10 แบบบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่น

10 แบบบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่น

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมบ้านสไตล์ญี่ปุ่นถึงได้มองแล้วสบายใจ รู้สึกสงบ แถมสไตล์ยังเรียบง่ายอีกต่างหาก จริง ๆ แล้ว เคล็ดลับที่ว่านี้คือ แนวคิด “วาบิซาบิ” นั่นเองค่ะ

วาบิซาบิ ประกอบขึ้นจากคำ 2 คำ คือ 1.วาบิ ซึ่งแปลว่า เรียบง่าย สมถะ และ 2.ซาบิ ซึ่งแปลว่าความสงบ โดยแนวคิดนี้เกิดขึ้นราว ๆ ศตวรรษที่ 15 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เรามองเห็นความงามในความเรียงง่าย หรือเพื่อให้เราเห็นความงามท่ามกลางสิ่งของที่ดูธรรมดาแต่กลับทำมาจากวัสดุธรรมชาติที่ซ่อนความสวยงามเอาไว้

บ้านไม้เองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดวาบิซาบิเช่นกัน วันนี้ Kaidee จึงอยากพาเพื่อน ๆ ไปชมแบบบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นกัน รับรองว่าดูแล้วอยากนำไปเป็นแบบบ้านไม้ในฝันของตัวเองเลยค่ะ

แบบบ้านไม้จากญี่ปุ่นที่ใคร ๆ ก็หลงรัก

ด้วยความที่ประเทศญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน วัฒนธรรมนี้จึงส่งผลไปยังสถาปัตยกรรมในรูปแบบต่าง ๆ อีกด้วย รวมถึงแบบบ้านไม้ที่ทำให้คนญี่ปุ่นได้สัมผัสกับธรรมชาติมากขึ้น เรามาดูกันเลยดีกว่า ว่าแบบบ้านไม้สวย ๆ สไตล์ญี่ปุ่นจะเป็นอย่างไรบ้าง (ขอขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก baanstyle)

1.แบบบ้านไม้สีพื้น

แบบบ้านไม้สีพื้น

ด้วยความที่ชาวญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ จึงมักจะใช้ไม้เป็นหลัก เช่น ไม้ไผ่ ไม้เมเปิ้ล ไม้ฮิโนกิ ไม้เฮมล็อก และไม้สนแดง ในการสร้างบ้าน  อย่างแบบบ้านไม้สีพื้นหลังนี้ จะเป็นแบบบ้านไม้ 2 ชั้น ที่เน้นใช้สีพื้นบวกกับการเปลือยไม้บางส่วน ให้ความรู้สึกเรียบง่าย

ยิ่งไปกว่านั้น อาจจะตกแต่งรอบ ๆ แบบบ้านไม้ด้วยต้นไม้ต่าง ๆ ที่ให้ช่วยให้มีบรรยากาศแบบญี่ปุ่นขึ้น คือ ต้นบอนไซ และต้นไผ่ หรือจะปลูกไม้พุ่มแบบในรูปก็ได้ เพียงเท่านี้ก็จะได้แบบบ้านไม้สีพื้นที่เพื่อน ๆ ชอบแล้วล่ะค่ะ

2.แบบบ้านไม้ชั้นเดียวสีเอิร์ธโทน

แบบบ้านไม้ชั้นเดียวสีเอิร์ธโทน

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่ชอบแบบบ้านไม้ชั้นเดียว แบบบ้านไม้แบบที่ 2 นี้อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะถูกออกแบบมาอย่างดีให้มีพื้นที่เฉลียงเอาไว้นั่งเล่น ถือเป็นแบบบ้านไม้ที่ออกแบบมาอย่างใส่ใจ เพราะมีพื้นที่ให้ผู้อยู่อาศัยพักผ่อนหย่อนใจนั่นเอง

ในส่วนของสีที่แบบบ้านไม้นี้ใช้ จะเน้นเป็นสีที่มาจากธรรมชาติหรือเอิร์ธโทนยอดนิยมของญี่ปุ่นโดยเฉพาะอย่างสีเขียวและสีน้ำตาล ให้ความรู้สึกกลมกลืน เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างที่สุด

3.แบบบ้านไม้แบบโปร่งท่ามกลางธรรมชาติ

แบบบ้านไม้แบบโปร่งท่ามกลางธรรมชาติ

แบบบ้านไม้แบบที่ 3 นี้จะเน้นความโล่งให้ได้สูดอากาศจากธรรมชาติ จะเห็นได้ว่าส่วนของกำแพงของแบบบ้านไม้นี้มีไม้ไผ่เข้ามาแทนที่ ถือว่าเป็นไอเดียที่ดีสำหรับใครที่ชอบสูดอากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ในส่วนของสีสันหลักของแบบบ้านไม้หลังนี้จะเป็นสีน้ำตาลอ่อนของไม้และอิฐ ถือว่าตัดกันดีกับต้นไม้สีเขียวโดยรอบ

4.แบบบ้านไม้ใจกลางเมือง

แบบบ้านไม้ใจกลางเมือง

สำหรับเพื่อน ๆ คนไหนที่อยู่ในเมืองแต่ใจรักบ้านแบบบ้านไม้มาก ๆ Kaidee ก็มีอีกหนึ่งตัวเลือกให้ค่ะ จะเห็นได้ว่าแบบบ้านไม้นี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ใช้สอยให้มากที่สุด โดยที่ยังคงความเป็นแบบบ้านไม้ในเมืองไว้ได้อย่างลงตัว เพียงแต่แบบบ้านไม้นี้อาจจะดูโมเดิร์นขึ้นมาอยู่บ้างเท่านั้นเอง

5.แบบบ้านไม้กระท่อมเล็ก ๆ 

แบบบ้านไม้กระท่อมเล็ก ๆ 

สำหรับใครที่อยู่ตัวคนเดียว อยากได้บ้านไม้เล็ก Kaidee จัดให้!! แบบบ้านไม้หลังนี้ถูกออกแบบเป็นแบบบ้านไม้ชั้นเดียวที่มีห้องเก็บของใต้หลังคา ถือว่าเป็นแบบบ้านไม้ที่เหมาะกับคนโสดเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องระวังเรื่องความร้อนอยู่บ้างเนื่องจากแบบบ้านไม้หลังนี้ห้องใต้หลังคาจะเป็นตัวกักความร้อนเต็ม ๆ เลยค่ะ

6.แบบบ้านไม้โทนพาสเทล

แบบบ้านไม้โทนพาสเทล

สำหรับสาว ๆ คนไหนที่ชอบโทนสีพาสเทล แบบบ้านไม้หลังนี้ถูกใจคุณแน่นอนเพราะทั้งหลังจะคุมโทนเป็นแนวสีพาสเทลอ่อน และถึงแม้ว่าตัวบ้านจะเป็นสีน้ำตาล แต่เมื่อประกอบเข้ากับหลังคาสีฟ้าใส แบบบ้านไม้หลังนี้ก็ดูหวานขึ้นมาทันตา

