May 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
แม้ Apple จะเปิดตัว ipad air4 ไปเมื่อกันยายนปีที่แล้ว ทว่ากระแสความนิยมและความต้องการในตลาดของ ipad รุ่นนี้ ไม่ได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด ด้วยความเป็นตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งมีราคาเริ่มต้นระดับกลางๆ จ่ายเงินไป 20,000 บาท ก็พอมีทอนให้ใจชื้น ที่สำคัญสเปคที่ได้มาก็จัดว่า “ครบเครื่องและคุ้มค่า” ครอบคลุมทุกฟังก์ชันการใช้งาน น้อยแต่มากในสไตล์แอปเปิลเหมือนเดิม
เชื่อว่าคนที่ศึกษา ipad air4 ไปได้ประมาณหนึ่ง จะเริ่มรู้สึกลังเลว่า เอ๊ะ หรือฉันจะขยับงบไปสักอีกหน่อยเพื่อจัด ipad pro 2020 ไปเลยดีไหม ไหนๆ จะซื้อทั้งที ก็เลือกของที่ฟูลออปชันให้เต็มเหนี่ยวไปเลยดีกว่าไหม…
แน่นอนว่าความลังเลทั้งหลายทั้งปวงนั้น เคยเกิดขึ้นกับตัวเราเองเช่นเดียวกัน
เราจึงเข้าใจทุกคนเป็นอย่างดี เพื่อการตัดสินใจที่ง่ายขึ้น บทความนี้เลยรวมเอาทั้งจุดเหมือน จุดต่างของ ipad air4 vs ipad pro 2020 มาเปรียบเทียบกันเป็นข้อๆ ให้เห็นภาพกันไปเลย!
ipad air4
ipad pro 2020
ipad air4 vs ipad pro 2020 ตัวไหนที่ใช่คุณ?
ความที่ ipad หนึ่งตัวมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ขั้นต่ำก็ 3 ปีขึ้นไป น้อยคนที่จะมีเงินเปลี่ยนไอแพดทุกๆ ปี ดังนั้น การตัดสินใจซื้อจึงต้องพิจารณาและดูความคุ้มค่ากันอยู่นาน จะเสียเงินหลักหมื่นทั้งที ก็ต้องได้ของที่คุ้มค่าที่สุดถูกไหมคะ?
เราเลยเลือกเอา ipad air4 vs ipad pro 2020 (11 นิ้ว) แท็บเล็ตสองตัวท็อปน้องใหม่แห่งค่าย Apple ที่เพิ่งเปิดตัวล่าสุดในปีที่แล้ว ทั้งยังมีขนาดบอดี้และรูปร่างที่ใกล้เคียงกัน เราเลยหยิบยกมาเปรียบเทียบให้เห็นถึงความต่างในแต่ละด้าน ว่ารุ่นไหนจะได้ใจและใช่ในไลฟ์สไตล์คุณมากที่สุด
https://www.youtube.com/watch?v=r_VSll0WLZE
https://www.youtube.com/watch?v=aOq49euWnIo
ข้อดีที่เหมือนกันของ ipad air4 vs ipad pro 2020
1. รูปร่างและขนาดของ ipad air4 และ ipad pro 2020 ใกล้เคียงกัน
เริ่มที่ First impression ที่ตาเห็นและมือสัมผัสได้ คือตัวบอดี้ของ ipad ทั้งสองตัวนี้ใกล้เคียงกันมาก ทั้งขนาด ความกว้าง และความยาว (ไม่นับเรื่องดีไซน์และความพรีเมียมของตัวโปร)
เมื่อเทียบกันแล้วคือ “ใกล้เคียงกัน” ต่างเล็กน้อยตรงที่ความหนา โดยเจ้า ipad air4 มีตัวเลขที่มากกว่ารุ่นพี่เพียง 0.2 มม. แต่ในทางกลับกันดันมีน้ำหนักที่เบากว่าตัว ipad pro 2020 อยู่ 10 มม. ถือเป็นความต่างเล็กๆ น้อยๆ ในระดับมิลลิเมตร
สีสันที่หลากหลายและสดใสของ ipad air4 | Credit : https://www.apple.com/th/ipad-air
2. ipad air4 มีแบตเตอรีที่อึดพอๆ กับ ipad pro 2020
จุดแข็งของแท็บเล็ตที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ คือเรื่องแบตเตอรีที่อึด และใช้งานติดกันได้หลายชั่วโมง ข้อดีของ ipad air4 และ ipad pro 2020 ทั้งสองรุ่นนั้น มีจำนวนชั่วโมงการใช้งานต่อเนื่องที่ใกล้เคียงกัน สูงสูดประมาณ 10 ชั่วโมง หากเป็นตัว Wi-Fi ส่วนตัว Cellular อยู่ราวๆ 9 ชั่วโมง
