Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
แม้การทำงานหรือการเรียนในยุคโควิดจะเปลี่ยนผันเป็นการ Work from home และการเรียนก็กลายเป็นเรียนออนไลน์แทน ทว่าในระยะหลังมานี่หลายบริษัทและสถานศึกษาเริ่มกลับมาเปิดทำการ จึงนำมาสู่การไหลรวมของประชากรเข้าสู่ตัวเมืองหลวง อย่างกรุงเทพมหานคร จึงทำให้หลายคนต้องกลับมานั่งทบทวนหนักอีกครั้ง
‘เราควรจะนั่งรถไฟฟ้าจากบ้านไปทำงาน หรือ เช่าคอนโดกลางเมืองไปเลยดีนะ?’
แน่นอนว่าจะให้ตัดสินใจโดยไม่ดูองค์ประกอบความคุ้มค่าโดยรวมก็คงไม่ได้
เราลองมาดูปัจจัยสำคัญที่ช่วยคุณในเลือกช้อยส์ที่เหมาะสมกับคุณที่สุดกันดีกว่า!
1.ความสะดวกสบาย
เดินทางจากบ้าน : ในกรณีที่เราใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางมาทำงานจากบ้าน แน่นอนว่าความสะดวกสบายในเรื่องของการเดินทางย่อม ‘น้อยกว่า’ การอยู่คอนโดใกล้ที่ทำงานหรือติดรถไฟฟ้า เพราะบางคนอาจต้องต่อรถออกจากบ้านเพื่อต่อรถไฟฟ้าอีกที
ไหนจะประเด็นความเบียดเสียดบนรถไฟฟ้ายามเช้าอีก แค่คิดก็ปวดหัวแทบจะทันที ทว่า การอยู่บ้านก็มีข้อดีในแง่ของการมีพื้นที่ใช้สอยและสามารถทำกิจกรรมหลายๆอย่างได้แบบอิสระกว่าอยู่บนคอนโด
เช่าคอนโด : การอยู่คอนโดติดรถไฟฟ้านอกจากจะเดินทางสะดวกมากแล้วบางคนอาจอยู่คอนโดที่สามารถเดินเท้าไปถึงที่ทำงานได้ในไม่กี่นาทีด้วย และถึงแม้จะมีประเด็นการเบียดเสียดบนรถไฟฟ้าก็อาจเกิดเพียงไม่กี่นาทีเพราะอยู่สถานีใกล้ที่ทำงาน แถมยังรอรถคันว่างๆได้อีกด้วย
แม้พื้นที่ใช้สอยจะน้อยกว่าบ้าน ทำอาหารได้เล็กน้อย ทว่าคอนโดก็มีพื้นที่ส่วนกลางต่างๆให้เราได้ใช้งาน เช่น ฟิตเนส ห้องอ่านหนังสือ สระว่ายน้ำ ฯลฯ
2.ค่าใช้จ่าย
เดินทางจากบ้าน : เราต้องนำค่าเดินทางทั้งหมดมาบวกรวมกัน การเดินทางเราอาจใช้รถยนต์ส่วนตัวมาจอดรถที่ลานจอดก่อนจะต่อรถไฟฟ้า บางคนหากมาเดินทางจากบ้านเป็นครอบครัวควรจะคำนวณความคุ้มกับจำนวนผู้เดินทางในแต่ละครั้ง ซึ่งหากเดินทางมาพร้อมกันหลายคนย่อมคุ้มกว่าการเช่าคอนโดอยู่แน่นอน ทว่าอาจมีข้อเสียในเรื่องของค่าใช้จ่ายในเรื่องของที่จอดรถบวกเพิ่มเข้ามารวมถึงค่าน้ำมันและค่าบำรุงรถจิปาถะต่างๆนานาเพิ่มขึ้นเข้ามาอีกและในกรณีที่บางคนบ้านอาจอยู่ติดรถไฟฟ้าอยู่แล้ว เรื่องค่าใช้จ่ายนี้น้อยกว่าการเช่าคอนโดอยู่หลายเท่า เนื่องจากคอนโดในเมืองล้วนแต่ราคาหลักหมื่นอัพกันเป็นส่วนมาก ถึงแม้ค่ารถไฟฟ้าจะยิ่งไกลราคายิ่งสูงมากแต่ก็ยังคงถูกกว่าการเช่าห้องเดือนละหมื่นอยู่หลายพันเช่าคอนโด : คอนโดกลางกรุงราคาส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่หลักหมื่นบวกๆ ยิ่งทำเลดีแค่ไหนราคายิ่งเพิ่มเท่านั้น แน่นอนว่าถ้าคนมีงบ การเช่าคอนโดอาจเป็นปัจจัยดีที่สุด แต่คนไม่มีงบนั้น การเช่าคอนโดอาจต้องเลือกที่ห่างออกมาจากตัวเมืองหน่อย ซึ่งจะตามมาด้วยค่าเดินทางเพิ่มเติมขึ้นมา เมื่อนำมารวมกับค่าเช่าแล้วอาจทำให้ต้องซดมาม่าทั้งเดือนก็เป็นได้
3.เวลา
เดินทางจากบ้าน : ปัจจัยด้านเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่า ระยะทางจากบ้านนั้นไกลจากสถานที่ทำงานหรือที่เรียนมากน้อยเพียงใด ทว่าแม้บ้านของคุณจะอยู่ใกล้กับที่ทำงานห่างกันไม่ถึง สิบกิโล แต่ก็อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่าจะถึง อย่างที่รู้กันว่า ปัญหาของการจราจรของกรุงเทพมหานครนั้นติดอันดับ 11 ของโลกในการจัดอันดับของ TomTom Traffic Index ปี 2019 ถึงแม้จะสามารถใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางได้ แต่เวลาในการเดินทางอาจไม่ได้น้อยไปกว่าการขับรถไปทำงานเลย เพราะยังไม่รวมเวลาที่ต้องรอรถไฟฟ้า หรือ เวลาที่รถไฟฟ้ามักจะเสียเป็นประจำให้คุณได้หงุดหงิดบ่อยๆเช่าคอนโด : หากคอนโดใกล้สถานที่ทำงานคุณ หรือ อยู่สถานีรถไฟฟ้าใกล้ที่ทำงาน นั่นถือว่าคุณโชคดีเป็นอย่างมาก เพราะแทบจะย่นระยะยเวลาในการเดินทางไปกลับบ้านได้เยอะ ทั้งยังมีเวลาเหลือเฟือในการทำอย่างอื่น เช่น นอนดึกตื่นสายขึ้น เข้าฟิตเนส ไปวิ่งตามสวนสาธารณะยามเช้า รวมถึงมีเวลาทำงานอดิเรกอื่นๆของคุณอีกมากมาย แน่นอนว่าหากใครสายปาร์ตี้ยามค่ำคืน การเช่าคอนโดน่าจะเป็นช้อยส์ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด!
