จะกู้เงินซื้อบ้านทั้งที แบบนี้ต้องเตรียมอะไรบ้าง

จะกู้เงินซื้อบ้านทั้งที แบบนี้ต้องเตรียมอะไรบ้าง

หากคุณกำลังมีแผนที่กำลังจะกู้ซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังแรก บ้านหลังที่ 2 หรือบ้านหลังที่ 3 ก็ตาม ล้วนแล้วแต่ต้องมีการกู้ซื้อแล้วผ่อน แต่ถ้าใครซื้อเงินสดก็จะไม่เกี่ยวกับการกู้ แต่ถ้าหากใครที่กำลังจะกู้ซื้อบ้าน มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องเตรียมและต้องดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อย เพื่อที่จะได้ยื่นกู้กับธนาคารและได้อนุมัติผ่านแบบรวดเร็ว ดังนั้น บทความนี้เราขอแนะนำการเตรียมการเรื่องการกู้ซื้อบ้าน ว่าควรเตรียมอะไรบ้าง ควรดูอะไรบ้าง มีปัจจัยอย่างไรในการเลือกซื้อบ้าน มาอ่านกันเลย    

เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อม

เอกสารทั่วไป

  • สำเนาบัตรประชาชน สำเนาบัตรข้าราชการ สำเนาบัตรรัฐวิสาหกิจหรือสำเนาหนังสือเดินทาง (Passsport) 
  • สำเนาทะเบียนบ้าน 
  • สำเนาทะเบียนสมรส
  • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อและนามสกุล (ถ้ามี)
  • สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส

เอกสารแสดงรายได้

ผู้ที่ทำงานประจำ

  • หนังสือรับรองเงินเดือน 
  • สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน 
  • สมุดบัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน

เจ้าของธุรกิจ

  • สำเนาทะเบียนการค้า
  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท
  • รายการเดินบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 12 เดือน 
  • สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี 
  • หลักฐานการเสียภาษี
  • รูปถ่ายของกิจการและแผนที่ตั้งของบริษัท 

ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ 

  • รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน 
  • สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
  • หลักฐานการเสียภาษีเงินได้

เอกสารหลักประกัน

  • สำเนาโฉนดที่ดินหรือสำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ 
  • สำเนาซื้อขาย 
  • แผนที่แสดงทำเลที่ตั้งของที่อยู่   

ก่อนกู้เงินซื้อบ้านควรเตรียมพร้อมอย่างไร?

1. ความพร้อมเรื่องการเงิน  

ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมูลค่าก็ไม่ใช่น้อย ๆ เราควรเช็กความสามารถในการซื้อและผ่อน นี่เป็นสิ่งสำคัญมากในการซื้อ อีกทั้งยังต้องดูว่ากำลังทรัพย์ของเราเป็นอย่างไรในขณะนั้น จะซื้อสดหรือผ่อน? ถ้าผ่อนจะผ่อนไหวไหมในอนาคต ทิศทางธุรกิจของเราจะไปในทางไหน ถ้าหากว่าในอนาคตเราไม่มีกำลังที่จะผ่อนต่อ ธนาคารต้องยึดไปแบบไม่มีข้อแม้เลยล่ะ

2. หลักฐานและเครดิตของคนกู้

หลักฐานทางด้านการเงินก็สำคัญไม่น้อยเพราะไม่ว่าจะทำธุรกรรมอะไรเกี่ยวกับการเงิน คนที่ยื่นกู้ต้องมีหลักฐานทางบัญชีธนาคาร คือ รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลังต่ำสุด 6 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราสามารถยืนยันความน่าเชื่อถือในตัวเราได้ว่ามีวินัยในการชำระหนี้ตรงเวลานั่นเอง โดยคุณสามารถตรวจสอบได้ดังนี้

  • เครดิตบูโร ก่อนจะกู้ซื้อบ้าน ควรเช็กให้ดีว่าควรติดค้างชำระหนี้อะไรอยู่หรือไม่ ถ้าหากว่าคุณมีประวัติการชำระหนี้ไม่ตรงเวลา อาจจะมีปัญหาในการยื่นกู้ก็เป็นได้ 
  • เคลียร์สินเชื่ออื่นๆ หากใครที่กำลังจะกู้ซื้อบ้าน ซึ่งราคากู้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ หากคุณยังมีภาระหนี้สินอื่น ๆ อยู่อีกเยอะ เช่น สินเชื่อผ่อนรถ ก็ควรเคลียร์ให้หมดก่อนนะ เพื่อที่จะกู้ผ่านได้ง่ายสุด ๆ 
  • จ่ายหนี้ตรงเวลา ใครที่มีบัตรเครดิตหรือมีสินค้าที่ต้องผ่อนกับธนาคารทั้งเมื่อก่อนหรือในตอนนี้ ถ้าหากคุณชำระหนี้ตามกำหนด ตรงเวลา ประวัติของคุณก็จะดี มีวินัยในการชำระหนี้ โอกาสที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อก็มีสูงขึ้น  

3. เงินงวดแรก

สำหรับการซื้ออสังหาฯ ต่าง ๆ การเตรียมเงินจ่ายงวดแรก เนื่องจากว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากนี้อีก คือ ค่าจอง ค่าทำสัญญาซื้อขาย ค่าส่วนกลาง (ซื้อในโครงการ) เงินดาวน์ และค่าจดจำนอง

4. ขอสินเชื่อ 

ขั้นตอนสุดท้ายของการซื้อบ้านรวมไปถึงอสังหาฯ อื่น ๆ ด้วยนั่นคือ การขอสินเชื่อนั่นเอง โดยจะต้องเลือกธนาคารที่จะยื่นกู้พร้อมกับเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อม อาทิ เอกสารสำคัญส่วนบุคคล เอกสารทางการเงิน เอกสารหลักประกัน เป็นต้น โดยการเลือกธนาคารในการยื่นกู้สินเชื่อนั้นควรพิจารณาให้ดี เช่น การเลือกธนาคารที่มีดอกเบี้ยต่ำสุด วงเงินกู้ของแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร เพื่อที่จะวางแผนการใช้จ่ายทั้งตอนนี้และธนาคารให้ราบรื่นด้วยนั่นเองครับ

สิ่งที่ควรพิจารณาในการซื้อบ้าน

การซื้อบ้าน ไม่ว่าจะหลังที่เท่าไร ต้องมีการพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ในการประกอบการซื้อทุกครั้ง เพื่อให้เป็นประโยชน์และสะดวกสบายกับตัวเรามากที่สุด มาดูกันเลยว่า มีปัจจัยพื้นฐานอะไรบ้างที่ควรนำมาประกอบพิจารณาในการตัดสินใจเพื่อซื้อบ้าน

