Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ความต้องการต่างๆก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของที่อยู่อาศัย การถือครองกรรมสิทธิ์ก็เปลี่ยนไปจากอดีต หลายๆคนหันมาเลือกที่อยู่อาศัยแบบ Leaseholde มากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า Leasehold และ Freehold คืออะไร บทความนี้จะมาตอบคำถามที่คุณและหลายๆคนสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของ Leasehold และ Freehold เพื่อเป็นประโยชน์กับการถือครองและการลงทุนในอนาคต
Leasehold และ Freehold คืออะไร
ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคอนโด การซื้อบ้าน เพื่อการอยู่อาศัยหรือการลงทุน มีสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการถือครองกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์ของคอนโด อย่าง Leasehold และ Freehold ซึ่งหัวข้อนี้กลายเป็นเทรนด์การเลือกที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน การรู้ถึงข้อมูลในส่วนนี้จึงมีประโยชน์กับคุณเป็นอย่างมาก
การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดแบบ Leasehold
เป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ในรูปแบบที่เจ้าของโครงการปล่อยให้ผู้ซื้อเช่าระยะยาว หรือพูดง่ายๆว่า สิทธิ์การเช่าถือครองอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว
การถือกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ผู้ซื้อหรือนักลงทุนเช่าจะเป็นเจ้าของห้องแค่เพียงชั่วคราว เมื่อครบกำหนดระยะเวลาของกรถือครองกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อหรือนักลงทุนเช่าต้องคืนคอนโดมิเนียมที่ถือครองหรือไม่ก็ต่อสัญญายืดระยะเวลาออกไปจากเดิม ซึ่งปกติทั่วไปแล้วสัญญาแบบ Leasehold จะมีผลอยู่ที่ 30 ปี ตามเงื่อนไขของแต่ละที่ ซึ่งหากครบกำหนดเวลาแล้ว กรรมสิทธิ์ในคอนโดจะตกเป็นของเจ้าของโดยทันที และหากเกิดเหตุร้ายกับคอนโดมิเนียม จะไม่มีสิทธิ์ในการได้รับค่าชดเชย
การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดแบบ Freehold
การถือกรรมสิทธิ์ในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม จะตกเป็นของผู้ซื้อ 100% หรือเรียกง่ายๆว่า การซื้อขายสิทธิ์ขาด โดยเจ้าโครงการจะทำการขายขาด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อที่จะได้รับกรรมสิทธิ์ในส่วนนี้ไป ซึ่งใครที่ต้องการกู้กับธนาคาร สามารถได้วงเงินสูงสุดเต็ม 100% และมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องมีการต่อสัญญาหรือคืนสิทธิ์ให้กับผู้ขาย และหากมีการเวนคืนที่ดิน ภัยพิบัติ ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์จะได้รับค่าชดเชย การถือครองกรรมสิทธิ์ในครั้งนี้สามารถส่งต่อกรรมสิทธิ์ไปยังลูกหลานได้
Leasehold และ Freehold ต่างกันอย่างไร
การถือครองกรรมสิทธิ์
การถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold คือการถือครองแบบให้เช่าในระยะยาว ที่มีกรอบเวลากำจัดอยู่ที่ 30 ปีโดยประมาณ ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์คอนโดไม่ใช่ผู้เช่าซื้อ แต่เป็นเจ้าของโครงการ เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนให้ไปกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วน Freehold เป็นการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% ซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปขายต่อหรือมอบให้เป็นมรดกของครอบครัว
ผลประโยชน์จากการถือครองกรรมสิทธิ์
การถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold ผู้ถือครองจะได้รับผลประโยช์สูงสุดจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่หากเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ผู้ถือครองคอนโดมิเนียม จะไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการเก็งกำไร แต่จะได้รับในรูปแบบของค่าเช่าในระยะเวลาที่ได้รับการกำหนด เนื่องจากคอนโดมิเนียมในรูปแบบนี้ มักจะอยู่ในทำเลที่สำคัญและมีศักยภาพสูงมาก เช่ยถนนวิทยุ สามย่าน หรือย่านธุรกิจที่สำคัญอย่างเช่น สาทร รัชดา พระรามเก้า ที่ชาวต่างชาติและคนไทยบางกลุ่มมีความต้องการในการเช่าอยู่ในระยะยาว และมักจะได้ราคาปล่อยเช่าที่ดีด้วย
สิทธิ์ในการถือครองของชาวต่างชาติ
เมื่อเปิดอ่านกฏหมายในประเทศไทย อย่าง พ.ร.บ. อาคารชุด พบว่าชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของคอนโนมิเนียมได้ประมาณ 49% ของยูนิตทั้งหมด ซึ่งการถือกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold เป็นสัญญาแบบเช่าระยะยาว ซึ่งต่างจาก Freehold ที่ในเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือครองสิทธิ์ของชาวต่างชาติทำได้ยาก หากชาวต่างชาติต้องการถือครองกรรมสิทธิ์ Freehold คือคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด
การจัดสรรพื้นที่ภายในคอนโด
ในข้อนี้อาจจะแตกต่างจากข้ออื่นตรงที่เป็นการจัดสรรพื้นที่ภายในคอนโดของตัวเอง หากคุณเป็นคนที่ถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold การจัดการ ปรับปรุงห้อง ตกแต่งห้อง สามารถทำได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอะไร เพราะเราเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ 100% ต่างจากการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ที่เราผู้ถือครองคอนโดเป็นเพียงเจ้าของในระยะเวลาเช่าทั้งหมด แต่สุดท้ายกรรมสิทธิ์ในการถือครองคอนโดยังคงเป็นเจ้าของโครงการ
จุดเด่นของแต่ละกรรมสิทธิ์
ก่อนตัดสินใจถือครองกรรมสิทธิ์ ลองมาดูจุดเด่นของแต่ละรุปแบบกันดีกว่า
จุดเด่นของ Leasehold
ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนเยอะ
แง่การลงทุน ได้กำไรแบบไม่ต้องลงทุนมาก
จุดเด่นของ Freehold
เป็นเจ้าของได้เลย
มีสิทธิ์ในการตัดสินใจรีโนเวทหรือขายอสังหาริมทรัพย์
ได้รับผลประโยชน์โดยตรง
Freehold และ Leasehold เหมาะกับใคร
