ราคาประเมินที่ดิน เรื่องที่ต้องรู้เมื่อคิดลงทุน อสังหาฯ

ราคาประเมินที่ดิน เรื่องที่ต้องรู้เมื่อคิดลงทุน อสังหาฯ

ไม่ว่าคุณจะวางแผนขายที่ดินมรดก ซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร หรือแม้แต่จะขอกู้ธนาคารเพื่อซื้อที่ดินเปล่าเพื่อปลูกสร้างบ้านหรือทำกิจการในอนาคต สิ่งที่ต้องเตรียมหาข้อมูลไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ คือ “ราคาประเมินที่ดิน” ซึ่งเป็นการตีมูลค่าหรือกำหนดราคาของที่ดินแต่ละแปลง 

ราคาประเมินที่ดินโดยส่วนใหญ่มักปรับราคาสูงขึ้นทุกปีด้วยหลายๆ เหตุผล อาทิ การขยายตัวของเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เช่น ถนนตัดใหม่ โครงการรถไฟฟ้า ทางด่วน ฯลฯ ความต้องการที่ดินสูงขึ้นในขณะที่ที่ดินมีจำนวนเท่าเดิม รวมไปถึงอัตราเงินเฟ้อ ล้วนมีส่วนทำให้ราคาประเมินที่ดินในบางทำเลสามารถปรับตัวสูงขึ้นได้ จนเป็นที่มาของประโยคที่หลายๆ คนชอบพูดว่า “ซื้อที่ดินเก็บไว้ มีแต่ราคาจะเพิ่ม” นั่นเอง 

ราคาประเมินที่ดินสำคัญอย่างไร

ราคาประเมินที่ดินมีความสำคัญ หากเรามีความคิดที่จะซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนที่ดิน โดยราคาประเมินจะทำหน้าที่เป็นราคากลางที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงราคากันได้ด้วยความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย หรือได้ราคาที่เหมาะสม เสมือนเป็นข้อมูล “รู้เขารู้เรา” กล่าวคือ ในฐานะคนขายสามารถตั้งราคาได้อย่างถูกต้อง ไม่ขายราคาต่ำจนขาดทุนหรือตั้งราคาสูงจนขายไม่ออก ในทางกลับกัน หากเราอยู่ในฐานะผู้ซื้อ ราคาประเมินจะช่วยกำหนดงบประมาณของตัวเอง และป้องกันว่าไม่ถูกหลอกให้ซื้อที่ดินมูลค่าสูงเกินความจำเป็น

หัวใจสำคัญอีกอย่างของราคาประเมินที่ดินคือใช้เป็นฐานคำนวนค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ และภาษีต่างๆ ในการทำนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการโอนภายในสมาชิกครอบครัว การจำนอง หรือการโอนกรรมสิทธิ์สำหรับการซื้อ-ขายที่ดินกับผู้อื่น ซึ่งค่าใช้จ่ายข้างต้นจะมีมูลค่าเท่าไรนั้น เจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะคิดตามอัตราที่ประกาศใน พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของราคาประเมินที่ดินในวันโอนกรรมสิทธิ์ ณ กรมที่ดิน เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมิน ค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของราคาประเมิน เป็นต้น

การประเมินราคาที่ดินยังเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจของนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อประเมินศักยภาพของทำเลตรงนั้นว่ามีโอกาสเติบโตทำกำไรหรือไม่ รวมไปถึงคำนวนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เป็นข้อมูลสำหรับเจรจาต่อรอง หรือสร้างแผนการพัฒนาที่ดินเพื่อนำไปขอกู้ยืมเงินจากธนาคาร ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลทั่วไป หากต้องการขอสินเชื่อธนาคารเพื่อซื้อที่ดินสำหรับสร้างบ้านหรือทำกิจการ หรือแม้แต่ปล่อยเช่าที่ดินก็จำเป็นต้องทราบราคาประเมินก่อนเช่นกัน 

ราคาประเมินที่ดินใครกำหนด

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าราคาประเมินที่ดินนั้นเปรียบเสมือนราคากลางสำหรับซื้อ-ขายที่ดิน ซึ่งผู้กำหนดราคาที่เรานิยมใช้อ้างอิงกัน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 

ราคาประเมินที่ดินจากกรมธนารักษ์

สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ เป็นหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ ตามกฏหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระบวนการทำงานตั้งแต่จัดเตรียมข้อมูล สำรวจภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูล ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ จนถึงประกาศใช้ ซึ่งถือเป็นแหล่งอ้างอิงสำคัญอันดับต้นๆ ในการค้นหาราคาประเมินที่ดินเลยก็ว่าได้

การประกาศใช้ราคาประเมินที่ดินกรมธนารักษ์แต่ละรอบจะมีอายุการใช้งานไม่เกิน 4 ปี ยกเว้นกรณีมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563) จนถึงปัจจุบันประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จนเศรษฐกิจชะลอตัวอย่างมาก ดังนั้น กรมธนารักษ์จึงประกาศขยายเวลาการใช้บัญชีราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบบัญชี พ.ศ. 2559-2562 ต่อเนื่องจนถึง 31 ธันวาคม 2564 

ราคาประเมินที่ดินจากหน่วยงานเอกชน

นอกจากหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่ประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์อย่างกรมธนารักษ์แล้ว ในภาคเอกชนก็มีดำเนินการประเมินทรัพย์สินด้วยเช่นกัน ทั้งในรูปแบบของบริษัทประเมินทรัพย์สินโดยตรง บริษัทที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนสถาบันการเงินต่างๆ 

โดยราคากลางที่ได้มานั้น เจ้าหน้าที่ประเมินราคาส่วนใหญ่มักเปรียบเทียบจากหลายแหล่งข้อมูลไม่ว่าจะเป็นราคาซื้อ-ขายในตลาด ราคาประเมินจากกรมที่ดิน ราคาทรัพย์จากการปล่อยกู้ครั้งล่าสุด รวมไปถึงราคาทรัพย์สินที่อยู่โดยรอบหรือมีลักษณะใกล้เคียงกัน ซึ่งทำให้ราคาประเมินจากหน่วยงานเอกชนส่วนใหญ่มีราคาใกล้เคียงกับราคาตลาด  

ราคาประเมินที่ดินจากราคาตลาด

ราคาอ้างอิงแหล่งสุดท้ายที่เราสามารถใช้เพื่อประเมินราคาว่าจะซื้อ-ขายที่ดินเท่าไรดีคือ “ราคาตลาด” เป็นราคาที่มีการซื้อ-ขายกันจริงๆ ในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งกำหนดโดยผู้ขายหรือผู้ซื้อก็ได้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่พึงพอใจทั้งสองฝ่าย