1. ทำเลที่ตั้ง 

แน่นอนว่าทำเลที่ตั้งเป็นสิ่งสำคัญที่ควรพิจารณาในการซื้อ โดยจะต้องเลือกทำเลที่สามารถจะเติบโตได้ในอนาคตและส่งผลต่อการใช้ชีวิต สามารถเดินทางได้สะดวกสบาย ที่สำคัญสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบก็สำคัญไม่แพ้กันเลย โดยหลักการพิจารณาเบื้องต้นสามารถดูได้จากการเปิดของห้างสรรพสินค้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ขนส่งสาธารณะ โรงเรียน โรงพยาบาล เป็นต้น

2. การเดินทาง

การเดินทางก็เป็นสิ่งสำคัญที่เป็นแรงจูงใจที่ทุกคนนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อเช่นกัน ถ้ามีขนส่งสาธารณะที่ดีหรือมีถนนที่เชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้สะดวกสบาย อย่างเช่น สามารถเดินทางไปทำงานได้สะดวกหรือสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย 

3. พื้นที่ใช้สอย 

ควรพิจารณาด้วยว่าพื้นที่ใช้สอยเพียงพอต่อการใช้งานของจำนวนสมาชิกครอบครัวหรือไม่ เพราะจะต้องแบ่งพื้นที่อยู่อาศัยการใช้งานภายในอีก อีกทั้งยังต้องพิจารณาเผื่ออนาคตด้วยว่าจะมีสมาชิกครอบครัวที่เพิ่มขึ้นไหม เช่น พ่อแม่หรือจะเป็นลูก ๆ นั่นเอง 

4. ที่จอดรถ

แน่นอนว่ารถยนต์ต้องมีพื้นที่ที่เพียงพอต่อการจอดด้วยนั่นเอง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกครอบครัวด้วยว่ามีรถยนต์กี่คัน เพราะถ้านำรถยนต์ออกมาจอดหน้าบ้านอาจจะดูไม่เหมาะสม เนื่องจากจะทำให้มีปัญหาเรื่องการจอดอยู่พื้นที่ส่วนกลางได้

5. สิ่งอำนวยความสะดวก 

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการหมู่บ้านก็เป็นสิ่งที่ต้องดูด้วย เพราะเป็นสิ่งที่เราต้องเสียค่าส่วนกลางให้กับทางหมู่บ้าน เชื่อว่าทุกโครงการต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่าง ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และอื่น ๆ ที่อยู่ภายในโครงการ และสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้สิ่งอำนวยความสะดวกภายใน คือ สิ่งอำนวยความสะดวกภายนอกนั่นเอง ถ้าหากโครงการหมู่บ้านตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นแหล่ง Lifestyle ของคนเมือง เช่น มีขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม มีห้างสรรพสินค้าหรือแหล่งช้อปปิ้ง แหล่งกิน และสถานที่ต่าง ๆ ก็สามารถดึงดูดผู้ซื้อได้มากเลยล่ะ

6. ระบบรักษาความปลอดภัย 

โครงการที่ดีควรมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น การเข้า-ออกโครงการด้วย Key Card มีกล้องวงจรปิดทุกที่ มีระบบรักษาความปลอดภัย 24 ชม. เป็นต้น จึงจะทำให้คนซื้อรู้สึกสบายใจและรู้สึกปลอดภัยในการอยู่อาศัยนั่นเอง 

สรุปท้ายบทความ 

การซื้อบ้านหนึ่งหลังนั้น มีวิธีการดำเนินการที่หลายขั้นตอนมาก ๆ ดังนั้นเราจึงควรศึกษาวิธีการเตรียมตัวซื้อบ้านให้เข้าใจ จะได้ไม่มีอะไรตกหล่นทีหลัง ที่สำคัญการยื่นกู้บ้าน การเตรียมเอกสารสำคัญ การเคลียร์ภาระส่วนตัว การมีวินัยในการชำระหนี้ การใช้เงินอย่างเป็นระบบ จะส่งผลต่อการกู้ซื้อบ้านในอนาคตของเราด้วยนะครับ 

ใครที่กำลังมองหาบ้านหลังแรกหรือบ้านหลังที่ 2 อยู่ ไม่ว่าจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือซื้อเพื่อลงทุน ทาง Kaidee Property เรามีบ้านให้เพื่อน ๆ ได้เลือกอย่างหลากหลาย เข้ามาชมก่อนได้นะ 

ข้อแตกต่างระหว่าง Townhouse กับ Townhome

ข้อแตกต่างระหว่าง Townhouse กับ Townhome

หลายคนคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบ้านหลายข้อ รวมถึง “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” ที่มองเผินๆ บ้านทั้งสองแบบนี้แทบจะเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วบ้านทั้งสองชนิดนี้ ไม่เหมือนกันตามชื่อเลย เรามาคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับ “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” กันดีกว่าว่ามีข้อแตกต่างกันอย่างไร ถ้าเราจะตัดสินใจซื้อบ้าน เราควรซื้อ “ทาวน์เฮ้าส์” หรือ “ทาวน์โฮม” ให้เหมาะกับเรา

ประเภทของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย

บ้านดี่ยว 

บ้านเดี่ยว มีทั้งแบบที่เป็นโครงการบ้านเดียว และบ้านเดี่ยวที่ปลูกสร้างบนที่ดินของตัวเอง ซึ่งชื่อของบ้านเดี่ยวก็บอกถึงความแตกต่างของลักษณะรูปแบบอยู่แล้ว นั่นคือเป็นบ้านหลังเดียวที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจนด้วยพื้นที่บ้าน พื้นที่ใช้สอย หรือแม้กระทั่ง พื้นที่รอบๆบ้านที่ถูกกั้นด้วยรั้วบ้าน แยกบ้านแต่ละหลังออกจากกัน ซึ่งขนาดของบ้านเดี่ยว มีตั้งแต่แบบ 2 ห้องนอนไปยังห้องนอนมากกว่า 5 ห้องขึ้นไป

คอนโดมิเนียม

อาคารชุดที่มีทั้งแบบอาคารสูงและอาคารต่ำ มักมียูนิตของห้องมากกว่า 50 ห้องขึ้นไป มักจะตั้งอยู่ในทำเลที่เดินทางได้ง่าย ใกล้กับสถานที่สำคัญ แหล่งชอปปิ้ง แหล่งงาน โดยส่วนใหญ่ภายในห้องมีพื้นที่ใช้สอยเหมาะสมกับการใช้งาน ดูแลง่าย ไม่ต้องใช้เวลามากเหมือนบ้าน และยังมีพื้นที่ส่วนกลางไว้คอยอำนวยความสะดวกลูกบ้าน และแบ่งกรรมสิทธิ์ห้องเป็นส่วนๆได้ หรือเป็นเจ้าของได้โดยชอบธรรมเสมือนเป็นบ้านหลังหนึ่ง 

