Jun 10, 2021 | บทความยานยนต์
คำคุ้นหูที่ใครเคยมีประสบการณ์การซื้อรถและเคยผ่านการเช่าซื้อมาก่อน น่าจะเคยได้ยินคำว่า “รีไฟแนนซ์รถยนต์” อย่างแน่นอน แต่ก็ใช่ว่าทุกคนนั้นจะทราบว่ามันคืออะไร รวมไปถึงคนที่ยังไม่เคยผ่านการซื้อรถมาก่อน ยิ่งน่าจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร ช่วยอะไรให้แก่คนที่ซื้อรถบ้าง และขั้นตอนที่รีไฟแนนซ์จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวผมจะมาให้คำตอบเองในวันนี้ (ใครกำลังรู้สึกว่าทุกวันนี้จ่ายดอกเบี้ยในการกู้ซื้อรถสูงเกินไป ต้องอ่าน!!!)
การรีไฟแนนซ์รถยนต์ คืออะไร
หากพูดถึงการรีไฟแนนซ์ มีทั้งเรื่องของบ้านและรถยนต์ ซึ่งในวันนี้เราจะมาพูดกันในส่วนของการรีไฟแนนซ์รถยนต์กันก่อน ซึ่งการรีไฟแนนซ์ คือ การที่เริ่มจากคุณไปซื้อรถยนต์มาสักคันหนึ่งโดยผ่านการกู้เพื่อซื้อ และผ่อนจ่ายให้แก่ธนาคารโดยเสียดอกเบี้ยในแต่ละเดือน และการทำรีไฟแนนซ์ คือการนำรถยนต์ที่มีอยู่นั้น มาเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกันเงินกู้แบบเดียวกับตอนกู้ซื้อตอนแรกเลย โดยธนาคารที่รีไฟแนนซ์จะประเมินราคากลางของรถยนต์ ซึ่งการรีไฟแนนซ์ถือว่าเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนการเงิน ยิ่งผู้ที่ยังมีภาระหนี้เหลือไม่น้อยกว่า 3 – 5 ปี สามารถทำการปรับเปลี่ยนแหล่งเงินกู้ เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าเดิม
ข้อดีของการรีไฟแนนซ์รถยนต์
ถ้าหากการรีไฟแนนซ์รถยนต์ไม่มีข้อดี ทางธนาคารหรือสถาบันการเงิน คงไม่มีทางคิดการรีไฟแนนซ์นี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ซึ่งมันมีข้อดีค่อนข้างเยอะและเป็นประโยชน์ต่อเหล่าผู้ซื้อรถเป็นอย่างมาก
1. ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายต่อเดือน
เนื่องจากการรีไฟแนนซ์นั้นเหมือนเป็นการกู้เงินก้อนใหม่เพื่อไปปิดยอดอีกธนาคารหนึ่ง โดยมาผ่อนต่อกับธนาคารที่คุณรีไฟแนนซ์ด้วย เพื่อลดดอกเบี้ยลง ซึ่งทั้งนี้บางธนาคารสามารถเลือกให้ผ่อนจ่ายต่อเดือนน้อยลดจากเดิมได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ลดภาระทางการเงินของคุณในแต่ละเดือนได้ค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว
2. ยังใช้งานรถได้เหมือนเดิม
แน่นอนว่ารถจะต้องอยู่กับเราอยู่แล้ว เพราะนี่ไม่ใช่การยึดรถแต่อย่างใด เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนธนาคารในการผ่อนเท่านั้น ดังนั้นรถยนต์ก็ยังสามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวันเหมือนเดิม (ไม่ต้องกลัวไปนะ)
3. ดอกเบี้ยถูกลง
ถือเป็นวัตถุประสงค์หลักเลยก็ว่าได้ของการรีไฟแนนซ์ เพื่อลดอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารเดิม มาสู่ธนาคารใหม่ ให้มีอัตราดอกเบี้ยที่เบาลง และจ่ายต่องวดที่น้อยลงตามไปด้วย
ข้อเสียของการรีไฟแนนซ์รถยนต์
มีข้อดีไปแล้ว คราวนี้มาถึงตาข้อเสียกันบ้าง และเป็นข้อเสียที่ห้าม!! ละเลยหรือมองข้ามไปอย่างเด็ดขาด เพราะไม่แน่บางทีในความเป็นจริงแล้ว คุณอาจจะไม่ต้องรีไฟแนนซ์เสียด้วยซ้ำ
1. ใช้เวลาผ่อนนานขึ้น
เป็นสิ่งที่ธนาคารไม่ได้บอกกับเราอย่างแน่นอน จากที่คุณกำลังจะผ่อนรถยนต์หนึ่งคันที่ใกล้จะผ่อนหมดเต็มที อาจจะต้องมีเริ่มผ่อนหนี้ก้อนใหม่ที่มีระยะนานกว่าเดิม ซึ่งการที่นานกว่าเดิม นั่นหมายความว่าธนาคารจะได้ดอกเบี้ยที่มีระยะนานขึ้น ถึงแม้ว่าจะอัตราดอกเบี้ยจะลดลงก็ตาม (ธนาคารได้เงินจากตรงนี้นี่แหละ)
2. เตรียมเอกสารยุ่งยากไปหมด
เดี๋ยวเรามาดูกันว่าแค่ขั้นตอนการเตรียมเอกสารรีไฟแนนซ์มันยุ่งยากขนาดไหน เพราะแค่เห็นผ่าน ๆ ยังมองออกเลยว่าเยอะ มาดูกันเลย!!