3. ipad air4 และรองรับ ipad pro 2020 ระบบสำคัญได้เหมือนกัน
อย่างที่บอกไปว่าทั้ง ipad air4 และ ipad pro 2020 เป็นสุดยอดเรือธงของแอปเปิ้ลที่ออกมาในปีเดียวกัน ไล่เลี่ยกัน ดังนั้นระบบสำคัญต่างๆ ในเครื่อง ในภาพรวมค่อนข้างคล้ายกันมาก
รองรับการเชื่อมต่อพอร์ต USB-C รองรับ Apple pencil 2 และ Magic keyboard ด้วยระบบการชาร์จแบบเดียวกัน เทคโนโลยี Bluetooth 5.0 รองรับสองความถี่ 2.4GHz และ 5GHz Wi-Fi 6 มาตรฐาน 802.11ax ความเร็วในการดาวน์โหลด 4G LTE
รองรับ Apple pencil 2 และ Magic keyboard | Credit : https://www.apple.com/th/ipad-air
ความต่างของ ipad air4 vs ipad pro 2020
1. ชิปและระบบประมวลผล ipad air4 vs ipad pro 2020
ipad air4 ชิปประมวลผล A14 Bionic (ตัวเดียวกับ iPhone 12) ipad pro 2020 ชิปประมวลผล A12Z Bionic Ram ipad air4 : 4 GB / ipad pro 2020 : 6 GB ระบบยืนยันตัวตน ipad air4 : Touch ID บนปุ่มพาวเวอร์ด้านบน ระบบยืนยันตัวตน ipad pro 2020 : Face ID สแกนใบหน้า
ระบบยืนยันตัวตน ipad air4 : Touch ID | Credit : https://www.apple.com/th/ipad-air
จะเห็นได้ว่า ชิปของ ipad air4 ใหม่กว่า ipad pro 2020 แต่ถึงจะใหม่กว่าอย่างไร พอทดสอบประสิทธิภาพโดยรวมแบบ Multicore ทั้งหมดแล้ว รุ่นพี่อย่างโปรยังคงใช้งานได้ลื่นไหลและรวดเร็วกว่าตัวน้อง ipad air
“ความที่ตัวชิป A12 นั้น ถูกพัฒนาและปรับปรุงมาหลายครั้ง เสมือนคนแก่แต่เก๋า ประมาณนั้น”
ความเก๋าของชิปใน ipad pro 2020 นั้น ทำให้ภาพรวมใช้งานแอปทั่วไป การ Export file, Render หรือตัดต่อวิดีโอต่างๆ รวมถึงงานออกแบบ วาดรูป ไปจนถึงกราฟิกสวยๆ ในเกม ทำได้ดี สวยงาม และสมูทกว่า ipad air4
ipad air4 กับเกมที่กราฟฟิกสวย ๆ | Credit : https://www.apple.com/th/ipad-air
2. หน้าจอแสดงผลของ ipad air4 vs ipad pro 2020
ipad air4 อัตรารีเฟรชเรต 60 fps ipad pro 2020 อัตรารีเฟรชเรต 120 fps ipad air4 ความสว่างหน้าจอสูงสุด 500 นิต ipad pro 2020 ความสว่างหน้าจอสูงสุด 600 นิต
หมายเหตุ : อัตรารีเฟรชเรต (Refresh Rate) คือ ค่าที่จอแสดงภาพนิ่งได้กี่ภาพ/เฟรม ภายใน 1 วินาที
ลายเส้นสวยๆ บน ipad air4 | Credit : https://www.apple.com/th/ipad-air
ipad air4 ตัดต่อคลิปก็ทำได้ดีเช่นกันกัน | Credit : https://www.apple.com/th/ipad-air
ด้วยอัตรารีเฟรชเรตของ ipad pro 2020 ที่สูงกว่า ipad air4 ถึงเท่าตัว ทำให้ประสิทธิภาพต่างๆ หน้าจอ ของรุ่นพี่โปรทำได้ดีกว่า ทั้งระบบการทัชสกรีนที่ให้ฟีลสมูทและไหลลื่น ไถฟีดโซเชียลต่างๆ ได้ไวกว่า รวมถึงตอบสนองกับ Apple pencil ได้ทันใจกว่าด้วยเรตหน้าจอ 120 fps
การดูซีรีส์บนตัว ipad pro 2020 ก็ให้ฟีลสบายตากว่า เพราะตัว ipad air4 จะติดเหลืองนิดๆ แต่เรื่องความคมชัดนั้นได้เท่ากันแน่นอน เพราะปกติหนังส่วนใหญ่ ใช้เฟรมเรตไม่เกิน 25 fps อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังรองรับฟีเจอร์ Tab to wake แตะหน้าจอเพื่อเริ่มการใช้งานเหมือนกันทั้งคู่
