กระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย สำหรับสายมินิมอล

กระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย สำหรับสายมินิมอล

ถ้าคุณคลิกเข้ามาอ่านบทความนี้ แน่นอนว่าคุณกำลังมองหากระเป๋าสะพายข้างผู้ชายดีๆ สักใบอยู่ใช่ไหมเอ่ย
มาถูกทางแล้วค่ะ! ในบทความนี้ เรารวบรวมกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลกมาไว้ให้ดูในที่เดียว รับรองว่าอ่านจบ มีลุ้นเสียสตางค์กันแน่นอน

zalando.co.uk

วงการแฟชั่นในปัจจุบัน มักจะผลิตสินค้าให้ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทั้งนี้เนื่องจากผู้หญิงเป็นเพศที่ซื้อสินค้าบ่อยครั้ง และมีกำลังซื้อสูงมากกว่าลูกค้าผู้ชายถึง 70-80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว 

จึงสังเกตเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า หรือสินค้าบริการอื่นๆ ต่างก็ทำการตลาดที่ดึงดูดผู้หญิงทั้งนั้น

กระเป๋าเป็นอีกประเภทสินค้าที่มักมีดีไซน์และการใช้งานไปในทางผู้หญิง แต่ต้องขอบคุณ ‘กระแสเรียกร้องความเท่าเทียมของเพศ’ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้แบรนด์แฟชั่น เริ่มปล่อยกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายออกมา

และแน่นอนว่า เมื่อเรามีตัวเลือกมากขึ้น จะเลือกกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายให้ถูกใจสักใบ ก็ยากขึ้นด้วยใช่ไหม…. ไม่ต้องห่วง วันนี้เรามีกระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย 5 ใบ ที่เหมาะกับหนุ่มๆ แต่ละสไตล์มาฝากกัน ไปดูกันเลยค่ะ

วิธีการเลือกซื้อกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายแบรนด์เนม

1. ขนาดและรูปทรง เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

กระเป๋าสะพายข้างผู้ชายมีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าคาดลำตัว (Cross Body Bag), กระเป๋าทรงถุงผ้า (Tote Bag), กระเป๋าสะพายสั้นคาดลำตัว (Belt Bag) และอีกมากมาย ซึ่งแต่ละประเภทก็มีขนาดพอเหมาะกับความจำที่แตกต่างกันออกไป 

แม้คุณจะชอบดีไซน์มากแค่ไหน แต่ถ้าความสามารถในการใช้สอยไม่ได้ ก็เท่ากับซื้อมาทิ้งนะคะ

2. ดีไซน์เข้ากับการแต่งตัวของคุณในทุกวัน

แน่นอนว่าเรื่องของดีไซน์นั้น ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล แต่ถ้าจะซื้อกระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย ให้ใช้ ให้คุ้ม ควรเลือกจากดีไซน์ที่ไม่ตามเทรนด์ แต่เลือกดีไซน์และสีของกระเป๋าที่เข้ากับสไตล์การแต่งตัว และความเป็นคุณ 

เพราะนอกจากคุณจะสามารถใช้มันได้ในทุกโอกาสแล้ว กระเป๋าใบนั้นจะไม่ตกเทรนด์เอาง่ายๆ ซึ่งคุณเองจะสามารถขายต่อได้ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมาในอนาคตได้อีกด้วย

ถ้าเพื่อนคนไหนไม่รู้ว่าสไตล์ของตัวเองเหมาะกับกระเป๋าใบไหน Keep Reading ค่ะ! เรามีคำตอบอยู่ข้างล่างนี้เลย

Balmain – B-Army

คนไหนกำลังหากระเป๋าสะพายข้างผู้ชายสไตล์วินเทจ ขนาดไม่ใหญ่และเล็กจนเกินไป เราขอแนะนำกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายสุดฮิตของแบรนด์ Balmain ค่ะ

Balmain ได้ปล่อยกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายรุ่น B-Army ออกมาหลายขนาด ซึ่งมีความกว้างและยาวแตกต่างกันไปตามความชอบของผู้ใช้ 

จุดเด่นของไลน์ B-Army เขาอยู่ที่วัสดุที่นำมาใช้ผลิตกระเป๋า ซึ่งแตกต่างจากกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายแบรนด์ Luxury ทั่วไป ครั้งนี้ Balmain ได้นำผ้า Canvas และ หนังลูกวัว มาใช้แทนหนังธรรมดาทั่วไป พร้อมกับปักชื่อแบรนด์บนผ้า Canvas ด้วยตัวหนังสือสีดำ โดดเด่น แต่เรียบง่าย ไม่สะดุดตาเกินไป

แม้กระเป๋าสะพายข้างผู้ชายของ Balmain ใบนี้ ราคาจะแรงไปสักหน่อย แต่การันตีได้เลยว่าคุณภาพระดับพรีเมียมตามมาตรฐาน Balmain ผลิตและออกแบบ Handmade ส่งตรงมาจาก Italy แน่นอน 

Prada – Brique Saffiano

สำหรับหนุ่มพนักงานออฟฟิศ ชีวิตเร่งรีบ ไม่มีกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายดีไซน์ไหนที่ตอบโจทย์คุณได้เท่ากับ กระเป๋าสะพายข้างของ Prada รุ่น Brique Saffiano แล้วค่ะ

ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่าย เนี๊ยบ และดูแพงนี้เอง ทำให้กระเป๋าใบนี้เหมาะสำหรับสะพายไหล่ไปกับคุณทุกที่  ไม่ว่าจะเข้าประชุม ออกเดต หรือไปพบลูกค้า และที่สำคัญยังมีขนาดที่พอดี ใส่ของ Essential สำคัญๆ ในแต่ละวันได้สบาย

ความท็อปฟอร์มของหนังที่นำมาใช้ผลิตกระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย Brique Saffiano ก็ไม่ทำให้ Prada เสียชื่อแบรนด์ห้องเสื้อขึ้นชื่อเรื่องเครื่องหนังแม้แต่น้อย 

ครั้งนี้ Prada ได้เลือกเอาหนัง Saffiano มาทำกระเป๋าอีกเช่นเคย  ซึ่ง Saffiano นั้นเป็นกระบวนการทำลวดลายบนหนัง ด้วยการพิมพ์ลายลงไป และลายนั้น จะมีลักษณะคล้ายเส้นแรเงาแนวขวางนั่นเอง

ถ้าใครเป็นแฟนคลับ Prada กัน คงจะรู้ดีว่า Prada ได้ออกกระเป๋าหนัง Saffiano ออกมาอยู่หลายตัวเลย