ทาวน์เฮ้าส์

บ้านอีกหนึ่งชนิดที่ออกแบบมาสำหรับคนที่มีขนาดครอบครัวที่มากกว่า 2  คนขึ้นไป สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์ออกเป็นส่วนได้ มีการซื้อขายเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกทาวน์เฮาส์เพื่อตอบโจทย์เรื่องของพื้นที่ที่มากกว่าคอนโดมิเนียม เนื่องจาก ความเป็นส่วนตัวของแต่ละคนในครอบครัวจะมากกว่า และยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้มากกว่า เช่น การเลี้ยงสัตว์ การทำอาหาร การจัดปาร์ตี้รองรับแขกคนพิเศษ หรือพื้นที่กว้างไว้วิ่งเล่นกับลูกๆในวันหยุด

อพาร์ตเมนต์

อาคารชุดคล้ายกับคอนโดมิเนียม มีจำนวนห้องที่จำนวนเยอะ แต่ต่างจากคอนโดมิเนียมที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ทั้งหมดเป็นเจ้าของอาคาร ผู้อาศัยมีสิทธิ์เข้าพักเพียงเท่านั้น โดยในแต่ละอาคารจะมีกฏระเบียบของอาคารแตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ออกกฏ ซึ่งมีให้บริการทั้งแบบรายวันและรายเดือน

หอพัก

อาคารชุดที่กรรมสิทธิ์คล้ายอพาร์ทเมนท์ แต่ต่างกันที่ ผู้เข้าพักอาศัยส่วนใหญ่ มีอายุไม่เกิน 25 ปี การศึกษาไม่เกินระดับปริญญาตรี ราคาถูกกว่าอพาร์ทเมนต์ มีผู้เข้าพักอาศัยมากกว่า 5 คนขึ้นไป และส่วนใหญ่มักจะตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษา

บ้านพักตากอากาศ

ที่อยู่อาศัยอีกหนึ่งประเภทหนึ่งที่แยกตัวออกมาจากที่พักแบบอื่น เนื่องจากส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ  เป็นสถานที่พักผ่อนชั่วคราว มีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมสำหรับผู้ที่มาเช้าพัก ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยว หรือกลุ่มสัมนา

Townhouse  และ Townhome คืออะไร

Townhouse

บ้านแถวที่มีหน้าตาคล้ายๆกัน ตั้งอยู่ติดๆกัน ให้ความรู้สึกเหมือนบ้านตะวันตก ใช้กำแพงบ้านเดียวกันเป้นตัวกั้น มีที่ว่างด้านหน้าบ้านและด้านหลังระหว่างรั้ว หรือเขตที่ดินกับตัวบ้าน ส่วนใหญ่จะมีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น  คล้ายกับตึกที่มักจะพบเห็นทั่วไปเป็นอาคารพาณิชย์หรือธุรกิจร้านค้า  แต่ทาวน์เฮ้าาส์เป็นที่อยู่อาศัย มีที่จอดรถหน้าบ้าน และมีรั้วแบ่งโซนของทาวน์เฮ้าส์แต่ละหลังให้ป็นสัดส่วนของบ้านไหนบ้านนั้น

มักจะเป็นที่นิยมสำหรับครอบครัวเดี่ยว เนื่องจากพื้นที่ใช้สอยไม่ได้มีฟังก์ชันการใช้งานมากนัก มีห้องนอน 2-3 ห้อง ห้องน้ำ 1-2 ห้อง ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ที่จอดรถ มุมทำสวน ปาร์ตี้ข้างบ้าน หรืออยากจะทำเป็นมุมสัตว์เลี้ยงก็ได้

จุดเด่น 

เป็นสังคมชุมชนขนาดเล็ก  เป็นบรรยากาศอบอุ่น 

ราคาไม่แรงมาก

เหมาะกับครอบครัวเล็ก

ไม่มีส่วนกลางให้ เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือสวนสาธารณะส่วนกลางของโครงการ

Townhome

เป็นคำสแลงจาก “ทาวน์เฮ้าส์” เนื่องจากในยุโรปมักเรียก โฮม มากกว่า เฮ้าส์ เพราะฟังแล้วให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน อบอุ่น มีชีวิตชีวา และดูมีความเป็นเจ้าของมากกว่าคำว่า เฮ้าส์ โดย ทาวน์โฮม เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก ทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งมีลักษณะที่เป็นบ้านติดๆกัน กั้นด้วยกำแพงบ้านเดียวกันคล้ายทาวน์เฮ้าส์ แต่มีขนาดใหญ่มากขึ้น อาจมีมากกว่า 3 ชั้น ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอบภายในบ้านและรอบๆบ้านมากขึ้นกว่าเดิม การออกแบบสมัยใหม่มากขึ้น คล้ายกับบ้านเดี่ยว  สามารถทำเป็นโฮมออฟฟิศได้ จึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อได้มากกว่า และยังมีส่วนเสริมที่ทำให้ทาวน์โฮมต่างจากทาวน์เฮ้าส์ คือมีพื้นที่ให้ลูกบ้านได้มานั่งทำกิจกรรมเพิ่มเติมนอกจากการพักผ่อน เช่น ฟิตเนสพร้อมสระว่ายน้ำ สวนสาธารณะไว้ไปนั่งเล่น หรือออกกำลังกาย บางโครงการมีฟังก์ชันเพิ่มเติมเข้ามาอีก เช่น การเชื่อต่อกับระบบเทคโนโลยีภายนอกโครงการ

มักจะเป็นที่นิยมสำหรับครอบครัวขนาดกลาง ไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่ เพราะมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าทาวน์เฮาส์ มีชั้นที่มากกว่า ขนาดของบ้านที่กว้างกว่า และยังมีพื้นที่ส่วนกลาง สระว่ายน้ำ ลานกิจกรรม ฟิตเนส การรักษาความปลอดภัยให้กับลูกบ้าน การดีไซน์ที่สวย ทันสมัย ต่างจากทาวน์เฮาส์แบบเก่าๆ และมีคอมมูนิตี้ที่มากกว่าทาวน์เฮาส์ เพราะจำนวนคนในแต่ละบ้านมากกว่าทาวน์เฮาส์