7.แบบบ้านไม้ทรงจั่ว

แบบบ้านไม้ทรงจั่ว

แบบบ้านไม้หลังนี้อาจดูคุ้นตาอยู่บ้าง เพราะพบเห็นได้บ่อย ๆ ตามชนบท ตัวแบบบ้านไม้นี้จะเน้นใช้สีน้ำตาลจากเนื้อไม้ ส่วนของหลังคาจะใช้โทนน้ำตาลเข้มเพื่อให้เข้ากับตัวบ้าน เรียกได้ว่ามองมาจะรู้สึกถึงความเข้ากันดีของโทนสี ยิ่งไปกว่านั้น การตัดขอบประตูหน้าต่างด้วยสีขาวก็ยังทำให้บ้านดูมีกิมมิค ดูไม่น่าเบื่อค่ะ

8.แบบบ้านไม้แบบกะทัดรัด

แบบบ้านไม้แบบกะทัดรัด

อีกหนึ่งแบบบ้านไม้ที่มาพร้อมความกะทัดรัด ถึงแม้จะเป็นแบบบ้านไม้ 2 ชั้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้แบบบ้านไม้ดูใหญ่เทอะทะ แบบบ้านไม้หลังนี้เลือกใช้สีฟ้าเพื่อเพิ่มความสดใสให้กับตัวบ้าน แล้วจึงใช้สีน้ำตาลเข้มมาตัดความหวานของสีฟ้าให้ดูไม่หวานเลี่ยนจนเกินไป มองโดยรวมแล้วแบบบ้านไม้หลังนี้ก็เป็นอีกหนึ่งหลังที่เหมาะแก่การนำไปเป็นแบบรีโนเวทบ้านหรือการจับคู่สีค่ะ

9.แบบบ้านไม้ท่ามกลางธรรมชาติ

แบบบ้านไม้ท่ามกลางธรรมชาติ

มาถึงแบบบ้านไม้อีกหลังที่เรียกได้ว่าสายหวานต้องชอบ เพราะตัวแบบบ้านไม้หลังนี้มาพร้อมสีฟ้าหวาน ๆ เมื่อผสมเข้ากับขอบหน้าต่าง ประตู และหลังคาสีขาวแล้ว ทำให้แบบบ้านไม้หลังนี้ดูมีความ Feminine ไม่ดูแข็งทื่อเหมือนบ้านในเมืองนั่นเองค่ะ

10.แบบบ้านไม้ทาวน์เฮ้าส์

แบบบ้านไม้ทาวน์เฮ้าส์

มาถึงแบบบ้านไม้หลังสุดท้ายกันแล้ว แบบบ้านไม้หลังนี้ Kaidee จัดมาให้สำหรับใครที่ต้องอยู่ในเมืองแต่ใจโหยหาบ้านไม้ค่ะ เพราะเราจะเห็นได้ว่าแบบบ้านไม้นี้ตั้งอยู่ในโซนทาวน์เฮ้าส์ รูปแบบการใช้โทนสีของแบบบ้านไม้หลังนี้จะเน้นใช้เป็นสีอ่อน เนื่องจากสีอ่อน จะให้ความรู้สึกที่กว้างกว่าการใช้สีทึบ เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่จำกัดแบบในรูป หากเพื่อน ๆ คนไหนอยากมีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มก็สามารถ ต่อเติมระเบียงไม้ออกมาได้เช่นกันค่ะ

สรุปท้ายบทความแบบบ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่น 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับแบบบ้านไม้ที่ Kaidee นำมาฝาก หวังว่าเพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงตรงนี้จะได้ไอเดียกลับไปทำแบบบ้านไม้ในฝันกันนะคะ ส่วนใครที่สนใจบ้านไม้ อยากมีบ้านไม้เป็นของตัวเองสักหลัง ลองแวะเข้ามาดูได้ที่ Kaidee เลยค่ะ มีทั้งบ้านไม้ท่ามกลางธรรมชาติ หรือจะหนีไปแอ่วเหนือที่บ้านไม้ในเมืองเชียงใหม่ Kaidee ก็มีค่ะ ลองเลือกดูก่อนได้เลยค่า

เกษตร-นวมินทร์ ย่านน่าอยู่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์

เกษตร-นวมินทร์ ย่านน่าอยู่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์

ถ้าหากจะกล่าวถึงย่านน่าอยู่ที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยใกล้ตัวเมือง แต่ราคาไม่สูงมาก เกษตร-นวมินทร์ ก็คงเป็นอีกหนึ่งย่านที่หลายคนเลือกลงหลักปักฐาน เพราะเป็นบริเวณที่ทั้งสะดวกในด้านของสาธารณูปโภคและการคมนาคม ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างเต็มที่ และยังอาจมีแนวโน้มการพัฒนาในอนาคตอีกด้วย

ประวัติความเป็นมาย่าน เกษตร-นวมินทร์

ในอดีต ย่านเกษตร-นวมินทร์ถือเป็นบริเวณที่ไม่ได้มีถนนใด ๆ ตัดผ่านทำให้ไม่ได้รับความเจริญมากเท่าไรนัก จนเกิดการก่อสร้างของถนนประดิษฐ์มนูธรรมที่ตัดกับถนนประเสริฐมนูกิจ (หรือที่เรียกว่าถนนเกษตร-นวมินทร์) ทำให้ย่านนี้กลายเป็นย่าน ‘ไข่แดง’ ของความเจริญที่มีสถานที่ชื่อดังมากมายยกเว้นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีไม่มากนัก

และเมื่อย่านลาดพร้าวที่อยู่ไม่ไกลมากนักเกิดการขยายตัวมากขึ้นจนทำให้นักลงทุนกลุ่มหนึ่งได้มีการนำที่ดินของตระกูลมาพัฒนาให้กลายเป็นอาณาจักรระดับไฮเอนด์จนทำให้เลียบด่วนรามอินทรามีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก และมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ผุดขึ้นมาจนบริเวณใกล้ ๆ อย่างเกษตร-นวมินทร์ ก็ได้รับความนิยมจากนักลงทุนระดับไฮเอนด์ไปด้วย

ภาพรวมย่าน เกษตร-นวมินทร์

ในปัจจุบันเกษตร-นวมินทร์ ถือเป็นอีกหนึ่งย่านที่มีความเจริญเติบโตทั้งด้านคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก และอสังหาริมทรัพย์ที่ผุดขึ้นมามากมาย

การเดินทางในย่านเกษตร-นวมินทร์

ถนนทั่วไป

ถนนประเสริฐมนูกิจ เป็นถนนเส้นหลักของย่านเกษตร-นวมินทร์ ซึ่งมีระยะทางรวมถึง 12 กิโลเมตรทั้งหมด 8 ช่องจราจร มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่บริเวณแยกเกษตรไปจนถึงแยกที่เชื่อมต่อกับทางพิเศษกาญจนาภิเษก ผ่านสถานที่หลากหลายเขต ทั้งลาดพร้าว นวลจันทร์ บึงกุ่ม คันนายาว และรามอินทรา