เรียกได้ว่ากระเป๋าสะพายข้างผู้ชายจาก Prada ใบนี้ให้คำนิยามของคำว่า ‘Simplicity Wins’ จริงๆ 

Lacoste – Men’s Soft Matte Full-Grain Crossbody

สำหรับน้องๆ ที่กำลังหากระเป๋าสะพายข้างผู้ชายแบบหนัง น้ำหนักเบา แต่มีพื้นที่กว้างขวาง สำหรับใส่กระเป๋าสตางค์ โทรศัพท์ กุญแจรถ และกล่องดินสอแล้วล่ะก็ กระเป๋าใบนี้จาก Lacoste คือคำตอบค่ะ

นอกจากทรงที่มาในรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า แนวตั้ง ให้ความยูนิคแบบสุดๆ แล้ว หนังที่ Lacoate ใช้ ยังเป็นหนังชนิด Full-Gain 100% ซึ่งเป็นส่วนของหนังวัวที่มีความแข็งแรง และยืดหยุ่นที่สุดนั่นเอง

เห็นกระเป๋าทรงเล็กแบบนี้ แต่กระเป๋าสะพายข้างผู้ชายใบนี้ ให้ความสะดวกสบายเป็นที่ 1 ด้วยสายสะพายข้างปรับขนาด และถอดออกได้ตามใจชอบ แถมยังเพิ่มความหรูหรา ด้วยซิปสเตนเลสสีเงินเงางาม และสามารถบรรจุสิ่งของได้มากกว่าที่คิด เพราะด้านในกระเป๋า ได้ซ่อนช่องใส่โทรศัพท์เพิ่มขึ้นอีก 1 ช่องด้วย

Burberry – Foldover Pocket Bag

หลายคนคิดว่า Burberry เป็นแบรนด์สำหรับผู้หญิง แต่จริงๆ แล้ว Burberry เขามีคอลเลคชันเสื้อผ้า และกระเป๋าสำหรับสุภาพบุรุษมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายของเขานั้น ที่มีให้เลือกมากกว่า 10 รายการเลยทีเดียว 

Foldover Pocket Bag เป็นกระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย ที่ได้รับความสนใจมาก ด้วยดีไซน์ที่นำเอาผ้าคอตตอน Canvas สีเทามาใช้เป็นวัตถุดิบหลักของกระเป๋า ซึ่งตัดกับหนังสีดำรอบขอบกระเป๋าได้อย่างชัดเจน แต่ลงตัว 

โดดเด่นด้วยตัวหนังสือสีดำที่ถูกสะกดเป็นชื่อแบรนด์ ‘Burberry’ ด้วยการใช้เทคนิคเย็บแบบ Appliqué ที่หน้ากระเป๋า พร้อมกับเพิ่มมิติให้กับตัวหนังสือ ด้วยการใช้ด้ายสีขาวเย็บเป็นเส้นประ ทับลงบนตัวหนังสืออีกที 

ให้กระเป๋าสะพายข้างผู้ชายของ Burberry ใบนี้ ดูมีลูกเล่นแต่ไม่ Over The Top เกินไป

Coach – Swinger (Signature Jacquard)

หลังจากที่เราดูกระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ชายโดยเฉพาะมาพอสมควรแล้ว Kaidee ขอแนะนำกระเป๋าทรงผู้หญิง ที่ผู้ชายก็ใช้ได้ แถมยังเหมาะกับแฟชั่นผู้ชายแบบ Feminist ที่กำลังมาแรงในปี 2021 นี้

และกระเป๋าใบนั้นคือ กระเป๋าจาก Coach รุ่น Swinger (SIGNATURE JACQUARD) นั่นเอง

จริงๆ แล้วกระเป๋าจากไลน์ Swinger ของ Coach นั้น เป็นกระเป๋าที่ถูกออกแบบมาให้ผู้หญิงใช้โดยเฉพาะ

แต่หลังจากที่ Coach ได้ปล่อยกระเป๋า เวอร์ชัน Signature Jacquard ออกมา กระเป๋าใบนี้กลับได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าผู้ชายอยู่ไม่น้อย

ด้วยดีไซน์ที่อัปเดตขึ้นจากรุ่นเดิม โดยการใช้ผ้าทอ Jacquard (เทคนิคการทอผ้าเป็นลอนลูกฟูก) เป็นลายฉลุ สัญลักษณ์ Coach และนำไปตกแต่งที่ตัวกระเป๋า ร่วมกับหนัง Glove-Tanned ซึ่งเป็นหนัง Signature ของ Coach….ผลลัพธ์ที่ได้คือกระเป๋าที่มี Texture ที่หรูหรา และมีรายละเอียดมากขึ้น เหมาะสมกับราคามาก

นอกจากนี้ด้วยดีไซน์สีน้ำตาลแทนที่ดูคลาสสิก ให้ความรู้สึกเหมือนหนัง Worn-Out นี้เอง จึงทำให้กระเป๋าใบนี้ ได้รับความสนใจจากลูกค้าผู้ชายจนกลายเป็นกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายไปเสียแล้ว

กระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย เลือกดีๆ ใช้ได้นาน

แม้ว่ากระเป๋าสะพายข้างผู้ชายที่เรานำมาให้ดูวันนี้ ล้วนแต่เป็นกระเป๋าจากแบรนด์ Luxury ซึ่งจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ข้อดีของการเลือกซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมนั้น นอกจากจะสร้างความมั่นใจและได้สินค้ามีคุณภาพแล้ว การซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมยังถือเป็นการลงทุน ซึ่งสามารถทำกำไลให้เราในอนาคตได้อีกด้วย

หนุ่มๆ คนไหนที่กำลังมองหากระเป๋าสะพายข้างผู้ชาย ยี่ห้อดีๆ ไว้ใช้ไปทำงานหรือไปเรียน ลองเข้ามาเลือกดูกันได้ที่ Kaidee เรามีกระเป๋าสะพายข้างผู้ชายแบรนด์เนม ให้เลือกทั้งมือหนึ่งและมือสองคุณภาพดีๆ ราคาประหยัดมากมายเลย  

รอบรู้เรื่องการต่อพรบ มอเตอร์ไซค์  อ่านที่นี่มีครบ

รอบรู้เรื่องการต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ อ่านที่นี่มีครบ

การต่อพรบ มอเตอร์ไซค์เป็นเรื่องที่คนขับขี่จักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ทุกคนต้องรู้ พรบมอเตอร์ไซค์เป็นประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับเนื่องจากสามารถนำไปคุ้มครองค่าเสียหายและค่ารักษาพยาบาลในกรณีประสบอุบัติเหตุ อีกทั้งยังใช้ต่อภาษีรถมอเตอร์ไซค์ได้ด้วย 