จุดเด่น

ออกแบบรูปแบบบ้านให้มีความทันสมัยมากกว่าทาวน์เฮ้าส์

เพิ่มฟังก์ชันพืนที่ใช้สอยมากขึ้น

ไม่แออัดมาก 

ข้อแตกต่างระหว่าง “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม”

มีลักษณะใกล้เคียงกัน แตกต่างกันแค่เพียงทาวน์โฮมมีพื้นที่มากกว่า มีจำนวนชั้นที่มากกว่า และสามารถเปลี่ยนแปลงทำประโยชน์แบบอื่นได้ เช่น โฮมออฟฟิศ เป็นต้น และอีกข้อหนึ่งคนมักจะเข้าใจว่าทาวน์เฮ้าส์มักจะเป็นบ้านหลังเล็ก ไม่หรูหรามาก ในทางการตลาดจึงใช้คำว่า ทาวน์โฮม เป็นการยกระดับทาวน์เฮาส์ให้ดูดี มีราคามากขึ้น และเป็นผลโดยตรงต่อความรู้สึก เมื่อได้ยินคำว่า ทาวน์โฮม จะให้ความรู้สึกอบอุ่น เป็นครอยครัวมากกว่าทาวน์เฮ้าส์ เพราะคำว่าโฮม หมายความว่า ที่อยู่อาศัยที่เมื่อเข้ามาพักผ่อนแล้วให้ความู้สึก อบอุ่น สบายใจนั่นเอง 

แต่ไม่ว่าจะเป็น “ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” ในหนังสือราชการจะระบุว่าเป็น “ทาวน์เฮ้าส์” คือ อาคารที่ต่อเนื่องกันเป็นแถวยาวตั้งแต่สองคูหาขึ้นไป มีผนังแบ่งเป็นผนังเดียวกัน

“ทาวน์เฮ้าส์” กับ “ทาวน์โฮม” เป็นที่พักอาศัยที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีมูลค่าสูง เนื่องจากหลายโครงการมักจะตั้งอยู่ในทำเลติดถนนใหญ่ ติดรถไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพราะไม่ต้องใช้พื้นที่มากเท่ากับโครงการบ้านเดี่ยว จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังตัดสินใจซื้อบ้านสักหลังเพื่อเป็นสินทรัพย์ใหม่ 

Leasehold กับ Freehold ต่างกันอย่างไร

Leasehold กับ Freehold ต่างกันอย่างไร

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนเมือง ทำให้ความต้องการต่างๆก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของที่อยู่อาศัย การถือครองกรรมสิทธิ์ก็เปลี่ยนไปจากอดีต หลายๆคนหันมาเลือกที่อยู่อาศัยแบบ Leaseholde มากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า Leasehold และ Freehold คืออะไร บทความนี้จะมาตอบคำถามที่คุณและหลายๆคนสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างของ Leasehold และ Freehold เพื่อเป็นประโยชน์กับการถือครองและการลงทุนในอนาคต 

Leasehold และ Freehold คืออะไร 

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อคอนโด การซื้อบ้าน เพื่อการอยู่อาศัยหรือการลงทุน มีสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการถือครองกรรมสิทธิ์ของอสังหาริมทรัพย์ของคอนโด อย่าง Leasehold และ Freehold ซึ่งหัวข้อนี้กลายเป็นเทรนด์การเลือกที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน การรู้ถึงข้อมูลในส่วนนี้จึงมีประโยชน์กับคุณเป็นอย่างมาก

การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดแบบ Leasehold

เป็นการถือครองกรรมสิทธิ์ในรูปแบบที่เจ้าของโครงการปล่อยให้ผู้ซื้อเช่าระยะยาว หรือพูดง่ายๆว่า สิทธิ์การเช่าถือครองอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

การถือกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ผู้ซื้อหรือนักลงทุนเช่าจะเป็นเจ้าของห้องแค่เพียงชั่วคราว เมื่อครบกำหนดระยะเวลาของกรถือครองกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อหรือนักลงทุนเช่าต้องคืนคอนโดมิเนียมที่ถือครองหรือไม่ก็ต่อสัญญายืดระยะเวลาออกไปจากเดิม ซึ่งปกติทั่วไปแล้วสัญญาแบบ Leasehold จะมีผลอยู่ที่ 30 ปี ตามเงื่อนไขของแต่ละที่ ซึ่งหากครบกำหนดเวลาแล้ว กรรมสิทธิ์ในคอนโดจะตกเป็นของเจ้าของโดยทันที และหากเกิดเหตุร้ายกับคอนโดมิเนียม จะไม่มีสิทธิ์ในการได้รับค่าชดเชย

การถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดแบบ Freehold

การถือกรรมสิทธิ์ในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม จะตกเป็นของผู้ซื้อ 100% หรือเรียกง่ายๆว่า การซื้อขายสิทธิ์ขาด โดยเจ้าโครงการจะทำการขายขาด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อที่จะได้รับกรรมสิทธิ์ในส่วนนี้ไป ซึ่งใครที่ต้องการกู้กับธนาคาร สามารถได้วงเงินสูงสุดเต็ม 100% และมีสิทธิ์โดยชอบธรรมในการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยไม่ต้องมีการต่อสัญญาหรือคืนสิทธิ์ให้กับผู้ขาย และหากมีการเวนคืนที่ดิน ภัยพิบัติ ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์จะได้รับค่าชดเชย การถือครองกรรมสิทธิ์ในครั้งนี้สามารถส่งต่อกรรมสิทธิ์ไปยังลูกหลานได้

Leasehold และ Freehold ต่างกันอย่างไร 

การถือครองกรรมสิทธิ์

การถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold คือการถือครองแบบให้เช่าในระยะยาว ที่มีกรอบเวลากำจัดอยู่ที่ 30 ปีโดยประมาณ ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์คอนโดไม่ใช่ผู้เช่าซื้อ แต่เป็นเจ้าของโครงการ เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนให้ไปกับเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วน Freehold เป็นการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% ซึ่งผู้ซื้อสามารถนำไปขายต่อหรือมอบให้เป็นมรดกของครอบครัว

ผลประโยชน์จากการถือครองกรรมสิทธิ์

การถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold ผู้ถือครองจะได้รับผลประโยช์สูงสุดจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่หากเป็นการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ผู้ถือครองคอนโดมิเนียม จะไม่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการขายอสังหาริมทรัพย์หรือการเก็งกำไร แต่จะได้รับในรูปแบบของค่าเช่าในระยะเวลาที่ได้รับการกำหนด เนื่องจากคอนโดมิเนียมในรูปแบบนี้ มักจะอยู่ในทำเลที่สำคัญและมีศักยภาพสูงมาก เช่ยถนนวิทยุ สามย่าน หรือย่านธุรกิจที่สำคัญอย่างเช่น สาทร รัชดา พระรามเก้า ที่ชาวต่างชาติและคนไทยบางกลุ่มมีความต้องการในการเช่าอยู่ในระยะยาว และมักจะได้ราคาปล่อยเช่าที่ดีด้วย