4.ความสบายใจ
เดินทางจากบ้าน : ปัจจัยความสบายใจ อาจเป็นปัจจัยหลักของคนหลายคนในการตัดสินใจ เนื่องจากบางคนรักในการอยู่แบบเป็นแฟมิลี่ การอยู่กับที่บ้านหรืออยู่กับน้องหมาน้องแมวหรือสัตว์เลี้ยงที่รักของคุณ ย่อมช่วยลดความเครียดสะสมจากการทำงานหรือการเรียนได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อคุณกลับบ้านมา คุณจะได้เจอคนหรือสิ่งที่คุณรักรอคอยคุณทุกวันในการกลับบ้าน มีอะไรสามารถพูดคุยแชร์กันได้
แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับคนโลกส่วนตัวสูง ความเป็นส่วนตัวของคุณอาจถูกรบกวนได้ง่าย หรือ อาจต้องทำกิจกรรมครอบครัวร่วมกันภายในครอบครัวที่คุณไม่อยากทำ เป็นต้น
เช่าคอนโด : การเช่าคอนโดอาจต้องอยู่คนเดียวแถมยังเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ แต่สำหรับคนที่มีความสบายใจในการอยู่คนเดียวถือเป็นทางเลือกที่ดีอย่างมาก เพราะคุณจะได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น แถมมีเวลานั่งเงียบๆ ผ่อนคลายตัวเองได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจมีเสียงรบกวนจากเพื่อนบ้านห้องข้างๆ แต่โดยรวมแล้วคุณจะได้ใช้เวลาอยู่คนเดียวอย่างเต็มที่แน่นอน
สำหรับปัจจัยในการเลือกสำหรับคนบ้านไกลอย่างเรานั้นนอกจากปัจจัยทั้ง 4 ข้อข้างต้นแล้ว ควรพิจารณาว่าแบบใดที่จะดีต่อ ‘สุขภาพกายและสุขภาพจิต’ ของเราได้มากที่สุด เพราะการทำงานมีความเครียดสะสมเยอะ การกลับมาบ้านหรือห้องเพื่อพักผ่อนควรเป็นที่ๆ เราได้พักผ่อนอย่างแท้จริง หากใครที่มีงบไม่เยอะ อยากซื้อคอนโดมือหนึ่งแต่ไม่ไหวก็สามารถลองดูเป็นคอนโดมือสองหรือเช่าคอนโดรายเดือนได้ เนื่องจากบางครั้งการเช่าคอนโดอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าหากคุณไม่ได้จะทำงานอยู่สถานที่นั้นในระยะยาว แต่การซื้อคอนโดมือสองก็ถือเป็นเรื่องดีเพราะคุณจะมีกรรมสิทธิ์ครอบครองเลยไม่ต้องเสียเงินในชื่อคนอื่น
ถ้าคุณไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นดูหรือหาที่ผู้ปล่อยเช่าคอนโดจากไหน ลองเข้ามาดูได้ที่ Baan Kaidee ที่ผู้ขายมีความน่าไว้วางใจและได้รับการตรวจสอบมาอย่างดีแล้ว ทั้งยังมีคอนโดหลายสถานที่ หลายแห่งมากมายให้คุณได้เลือกสรรตามใจคุณ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การมีบ้านเป็นของตัวเองคือความฝันของใครหลายคน แม้ว่าไลฟ์สไตล์คนรุ่นนี้อาจจะเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการมีรถหรือคอนโดมากขึ้น เนื่องจากเน้นเรื่องการเดินทางที่สะดวก อยู่ใกล้ที่ทำงานหรือมีทำเลที่ดี แต่เชื่อเถอะว่า หากเราดำเนินชีวิตมาถึงจุดหนึ่ง การมีบ้านหรือพื้นที่สักแห่งที่เป็นคอมฟอร์ตโซนให้อบอุ่นใจ จะเติมเต็มชีวิตของเราให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น
มองหาทำเลที่ใช่ในราคาที่ชอบ
เชื่อว่าโจทย์แรกๆ ของคนที่ตั้งใจจะซื้อบ้าน ย่อมหนีไม่พ้นเรื่อง “งบประมาณ” และ “ทำเล” อันดับแรกตัวเราเองควรชัดเจนว่าจะลงหลักปักฐานในย่านไหน ลองพิจารณาจากหลายๆ องค์ประกอบรอบตัว เช่น ใกล้ที่ทำงานไหม ไลฟ์สไตล์เราเป็นอย่างไร อยากออกไปฝั่งชานเมืองหน่อย หรือมีความผูกพันกับแถวไหนเป็นการส่วนตัว เน้นใกล้ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนก็เลือกตามสะดวก