เอกสารที่ต้องใช้
สำเนาบัตรประชาชน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วสถาบันการเงินหรือธนาคารจะใช้ 5 ฉบับ พร้อมกับบัตรประชาชนตัวจริงสำเนาทะเบียนรถยนต์ ใช้สำหรับการ รีไฟแนนซ์รถ 2 ฉบับ (ไม่ต้องใช้ตัวจริง)สำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน (แต่กรณีที่ไม่มี ไม่จำเป็นต้องเอามาก็ได้)แผนที่ของที่อยู่อาศัยปัจจุบันและที่ทำงาน (อาจจะนำมาจาก Google Map หรือวาดด้วยลายมือก็ได้)หลักฐานแสดงที่มาของรายได้
หลักฐานที่มาของรายได้
จากเอกสารที่ต้องใช้เมื่อสักครู่นี้ ในส่วนของหลักฐานแสดงที่มาของรายได้นั้น สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
บุคคลธรรมดาหรือข้าราชการที่ได้รับเงินเดือน ให้ใช้สลิปเงินเดือน และหนังสือรับรองเงินเดือนล่าสุด หรือย้อนหลัง 2 เดือน พร้อมสำเนาบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ฝากประจำ หรือกระแสรายวัน ย้อนหลัง 6 เดือน (เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง) ประเภทประกอบธุรกิจส่วนตัว ในกรณีมีหน้าร้าน ต้องถ่ายรูปหน้าร้าน สินค้า พร้อมสัญญาเช่า แต่ถ้าหากไม่มีหน้าร้าน ให้นำใบเสร็จซื้อขายสินค้า และถ่ายรูปสินค้าและสต๊อกสินค้าที่มีอยู่
“แค่เห็นเอกสารเหล่านี้ก็ปวดหัวแล้ว ไหนจะเสียค่าเดินทางไปทำเอกสาร ไหนจะเสียค่าดำเนินการอีก ยุ่งยากไปหมดเลย จริงไหมล่ะ
ใครบ้างที่จะสามารถรีไฟแนนซ์รถยนต์ได้
ต้องบอกก่อนเลยว่า จริง ๆ แล้วทุกคนที่ผ่อนซื้อรถอยู่ สามารถรีไฟแนนซ์ไปธนาคารใหม่ เพื่อดอกเบี้ยที่ถูกลงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับทางธนาคารหรือสถาบันการเงินนั้น ๆ ว่าจะอนุมัติหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ที่มีความประสงค์จะรีไฟแนนซ์จะต้องเตรียมเอกสารมาให้อย่างครบถ้วนตามที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินกำหนดเอาไว้ เพื่อให้ตรวจสอบที่มาที่ไปของทั้งตัวผู้ที่ต้องการรีไฟแนนซ์และตัวของรถยนต์ว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
อยากรีไฟแนนซ์รถยนต์ต้องทำอย่างไร
การรีไฟแนนซ์มีขั้นตอนไม่มากเท่าไรนัก เพียงแค่ 5 ตอนเท่านั้น
1. ศึกษารายละเอียด
ก่อนที่จะทำอะไร ควรศึกษารายละเอียดของแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงินต่าง ๆ ให้ดีเสียก่อน เพราะแต่ละที่ ต่างก็มีข้อตกลงในสัญญาการรีไฟแนนซ์ที่แตกต่างกันออกไป
TIPS : ควรดูประกอบกับสถานะทางการเงินที่เป็นอยู่ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด
2. เตรียมเอกสารให้พร้อม
การเตรียมตัวให้ดีก่อนที่จะทำอะไรเกี่ยวกับเงิน แสดงถึงความรอบคอบ อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเวลาวนไปวนมาเวลาที่ทางธนาคารหรือสถาบันการเงินขออะไร ก็พร้อมที่จะมีให้หมด ซึ่งได้บอกเอกสารที่ต้องเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
3. ติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินที่สนใจ
เป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด เมื่อคุณศึกษารายละเอียดมาอย่างดีแล้ว ก็เดินมุ่งตรงเข้าไปยังธนาคารหรือสถาบันการเงินที่สนใจ และเริ่มพูดคุยเพื่อทำสัญญา
4. รอธนาคารหรือสถาบันการเงินประเมินรถยนต์
ขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของทางธนาคาร ที่จะตรวจสอบเอกสารที่คุณแนบไปให้ พร้อม ๆ กับประเมินราคากลางของรถยนต์ประกอบกับคุณภาพ และพิจารณายอดจัดไฟแนนซ์ จากเงื่อนไขการผ่อนชำระ และเครดิตบูโร
5. รออนุมัติ
เมื่อทางธนาคารหรือสถาบันการเงินดำเนินการเรียบร้อย ก็จะติดต่อกลับมา โดยแจ้งรายละเอียดของสัญญา เงื่อไขการผ่อนชำระต่าง ๆ อย่างละเอียด
สรุปท้ายบทความ รีไฟแนนซ์รถยนต์ช่วยอะไร
เรียกได้ว่ารู้ละเอียดในเรื่องของการจัดทำรีไฟแนนซ์รถยนต์ ครบ จบในบทความเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะภายในบทความนี้สรุปมาให้ทั้งข้อดี-ข้อเสีย เพื่อให้ทุก ๆ ท่านประกอบการตัดสินใจทุกครั้งก่อนที่จะทำธุรกรรมทางการเงิน ลองชั่งน้ำหนักดูว่ารีไฟแนนซ์แล้วคุ้มค่าจริงหรือไม่
ดังนั้นก่อนเลือกซื้อรถยนต์หนึ่งครั้ง ควรที่จะประเมินกำลังทรัพย์ และกำลังในการผ่อนแต่ละงวดให้ดี แต่ถ้าหากคุณมาซื้อรถยนต์ที่ Kaidee Auto แล้วล่ะก็ มีรถยนต์มากมายให้เลือกซื้อ ราคาถูก แถมดีมีที่นี่ครบ ตรงกับสภาพการเงินและไลฟ์สไตล์ของคุณได้ง่าย ๆ
Jun 10, 2021 | บทความอสังหาฯ
บ้านในไทยนั้นมีหลากหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็เกิดจากภูมิปัญญาในการประยุกต์ที่อยู่อาศัยให้เข้ากับสภาพอากาศ บ้านทรงปั้นหยาก็เป็นหนึ่งในนั้น มาดูกันดีกว่า ว่าบ้านทรงปั้นหยามีดีอย่างไร คนถึงได้นิยมสร้างมาจนถึงปัจจุบัน
บ้านทรงปั้นหยาคืออะไร
บ้านทรงปั้นหยา หรือ หลังคาทรงปั้นหยา เป็นแบบบ้านที่สามารถพบได้ทุกภูมิภาคของประเทศไทยเนื่องจากเป็นแบบบ้านที่ปรับปรุงข้อเสียของหลังคาแบบหน้าจั่ว จนมาเป็นหลังคาที่มีด้านลาดเอียงทั้งหมด 4 ด้าน ทำให้สามารถป้องกันแดดและฝนได้ครอบคลุมครบทุกด้านกว่าที่เคยเป็น ทำให้บ้านทรงปั้นหยามีความมั่นคง แข็งแรง ทนพายุ และทนฝนมากขึ้น ทั้งยังเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในประเทศไทยที่ฝนตกบ่อย
บ้านทรงปั้นหยานั้นสามารถเข้าได้กับบ้านหลากสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นร่วมสมัย โมเดิร์น หรือไทยประยุกต์ เพราะแบบบ้านทรงปั้นหยานั้นเป็นแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นแล้วทำให้รูปทรงไม่ดูเก่าและล้าสมัย