สิทธิ์ในการถือครองของชาวต่างชาติ

เมื่อเปิดอ่านกฏหมายในประเทศไทย อย่าง พ.ร.บ. อาคารชุด พบว่าชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของคอนโนมิเนียมได้ประมาณ 49% ของยูนิตทั้งหมด ซึ่งการถือกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold เป็นสัญญาแบบเช่าระยะยาว ซึ่งต่างจาก Freehold ที่ในเงื่อนไขหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการถือครองสิทธิ์ของชาวต่างชาติทำได้ยาก หากชาวต่างชาติต้องการถือครองกรรมสิทธิ์ Freehold คือคำตอบที่ตอบโจทย์ความต้องการมากที่สุด

การจัดสรรพื้นที่ภายในคอนโด

ในข้อนี้อาจจะแตกต่างจากข้ออื่นตรงที่เป็นการจัดสรรพื้นที่ภายในคอนโดของตัวเอง หากคุณเป็นคนที่ถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold การจัดการ ปรับปรุงห้อง ตกแต่งห้อง สามารถทำได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอะไร เพราะเราเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ 100% ต่างจากการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ Leasehold ที่เราผู้ถือครองคอนโดเป็นเพียงเจ้าของในระยะเวลาเช่าทั้งหมด แต่สุดท้ายกรรมสิทธิ์ในการถือครองคอนโดยังคงเป็นเจ้าของโครงการ

จุดเด่นของแต่ละกรรมสิทธิ์

ก่อนตัดสินใจถือครองกรรมสิทธิ์ ลองมาดูจุดเด่นของแต่ละรุปแบบกันดีกว่า

 จุดเด่นของ Leasehold

ไม่จำเป็นต้องใช้ทุนเยอะ

แง่การลงทุน ได้กำไรแบบไม่ต้องลงทุนมาก

จุดเด่นของ Freehold

เป็นเจ้าของได้เลย

มีสิทธิ์ในการตัดสินใจรีโนเวทหรือขายอสังหาริมทรัพย์

ได้รับผลประโยชน์โดยตรง

Freehold และ Leasehold เหมาะกับใคร 

  • เป็นเจ้าของด้วย Freehold 

ด้วยการถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% การถือกรรมสิทธิ์ในรูปแบบนี้จึงเหมาะกับคนที่มองหาคอนโดเพื่ออยู่อาศัยเอง อยู่เป็นระยะเวลานาน และเป็นสินทรัพย์ส่วนตัว ขายต่อเก็งกำไรได้ หรือจะส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคตก็ได้

  • อยู่ยาว แต่ไม่เป็นภาระทางการเงิน Leasehold 

การถือครองกรรมสิทธิ์ในรูปแบบของ Leasehold เหมาะกับคนที่มองหาคอนโดมิเนียมในทำเลที่เดินทางง่าย สิ่งอำนวยความสะดวกครบ มักตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่เป็นการพักอาศัยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ไม่ได้เป็นเจ้าของแบบ 100% ไม่สามารถขายต่อเพื่อเก็งกำไร หรือส่งต่อให้ลูกหลานได้ แต่จะส่งผลดีในด้านการเงิน ไม่ต้องมีภาระหนี้ระยะยาว และผ่อนได้ในราคาที่ด่ำกว่าคอนโดมิเนียมปกติทั่วไปแบบ Freehold

ข้อดี ข้อเสีย ของ Leasehold และ Freehold

Leasehold 

ข้อดี ข้อเสีย ของ Leasehold

ข้อดี 

ทำเลดี

ราคาถูกกว่า

ส่งผลดีต่อชาวต่างชาติในการถือครองกรรมสิทธิ์

มีการบำรุงรักษาจากโครงการมืออาชีพตลอดเวลา

ข้อเสีย

ไม่ได้ถือครองกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ

Freehold

ข้อดี ข้อเสีย ของ Freehold

ข้อดี

ถือครองกรรมสิทธิ์แบบ 100% 

กู้เงินจากธนาคารได้สูงสุด 100%

คอนโดมีโอกาสปรับสูงขึ้น 

ข้อเสีย

ไม่ได้มีการบำรุงรักษาอาคารตลอดเวลาเหมือน Leasehold

เลือกการถือครองกรรมสิทธิ์ตามความสะดวกของคุณ

การถือครองกรรมสิทธิ์ทั้ง 2 รูปแบบ เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่ต้องการจุดพักอาศัยที่ช่วยตอบสนองไลฟ์สไตล์อย่างสูงสุด โดยที่ Leasehold และ Freehold มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปตามความต้องการของผู้ซื้อ หรือแม้กระทั่งนักลงทุนที่สนใจการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในแต่ละการถือครอง มีประโยชน์ ข้อดี ข้อเสีย ที่เราควรทำความเข้าใจ แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาข้อมูลเชิงลึกของ Leasehold และ Freehold อย่างละเอียด ก็มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก

ส่อง 5 ทำเลทอง ซื้อง่าย ขายคล่อง ในเมืองกรุง

ส่อง 5 ทำเลทอง ซื้อง่าย ขายคล่อง ในเมืองกรุง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทำเลที่พักอาศัยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อบ้าน คอนโด หรือแม้กระทั่งเหล่านักลงทุนทั้งหลายที่มองหาที่อยู่อาศัยในทำเลทองเพื่อการลงทุน ซึ่งในกรุงเทพมีหลากหลายทำเลที่ฮอตฮิต โดนใจผู้อยู่อาศัย ที่หลายคนมักจะตัดสินใจเลือกซื้อหรือเช่าด้วยเหตุผลของการเดินทางที่สะดวกสบาย อาหารการกินที่ครบครัน รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวแฮ้งค์เอาท์ยามค่ำคืนในวันที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ลองมาดูกันดีกว่าว่า 5 ทำเลทองซื้อง่าย ขายคล่อง อยู่ตรงไหนบ้าง จะเป็นละแวกเดียวกับที่คุณอยู่หรือไม่ ไปดูกัน