วันนี้เราจึงพาไปทำความรู้จักกับพรบ มอเตอร์ไซค์และขั้นตอนการต่อพรบ ว่าต้องทำยังไงบ้าง ยากหรือง่ายแค่ไหน ไปดูกันเลยค่ะ

ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ต้องเริ่มจากอะไรบ้าง 

แม้ว่าจะเป็นมือใหม่ แต่การต่อพรบ มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์ก็ไม่ยากอย่างที่คิด เราได้รวบรวมความหมายของพรบ มอเตอร์ไซค์ รายละเอียดการคุ้มครอง และขั้นตอนการยื่นพรบ.มอเตอร์ไซค์มาไว้ให้ที่นี่แล้ว 

พรบ มอเตอร์ไซค์คืออะไร

พรบ มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์เป็นประกันรถจักรยานยนต์ภาคบังคับที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย เพื่อให้มีประกันค่ารักษาพยาบาลและความเสียหายในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ทั้งนี้กฎหมายเองก็บังคับให้ต้องซื้อพรบ อยู่แล้ว เพราะหากไม่มีพรบ ก็จะไม่สามารถต่อภาษีรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ได้ อีกทั้งยังมีโทษปรับด้วย 

สำหรับโทษตามกฎหมายของผู้ขับขี่ที่ไม่ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ระยะเวลาในการต่อพรบ สามารถทำได้ล่วงหน้าก่อนพรบ เก่าหมดอายุ 90 วัน ถือว่ามีเวลาให้เตรียมต่อล่วงหน้าค่อนข้างนานเลยทีเดียว 

พรบ มอเตอร์ไซค์คุ้มครองอะไรและใครบ้าง

พรบ มอเตอร์ไซค์จะคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายให้แก่ทั้งเราและคู่กรณี รวมทั้งคนเดินเท้าที่โดนลูกหลง สำหรับค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเบื้องต้นสามารถเบิกได้โดยไม่ต้องตัดสินว่าฝ่ายไหนถูกหรือผิด ในขณะที่ค่ารักษาพยายามและค่าชดเชยความเสียหายเพิ่มเติมจะได้รับก็ต่อได้พิสูจน์แล้วว่าใครเป็นฝ่ายถูกหรือผิด 

รายละเอียดของค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายระดับเบื้องต้นและเพิ่มเติม สามารถดูได้ตามตารางนี้เลยค่ะ

ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเบื้องต้น

ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเบื้องต้นวงเงิน/คน
ค่ารักษาพยาบาล (จ่ายตามจริง)30,000
ทุพพลภาพถาวร35,000
เสียชีวิตทันที35,000
บาดเจ็บและเสียชีวิตภายหลัง35,000
ทำศพ35,000
กะโหลกศีรษะเทียม35,000

*เบิกได้สูงสุดไม่เกิน 65,000 บาท

ค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายเพิ่มเติม (กรณีถูกตัดสินว่าไม่ผิด)วงเงิน
เงินชดเชยรายวัน (ไม่เกิน 20 วัน) 200/วัน
ค่ารักษาพยาบาล (จ่ายตามจริง)80,000 บาท 
ทุพพลภาพถาวร300,000 บาท
เสียชีวิต หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง500,000 บาท
เสียนิ้วมือหรือเท้า หนึ่งข้อขึ้นไป200,000 บาท
เสียอวัยวะหนึ่งส่วนหรือใส่กระดูกศีรษะเทียม250,000 บาท

*เบิกได้สูงสุดไม่เกินคนละ 504,000 บาท

การคุ้มครองดังกล่าวจะครอบคลุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้ซ้อนท้าย และผู้ที่ถูกลูกหลง 

ต้องการยื่นเอาเบี้ยประกันพรบ ต้องทำยังไงบ้าง

เมื่อเกิดเหตุ สามารถยื่นเรื่องเอาเบี้ยประกันพรบ ได้ทุกโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา หลังจากนั้นก็แจ้งความกับตำรวจเพื่อนำใบบันทึกประจำวันใช้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม

เอกสารที่ใช้ในการยื่นเรื่องเอาประกันมีดังนี้

  • ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
  • ใบรับรองแพทย์
  • สำเนาบัตรประชาชน รับรองสำเนาถูกต้อง (สำเนาบัตรประชาชนบุตรในกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต)
  • สำเนาใบขับขี่ รับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาทะเบียนบ้านของทั้งสองฝ่าย 
  • หน้า พ.ร.บ.
  • สำเนาทะเบียนรถ
  • บันทึกประจำวันจากตำรวจ

ขั้นตอนการต่อพรบ รถมอเตอร์ไซค์ต้องทำยังไง ใช้อะไรบ้าง

การต่อพรบ รถมอเตอร์ไซค์ต้องใช้หลักฐานอะไรบ้าง

  • บัตรประชาชน
  • สำเนาเล่มทะเบียนรถหรือตัวจริง
  • เงินค่าพรบ

เงินค่าพรบ จะแตกต่างกันไปตามขนาดเครื่องยนต์ดังนี้

น้อยกว่า 75 cc  

161.57 บาท/ปี

 75 – 125 cc 

323.14 บาท/ปี

125 – 150 cc

430.14 บาท/ปี

150 cc ขึ้นไป

645.21 บาท/ปี

ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ได้ที่ไหนบ้าง

ปัจจุบันการต่อพรบ นั้นสามารถทำได้หลายทางมาก ๆ สามารถเลือกต่อได้กับช่องทางที่ต้องการดังต่อไปนี้ 

  • ตัวแทนประกันภัย 

ช่องทางแรกเลยก็คือการต่อกับตัวแทนประกันภัยที่สมัครเป็นตัวแทนจำหน่ายพรบ มอเตอร์ไซค์

  • เว็บไซต์ขายพรบมอเตอร์ไซค์ออนไลน์  

สำหรับยุคนี้ ช่องทางออนไลน์ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ใครที่ไม่อยากเดินทางออกไปต่อข้างนอกเอง ก็สามารถหาซื้อผ่านเว็บไซต์ขายพรบมอเตอร์ไซค์ออนไลน์ได้เลย

  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส  

หรืออีกช่องทางที่สะดวกไม่แพ้กันก็คือเคาเตอร์เซอร์วิสในร้านสะดวกซื้อ 7-11 ที่สามารถยื่นซื้อพรบ มอเตอร์ไซค์ได้แล้ว 

  • สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) บางแห่ง  

สถานตรวจสภาพรถเอกชนหรือ ตรอ. เป็นหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกที่มีหน้าที่ในการตรวจสภาพรถว่าพร้อมใช้งานบนท้องถนนอย่างปลอดภัยหรือไม่ ถือว่าช้อยส์มาซื้อที่นี่เหมาะกับคนที่ต้องมาตรวจสภารถตามรอบอยู่แล้ว 

  • สำนักงานบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 

หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าบริษัทกลาง ก็เปิดจำหน่ายพรบ.มอเตอร์ไซค์เช่นเดียวกัน เหมาะกับคนที่อยากจะซื้อกับหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องพรบ โดยตรง

  • ธนาคารเพื่อการเกษตร (ธ.ก.ส.)