ดังนั้นราคาตลาดจึงเป็นราคาที่มีความผกผันสูงเนื่องจากใช้ความพึงพอใจของผู้ซื้อผู้ขายเป็นหลัก ในกรณีที่ดินแปลงนั้นอยู่ในทำเลที่มีความต้องการสูง มูลค่าการซื้อขายก็จะสูงตามไปด้วย และหากมีความต้องการซื้อมากกว่าหนึ่ง ในขณะที่เจ้าของที่ดินยังไม่อยากขาย ก็อาจทำให้ราคาตลาดของที่ดินแปลงนั้นดีดตัวแบบก้าวกระโดดได้เช่นกัน 

หน้าตาเว็บไซต์กรมธนารักษ์สำหรับตรวจสอบราคาประเมินที่ดิน

เช็คราคาประเมินที่ดินกับกรมธนารักษ์

การขอทราบราคาประเมินที่ดินในส่วนของหน่วยงานเอกชนส่วนใหญ่มักมีค่าใช้จ่าย ในขณะที่ราคาตลาดเราสามารถหาข้อมูลได้จากการสอบถามเจ้าของที่ดินละแวกนั้น หรือค้นหาราคาคร่าวๆ จากการประกาศขายที่ดินใน Kaidee Property ก็ได้เช่นกัน

ส่วนใครที่อยากประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย สามารถเริ่มต้นเช็คราคาประเมินกับกรมธนารักษ์ โดยวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดคือการสืบค้นจากเว็บไซต์ http://property.treasury.go.th/pvmwebsite/index.asp ซึ่งเปิดให้ตรวจสอบได้ฟรีๆ 

ในเว็บไซต์แบ่งการค้นหาราคาประเมินออกเป็น 6 หมวดย่อย ได้แก่ 

  • ราคาประเมินจากโฉนดที่ดิน
  • ราคาประเมินจากเลขที่ดิน
  • ราคาประเมินที่ดิน นส.3ก
  • ราคาประเมินที่ดินประเภทอื่น 
  • ราคาประเมินอาคารชุด
  • ราคาประเมินสิ่งปลูกสร้าง
  • ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน 

ทั้งนี้ การค้นหาราคาประเมินเกี่ยวกับที่ดิน เราควรมีหน้าโฉนดที่ดินนั้นๆ (เอกสารตัวจริงหรือสำเนาก็ได้) เพื่อใช้ข้อมูลที่ปรากฏในโฉนด เช่น เลขที่โฉนด ระวาง เลขที่ดิน หน้าสำรวจ ฯลฯ ประกอบการค้นหาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

หรือในกรณีที่ทราบเพียงเลขที่โฉนด เราสามารถตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้เพิ่มเติม รวมทั้งราคาประเมินได้จากเว็บไซต์ของกรมที่ดิน อีกด้วย

นอกจากราคาประเมินตามโฉนดที่ดินแต่ละแปลงแล้ว เรายังสามารถดูสรุปราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินได้ที่เว็บไซต์ https://www.treasury.go.th/th/summary-of-land-valuation/ ซึ่งแยกย่อยเป็นรายถนนตามเขตในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ

ตัวอย่างการค้นหาข้อมูลโฉนดและราคาประเมินที่ดินจากเว็บไซต์กรมที่ดิน

สรุปความรู้เรื่อง “ราคาประเมินที่ดิน” เพื่อการลงทุนอสังหาฯ  

ไม่ว่าเราจะเป็นเจ้าของที่ดินหรือผู้ซื้อที่มองหาที่ดินเพื่อการลงทุน การทราบราคาประเมินที่ดิน ไม่ว่าจะมาจากกรมธนารักษ์ หน่วยงานเอกชน หรือสืบหาราคาตลาดเองก็ตาม ล้วนเป็นข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจในการกำหนดราคาซื้อ-ขายที่ดินเพื่อให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด รวมถึงใช้คำนวนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งทำให้เราสามารถเตรียมตัวและเตรียมเงินได้ล่วงหน้าอีกด้วย

ROG Phone 3 ที่สุดของสมาร์ตโฟนเกมมิง เพื่อคนรักเกมโดยเฉพาะ!

ROG Phone 3 ที่สุดของสมาร์ตโฟนเกมมิง เพื่อคนรักเกมโดยเฉพาะ!

ปัจจุบันนี้ทั้งการมูและการบูชา พระเครื่อง ได้กลับมาเป็นกระแสในวงกว้างอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรุ่นเก่าเก๋าเกมในวงการพระเครื่อง หรือสาวกสายธรรมรุ่นใหม่ก็ตาม และวันนี้เราจะมาเจาะลึกให้ทุกคนเข้าใจวงการพระเครื่องให้มากขึ้น

หากคุณเป็นคนที่ไม่เคยสนใจในวงการพระเครื่อง อาจจะเคยเห็นผ่านตาบ้างบางคราวเวลาที่ไปวัดธรรมบุญและทำกิจกรรรมทางศาสนา จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่กลุ่มคนที่มีอายุเท่านั้นที่จะสนใจวงการพระเครื่อง แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันก็เห็นคุณค่าของวัตถุมงคลชนิดนี้ไม่แพ้กัน 

 

จุดกำเนิดของความศรัทธา

เดิมทีพระเครื่องนั้นก็คือการสร้างวัตถุที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับพระพุทธรูปหรือรูปเคารพของพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่มักพกติดตัวโดยการห้อยคอเพื่อป้องกันภัยหรือแม้แต่เสริมบารมีโดยมีพระพุทธคุณคุ้มครอง ในเวลาต่อมาได้เกิดพระเกจิที่สร้างปาฎิหาริย์หรือสร้างคุณงามความดีให้กับชาติและศาสนา จนทำให้มีการผลิตพระเครื่องที่เป็นตัวแทนรูปเคารพของพระอาจารย์เกจินั้นๆ ซึ่งวัสดุที่ใช้ในการทำพระเครื่องนั้นก็มีหลายแบบ ทั้งที่ทำจากโลหะ เงิน ทอง ดินเผา หรือเนื้อผง ทำให้บางชนิดมีรูปลักษณ์ที่คงทนแข็งแรง แต่บางชนิดก็มีกลิ่นหอมสวยงามแต่แตกหักง่ายเช่นเดียวกัน ซึ่งโดยส่วนมากพระเครื่องจะมีการพิมพ์ปีที่ผลิตหรือมีการสร้างอัตลักษณ์ที่สามารถสังเกตุได้ แต่ด้วยกาลเวลาที่มีมาช้านานตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลยมาจนถึงยุคทองของวงการพระเครื่องคือยุครัตนโกสินทร์ที่เป็นยุคของสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี หรือที่หลายคนรู้จักในนามของพระสมเด็จ จนทำให้กระแสนั้นโด่งดังมากขึ้นมาถึงปัจจุบัน และด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้พระเครื่องบางรุ่นมีอายุที่ยาวนาน ตกทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น แต่ละยุคสมัยอาจเกิดรอยตำหนิเกิดขึ้นและส่งผลให้มีกิจกรรมอย่างการส่องพระเกิดขึ้นนั่นเอง 