ทางพิเศษ

เกษตร-นวมินทร์เป็นย่านที่เชื่อมต่อกับทางพิเศษอยู่ถึง 2 สาย ได้แก่ ทางพิเศษฉลองรัช (มีจุดขึ้น-ลงอยู่ที่แยกประดิษฐ์มนูธรรม) ที่ทำให้เข้าออกตัวเมืองกรุงเทพมหานครได้อย่างสบาย ๆ  และทางพิเศษกาญจนาภิเษกที่อยู่เลยออกไป

รถไฟฟ้า

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีการใช้รถไฟฟ้าในบริเวณนี้ แต่ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าถึง 4 สายที่จะเข้ามาวิ่งผ่านย่านเกษตร-นวมินทร์ ไม่ว่าจะเป็น สายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) สายสีน้ำตาล (แคราย-บึงกุ่ม) สายสีเทา (วัชรพล-ลาดพร้าว-พระราม 4-พระราม 9) และสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม-บางกะปิ)

รถตู้

จุดรับ-ส่งรถตู้ที่อยู่ในย่านเกษตร-นวมินทร์มี 1 จุดด้วยกันคือ บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งเข้า-ออกนอกเมืองกรุงเทพมหานคร (ทางรังสิตและอนุสาวรีย์ชัยฯ) และนอกจากนี้ ในย่านใกล้เคียงก็ยังมีจุดรับ-ส่งรถตู้อีก 2 จุดที่อยู่บริเวณแยกรามอินทรา กม.8 และปากซอยรามอินทรา 40

รถเมล์

รถเมล์สายสำคัญของย่านเกษตร-นวมินทร์ ได้แก่ สาย 114 (อู่นครอินทร์-แยกลำลูกกา) สาย 178 (เคหะสุขา 1-เกษตร-สวนสยาม) และสาย 156 (สตรีวิทยา 2-นวมินทร์)

รถสองแถว

ย่านนี้มีท่ารถสองแถวบริการอยู่ตลอดถนนเกษตร-นวมินทร์ โดยมีท่ารถเริ่มต้นอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสุดสายบริเวณ บิ๊กซี สุขาภิบาล 1

สิ่งอำนวยความสะดวกย่านเกษตร-นวมินทร์

ห้างสรรพสินค้า

  • นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว
  • Central Festival EastVille

โรงพยาบาล

  • โรงพยาบาลเปาโล เกษตร
  • โรงพยาบาลบางจาก สมุทรปราการ
  • โรงพยาบาลวิภาราม นวมินทร์ 

สถานศึกษา

  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • โรงเรียนสตรีวิทยา 2
  • โรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม

วัด

  • วัดสุวรรณประสิทธิ์
  • วัดบางเตย

ตลาด

  • ตลาดนัดหัวมุม เกษตร-นวมินทร์

คอนโดมิเนียมน่าอยู่ย่านเกษตร-นวมินทร์

Chewathai เกษตร-นวมินทร์

Chewathai เกษตร-นวมินทร์
ขอบคุณรูปจาก: chewathai.com

โครงการคอนโดมิเนียมระดับ High Rise ที่มีตึกสูง 25 ชั้น รวมทั้งหมด 649 ยูนิต จาก บมจ.ชีวาทัย ที่รายล้อมไปสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ซึ่งการออกแบบโครงการแห่งนี้มีแนวคิด ‘ALIVE ANEW’ คอนโดที่พร้อมให้คุณออกแบบการใช้ชีวิตใหม่ ๆ ได้แบบไร้ขีดจำกัด ซึ่งคอนโดมิเนียมแห่งนี้มีห้องให้เลือก 2 แบบ คือ

  • 1 BEDROOM  พื้นที่ใช้สอย 24.5-34.5 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 44 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 2.35 ล้านบาท

Condo U เกษตร-นวมินทร์

Condo U เกษตร-นวมินทร์
ขอบคุณรูปจาก: grandunity.co.th

โครงการคอนโดมิเนียมระดับ Low Rise จาก GRAND UNITY ที่ตัวโครงการมี 8 ชั้น ทั้งหมด 444 ยูนิต ตั้งอยู่ ใกล้กับรถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต และสาธารณูปโภคอื่น ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร โดยตึกมีการออกแบบในรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อวิถีชีวิตสมัยใหม่ โดยคำนึงถึงฟังก์ชันใช้งานจริงของผู้อยู่อาศัย ซึ่งตัวห้องในโครงการก็มีให้เลือก 3 ประเภท คือ 

  • SEMI 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 26 ตร.ม.
  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 30 ตร.ม.
  • 1 BEDROOM BIG LIVING พื้นที่ใช้สอย 38 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท

The Unique เกษตร-นวมินทร์

The Unique เกษตร-นวมินทร์
ขอบคุณรูปจาก: tenthai.com

คอนโดมิเนียม Low-Rise 7 ชั้น สุดหรูสไตล์โมเดิร์น จาก Ten Thai ที่มาพร้อมกับ Private ลิฟต์ และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายทั้งในและนอกโครงการ ผ่านการออกแบบด้วยแนวคิด ‘Luxury Urban Unique Design’ มีสวนสไตล์อังกฤษให้พักผ่อนและที่จอดรถกว่า 60% รองรับลูกบ้าน ซึ่งห้องภายในโครงการก็มีทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

  • 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 32-39.5 ตร.ม.
  • 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 61-70 ตร.ม.
  • 3 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 84 ตร.ม.

ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท

เกษตร-นวมินทร์ในอนาคต

อย่างที่บอกไปว่าในอนาคตจะมีโครงการรถไฟฟ้าผุดขึ้นมาในบริเวณเกษตร-นวมินทร์มากถึง 4 สาย ซึ่งเป็นสายที่สามารถเชื่อมต่อการเข้า-ออกตัวเมืองได้หลากหลายเส้นทาง ทำให้คาดว่าจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตในย่านนี้ให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นย่านที่อยู่อาศัยและโครงการต่าง ๆ ในทุกระดับตั้งแต่ธรรมดาไปจนถึงระดับไฮเอนด์เลยทีเดียว

และถ้าคุณอยากจับจองคอนโดมิเนียมย่านเกษตร-นวมินทร์ก่อนใครก็เข้ามาหาใน Kaidee Property ได้เลย

อ่านบทความ รีวิวอสังหาริมทรัพย์ อื่น ๆ

Walk With Me : มีนบุรี มีชิล

Walk With Me : มีนบุรี มีชิล

(คลิปนี้ถ่ายทำเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2564)

เรียกได้ว่าเป็นย่านมาแรงสำหรับมีนบุรีนี้ ซึ่งปัจจุบันมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าทั้งสายสีชมพูและสายสีส้ม ทำให้ย่านนี้เป็นอีกหนึ่ง Interchange ที่ทั้งน่ามาอยู่อาศัยและมาเที่ยวก็ว่าได้ โดยย่านนี้เราสามารถเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติได้แบบไม่ต้องเดินทางไกลข้ามจังหวัดเลย เพราะมีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ สวนสาธารณะและจุดแคมป์ปิ้งที่หายากสุดๆในกรุงเทพฯ เรียกว่าตอบโจทย์คนรักธรรมชาติและสายแคมป์ปิ้งจริงๆ ซึ่งในบทความนี้เราจึงจัดทริปกิน-เที่ยว-ชิล แบบง่ายๆให้คุณได้ลองไปตามกัน

1.Chocotoss Coffee

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 17:30 น.