ปิดท้ายกันด้วยธนาคารเพื่อการเกษตรหรือธนาคารธ.ก.ส. ที่เปิดให้ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์เช่นกัน สามารถเข้าไปติดต่อขอซื้อประกันภัยภาคบังคับนี้ได้ทุกสาขา

สรุปรวมต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ต้องทำยังไงบ้าง

การต่อพรบ มอเตอร์ไซค์หรือรถจักรยานยนต์เป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องทำเนื่องจากเป็นกฎหมายบังคับและเป็นการคุ้มครองในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หากรถของคุณไม่ได้ต่อพรบ มอเตอร์ไซค์ ก็จะไม่สามารถยื่นต่อภาษีรถมอเตอร์ไซค์ได้และยังผิดกฎหมายอีกด้วย 

สำหรับการต่อพรบ นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ แค่เตรียมเอกสารซึ่งก็คือ บัตรประชาชน

สำเนาเล่มทะเบียนรถหรือตัวจริง และเงินค่าพรบ ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามขนาดของมอเตอร์ไซค์ และสามารถต่อได้หลายที่ อาทิ เว็บไซต์ขายพรบ มอเตอร์ไซค์ออนไลน์ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ที่ตรวจสภาพรถบางแห่ง และอื่นๆ 

หวังว่าบทความที่เรานำมาใช้จะมีประโยชน์กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์มือใหม่ทุกคนนะคะ ส่วนใครที่กำลังอยู่ในช่วงเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์และกำลังมองหามอเตอร์ไซค์มือสองสภาพใหม่สักคัน สามารถแวะไปเลือกดูกันได้ที่ Kaidee auto มีมอเตอร์ไซค์หลากยี่ห้อ หลายสเปกความแรงให้เลือกกันแบบจัดเต็มมาก ๆ รับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน

ปู กระเบื้องเซรามิก ด้วยวัสดุไหนดี ?

ปู กระเบื้องเซรามิก ด้วยวัสดุไหนดี ?

กระเบื้องเซรามิก หรือ กระเบื้องเคลือบ เป็นวัสดุก่อสร้างบ้านที่เราเชื่อว่าหลายคนจะต้องเคยได้ยินชื่ออย่างแน่นอน เพราะเป็นประเภทกระเบื้องที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้ว กระเบื้องเซรามิกคืออะไรกันแน่ ? แล้วมันมีทั้งหมดที่ประเภท ? แล้วมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร ? วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจไปพร้อม ๆ กัน

ใช้ กระเบื้องเซรามิก ดีไหมนะ ?

แน่นอนก่อนการตัดสินใจ หรือเลือกใช้สิ่งของบางอย่างเพื่อการต่อเติมบ้าน เราจำเป็นที่จะต้องเปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยของสิ่งของประเภทนั้น ว่าคุ้มค่าหรือไม่ เช่นเดียวกับกระเบื้องเซรามิกที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้

ข้อดีของ กระเบื้องเซรามิก

ทนทานต่อน้ำและสิ่งสกปรก เพราะกระเบื้องประเภทนี้จะมีการเคลือบสารป้องกันพื้นผิวจากของเหลว นอกจากนี้กระเบื้องเซรามิกยังทนต่อความชื้นและลดการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ จึงเหมาะกับการติดตั้งในห้องครัวและห้องน้ำ

มีความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระแทก แตกยาก จากความเหนียวของตัวกระเบื้องเอง ทำให้ถ้าหากมีการดูแลรักษาเป็นอย่างดีก็จะสามารถอยู่ได้ 10-20 ปี หรืออาจมากกว่านั้นเลยทีเดียว

บำรุงรักษาง่าย โดยการเช็กหรือซับคราบน้ำและสิ่งสกปรกออกไปอย่างเป็นประจำทุกวันด้วยการกวาด ดูดฝุ่น และการเช็ดด้วยน้ำยาทำความสะอาดเพื่อขจัดคราบสกปรก โดยที่ไม่ต้องกลัวการกัดกร่อนของกระเบื้องเซรามิก

มีตัวเลือกหลากหลาย จากเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระเบื้องเซรามิกมีให้เลือกหลากหลายแบบ ลาย และสไตล์ที่แตกต่างกัน ง่ายต่อการตกแต่งบ้านมากยิ่งขึ้น

ลดการสะสมของฝุ่น เพราะจุดเด่นของพื้นผิวที่มีลักษณะมันวาวจากการเคลือบภายนอก ทำให้ง่ายต่อการทำความสะอาด (ด้วยการเช็ดหรือซับ) และไม่เป็นที่กักเก็บฝุ่นเหมือนกับพื้นผิวชนิดอื่น ๆ เรียกได้ว่า ปลอดภัยต่อบุคคลที่เป็นภูมิแพ้พอสมควร

ข้อด้อยของ กระเบื้องเซรามิก

พื้นผิวแข็งและลื่น ถึงแม้การเคลือบจะมีข้อดีในการทำความสะอาดแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความปลอดภัย เมื่อกระเบื้องเซรามิกเหล่านี้มีความแข็งและลื่นจนก่อให้เกิดอันตรายได้ แต่เราก็สามารถทดแทนในการปูพรมในส่วนที่ต้องการเพื่อลดโอกาสในการเกิดอันตรายนั่นเอง (แต่ก็ต้องแลกกับปริมาณฝุ่นที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน)

อ่านบทความ 7 ไอเดียตกแต่งบ้านเรียบหรูด้วยพรมปูพื้น

มีความเย็น ด้วยคุณสมบัติของกระเบื้องเซรามิกที่ไม่สามารถทนความร้อนได้ ทำให้ในฤดูหนาว (หรือห้องแอร์) มันจะก่อให้ตัวกระเบื้องเกิดความเย็นขึ้นมาทันที จนคุณอาจต้องใส่รองเท้าสลิปเปอร์เพื่อบรรเทาอากาศเย็น