ด้วยการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% การถือกรรมสิทธิ์ในรูปแบบนี้จึงเหมาะกับคนที่มองหาคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง อยู่เป็นระยะเวลานาน และเป็นสินทรัพย์ส่วนตัว ขายต่อเก็งกำไรได้ หรือจะส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคตก็ได้
อยู่ยาว แต่ไม่เป็นภาระทางการเงิน Leasehold
การถือครองกรรมสิทธิ์ในรูปแบบของ Leasehold เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดมิเนียมในทำเลที่เดินทางง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ มักตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่เป็นการพักอาศัยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ได้เป็นเจ้าของแบบ 100% ไม่สามารถขายต่อเพื่อเก็งกำไร หรือส่งต่อให้ลูกหลานได้ แต่จะส่งผลดีในด้านการเงิน ไม่ต้องมีภาระหนี้ระยะยาว และผ่อนได้ในราคาที่ด่ำกว่าคอนโดมิเนียมปกติทั่วไปแบบ Freehold
ข้อดี ข้อเสีย ของ Leasehold และ Freehold
Leasehold
ข้อดี ข้อเสีย ของ Leasehold
ข้อดี
ทำเลดี
ราคาถูกกว่า
ส่งผลดีต่อชาวต่างชาติในการถือครองกรรมสิทธิ์
มีการบำรุงรักษาจากโครงการมืออาชีพตลอดเวลา
ข้อเสีย
ไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ
Freehold
ข้อดี ข้อเสีย ของ Freehold
ข้อดี
ถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100%
กู้เงินจากธนาคารได้สูงสุด 100%
คอนโดมีโอกาสปรับสูงขึ้น
ข้อเสีย
ไม่ได้มีการบำรุงรักษาอาคารตลอดเวลาเหมือน Leasehold
เลือกการถือครองกรรมสิทธิ์ตามความสะดวกของคุณ
การถือครองกรรมสิทธิ์ทั้ง 2 รูปแบบ เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่ต้องการจุดพักอาศัยที่ช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์อย่างสูงสุด โดยที่ Leasehold และ Freehold มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ซื้อ หรือแม้กระทั่งนักลงทุนที่สนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในแต่ละการถือครอง มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ที่เราควรทำความเข้าใจ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาข้อมูลเชิงลึกของ Leasehold และ Freehold อย่างละเอียด ก็มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ในการสร้างบ้านแต่ละครั้ง มีอุปกรณ์หลายอย่างที่เราจะต้องใส่ใจในการเลือกหา รวมถึงกระเบื้องปูพื้นที่เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะต้องพร้อมเป็นวัสดุปูพื้น ทำหน้าที่ในการรองรับแรงกระแทก และต้องแข็งแกร่งพอเพื่อการวางเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งของต่างๆภายในบ้าน การจะเลือกกระเบื้องสักหนึ่งแผ่นจึงต้องใช้ความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะกระเบื้องคือองค์ประกอบที่ต้องอยู่คู่กับบ้านเราไปอีกนาน รับรองได้เลยว่าหลังจากอ่านบทความนี้ไป การเลือกกระเบื้องจะไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไป
รู้จักประเภทกระเบื้องที่นิยมนำมาใช้งาน
เวลาที่เราต้องการซื้อวัสดุกระเบื้อง เรามักจะเห็นกระเบื้องมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบที่รู้จักและไม่รู้จัก อย่างไรก็ตาม หากเราทราบว่ากระเบื้องที่เราจำเป็นจะต้องใช้งาน คือกระเบื้องชนิดไหน มีวิธีการในการใช้งานอย่างไร การเลือกกระเบื้องของเราจะประหยัดเวลา และได้กระเบื้องที่มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งานแน่นอน
กระเบื้องเซรามิค (Ceramic)
กระเบื้องเซรามิค เป็นกระเบื้องที่พบเห็นได้ทั่วไป มีสีสันสวยงาม หลากหลายลวดลายให้เลือกซื้อมาปูพื้นภายในบ้านของเรา ซึ่งกระเบื้องประเภทนี้ ถูกแบ่งออกเป็น กระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องปูผนัง จึงต้องสอบถามพนักงานให้แน่ชัดว่าเป็นกระเบื้องที่ใช้กับประเภทไหนก่อนที่จะทำการเลือกซื้อ เป็นกระเบื้องที่ดูแลรักษาง่าย แต่ต้องคำนึงการนำกระเบื้องชนิดนี้ไปปูพื้นอยู่บางข้อ เนื่องจากเป็นพื้นมันและลื่น หากนำมาปูในพื้นที่เปียก อาจเกิดอันตรายต่อคนในบ้านได้
กระเบื้องเนื้อสีน้ำตาล (Stoneware) กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile)
สามารถดูดซับน้ำได้ดีกว่าพอร์ชแลน เคลือบผิวหนาแบบด้าน แบบมัน แบบผิวหยาบ บางชนิดมีร่องตามลวดลาย ไม่ตัดขอบ ขนาดบางเบา ฐานกระเบื้องจะเป็นสีน้ำตาล มีความแข็งแรงและทึบแสง ผิวด้านบนมีการตกแต่งลวดลาย แต่ไม่เหมาะกับการรับแรงเยอะๆ จึงเหมาะแก่การนำมาปูพื้นที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก เช่น ห้องน้ำ เป็นต้น
กระเบื้องปูพื้นผนัง (Wall Tiles)
เหมาะกับการปูผนังมากกว่าปูพื้น เนื่องจากไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตที่อุณหภูมิสูงเหมือนกระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ทำให้กระเบื้องไม่ได้มีความหนามาก รับน้ำหนักได้ไม่เยอะมาก ไม่สามารถวางเฟอร์นิเจอร์หนักๆ หรือไม่สามรถรับน้ำหนักตัวได้มากเท่าที่ควร อาจจะเกิดการแตกหักของกระเบื้องได้ แต่เนื่องจากความหนาแน่นที่ไม่ได้มากเท่ากับกระเบื้องปูพื้น จึงทำให้เวลาที่นำมาปูผนัง สามารถยึดเกาะกับปูนได้มากกว่ากระเบื้องปูพื้น เพราะมีน้ำหนักเบากว่ามาก มีค่าการซึมที่ประมาณ 5-7% จึงไม่เหมาะกับการปูภายนอกบ้าน เพราะอาจจะเกิดการร้าวหรือแตกหักได้
กระเบื้องโมเสก (Mosaic)
กระเบื้องขนาดเล็กสีสันสดใส มีทั้งแบบแก้วและแบบเซรามิค ส่วนใหญ่ใช้เพื่อนำไปตกแต่งลวดลาย มีคุณสมบัติดูดซึมน้ำน้อย จึงเหมาะกับการนำไปตกแต่งห้องน้ำ ซึ่งสามารถนำไปตกแต่งผนังห้องหรือปูพื้นห้องน้ำก็ได้ และอีกหนึ่งความสามารถของกระเบื้องโมเสกคือสามารถปูในพื้นที่โค้งได้ แต่หากใครที่ไม่ชอบทำความสะอาดบ่อยๆ แนะนำให้วางกระเบื้องโมเสกในจุดที่สกปรกได้ยาก เนื่องจากกระบื้องโมเสกมีขนาดเล็กอาจจะทำให้เราทำความสะอาดยากกว่าปกติ
กระเบื้องแก้ว (Glass Tiles)
มักนำมาใช้แทนกระเบื้องโมเสก มีคุณสมบัติโปร่งแสง สีสันหลากหลาย มันเงา จึงเหมาะที่จะนำมาตกแต่งในบ้าน ในห้องน้ำ หรือสระว่ายน้ำ แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูง
กระเบื้องดินเผา (Earthenware)
กระเบื้องดินเผา ที่มีการนำดินไปเผาจนแข็งตัวและนำมาทำเป็นแผ่นเพื่อนำปูพื้น ส่วนใหญ่มีสีน้ำตาลธรรมชาติ และไม่มีการเคลือบผิวหรือขัดเงา ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติมาก เก็บความขื้นได้ดี จึงไม่เหมาะกับสถานที่ที่ต้องเปียกตลอดเวลา อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อกระเบื้องชนิดนี้ได้ง่าย และมักจะทำความสะอาดยาก ส่วนมากจึงถูกนำมาใช้ปูในพื้นที่ที่ไม่ต้องทำความสะอาดมากเท่าจุดอื่นๆ เช่นห้องน้ำส่วนพื้นแห้ง หรือไม่ต้องตากแดดตากฝน เพราะเปราะและแตกหักง่าย
กระเบื้องพอร์ชเลนเคลือบผิว (Porcelain Tile)
ส่วนผสมหลักมาจากดินขาวเนื้อละเอียด มีแร่ธาตุผสมอยู่เยอะ แต่เผาด้วยอุณหภูมิที่สูงมาก 1,200 – 1,300 องศาเซลเซียส จึงทำให้พอร์ชเลนเป็นกระเบื้องที่มีความแข็งแรงสูง รับแรงได้มาก ทนต่อการเสียดขูด เนื้อกระเบื้องแน่น ทนทานกว่า Floor Tile ส่วนใหญ่เป็นกระเบื้องแบบตัดขอบ ปูพื้นได้แนบชิดสนิทกว่า โดยระยะยาแนวอยู่ที่ 2 มม. ดูดซึมน้ำที่ 0.5-1% สามารถปูพื้นในบ้านและภายนอกบ้านได้ แถมยังสามารถปูพื้นบ้านและผนังบ้านได้อีกด้วย โดยแบ่งได้ 2 แบบ คือ
แบบเคลือบผิว หรือเกลซพอร์ชเลน (Glazed porcelain Tile)
กระเบื้องเกลซพอร์ชเลน ผ่านกระบวนการพิมลาย และเคลือบบนพื้นผิวชั้นบนสุด ทำให้กระเบื้องเกลซพอร์ชเลนมีสีสัน ลวดลายที่หลากหลายกว่ากระเบื้องแกรนิตโต้ แต่หากกระเบื้องชนิดนี้ได้รับความเสียหาย หรือแตกหัก จะสังเกตุเห็นได้ว่ากระเบื้องชนิดนี้ ผิวหน้าและเนื้อกระเบื้องแยกสีออกจากกันอย่างชัดเจน โดยผิวด้านบนจะเป็นส่วนที่ผสมสี และด้านล่างจะเป็นพื้นผิวที่โดนเคลือบสีที่ผสมมาแล้ว
แบบเนื้อเดียวทั้งแผ่น หรือแกรนิตโต้ (Homogrneous Tile)
ไม่ว่าจะผ่านการกระแทกหรือเสียดสีมากแค่ไหน กระเบื้องแกรนิโตจะยังคงสีที่เหมือนกันทั้งแผ่น เพราะเป็นกระเบื้องที่มีการผสมเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด หรือเรียกว่า Full Body เหมาะกับการปูพื้นโดยเฉพาะส่วนที่เข้ามุม แต่ในเรื่องของสี มักจะเป็นสีเอิร์ธโทน เพราะมีส่วนผสมของดินขาวอยู่ด้วย และยังสามารถทำผิวสัมผัสได้มากกว่ากระเบื้องชนิดอื่นๆด้วย
วิธีการเลือกกระเบื้องปูพื้นในบ้าน ต้องดูจากอะไรบ้าง
หลังจากที่เรารู้จักชนิดของกระเบื้องแล้ว การเลือกกระเบื้องในแต่ละครั้ง ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากเช่นกัน เพื่อที่เราจะได้เลือกใช้งานได้อย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับพื้นที่ที่เราจะใช้งาน
เลือกกระเบื้องให้เหมาะกับการใช้งาน
ก่อนจะเลือกซื้อกระเบื้อง เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า พื้นที่เราต้องการจะปูพื้นเป็นโซนไหน ปูพื้นกระเบื้องภายในบ้าน ภายนอกบ้าน หรือในพื้นที่ที่เปียกตลอดเวลา อย่างห้องน้ำ หรือลานซักล้างในบ้าน เพื่อที่จะได้ทำการเลือกพื้นผิวของกระเบื้อง ชนิดของกระเบื้องได้อย่างถูกต้องตามการใช้งาน
พื้นที่ภายในบ้าน
ห้องขนาดเล็ก กระเบื้องที่ใช้ ควรมีขนาดเล็กหรือเป็นกระเบื้องยาวเรียว สีอ่อน ลวดลายเพียงเล็กน้อย
ห้องขนาดกลางและขนาดใหญ่ เลือกได้ทุกโทนสี ทุกลวดลาย เต่เน้นการวางกระเบื้องแบบมีจุดนำสายตาให้ดูมีลูกเล่นที่น่าสนใจ เลือกให้ขนาดเหมาะกับห้อง เข้ากับสไตล์ของห้องนั้นๆ
ห้องนอน กระเบื้องที่เหมาะสมกับห้องนอน ควรเลือกเป็นแบบผิวมันเงาหรือผิวเรียบ สีสบายตา โล่งโปร่ง ดูเหมือนมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม ดูสวยงาม หรูหรา เหมาะกับการพักผ่อน และยังทำความสะอาดได้ง่ายด้วย
ห้องรับแขก ห้องที่เป็นด่านหน้าของบ้าน ที่ใครๆมาหาเราก็จะต้องผ่านตรงส่วนนี้ก่อนทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การเลือกกระเบื้องควรเลือกเป็นกระเบื้องขนาดกลางๆ ใช้โทนสีที่สื่อถึงความเป็นมิตร โทนอ่อนๆ อบอุ่น และเป็นกระเบื้องหน้าเงา จะยิ่งช่วยเพิ่มความหรูหราให้กับห้องรับแขก ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่าเจ้าบ้านเตรียมพร้อมต้อนรับแขกคนพิเศษเข้ามาในบ้านด้วย
ห้องครัว เป็นห้องที่ต้องเจอทั้งความร้อน และจะต้องทำความสะอาดบ่อยเนื่องจากคราบของการทำอาหาร กระเบื้องที่เลือกใช้ ควรใช้แบบที่มีความฝืดเล็กน้อย แผ่นค่อนข้างใหญ่ รอยต่อแผ่นมีให้น้อยที่สุด เพื่อให้ทำความสะอาดคราบมัน คราบสิ่งสกปรกตามร่องได้ง่าย ส่วนตัวที่ปูพื้นเคาน์เตอร์ครัว ควรใช้กระเบื้องที่ทนความร้อนได้ดีกว่าพื้นห้องครัว แต่จะต้องทำความสะอาดได้ง่ายๆเช่นกัน
ห้องน้ำ ห้องที่เราต้องเจอกันบ่อยที่สุดในทุกๆวัน เป็นห้องที่เราควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งชนิดกระเบื้อง รูปแบบ โทนสีที่จะใช้ เพราะเป็นอีกหนึ่งโซนที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ กระเบื้องที่ใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวหยาบ ขนาดไซส์กระเบื้องปกติเพื่อให้มีร่องกระเบื้องเพิ่มขึ้น มีพื้นที่ให้ฝ่าเท้ายึดเกาะ ป้องกันการลื่นล้มทั้งเจ้าของบ้านและแขกที่มาเยือน
พื้นที่ภายนอก
เป็นอีกหนึ่งโซนที่เราควรเลือกกระเบื้องอย่างพิถีพิถัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะเกิดอันตรายได้ง่าย อย่างเช่น ระเบียง ลานซักล้าง ลานจอดรถ หรือ ลานพักผ่อนข้างบ้าน กระเบื้องที่เลือกใช้ควรเป็นกระเบื้องผิวสัมผัสหยาบ แต่ไม่หยาบมากจนเกินไป เพื่อให้ทำความสะอาดได้ง่าย และเดินได้อย่างมั่นใจ ไม่เดินลื่นเมื่อพื้นเจอกับน้ำ
รูปแบบกระเบื้อง
กระเบื้องตัดขอบ
เป็นกระเบื้องที่เมื่อเผาเสร็จแล้ว จะถูกนำมาตัดขอบข้างให้เรียบเนียน เป็นมุมฉาก รอบกระเบื้องจะเรียบตรง ปูได้แนบชิดมากกว่ากระเบื้องไม่ตัดขอบ โดยมีระยะยาแนวประมาณ 2 มิลลิเมตร หรือตามความเหมาะสมในการเว้นระยะยาแนว
กระเบื้องไม่ตัดขอบ
ส่วนใหญ่จะเป็นกระเบื้องเซรามิก ที่เมื่อเข้าเตาเผาเสร็จแล้วกระเบื้องจะเกิดการขยายตัว ทำให้กระเบื้องขอบไม่เรียบตรงเท่ากับก่อนเผา ส่วนใหญ่มักจะเว้นระยะยาแนวไม่ต่ำกว่า 3 มม.