 

มูลค่าของความศรัทธา

มีเหตุผลที่สามารถสนับสนุนหลายประการทั้งด้านที่ส่งผลต่อจิตใจและด้านมูลค่าที่เกิดขึ้น ทำให้วงการพระเครื่องไม่เคยเสื่อมสลาย ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ดังนั้นการเลื่อมใสในพระพุทธคุณและเชื่อว่าการได้ครอบครองพระเครื่องนั้นจะช่วยปกปักรักษาภัยอันตรายให้แคล้วคลาดปลอดภัย ยิ่งดังมาก ยิ่งมีอิทธิฤทธิ์ ยิ่งเสริมดวง เสริมบารมี ได้มากกว่า และยิ่งหากเป็นกลุ่มพระเกจิอาจารย์ที่ดังและมีความศักดิ์สิทธิ์มากก็จะยิ่งมีราคาที่สูงมาก โดยราคาสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว 

 

การเข้าถึงตลาด พระเครื่อง ในปัจจุบัน

จากหลายเหตุจูงใจทั้งการมีความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธคุณหรือเกจิอาจารย์ การมีความเลื่อมใสและเชื่อในบารมีที่จะส่งให้ผู้ที่ครอบครองบูชาสามารถอยู่ยงคงกระพัน ตีรันฟันแทงไม่เข้า ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ หรือแม้แต่การบูชาครอบครองเพื่อเป็นของสะสม เป็นงานอดิเรกหรือลงทุนเพื่อเกร็งกำไรก็ดี ในปัจจุบันเราจะได้เห็นตลาดพระเครื่องหลากหลายรูปแบบเลยดีเดียว ทั้งการบูชาตามตู้ร้านโดยจะเห็นอยู่มากในวัด หรือการบูชาผ่านช่องทางการขายออนไลน์ที่เป็นที่นิยมสูงเพราะเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ซึ่งในปัจจุบันก็มีทั้งพระแท้ พระวัดใจ หรือพระเครื่องรุ่นใหม่ โดยสามารถอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นดังนี้

  • พระแท้ สามารถตรวจสอบที่มาที่ไป ตรวจสอบตำหนิ ปีที่ผลิต วัสดุที่ใช้ในการผลิตได้อย่างชัดเจน หาบูชาได้ยาก โดยส่วนมากนั้นจะมีราคาทีสูงขึ้นอยู่กับรุ่นของพระเครื่องนั้นๆ 
  • พระวัดใจ ไม่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้อย่างแน่ชัด หรือพูดง่ายๆ ก็คืออาจจะแท้ก็ได้ หรืออาจจะเทียมก็ได้เช่นกัน ซึ่งคำว่าเทียมในที่นี้หมายถึงอาจมีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับพระแท้แต่ปีที่ผลิต ตำหนิหรือวัสดุที่ใช้ในการผลิตอาจจะแตกต่างกัน มูลค่าจะอยู่ในระดับกลางไปจนถึงต่ำ โดยปกติแล้วพระวัดใจนั้นก็เป็นที่นิยมไม่ต่างกันหากผู้ที่ต้องการบูชานั้นมีจิตใจที่เลื่อมใสต่อพระเครื่องนั้นๆ แต่ไม่คุ้มค่าต่อการซื้อต่อเพื่อลงทุนนั่นเอง 
  • พระเครื่องรุ่นใหม่ เป็นพระเครื่องที่สร้างในยุคปัจจุบันโดยเกจิอาจารย์ ในบางครั้งอาจมีรูปลักษณ์ในสไตล์พระเครื่องแบบเดิมดูขลังและน่าเลื่อมใส และบางครั้งอาจมีการปั้น แกะ หรือลงดีเทลที่มีการตอบโจทย์กับวัยรุ่นหรือเหล่าสาวกพระเครื่องยุคใหม่มากขึ้น

การเข้าถึงพระเครื่องนั้นนอกจากง่ายกว่าเดิมมากๆ แล้ว ปัจจุบันยังมีพื้นที่เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาทั้งเพื่อบูชา สะสม หรือเพื่อลงทุนก็ดี เพื่อป้องกันการถูกหลอกขายจากมิจฉาชีพ ควรเริ่มศึกษาจากการดูตามหนังสือ เข้ากลุ่มคอมมูนิตี้พระเครื่องที่มีผู้เชี่ยวชาญหรือเปิดประสบการณ์โดยการเยี่ยมชมนิทรรศการการแสดงพระก็ดี และควรตรวจสอบพระเครื่องโดยละเอียดก่อนตัดสินใจบูชา

การบูชาพระเครื่องนั้นไม่ว่าจะเป็นพระแท้ พระวัดใจ พระรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่านั้นก็มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นเครื่องเตือนสติและยึดเหนี่ยวให้กระทำแต่ความดีทั้งสิ้น ก่อนจากกันในวันนี้แอดขอแนะนำพระเครื่องดังที่เป็นที่หมายตาของเหล่าเซียนพระมาฝาก จะมีองค์ได้บ้างไปดูกันเลย 

  • หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด 
  • พระยอดขุนพลหลวงปู่โต๊ะ
  • พระรอดลำพูน
  • พระผงสุพรรณ
  • พระสมเด็จหลวงพ่อโต

Walk-in Closet มุมแต่งตัวที่สาวๆ อยากได้

Walk-in Closet มุมแต่งตัวที่สาวๆ อยากได้

การมี Walk-in Closet หรือห้องแต่งตัวเป็นของตัวเอง คือหนึ่งในความฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ เหล่าแฟชั่นนิสต้าที่ชื่นชอบการแต่งตัว และบรรดาขาช้อปที่มักเติมช่องว่างในตู้เสื้อผ้าให้เต็มอยู่ตลอดเวลา 

Walk-in Closet ช่วยให้สาวๆ มีพื้นที่จัดเก็บเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมยังเป็นเสมือนห้องลองชุดชั้นเลิศให้ได้เลือก Mix & Match เตรียมความพร้อมชุดสวยก่อนออกไปเฉิดฉายอย่างมั่นใจ 