วันหยุด : –

เริ่มต้นช่วงเช้าแบบสบายๆกันที่ร้าน Chocotoss Coffee คาเฟ่สไตล์ลอฟท์ที่ผสมกับการจัดสวนสวยๆ ให้บรรยากาศสบายๆแบบนั่งอยู่ในสวนต้นไม้ เหมาะกับการมานั่งชิล ชมวิวถ่ายรูปสวยๆ หรือจะมานั่งทำงานพร้อมทานของหวานและจิบเครื่องดื่มเย็นๆก็เหมาะมากๆ โดยร้านตั้งอยู่ติดกับถนนนิมิตรใหม่ที่เป็นถนนหลักของการคมนาคมในย่านมีนบุรี

เมนูเด็ดที่เลือกมาในวันนี้คือเมนูเครื่องดื่มอย่างโกโก้สด และ Choco Bonbon ส่วนเมนูของหวานจะเป็น แพนเค้ก ฟรุตสลัด บราวนี่ Choco และคุ้กกี้ Red Velvet เมนูเหล่านี้คือเมนูเด็ดที่ใครมา Chocotoss coffee ก็ต้องสั่ง โดยเฉพาะโกโก้สดที่นี่นั้น จะมีกรรมวิธีที่พิถีพิถันมากๆ ตั้งแต่การนำเมล็ดไปตากแห้ง คั่วและมาบด ทำให้เวลาดื่มจะได้ทั้งรสชาติและกลิ่นของโกโก้ที่หอมเข้มข้น ดื่มไป นั่งเพลินๆไป ฟินสุดๆ

2.The Tree House Nongchok

เวลาเปิด-ปิด : 10:30 – 20:00 น.

วันหยุด : –

มาต่อกันที่ The Tree House Nongchok ที่ให้บรรยากาศชิลๆ ใกล้ชิดธรรมชาติสุดๆ เรียกว่าคุณจะได้อิ่มท้องและอิ่มกับบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียวชะอุ่มจริงๆ ใครเบื่อร้านอาหารที่มองไปมีแต่ตึกกับถนนก็ต้องเปลี่ยนมาที่นี่เลย

ภายในร้านจะมีทั้งโซนนั่งในห้องแอร์ โซนริมแม่น้ำที่ติดกับคลองแสนแสบ โซนท่ามกลางต้นไม้และโซนบนบ้านต้นไม้ ซึ่งไม่ว่าจะโซนไหนก็ให้ความร่มรื่นเหมือนอยู่ท่ามกลางป่าเขาจริงๆ

เมนูที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายทั้งอาหารคาวหวานน่าลอง เช่น ยำถั่วพลู ปอเปี้ยะผักโขม หรือเครื่องดื่มเย็นๆอย่างชามะลิ พร้อมนั่งทานใต้ร่มไม้สบายสุดๆ

3.สวนเสรีไทย (สวนน้ำบึงกุ่ม)

เวลาเปิด-ปิด : 05:00 – 21:00 น.

วันหยุด : –

อิ่มกายสบายใจกันแล้วก็ต้องหาที่นั่งพักผ่อนชมนกชมไม้กันสักหน่อย โดยมาที่สวนเสรีไทยหรือสวนน้ำบึงกุ่ม โดยภายในสวนเสรีไทยนั้นมีทั้งพิพิธภัณฑ์เสรีไทยอนุสรณ์ ห้องสมุด สนามเด็กเล่น และลานอเนกประสงค์ ให้เราได้มาพักผ่อนคนเดียวแบบสบายๆ หรือจะพาครอบครัวมาเจอกับธรรมชาติในเมืองบ้างที่นี่ก็ถือว่าตอบโจทย์

ในสวนเสรีไทยนี้มีพื้นที่กว่า 350 ไร่ ชาวมีนบุรีมักจะมาที่นี่เพื่อวิ่งออกกำลังกาย นั่งปิคนิค พักผ่อนใต้ร่มเงาของต้นไม้ ซึ่งที่นี่จะมีสวนป่า 3 สวน ได้แก่ สวนป่าทวีสุข สวนป่าร่มไทร และสวนป่าเจริญกาญจน์ ซึ่งจะมีไม้ยืนต้นมากมาย เช่น ต้นไทร และต้นขี้เหล็ก

4.ครัวที่ 2

เวลาเปิด-ปิด : 15:00 – 23:00น.

วันหยุด : –

ช่วงเย็นเรามากันที่ร้านอาหารวิวดีกับร้านครัวที่ 2 ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสัมมากร ซึ่งร้านนั้นจะติดกับทะเลสาปสัมมากร 3 ทำให้ร้านนี้เป็นอีกร้านยอดนิยมสำหรับการมาทานช่วงค่ำๆ พระอาทิตย์กำลังตก ภายในร้านจะมีการแบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน ได้แก่ โซนริมชิดติดน้ำ โซนศาลาริมน้ำ และโซนห้องแอร์ หากใครอยากมารับวิวดีๆช่วงเย็น แนะนำว่าโทรจองที่นั่งก่อนจะดีที่สุด

5.James500 City Camp & City Farm

เวลาเปิด-ปิด : 15:00 – 24:00 น.
วันหยุด : วันพุธ

เมื่อพระอาทิตย์ใกล้จะตก เรามากันที่สถานที่สุดท้ายของทริปวันนี้ นั่นคือ James500 City Camp & City Farm จุดแคมป์ปิ้งที่ติดกับทะเลสาป โดยที่นี่นั้นจะมีเต็นท์และที่นั่งชิลจัดไว้ให้เรียบร้อย เรียกว่าเป็นทั้งจุดแคมป์ปิ้งและเป็นจุดถ่ายรูปวิวดีที่เหมือนไปเที่ยวป่าตั้งแคมป์จริงๆเลยก็ว่าได้

ในเซ็ตที่สั่งนั้นจะเป็นเซ็ตเต็นท์กระต่ายดำสำหรับ 2 ท่าน โดยจะมีโต๊ะยาว เก้าอี้ 2 ที่นั่ง โคมไฟ พัดลม ปลั๊ก 3 ตา อีกทั้งยังมีบาร์บีคิวหมูหรือไก่ 2 ไม้ ผักรวม เครื่องดื่ม และมาชเมลโล่ พร้อมเตาปิ้งย่าง เรียกว่าครบจบในเซ็ต แต่ถ้าใครมาหลายคนที่ร้านก็มีเซ็ตใหญ่ให้พอดีกับจำนวนคนด้วยนะ