ลักษณะพื้นที่ที่ติดตั้ง
พื้นที่ที่จะปูพื้นนอกจากจะแยกเป็นโซนของแต่ละห้องแล้ว จะต้องดูด้วยว่าเราจะปูพื้นหรือปูผนังบ้าน เพราะการใช้งานและการรับน้ำหนักแตกต่างกันไป กระเบื้องปูพื้นจะต้องรับน้ำหนักมากกว่าพื้นที่อื่นๆ แข็งแรงกว่าพื้นที่อื่นๆ ในส่วนกระเบื้องปูผนัง รับน้ำหนักได้แต่น้อยกว่ากระเบื้องที่ใช้ปูพื้นทั่วไป
กระเบื้องปูพื้นมีหลายขนาด การวัดขนาดก็จะแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นแบบเซนติเมตรและหน่วยนิ้ว (1 นิ้วเท่ากับ 2.54 เซนติเมตร) สามารถแบ่งคร่าวๆได้ดังนี้
กระเบื้องเซรามิค ขนาดหลากหลาย แต่ไม่ใหญ่มาก กว้างxยาว ขนาดตั้งแต่ 10-30 ซม.
กระเบื้องพอร์ชเลน ขนาดใหญ่กว่าเซรามิค กว้างxยาว 60×60 ซม., 80×80 ซม., 60×120 ซม. หรือขนาดใหญ่ 80×240 ซม.
กระเบื้องโมเสค ขนาดไม่เกิน 10×10 ซม.
โดยขนาดที่ผลิตส่วนใหญ่ สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการติดตั้ง ดังนี้
กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 12×12 นิ้ว, 13×13 นิ้ว, 16×16 นิ้ว, 24×24 นิ้ว
กระเบื้องปูผนัง (Wall Tile) ขนาดที่นิยมผลิต มีตั้งแต่ 8×8 นิ้ว, 8×10 นิ้ว, 10×16 นิ้ว, 12×24 นิ้ว
ตกแต่งกรุยเชิง ขนาดที่นิยมผลิต มีขนาดตั้งแต่ ½ นิ้ว จนถึง 4×8 นิ้ว, 10 นิ้ว, 16 นิ้ว, 24 นิ้ว
ซึ่งเราสามารถคำนวณคร่าวๆได้ ดังนี้
จำนวนกล่อง = กว้างxยาว ของพื้นที่ที่จะปู (เมตร)
จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ต่อ 1 กล่อง (ตารางเมตร)
*กรุยเชิง หมายถึง คิ้วหรืออุปกรณ์เข้ามุมโต๊ะ พื้นที่ต่างระดับ โดยทั่วไปจะเป็นแบบมุมโค้งและแบบมุมเหลี่ยม แบ่งการใช้งานตามความเหมาะสม ส่วนใหญ่จะพบว่าถูกตกแต่งพื้นหรือผนัง เพื่อความหลากหลายในการออกแบบการปูพื้นและผนัง
เลือกจากผิวสัมผัส
กระเบื้องปูพื้นที่มีอยู่ทั่วไปตามร้านขายอุปกรณ์สร้างบ้าน มีทั้งแบบเรียบ มัน หยาบ หรือกึ่งมันกึ่งหยาบ ซึ่งการให้ความสำคัญกับเรื่องพื้นผิวสัมผัสมีความจำเป็นอย่างมากในการเลือกกระเบื้องให้เหมะสมกับพื้นที่ใช้งาน หากเป็นพื้นที่ปูพื้นปกติ ก็สามารถใช้กระเบื้องที่ไม่ต้องหยาบมาก แต่หากต้องการการยึดเกาะที่ดี ป้องกันการลื่นอย่างทางลาด ควรมีผิวสัมผัสที่หยาบ โดยเราสามารถดูความเรียบหรือหยาบ ได้จากค่ากันความลื่น หรือค่า R (Slip Resistance)
ค่ากันความลื่นโดยทั่วไปจะอยู่ที่ R9-R12 โดย
กระเบื้องปูพื้นทั่วไป เช่น ห้องนั่งเล่น, ห้องรับแขก, ห้องนอน ค่าอยู่ที่ R9 จะหยาบน้อยสุด
กระเบื้องปูพื้นเปียกน้ำ เช่น ห้องน้ำ, ที่จอดรถ หรือลานซักล้าง ค่าอยู่ที่ R10 จะหยาบปานกลาง
สุดท้าย กระเบื้องปูพื้นภายนอกบ้าน เช่น ทางลาดสำหรับวีลแขร์ หรือทางลาดสำหรับลานจอดรถ ค่าอยู่ที่ R12 ซึ่งจะหยาบมากที่สุด
เลือกเกรดตามการใช้งาน
เกรดของกระเบื้อง แบ่งตามการผลิต ความหนา พื้นผิว การดูดซึม ค่าความลื่น สีสัน ลวดลาย น้ำหนักกระเบื้อง และความผิดพลาดที่เกิดจากการผลิตกระเบื้อง
กระเบื้องเกรด A (Premium)
กระเบื้องที่ไม่เห็นตำหนิบนผิวกระเบื้อง ไม่มีรอยร้าว ไม่มีรอยบิ่น ขอบเรียบ ไม่มีตำหนิใต้เคลือบ ผิวต้องเรียบ ไม่มีรอยรูเข็ม รอยเล็กๆ ในระยะการมองที่ 0.5 เมตร
กระเบื้องเกรด B (Commercial)
กระเบื้องที่มีรอยตำหนิเล็กน้อย อาจจะมีรอยบิ่นเล็กน้อย หรือรูเข็มเล็กๆ ในบางเคสอาจจะมีรอยใต้ผิวเคลือบ มีตำหนิบ้างเล็กน้อย ในระยะการสังเกตุที่ 1 เมตร ราคามักจะถูกกว่ากระเบื้องเกรด A
กระเบื้องเกรด C
กระเบื้องที่มีรอยตำหนิมากกว่ากระเบื้องเกรด B จะสังเกตเห็นได้ในระยะ 2 เมตร อาจจะมีรอยบิ่น การราน หรือการเคลือบกระเบื้องจนเป็นรอย จุดเลอะต่างๆ ในขอบเขตที่กำหนดไว้ อาจจะไม่เกิน 2 จุด หรือพื้นที่รวมไม่เกิน 50 มิลลิเมตร ราคาถูกกว่าทั้งกระเบื้องเกรด A และ B
ค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องก็สำคัญ
หากเราทราบค่าดูดซึมน้ำ จะทำให้การเลือกกระเบื้องปูพื้นหรือปูผนังเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เพราะจะทำให้เราเลือกกระเบื้องที่เหมาะสมกับพื้นที่และการใช้งาน ควรใช้ปูพื้นภายในหรือภายนอกจะให้ประสิทธิภาพและความคุ้มค่าที่ดีกว่ากัน โดยค่าดูดซึมน้ำของกระเบื้องมีดังนี้
0% กระเบื้องไม่ดูดซึมน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องความชื้น ทำให้มีอายุการใช้งานนานสุด ในแง่ของการป้องกันความชื้น
<3% กระเบื้องที่มีการดูดซึมต่ำ เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องเจอน้ำมากๆ เช่น สระว่ายน้ำ ลานซักล้าง ความชื้นจะช่วยเพิ่มอายุให้กับกระเบื้องเหล่านี้ ไม่แตก ไม่สึกกร่อนง่าย
>3-6% การดูดซึมน้ำน้อย สามารถปูพื้นได้ทั่วๆไป ทั้งภายในและภายนอกอาคาร
>6-10% การดูดซึมน้ำระดับปานกลาง จึงเหมาะกับการปูพื้นที่ไม่ชื้นมาก เช่น การปูพื้นภายในอาคาร ไม่โดนแดด โดนฝน
>10-16% มีความสามารถในการดูดซึมน้ำสูง ไม่เหมาะกับการปูพื้นที่มีความชื้นสูง โดยเฉพาะการปูพื้นนอกอาคาร เพราะหากโดนฝนมาก จะเสียหายได้อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลประกอบข้างกล่อง
ข้อมูลข้างกล่องเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราควรจะสังเกตในเมื่อจะต้องไปเลือกซื้อกระเบื้องแต่ละครั้ง เพราะจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่เราจะเลือกกระเบื้องได้อย่างแม่นยำ และสามารถเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจซื้อได้
Pcs. จำนวนแผ่นบรรจุ
SQ.M. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ ตารางเมตรต่อกล่อง
SQ.FT. / CARTON จำนวนพื้นที่ที่ปูได้ หน่วยตารางฟุตต่อกล่อง
เลือกแหล่งซื้อกระเบื้องที่ง่ายและเหมาะสม
ร้านค้าหรือช้อปที่ขายวัสดุ
ห้างร้านที่มีการขายอุปกรณ์แต่งบ้าน เช่น IKEA บุญถาวร Index living mall Home pro หรือร้านค้าที่ขายวัสดุเกี่ยวกับการก่อสร้างบ้านทั่วๆไปตามพื้นที่ที่เราอยู่
ร้านค้าออนไลน์
หากใครไม่อยากเสียเวลาออกไปซื้อกระเบื้องตามห้างร้านที่แนะนำไป ในปัจจุบันทั้งร้านค้าและห้างสรรพสินค้าต่างๆมากมาย เริ่มลงมาขายอุปกรณ์สร้างบ้านกันมากมาย รวมถึงแพลตฟอร์ม E-Commerce ต่างๆ เช่น Shopee, Lazada. IKEA, Kaidee เป็นต้น