เมื่อได้ทำเลที่ถูกใจแล้ว ลองประเมินเงินในกระเป๋าดูว่าไหวในตัวเลขที่เท่าไร เพราะอย่าลืมว่าธนาคารส่วนใหญ่มักตั้งเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อจากรายได้ คือผู้กู้จะแบกรับหนี้สินได้ไม่เกินร้อยละ 40 จากรายรับ รวมถึงความเสี่ยงต่างๆ อย่างหนี้สินส่วนตัว การค้ำประกัน ไปจนถึงปัจจัยย่อยๆ ทางการเงินอีกหลายแขนง หากตัดสินใจจะกู้แล้ว ควรคลีนเครดิตทางการเงินของเราให้ได้มากที่สุด แล้วอย่าลืมประเมินถึงความสามารถของเราเองในการชำระหนี้ระยะยาวด้วย เพราะอย่าลืมว่า บ้านคือ “ภาระก้อนโต” ที่จะอยู่กับเราไปอีกเกือบครึ่งชีวิต
งบน้อยก็ทำตามฝันได้
หลายคนได้ทำเลที่ใช่ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นราคาที่ไม่ชอบ ไหนจะค่าดอกเบี้ยแสนโหดของธนาคารที่ประเมินมา จากความฝันที่แสนหวานอาจจะกลายเป็นความเครียดแบบแขนก่ายหน้าผาก ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งหมดหวังกันไปซะก่อน นกน้อยทำรังแต่พอตัวได้ฉันใด เราก็สามารถมีบ้านที่พอดีต่อความต้องการเราได้ฉันนั้น
ตัวอย่างบ้านราคาหนึ่งล้านต้นๆ ใน Kaidee
แนะนำว่าลองลดสเปคและความต้องการลงมาสักนิด เดี๋ยวนี้ตลาดบ้านมือสองในกรุงเทพหลักล้านต้นๆ นั้นยังพอมีให้เห็นบ้าง อาจใช้เวลาในการเลือกมากหน่อย ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นบ้านที่ถูกใจเราทั้งหมด เอาที่พอไหวแล้วค่อยมาขยับขยาย หรือต่อเติมอีกทีในอนาคตก็ได้ เชื่อว่าบ้านราคาถูกและดีบนโลกนี้ยังมีอยู่จริง
อย่าทุ่มเทเงินเก็บทั้งหมดไปกับการไล่ตามความฝันจนเกินไป ควรสำรองเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้ในยามฉุกเฉินด้วย หลายคนทำอะไรเกินตัว ฝากความหวังกับเงินในอนาคตจนทำให้ตัวเองในปัจจุบันเดือดร้อน การเดินช้าๆ อย่างมั่นคงมักเป็นก้าวที่สง่างาม ดีกว่าวิ่งเร็วแล้วระหว่างทางหกล้มอยู่บ่อยครั้ง อย่าลืมว่าเวลาที่เราล้มไม่มีใครมาประคองได้ทุกครั้ง
การเริ่มต้นกับบ้านหลังสักหลังที่พอดีกับเรา ด้วยงบประมาณสุดแสนน่ารักเพียงล้านนิดๆ มีให้คุณทำความฝันให้เป็นจริงได้ที่ BaanKaidee เพราะว่าบ้านเป็นมากกว่าสถานที่ หัวใจของคนที่อยู่ในนั้นคือบ้านของเรา
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
“อยู่เย็น เป็นสุข” วลีหลักเวลาอวยพรให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้าน แต่จะเรา “อยู่เย็น” หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับบ้านของเราว่าการมีการติดตั้งวัสดุกันความร้อนหรือไม่ ซึ่งส่วนมากจะอยู่บ้านแบบร้อนๆเสียส่วนใหญ่
ความร้อนอบอ้าวที่อยู่ภายในบ้านของเรานั้น ปกติแล้วมีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่างคือวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านไม่มีคุณสมบัติบัติป้องกันความร้อน หรือตัวบ้านไม่มีช่องทางให้ลมระบายเข้า-ออกได้ จึงทำให้ความร้อนสะสมอยู่ภายในบ้าน
โดยปกติแล้ววิธีแก้ไข คือ การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก่อน แล้วจึงสังเกตว่ามีช่องทางระบายอากาศเช่นหน้าต่างหรือไม่ ซึ่งส่วนมากนั้นการออกแบบของบ้านจะมีช่องทางให้ลมระบายเข้าออกภายในตัวบ้านได้อยู่แล้ว แต่การติดตั้งฉนวนกันความร้อนก็จะมีให้เลือกติดตั้งตั้งแต่ตอนสร้างบ้าน หากไม่มีก็สามารถเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งได้ ซึ่งต้องเลือกประเภทให้ถูกต้องและเหมาะกับตัวบ้านรวมถึงผู้อยู่อาศัยด้วย
อะไรคือฉนวนกันความร้อน?