สรุปย่านมีนบุรี

ในย่านมีนบุรีที่ใครหลายคนอาจยังไม่เคยไปหรือคิดว่าไกลนั้น มีสถานที่สวยๆมากมาย ซึ่งแต่ละสถานที่ในย่านนี้ต่างก็มีประวัติและมีความโดดเด่นที่หายากในย่านอื่นๆ อย่างในทริปนี้ที่เน้นไปสถานที่ที่มีต้นไม้ใบหญ้า ใกล้ชิดธรรมชาติ ย่านนี้ก็ตอบโจทย์ ให้อารมณ์เหมือนไปเที่ยวต่างจังหวัดไกลๆเลย

ซึ่งหากใครยังไม่เคยมา เราก็แนะนำให้ลองมา อาจจะมาตามสถานที่ที่เราแนะนำในทริปนี้ก็ได้ ซึ่งนอกจากนี้ย่านมีนบุรียังถือเป็นอีกย่านที่น่าสนใจในการพักอาศัย เพราะมีทั้งรถไฟฟ้าที่ใกล้จะสร้างเสร็จในอีกไม่นาน และยังมีสถานที่ใหม่ๆที่กำลังจะก่อสร้างอีกมากมาย ดังนั้นถ้ารีบจับจองไว้ตั้งแต่ตอนนี้ก็ยิ่งดีเลยล่ะ

และถ้าอยากลองหาบ้านหรือคอนโดดีๆสักที่ ลองมาดูที่ Kaidee ของเราได้เลย เรามีทั้งคอนโด บ้านเดี่ยวหรือทาวน์เฮ้าส์ที่อาจตอบโจทย์ความต้องการของคุณก็ได้นะ ลองเข้ามาดูกันเลย

คุ้มไหม!! หากจะซื้อ BMW มือสองมาขับ

คุ้มไหม!! หากจะซื้อ BMW มือสองมาขับ

BMW หนึ่งในรถยนต์ยุโรปที่เรียกได้เป็นเป็นระดับท็อป ๆ ของวงการรถยนต์ที่ใคร ๆ ก็ต่างอยากมีไว้ในครอบครองสักหนึ่งคัน แต่ว่าจะซื้อมือหนึ่งบางรุ่นก็ดูจะแพงเกินงบไปไกลเสียเหลือเกิน ถ้าหากจะหันมาเล่น BMW มือสอง ล่ะ จะคุ้มกว่าไหม?? มาดูกันดีกว่า ว่าในปัจจุบันนี้ BMW มือสอง ยังน่าเล่นอยู่หรือไม่ มาดูที่ข้อดี-ข้อเสียกันก่อนเลย

รูปลักษณ์สุดเย้ายวนใจ

ข้อดีของ BMW มือสอง

เริ่มจากข้อดีกันก่อนแล้วกัน จะได้ชื่นใจขึ้นมาว่าการซื้อ BMW มือสอง ไม่ได้จะแย่เลย เพราะว่าอาจจะเป็นเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้คุณนั้นสามารตัดสินใจซื้อกันได้เลย

1. ได้รถ BMW รุ่นที่ต้องการในราคาที่เบาลง

แน่นอนว่าราคามือหนึ่งนั้นสูงเป็นอย่างมาก ราคาเริ่มต้นของ BMW ก็ปาเข้าไปอย่างน้อยก็ 2 ล้านปลาย ๆ เข้าไปแล้ว หากเราอยากจะมีรถยุโรปสักคัน แต่มีงบไม่ถึง การมามองที่มือสองอาจจะตอบโจทย์กว่า ด้วยความที่ราคารถยนต์มือสองนั้นถูกมาก ๆ บางทีอาจจะไม่ถึงล้านเลยก็ได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นรุ่นเดียวกับมือหนึ่งที่ขายอยู่

2. ขายต่อได้โดยราคาไม่ตกไปจากตอนที่ซื้อมาก

เรียกได้ว่าเป็นข้อดีที่มีดีกว่ารถมือ 1 ก็คือราคาหลังจากซื้อมือสองแล้วจะตกลงค่อนข้างน้อย เพราะว่าราคารถต่อให้เป็นมือ 3 มือ 4 ก็ยังขายในราคาของการเป็นมือ 2 อยู่ดี ดังนั้นแล้ว ราคาจะเป็นไปตามกลไกของราคาตลาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ขายต่อก็จะไม่ขาดทุนเท่าไรนัก (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของตัวรถที่คุณมีด้วยนะ)

ข้อเสียของ BMW มือสอง

มาต่อกันที่ข้อเสีย ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี แต่ว่าข้อเสียก็ต้องเอามาชั่งน้ำหนักกับข้อดีที่มีอยู่ ในการตัดสินใจซื้อแต่ละครั้ง เพราะการซื้อรถยนต์หนึ่งครั้งก็ใช้เงินไม่ใช่น้อย ๆ เหมือนกัน (คิดให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจด้วยล่ะ)

1. ตาดีได้ ตาร้ายเสีย

ข้อนี้ไม่ได้เป็นเฉพาะแค่ BMW มือสองเท่านั้น แต่เหมารวมถึงรถทุก ๆ คัน เพราะถ้าหากคุณกำลังมองหารถมือสองแล้วนั้น คุณควรจะต้องศึกษาข้อมูลมาไว้เป็นอย่างดี รวมไปถึงตรวจสอบและทดลองขับให้แน่ใจก่อนว่าคันนี้ไม่ได้โดนย้อมแมวมาอีกทีหนึ่ง

TIPS : ควรพาผู้ที่เชี่ยวชาญไปตรวจสอบสภาพของรถก่อนการตัดสินใจ หรือเลือกใช้บริการ Kaidee Certified ที่มีผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบรถยนต์มือสอง กว่า 200 จุด

2. ค่าบำรุงรักษาที่มาตามอายุการใช้งาน

แน่นอนว่าการที่เป็นรถเก่า อาการเสียที่เป็นตามอายุการใช้งานย่อมมีมาให้ปวดหัวบ้าง รวมไปถึงการที่ BMW นั้นเป็นรถยนต์ฝั่งยุโรป ที่อาจจะทำให้การหาอะไหล่มาทดแทนนั้น เป็นอะไรที่หามาเปลี่ยนได้ค่อนข้างยาก รวมไปถึงราคาอะไหล่ที่สูงกว่าทางฝั่งญี่ปุ่นที่อะไหล่หาง่ายและถูกกว่าหลายเท่าตัว

3. ดอกเบี้ยตอนซื้อที่สูงกว่า BMW มือหนึ่ง

ดอกเบี้ยรถยนต์มือหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ 2% – 4% ต่อปีเท่านั้น แต่ถ้าหาเป็นรถยนต์มือสองแล้ว อัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเป็น 4% – 15% ต่อปีกันเลยทีเดียว ทำให้การผ่อนของรถยนต์มือสองอาจจะต้องใช้เงินมากว่าในเรื่องของดอกเบี้ยรายปีที่ต้องผ่อนจ่ายกับทางธนาคาร