ไร้กังวลกับการวิ่งวุ่นตามหาข้าวของ ประเภทว่าชุดอยู่ในตู้เสื้อผ้าข้างบน กระเป๋าแขวนไว้ในห้องนอน หรือรองเท้าวางไว้อยู่หน้าบ้าน เรียกว่าเป็นการจัดระเบียบบ้านในส่วนอื่นๆ ไปในตัวด้วยนั่นเอง

Walk-in Closet คืออะไร

เดิมทีคำว่า Closet นั้นหมายถึงห้องขนาดเล็กที่อยู่ติดกับห้องนอนหรือพื้นที่ส่วนตัว เพื่อใช้นั่งอ่านหนังสือ สวดมนต์ หรือไม่ก็ทำกิจกรรมที่เป็นความลับ (มีรากศัพท์จากภาษาละตินว่า Clausum แปลว่า ปิด) ต่อมามีการดัดแปลงห้องดังกล่าวให้เป็นที่เก็บของและพัฒนาจนกลายเป็น Walk-in Closet อย่างที่เรารู้จักกัน 

Walk-in Closet เปรียบเสมือนตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ที่เราสามารถเดินเข้าไปด้านในตู้เพื่อเก็บเสื้อผ้า อุปกรณ์การแต่งตัวต่างๆ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่นานๆ จะหยิบมาใช้สักครั้ง อย่างกระเป๋าเดินทาง ผ้าปูที่นอนสำรอง เป็นต้น 

ส่วนการติดตั้งมักเป็นเฟอร์นิเจอร์ Built-in เพื่อจะได้ใช้สเปซที่มีอย่างคุ้มค่าตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ซึ่งตู้เก็บของแต่ละใบอาจมีหน้าบานประตูหรือไม่มีหน้าบานก็ได้ โดยขนาดจะถูกออกแบบไปตามพื้นที่ผ่าน 4 รูปแบบที่เห็นได้บ่อยๆ คือ

Single-Sided Walk-In Closet ลักษณะเป็นตู้เก็บของยาวไปตามผนังห้องด้านใดด้านหนึ่ง เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก

Double-Sided Walk-in Closet ตู้เก็บเสื้อผ้าแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ตรงกลางเป็นทางเดิน เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็กถึงกลาง 

Island Walk-In Closet รูปแบบนี้เรียกว่าเป็น Walk-in Closet ในฝันก็ว่าได้ เพราะจะประกอบไปด้วยตู้เก็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่อยู่ชิดกำแพง และมีตู้เคาน์เตอร์กลางตั้งอยู่ด้านหน้า เหมาะสำหรับห้องแต่งตัวที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น

Wrap Around Walk-In Closet ตู้เสื้อผ้า Built-in จะโอบล้อมเป็นห้องแต่งตัวแบบรูปตัว U ทำให้มีช่องเก็บของจำนวนมาก สามารถดีไซน์กับพื้นที่ขนาดกลางจนถึงใหญ่

3 ข้อคำนึงก่อนดีไซน์ Walk-in Closet 

การทำ Walk-in Closet ในบ้านหรือคอนโด ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากเลยเพราะมีบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในให้เลือกใช้บริการมากมาย อีกทั้งร้านขายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังๆ ที่ถ้าเอ่ยชื่อมาทุกคนต้องร้องอ๋อก็มีบริการเฟอร์นิเจอร์กึ่งสำเร็จรูปให้เราได้เลือกปรับแต่งฟังก์ชันให้พอดีกับพื้นที่จนพอใจ

แต่ก่อนที่จะไปพูดคุยกับช่างรับเหมา หรือเข้าร้านไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ สิ่งสำคัญที่เราควรรู้และเตรียมตัวก่อนคือการรู้จักองค์ประกอบจำเป็นของ Walk-in Closet พร้อมทั้งสำรวจความต้องการของตัวเองว่าฟังก์ชันใดกันแน่ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงๆ โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องคำนึงดังนี้  

พื้นที่โปร่ง ระบายอากาศดี

โดยปกติ Walk-in Closet มักอยู่ติดกับห้องน้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใช้งานต่อเนื่อง ทำให้อาจมีความชื้นภายในห้องแต่งตัวได้ง่าย ดังนั้นการออกแบบ Walk-in Closet ที่ดีจึงต้องมีความโปร่งโล่ง มีอากาศถ่ายเทที่ดี หรือติดตั้งพัดลมระบายอากาศ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากส่วนเปียกของห้องน้ำอย่างน้อย 120 เซนติเมตร 

เพื่อลดปริมาณความชื้นภายในห้องไม่ให้มากจนเกินไป เพราะอาจเข้าไปปะปนกับเสื้อผ้าจนทำให้เกิดกลิ่นอับหรือเชื้อราได้ อีกทั้งงานเฟอร์นิเจอร์ Built-in ในห้อง Walk-in Closet ส่วนใหญ่มักทำจากไม้อัดหรือไม้ปาร์ติเกิลปิดผิวซึ่งสามารถเสื่อมสภาพจากความชื้นได้เช่นกัน 

เลือกแสงสว่างที่เป็นธรรมชาติ 

ภายใน Walk-in Closet ที่ดี ควรมีช่องเปิดให้แสงสว่างธรรมชาติส่องถึง แต่หากไม่สามารถจัดให้ Walk-in Closet อยู่ในมุมที่มีหน้าต่างที่แสงอาทิตย์ทะลุเข้ามาได้ เราสามารถแก้ปัญหาโดยการเลือกใช้หลอดไฟแบบ Daylight หรือ Natural White (ค่าสีอยู่ระหว่าง 4000K – 5500K) ซึ่งให้โทนสีของแสงใกล้เคียงกับธรรมชาติทดแทนได้เช่นกัน 

ข้อดีของ Walk-in Closet ที่มีแสงธรรมชาตินั้นจะทำให้เรามองเห็นค่าสีตรงกับความเป็นจริง เมื่อต้องแต่งตัวหรือจับคู่ชุดที่จะสวมใส่ร่วมกับเครื่องประดับหรือ Accessories อื่นๆ ก็จะเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่เกิดปัญหาสีชุดเพี้ยนหรือไม่เข้ากันเมื่อออกไปข้างนอก 

และในกรณีคุณผู้หญิงที่ชอบแต่งหน้าก่อนออกจากบ้าน แสงธรรมชาติยังถือว่าเป็นแสงสว่างที่ดีที่สุดสำหรับการแต่งหน้าอีกด้วย เพราะทำให้โทนสีผิวที่ใกล้เคียงความจริง แต่งออกมาแล้วไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะวอก หรือคล้ำจนทำให้หมดความมั่นใจ