การติดตั้งไม่ง่าย เพราะความหนักของกระเบื้องเซรามิกนี้เองที่จำเป็นจะต้องใช้ปูนยาแนวและเครื่องมือต่าง ๆ ในการติดตั้ง จนต้องใช้เวลานานและความเชี่ยวชาญ ทำให้มีหลายคนที่เลือกจ้างผู้รับเหมาในการติดตั้งกระเบื้องเซรามิกแทนการติดตั้งด้วยตนเอง

ประเภท กระเบื้องเซรามิก

เมื่อเราทราบถึงข้อดีข้อด้อยของกระเบื้องเซรามิกแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนการเลือกประเภทของกระเบื้องเซรามิกว่าจะใช้วัสดุไหน และแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร มาอ่านกันเลย

การแบ่งตามลักษณะการใช้งาน

กระเบื้องปูพื้น (Floor Tile)

กระเบื้องเซรามิกที่ใช้สำหรับการปูพื้น มีการเคลือบสีบริเวณผิวหน้าของตัวกระเบื้อง ภายในเป็นเนื้อกระเบื้อง Stone Ware สีแดงอิฐ สีน้ำตาล หรือสีขาว ตัวกระเบื้องสามารถดูดน้ำได้ปานกลาง (ไม่เกิน 6%) มีความทนทานและรับน้ำหนักมากกว่ากระเบื้องบุผนัง โดยการเคลือบทั้งแบบมัน ด้าน หยาบ หรือมีร่อง มีความบางและเบา

กระเบื้องบุผนัง (Wall Tile)

กระเบื้องเซรามิกที่ใช้สำหรับการกรุผนัง มีการเคลือบสีบริเวณผิวหน้าของตัวกระเบื้องเช่นเดียวกับกระเบื้องปูพื้น มีเนื้อเป็น Earthen Ware ทำให้มีการดูดซึมน้ำที่สูงกว่า (ไม่เกิน 17%) โดยตัวเนื้อของกระเบื้องจะมีสีแดงหรือสีขาว เคลือบทั้งแบบมันและเรียบด้าน มีข้อด้อยคือ มีความทนทานต่อการขูดหรือสภาพอากาศภายนอกได้น้อย ทำให้เหมาะกับการกรุผนังภายในอาคาร

การแบ่งตามลักษณะของเนื้อกระเบื้อง

กระเบื้องดินเผา (Earthenware Tile)

ขอบคุณรูปจาก: Caisson Studios

เป็นกระเบื้องเซรามิกที่ได้รับความนิยมมากตั้งแต่อดีต มีสีขาวและแดง นิยมใช้ในการปูพื้นและหลังคาเพราะสามารถระบายความชื้นและความร้อนได้ดี แต่ก็แตกหักได้ง่ายเช่นกัน รวมถึงยังสามารถทำความสะอาดได้ยาก จึงเหมาะกับคนที่มีเวลาในการทำความสะอาดเยอะ ซึ่งกระเบื้องประเภทนี้จะให้อารมณ์ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและคลาสสิก

กระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain Tile)

ขอบคุณรูปจาก: contemporist.com

กระเบื้องเซรามิกที่มีเนื้อแน่นละเอียด สีขาว และมีความแข็งแกร่ง สามารถรับแรงกระแทกและทนต่อการขูด ขีด และเสียดสี มีอัตราการดูดซึมน้ำต่ำ (0.05%) เหมาะกับทั้งการกรุผนังและปูพื้น แบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย ๆ ได้แก่

กระเบื้องแกรนิต (Granito Tile) เป็นกระเบื้องพอร์ซเลนที่เป็นเนื้อเดียวกันทั้งแผ่น มีความพิเศษอยู่ที่สามารถทำให้ผิวสัมผัสกลายเป็นต่าง ๆ ได้เยอะ มันวาว ไม่ถูกเคลือบสี มีส่วนผสมของผงหินแกรนิตที่ถูกเผาด้วยความร้อนสูงจึงมีความแข็งแรงเทียบเท่าหินแกรนิต สามารถทนต่อแรงกระแทกและการขัดสีได้ จึงมักถูกใช้ในบริเวณที่มีการสัญจรไปมา

กระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain Tiles) กระเบื้องพอร์ซเลนแบบเคลือบผิวหน้าที่ถูกผสมกับแร่อื่น ๆ ก่อนถูกเผาในอุณหภูมิประมาณ 1,300 องศา จนเป็นเนื้อเดียวกันและสามารถรับแรงกระแทกได้ ซึ่งกระเบื้องประเภทนี้ยังมีความสามารถในการดูดน้ำอยู่ที่ 0.05% จึงมักถูกใช้ปูในสถานที่ต่าง ๆ 

กระเบื้องแก้ว (Glass Tile)

ขอบคุณรูปจาก: Eric Lazo

กระเบื้องเซรามิกที่มีความมัน แวววาว และใสเหมือนกับชื่อ มีลักษณะเป็นแผ่นหรือชิ้นเล็กคล้ายโมเสก ซึ่งมีให้เลือกทั้งสีและลวดลายที่แตกต่างกัน มีอัตราการดูดซึมน้ำที่ต่ำ แต่รับน้ำหนักและแรงกระแทกได้น้อย รวมถึงยังมีราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเหมาะกับการตกแต่งบนผนังห้องเสียมากกว่า

กระเบื้องโมเสค (Mosaic Tile)

ขอบคุณรูปจาก: DOUGLAS FRIEDMAN

กระเบื้องเซรามิกที่มีขนาดเล็ก ๆ ที่ถูกออกแบบมากเพื่อใช้งานหลากหลายรูปแทบทั้งตกแต่ง หรือปูต่อกันตามบริเวณบ้านเป็นแผ่นใหญ่ ให้เกิดแพตเทิร์นที่มีสีสันสวยงาม อัตราการดูดซึมน้ำต่ำ และทำความสะอาดง่าย ซึ่งกระเบื้องเซรามิกประเภทนี้มักจะถูกใช้ในการติดตั้งคู่กับกระเบื้องประเภทอื่น ๆ เพราะใช้เวลาในการติดตั้งมากกว่ากระเบื้องทั่วไป อีกทั้งยังรับแรงกระแทกไม่ได้เยอะเท่ากับกระเบื้องเซรามิกประเภทอื่น ทำให้ไม่เหมาะกับการปูพื้นเท่าไรนัก

สรุปข้อมูล กระเบื้องเซรามิก

กระเบื้องเซรามิกแบ่งหลากหลายประเภทและวัสดุที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดีข้อด้อยที่ไม่เหมือนกันอีก ทำให้เมื่อเราต้องการปูกระเบื้องเซรามิกก็ควรที่จะคำนึงถึงข้อเปรียบเทียบเหล่านี้และสภาพแวดล้อมของบริเวณนั้นว่าเหมาะสมหรือไม่อย่างไร ไม่เช่นนั้น กระเบื้องเซรามิกของคุณก็จะมีเพียงความสวยงาม แต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง

แต่ถ้าคุณไม่มีงบในการปูพื้นกระเบื้องในบ้านหลังใหม่ของคุณ ก็เข้ามาหาบ้านใน Kaidee Property ดู คุณอาจจะได้ บ้าน สวย ๆ กระเบื้องเซรามิกเก๋ ๆ ก็ได้นะ

โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ดีจริงหรือ??

โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ดีจริงหรือ??

เดี๋ยวนี้การที่จะเรียนขับรถนั้นก็ไม่ได้ยากเท่าไรนัก เพราะสมัยนี้มีโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่อยู่ทุกที่เต็มไปหมด อีกทั้งรถยนต์ในตอนนี้ก็ขับง่ายแถมมีระบบที่เข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ขับรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงรถยนต์เกียร์ธรรมดาที่ค่อย ๆ หายไปตามกาลและเวลา โรงเรียนสอนขับรถจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ถ้าหากคุณอยากขับรถเป็น

ในโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่มีอะไรบ้าง

ตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ ผู้ที่จะสอบใบขับขี่จะต้องผ่านการอบรมทฤษฏีและกฎจราจรเป็นเวลา 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถสอบใบขับขี่ได้ โรงเรียนสอนขับรถจึงเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำให้ โดยสอนตังแต่การขับรถ อบรมกฎจราจร สอบภาคทฤษฎี และสอบภาคปฏิบัติของใบขับขี่ มาครบจบในที่เดียว 

จำเป็นจริงหรือ?? ที่จะไปเรียนในโรงเรียนสอนขับรถ

ใช่ว่าการไปเรียนในโรงเรียนจะเหมาะกับทุกคน เพราะถ้าหากสามารถฝึกได้ด้วยตัวเอง บวกเข้ากับมีคนช่วยสอน ก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไรนัก แต่มันก็มีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย จะดูแค่นี้ไม่ได้ ถ้าหากเป็นอย่างนั้น ใครบ้างล่ะที่จะเหมาะสมกับการเรียนในโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่

โรงเรียนสอนขับรถเหมาะกับใคร

1. เหมาะกับผู้ที่ไม่มีคนรู้จักที่ขับรถเป็นคนช่วยสอน

เพราะผู้จะสอนขับรถได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีใบขับขี่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และนั่งข้างผู้เรียนอีกด้วย ทำให้เป็นข้อกำหนดที่ค่อนข้างจะหาได้ยากสักหน่อย (ถ้าหากไม่ตรงตามนี้ก็จะผิดกฎหมายด้วยนะ)

2. ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไรนัก

โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่นั้นเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไร เพียงใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง ในช่วงเย็น หรือว่าจะเรียนยาว ๆ (ทั้งนี้อยู่ที่คอร์สที่ลง) สามารถปรับเปลี่ยนเวลาให้ตรงกับความว่างของตัวคุณเองได้

3. ไม่ชอบการรอนาน ๆ ที่ขนส่ง

เป็นอีกทางที่ใช้เงินแก้ปัญหาเรื่องเวลา เพราะการไปขนส่งแต่ละที นอกจากจะรอนานทั้งรออบรม รอสอบทฤษฎี รอสอบปฏิบัติ บางทีใช้เวลาหลายวันมาก (ไหนจะต้องเผื่อว่าจะไม่ผ่านอีก) ทำให้เสียเวลาเข้าไปใหญ่ การที่โรงเรียนมีให้ครบ นั่นหมายความว่าสามารถ สอบซ่อมภายในวันเดียวได้เลย ไม่ต้องไปรอต่อคิว

4. กลัวทะเลาะกับคนรู้จักที่มาช่วยสอน

บอกเลยว่าข้อนี้เป็นกันเกือบทุกคน เวลาให้คนที่รู้จักช่วยสอน มักจะทะเลาะกัน จนทำให้การเรียนไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่ขับเป็นเมื่อสอนให้ผู้เรียน ผู้เรียนทำไม่ได้ ก็อาจจะอารมณ์ร้อน และถ้ามองมุมกลับกันผู้เรียนก็ขับรถไม่เป็น อาจจะทำให้หงุดหงิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน (ทางที่ดีมองใจเขาใจเรา สอนกันดี ๆ ด้วยความเข้าใจกันด้วยล่ะ)

5. คนที่ยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง

เป็นเรื่องลำบากไม่ใช่น้อย หากไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง หรือคนในครอบครัวต่างก็ไม่มีรถ เพราะการยืมรถของใครมาเพื่อฝึกขับก็คงจะไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ จะมีอุปกรณ์ให้ครบ รวมไปถึงรถยนต์สำหรับฝึกที่มีเบรกอยู่ทั้งฝั่งคนขับและฝั่งผู้สอน

ข้อเสียของการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ

การไปเรียนถึงแม้จะได้ความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ แต่ว่าก็มีข้อที่ต้องนำมาคิดก่อนตัดสินใจว่าควรไปเรียนดีไหมอยู่ 

1. ค่าใช้จ่ายสูง

จะบอกว่าค่าเรียนแพงขนาดรับไม่ได้ก็คงจะไม่ใช่ เพราะคอร์สเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มอยู่ที่ 5,500 บาท เรียนทั้งหมด 10 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่รวมการสอบ (ซึ่งหากว่าเรียนแล้ว ยังไม่ได้ขับรถจริง อาจจะยังไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก เพราะว่าการขับรถต้องใช้ความกล้าในการออกถนนใหญ่ด้วย (ซึ่งเป็นปัญหาของหลาย ๆ คน ที่เรียนมาแล้วขับจริงไม่ได้)

2. คิวของแต่ละช่วงเวลาที่ต้องจอง

แน่นอนว่าการเรียนวันละ 2 ชั่วโมง ทุกวัน ๆ มันจะมีอยู่ไม่กี่ช่วงเวลาที่เหล่าวัยทำงานจะว่างมาเรียน นั่นก็คือช่วงเวลาหลังเลิกงาน นั่นหมายความว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการเรียน ทำให้เกิดการจองเวลาเรียนที่ยาก บางครั้งอาจจะต้องรอ 2 – 3 เดือนกันเลยทีเดียวกว่าได้จะได้เริ่มเรียนจริง ๆ

3. คนสอนที่เลือกไม่ได้

เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่อาจจะรู้ได้เลยก่อนเรียนว่า ตัวคุณนั้นจะต้องไปเจอกับใครที่จะมาสอน หากสอนได้ดีก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่ดี ก็ถือว่าซวย อาจจะเป็นการเสียเงินฟรี ๆ เลยก็เป็นไปได้ ถึงแม้ว่าคุณจะดูรีวิวมาจากหลาย ๆ แหล่งแล้วก็ตาม