ฉนวนกันความร้อนเป็นวัสดุที่ติดตั้งเพื่อช่วยลดหรือสะท้อนความร้อนจากภายนอกที่เข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้อุณหภูมิในบ้านลดลง โดยคุณสมบัตินี้จะขึ้นอยู่กับประเภทของฉนวนแต่ละชนิดด้วย ซึ่งฉนวนบางชนิดก็มีคุณสมบัติเพิ่มเติมนอกจากกันความร้อน เช่น ช่วยกั้นเสียงที่จะเข้ามาภายในตัวบ้านได้
8 ประเภทของฉนวนกันความร้อน มีอะไรบ้างนะ?
1. ฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์
เป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ตัวฉนวนมีความเหนียว ไม่ขาดง่ายและไม่ลามไฟ ด้วยความบางของตัวฉนวนแบบอลูมิเนียมฟอยล์ทำให้คุณสมบัติการกันความร้อนค่อนข้างน้อย แต่จะเน้นที่การสะท้อนความร้อนออกเป็นหลัก ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนได้มากกว่า 90% ขึ้นไป
การติดตั้งก็สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก โดยส่วนมากจะติดตั้งใต้หลังคาและที่สำคัญคือจะต้องเว้นช่องว่างระหว่างตัวฉนวนกับเพดานประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป ซึ่งฉนวนประเภทนี้สามารถติดตั้งร่วมกับฉนวนแบบอื่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันความร้อนได้
2. ฉนวนแบบโฟม
ฉนวนแบบโฟมสามารถกันความร้อนได้ดี เนื่องจากตัวโฟมที่นำมาใช้ทำฉนวนนั้นเป็นแบบเซลล์ปิดที่มีมีความหนาแน่นมาก ทำให้ฉนวนประเภทสามารถกันได้ทั้งความร้อนและยังช่วยกันเสียงได้อีกด้วย จึงมักถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องที่ต้องการเก็บความเย็น
ฉนวนแบบโฟมมี 2 ประเภท คือ
โฟมโพลียูริเทน (PU)
เป็นฉนวนกันความร้อนแบบฉีดพ่น ตัวโฟมมีคุณสมบัติกันความร้อนได้มากถึง 97 % ด้วยอนุภาคของเนื้อโฟมที่มีความหนาแน่นมากจึงสามารถช่วยกันเสียงได้ดีในระดับหนึ่งอีกด้วย โดยโฟมโพลียูริเทนจะพ่นติดกับวัสดุเช่นฝ้า เพดาน หลังคาเมทัล ชีทหรือผนัง ซึ่งอาจต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญทำการฉีดพ่นเนื่องจากต้องมีการวัดระยะและปริมาณการพ่นเพื่อให้ได้ความหนาของตัวโฟมตามที่ต้องการ
จุดที่ต้องคำนึงถึงของฉนวนแบบโฟมโพลียูริเทนนั้นคือฉนวนมีโอกาสเปลี่ยนรูปได้หากเจออุณหภูมิที่สูงมากเกินไป เนื่องจากตัวฉนวนมีจุดหลมเหลวที่ต่ำ และเมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเกิดควันดำและปล่อยสารที่เป็นพิษกับคนได้
โฟมโพลีเอทิลีน (PE)
โดยทั่วไปแล้ว โฟมโพลีเอทิลีนจะถูกนำมาทำเป็นฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นที่เคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ มักจะติดเข้ากับใต้แผ่นหลังคาเมทัลชีท ซึ่งคุณสมบัติการกันความร้อนก็เหมือนกับโฟมแบบ PU นั่นคือ 97% และยังช่วยกันเสียงเช่นเสียงฝนที่ตกลงมาโดนหลังคได้ในระดับนึงด้วย
3. ฉนวนใยแก้ว (Fiberglass)
ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน ซึ่งจะแบ่งเป็นฉนวนแบบเคลือบด้วยอลูมิเนียมฟอยล์และแบบฉนวนใยแก้วเปล่าๆ ตัวใยแก้วมีคุณสมบัติทั้งกันความร้อนได้มากถึง 90% และสามารถดูดซับเสียงเสียงได้ ตัวฉนวนมีหลากหลายความหนาตั้งแต่ 1 นิ้วไปจนถึง 3 นิ้ว ซึ่งฉนวนใยแก้วสามารถติดตั้งที่ผนัง หลังคาคอนกรีต หลังคากระเบื้องและฝ้าเพดาน ส่วนมากมักจะถูกติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงอาคารบ้านเรือนทั่วไปด้วยเช่นกัน
