคอนโดเป็นอย่างมาก และในอานาคตอันใกล้พื้นที่ด้านรังสิตนั้นมีโครงการที่จะมีห้างสรรพสินค้าใหม่ รวมไปถึงรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายไปถึง ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างสูงต่อประชากรที่ต้องการหาที่พักอาศัย ดังนั้นย่านนี้จึงเป็นที่หนึ่ง ที่มีความน่าลงทุนสูง
จากข้อมูลต่างๆที่รวบรวมมาให้จากแหล่งข้อมูลต่างๆนั้น ผู้ที่จะลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์อย่างคอนโดนั้น ควรศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ศึกษากลุ่มเป้าหมาย เพื่อประกอบการตัดสินใจในการให้เช่าต่อ หรือเพื่อเกร็งกำไรต่อในอนาคต เพราะการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงสูง หากนักลงทุนท่านไหนสนใจทำกำไรหรือหาคอนโดเก็บในย่านเหล่านี้เพื่อเก็งกำไรแล้วล่ะก็ สามารถเข้ามาเลือกดู เลือกชมต่อได้ที่ Baan Kaidee
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การย้ายเข้าบ้านหรือคอนโดใหม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เราทุกคนต่างตื่นเต้นและรอคอยวันนี้กัน แต่การย้ายเข้าไปอยู่นั้น นอกจากการเตรียมตัวย้ายข้าวของเข้าไปแล้วก็ยังมีเคล็ดมงคลตามความเชื่อไม่ว่าจะแบบจีนหรือแบบไทยมากมาย ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านเกิดความสบายใจในการเริ่มต้นใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่ การทำตามเคล็ดความเชื่อต่างๆจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราทำกันแทบทุกบ้าน แต่เคล็ดเหล่านี้มีมากมายหลายอย่างและถ้าใครกำลังนึกไม่ออก ลองใช้เคล็ดมงคลง่ายๆเหล่านี้ที่ทาง Kaidee ได้นำมาบอกต่อกันเพื่อความปังในการเข้าอยู่บ้านใหม่ได้เลย
1.วันเข้าบ้านใหม่พกอะไรติดมือไปสักหน่อย
ตามความเชื่อของจีนนั้น ในวันแรกของการเข้าอยู่ควรพกของมีค่าติดตัวไว้ เช่น พกสมุดบัญชีเข้าบ้านใหม่หรือพกเงิน 138 หยวนใส่ซองแดง โดยเงิน 138 หยวนมีความหมายมงคลคือความก้าว หน้าหรือการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งถ้าเป็นไทยเราสามารถใช้เป็นเงินบาทแทนได้เช่นกัน การพกของมีค่าเข้าบ้านใหม่ในวันแรกนั้นหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ดี อยู่นานไปยิ่งร่ำรวยยิ่งก้าวหน้า แต่พกไปแล้วก็อย่าลืมเก็บให้ดีระวังหล่นหายด้วยล่ะ!
2.ห้องสะอาด พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ
ก่อนจะย้ายเข้าอยู่อย่างจริงจังนั้น ห้องควรต้องทำความสะอาดและเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าในบ้าน เพื่อให้อากาศถ่ายเท หรือถ้าใครเป็นสายรักษ์โลก ก็สามารถวางต้นไม้เล็กๆในห้องนั่งเล่น เพื่อปรับอากาศภายในห้องได้ วิธีเหล่านี้นอกจากจะสร้างความอนามัยกับตัวเราแล้ว ทางความเชื่อยังถือเป็นการล้างสิ่งไม่ดีออกไปให้เราพร้อมรับกับความโชคดีและข่าวดีที่จะมาหาในอนาคตอีกด้วย
3.เลือกเวลาให้ดี
แน่นอนว่าเราทุกคนต่างย้ายเข้าบ้านใหม่ในช่วงเวลาที่ยังมีแสงจากดวงอาทิตย์ ไม่ตอนเช้าก็ตอนบ่าย เพื่อความสะดวกต่อการหยิบยกสิ่งของ การย้ายของเข้าบ้านในช่วงสายหรือบ่ายนั้น ยังเป็นช่วงเวลาที่ไม่รบกวนเพื่อนบ้านจนเกินไปหากมีเสียงดัง ส่วนวันและเวลาที่ดีนั้น เราสามารถเปิดดูได้จากปฏิทินไม่ว่าจะปฏิทินไทยหรือจีน แต่หากปฏิทินจีนก็จะมีบอกเวลาที่ค่อนข้างละเอียดมากกว่า
4.เจ้าของบ้านต้องเข้าบ้านใหม่เป็นคนแรก
หลังจากบ้าน-คอนโดสร้างเสร็จพร้อมที่จะย้ายของเข้าไปแล้ว ก่อนที่จะให้พนักงานขนของย้ายของเข้าไปนั้น เจ้าของบ้านต้องเข้าไปอยู่ในบ้านก่อนเป็นคนแรกเพื่อเป็นการสร้างพลังชีวิตในบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงเมื่อเจ้าของบ้านเข้าไปอยู่ก่อนแล้ว ก็จะสามารถคอยดูแลจัดแจงการวางสิ่งของต่างๆในบ้านได้ และยังเป็นการระวังสิ่งของหายการจากขนย้ายอีกด้วย
5.ทำอาหารทานในวันย้ายเข้า
หลังจากข้าวของทุกอย่างลงตัวแล้ว การทำอาหารทานในวันย้ายเข้าถือเป็นเรื่องมงคลเช่นกัน โดยอาหารมื้อนี้มีความหมายคือการมีกินมีใช้ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารมื้อใหญ่ อาจทำเป็นซุปง่ายๆดื่ม หรือแค่การต้มน้ำให้เดือดก็ถือเป็นการสร้างความมงคลเช่นกัน ซึ่งน้ำเดือดนั้นเปรียบเสมือนผลกำไรหรือความร่ำรวยที่ไหลเข้ามาในทุกทิศทาง ทำสิ่งใดก็จะราบรื่น นอกจากนี้อาจมีไก่ต้มหรือไก่ย่างสักหนึ่งตัว ที่ให้ความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของเจ้าของบ้าน
6.จัดปาร์ตี้
วิธีง่ายๆที่ทั้งสร้างความเป็นมงคลและความสนุกสนานให้กับเจ้าของบ้านคือการชักชวนเพื่อนหรือญาติมาพบปะกินข้าวกันที่บ้านใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นวันแรกที่ย้ายเข้าบ้านใหม่ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศความอบอุ่นภายในบ้านและสร้างความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างญาติพี่น้องคนในบ้านหรือเพื่อนๆที่มาร่วมงานกันด้วย
สรุป
นอกเหนือจากเคล็ดเหล่านี้แล้ว ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่เป็นเคล็ดมงคลในการย้ายเข้าบ้านใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการไหว้บูชาหรือพิธีต่างๆ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงความเชื่อที่มนุษย์สร้างขึ้น ตามหลักความจริงแล้วจะเห็นผลชัดเจนหรือไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเองด้วย หากใครกำลังมองหาบ้านหรือคอนโดมือสองที่จะย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ก็สามารถจดเคล็ดมงคลเหล่านี้ไว้ใช้เพื่อเป็นสิริมงคลตอนวันย้ายเข้าได้เลย แต่ถ้าใครยังไม่เจอบ้านหรือคอนโดมือสองสภาพน่าอยู่พร้อมราคาดี ลองเข้ามาดูที่ BaanKaidee ที่มีทั้งบ้านและคอนโดมือสองพร้อมเข้าอยู่มากมาย ให้คุณได้เลือกในราคาที่คุณจะต้องยิ้มได้อย่างแน่นอน