บ้านทรงปั้นหยา ขอขอบคุณภาพจาก www.banidea.com
ลักษณะของบ้านทรงปั้นหยา
บ้านทรงปั้นหยานั้น แต่เดิมได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 ลักษณะเด่น ๆ คือจะมีหลังคา 4 ด้าน ส่วนทั้ง 4 ด้านนั้นจะลาดเอียงต่อกันทุกด้านเหมือนพีระมิด แต่บ้านทรงปั้นหยานี้จะไม่มีหน้าจั่วซึ่งอาจจะทำให้ระบายความร้อนได้ช้า จึงต้องใช้พื้นชายคาระบายความร้อนแทน ถ้าจะให้ดีต้องใช้วัสดุระบายความร้อนหรือฉนวนกันความร้อนในการสร้างบ้านทรงปั้นหยาเพราะบ้านทรงนี้มีจุดอ่อนเรื่องความร้อน
ข้อดีข้อเสียของบ้านทรงปั้นหยา
ก่อนจะสร้างบ้านแต่ละแบบก็ต้องดูข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ตาม Kaidee มาดูทั้งข้อดีและข้อเสียของบ้านทรงปั้นปั้นหยากันเลยค่ะ
ข้อดีของบ้านทรงปั้นหยา
ด้วยความที่โครงสร้างทั้ง 4 ด้านบรรจบกันอยู่บนยอดหลังคา ทำให้ข้อดีของบ้านทรงปั้นหยาคือความมั่นคง อีกทั้งชายหลังคาที่ยื่นยาวออกไปทุกด้านทำให้กันแดด ลม และฝน ได้ดีมากกว่าบ้านแบบอื่น อย่างไรก็ตามตอนก่อสร้าง เพื่อน ๆ ต้องคุมงานและหาทีมช่างที่มีความเชี่ยวชาญนะคะ เพราะบ้านทรงปั้นหยามีจุดเชื่อมต่อของหลังคามากกว่าบ้านทรงหน้าจั่ว หรือบ้านทรงอื่น ๆ จึงทำให้ต้องระวังเรื่องรอยต่อและการรั่วซึมเป็นพิเศษ
ส่วนอีกข้อที่ Kaidee คิดว่าคงถูกใจเพื่อน ๆ เป็นพิเศษ คือ หลังคาทรงปั้นหยานั้นมีพื้นที่ให้ติดแผงโซลาร์เซลทุกด้าน ทำให้ไม่ว่าจะพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกก็สามารถประหยัดพลังงานได้โดยใช้ไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลแทน
ข้อเสียของบ้านทรงปั้นหยา
ข้อเสียของบ้านทรงปั้นหยา หลัก ๆ คือจะเป็นเรื่องการระบายความร้อน นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องงบในการก่อสร้างที่จะสูงกว่าบ้านแบบอื่นเพราะด้วยความที่มีรอยต่อเยอะกว่าจึงต้องหาช่างที่มีประสบการณ์ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าราคางานจะสูงตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่ได้คุมงานให้ดีหรือได้ช่างที่มีประสบการณ์ไม่พอ อาจจะเกิดปัญหาน้ำรั่วซึมในฤดูฝนได้
ในส่วนของข้อเสียเรื่องการระบายความร้อนนั้นสามารถแก้ได้โดยการเพิ่มช่องระบายอากาศตรงหลังคาและฝ้าแบบพิเศษที่สามารถระบายอากาศได้
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนสร้างบ้านทรงปั้นหยา
หากใครอยากให้บ้านในฝันออกมาตามแบบที่คิดไว้ก็ควรค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับทรงหลังคาปั้นหยาไว้สักหน่อย
เพราะความชันของหลังคานั้นขึ้นอยู่กับรายละเอียดของความสูงและเนื้อที่ของบ้านนั่นเอง ซึ่งในตรงนี้ จริง ๆ มีโปรแกรมคำนวณในอินเทอร์เน็ต ที่ต้องใส่ทั้งความยาวและความกว้างของบ้าน ความกว้างของจันทัน ความหนาของจันทัน ระยะเสาด้านยาวของอาคาร ระยะเสาด้านกว้างของอาคาร ระยะยื่นชายคาจากเสา พื้นที่มุงหลังคา เสาดั้ง แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องบ้านอย่างเรา ๆ แค่นี้ก็น่าเวียนหัวแล้ว จะคำนวณเองแล้วไปสร้างเลยคงเสี่ยงไม่น้อย Kaidee จึงขอแนะนำว่าควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าคำนวณเองนะคะ ไม่อย่างนั้นบ้านในฝันอาจจะมีจุดบกพร่องได้ค่ะ
ศัพท์ที่ควรรู้ก่อนสร้างบ้านทรงปั้นหยา
หลังคาทรงปั้นหยา ขอขอบคุณภาพจาก http://eng.sut.ac.th/ce/CE_homework/T08%20Roof%20Frame.pdf
จันทัน
จันทันจะเป็นส่วนที่พาดจากอะแสหรือบริเวณชายคาไปยังอกไก่ที่รองรับแป จันทันแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ จันทันหัวเสาและจันทันที่ไม่ได้อยู่ตรงหัวเสา โดยที่จันทันนั้นจะวางถี่เป็นระยะ ๆ ทุก 1 เมตร อย่างไรก็ตามระยะการวางของจันทันอาจแคบหรือกว้างกว่านี้ได้ โดยขึ้นอยู่กับความยาวของแปและน้ำหนักของกระเบื้องมุงหลังคานั่นเอง
อะเส
อะเสจะเป็นคานที่อยู่ตรงชายคา โดยทำหน้าที่รับแรงและน้ำหนักจากโครงของหลังคา จำนวนของแผ่นอะเสจะขึ้นอยู่กับชนิดของหลังคา เช่น ถ้าเป็นบ้านทรงปั้นหยา จะมีอะเสทั้งหมด 4 ด้าน หากเป็นหลังคาอื่น ๆ จะมีอะเสน้อยลง ไม่ถึง 4 ด้าน เป็นต้น
อกไก่
อกไก่ทำหน้าที่เสมือนสันของหลังคาที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักของจันทัน
ตะเฆ่
ตะเฆ่มีหน้าที่รองรับกระเบื้องมุงหลังคา โดยตะเฆ่นั้นมี 2 แบบ คือ ตะเฆ่สัน และตะเฆ่ราง ตะเฆ่สันจะอยู่ตรงส่วนสันของหลังคา ส่วนตะเฆ่รางจะเป็นส่วนที่เป็นรอยต่อของหลังคาแต่ละด้าน และมักจะเป็นที่ที่น้ำฝนไหลผ่านอีกด้วย
สรุปท้ายบทความแบบบ้านทรงปั้นหยา
อ่านมาถึงกันตรงนี้แล้ว Kaidee หวังว่าสำหรับใครที่หวังจะสร้างบ้านเป็นของตัวเอง คงได้ความรู้ไปคุยกับช่างไม่มากก็น้อยนะคะ หากสนใจดูบ้านหลากหลายสไตล์ เข้ามาที่ Kaidee สิคะ เรามีบ้านหลายรูปแบบ รับรองว่าไม่ใช่แค่ปั้นหยาแน่นอน
Jun 9, 2021 | บทความยานยนต์
หลายๆคนพอเริ่มมีความคิดอยากซื้อรถมาใช้สักคัน แน่นอนว่าจะต้องเกิดคำถามในหัวอย่าง “ออกตัวท็อปเลยดีไหมนะ?” หรือ “ตัวธรรมดาจะดีหรือเปล่า?” ซึ่งคำตอบที่ได้ก็จะแตกต่างกันไป ด้วยเหตุผลส่วนบุคคลต่างๆ บางคนก็อาจได้คำตอบว่าตัวท็อปเท่านั้นหรือบางคนก็เอาตัวธรรมดาแล้วไปแต่งอีกที แต่ในบทความนี้เราจะมาช่วยคุณวิเคราะห์กันว่ารถตัวท็อปจำเป็นสำหรับคุณไหม?