5 ทำเลฮอตฮิตที่ชาวเมืองพร้อมใจกันลากกระเป๋าเข้าอยู่

พระรามเก้า

พระราม 9 ย่านใจกลางเมืองที่ครบครันในทุกความต้องการของคนเมืองที่ต้องการประหยัดเวลาเดินทาง ไม่ว่าคุณต้องการที่จะไปช็อปปิ้ง เดินทางทำงาน หรือไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุด ย่านพระราม 9 สามารถตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้เป็นอย่างดี ทำให้ที่พักอาศัยในย่านนี้ กลายเป็นที่ต้องการของชีวิตชาวเมืองวัยเรียน วัยทำงานทำงาน ที่ต้องการความรวดเร็ว ครบทุกมิติของการใช้ชีวิต รวมถึงความหลากหลายในพื้นที่ การเป็นย่านที่อยูอาศัย บวกกับ New CBD ทำให้พระราม 9 เป็นพื้นที่ของความแตกต่างที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว

และด้วยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของพื้นที่พระราม 9 ที่ไม่เคยหลับไหล เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นอย่าง ตลาดนัดรถไฟรัชดา ห้างเซ็นทรัลพระรามเก้า ร้านอาหารชื่อดังนานาชนิด ที่ตั้งอยู่รายล้อมที่พักและที่ทำงาน รวมถึงการเดินทางที่สะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน เชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้ามหานคร ไม่ว่าคุณอยากไปที่ไหนก็สามารถเดินทางไปได้ทั่วกรุงเทพอย่างสบาย เป็นเหตุผลที่ทำให้ย่านพระราม 9 เป็นจุดหมายหลักที่หลายคนอยากอยู่ ส่งผลให้ที่พักและคอนโย่านนี้มีการพัฒนารูปแบบของคอนโด ให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หากใครที่ต้องการความสะดวกสบาย การเติบโตของพระรามเก้าจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน

ด้วยศักยภาพเหล่านี้ จึงทำให้ทำเลพระรามเก้า กลายป็นทำเลทองที่เหมาะแก่การอยู่อาศัย และการลงทุน มีหลายราคาให้เลือก แบ่งตามทำเลที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์ ขนาดของห้อง ฟังก์ชั่นการใช้งาน และยังขึ้นกับเจ้าของโครงการด้วย

ลาดพร้าว

“ลาดพร้าว” ย่านที่อยู่อาศัยยอดฮิตของชาวเมืองกรุงเทพ ความพร้อมของโซนลาดพร้าวจะตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณ การทำงาน การท่องเที่ยว และเอ็นเตอร์เทนเมนท์ รวมไปถึงการเดินทางจากย่านลาดพร้าวที่แสนจะง่ายดาย ด้วยระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่คุณสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกสบาย ทำให้การใช้ชีวิตในลาดพร้าวเป็นเรื่องง่ายดาย เพราะไม่ว่าคุณต้องการอะไร ’ลาดพร้าว ’ มีทุกอย่างเสิร์ฟพร้อมคุณ

การพัฒนาเมืองในเขตลาดพร้าวที่เกิดขึ้นในทุก ๆ วัน ทำให้ลาดพร้าวมีความพร้อมตอบรับทุกความต้องการในการใช้ชีวิตของผู้คนที่อยู่อาศัยในย่านนี้ สถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้าอย่าง ยูเนี่ยนมอล์ เซ็นทรัลลาดพร้าว จตุจักร สถานที่ทำงานในลาดพร้าวและพื้นที่โดยรอบ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะพักอาศัยในโซนลาดพร้าว เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในโหมดทำงานจริงจัง หรืออยากเที่ยวเล่นพักผ่อน คุณก็สามารถเดินทางไปในที่ที่คุณต้องการได้ในเวลาที่ประหยัด

ย่านลาดพร้าว ทำเลทองของคนเมืองที่ไม่อยากวุ่นวายในโซนใจกลางเมือง ที่จะช่วยยกระดับการใช้ชีวิตของคุณให้สะดวกสบายมากขึ้น เหมาะแก่การลงทุน หรือแม้กระทั่งการพักอาศัยในพื้นที่นี้ จะช่วยให้คุณถาพชีวิตของคุณดีขึ้น

สุขุมวิท

หากคุณกำลังมองหาคอนโดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลเมืองมากนัก “สุขุมวิท” เป็นอีกหนึ่งทำเลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตคนเมืองอย่างลงตัว ด้วยการเดินทางที่สะดวกสบาย อีกทั้งยังอยู่ในย่านธุรกิจที่มีสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมาก 

ถามว่า ทำไม  “สุขุมวิท” จึงเป็นทำเลทองที่หลายๆคนอยากมาอยู่ เพราะ สุขุมวิท ไม่ใช่ปลายทางที่คนไทยอยากไปอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่รวมชาวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาเที่ยวในเมืองไทยด้วย 

ด้วยความเป็นศูนย์กลางของเมือง “สุขุมวิท” จึงเป็นย่านที่คับคั่งไปด้วยผู้คนทั้งไทยและต่างชาติ ความพร้อมของ “สุขุมวิท” ทำให้หลายคนเลือกที่จะอยู่ในโซนนี้ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยแหล่งเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ใครที่รักการท่องเที่ยวในยามราตรี ชอบทานอาหารร้านดัง ธุรกิจห้างร้านต่างๆที่พร้อมใจกันมาปักหลักในพื้นที่ย่านธุรกิจอย่าง “สุขุมวิท” ทำให้การใช้ชีวิตมีสีสัน สุดเพลิดเพลินกับกาารช็อปปิ้ง เอ็นจอยกับอาหารในร้านที่ปรนนิบัติคุณดุจดั่งคนสำคัญ ใครที่รักการใช้ชีวิตแบบนี้ ย่าน “สุขุมวิท” จึงเป็นย่านที่คุณคู่ควร 

เนื่องจากสุขุมวิทเป็นย่านทำเลทองของเมือง ทำให้คอนโดมิเนียมในย่านนี้มักจะเป็น Luxury Condo ด้วยมูลค่าที่ดินของสุขุมวิท และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หรูหราของคนในย่านนี้ ทำให้สุขุมวิทมีราคาการซื้อขายและเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างสูงกว่าพื้นที่อื่นๆในละแวกเดียวกัน

สาทร 

    ย่านที่ธุรกิจทั้งหลายพร้อมใจกันมาตั้งรกรากที่จนทำให้ “สาทร” กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ หรือ Real CBD (Real Central Business District) ที่สำคัญของประเทศไทย และนอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสถานฑูตอีกหลายประเทศ จึงทำให้ย่าน“สาทร”เป็นที่รู้จักของทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ในนามของ “สาทร” ทำเลแห่งชีวิตเหนือระดับ เป็นโซนเส้นเลือดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร โซนแห่งความเจริญของสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์การใช้ชีวิตสุดหรูของคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบายสูงสุด

ความไพร์มของ “สาทร” ทำให้ย่านนี้กลายเป็นย่านทำเลทองห ลอมรวมประสบการณ์สุดพิเศษของชีวิตในพื้นที่เดียว การเติบโตของสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่นี้จึงรุดหน้ามากเป็นอันดับต้นๆของกรุงเทพฯ หลายบริษัทชั้นนำ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงในไทย โรงพยาบาลชื่อดัง รวมถึงห้างร้านสรรพสินค้าระดับลักชัวรีที่พร้อมใจกันมาตั้งในย่าน “สาทร” ทำให้ย่านนี้มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาตลอดเวลา การบริการที่ครบครันในพื้นที่อย่างร้านอาหารเจ้าดัง การเดินทางที่สะดวกสบายด้วยรถไฟฟ้า ถนนตัดผ่านที่คุณสามารถเข้าออกทั้งสองฝั่งของกรุงเทพมหานครเป็นเรื่องที่ง่ายดาย คุณจึงสามารถใช้ชีวิตสุดโมเดิร์นใน“สาทร”ได้ครบ จบในที่เดียว

การเข้ามาของบริษัทสัญชาติตะวันตกจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัททางด้านการเงินที่สำคัญ ทำให้ย่านสาทร มีการเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว ที่ดินในย่านสาทรถือเป็น Rare Area ที่ทำให้ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้เป็น Rare Item ที่มีราคาสูงตามทำเลและคุณภาพ

อ่อนนุช

ย่านที่พักอาศัยคุณภาพคับแน่น แต่ราคาเป็นมิตร ตอบโจทย์ชาวเมืองทั้งหลาย คงจะหนีไม่พ้น “อ่อนนุช” พื้นที่ปลายโซนของสุขุมวิท ที่เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเดินทางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของหนุ่มสาวชาวเมือง แหล่งช็อปปิ้งที่มีหลากหลาย เตรียมพร้อมไว้สำหรับทุกคนที่พักอาศัยในพื้นที่อ่อนนุช ไม่แพ้พื้นที่อื่นๆในกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ใกล้ๆอ่อนนุช อย่างใจกลางสุขุมวิท อ่อนนุชก็มีทุกอย่างรอต้อนรับการมาของคุณ

โซนที่พักอาศัยของหนุ่มสาวชาวเมือง ที่ไม่โฟกัสเรื่องเวลาในการเดินทาง ผสมผสานกับความเรียบง่ายของชาวเมืองอ่อนนุชเอง ทำให้ “อ่อนนุช” กลายเป็นเมืองที่มีไลฟ์สไตล์หลากหลาย ไม่ว่าคุณจะลองใช้ชีวิตแบบหรูหรา หรืออยากประหยัดเงินในกระเป๋า คุณก็สามารถเลือกได้ และอีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญของอ่อนนุช คือไม่ว่าจะเดินทางเข้าเมืองหรือออกนอกเมืองก็เดินทางได้ง่ายๆ แถมค่าครองชีพก็ถูกด้วย 

ด้วยความน่าสนใจของพื้นที่ย่านไลฟ์สไตล์ ฟังก์ชั่นครบครัน ทำให้เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย เลือกลงทุนในพื้นที่นี้ ทั้งการปล่อยขายและปล่อยเช่า แบบหรูหราและราคาประหยัด ไว้ให้คุณเลือกหามากมายในย่าน “อ่อนนุช” 

เลือกจับจองและลงทุนในทำเลที่คุณถูกใจ

ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบใดก็ตาม ทำเลเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายมากขึ้น ด้วยการตอบสนองปัจจัยพื้นฐานในการใช้ชีวิต หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเลือกพักอาศัยในพื้นที่ทำเลทอง เพื่อการยกระดับการใช้ชีวิต หรือเพื่อการลงทุนในระยะยาว 5 ทำเลทองเหล่านี้จะช่วยทำให้คำตอบในการใช้ชีวิตของคุณเป็นจริง

7 สิ่งที่ต้องเตรียมตัว ก่อนคิดรีโนเวทบ้าน

7 สิ่งที่ต้องเตรียมตัว ก่อนคิดรีโนเวทบ้าน

เชื่อว่าหลายๆคน เมื่อถึงจุดๆหนึ่งคงเริ่มมีแผนในใจว่าอยากปรับปรุง ซ่อมแซมบ้านของตัวเองให้ดูใหม่และทันสมัยมากขึ้น แต่ก่อนจะลงมือรีโนเวท เราควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อน เพื่อให้ไม่เสียทั้งเวลาและงบประมาณจนเกินพอดี ซึ่งวันนี้เรามี 7 ข้อง่ายๆ ในการเตรียมตัวก่อนคิดรีโนเวทบ้านมาฝาก

รีโนเวทบ้านทั้งที สิ่งที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง ?

หลายๆคน อาจจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ลองอ่านสิ่งที่เรานำมาฝากดูสักนิด รับรองได้ไอเดียดีๆแน่นอน

คิดให้ดีว่าเราต้องการอะไร

จะปรับปรุงบ้านทั้งที ของแบบนี้ต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะถ้าเกิดไม่ได้อย่างที่ต้องการขึ้นมา อาจจะต้องแก้ไขกันอีกยาว อีกทั้งยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายโดยใช้เหตุอีกด้วย อาจจะเริ่มจากการคิดจุดประสงค์ของการรีโนเวทขึ้นมาก่อน จากนั้นคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ เช่น การใช้งานว่าคุ้มค่าหรือไม่ ตามด้วยความสวยงาม ซึ่งอาจจะจ้างสถาปนิกช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้นด้วยก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการแต่ละบุคคล

คิดถึงเรื่องสไตล์ แต่อย่าลืมมองการณ์ไกล

ไม่ว่าคุณต้องการรีโนเวทบ้านให้เป็นแบบไหนก็ตาม ขอให้คุณมั่นใจก่อนว่าสิ่งที่เลือกมานั้นดีที่สุด ดังนั้นอย่าเลือกรีโนเวทบ้านตามสมัยนิยม แต่ให้เลือกจากการอยู่อาศัยจริงจะดีกว่า เพื่อคุณสามารถอยู่กับมันไปได้นานๆ ยังไงล่ะ

กำหนดงบประมาณที่จะใช้

ไม่ลืมคำนวณ หรือกำหนดแผนงบประมาณก่อนเสมอ เพราะสิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญของการรีโนเวทบ้าน เพราะการรีโนเวทแต่ละครั้งต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าออกแบบ, ค่าวัสดุ, ค่าแรงงานต่างๆ ฉะนั้นแล้วคุณต้องเตรียมให้ดีเพื่อให้งบไม่บานปลาย