เราอาจเคยได้ยินว่าฉนวนใยแก้วเป็นอันตรายต่อสุขภาพเมื่อสูดดมเข้าสู่ร่างกายหรือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งตามจริงแล้วนั้นใยแก้วไม่มีอันตรายมากมายขนาดนั้น แต่หากสูดดมเข้าไปอาจเกิดอาการระคายเคืองที่จมูกและหากสัมผัสโดนมากๆก็อาจเกิดอาการคันได้ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดเราควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาติดตั้งฉนวนใยแก้วให้เรา
4. ฉนวนใยหินร็อควูล (RockWool)
ฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและม้วน สามารถกันความร้อนได้ดี มักนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่เน้นด้านการกันความร้อนหรือป้องกันเรื่องอัคคีภัยเป็นหลัก เพราะสามารถกันความร้อนได้ในอุณหภูมิสูงได้ถึง 600 – 800 องศาเซลเซียส ซึ่งฉนวนรูปแบบนี้ไม่เหมาะสำหรับการป้องกันความเย็นหรือห้องที่มีความชื้นมากๆ
ตามข่าวที่เคยมีประกาศว่าใยหินนั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคน แท้จริงแล้วสิ่งที่เป็นอันตรายคือแร่ใยหินที่ถูกนำมาใช้ในการกันความร้อนในยุคแรก แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาใยหินร็อควูลที่ผลิตจากหินธรรมชาติ และสามารถป้องกันทั้งความร้อนและเสียงได้
5. ฉนวนแบบเซลลูโลส (Cellulose)
ฉนวนกันความร้อนที่สามารถกันความร้อนได้มากกว่า 90% และมีจุดเด่นในเรื่องดูดซับเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75% ตัวฉนวนผลิตจากไม้หรือกระดาษที่ถูกนำมารีไซเคิล ดังนั้นจึงหายห่วงเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเมื่อนำมาใช้งาน
จุดสังเกตคือตัวฉนวนเซลลูโลสจะไม่กันความชื้น ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่มีความชื้นสูง เพราะจะทำให้ความหนาแน่นของตัวฉนวนยุบตัวลง ทำให้ประสิทธิภาพในการกันความร้อนลดลงด้วย
6. ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกต (Calcium Silicate)
เป็นฉนวนกันความร้อนที่มีทั้งแบบแผ่นและแบบหุ้มท่อที่สามารถกันความร้อนได้สูง ตั้งแต่ 600 องศาถึง 1,000 องศาเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถกันความชื้น ไม่ติดไฟและมีความแข็งแรงทนทาน จึงมักจะนำฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตนี้มาใช้ในโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอมที่มีอุณหภูมิสูงมากๆ เพื่อกั้นความร้อนจากเตาเผาต่างๆไม่ให้ออกไปสู่จุดอื่น
7. ฉนวนแบบเซรามิคโค้ตติ้ง (Ceramic Coating)
ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่เน้นการสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ออกจากตัวอาคารบ้านเรือนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติทนต่อสภาพอากาศและสารเคมีต่างๆอีกด้วย ตัวเซรามิคโค้ตติ้งไม่ติดไฟ เมื่อพ่นแล้วยังสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของหลังคาและป้องกันการรั่วเวลาฝนตกได้อีกด้วย ดังนั้นฉนวนประเภทนี้มักจะนำมาพ่นที่หลังคาชนิดต่างๆ เพื่อสะท้อนความร้อนและทำให้ตัวบ้านหรืออาคารภายในมีอุณหภูมิที่ลดลง
8. ฉนวนเวอร์มิคูไลท์ (Vermiculite)
ฉนวนที่มีส่วนผสมของเวอร์มิคูไลท์ที่ทำจากแร่ไมก้าเป็นหลัก ฉนวนประเภทนี้สามารถหลอมเป็นรูปร่างต่างๆได้ ซึ่งเวอร์มิคูไลท์สามารถนำไปหลอมรวมกับส่วนผสมต่างๆเพื่อให้เกิดการกันความร้อนที่มากขึ้นได้ เช่น นำไปหล่อรวมกับปูนซีเมนต์และทราย จนกลายเป็นคอนกรีตเวอร์มิคูไลท์ที่สามารถกันความร้อนได้ดีกวาคอนกรีตทั่วไปมาก
ฉนวนกันความร้อนประเภทไหนดีที่สุดกันล่ะ?