ทำไมรถหนึ่งรุ่นถึงต้องมีหลายระดับ
ไม่ว่าจะรถประเภทใดเวลาเปิดตัวและเริ่มวางจำหน่าย ในแต่ละรุ่นก็จะมีหลายเกรด ส่วนมากจะเป็นตัวท็อป ตัวกลาง และตัวปกติ ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็จะใช้ชื่อเรียกไม่เหมือนกันอย่างฮอนด้าซิตี้ แฮทช์แบ็ก ก็จะแบ่งเป็น S+ เป็นตัวธรรมดา SV เป็นตัวกลางและ RS เป็นตัวท็อป แต่บางแบรนด์อย่างมาสด้า ก็มีระดับให้เลือกมากถึง 7 ระดับในรุ่น Mazda2 2021
การที่รุ่นหนึ่งจะต้องมีหลายระดับนั้นเหตุผลหลักๆคือเรื่องความต้องการของแต่ละบุคคลที่ต่างกัน บางคนต้องการฟังก์ชันครบเลยไปตัวท็อป บางคนไม่ต้องการฟังก์ชันเยอะ เน้นขับอย่างเดียว ก็สามารถเลือกตัวธรรมดา และถ้าหากแบรนด์รถไม่ทำให้หนึ่งรุ่นมีหลายระดับก็เหมือนการลดกลุ่มตลาดลูกค้าลง ลูกค้าก็จะไปมองหารุ่นที่ถูกใจแบรนด์อื่นต่อไป ดังนั้นยิ่งมีระดับให้เลือกเยอะก็วิน-วินกันทั้งฝ่ายแบรนด์และฝ่ายลูกค้า
ตัวท็อปกับตัวธรรมดาต่างกันเยอะไหมนะ?
มาเทียบความแตกต่างทีละข้อของแต่ละระดับในรถหนึ่งรุ่น ทั้งเรื่องราคา เทคโนโลยี และวัสดุภายใน ซึ่งข้อมูลความแตกต่างตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่ารถตัวท็อปหรือตัวรองที่เหมาะกับคุณ
ราคา
ราคาเป็นความแตกต่างแรกที่เราสามารถเห็นได้จากใบโบรชัวร์ ราคาของแต่ละเกรดจะต่างกันประมาณ 50,000-90,000 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทของรถ ยกตัวอย่าง โตโยต้าC-HR ในเกรด Mid จะอยู่ที่ 1,069,000 บาท ส่วนเกรด Hi จะอยู่ที่ 1,159,000 บาท หรือรถยอดนิยมอย่าง Mazda2 2021 ในเกรด S Sports Leather อยู่ที่ 648,000 บาทและเกรด SP Sport อยู่ที่ 690,000 บาท
เทคโนโลยีและนวัตกรรม
ภาพจาก toyota.co.th
แน่นอนว่าในเกรดที่สูงขึ้น เราก็จะได้ความสะดวกด้านนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น อย่างโตโยต้ายาริสแฮทช์แบ็กในเกรด Sport Premium จะได้ระบบ Smart Entry และ Push Start ไฟตัดหมอกหน้า LED กล้องบันทึกภาพหน้ารถและหลังรถ หรือระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน LDA เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นสิ่งที่มีเฉพาะในเกรด Sport Premium
ซึ่งเราต้องดูการใช้งานของตัวเราเองว่าเราเหมาะกับเกรดไหน ถ้ายกตัวอย่างต่อว่า หากคุณต้องการซื้อยาริสแฮทช์แบ็ก ระบบความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นอย่างการปัดน้ำฝนอัตโนมัติ รวมถึงความสะดวกที่พวงมาลัยอย่างสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ทำให้เราปรับเปลี่ยนเพลงหรือรับสายได้แบบไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ ถ้าคุณชอบในความสะดวกแบบนี้ตัวท็อปของยาริสในเกรด Sport Premium นั้นตอบโจทย์เลย
สีและวัสดุภายใน
ภาพจาก mazda.co.th
หากใครไม่ได้สนใจเรื่องระบบหรือเทคโนโลยีต่างๆแต่เน้นความสวยงามและวัสดุภายใน แต่ละเกรดของรถก็มีความแตกต่างเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่าง Mazda2 2021 แฮทช์แบ็ก ในเกรด S Sport Leather ขึ้นไปจะได้วัสดุหุ้มเบาะเป็นหนังสีเทาและผ้า Grand Luxe Suede สีดำ รวมถึงแผงคอนโซลหน้าที่เป็นหนังสีเทา
ส่วนเรื่องสีภายนอกนั้นหากยกตัวอย่างต่อกับ Mazda2 2021 จะมีบางสีที่ต้องจ่ายเพิ่ม เช่น สี Snowflake White Pearl เพิ่ม 7,000 บาท หรือสี Soul Red Crystal เพิ่ม 12,000 บาท ซึ่งสามารถเลือกสีได้ในทุกเกรด ดังนั้นหากใครเน้นเรื่องสีและวัสดุมากกว่าก็สามารถดูเกรดตัวกลางขึ้นไปจนถึงตัวท็อปเลยก็ได้
ตัดสินใจอย่างไรดีล่ะ?
รู้ความแตกต่างของรถตัวท็อปและตัวธรรมดาแล้ว แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ ลองมาดูสามเหตุผลในตัวของคุณกับการซื้อรถครั้งนี้กัน
1.การใช้งาน
แน่นอนว่าการซื้อรถของแต่ละคนย่อมมีเหตุผลจากการใช้งานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งการใช้งานของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนใช้งานรถทุกวันแต่อาจไม่ได้ขับไปไหนไกล แค่จากบ้านไปออฟฟิศ หรือบางคนไม่ได้ขับทุกวันแต่ขับแต่ละครั้งก็ขับทางไกลบ่อยๆ ข้อนี้จะช่วยให้คุณเลือกได้ทั้งประเภทของรถ รุ่นของรถและเกรดของรถที่เหมาะกับคุณได้เลยทีเดียว
เช่น หากคุณใช้รถบ่อยไม่ว่าจะขับใกล้หรือไกลแล้วคุณเองชอบความสะดวกในการใช้งานระบบต่างๆ ไม่ว่าจะด้านความปลอดภัยหรือด้านความบันเทิง ตัวท็อปก็สามารถตอบโจทย์ให้คุณได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปแต่งอะไรเพิ่มเติม แต่หากคุณเน้นขับอย่างเดียว อย่างอื่นไว้ค่อยแต่งเพิ่มตอนจำเป็น ตัวธรรมดาก็ถือว่าเหมาะสมและเพียงพอ
2.งบประมาณ
งบประมาณก็เป็นเรื่องสำคัญ หาก ณ ช่วงเวลาที่คุณต้องการซื้อรถมีงบประมาณที่จำกัดให้เลือกตามงบประมาณที่วางไว้ หรือหากต้องการตัวท็อปจริงๆให้วางแผนด้านการเงินให้เรียบร้อย คำนวนการผ่อนต่างๆให้ดี จะได้ไม่ลำบากทีหลัง
3.ความต้องการส่วนตัว
ถ้างบไม่ใช่ปัญหาหรือการใช้งานไม่ซ้ำเดิม เน้นความต้องการส่วนตัว อยากได้ ต้องได้ ก็ต้องออกตัวท็อป สเปคจัดเต็ม ใช้งานไปยาวๆ
แล้วถ้าเป็นรถมือสองล่ะ?