ส่วนใครเป็นสายเกมมิงที่เน้นกราฟิกหนักๆ ภาพสวยๆ ตัว ipad pro 2020 ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดีกว่าแน่นอน บางเกมใช้อัตรารีเฟรชเรต 90 fps ขึ้น หากคุณใช้ ipad air4 เล่น ก็จะใช้ได้แค่ 60 fps เต็มประสิทธิภาพเครื่อง ลดประสิทธิภาพกราฟิกในเกม แต่ถ้าใครเล่นเกมง่ายๆ จุดนี้ก็ไม่เป็นปัญหา
3. ระบบกล้องของ ipad air4 vs ipad pro 2020
ipad air4 และ ipad pro 2020 กล้องหน้าความละเอียด 7 MP เท่ากัน แต่ ipad pro มาพร้อมโหมดพรอตเทรต ipad air4 กล้องหลัง 1 ตัว ความละเอียด 12 MP (No Flash) ipad pro 2020 กล้องหลัง 2 ตัว และ 2 เลนส์ คือ เลนส์ไวด์ ความละเอียด 12 MP และอัลตร้าไวด์ ความละเอียด 10 MP ipad pro 2020 มีจุดแข็งเรื่องระบบ “LiDAR สแกนเนอร์”
ipad air4 กล้องหลัง 1 ตัว
ipad pro 2020 กล้องหลัง 2 ตัว
หลายคนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับกล้องในแท็บเล็ตกันเท่าที่ควร ทว่าความปังของ ipad air4 และ ipad pro 2020 คุณภาพของกล้องที่ให้มานั้น เจ๋งมากกว่าที่คุณคิด ซึ่งจากสเปคที่อยู่ด้านบนนั้น จะเห็นได้ว่าตัวโปรนั้นอลังการงานสร้าง สมกับความเป็น Professional สมชื่อ
โดยเฉพาะฟังก์ชัน LiDAR สแกนเนอร์ ที่ช่วยจัดวางองค์ประกอบต่างในภาพอย่างง่ายดาย ด้วยการนำภาพ AR เฟอร์นิเจอร์และผังการออกแบบต่างๆ มาจัดวางได้ วัดพื้นที่ก็ง่าย จัดทำแผนที่ก็สะดวก เหมาะกับสายออกแบบ อินทีเรียและงานดีไซน์ทั้งหลาย
4. ขนาดความจุของ ipad air4 vs ipad pro 2020
ipad air4 มี 2 ความจุให้เลือก คือ 64GB และ 256GB ipad pro 2020 มี 4 ความจุให้เลือก คือ 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB
ความจุของ ipad pro 2020 ค่อนข้างหลากหลาย และให้ขนาดความจุที่มากกว่าตัว ipad air4 อยู่พอสมควร ข้อนี้ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องพิจารณาเหมือนกัน ใครที่มาสายตัดต่อและกราฟิกเน้นๆ ลองดูความจุที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณนะคะ
5. ลำโพงของ ipad air4 vs ipad pro 2020
ฟังเพลงดูหนังสบายๆ บน ipad air4 | Credit : https://www.apple.com/th/ipad-air
ipad air4 : 2 ลำโพง ipad pro 2020 : 4 ลำโพง
จากจำนวนลำโพงที่เห็น ก็พอจะเดาได้เลยใช่ไหมคะ ว่าอย่างไรตัว ipad pro 2020 ก็มาวินเหนือ ipad air4 แน่นอน ความ Surround ของเสียงทั่วถึงและทุ้มอยู่ในใจแน่นอน เบสอาจจะไม่ได้แน่นในระดับดีเยี่ยม เอาว่าเป็นลำโพงที่ให้คุณภาพเสียงเกินมาตรฐานแท็บเล็ตตัวอื่นๆ แน่นอนค่ะ
เลือกตัวไหนดี? ipad air4 vs ipad pro 2020
ดีไซน์สดใส คุ้มค่า คุ้มราคากับ ipad air4
เรียบหรู ครอบคลุมทุกการใช้งานกับ ipad pro 2020
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ พอจะได้คำตอบในใจหรือยังคะ ว่า ipad ตัวไหนที่ใช่สำหรับคุณ