ทำลิสต์วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้

เพื่อป้องกันปัญหาการลืมว่าต้องใช้อะไรในการรีโนเวทบ้าง คุณควรทำลิสต์รายชื่อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ก่อน จากนั้นให้จัดลำดับความสำคัญและความจำเป็นของอุปกรณ์แต่ละชนิด ซึ่งจะช่วยให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และงบไม่บานปลายอีกด้วย

เลือกช่างที่ไว้ใจได้

สิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นๆ อีกหนึ่งอย่างก็คือ การหาช่างผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์ มีใบประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้อง เพราะการรีโนเวทบ้านแต่ละครั้งจำเป็นต้องตรวจสอบสภาพโครงสร้างต่างๆ รวมไปถึง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ด้วย การเลือกช่างที่มีประสบการณ์ จึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ เพื่อให้การรีโนเวทผ่านไปได้ด้วยดี

เพราะถ้าหากเลือกช่างที่ขาดประสบการณ์ ไม่รู้จริงเรื่องบ้าน อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาในระระยาวได้ ถึงตอนนั้นคุณอาจจะมานั่งปวดหัวอีกรอบก็เป็นได้

ใส่ใจเลือกอุปกรณ์รีโนเวทบ้าน

สำหรับการเลือกอุปกรณ์ในการรีโนเวทบ้าน คุณควรเลือกวัสดุที่แข็งแรง ทนทานต่อการใช้งาน อาจจะเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่มีราคากลางๆ ก็ได้ ซึ่งการเลือกวัสดุแต่ละชิ้นต้องพิจารณางบประมาณของคุณประกอบด้วย

เตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมพร้อม

นอกจากช่างผู้คุมงานแล้ว ตัวคุณเองก็ควรลงไปดูงานด้วยเช่นกัน เผื่อในกรณีที่มีปัญหา หรือข้อสงสัยจะได้สามารถแก้ปัญหาได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาติดต่อผ่านตัวกลาง อีกทั้งยังสามารถตรวจเช็กอุปกรณ์ และความสะดวกต่างๆ อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

ความแตกต่างระหว่าง “การรีโนเวท” และ “การสร้างบ้านใหม่”

การรีโนเวทบ้านใหม่ มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

  • วัสดุตกแต่ง วัสดุก่อสร้าง
  • งานระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบน้ำ และ ระบบไฟฟ้า (เฉพาะส่วนที่รีโนเวท)
  • งานโครงสร้าง (เฉพาะส่วนที่รีโนเวท)
  • สถาปัตยกรรม
  • ค่าจำกัดปลวก
  • ค่าตกแต่งภายใน

งานรื้อถอนใหม่ หรือสร้างบ้านใหม่ มีค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้

  • ค่ารื้อถอน
  • สถาปัตยกรรม
  • วัสดุตกแต่ง วัสดุก่อสร้าง
  • โครงสร้างใหม่ โครงสร้างเหล็ก เหล็กสร้างบ้าน
  • งานตกแต่งภายใน
  • ค่าถมที่ดิน (สำหรับสร้างในที่ดินใหม่)
  • งานระบบสาธารณูปโภค ทั้งระบบน้ำ และ ระบบไฟฟ้า

สรุปความแตกต่างระหว่าง “การรีโนเวท” และ “การสร้างบ้านใหม่”

  • การสร้างบ้านใหม่มีขั้นตอนการก่อสร้างมากกว่าการรีโนเวทบ้าน เพราะจะต้องทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่าออกและต้องวางระบบใหม่ทั้งหมด
  • แม้การรีโนเวทบ้านจะมีขั้นตอนที่น้อยกว่า ประหยัดมากกว่า แต่ถ้าหากรีโนเวทบ้านที่เก่าแล้ว ก็ต้องเสียค่าซ่อมแซมบ่อยๆ ซึ่งการสร้างบ้านใหม่อาจจะคุ้มค่ากว่า

4 เคล็ดลับรีโนเวทบ้านให้ประหยัดงบที่สุด

 เพื่อให้ทุกคนรีโนเวทบ้านได้อย่างคุ้มค่าและได้ประโยชน์สูงสุด วันนี้เรามี 4 เคล็ดลับดีๆ ในการรีโนเวทบ้าน แถมประหยัดงบที่สุดมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

1. เลือกแบบบ้านให้เหมาะกับการใช้งานและงบประมาณ

เพราะแบบบ้านที่ดีนอกจากจะต้องสวยงามน่าอยู่อาศัยแล้ว ส่วนประกอบต่างๆในการทำก็ควรได้มาตรฐานตามหลักวิศวกรรมด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากคุณเลือกใช้บริการจากบริษัทรับสร้างบ้านในการรีโนเวท หรือคิดจะรีโนเวทด้วยตัวเอง ให้คำนึงถึงความเหมาะสม รูปแบบการใช้งาน และงบประมาณก่อนเสมอ เพื่อให้บ้านที่ออกมาได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย

2. เลือกรีโนเวทจุดสำคัญจริงๆ

ถ้าอยากประหยัดเงิน งบไม่บานปลาย คุณต้องรู้จักยั้บยั้งชั่งใจและเลือกรีโนเวทจุดที่สำคัญจริงๆ พยายามโฟกัสจุดนั้นๆ ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยคำนวณดูอีกครั้งว่างบยังเหลือหรือไม่ หรือสามารถทำเพิ่มเติมได้มากแค่ไหน หากประเมินแล้วว่าสามารถทำได้ก็ลุยต่อเลย

3. ลงมือทำเองช่วยได้เหมือนกัน

เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคุณสามารถทำเองได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะนอกจากจะไม่เสียเงินแล้ว ยังได้รูปแบบที่ตรงใจ ไม่เสียเวลามากมาย แต่อาจจะต้องลงแรง และหาความรู้เพิ่มเติมมากขึ้นสักหน่อย

4. เฟอร์นิเจอร์ วัสดุเก่า อย่าเพิ่งทิ้ง

เพราะสิ่งของเหล่านี้ อาจเป็นตัวช่วยตกแต่งบ้านของคุณในอนาคตได้ ฉะนั้นแล้วอย่าเพิ่งตัดสินใจทิ้งไปล่ะ 

สรุปท้ายบทความ

การรีโนเวทบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แต่เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ คุณจึงควรศึกษาและหาข้อมูลเพิ่มเติมไว้ให้มาก ยิ่งเตรียมตัวดี ยิ่งได้บ้านตรงใจ และถ้าคุณกำลังมองหาบ้านดีๆสักหลัง Kaidee Property มีบ้านหลังสวยๆรออยู่เพียบ ดูบ้านเลย