ทริคเล็กๆน้อย ที่เอาไว้ทำตามกันได้
Product Name
การจดรายละเอียดของกระเบื้องที่อยู่ข้างกล่อง เช่น รุ่นสินค้า ปีที่ผลิต รหัส สี เก็บไว้เป็นข้อมูล หากเกิดการเสียหายระหว่างก่อสร้าง หรือไม่ได้ทำการซื้อเผื่อพื้นที่ส่วนต่าง จะได้ทำการไปเลือกซื้อเพิ่มได้ง่ายมากขึ้น สำคัญมากคือการเลือกสี เนื่องจากสีในแต่ละการผลิตจะได้ค่าสีออกมาคล้ายเคียงกันแต่ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการเลือกเทียบเฉดสีที่ไปด้วยกันได้ เป็นสิ่งที่จะทำให้บ้านของเราสวยแบบสม่ำเสมอ ไม่โป๊ะแตก
ราคา
กระเบื้องแต่ละชนิดแตกต่างกัน จากขนาดและวัสดุในการผลิต ซึ่งปกติราคากระเบื้องต่อ 1 กล่อง ปูได้ 1 ตารางเมตร แต่บางชนิดอาจจะขายแบบแยกแผ่น หรือขายแบ่งจำนวน
*บวกพื้นที่เพิ่มตัดขอบไปอีก 3-5% สำหรับการปูลายแบบขนาน และเผื่อ 7-10% สำหรับการปูแบบทแยง เผื่อทั้งหมดไว้อีกประมาณ 5% เพื่อป้องกันการแตกหักระหว่างก่อสร้าง มีการเพิ่มเติมของพื้นที่ระหว่างอีกเล็กน้อย หรือซื้อสำรองไว้เปลี่ยนในอนาคต เพราะหากไปซื้อใหม่ในอนาคต ขนาดและสีอาจจะมีการผิดเพี้ยนจากเดิมไป
หากคุณอ่านบทความนี้จบ การเลือกกระเบื้องจะกลายเป็นเรื่องง่าย
การเลือกกระเบื้องแม้ว่าจะมีปัจจัยให้เลือกสรรที่ค่อนข้างมากมาย แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก หากคุณทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อยของกระเบื้องแต่ละชนิด เช่น ค่ากันความลื่น ค่าดูดซึมน้ำ หรือการรู้จักประเภทกระเบื้อง รวมถึงการใช้งาน การเลือกกระเบื้องเพื่อมาใช้ในการทำบ้านของคุณ คุณก็สามารถรับบทเป็นช่างผีมือเทพได้เลยล่ะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ถ้าหากจะกล่าวถึงย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามก็คงจะหนีไม่พ้น เอกมัย และ ทองหล่อ ซึ่งเป็นย่านที่มีความหรูหราและมีการเจริญเติบโตสูงมากในด้านต่าง ๆ เพราะเต็มไปด้วยความสะดวกทั้งห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร คาเฟ่ และแหล่งแฮงก์เอาท์ ให้ได้ใช้บริการกัน รวมถึงทำเลของทั้งสองย่านนี้ที่ใกล้กับถนนหลากหลายเส้น และมีสถานีรถไฟฟ้าซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ในย่านนี้มีบ้านเดี่ยวที่มีความหรูหราผุดขึ้นมามากมายเพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับคนรุ่นใหม่
ข้อดีของการมีบ้านเดี่ยว
บ้านเดี่ยวถือเป็นบ้านที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด มีลักษณะเป็นบ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีผนังของบ้านส่วนไหนที่ติดกัน และด้วยลักษณะเช่นนี้เองที่จะทำให้ การอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวจะช่วยให้หลีกเลี่ยงการมีปัญหากับเพื่อนบ้านได้อีกด้วย โดยตัวพื้นที่ของบริเวณบ้านนั้น มักจะมีพื้นที่ขนาด 50 ตารางวา ขึ้นไป ทำให้สามารถสร้างสรรค์พื้นที่ให้กลายเป็นฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ออกกำลังกาย สวน ที่จอดรถ และอื่น ๆ อีกมากมาย
รวมโครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูย่านเอกมัย-ทองหล่อ
Sakaya 146 Ekamai
Sakaya 146 Ekamai (ศักยะ 146 เอกมัย) เป็นบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury จาก บริษัท ศักยะ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จำนวน 4 ยูนิต ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 10 โดยตัวบ้านถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Crafting Life Less Ordinary มีทั้งหมด 5 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร ที่ดินขนาด 5-63 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอยประมาณ 600-687 ตร.ม. สามารถจอดรถได้ถึง 5-7 คัน พร้อมระบบบ้านอัจฉริยะอย่าง Auto Turntable และ Home Automation ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในก็มาจากแบรนด์ดังในต่างประเทศ เช่น ชุดครัว Bulthaup และ ตู้เสื้อผ้า Kuhlmann เป็นต้น และยังมี สถานีรถไฟฟ้า BTS เอกมัย วิ่งผ่านอีกด้วย
ราคาเริ่มต้น เริ่มต้น 63.5 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Arna Ekamai
Arna Ekamai (อาณา เอกมัย) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Luxury จาก บริษัท ดี เวล แกรนด์ แอสเสท จำกัด ที่มีทั้งหมด 11 ยูนิต ในซอยเอกมัย 12 โดยจับกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์โมเดิร์นผ่านการเล่นกับแสงและเงา โดดเด่นด้วยเฟรม Facdade สี่เหลี่ยมและระแนงอะลูมิเนียมสีโรสโกลด์ ที่สามารถบังแสง สายตา และ เสริมความเป็นส่วนตัวได้ โดยแต่ละยูนิตมีพื้นที่ 36-69 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 345-407.23 ตร.ม. สามารถจอดรถได้ 4 คัน ภายในบ้านออกแบบได้โดยคำนึงถึงการใช้ชีวิตอย่างสูงสุดเห็นได้จากทางลาดที่รองรับวีลแชร์และลิฟต์ส่วนตัวที่สามารถไปยังชั้นต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง รวมถึงยังสามารถเดินทางเข้าออกตัวเมืองได้หลากหลายทางทั้งทางรถยนต์และรถสาธารณะ
ราคาเริ่มต้น โปรโมชั่นเริ่มต้น 47-59 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Prime Nine Ekamai
ขอบคุณรูปจาก Prime Nine Ekamai
Prime Nine Ekamai (ไพรม์ไนน์ เอกมัย) เป็นโครงการบ้านสุดหรู 3 ชั้น 3 ห้องนอน, 4 ห้องน้ำ 2-3 ที่จอดรถ ที่ดินเริ่มต้น 36.3-57.8 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 315-345 ตร.ม. สไตล์เพนท์เฮาส์ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในโซนเอกมัย-พระราม 9 ตัวโครงการสามารถเดินทางได้ด้วยรถส่วนตัวเพื่อเชื่อมไปยังถนน 3 เส้น ได้แก่ ถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท ทางพิเศษศรีรัช และ ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ส่วนการเดินทางด้วยรถสาธารณะนั้นก็ยังมีรถไฟฟ้า Airport Link รามคำแหง ที่อยู่ไม่ไกลจากโครงการให้ใช้บริการกัน