ถ้าจะซื้อ BMW มือสอง จะต้องดูอะไรบ้าง

1. ยังมี BSI เหลืออยู่ไหม

หลาย ๆ คนที่ยังไม่เคยซื้อ BMW อาจจะไม่รู้ว่า BSI คืออะไร BSI หรือชื่อเต็ม ๆ คือ BMW Service Inclusive แพ็กเกจบริการจากทาง BMW ที่จะครอบคลุมในเรื่องของอะไหล่ และการบริการต่าง ๆ เช่น การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ผ้าเบรก ที่กรองอากาศ และการสึกของอะไหล่รถฟรี!! ซึ่งจะมีระยะการประกันอยู่ที่ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร

TIPS : ให้ซื้อรถ BMW มือสอง ที่ยังมีประกัน BSI เหลืออยู่ และส่งเคลมทั้งคัน

2. ดูสภาพรถโดยรวมให้ดี

นอกจากดูเรื่องของประกันแล้ว อีกอย่างเลยคือรถต้องสามารถใช้งานได้จริง ไม่ใช่ซื้อมาแล้วขับไม่ได้ พัง ต้องมานั่งซ่อม เสียเวลา ดังนั้นสิ่งที่ต้องตรวจหลัก ๆ เลย ได้แก่

สภาพภายนอก

เช็คให้มั่นใจว่าตัวถังของรถไม่มีรอยทำสีใหม่ ไม่มีรอยบุบ หรือร่องรอยของการชนหนัก เพราะหากมีการชนมา ก็ไม่ควรที่จะซื้อเพราะนั่นหมายความว่าทุกอย่างของรถไม่ใช่เป็นอะไหล่เดิมอีกแล้ว

เครื่องยนต์

เครื่องยนต์จะต้องอยู่ในสภาพใหม่ ไม่มีเสียงดังจนผิดปกติ หรือไม่มีอาการสั่นของเครื่อง ที่อาจจะส่งผลต่อการขับขี่ และควรตรวจเช็คที่สัญญาณเตือนบนหน้าปัดว่ามีไฟสัญญาณแสดงขึ้นหรือไม่

สภาพภายในของตัวตัวรถ

ภายในของตัวรถ ข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องของจิตใจ ว่าคุณรับได้มากน้อยขนาดไหน แต่ทางที่ดี สภาพของภาพในจะต้องใหม่และไม่ดูเก่าจนเกินไป

คานของรถ

คานเป็นส่วนที่จะรักษาความปลอดภัยและรับน้ำหนักของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนน ดังนั้นคานจะต้องไม่ยุบหรือมีรอยการเชื่อม เพราะนั้นจะหมายความรถยนต์คันนี้อาจจะเคยผ่านการชนมาก่อน

แอร์

ขับรถทั้งทีจะร้อนได้ไง แอร์เย็น ๆ ก็ทำให้ใจคนขับเย็นลงได้เช่นเดียวกัน

อายุของ BMW มือสอง ไม่เกินกี่ปีถึงจะคุ้มค่าที่สุด

1. อายุไม่เกิน 3 ปี

เป็นช่วงอายุของรถที่น่าซื้อที่สุด เพราะคุณจะได้รถยนต์ที่เหมือนใหม่ในราคาที่ถูกกว่าเดิมเยอะ (แต่ก็ถือว่าจะสูงอยู่ถ้าหากเทียบกับรถมือสองที่ปีเก่ากว่า) แถมยังไม่ค่อยมีปัญหาจุกจิกที่จะคอยมาทำให้คุณต้องกังวลใจ ว่าอะไรกันเนี่ยต้องซ่อมอีกแล้วเหรอ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ครอบคลุมของประกัน BSI อีกด้วย เรียกได้ว่าคุ้มค่า

คะแนนความน่าซื้อ : ⭐⭐⭐⭐⭐

2. อายุ 4-7 ปี

เป็นช่วงกลาง ๆ ที่ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ราคาของรถมือสองที่มีอายุเท่านี้ก็จะยิ่งถูกลงมาอีก แต่ที่อาจจะมีปัญหาเลยคือเรื่องของสภาพรถยนต์ เพราะระยะเวลา 4-8 ปี เจ้าของคนเดิมอาจจะขับขี่มาอย่างหนักหน่วงแล้วก็เป็นได้ถึงได้ขาย ทางที่ดีควรตัวสอบเลขไมล์รวมไปถึงสภาพของรถให้ดีก่อนการตัดสินใจ

คะแนนความน่าซื้อ : ⭐⭐⭐⭐

3. อายุ 8-10 ปี

เรียกได้ว่าเป็นระยะสุดท้ายของรถ ราคาของรถจะถูกเอามาก ๆ แต่ต้องแลกมาด้วยการซ่อมที่ยิ่งใหญ่ และเผลอ ๆ อาจจะซ่อมอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย เดี๋ยวตรงโน้นพัง ตรงนี้พังบ้าง สลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ตลอดก็ไม่ไหว จึงไม่ค่อยแนะนำให้ซื้อเท่าไรนัก 

คะแนนความน่าซื้อ : ⭐⭐

สรุปท้ายบทความ BMW มือสอง ยังน่าซื้ออยู่ไหม

ต้องบอกเลยว่ารถ BMW มือสอง จะน่าซื้อหรือไม่ ก็คืออยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบที่มีอยู่ในการเลือกซื้อ หากมีงบไม่มาก แต่อยากได้ BMW ไว้ครอบครอง การซื้อรถที่เป็นมือสองอาจจะตอบโจทย์มากกว่าเลือกซื้อรถยนต์มือหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องตรวจสอบสภาพของรถยนต์ให้ดีเสียก่อน ไม่งั้นคุณอาจจะต้องเสียใจและเสียเงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้ไม่คุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป

แต่ถ้าหากใครชั่งน้ำหนักแล้วว่า จะตัดสินใจซื้อ มือสอง ลองเข้ามาเลือกดูกันได้ที่ kaidee Auto แหล่งรวมรถยนต์มือสอง ราคาเป็นมิตร แถมนัดดูรถก่อนการตัดสินใจกับผู้ขายโดยตรงได้อีกด้วย หมดห่วงเรื่องรถยนต์ที่ไม่ตรงสภาพกับความต้องการของคุณ เพราะคุณตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง

ความหมายต้นถุงเงินถุงทอง พร้อมวิธีปลูก และดูแล

ความหมายต้นถุงเงินถุงทอง พร้อมวิธีปลูก และดูแล

การปลูกต้นไม้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งในงานอดิเรกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นเพียงงานอดิเรกเดียว ที่ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไร ก็สามารถเอ็นจอยกับมันได้

collectivegen.com

เทรนด์การปลูกต้นไม้ในบ้าน คอนโด และในห้องนอน เพื่อช่วยฟอกอากาศ เป็นเทรนด์ที่มาแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องมาจากสถานการณ์มลพิษทางอากาศ (ค่าฝุ่น PM 2.5) และงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ระบุว่า “มลพิษทางอากาศภายในอาคารนั้น มีค่าไม่น้อยไปกว่ามลพิษภายนอกอาคาร แต่อย่างใด” ผู้คนจึงหันมาหาวิธีกำจัดมลพิษภายในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองมากขึ้น 