หากใครที่ไม่ได้เน้นรถมือหนึ่ง การออกรถมือสองก็ช่วยประหยัดได้มากยิ่งขึ้นและยิ่งตัวท็อปในรุ่นก่อนหน้าก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ส่วนเรื่องการตัดสินใจก็เช่นเดียวกับการซื้อรถใหม่แต่เพียงแค่คุณอาจมีงบเหลือมากขึ้นและสามารถออกตัวท็อปได้แบบที่ประหยัดและคุ้มค่าสุดๆ
สรุปแล้วออกรถใหม่จำเป็นต้องตัวท็อปไหม?
คำตอบของคำถามนี้คือ “ใช่ ” ถ้าหากการใช้งานของคุณเน้นขับรถไปพร้อมกับความสะดวกสบายของระบบต่างๆ งบประมาณไม่ใช่ปัญหาใหญ่และความต้องการส่วนตัวของคุณนั้นแรงกล้า
แต่คำตอบของคำถามนี้จะเป็น “ไม่ ” เมื่อคุณเน้นขับรถอย่างเดียว ระบบต่างๆอาจไม่จำเป็น หรือยังไม่รู้สึกว่าจำเป็นในช่วงเวลาที่คุณซื้อ ก็ออกตัวเกรดกลางหรือเกรดธรรมดา เพื่อประหยัดงบและคุ้มค่ากับความต้องการ
หากใครได้คำตอบแล้วว่าจะตัวท็อปหรือตัวธรรมดา ก็สามารถเข้ามาเลือกดูรถยนต์หรือพาหนะหลากประเภทหลายแบรนด์ได้ที่ Kaidee Auto ที่ช่วยให้คุณค้นหารถที่ต้องการได้อย่างสะดวกพร้อมมีข้อมูลต่างๆครบครัน ไปดูกันเลย !
Jun 9, 2021 | บทความอสังหาฯ
ทราบหรือไม่?
“ห้องนอนเด็ก” ถือเป็นฟังก์ชันจำเป็นสำหรับลูกหลาน และครอบครัวที่วางแผนจะมีลูก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเจริญเติบโต พัฒนาการด้านบุคคลิกภาพ และความรับผิดชอบของเด็กๆ
ในต่างประเทศจะมีการตระเตรียมห้องนอนเด็กไว้ในบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์ตั้งแต่คู่รักวางแผนว่าจะมีลูก เนื่องจากส่วนใหญ่จะแยกห้องนอนให้ลูกตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยอาจนอนคนเดียวหรือนอนรวมกับพี่ๆ น้องๆ ก็ได้ จนกระทั่งอายุครบ 10 ปี ก็จะมีการแยกห้องนอนห้องน้ำเป็นสัดส่วนอีกครั้งในกรณีที่พี่น้องต่างเพศกัน
ส่วนวัฒนธรรมการเลี้ยงลูกของพ่อแม่คนไทยมักชอบนอนรวมกับลูกๆ เพื่อความอุ่นใจ จึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการแยกห้องนอนเด็กตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วมีการศึกษาพบว่า การแยกห้องนอนเด็กตั้งแต่ช่วงวัยที่เหมาะสมนั้นเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กและสุขภาพของพ่อแม่มากกว่า เช่น ความสามารถในการควบคุมสิ่งกระตุ้นต่างๆ อย่างแสง เสียง ที่มีผลทำให้ลูกตื่นง่ายได้ดีกว่าการนอนรวมกับพ่อแม่ และการที่พ่อแม่มีเวลาเป็นส่วนตัวมากขึ้น เป็นต้น
ความสำคัญของห้องนอนเด็ก
การแยกฟังก์ชันในบ้านให้มีห้องนอนเด็กอย่างเป็นสัดส่วนนั้น ก็เหมือนกับการที่ผู้ใหญ่อย่างเราต้องการมีห้องนอนส่วนตัวนั่นเอง เพราะโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ต่างต้องการพื้นที่ของตนเองหรือมีอาณาเขตที่ให้ความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่นใจ หรือสามารถทำอะไรก็ได้ที่อยากทำโดยอิสระ
แต่สำหรับห้องนอนเด็กยังมีความสำคัญมากกว่านั้น นั่นคือเป็นพื้นที่ที่จะส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ อาทิ
รู้จักตนเองมากขึ้น
เมื่อเด็กอยู่คนเดียวภายในห้อง พวกเขาจะเริ่มสำรวจความต้องการของตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร รู้จักแยกแยะได้ว่านี่คือโซนส่วนตัวหรือส่วนรวม และมีการตัดสินใจทำหรือเลือกในแบบที่ตัวเองชื่นชอบมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้บ่อยๆ ก็เช่นการเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเอง หรือการขอให้ซื้อผ้าคลุมเตียงที่มีลวดลายการ์ตูนเรื่องโปรด เป็นต้น
รู้จักรับผิดชอบ
การมอบสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้เด็กๆ ได้ดูแลจัดระเบียบข้าวของเครื่องใช้ ทำความสะอาดเล็กๆ น้อยๆ ภายในห้องนอนยังเป็นการสอนเรื่องความรับผิดชอบไปในตัว ซึ่งพบว่าแนวโน้มเด็กเหล่านี้จะมีวุฒิภาวะที่โตเร็วกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่มีห้องนอนเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังสามารถต่อยอดจนเป็นนิสัยที่ทำให้พ่อแม่เบาใจได้ว่าลูกๆ จะรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้เช่นกัน
สร้างบุคลิกภาพในแบบฉบับของตัวเอง
เด็กจะมีพื้นที่มากพอที่จะพัฒนาบุคลิกภาพในแบบฉบับของตัวเอง เพราะอิสรภาพของการอยู่คนเดียวทำให้เขาแสดงออกได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวกับคำวิพากษ์วิจารณ์หรือกฏเกณฑ์จากพ่อแม่ ซึ่งเป็นการบิวท์ความเชื่อมั่นในตัวเอง (Self-esteem) ของเด็กๆ ให้เกิดขึ้นอีกทางหนึ่ง
ส่งเสริมสุขภาพกายและใจ
การมีห้องนอนเด็กแยกต่างหาก ยังช่วยส่งเสริมด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพการนอนที่สามารถโฟกัสได้ดีกว่าการปล่อยให้เด็กนอนร่วมกับพ่อแม่หรือกับพี่น้อง
เนื่องจากเด็กที่นอนหลับได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพนั้น จะทำให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ทำงานเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อการเติบโตของร่างกายในทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กอย่างมากด้วย
มีผลการวิจัยชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ได้นอนหลังจากการเรียน จะสามารถทำแบบทดสอบได้ดีกว่ากลุ่มที่ยังไม่ได้นอนอย่างชัดเจน นอกจากนี้เด็กที่นอนอย่างเพียงพอยังสามารถลดปัญหาพฤติกรรม เช่น ซน ก้าวร้าว ขี้หงุดหงิด ฯลฯ ได้อีกด้วย
เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้