นอกจากการมีแสงธรรมชาติแล้ว ในส่วนของตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางต่างๆ เรายังสามารถเพิ่มไฟ LED ภายในช่องเก็บต่างๆ เพื่อส่องให้มองเห็นข้าวของได้ชัดเจน อีกทั้งเพิ่มมิติให้กับ Walk-in Closet เสมือนเรากำลังสนุกกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าในร้านบูทีค 

ฟังก์ชันเก็บของตามสไตล์ 

มีของอะไรที่จะเก็บในตู้บ้าง เสื้อผ้าพับหรือแขวนมากกว่ากัน มีกระเป๋าทั้งหมดกี่ใบ ฯลฯ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการออกแบบ Walk-in Closet ที่จะทำให้เราได้ห้องแต่งตัวที่ถูกใจและใช้งานได้จริง 

โดยเราควรสำรวจสไตล์การแต่งตัวของตนเอง และลิสต์ออกมาว่ามีของอะไรบ้างที่ต้องการเก็บ (หากแบ่งประเภทและจำนวนได้จะดีมากๆ) และจัดเก็บด้วยวิธีการไหนถึงจะเหมาะสม กล่าวคือ เก็บเป็นระเบียบ มองเห็นได้ชัด และหยิบออกมาใช้งานได้ง่าย 

จากนั้นจึงนำรายละเอียดเหล่านี้มาแมทช์กับเฟอร์นิเจอร์ในฟังก์ชันต่างๆ ยกตัวอย่างว่าเป็นคนที่ชอบใส่เสื้อยืด และเสื้อยืดนั้นใช้วิธีพับเก็บ ดังนั้นฟังก์ชันใน Walk-in Closet ที่ควรจะมีก็คือเป็นชั้นวางธรรมดา ความสูงต่อชั้นไม่ต้องมากนัก หรือให้นึกถึงชั้นดิสเพลย์ของร้านเสื้อในห้างสรรพสินค้าก็ได้ 

หรือหากเป็นหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องใส่เสื้อผ้าที่มีความเนี้ยบ รีดเรียบอยู่ตลอด ฟังก์ชันจำเป็นของเครื่องแต่งกายประเภทนี้คือราวแขวนและไม้แขวนเสื้อ ซึ่งเราสามารถลงดีเทลได้อีกว่าจะทำเป็นราวแขวนแบบชั้นเดียว (สำหรับเดรสยาว หรือกางเกง) หรือราวแขวนสองชั้น (สำหรับแขวนเสื้อผ้าที่มีความยาวไม่มาก เช่น เสื้อเชิ้ต สูท กระโปรงสั้น) เพื่อจะได้จัดเก็บเสื้อผ้าให้ได้คุ้มพื้นที่ที่สุด เป็นต้น

สรุปมุมแต่งตัว Walk-in Closet ที่สาวๆ อยากได้   

เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไม่เพียงเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อควรคำนึงในการจัดสรรฟังก์ชันภายในที่อยู่อาศัย โดยมี Walk-in Closet เป็นดีไซน์ตอบโจทย์ที่ช่วยให้การจัดระเบียบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งในมิติของการใช้สเปซอย่างคุ้มค่าซึ่งเกิดจากการ Built-in เฟอร์นิเจอร์ให้พอดีกับพื้นที่ที่มี มิติของการใช้งานที่สนับสนุนให้กิจกรรมการแต่งตัวเป็นเรื่องง่ายและสนุก ตลอดถึงมิติเชิงลึกด้านความยั่งยืน (Sustainability) เนื่องจากการเก็บเสื้อผ้าที่เป็นหมวดหมู่ใน Walk-in Closet จะทำให้เราเห็นภาพรวมของทั้งหมด ซึ่งหากรู้จักนำมา Mix& Match ก็จะช่วยลดการซื้อชุดใหม่ หรือซื้อเสื้อผ้าซ้ำได้ และหากพบว่ามีเสื้อผ้าเกินความจำเป็น เรายังสามารถนำไปบริจาคเพื่อส่งต่อให้กับผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับเสื้อผ้าได้อีกด้วย

เห็นประโยชน์มากมายอย่างนี้แล้ว หากใครคิดอยากมี Walk-in Closet ที่มาพร้อมบ้านหรือคอนโดสวยๆ ก็สามารถเข้ามาค้นหาที่ Kaidee Property กันได้ เรารวบรวมโครงการที่อยู่อาศัยดีๆ ราคาโดนใจเอาไว้รอแล้ว

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ในปี 2564

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ในปี 2564

ความน่าสนใจของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid นั้นเริ่มมีกระแสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย ข้อดีของ Plug-in-Hybrid / Hybrid คืออะไรทำไมค่ายเหล่านี้ถึงให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากปัจจัยเรื่องข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แล้ว

รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ได้เริ่มมีการเผยโฉมมากขึ้น ภายหลังจากเริ่มมีการนำเข้ารถ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นทางการ ค่ายรถยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยที่เล็งเห็นโอกาสเหล่านี้ จึงเริ่มนำเข้ารถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เข้ามามากขึ้น หวังเทียบเคียงกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มีคนให้ความสนใจมากมาย 

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid-Hybrid

ข้อดีสุดน่าสนใจสำหรับ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid นั้นมีอะไรบ้าง ทำไมถึงน่าซื้อกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จัดว่าเป็นรถที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการผันเปลี่ยนกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% และ รถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปอยู่

ดังนั้นข้อดีที่น่าสนใจและดึงให้คนที่ใช้รถยนต์ที่ยังเป็นเครื่องยนต์อยู่ หันมาใช้รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มากขึ้น นอกจากความเงียบอันเป็นที่เลื่องลือสำหรับรถยนต์ประเภทนี้อยู่แล้ว ยังมีข้อดีอะไรอีกที่ทำให้รถยนต์ประเภทนี้เป็นที่บูมอย่างมากในหลายค่ายรถยนต์ จนเรียกได้ว่า ค่ายไหนไม่เปิดตัว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ล่ะก็จะจัดเป็นค่ายรถที่เอ้าท์เทรนด์ไปเลย 

plug-in-hybrid-charging-box

ทั้ง ๆ ที่ เรื่องของปั๊มไฟฟ้า หรือ จุดชาร์จอยู่ในขั้นของการกำลังติดตั้งให้ทั่วประเทศ ไม่เหมือนกับปั๊มน้ำมันที่เราสามารถหาเติ่มได้ทั่วประเทศ เรามาดูกันเลยดีกว่า ว่ารถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มีอะไรที่โดดเด่นกว่ารถน้ำมันบ้าง