หนึ่งในวิธีที่ได้ผล แถมยังใช้ต้นทุนน้อย นั่นก็คือ การปลูกต้นไม้ภายในอาคาร นั่นเอง 

ต้นถุงเงินถุงทอง เป็นหนึ่งในพันธุ์ไม้ที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้นทุกปี เพราะนอกจากที่ต้นถุงเงินถุงทองจะมีขนาดเล็ก ดูแลง่ายแล้ว ต้นถุงเงินถุงทองที่ว่านี้ ยังเป็นพืชไม้มงคล จัดเป็นไม้จำพวกเมตตามหานิยม เหมาะสำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดีอีกด้วย

เชื่อกันว่าการปลูกต้นถุงเงินถุงทองไว้ในบ้าน จะช่วยขับไล่คุณไสยออกไป และดึงดูดทรัพย์สินเข้ามาแทน ดังชื่อของพันธุ์ไม้ “ต้นถุงเงินถุงทอง” นั่นเอง

รู้อย่างนี้แล้ว อยากปลูกเจ้าต้นถุงเงินถุงทองกันแล้วใช่ไหมคะ งั้นเราอย่ามัวรอช้าเลย วันนี้เราได้รวบรวมวิธีการปลูก และดูแลรักษาเจ้าต้นถุงเงินถุงทองฉบับเข้าใจง่ายมาให้ถึงที่ หลังจากอ่านจบ ถือคัมภีร์นี้ให้แน่นๆ แล้วไปซื้อต้นถุงเงินถุงทองกัน !

ทำความเข้าใจ ต้นถุงเงินถุงทอง กันก่อนปลูกน้องนะคะ

ต้นถุงเงินถุงทอง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “XANTHOSOMA”  (Mickey Mouse Plant) เป็นไม้ล้มลุก มีใบเดี่ยว เป็นรูปหัวใจทรงบิดเบี้ยว ตัวใบมีสีด่าง สลับระหว่าง สีเขียว-ขาว และ สีเขียว-เหลือง ตามอายุ

หลายคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไม ต้นไม้รูปหัวใจนี้ ถึงมีชื่อว่าต้นถุงเงินถุงทองนะ ?”


นั่นเป็นเพราะว่า บริเวณส่วนปลายของใบต้นถุงเงินถุงทอง (หรือบริเวณก้นหัวใจ) จะมีส่วนยื่น และห้อยลงมา ซึ่ง มีลักษณะคล้ายกับถุงเล็กๆ ตามตัวอย่างรูปด้านล่าง

เมื่อต้นถุงเงินถุงทอง อยู่ในวัยกำลังโต เขาจะมีใบเป็นสีเหลืองทอง สลับกับสีเขียว โดยส่วนถุงที่ยื่นออกมานี้เอง ก็เป็นหนึ่งในส่วนของใบที่เป็นสีเหลือง ผู้คนจึงเรียกว่าถุงสีเหลืองทองนี้ว่า “ถุงทอง” 


และโดยธรรมชาติ เมื่อต้นถุงเงินถุงทองแก่ตัวลง ส่วนของถุงนี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีขาวแทน เมื่อถึงเวลานั้น ส่วนถุงที่ห้อยลงมาจากใบ จึงถูกเรียกว่า “ถุงเงิน” นั่นเอง

การเจริญเติบโตของต้นถุงเงินถุงทอง

ส่วนที่บ่งบอกถึงการเติบโตของต้นถุงเงินถุงทอง คือ “ใบ” ดังนั้น เมื่อต้นถุงเงินถุงทองแก่ตัวลง ลำต้นจะไม่ได้สูงขึ้นเหมือนพันธุ์ไม้ทั่วไป แต่ต้นถุงเงินถุงทองจะมีใบที่กว้างและใหญ่ขึ้น ส่วนของใบที่เป็นสีเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีขาว และจะเริ่มมีลายเส้นบนใบที่ชัดเจน และสวยงามขึ้นตามอายุ 


อย่างไรก็ตาม ต้นถุงเงินถุงทอง สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่ อยู่ที่ความสูง 90 เซนติเมตร – 1 เมตร ส่วนบริเวณใบของต้นถุงเงินถุงทอง สามารถขยายใหญ่ได้มากถึง 40 เซนติเมตร เลยทีเดียว

FB/ ขายมอส-ไม้ใบไม้ฟอกอากาศไม้ในห้องไม้มงคลเฟิร์น-ในขอนแก่น

อีกสิ่งที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของต้นถุงเงินถุงทองนั้นก็คือ ต้นถุงเงินถุงทอง จะหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราวในหน้าหนาว แต่แน่นอนว่าสำหรับปลูกที่บ้านเราแล้ว เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาแน่นอน

เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการดูแลต้นถุงเงินถุงทอง

1. แสงแดด

ny1.com

ต้นถุงเงินถุงทองนั้นชอบแสงแดดเอามากๆ เลย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าต้นถุงเงินถุงทอง เป็นพันธุ์ไม้ที่มีต้นกำเนิดในโซนร้อน (โซน Tropic) ดังนั้นการปลูกต้นถุงเงินถุงทองให้ได้ใบสวยๆ สุขภาพแข็งแรงนั้น ควรหมั่นให้น้องได้รับแสงจากแสงแดดโดยตรง 

สำหรับคนไหนที่ปลูกต้นถุงเงินถุงทองภายในอาคาร  ควรวางต้นถุงเงินถุงทอง ในตำแหน่งที่ได้รับแสงแดด เช่น บริเวณหน้าต่าง หรือ ระเบียง เป็นต้น

2. น้ำ

ต้นถุงเงินถุงทองแตกต่างจากพันธุ์ไม้ปลูกกระถางประดับบ้านทั่วไปตรงที่เขาต้องการน้ำมากกว่าต้นอื่นๆ เนื่องจากต้นถุงเงินถุงทองมีใบขนาดใหญ่ ดังนั้น ควรรดน้ำให้เขาอย่างน้อย 1 ครั้งในทุกๆ 2 วัน

เทคนิคการรดน้ำต้นถุงเงินถุงทองที่ถูกต้อง คือการใช้เทคนิค “Full Deep Watering” ซึ่งเป็นเทคนิคในการเทน้ำลงไปที่กระถาง จนกว่าน้ำจะล้นออกมานอกกระถางนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหน้าร้อน เพื่อนๆ ควรหมั่นให้น้ำต้นถุงเงินถุงทองทุกวัน วันละ 1 ครั้ง เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ต้นถุงเงินถุงทองจะคายน้ำออกมามากกว่าปกติ จนทำให้เขาต้องการน้ำในดิน และในอากาศมากกว่าปกตินั่นเอง