ในท้องตลาดมีฉนวนกันความร้อนอยู่หลากหลายชนิด ทุกประเภทต่างมีคณสมบัติใกล้เคียงกัน นั่นคือการกันความร้อน แต่จะเลือกอย่างไรให้เหมาะกับเราที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยดังนี้
2 ปัจจัยในการเลือกฉนวนกันความร้อน
ติดตั้งที่ไหน?
ฉนวนกันความร้อนแต่ละชนิดแม้สามารถกันความร้อนได้เหมือนกัน แต่ก็มีความแตกต่างในด้านการป้องกันความร้อน คือการป้องกันด้วยการสะท้อนความร้อนออกหรือการกันไม่ให้ความร้อนซึมเข้าสู่ตัวบ้าน นอกจากนี้รูปแบบของตัวฉนวนก็มีความแตกต่างด้านรูปร่างเช่นกัน บางชนิดเป็นแบบพ่นและบางชนิดเป็นแบบแผ่นหรือม้วน ซึ่งจะทำให้การติดตั้งแตกต่างกันไปอีก
ดังนั้นหากคุณต้องการฉนวนกันความร้อนที่ติดตั้งสำหรับบ้านของคุณแบบง่ายๆ ก็สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนแบบพ่นที่สามารถพ่นที่หลังคาไม่ว่าจะด้านหน้าหรือด้านหลัง เช่น ฉนวนกันความร้อนแบบเซรามิคโค้ตติ้งที่สามารถพ่นลงบนหลังคาได้ ซึ่งสามารถสะท้อนความร้อนออกได้มากกว่า 90 % และยังปกป้องหลังคาจากการรั่วซึมเมื่อฝนตกได้อีกด้วย
แต่หากบ้านของคุณไม่มีฉนวนกันความร้อนติดตั้งอยู่ตั้งแต่ตอนสร้างล่ะก็ ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นหรือม้วนก็ถือเป็นฉนวนที่ควรติดตั้งอยู่ใต้หลังคาหรือบนเพดานโดยมีระยะห่างที่เหมาะสมประมาณ 1 นิ้วขึ้นไป เพื่อให้อุณหภูมิภายในบ้านเย็นขึ้น ซึ่งวิธีและขั้นตอนก็อาจเพิ่มขึ้นกว่าการใช้ฉนวนแบบพ่น
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถเลือกใช้ฉนวนความร้อนตามห้องที่ต้องการกันความร้อน เช่น ถ้าเป็นโรงงานที่มีเตาเผาหรือเตาหลอม อยากจะกันความร้อนในห้องนี้ไม่ให้ไปสู่ห้องอื่นๆก็สามารถใช้ฉนวนแบบแคลเซียมซิลิเกตที่สามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิสูงได้ถึง 1,000 องศา (แต่ต้องเลือกใช้รุ่นที่สามารถกันความร้อนได้ถึงด้วยนะ)
ติดตั้งเพื่ออะไร?
เนื่องจากฉนวนกันความร้อนบางประเภทนอกจากจะสามารถกันความร้อนได้แล้วยังสามารถดูซับเสียงได้ด้วย ซึ่งแม้ว่าจะทำได้ดีไม่เท่ากำแพงหรือฝ่าเพดานที่สร้างขึ้นสำหรับกันเสียงโดยเฉพาะ แต่ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้จากการติดตั้งฉนวนกันความร้อน เช่น ฉนวนแบบเซลลูโลสที่สามารถกันเสียงที่มีความถี่สูงได้มากถึง 75 %
หากโรงงานต้องการฉนวนกันความร้อนที่ป้องกันความร้อนภายนอกและรักษาอุณหภูมิภายในเพื่อสร้างห้องเย็นนั้น สามารถเลือกใช้ฉนวนโพลียูริเทนแบบสำเร็จรูป หรือตามท้องตลาดเรียกว่า Sandwich Panel เพราะตัวโฟมที่มีความหนาแน่นแบบเซลล์ปิด ทำให้ความร้อนไม่สามารถเข้าสู่ภายใน และความเย็นก็จะไม่ออกสู่ภายนอก จึงเหมาะสำหรับนำมาติดตั้งภายในห้องเย็นมาก
ค่า R และค่า K ของฉนวนกันความร้อนคืออะไร?