1.ความประหยัด

ข้อดีข้อแรกของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid อันเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของใครหลายคน ก็คือเรื่องของความประหยัดที่ดีจนใครหลายคนบอกว่า สามารถช่วยรถค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันลงไปได้ เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เป็นการใช้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าผสมกัน 

ผู้ขับสามารถเลือกได้ว่าจะขับรถยนต์ด้วยเครื่องยนต์ชนิดใด หรือจะเป็นการเลือกออโต้โดยรถยนต์ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ขับมักเลือกช้อยส์การขับเป็นตัวมอเตอร์ไฟฟ้าเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะช่วยลดการเผาผลาญน้ำมันแล้ว ยังช่วยให้รถมีความเงียบกว่าการขับด้วยเครื่องยนต์สันดาป (เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน) อีกด้วย

2.ช่วยลดมลพิษ

เรื่องถัดมาสำหรับสายรักษ์โลกต้องไม่พลาด เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากตัวมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน พูดได้ว่าตัวไฟฟ้าถือเป็นพลังงานบริสุทธิ์ปราศจากการเผาไหม้ที่จะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

ถึงอย่างนั้นก็มีคำกล่าวจากหลายฝ่ายว่า รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ยังมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปที่ต้องเผาไหม้น้ำมันเพื่อผลิตแรงขับเคลื่อนอยู่ดี เช่นนั้นก็ไม่นับว่าเป็นการลดมลพิษหรือเปล่า แต่หากลองพิจารณาดูดีๆ นั้น แท้จริงแล้ว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ช่วยลดการปล่อยมลพิษได้พอสมควรเลย 

เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ผู้ขับมักจะเลือกขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ามากกว่าเครื่องยนต์อยู่แล้ว โดยเฉพาะตัวรถ รถ Plug-in-Hybrid ที่สามารถเติมไฟฟ้าจากการชาร์จข้างนอกได้ ไม่ต้องใช้การเก็บพลังงานจากแรงเบรคเหมือนรถ Hybrid จึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า รถรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid สามารถช่วยลดมลพิษได้จริง

3.ช่วยลดการเสื่อมของเครื่องยนต์

อย่างที่ได้บอกไปแล้วในข้อข้างต้นว่าผู้ขับขี่รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มักจะนิยมใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลักมากกว่าการใช้เครื่องยนต์สันดาป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่จะช่วยลดการเสื่อมของเครื่องยนต์สันดาปลงได้

เพราะการที่ใช้งานน้อยลง ย่อมหมายถึงความเสื่อมของสิ่งนั้นย่อมน้อยตามลงไป เรียกได้ว่าปัญหาที่มักเกิดกับเครื่องยนต์และต้องคอยเข้าศูนย์เพื่อซ่อมบำรุงอยู่บ่อยครั้งแบบนี้ จะลดน้อยลงไปทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้หายไปด้วย 

แต่เมื่อใช้งานไปถึงปีที่ 6-10 แล้ว ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมอเตอร์ไฟฟ้าและซ่อมบำรุงเหล่านี้อาจมาแทนที่ ทว่าถึงจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่ปัญหายิบย่อยที่มักเกิดกับเครื่องยนต์สันดาปก็หายไปเกือบจะ 100% ถ้านับเรื่องของการใช้งานและค่าซ่อมบำรุงระยะยาว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จะมีความคุ้มกว่าแน่นอน

4.สมรรถนะที่ดี

มอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีข้อดีที่เห็นได้ชัด นอกจากเรื่องของความเงียบที่จัดเป็นสมรรถนะหนึ่งที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมอบให้ไม่ได้แล้ว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถเร่งความเร็วได้ดีขึ้น ตอบสนองต่ออัตราเร่งที่ทันใจผู้ขับขี่ หรือพูดง่าย ๆ คือ ตอบสนองต่อการกดคันเร่งแทบจะทันที

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปผลิตพลังในการขับเคลื่อนนั้น ต้องใช้การเผาไหม้น้ำมันเสียก่อนจึงจะส่งกำลังได้ แต่มอเตอร์ไฟฟ้านั้นใช้เพียงไฟฟ้าที่กักเก็บอยู่ในแบตเตอรี่เพียงเท่านั้น ก็สามารถส่งกำลังในทันทีไม่มีสะดุด 

เราสามารถเห็นได้เลยว่า รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) ค่อนข้างชูจุดเด่นในเรื่องสมรรถนะและความเร็วเหล่านี้เป็นจุดขาย ซึ่งแน่นอนว่าหากมีกำลังเงินถึงใครหลายคนก็ต้องการครอบครองรถดังกล่าวเป็นแน่แท้ เพราะมันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีก

5.ขับเคลื่อนได้ทั้ง 2 ระบบ

โดยคร่าว ๆ แล้ว การขับเคลื่อนรถ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จะแบ่งออกเป็นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาป (เครื่องยนต์น้ำมัน) และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเองได้ ยกเว้นในรถ Hybrid บางรุ่นที่จะบังคับให้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าก่อนจะสลับมาเป็นเครื่องยนต์สันดาปเมื่อแบตเตอรี่หมด

โดยการชาร์จไฟของมอเตอร์ไฟฟ้าในรถ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ก็มีความแตกต่างกัน เพราะตัว Plug-in-Hybrid นั้นสามารถเลือกชาร์จไฟฟ้าได้จากภายนอกเช่นเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) เลย ขณะที่ตัว Hybrid จะใช้การปั่นแรงเบรคมาสะสมเป็นประจุไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่ 

ฉะนั้นการเลือกเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนจัดเป็นข้อดีสำหรับรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ที่ผู้ขับสามารถเลือกได้ดั่งใจว่าจะขับด้วยระบบไหน รวมถึงไม่ต้องกังวลในกรณีที่ใช้ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถหาจุดเติมไฟฟ้าใกล้ ๆ ได้ อีกด้วย

สรุปแล้วข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แบบไหนที่คุ้มดีลที่สุด

หากให้สรุปตามความจริงแล้ว ตัวรถ Plug-in-Hybrid จะมีความคุ้มที่สุดในการซื้อ เพราะผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะชาร์จพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกหรือไฟบ้านก็ได้ ไม่ต้องรอการสะสมแรงเบรคให้แบตเตอรี่เต็มเหมือนรถ Hybrid ที่ต้องใช้เวลามากกว่าการชาร์จ