หลังจากเรียนเสร็จต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อผ่านกระบวนการทั้งหมดในการเรียนทั้งหมด 10 ชั่วโมงเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการสอนนั้นจะมีทั้งการขับอยู่ภายในโรงเรียนและการสอนขับออกไปบนถนนจริง เมื่อจบหลักสูตรภาคปฎิบัติแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนต่อจากนี้อีก ไม่ใช่น้อย

เรียนกฎหมายจราจรอีก 5 ชั่วโมง

เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ก่อนที่จะสอบใบขับขี่ได้จะต้องผ่านการอบรม 5 ชั่วโมงก่อน ซึ่งทางโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ก็จัดให้กับการอบรบจนครบเวลา เพื่อที่จะสามารถไปสอบในขั้นถัด ๆ ไป รวมไปถึงการนำไปใช้จริงบนท้องถนนในประเทศไทยได้อีกด้วย (เพราะเรื่องกฎจราจรนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก)

สอบภาคทฤษฏี

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนของการสอบแล้ว เหมือนกับการไปสอบที่กรมขนส่งทุกประการ ต่างกันแค่ว่าไม่ต้องไปที่กรมขนส่ง แต่สอบที่โรงเรียนได้เลย ซึ่งเกณฑ์ในการผ่านก็คือต้องได้ 45 ข้อ จากทั้งหมด 50 ข้อ นั่นหมายความว่าผิดได้แค่ 5 ข้อเท่านั้น (ข้อสอบไม่ยากเพราะเป็นสิ่งที่เราเห็น ๆ กันในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว)

สอบภาคปฏิบัติ

ต่อกันที่สอบภาคปฎิบัติ หลังจากสอบภาคทฤษฎีจบไปและผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องลงมาสอบกันต่อที่สนามขับขี่ โดยก็สอบเหมือนที่กรมขนส่งกำหนด คือ 3 ท่าบังคับ (ซึ่งจะต้องผ่านทั้งหมด)

  • ทดสอบเดินหน้า – ถอยหลัง
  • ทดสอบถอยจอดเข้าซอง
  • ทดสอบจอดเทียบทางเท้า

เตรียมเอกสารเพื่อไปยื่นรับใบขับขี่

ขั้นตอนนี้คือทุกอย่างเสร็จสิ้น ทางโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่จะให้ “เอกสารรับรอง” ทีนี้ก็เหลือแค่เตรียมเอกสารให้พร้อมและเดินทางไปทำใบขับขี่ที่กรมขนส่งประจำจังหวัด

เอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วย

  • เอกสารรับรองจากทางโรงเรียน
  • ใบรับรองแพทย์ (สามารถใช้ใบรับรองจากคลินิกก็ได้)
  • ค่าธรรมเนียม 205 บาท

ไปรับใบขับขี่ที่กรมขนส่ง

ท้ายที่สุดคือการไปที่กรมขนส่ง กำเอกสารทั้งหมดไป รอเรียกเพื่อถ่ายรูปและรอรับใบขับขี่ และสามารถกลับบ้านได้เลย (ทีนี้ก็จะสามารถขับรถได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว)

สรุปท้ายบทความ โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ดีจริงหรือ??

เป็นอย่างไรกันบ้าง เมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดดูแล้ว ลองนำมาชั่งน้ำหนักกันดูว่า คุณนั้นมีคนที่สามารถช่วยสอนคุณขับรถได้ โดยที่จะไม่ทะเลาะกันหรือไม่ หรือถ้าหากคุณรู้แล้วว่าเป็นคนที่เหมาะกับการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ ก็ลุยโลด!! เพราะสามารถประหยัดเวลาได้หลายชัวโมงเลยทีเดียว

หลังจากที่ไปเรียนขับรถมาแล้ว ทำเรื่องจนได้ใบขับขี่มาเรียบร้อย หากคุณยังไม่มีรถยนต์สักคันแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูเลยที่ Kaidee Auto ที่ ๆ รวมรถยนต์ราคาดี แถมมีตัวเลือกมากมายที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และเหมาะกับรถยนต์คันแรกของคุณ

ส่องสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2564 ฉบับอัปเดต

ส่องสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2564 ฉบับอัปเดต

สีกระเป๋าสตางค์นั้นสำคัญไฉน ในหลาย ๆ ตำรับตำรา เรื่องสีถือว่ามีความสำคัญเกี่ยวข้องกับดวงชะตาของเราเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีเสื้อมงคล สีรถ หรือแม้กระทั่งสีกระเป๋าสตางค์ก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก 

วันนี้เราเลยขออาสารวบรวมข้อมูลสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิดฉบับอัปเดตปี 2564 ใครเกิดวันไหนเหมาะใช้กระเป๋าสตางค์สีอะไร ใช้สีไหนแล้วไม่ถูกโฉลกอย่างยิ่ง ควรเปลี่ยนด่วน ๆ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ 

รวมสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2564

ก่อนที่เราจะไปดูกันว่าคนเกิดวันไหนเหมาะกับกระเป๋าสตางค์สีอะไร เราขอเริ่มด้วยการพูดคุยกันก่อนดีกว่า ว่าทำไมคนถึงนิยมเลือกสีกระเป๋าสตางค์ให้ถูกโฉลกกับวันเกิด ที่แน่นอนเลยก็คือเกี่ยวข้องกับเรื่องของโชคลาภ การเงิน เชื่อกันว่าถ้าเลือกสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิดแล้ว จะช่วยเสริมโชค ดึงดูดทรัพย์ให้ไหลมาเทมา 

แต่ถ้าใครอยากเสริมดวงในเรื่องอื่น ก็ย่อมทำได้ เราสามารถเลือกสีที่เสริมในเรื่องนั้น ๆ ของแต่ละวันได้เช่นเดียวกัน อยากรู้กันแล้วใช่ไหมคะว่าสีกระเป๋าสตางค์แบบไหนที่เหมาะกับวันเกิดของคุณ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ 

วันจันทร์

ประเดิมด้วยหนุ่มสาววันจันทร์กันก่อนเลยดีกว่าค่ะ คนวันจันทร์จะเป็นคนที่พูดเก่ง รู้จักพูด เรียกว่าสามารถเอาไปใช้เป็นความสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้เลย แต่จะเป็นคนที่ค่อนข้างคิดเยอะและช่างเลือก