เราจะเห็นได้ว่าเมื่อเข้าดูข้อมูลผลิตภัณฑ์ของตัวฉนวนแต่ละชนิด จะมีค่า R และ K บอกอยู่เสมอ ค่าเหล่านี้มีความสำคัญมากแค่ไหนและตัวเลขมากน้อยนั้นมีผลอย่างไร มาดูกัน
ค่า R หรือ Resistivity
ค่า R คือค่าความต้านทานความร้อนของตัวฉนวนชนิดนั้น โดยมีหน่วยเป็น m2K/W ซึ่งยิ่งค่านี้สูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งกันความร้อนได้ดีมากขึ้น ดังนั้นเลือกฉนวนที่มีค่า R สูงไว้ก่อนนะ
ค่า K หรือ Conductivity
ค่า K คือค่าการนำความร้อน ที่บอกถึงคุณสมบัติการนำความร้อนของฉนวนชนิดนั้นว่านำความร้อนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าค่า K ต่ำ การนำความร้อนก็จะน้อย ความร้อนที่เข้าสู่ตัวฉนวนไปยังภายในบ้านก็จะน้อยลง ดังนั้นยิ่งค่า K ต่ำก็ยิ่งดีนะ
สรุป
ฉนวนกันความร้อนในปัจจุบันมีคุณสมบัติและประสิทธิภาพในการกันความร้อนที่ดีถึง 90 % ขึ้นไปแทบจะทุกประเภท ซึ่งการเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนให้ตรงกับความต้องการก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรารู้จุดประสงค์และสถานที่ รวมถึงเข้าใจค่าการต้านทานความร้อนและค่าการนำความร้อนที่มีบอกไว้ที่ในข้อมูลผลิตภัณฑ์ และเมื่อตัดสินใจได้ก็ควรเรียกช่างที่เชี่ยวชาญในการติดตั้งฉนวนกันความร้อนโดยเฉพาะ เพื่อผลลัพธ์สุดท้าย คือการ “อยู่เย็น” เป็นสุขที่บ้านของคุณ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรกในการซื้อบ้านสักหลัง ถ้าไม่ใช่ทำเล ก็คือพื้นที่ใช้สอยและความคุ้มค่า แต่อีกสิ่งที่หลายคนมองข้ามนั่นก็คือ เรื่องของการมูเตลู ถึงตรงนี้อาจมีบางคนสงสัยว่า “มูเตลู” คืออะไร การมูเตลู เป็นการบูชาของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างพลังงานบวก ส่งเสริมชีวิตให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยแต่ละคนจะมีลักษณะของการมูที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งวันนี้เราจะนำเรื่องเหล่านี้มาประยุกต์เข้ากับการซื้อบ้าน ซึ่งมีข้อง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
รูปทรงบ้านไม่แหว่ง
เพราะบ้านที่มีลักษณะเว้าแหว่ง อาจทำให้พลังงานหมุนเวียนไม่ทั่วถึง ขาดความสมดุล ดังนั้นบ้านที่หาจุดกึ่งกลางได้ดีจึงเป็นบ้านรูปทรงสี่เหลี่ยม เมื่อพลังงานหมุนเวียนได้เต็มที่ ก็จะทำให้เจ้าของหรือแม้แต่สมาชิกของบ้าน มีสุขภาพแข็งแรง อีกทั้งยังทำให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข เงินทองไหลเข้าบ้านได้สะดวก
อย่าลืมดูทิศของตัวบ้าน
ตามหลักแล้ว ตัวบ้านควรหันไปทางทิศเหนือ นอกจากจะทำให้บ้านไม่ร้อนแล้ว ยังเป็นทิศของธาตุน้ำ ที่จะทำให้บ้านมีแต่ความสงบร่มเย็น แต่ถ้าต้องการรับทรัพย์ ตัวบ้านควรหันไปทางทิศใต้ เนื่องจากเป็นทิศของลม ทำให้มีลมพัดเข้าบ้านตลอดปี ซึ่งมีความเชื่อว่าลมจะพัดพลังงานดี ๆ เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้เจ้าของบ้านมีแต่ความเจริญรุ่งเรือง
มีแสงสว่างเข้าถึงเพียงพอ
เพราะบ้านที่ดีจะต้องมีแสงสว่างตลอดเวลา ดังนั้นภายในบ้านควรมีแสงสว่างเข้าถึงในทุก ๆ พื้นที่ ซึ่งถ้ามุมไหนเป็นมุมอับ แสงเข้าไม่ถึง ให้ใช้แสงจากหลอดไฟทดแทน ทั้งนี้ก็เพื่อดึงพลังงานแห่งความมั่งคั่งเข้าบ้าน ทำให้บรรยากาศของบ้านดูสว่างไสวตลอดเวลา ไม่หม่นหมอง
ให้ความสำคัญกับการตกแต่งภายใน
การใช้โทนสีสว่าง จะช่วยกระตุ้นพลังงานและสร้างความอบอุ่น ยิ่งไปกว่านั้น การตกแต่งบ้านด้วยต้นไม้มงคล เช่น ต้นนางกวัก ที่ช่วยกวักเงิน โชคลาภเข้าบ้าน ต้นเสน่ห์จันทร์แดง ช่วยเรื่องเมตตามหานิยม มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู หรือแม้แต่จุดเล็ก ๆ อย่างการมีดอกไม้สดอยู่ในห้อง เพราะดอกไม้จะเป็นตัวช่วยดึงดูดความโชคดี มีพลังของการเยียวยา เพิ่มเสน่ห์ให้กับเจ้าของบ้านได้