แต่ทั้งนี้รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ทั้งสองประเภท ก็มีข้อดีที่คุ้มดีลในตัวมันอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของการประหยัดน้ำมันที่รถค่าใช้จ่ายประจำสัปดาห์ไปได้ ไหนจะเรื่องของการช่วยมลพิษที่ช่วยให้โลกน่าอยู่และลดการปล่อยควันพิษอันเป็นอันตรายต่อปอดของคนในประเทศได้อีก

นอกจากผู้ใช้เก่าที่ติดในเรื่องของสมรรถนะและข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แล้ว ยังมีกลุ่มผู้ใช้ใหม่หลายคนที่กำลังพิจารณาว่าจะซื้อรถยนต์เหล่านี้อยู่ ซึ่งกำลังชั่งใจว่าจะซื้อดีหรือไม่ 

หากคุณลังเลอยู่ล่ะก็ ลองดูเป็น รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มือสองดูก่อนไหม เพราะคุณจะได้ลองขับขี่และใช้จริงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แถมรถมือสองสมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเก่า เพราะคนดูแลรถมักใช้งานอย่างดี ทำให้รถเหล่านี้ดูใหม่เสมอ 

อีกข้อที่น่าสนใจคือเรื่องราคาที่ไม่สูงเท่ามือหนึ่ง แต่ได้คุณภาพใกล้เคียงกัน ดังนั้นหากคุณยังไม่มั่นใจหรือพุ่งเป้าไปที่รถมือสองแล้วล่ะก็ ลองดูที่ Kaidee ที่ดีที่เดิมเลย

ผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

ผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

“ผ่อนคอนโด” เป็นหนึ่งใน Bucket list ที่หลายๆ คนตั้งใจไว้ โดยเฉพาะบรรดาหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก รวมไปถึงการเลือกซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงาน เพื่อจะได้มีเวลาส่วนตัวและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น  

การผ่อนคอนโดไม่ว่าจะโครงการใหม่หรือผ่อนคอนโดมือสองยังตอบโจทย์ประโยคที่ว่า “ซื้อคุ้มกว่าเช่า” เพราะไหนๆ ต้องควักเงินจ่ายออกจากกระเป๋าแล้ว ก็ควรให้เงินนั้นรีเทิร์นกลับมาเป็นทรัพย์สินได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งของการผ่อนคอนโดที่เราพบกันบ่อยๆ คือ “ผ่อนไม่ไหว” เนื่องจากคอนโดมีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าอยู่ในทำเลดีๆ ใกล้รถไฟฟ้าราคาขายคอนโดเหล่านั้นจะกระโดดไปเป็นห้องละหลายๆ ล้านบาทเลยทีเดียว

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประเมินศักยภาพของตัวเองก่อนตัดสินใจจองหรือซื้อคอนโด ทั้งในแง่รูปแบบการผ่อน แหล่งที่มาของรายได้ สภาพคล่องทางการเงิน รวมไปถึงวินัยการใช้จ่ายเงินที่จะส่งผลการต่อพิจารณาเงินกู้ของธนาคาร

ผ่อนคอนโด VS ผ่อนดาวน์คอนโด 

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด คิดว่า “ผ่อนคอนโด” กับ “ผ่อนดาวน์คอนโด” เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในความจริงแล้วทั้งสองคำมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ “ผ่อนคอนโด” ใช้กับการผ่อนคอนโดที่สร้างเสร็จแล้ว ได้ทั้งคอนโดมือหนึ่งและคอนโดมือสอง โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ (เกือบ 100%) ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารเพื่อนำเงินไปจ่ายเต็มจำนวนให้กับเจ้าของโครงการ (ไม่รวมเงินดาวน์ที่จ่ายไปก่อนหน้านั้นแล้ว) จากนั้นจึงทำการผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนให้กับธนาคารเป็นงวดๆ ไปจนครบ 

ส่วน “ผ่อนดาวน์คอนโด” ใช้กับโครงการที่เพิ่งเปิดตัว (Pre-sale) หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยผู้ซื้อทยอยส่งเงินดาวน์ (ไม่มีดอกเบี้ย) ให้กับเจ้าของโครงการตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกเดือน หรือมีบางงวดจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ก็ได้ (เรียกว่างวดบอลลูน)

ยอดเงินดาวน์สำหรับผ่อนนั้นคิดจากราคาขายคอนโดประมาณ 5-10% ส่วนระยะการผ่อนดาวน์ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดระยะเวลาที่ 1-3 ปี ทำให้เงินผ่อนแต่ละงวดไม่สูงมาก อาจอยู่ที่หลักพันต้นๆ ก็เคยมีปรากฏมาแล้ว เช่น คอนโดขายอยู่ที่ 1 ล้านบาท คิดเงินดาวน์ 5% เท่ากับ 50,000 บาท ระยะผ่อนเท่าๆ กัน 24 งวด เท่ากับว่าเราผ่อนดาวน์คอนโดเดือนละ 2,083.33 บาทเท่านั้น 

ภายหลังจากผ่อนดาวน์คอนโดเรียบร้อยพร้อมกับคอนโดสร้างเสร็จแล้ว ผู้ซื้อต้องทำการขอสินเชื่อกับธนาคารอีกครั้ง เพื่อจ่ายส่วนที่เหลือให้กับเจ้าของโครงการ (จากตัวอย่างเราต้องจ่ายให้เจ้าของโครงการอีก 950,000 บาท) และผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนธนาคารตามแบบ “ผ่อนคอนโด” ข้างต้น  

เช็คฐานะทางการเงินเพื่อให้การผ่อนคอนโดไม่หนักเกินไป

ถึงหลายคนจะมีตัวเลขการผ่อนในใจ เช่น อยากผ่อนคอนโดเดือนละ 3,000 บาท แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถผ่อนได้ตลอดรอดฝั่ง หรือผ่อนได้แต่ชีวิตไม่มีความสุขเหมือนเดิม ซึ่งเราสามารถเช็คความพร้อมล่วงหน้าได้โดยใช้สูตรมาตรฐานเดียวกับธนาคารที่ใช้ปล่อยวงเงินกู้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ความสามารถในการผ่อนต่อเดือน 

แม้บางธนาคารจะประเมินความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินให้ได้สูงสุดถึง 70% ของรายได้ต่อเดือนของลูกหนี้ แต่ก็นับเป็นตัวเลขที่สูงและอาจทำให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันขัดสนได้ โดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว 

ดังนั้น เพื่อให้การผ่อนคอนโดสบายขึ้น และไม่เหนื่อยกับการก้มหน้าก้มตาสะสมเงินจนเกินไป ธนาคารจึงกำหนดเรทความสามารถในการผ่อนชำระลงเหลืออยู่ที่ 35-40% จากนั้นนำมาลบกับหนี้สินที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายจิปาถะในการดำรงชีวิต และคำนวนเป็นสูตรง่ายๆ ดังนี้