ราคาเริ่มต้น เริ่มต้น 17 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Zilhouette Thonglor
ขอบคุณรูปจาก Zilhouette Thonglor
Zilhouette Thonglor (ซิลลูเอท ทองหล่อ) โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูระดับ Ultra-Luxury จาก บริษัท เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างซอยทองหล่อ 25 ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ ซึ่งภายในโครงการมีเพียง 3 ยูนิตเท่านั้น บ้านแต่ละหลังมี 7 ชั้น ออกแบบในสไตล์ Sophisticated Modern Luxury โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัยและให้ความสำคัญมากในเรื่องความเป็นส่วนตัว บ้านในโครงการแต่ละหลังประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 8 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถ ที่ดินเริ่มต้น 35.00-42.00 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 608-691 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 69 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Quarter Thonglor
ขอบคุณรูปจาก Quarter Thonglor
Quarter Thonglor (ควอเตอร์ ทองหล่อ) ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจสุดหรูอย่างทองหล่อใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ โครงการนี้เป็นโครงการจาก บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด และบริษัท คูน แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด เป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้นระดับ Super Luxury ที่ทั้งโครงการมีอยู่ทั้งหมด 8 ยูนิตเพื่อความเป็นส่วนตัวเริ่มต้น 4-5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3-5 คัน พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 397 ตร.ม. ที่ดินเริ่มต้น 74 ตร.ว. พร้อมเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังอย่าง Poggenpohl kitchen และ Siemens หรือเทียบเท่า
ราคาเริ่มต้น 58.8 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
สรุปท้ายบทความ
นี่คือโครงการบ้านสุดหรูใจกลางเมืองอย่างเอกมัย และ ทองหล่อ ที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าทุกคนจะสนุกและตื่นเต้นกับการออกแบบดีไซน์บ้านเหล่านี้ที่สมกับราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งถ้าใครที่มีคุณทรัพย์ไม่พอกับโครงการเหล่านี้ และอยากได้อสังหาริมทรัพย์ประเภทไหน ก็สามารถเข้ามาหาใน Kaidee Property ได้เช่นเดียวกันเพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมบ้านสวย ๆ หลายสไตล์ที่คุณต้องถูกใจ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ในปัจจุบัน ‘บ้าน’ ที่เห็นกันส่วนใหญ่จะมีแต่บ้านชั้นเดียวและบ้าน 2 ชั้น โดยที่บ้านได้ถูกออกแบบให้ใช้งานได้เพียงพอกับสมาชิกในบ้าน แต่ถ้าหากว่าสิ่งของภายในบ้านเริ่มเยอะขึ้นหรือมีสมาชิกครอบครัวที่เพิ่มขึ้นความต้องการการใช้งานของพื้นที่ก็ต้องเพิ่มขึ้น ทำให้บ้านในปัจจุบันจึงไม่พอต่อการใช้งาน เนื่องจากไม่ได้คิดเผื่อไปถึงอนาคต ทำให้บางครอบครัวต้องซื้อบ้านใหม่ เพื่อรองรับจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เยอะขึ้นนั้นเอง
แต่ถ้าหากใครวางแผนในอนาคตว่าอยากจะมีบ้านสักหนึ่งหลัง อยากจะแนะนำว่าให้คิดเผื่อไปในอนาคตข้างหน้าด้วยว่า จะมีจำนวนสมาชิกครอบครัวที่เพิ่มขึ้นไหม อย่างเช่น ให้คุณพ่อและคุณแม่เข้ามาอยู่ด้วย เนื่องจากท่านอายุเยอะขึ้น จึงต้องอยู่ในการดูแลของลูก ๆ หรือจะมีแผนที่จะมีลูกน้อยกี่คน บ้านหลังนี้ในอนาคตจะสามารถรองรับได้ไหม เพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ อีกทั้งยังต้องมีสิ่งของ เฟอร์นิเจอร์ที่ต้องมีในบ้านอีก ดังนั้น การที่มีบ้านที่คิดเผื่อในอนาคตแล้วและบ้านหลังที่กำลังจะซื้อสามารถรองรับจำนวนสมาชิกครอบครัวในอนาคตและสิ่งของหลาย ๆ อย่าง ได้ก็ดีไม่น้อย ซึ่ง ‘บ้าน 3 ชั้น’ ก็เป็นความคิดที่ดีเลยละครับ
บ้าน 3 ชั้น ดีอย่างไร
1. พื้นที่ใช้สอย
แน่นอนว่าบ้าน 3 ชั้นต้องมีพื้นที่เยอะกว่าบ้านชั้นเดียวหรือบ้าน 2 ชั้นแน่นอน เนื่องจากการเพิ่มชั้น 3 ของบ้านขึ้นมา พื้นที่ก็ต้องเพิ่มขึ้น โดยชั้น 3 อาจจะออกแบบให้มีห้องเพิ่ม ห้องพักผ่อนสำหรับครอบครัว หรืออาจจะมีระเบียงเล็ก ๆ อยู่ชั้น 3 เอาไว้ใช้สำหรับจัดงานสังสรรค์เล็ก ๆ หรือ นั่งพักผ่อนกับสวนลอยฟ้าที่ถูกจัดไว้อย่างสวยงามก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อยและแน่นอนว่าการเลือกออกแบบก็ต้องขึ้นอยู่กับความชอบของคุณด้วยนะ
2. ความเป็นส่วนตัว
การที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าการสร้างห้องต่าง ๆ ก็จะต้องอยู่ห่างจากกัน ทำให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นหรืออาจจะแบ่งชั้นกันอย่างครอบครัวของเจ้าของบ้านจะอยู่ที่ชั้น 3 ห้องนอนลูกอยู่ชั้น 2 และห้องนอนรับรองของญาติพี่น้อง ก็จะช่วยให้มีความเป็นส่วนตัวในการใช้ชีวิตมากขึ้นนั่นเอง
3. ของเยอะไม่ต้องกลัว
การมีชั้นที่เพิ่มขึ้น อาจจะสร้างห้องใดห้องหนึ่งที่ชั้นไหนก็ได้ เอาไว้เก็บสิ่งของต่าง ๆ ที่ไม่ใช้แล้วหรืออาจจะเป็นสิ่งของอย่างอื่นก็ได้ เพื่อที่จะจัดระเบียบบ้านให้เป็นระเบียบมากขึ้นมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ต้องไปเก็บของในพื้นที่จะทำให้บ้านดูรกหูรกตาได้นั่นเอง
10 แบบบ้าน 3 ชั้น
ว่ากันแล้วก็มาดูตัวอย่างแบบบ้าน 3 ชั้นที่ทาง Kaidee Property เอามาให้เพื่อน ๆ ได้เห็นรูปแบบกันว่าเป็นแบบไหน สไตล์ไหน เพื่อเป็นแนวทางให้เพื่อน ๆ ได้นำไปเป็นแบบในการสร้างหรือจะติดต่อสร้างบ้านทางเว็บไซต์ที่ให้เครดิตไว้ได้เลยครับ
1. บ้าน 3 ชั้น สไตล์ไทยผสมโมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์ไทยโมเดิร์น บนที่ดินขนาด 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 200 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน พร้อมที่จอดรถ 2 คัน