สำหรับเด็กวัยเรียน ห้องนอนส่วนตัวยังสามารถใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ทักษะต่างๆ ยิ่งในปัจจุบันที่มีการเรียนออนไลน์มากขึ้น การจัดฟังก์ชันห้องนอนเด็กให้มีส่วนของโต๊ะเรียนหนังสือด้วยก็จะสร้างความเป็นสัดส่วน ช่วยให้เด็กมีสมาธิ ไม่ถูกรบกวนจากสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าในบ้านที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ
มุมเรียนรู้ที่ว่านี้ยังอาจดึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นหรืออัจฉริยภาพของเด็กออกมาได้ หากผู้ปกครองเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ทดลองหรือค้นหาอะไรใหม่ๆ จากงานอดิเรกหรือกิจกรรมสันทนาการอย่างเหมาะสม
ข้อพิจารณาเพิ่มเติมเมื่อต้องเตรียมห้องนอนเด็ก
จากข้อมูลข้างต้นคงจะพอเห็นแล้วว่า การแยกห้องนอนเด็กออกมาเป็นหนึ่งในฟังก์ชันจำเป็นของบ้านนั้นมีประโยชน์ต่อเจ้าตัวน้อยมากแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมี 3 ข้อควรคำนึงในการจัดเตรียมห้องให้เหมาะสมกับบุตรหลาน ดังนี้
ห้องนอนสำหรับเด็กแต่ละคน หรือเป็นห้องรวมที่พี่น้องอยู่ร่วมกัน
ในกรณีที่มีลูกคนเดียว การจัดห้องนอนเด็กจะไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะเราสามารถเตรียมพื้นที่ให้เขาใช้ชีวิตได้ตั้งแต่เด็กเล็กจนเข้าสู่วัยรุ่นในคราวเดียว แต่จะมีการปรับเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ เป็นครั้งคราวเพื่อให้เหมาะสมกับช่วงวัยเท่านั้น
แต่ในครอบครัวที่มีลูกหลายคน อาจต้องดูความเหมาะสมของพื้นที่ภายในบ้านว่าเพียงพอสำหรับการแยกห้องให้กับลูกๆ ทุกคนหรือไม่ หากไม่เพียงพอการแชร์ห้องร่วมกันระหว่างพี่ๆ น้องๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะเด็กๆ จะได้ซึบซับทักษะชีวิตของกันและกัน ได้พัฒนาความผูกพัน และเรียนรู้ที่จะประนีประนอมหรือแก้ไขความขัดแย้ง ซึ่งจะช่วยเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับชีวิตในวัยผู้ใหญ่
การแยกห้องพี่น้องต่างเพศในเวลาที่เหมาะสม
การแชร์ห้องนอนร่วมกันของพี่น้องทั้งชายและหญิงจะสามารถทำได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่เด็กๆ โตขึ้นและเริ่มรู้ความต่างของเพศสภาพ ก็จะเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผู้ปกครองต้องคิดจัดสรรพื้นที่ในบ้านใหม่ เพื่อให้เด็กที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่นมีห้องของเป็นตัวเอง เนื่องจากกลุ่มเด็กโตเหล่านี้จะใช้เวลาเพียงลำพังเพื่อจัดการกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปและอารมณ์ใหม่ๆ ที่ซับซ้อนขึ้น
รวมไปถึงกรณีที่พี่น้องเพศเดียวกันอยู่ห้องเดียวกัน เมื่อถึงเวลาที่คนโตกว่าเข้าสู่วัยรุ่น โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาเองจะเรียกร้องความเป็นส่วนตัว ซึ่งหากเป็นไปได้ผู้ปกครองควรคิดขยับขยายที่อยู่อาศัย ใหม่ เพื่อให้สเปซที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
ออกแบบห้องเด็กให้เหมาะสมกับวัย
นอกจากจัดสรรพื้นที่ให้เด็กๆ มีห้องนอนของตัวเองแล้ว ข้อพิจารณาสุดท้ายที่ควรคำนึงคือการออกแบบตกแต่งห้องให้น่าสนใจ เหมาะสมกับช่วงวัยและจำนวนสมาชิกในห้อง เช่น หากมีพี่น้องสองคนขึ้นไปอยู่ร่วมกันในห้องเดียว ห้องนั้นควรมีพื้นที่กว้างขวางเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคน มีการแยกฟังก์ชันใช้สอยระหว่างส่วนพักผ่อน พื้นที่เก็บของ และพื้นที่ทำกิจกรรม
นอกจากนี้ยังควรเลือกเฟอร์นิเจอร์โดยคำนึงถึงความปลอดภัย เช่น ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์โค้งมน หลีกเลี่ยงวัสดุแตกหักง่ายหรือมีความแหลมคม รวมถึงเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เลือกของตกแต่งห้องด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการเสริมสร้างจินตนาการและเซ้นส์ความเป็นเจ้าของ อีกทั้งยังสามารถเลือกใช้ 5 เทคนิคแต่งห้องเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อย เพื่อสร้างอาณาจักรเล็กๆ ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็ได้
สรุปห้องนอนเด็ก ฟังก์ชันที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับบ้านที่มีเด็กๆ
แม้เป็นเด็กตัวน้อยๆ แต่พวกเขาก็รอวันที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การตระเตรียมพื้นที่ส่วนตัวอย่างห้องนอนเด็กไว้ล่วงหน้าภายในที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะในรูปแบบของบ้าน คอนโด หรือทาวน์เฮ้าส์จึงเปรียบเสมือนการปูพื้นฐานชีวิตให้เด็กๆ ได้เริ่มต้นเรียนรู้ทักษะชีวิตในแง่มุมต่างๆ ทั้งการรู้จักตนเอง ความรับผิดชอบ ตลอดถึงการเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ
ยิ่งเมื่อบวกเข้ากับการออกแบบห้องนอนเด็กที่ดี โดยคำนึงถึงการใช้งานในแต่ละช่วงวัย ควบคู่ไปกับการเลือกสรรของตกแต่งที่ปลอดภัยและตรงกับความต้องการของเด็กๆ ก็จะยิ่งเติมเต็มให้ห้องนอนกลายเป็นพื้นที่แห่งความสุข ที่ทำให้เด็กๆ ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจและเป็นอิสระในแบบที่พวกเขาเป็น
Jun 9, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
อยากเล่นเครื่องดนตรีสักเครื่องที่เล่นง่าย ขนาดเล็ก เสียงก็เพราะ ต้องลองอูคูเลเล่เลย
อูคูเลเล่
เครื่องดนตรีขนาดพกพาที่เริ่มต้นที่ฮาวาย โดยดัดแปลงมาจากกีตาร์โปรตุเกส รูปร่างของอูคูเลเล่จะคล้ายกีตาร์คลาสสิค แต่มีขนาดเล็กและมีสายเพียง 4 เส้น เสียงที่ได้นั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของอูคูเลเล่และวัสดุที่นำมาทำอูคูเลเล่
อูคูเลเล่มีกี่แบบกันล่ะ?