3. ปุ๋ย

เมื่อต้นไม้ถูกปลูกลงในกระถาง เขาจะต้องการการดูแลมากกว่าต้นไม้ที่ปลูกลงดิน เนื่องจากรากของเขา ได้ถูกจำกัดพื้นที่ ให้อยู่ได้ภายในกระถางเท่านั้น เมื่อสารอาหารในดินในกระถางหมดลง ดินจะแห้ง ต้นไม้เองจะไม่สามารถหาสารอาหารจากที่อื่นมาทดแทนได้ 

ต้นถุงเงินถุงทอง เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมปลูกลงในกระถางเช่นกัน ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่ต้องเพิ่มสารอาหารลงในดินให้เขาเช่นกัน การใส่ปุ๋ยให้ต้นถุงเงินถุงทอง ควรใส่ในประมาณที่พอเหมาะ ไม่ใส่เยอะเหมือนต้นไม้ปลูกกลางแจ้ง เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายในอาคาร ได้เอื้ออำนวยให้เขายืดตัว และเติบโตได้เร็วกว่าต้นไม้ที่ปลูกกลางแจ้งอยู่แล้ว 

สำหรับต้นถุงเงินถุงทอง แนะนำให้ใช้ ปุ๋ยสังเคราะห์ หรือ ปุ๋ยเคมี

เนื่องจากปุ๋ยเคมีมีปริมาณธาตุอาหารสูง และได้ผลเร็วกว่าปุ๋ยอินทรีย์  จึงเหมาะสำหรับต้นถุงเงินถุงทอง ที่ไม่จำเป็นต้องหมั่นใส่ปุ๋ย ที่สำคัญหาซื้อง่ายอีกด้วย

ปุ๋ยเคมีสำหรับปลูกต้นไม้กระถาง และเหมาะกับการบำรุงหน้าดินของต้นถุงเงินถุงทอง แนะนำเป็น ปุ๋ยละลายช้า 

ปุ๋ยละลายช้า มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ เล็กๆ ตัวปุ๋ยจะถูกบรรจุอยู่ในสารเคลือบโพลิเมอร์ชนิดพิเศษ เมื่อปุ๋ยละลายช้าได้สัมผัสกับความชื้นในดิน เม็ดปุ๋ยจะค่อยๆ ละลาย ปล่อยสารอาหารออกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งกว่าปุ๋ยจะละลาย ปล่อยสารอาหารออกมาได้หมด ก็เป็นเดือนๆ เลยทีเดียว 

4. ดิน

kellogggarden.com

ต้นถุงเงินถุงทอง เป็นพันธุ์ไม้ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากป่า บราซิล, โคลัมเบีย และคิวบา ซึ่งต่างก็เป็นพื้นที่เขตร้อน นั่นหมายความว่า ต้นถุงเงินถุงทอง เจริญเติบโตได้ดีใน ดินออร์แกนิคสด (Rich Organic Soil) ซึ่งคือดินที่มีอินทรียวัตถุ (ส่วนผสมในดิน) มาจากวัตถุธรรมชาติล้วน ไม่ผ่านสารเคมีหรือผสมวัตถุใดๆ โดยดินประเภทนี้จะมีราคาค่อนข้างสูงกว่าดินผสมทั่วไป

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต้นถุงเงินถุงทองจะเจริญเติบโตได้แค่ในดินออร์แกนิคนะคะ 
เนื่องจากต้นถุงเงินถุงทอง ต้องการน้ำปริมาณมากเพื่อหล่อเลี้ยงใบ ดินผสมกับหินเพอร์ไลท์ (Perlite) ก็เป็นประเภทดินที่นิยมนำมาใช้ปลูกต้นถุงเงินถุงทองเช่นกัน

greengoldfarms.net

หิน เพอร์ไลท์ ที่นำมาผสมกับดิน ในการปลูกต้นถุงเงินถุงทอง เป็นหินภูเขาไฟที่ผ่านการเผา จึงมีปริมาณน้ำในตัวสูง ดังนั้นการนำหินเพอร์ไลท์มาผสมกับดิน จึงช่วยให้ความชื้นกับดิน และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ดินร่วน โปร่ง ระบายน้ำ และอากาศได้ดีขึ้น ไม่อับชื้นนั่นเอง 

5. แมลงอันตราย

ในเรื่องแมลง ต้นถุงเงินถุงทอง ไม่ถูกกับแมลง 2 ชนิด นั่นคือ ไรแดง/ไรแมงมุม และ เพลี้ยแป้ง

โดยแมลงทั้ง 2 ชนิดนี้ มักจะชอบเกาะกินต้นไม้ที่ใกล้ตาย ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ ดูแลต้นถุงเงินถุงทองอย่างดี หมั่นรดน้ำเขาทุกๆ 2 วัน ตามด้วยการใส่ปุ๋ย เปลี่ยนดิน และมั่นใจว่าเขาได้รับแสงแดดเพียงพอ เท่านี้ แมลงพวกนี้ ก็ไม่เข้ามากัดกินต้นถุงเงินถุงทอง ของเพื่อนๆ แน่นอน

ประโยชน์ไม่สิ้นสุดของต้นถุงเงินถุงทอง

ต้นถุงเงินถุงทอง นอกจากจะเป็นต้นไม้มงคล เสริมโชคลาภ และช่วยขับไล่สิ่งชั่วร้ายรอบตัวแล้ว ต้นถุงเงินถุงทองยังเป็นพันธุ์ไม้ที่สามารถปลูกภายในอาคาร เพื่อลดฝุ่นละอองในอากาศ เสมือนเครื่องฟอกราคาแพงๆ ได้ดีอีกด้วย

มีงานวิจัยมากมายได้สรุปถึงคุณประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ในห้อง หรือภายในอาคาร ว่าต้นไม้นั้นนอกจากจะช่วยลดมลพิษทางอากาศแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เช่น

  • ออกซิเจนที่ขับออกมาจากต้นไม้ ช่วยเคลียร์ระบบทางเดินหายใจ
  • กิจกรรมการปลูกต้นไม้ ลดความเสี่ยงต่อโรคความจำเสื่อม 
  • การใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทำให้จิตใจสงบ จึงช่วยลดอาการซึมเศร้า 

และเนื่องจากใบของต้นถุงเงินถุงทองมีลวดลายสวยงาม และมีสีด่างอย่างเป็นเอกลักษณ์ ต้นถุงเงินถุงทอง จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนำมาปลูกเป็นไม้ประดับห้อง

คนไหน ถูกใจ อยากได้ต้นถุงเงินถุงทองมาลองปลูกที่บ้านสักต้น แต่ไม่รู้จะซื้อที่ไหนดี เราขอแนะนำให้ลองมาดูที่ Kaidee ค่ะ รับรองได้ต้นถุงเงินถุงทองสดๆ ใบเขียวๆ ติดมือกลับไปอย่างแน่นอน