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันจันทร์ 

สีเสริมโชคลาภ: สีม่วง  สีน้ำตาลเข้ม  สีดำ

สีเสริมเงินทอง:  สีเหลืองเข้ม สีแสด สีทอง สีส้ม

สีเสริมอำนาจบารมี: สีเหลือง  สีเทา  สีเขียว สีเหลืองอ่อน สีขาว

สีเสริมสุขภาพ: สีชมพู สีโอลด์โรส

สีกาลกิณี: สีแดง 

วันอังคาร

คนวันอังคารมักจะเป็นพวกกล้าได้กล้าเสีย เปิดเผย รักเพื่อน ชอบความท้าทาย มีความอดทนและทะเยอทะยาน แต่เวลาโมโหก็แอบน่ากลัว

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันอังคาร

สีเสริมโชคลาภ:   สีเหลืองเข้ม สีส้ม สีทอง สีแสด 

สีเสริมเงินทอง: สีเทาเข้ม

สีเสริมอำนาจบารมี:   สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ สีโอลด์โรส สีชมพู 

สีเสริมสุขภาพ: สีเขียว  

สีกาลกิณี: สีเหลืองอ่อน สีขาว

วันพุธ (กลางวัน)

ทักษะการพูดหรือใช้ถ้อยคำไม่ว่าจะอ่านหรือเขียนของคนเกิดวันพุธกลางวันถือว่ายอดเยี่ยมมาก ช่างพูดช่างเจรจา ทำให้คนฟังเชื่อได้ไม่ยาก

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันพุธ

สีเสริมโชคลาภ:  สีเทาเข้ม 

สีเสริมเงินทอง:  สีคราม สีฟ้า   สีน้ำเงิน 

สีเสริมอำนาจบารมี: สีเขียว  สีเหลืองเข้ม  สีแสด สีส้ม สีทอง  

สีเสริมสุขภาพ: สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม  สีดำ 

สีกาลกิณี: สีชมพู สีโอลด์โรส

วันพุธ (กลางคืน)

โดยพื้นฐานแล้ว คนเกิดวันพุธกลางคืนจะเป็นคนที่มีสติปัญญาดี รักความสงบ เป็นคนที่กล้าได้กล้าเสีย ลุยได้ทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ลุ่มหลงกับสิ่งที่สนใจได้ง่าย 

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันพุธ

สีเสริมโชคลาภ: สีขาว สีเทา สีเหลืองอ่อน 

สีเสริมเงินทอง:  สีชมพู สีโอลด์โรส   

สีเสริมอำนาจบารมี: สีแดง สีเทาเข้ม 

สีเสริมสุขภาพ: สีคราม สีฟ้า สีน้ำเงิน 

สีกาลกิณี: สีเหลืองเข้ม สีส้ม สีทอง สีแสด 

วันพฤหัสบดี

นิสัยของคนเกิดวันพฤหัสฯ จะเป็นคนที่เป็นที่ปรึกษาให้คนอื่นได้ดี มักเป็นคนนิ่ง ๆ ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ช่างสังเกต และมีความกตัญญู

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันพฤหัสบดี

สีเสริมโชคลาภ: สีแดง  

สีเสริมเงินทอง:  สีขาว สีเทา สีเหลืองอ่อน 

สีเสริมอำนาจบารมี: สีคราม สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเหลืองเข้ม  สีส้ม สีทอง สีแสด  

สีเสริมสุขภาพ: สีเทาเข้ม 

สีกาลกิณี: สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ 

วันศุกร์

นิสัยโดยรวมของคนที่เกิดวันศุกร์จะเป็นคนที่พูดจามีเสน่ห์ เป็นห่วงและช่วยเหลือคนรอบข้างอยู่เสมอ ชอบค้นหาความจริง 

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันศุกร์

สีเสริมโชคลาภ: สีชมพู สีโอลด์โรส

สีเสริมเงินทอง:  สีเขียว

สีเสริมอำนาจบารมี: สีคราม  สีฟ้า สีน้ำเงิน   สีเหลือง  สีเหลืองอ่อน  สีขาว  สีเทา     

สีเสริมสุขภาพ: สีแดง

สีกาลกิณี: สีเทาเข้ม 

วันเสาร์

คนเกิดวันเสาร์มักจะเป็นคนเด็ดเดี่ยว ไม่ค่อยสนใจใคร มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช่คนที่เป็นคนช่างพูดเสียเท่าไร มีความรับผิดชอบ

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันเสาร์

สีเสริมโชคลาภ: สีคราม สีฟ้า สีน้ำเงิน

สีเสริมเงินทอง:  สีแดง

สีเสริมอำนาจบารมี: สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ สีเทาเข้ม

สีเสริมสุขภาพ: สีเหลืองเข้ม สีส้ม สีทอง สีแสด 

สีกาลกิณี: สีเขียว

วันอาทิตย์

คนเกิดวันอาทิตย์มักจะเป็นคนใจกว้าง มีความเป็นผู้นำ เชื่อมั่นในตัวเองสูง รักอิสระ 

สีกระเป๋าสตางค์เสริมโชคด้านต่าง ๆ ของคนเกิดวันอาทิตย์

สีเสริมโชคลาภ: สีเขียว

สีเสริมเงินทอง:  สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ 

สีเสริมอำนาจบารมี: สีชมพู  สีโอลด์โรส  สีแดง

สีเสริมสุขภาพ: สีเหลือง สีเหลืองอ่อน สีขาว สีเทา

สีกาลกิณี: สีคราม สีฟ้า สีน้ำเงิน 

สรุปรวมสีกระเป๋าสตางค์ตามวันเกิด 2564 วันไหนต้องใช้สีอะไร

ความเชื่อเรื่องสีกับการเสริมดวงในด้านต่าง ๆ สามารถนำไปปรับใช้ได้กับของแทบจะทุกอย่างในชีวิตประจำวันเลย และหนึ่งในไอเทมยอดฮิตที่นิยมเลือกใช้ตามสีที่เป็นสิริมงคลก็หนีไม่พ้น กระเป๋าสตางค์ โดยคนที่เกิดวันต่างกันก็จะมีชุดสีที่เสริมดวงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โชคลาภ อำนาจบารมี สุขภาพ และเงินทองที่แตกต่างกันไป รวมทั้งมีสีที่ไม่ควรใช้เพราะเป็นกาลิณีด้วย 

สำหรับใครที่รู้สีที่เสริมดวงในแต่ละด้านแล้ว อยากมองหากระเป๋าสตางค์สวย ๆ สักใบสองใบมาสลับใช้เสริมดวงแต่ละด้าน ก็สามารถเข้าไปชอปกันเพลิน ๆ ได้ที่ Kaidee เลย