ปลอดโปร่งและร่มรื่น
นอกจากต้นไม้จะให้ร่มเงาแล้ว ยังช่วยให้อากาศบริเวณบ้านสดชื่นอีกด้วย ซึ่งถ้าเปรียบตามหลักฮวงจุ้ย ต้นไม้เปรียบเสมือนความเจริญงอกงาม ยิ่งร่มรื่น จะยิ่งช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองดั่งเช่นต้นไม้ ไม่มีอับเฉา สุขภาพแข็งแรง
เพราะที่ Kaidee เราให้ความสำคัญกับทุก ๆ เรื่องของการอยู่อาศัย เราจึงมีที่พักทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทำเลยอดฮิตในราคาที่จับต้องได้ หรือแม้แต่รูปทรงบ้านได้มาตรฐานตามหลักฮวงจุ้ย บอกเลยว่า จะสายมูหรือสายไหนก็ได้บ้านในฝันอย่างแน่นอน
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปัจจุบันเทรนด์ในการรีโนเวทบ้านกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากบ้านหรือคอนโดบางหลังนั้นอาจจะมีดีไซน์ที่ไม่ทันสมัยแล้ว รวมถึง Life Style ไม่ตอบสนองกับวิถีชีวิตในยุคนี้ ทำให้หลาย ๆ คนมองหาการรีโนเวทมากกว่าการซื้อที่อยู่ใหม่ เนื่องจากใช้งบที่ประหยัดกว่าและมีขั้นตอนต่าง ๆ น้อยกว่า แต่หากคุณกำลังที่จะรีโนเวทบ้านเรามีคำแนะนำมาฝาก
หาข้อมูลเยอะ ๆ
ขั้นตอนแรกสำหรับการรีโนโวทบ้านนั้น สิ่งแรกที่เราควรจะทำคือการหาข้อมูลเกี่ยวกับการรีโนเวทให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสไตล์ วัสดุ ขนาดพื้นที่ ตำแหน่งการวางหลอดไฟ ฯลฯ ยิ่งเรามีข้อมูลเยอะเท่าไหร่ เรายิ่งเห็นภาพรวมของการรีโนเวทมากขึ้น
ลองออกแบบด้วยตัวเอง
ปัจจุบันเรามีเครื่องมือในการออกแบบบ้านที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถที่จะออกแบบบ้านด้วยตัวเราเอง ทำให้เราสามารถที่จะประหยัดเงินในการจ้างช่างมาออกแบบได้หลายบาท อีกทั้งเราจะเห็นภาพในบ้านของเราชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญการทำแบบนี้ยังสนุกอีกต่างหาก
กำหนดงบไว้อย่างชัดเจน คุยกับผู้รับเหมาให้เคลียร์
หนึ่งในปัญหาที่หลาย ๆ คนมักจะเจอคือการที่งบประมาณที่ตั้งไว้มักจะใช้คำว่าประมาณ ดังนั้นหากเป็นไปได้ให้เรากำหนดงบประมาณที่แน่ชัด ค่าวัสดุ ค่าจ้างคนงาน ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่ารื้อถอน ฯลฯ โดยเราควรคุยกับบรรดาเหล่าผู้รับเหมาให้จบในครั้งเดียวและได้ตัวเลขออกมาแน่นอน ซึ่งวิธีการที่ผู้เขียนอยากจะแนะนำคือการบอกงบที่เรามีให้ผู้รับเหมารับทราบไปเลย เอาให้ชัดเจนจะได้ไม่ต้องมาเพิ่มเงินกันในภายหลัง
เลือกวัสดุให้เหมาะสมกับราคา
สำหรับการรีโนเวทแม้ว่าเราจะมีธีมในใจ แต่เป็นไปได้ยากที่เราจะได้วัสดุตามที่เราต้องการและราคาที่ถูกใจ เนื่องจากหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งที่ตั้งของร้านค้า ตำแหน่งของบ้าน และราคาที่แตกต่างกันตามแต่ละพื้นที่ ดังนั้นหากเป็นไปได้ เราควรที่จะหาวัสดุให้เหมาะสมกับราคา ไม่ควรจะแพงเกินไป อันไหนประหยัดได้ประหยัด ที่สำคัญอย่าลืมในเรื่องของการรับประกัน อันจะส่งผลต่อการใช้งานในระยะยาว
อะไรที่ทำได้เองทำไปเลย
ในงานรีโนเวทบางจุดนั้น เราอาจที่จะไม่จำเป็นต้องใช้บริการของผู้รับเหมาเสมอไป เช่นการทาสีภายใน การประกอบเฟอร์นิเจอร์บางชิ้น เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้อาจจะเสียเวลาสักหน่อย แต่ก็ทำให้เราประหยัดงบประมาณได้หลายบาท ที่สำคัญงานบางอย่างยิ่งทำยิ่งชำนาญ กลายเป็นทักษะติดตัวไปอีกต่างหาก
สุดท้ายนี้ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในรีโนเวทบ้านและงบไม่บานปลาย แต่หากว่าคุณอยากจะได้บ้านที่เหมาะกับคุณ หรือหาบ้านที่อยู่ในทำเลที่เหมาะสมเพื่อนำมารีโนเวท ก็ลองมาหาดูใน BaanKaidee ที่นี่เรามีบ้านมากมายให้ได้เลือกหา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย สนใจก็ลองเข้ามาหาดูกันได้เลย