ราคา: 5 – 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
2. บ้าน 3 ชั้น สไตล์ไทยผสมโมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์ไทยโมเดิร์น บนที่ดินขนาด 54 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 254 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 6 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน
ราคา: 4 – 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
3. บ้าน 3 ชั้น สไตล์ไทยผสมโมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์ไทยโมเดิร์น บนที่ดินขนาด 56 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 277 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 6 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน
ราคา: 4 – 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
4. บ้าน 3 ชั้น สไตล์ไทยผสมโมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์ไทยโมเดิร์น บนที่ดินขนาด 62 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 293 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 5 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 2 คัน
ราคา: 4 – 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
5. บ้าน 3 ชั้น สไตล์โมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์โมเดิร์น บนที่ดินขนาด 61 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 285 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 2 คัน
ราคา: 4 – 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
6. บ้าน 3 ชั้น สไตล์โมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์โมเดิร์น บนที่ดินขนาด 81 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 397 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 6 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 3 คัน
ราคา: มากกว่า 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
7. บ้าน 3 ชั้น สไตล์โมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์โมเดิร์น บนที่ดินขนาด 86 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 451 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 6 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 3 คัน
ราคา: มากกว่า 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
8. บ้าน 3 ชั้น สไตล์ทาวน์โฮม
รายละเอียด
บ้านสไตล์โมเดิร์น บนที่ดินขนาด 54 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 196 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน
ราคา: 3 – 4 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
9. บ้าน 3 ชั้น สไตล์ทาวน์โฮม
รายละเอียด
บ้านสไตล์โมเดิร์น บนที่ดินขนาด 54 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 249 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 5 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน
ราคา: 4 – 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
10. บ้าน 3 ชั้น สไตล์โมเดิร์น
รายละเอียด
บ้านสไตล์โมเดิร์น บนที่ดินขนาด 59.8 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 276 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน
ราคา: 4 – 6 ล้านบาท
ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก: www.compacthome.co.th
รายละเอียดเพิ่มเติม: ข้อมูลและรายละเอียดแบบบ้าน
สรุปท้ายบทความ
เห็นรูปแบบของบ้าน 3 ชั้น สามารถนำไปเป็นแนวทางหรือจะติดต่อทางเว็บไซต์ที่เรานำแบบบ้านมาให้ดูได้เลย จะเห็นได้ว่าขนาดพื้นที่ใช้สอยของบ้าน 3 ชั้นนั้น มีพื้นที่ที่เยอะขึ้น สามารถรองรับสมาชิกครอบครัว จำนวนสิ่งของได้เยอะขึ้น หากใครกำลังมองหาบ้านที่สามารถเพิ่มพื้นที่การใช้งานในตัวบ้านได้ แต่อยู่ในที่ดินที่มีขนาดจำกัด บ้าน 3 ชั้นก็เป็นแนวคิดที่ดีและตอบโจทย์สำหรับคุณเลยละครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ดูแล้วก็อยากมีบ้าน 3 ชั้นกันเลยใช่ไหม ถ้าหากใครที่กำลังมองหาอยู่ละก็ สามารถเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของ www.compacthome.co.th ได้เลย หรือถ้าหากใครกำลังหาบ้านมือสอง สภาพดี พร้อมเข้าอยู่ ก็สามารถมาหากันได้ที่ Kaidee Property กันได้เลยนะครับ เรามีให้คุณได้เลือกสรรมากมาย หลากหลายรูปแบบ หลากหลายราคากันเลย
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ในปัจจุบันเริ่มมีการพูดถึงบ้านอัจฉริยะกันเยอะ เนื่องจากบ้านในปัจจุบันกำลังที่จะเปลี่ยนจากบ้านแบบเก่าที่ไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไร เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัย แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทของที่อยู่อาศัยด้วยแล้ว เข้ามาทำให้ชีวิต การจัดการภายในบ้านง่ายและสะดวกขึ้น คาดว่าในอนาคตเราจะได้เห็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นกับทุกบ้านแน่นอน
เทคโนโลยีกับบ้านมีประโยชน์อย่างไร
แน่นอนว่าถ้าหากมีเทคโนโลยีที่ปรับเข้ามาใช้ภายในบ้านแล้ว จะทำให้การใช้ชีวิตของคนในบ้านมีความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประโยชน์ของเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยควบคุม ดูแล และช่วยให้มีความปลอดภัยในการใช้ชีวิตมากขึ้นนั่นเอง ส่งผลให้เราไม่ต้องมาคอยเป็นกังวลหรือต้องเหนื่อยจากการที่ต้องลงแรงทำเองในการดูแลสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้าน
มาดู 5 เทคโนโลยีในอนาคตที่บ้านและคอนโดจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้มากขึ้น มีอะไรบ้าง มาดูกันเลย