ตามจริงอูคูเลเล่มีหลายประเภทมาก แต่หลักๆแล้วมีอยู่ 4 ประเภท โดยอิงตามขนาดดังนี้
1.Soprano
Soprano เป็นขนาดมาตรฐานและยอดนิยมของอูคูเลเล่ ด้วยขนาดเล็กที่สุดนั่นคือ 21 นิ้ว ซึ่งไซส์นี้สามารถถือเล่นได้แบบสบายๆ แถมพกพาก็ง่ายสุดๆ ซึ่งเหมาะสำหรับมือใหม่มากๆ แต่ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ ด้วยขนาดที่เล็กของตัวอูคูเลเล่ไซส์นี้อาจทำให้คนที่นิ้วค่อนข้างใหญ่เล่นได้ยาก ดีที่สุดคือการได้ไปลองด้วยตัวเองก่อน
2.Concert
เพิ่มขนาดขึ้นมาอีกนิดกับอูคูเลเล่แบบ Concert ขนาด 23 นิ้ว มีจำนวนเฟรตอยู่ที่ 14 – 17 เฟรต ซึ่งอูคูเลเล่แบบ Concert จะเหมาะกับคนที่นิ้วใหญ่หรือรู้สึกว่าเล่นขนาด Soprano แล้วติดขัด ในตัวนี้จะมีระยะห่างของช่องเฟรตที่กว้างขึ้น เวลาทาบคอร์ดก็จะง่ายขึ้นด้วย
3.Tenor
อูคูเลเล่ขนาด 26 นิ้ว จำนวนเฟรตอยู่ที่ 15 – 19 เฟรต ด้วยขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เสียงที่ได้จากอูคูเลเล่ Tenor นั้นมีความดัง แน่นและอิ่มกว่าสองขนาดที่ผ่านมา และด้วยจำนวนเฟรตที่มากขึ้นทำให้เล่นโน๊ตเสียงสูงมากขึ้นได้ด้วย ส่วนมากผู้ที่ใช้งานอูคูเลเล่ขนาดนี้มักใช้ในการแสดงต่างๆ
4.Baritone
ชนาดที่เรียกได้ว่าเป็นพี่ใหญ่สุดของอูคูเลเล่ ด้วยขนาด 30 นิ้ว และขนาดที่หนักขึ้นเกือบเท่ากับกีตาร์ไซส์เล็กก็ว่าได้ สิ่งที่แตกต่างจากสามแบบด้านบนคือเรื่องเสียงของทั้ง 4 เส้นจะเป็นโน๊ต D-G-B-E ที่ให้เสียงทุ้มต่ำกว่า แต่สามแบบด้านบนจะเป็นโน๊ต G-C-E-A ที่มีเสียงแหลมและใสกว่า
อูคูเลเล่แนะนำสำหรับมือใหม่
ใครที่กำลังอยากเริ่มต้นเล่นอูคูเลเล่นั้น ก่อนที่จะเสียเงินซื้อ แนะนำให้ไปลองยืมเพื่อนที่มีหรือไปลองเล่นที่ร้านดูก่อน เพราะบางคนก็อาจไม่ชอบหรือไม่แน่ใจเรื่องขนาดที่เหมาะสมกับเราเอง จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปเปล่าๆ ซึ่งอูคูเลเล่นั้นก็จะมีทั้งแบบอะคูสติกธรรมดาและแบบไฟฟ้าที่ต่อแอมป์หรือลำโพงได้ โดยที่แบบไฟฟ้าก็อาจมีราคาที่สูงขึ้นมาประมาณนึงด้วย
1.Aria AU-1
ขนาด : Soprano
ราคาโดยประมาณ : 2,000 บาท
อูคูเลเล่ขนาด Soprano ที่ตัวบอดี้ด้านหลังและด้านข้างใช้ไม้มาฮอกกานีและบริเวณเฟรตเป็นไม้ Rosewood ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นอูคูเลเล่ธรรมดาไม่มีระบบไฟฟ้า เหมาะสำหรับมือใหม่หรือเด็กๆที่อยากหัดเล่นก็ใช้ได้
2.Anuenue B1
ขนาด : Soprano
ราคาโดยประมาณ : 2,900 บาท
รุ่นเบสิคจาก Anuenue ที่มาในขนาด Soprano มีจำนวนเฟรตทั้งหมด 17 เฟรต ตัวบอดี้ด้านหลังและด้านข้างใช้ไม้มาฮอกกานี ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา และเช่นเดียวกับ Aria AU-1 ที่รุ่นนี้เป็นอุคูเลเล่ธรรมดาไม่มีระบบไฟฟ้า เรื่องเสียงก็ให้ความใสและคมกำลังดี
3.Makala MK-CE EQ
ขนาด : Concert
ราคาโดยประมาณ : 3,800 บาท
เขยิบไซส์และราคาขึ้นมาอีกนิดกับ Makala MK-CE อูคูเลเล่ขนาด Concert ตัวบอดี้ด้านหลังและด้านข้างใช้ไม้มาฮอกกานี ซึ่งแม้ว่าจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่า Soprano แต่น้ำหนักรุ่นนี้ถือว่าเบามาก รุ่นนี้มีระบบไฟฟ้าติดตั้งมาให้สามารถต่อแอมป์หรือลำโพงได้ เสียงที่ได้นั้นจะมีความนุ่มและดังกำลังพอดี มือใหม่คนไหนที่อยากได้ไซส์ใหญ่ขึ้นมาหน่อยตัวนี้ถือว่าเหมาะมากๆ
4.Xiaomi Populele 2
ขนาด : Concert
ราคาโดยประมาณ : 3,500 บาท
อูคูเลเล่ไฟฟ้าแบรนด์ดังจากจีนซึ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่สอง เราสามารถเรียกได้ว่าเจ้า Populele 2 เป็นทั้งเครื่องดนตรีและเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ โดยเราสามารถเชื่อมต่อตัวเครื่องเข้ากับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งในแอปจะมีทั้งคู่มือการเล่น วิดีโอแนะนำต่างๆมากมาย และเวลาเล่นจะมีไฟ LED ขึ้นตามคอร์ด เหมาะสำหรับมือใหม่มากๆ