 เงินเดือน X 40% – หนี้สินที่มีอยู่ = ความสามารถในการผ่อนแต่ละเดือน 

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 30,000 บาท หนี้บัตรเครดิตและค่าใช้จ่ายทั่วไป 5,000 บาท ดังนั้นความสามารถในการผ่อนคอนโดแบบสบายๆ ไม่เป็นภาระเกินหนักจะเท่ากับ 7,000 บาทต่อเดือน (30,000 บาท X 40% – 5,000 บาท = 7,000 บาท)  ในกรณีเดียวกัน หากใครไม่มีภาระหนี้สินใดๆ ก็จะผ่อนคอนโดได้มากขึ้นเป็น 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผ่อนในระยะยาวได้ด้วย

ราคาคอนโดที่ผ่อนซื้อได้

นอกจากเช็ครายได้และหนี้สิ้นเพื่อดูความสามารถในการชำระเงินกู้แล้ว อีกหนึ่งสูตรที่ใช้ตรวจสอบความพร้อมของตัวเองก็คือการหาว่าฐานเงินเดือนของเราสามารถซื้อคอนโดมูลค่าเท่าไร โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะให้วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 50 เท่าของฐานเดือนเงินหรือรายได้สุทธิที่เท่ากับสูตร

เงินเดือนหรือรายได้สุทธิ X 50 = ราคาคอนโดที่กู้เงินซื้อได้

ในกรณีนี้หากเรามีเงินเดือน 30,000 บาท ยอดเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ธนาคารจะปล่อยให้คือ 1,500,000 บาทนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม จำนวน 50 เท่าของฐานเงินเดือนนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยทั่วไป หากใครเป็นลูกค้าประจำธนาคารที่มีประวัติการชำระหนี้ดี มีเครดิตดี หรือมีหลักฐานแสดงความมั่นคงในอาชีพการงาน ธนาคารอาจให้วงเงินสินเชื่อมากกว่านี้ได้เช่นกัน 

นอกจากนี้ยังอาจใช้สูตร “ผ่อนล้านละ 7,000” เพื่อเช็คราคาคอนโดที่เราสามารถขอวงเงินสินเชื่อได้ ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยที่ธนาคารคำนวนมาเรียบร้อยแล้วว่าหากผ่อนคอนโดเดือนละเท่านี้จะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตในส่วนอื่นๆ โดยคำนวนจาก

(ความสามารถในการผ่อนคอนโดต่อเดือน X 1,000,000) ÷ 7,000 = วงเงินกู้สูงสุด

จากตัวอย่างที่ผ่านมา หากความสามารถในการผ่อนของเรามีภาระหนี้เพียงคอนโดอย่างเดียวจะเท่ากับ 12,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นวงเงินกู้ซื้อคอนโดราคาสูงสุดจะมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านบาท 

รายได้เท่านี้ ผ่อนคอนโดเดือนละเท่าไรดี

จากสูตรคำนวนการผ่อนคอนโด และหาราคาคอนโดที่เหมาะสมข้างต้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรายได้จริงเราพอสรุปได้ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ

กลุ่มพนักงานปฏิบัติการ หรือ Junior Level 

กลุ่มนี้จะมีฐานเงินเดือนประมาณ 15,000 – 30,000 บาท จึงเหมาะกับคอนโดที่มูลค่าไม่สูง เช่น คอนโดมือสอง หรือคอนโดไซส์ห้องสตูดิโอ 20-30 ตารางเมตร ที่ราคาต่อตารางเมตรไม่เกิน 50,000 บาท โดยจะผ่อนเริ่มต้นที่ 6,000 – 12,000 บาทต่อเดือน  

กลุ่มหัวหน้างานหรือพนักงานระดับ Senoir 

ขยับฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้นสำหรับคนทำงานกลุ่มนี้จะอยู่ที่ 35,000 – 60,000 บาท ความสามารถในการผ่อนต่อเดือนก็สูงขึ้นมาที่ 14,000 – 24,000 บาท ส่งผลให้มีโอกาสเป็นเจ้าของคอนโดทำเลดีๆ หรือซื้อห้องที่ขนาดใหญ่ขึ้นได้ ในราคาสูงสุดถึง 3.5 ล้านบาท 

กลุ่มผู้บริหารระดับกลางหรือผู้จัดการ

รายได้ของกลุ่มนี้เริ่มต้นที่ 60,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ทำให้มีกำลังซื้อสูงพอที่จะมองหาคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือคอนโดที่อยู่ใจกลางเมืองได้อย่างสบาย สนนราคาต่อห้องตั้งแต่ 3 ล้านกลางๆ จนถึง 5 ล้านปลายๆ ส่วนอัตราการผ่อนต่อเดือนนั้นจะอยู่ประมาณ 24,000 – 40,000 บาท

กลุ่มผู้บริหารระดับสูง CEO หรือเจ้าของธุรกิจ

ถือเป็นกลุ่ม Top Level ที่มีสถานะทางการเงินมั่นคง ด้วยเงินเดือนตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป ทำให้มีอิสรภาพมากพอที่จะเลือกคอนโดที่ชอบบนทำเลที่ใช่ได้ตามต้องการ โดยคนกลุ่มนี้สามารถซื้อคอนโดที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้าน และเริ่มผ่อนสบายๆ ที่ 40,000 บาทต่อเดือนเป็นต้นไป

ตัวอย่างคอนโดย่านมีนบุรี “The Origin Ram 209 Interchange” ราคาเริ่มต้นล้านนิดๆ
เหมาะสำหรับคนทำงานรายได้ในระดับ Junior

สรุปผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

การตัดสินใจซื้อและผ่อนคอนโดเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนการเงินให้ดี เพราะเป็นหนี้ระยะยาวที่ต้องอาศัยทั้งกำลังกายในการทำงานหารายได้เข้ามาเพื่อจ่ายค่างวดในแต่ละเดือน และกำลังใจที่จะฟันผ่าอุปสรรคระหว่างทาง รวมไปถึงวินัยทางการเงินที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำพาให้เราเป็นเจ้าของคอนโดได้อย่างแท้จริง

หากใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะผ่อนคอนโดได้หรือไม่ ลองใช้สูตรคำนวนในบทความนี้เป็นเครื่องมือพิจารณา และเมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะผ่อนคอนโดแล้วก็สามารถเข้ามาค้นหาคอนโดราคาดีๆ กับเว็บ Kaidee Property กันได้เลย