1. ควบคุมง่าย เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ต้องบอกเลยว่าเทรนด์นี้กำลังอินเทรนด์มาก ๆ เพียงแค่มีแอปพลิเคชันอยู่บนโทรศัพท์มือถือก็สามารถควบคุมการเปิด-ปิดแอร์ ไฟในบ้านทั้งหมด หรือรวมแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งในอนาคตคุณสามารถกดสั่งด้วยปลายนิ้วสัมผัสผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้ควบคุมการสั่งการบนจอโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถควบคุมได้ทุกอย่างภายในบ้าน เป็นการเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมาก ๆ เลยใช่ไหมครับ
หากวันไหนลืมว่าปิดไฟหรือลืมว่าถอดปลั๊กไฟหรือยัง ก็สามารถเข้ามาเช็กได้ที่แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์ก็สามารถปิดได้จากทุก ๆ ที่ โดยไม่ต้องกลับเข้ามาบ้านเพื่อมาปิดไฟเลย ทำให้คุณใช้ชีวิตแบบสะดวกสบายไร้กังวล ที่สำคัญยังเพิ่มความปลอดภัยอีกด้วย
2. Smart Home เพียงออกคำสั่งผ่านเสียง
มาถึงอีกหนึ่งอุปกรณ์ไฮเทคที่เราสามารถออกคำสั่งผ่านเสียง ไม่ว่าคุณจะพูดอยู่ตรงส่วนไหนของห้อง ขอแค่คุณอยู่ในระยะที่อุปกรณ์ Smart Home สามารถได้ยิน มันก็จะทำหน้าที่รับคำสั่งจากเราแล้วไปควบคุมอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในบ้านที่ถูกเชื่อมต่อไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดไฟภายในบ้าน เปิดแอร์ รับโทรศัพท์ เปิดทีวี เปลี่ยนช่อง เปิดเพลง รวมไปถึงรดน้ำต้นไม้นอกบ้าน ที่ฉลาดไปกว่านั้นคือสามารถสั่งของ สั่งอาหารให้เราได้อีกด้วย ทุกอย่างจะทำแทนเราหมด เพียงแค่เราพูดออกคำสั่งแค่นั้น ไฮเทคสุด ๆ ไปเลยล่ะ
3. เสียบปลั๊กไฟทิ้งไว้ไม่ต้องกลัว
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าสนใจสำหรับคนที่ชอบลืมถอดปลั๊กไฟทิ้งไว้ โดยการเสริมจากข้อที่ 1 ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยให้คุณควบคุมการจ่ายไฟฟ้าได้ เพียงแค่มีแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ตัวเสียบปลั๊กไฟ เวลาไปไหนแบบรีบ ๆ แล้วลืมถอดปลั๊ก เพียงแค่เปิดแอปพลิเคชันจากโทรศัพท์ สั่งให้ที่เสียบปลั๊กหยุดจ่ายไฟฟ้าให้อุปกรณ์ที่เสียบปลั๊กทิ้งไว้ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ปลอดภัยขึ้นมาก ๆ เลยครับ
4. ระบบไฟอัจฉริยะ
ในปัจจุบันเทคโนโลยีนี้กำลังได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ เชื่อว่าในอนาคตต้องมีทุกบ้านแน่นอน โดยที่ระบบนี้จะทำหน้าที่เปิดไฟทันทีเมื่อเซ็นเซอร์ตรวจจับว่ามีคนเดินผ่านหรือมีคนย่ำเท้า แล้วแต่ระบบที่ตั้งค่ามาว่า จะให้ได้ยินเสียงหรือว่าเดินผ่าน ตอนไหนจะให้ไฟติด เหมาะกับทุกคนเพราะไม่ต้องมาคอยกดเปิด-ปิดเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ อุปกรณ์นี้สามารถทำให้การเข้าห้องน้ำช่วงดึกของผู้สูงอายุปลอดภัยมากขึ้น โดยที่ไฟเองจะเปิดอัตโนมัติ ไม่ต้องคลำหาที่เปิด-ปิดไฟ ว่าอยู่ตรงไหน ลดการเกิดอุบัติเหตุได้ดีเลยล่ะ
5. กล้องวงจรปิดอัจฉริยะ
กล้องวงจรปิดเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี แต่จะพิเศษกว่าตรงที่ว่ากล้องจะตรวจจับความเคลื่อนไหวของบุคคลได้ตลอดเวลา สามารถแจ้งเตือนกับเจ้าของบ้านได้ทันทีเมื่อมีขโมยหรือมีคนแปลกหน้าเข้ามาในบ้านและที่สำคัญ ตัวอุปกรณ์สามารถแจ้งเตือนมาที่แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือของเราได้ ทำให้โทรแจ้งตำรวจได้ทันเวลา
แต่คิดว่าในอนาคต ตัวกล้องจะมีเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น อย่างเช่นมีการจดจำหน้าเจ้าของบ้านทุกคนได้ สามารถแยกแยะคนแปลกหน้าได้ดียิ่งขึ้นนั่นเองครับ
6. Video Door Phone สะดวกสบายไม่ต้องเปิดประตูเอง
บ้าน ในส่วนของบ้านนั้น ในประเทศไทยอาจจะไม่ได้เห็นการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย จะเห็นได้จากต่างประเทศ เช่น ประเทศเกาหลี ที่จะใช้ Video Door Phone ติดอยู่ข้างประตูเข้า-ออกบ้าน หรือจะติดตั้งเพิ่มไว้ตรงส่วนไหนของบ้านอีกก็ได้และจะมีเครื่องที่มีกล้องติดไว้อยู่ด้านนอกของบ้าน ซึ่งถ้ามีบุคคลมีธุระกับเรา เราจะสามารถดูจากกล้องก่อนได้ว่าใครมา และยังสามารถสื่อสารผ่านลำโพงที่มีติดไว้กับตัวเครื่องด้วย นอกจากนี้ เจ้าของบ้านยังสามารถปลดล็อกประตูบ้านผ่านเครื่องนี้ได้อีกด้วย
คอนโด ในส่วนของคอนโดนั้น จะคล้ายกับบ้านเลย แต่คอนโดบางที่จะไม่ได้ติดเครื่องนี้ไว้นอกห้องทุกห้อง แต่ในส่วนของภายนอกจะติดตั้งเครื่องนี้ไว้เพียงจุดเดียวคือ ประตูด้านนอกคอนโด ซึ่งเวลามีบุคคลมาติดต่อขอพบหรือมาส่งของ ก็สามารถกดโทรหาห้องเราได้ ซึ่งเราจะสามารถดูจากจอที่อยู่ในห้องของเราได้เลยว่ามีใครมาหา ถ้าถูกต้อง ถูกคน สามารถกดปลดล็อกประตูด้านล่างคอนโดเพื่อให้เข้ามาหาเราที่ห้องได้เลย
สรุปท้ายบทความ
การที่นำเทคโนโลยีมาช่วยในการดูแลทุกอย่างภายในบ้านและคอนโดแทนเรา ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ไร้กังวล และปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการนำมาใช้กับบ้านและคอนโด ในปัจจุบันเราเริ่มได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยการนำรูปแบบ Smart Home มาใช้กับบ้านและคอนโดมากขึ้น แน่นอนว่าในอนาคต เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของบ้านและคอนโดเยอะขึ้นแน่นอน เพื่อตอบสนองกับ Lifestyle แบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นเอง
เป็นอย่างไรบ้างครับเพื่อน ๆ สำหรับบ้านในอนาคต มีเทคโนโลยีที่ครบเครื่องเลยใช่ไหมล่ะ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยโครงการหมู่บ้านบางโครงการก็เริ่มใส่เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ให้เจ้าของบ้านใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น แต่ราคาก็ยังคงสูงอยู่ ถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการจะมีบ้านไว้ก่อนแต่ในอนาคตค่อยใส่เทคโนโลยีเข้าไปทีหลังก็ได้ ลองมาดูบ้านที่ Kaidee Property ก่อนได้นะครับ เรามีบ้านให้เพื่อน ๆ ได้เลือกหลากหลายแบบ หลากหลายสไตล์เลย