วัสดุตัวเครื่องจะทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ หากใครไม่ชอบอูคูเลเล่ไม้แบบเดิมๆ ตัวนี้จะดูแตกต่าง เท่และทันสมัยมากขึ้น ส่วนเรื่องเสียงก็จะมีความแตกต่างกับอูคูเลเล่ที่ใช้วัสดุไม้ที่จะเสียงนุ่มและกังวานกว่า ตัว Poppulele 2 นี้จะใช้พลังงานจากถ่าน AAA จำนวน 2 ก้อน
5.Lava U 23
ขนาด : Concert
ราคาโดยประมาณ : 11,400 บาท
มือใหม่คนไหนที่งบเยอะเงินหนา ชอบความทันสมัยต้องตัวนี้เลย ตัวเครื่องทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ และยังมีการติดตั้งระบบ Freeboost Transacoustic ที่สามารถปรับแต่งเสียงได้หลากหลายอย่าง เช่นการทำเสียงดีเลย์ โดยตัวเครื่องด้านในมีไมโครโฟนตัวเล็กๆติดตั้งไว้ ทำให้ได้เสียงที่เหมือนกันเราต่อไมค์หรือลำโพงโดยที่ไม่ต้องต่ออะไรเพิ่มเลย
พื้นฐานง่ายๆในการเล่นอูคูเลเล่
การเล่นอูคูเลเล่นนั้นเหมือนกันกับเล่นกีตาร์ คือการกดคอร์ดแล้วดีดสาย สามารถเล่นได้ทั้งแบบตีคอร์ดแล้วร้อง หรือจะเล่นแบบ Fingerstyle ก็ได้
1.ตั้งสายให้ตรงทุกครั้งที่เล่น
ขั้นตอนแรกที่ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปรก็ต้องทำก่อนคือการตั้งเสียงให้ตรง เราสามารถตั้งผ่านเครื่องตั้งเสียง หรือผ่านแอปพลิเคชันต่างๆก็ได้ การตั้งเสียงให้ตรงนั้นจะทำให้เล่นเพลงต่างๆได้เพราะมากขึ้นและจะทำให้เราเคยชินจะโน๊ตแต่ละตัวได้ไวขึ้น
2.ฝึกจับคอร์ดให้แม่น
การเล่นอูคูเลเล่ก็คล้ายกับการเล่นกีตาร์ ที่ต้องกดคอร์ดต่างๆแล้วดีดสาย เสียงจะออกมาเพราะและใสแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการจับคอร์ดของเรา และจะจำได้เร็วแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อม ช่วงเริ่มแรกที่เล่นอาจจะเจ็บนิ้วไปหลายวัน แต่รับรองว่าเมื่อเราเคยชินแล้วจะกดได้อย่างสบายๆเลยล่ะ
3.จับจังหวะให้ถูก
เมื่อเริ่มจำคอร์ดได้แล้วให้ลองเล่นเพลงหรือไล่คอร์ดและจับจังหวะไปด้วย อาจใช้ Metronome ช่วย เพราะเมื่อเราเริ่มเล่นเพลงแล้วจะจับหวะได้ง่ายมากขึ้น
4.เลือกเพลงที่ชอบแล้วฝึกตามเพลง
การเล่นดนตรีของใครหลายคนอาจเริ่มต้นจากการได้ฟังเพลงที่ชอบหรือมีนักดนตรีที่ชื่นชอบแล้วอยากเล่นตาม ซึ่งเมื่อเรามีเครื่องดนตรีพร้อมแล้วและฝึกพื้นฐานต่างๆได้แล้ว ลองหาโน๊ตเพลงที่เราชื่นชอบมาลองเล่นตาม แล้วเราจะมีความสุขในการเล่นมากยิ่งขึ้น
เพลงอูคูเลเล่พื้นฐานสำหรับมือใหม่
เมื่อจับคอร์ดได้แล้ว ลองเล่นเพลงง่ายๆที่มีคอร์ดไม่กี่ตัวเช่นเพลงด้านล่างนี้เลย
1.I’m Yours – Jason Mraz
เพลงเพราะในตำนานที่แม้จะผ่านมาแล้วสิบกว่าปีแต่ก็ยังคงอยู่ในเพลย์ลิสต์ของใครหลายๆคน การเล่นด้วยอูคูเลเล่นั้นเล่นแบบง่ายๆด้วย 4 คอร์ดเท่านั้นคือ C, G, Am และ F
VIDEO
2.Demons – Imagine Dragons
หากฟังจากเพลงทั่วไปหลายคนอาจคิดว่ายาก แต่จริงๆเพลงนี้เล่นง่าย และมีคอร์ดพื้นฐานเพียง 4 คอร์ดเท่านั้นคือ C, G, Am และ F
VIDEO
3.At My Worst – Pink Sweat$
เพลงฟังสบายๆที่เล่นแค่ตีคอร์ดธรรมดาก็เพราะแล้ว เพลงนี้มีคอร์ดเพียง 4 คอร์ดนั่นคือ C, Am, Dm และ G
VIDEO
สรุปข้อมูลและการเล่น Ukulele
การเล่นอูคูเลเล่ก็เหมือนกับการเล่นกีตาร์ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นประจำถึงจะสามารถเล่นได้แบบมือโปร แต่ด้วยตัวอูคูเลเล่ที่มี 4 สายและจับคอร์ดก็ง่ายกว่ากีตาร์ ทำให้ช่วงเวลาเริ่มต้นของมือใหม่นั้นอาจจะใช้เวลาสั้นกว่าในการเรียนรู้พื้นฐาน ที่สำคัญคืออูคูเลเล่มีราคาเริ่มต้นที่ไม่แพง และไม่จำเป็นต้องใช้ตัวที่มีราคาสูงเสมอไป
หากใครยังไม่มีอูคูเลเล่ล่ะก็ ลองเข้ามาดูที่ Kaidee ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันได้เลย เรามีหมวดเครื่องดนตรีให้คุณได้เลือกซื้อเลือกชมทั้งอูคูเลเล่และเครื่องดนตรีอื่นๆมากมาย แถมหากคุณอยากลงขายเองก็สามารถสมัครแล้วลงขายได้อย่างง่ายดายเช่นกัน ลองมาดูกันเลย !