อย่างที่ทราบกันดีว่า ตัวโปรคือระดับ ipad สูงสุดของ Apple จึงไม่แปลกที่ประสิทธิภาพและความครบเครื่องต่างๆ จะเหนือกว่าตัว ipad air4 รวมถึงเรื่องราคาเริ่มต้นที่ต่างกันหลายพัน ก็พอจะการันตีความครบครันกว่าได้หลายขุม
ipad pro 2020 เริ่มต้นที่ 27,900 บาท ipad air4 เริ่มต้นที่ 19,900 บาท
ที่เอ่ยไป ไม่ได้หมายความว่าตัว ipad air4 แย่นะคะ หลักๆ ให้ดูที่การใช้งานของคุณเลย ว่าล้ำลึกและต้องการ ipad ที่ครบเครื่องขนาดไหน ถ้างบมีกลางๆ แล้วฟังก์ชันที่ใช้ไม่ได้ต้องการความโปร เน้นวาดรูปชิลๆ ดูหนังเพลินๆ ตัว ipad air4 ก็ครอบคลุมและคู่ควรกับคุณ
แต่ถ้าใครเป็นสายเกมมิงเน้นภาพสวย สมูทได้ใจ ตัดต่อสะดวก ออกแบบง่าย แล้วงบถึง ก็ไปจบที่ ipad pro 2020 ได้เลย แต่ถ้าอยากได้ “ความโปร” ที่ราคาย่อมเยามาหน่อย ลองดู ipad มือสอง คุณภาพดีใน kaidee สิคะ
รับรองว่าความโปรของคุณ จะเติมเต็มได้ในงบประมาณที่ตรงใจ
May 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในวงการพระเครื่องนี้ พระเครื่อง สมเด็จ ถือเป็นพระเครื่องอันดับแรกๆที่เรามักนึกถึง และอย่างที่เราทราบดีว่าพระสมเด็จบางรุ่นนั้นมีราคาสูงหลายสิบล้าน เรียกว่าพระเครื่อง สมเด็จหนึ่งองค์เท่ากับบ้านหลายหลังก็ว่าได้ แต่ในปัจจุบันที่เราต่างตามหาเพื่อครอบครองนั้น เราได้รู้จักและศึกษาพระเครื่อง สมเด็จนี้ดีแล้วหรือยัง ซึ่งในบทความนี้เราจะมาเปิดตำนาน พร้อมศึกษาข้อมูลของพระสมเด็จให้มากยิ่งขึ้นกัน
พระเครื่อง สมเด็จ
ภาพจาก chiangmainews
พระสมเด็จ คือ พระเครื่องที่เป็นรูปร่างสมมติของพระพุทธเจ้า โดยพระสมเด็จที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในวงการพระเครื่องคือ พระสมเด็จวัดระฆัง ที่ถูกเรียกกันในวงการว่าเป็นราชาหรือจักรพรรดิแห่งพระเครื่อง ทำให้เหล่าเซียนพระต่างต้องการมีไว้ในครอบครองเพื่อบูชาและเป็นสิริมงคลกับตน
พระเครื่อง สมเด็จเป็นพระเครื่อง ที่จัดสร้างโดย สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี พระเกจิอาจารย์หรือพระมหาเถระที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธามากมายตั้งแต่ช่วงต้นของสมัยรัตนโกสินทร์ และยังว่ากันว่าท่านนั้นมีเมตตามหานิยมรวมถึงวิชาอาคมด้วย ซึ่งพระเครื่อง สมเด็จนี้เป็นหนึ่งในห้าพระเบญจภาคี ที่เป็นที่ยอมรับกันในวงการพระเครื่องและเหล่าเซียนพระว่ามีพุทธคุณสูงส่ง มีเมตตามหานิยม เป็นสิริมงคลและปกป้องผู้ที่มีไว้ครอบครองอีกด้วย
เริ่มแรกนั้นจัดสร้างขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 จนมาถึงช่วงรัชกาลที่ 5 โดยมีการปลุกเสกในทุกรุ่นที่สร้างขึ้น โดยวัตถุดิบที่นำมาสร้างนั้นมีหลากหลายอย่าง ทั้งปูนขาว ข้าว แป้งข้าวเหนียว ดินสอพองเกสรดอกไม้ ผงใบลานเผา ผงตะไบเงินตะไบทอง เป็นต้น
พระเครื่อง สมเด็จพิมพ์ไหนที่มีราคา
อย่างที่เรารู้กันว่าพระเครื่อง สมเด็จเป็นหนึ่งในห้าพระเบญจภาคีที่เป็นที่ประจักษ์ในวงการพระเครื่อง ซึ่งในตลาดพระเครื่องนั้นก็มีพระสมเด็จอยู่มากมาย แต่ก็ปนไปด้วยพระแท้และพระปลอมเช่นกัน ส่วนเรื่องราคานั้นมีตั้งแต่หลักสิบจากกองพระที่หาได้ตามตลาดหรือศูนย์พระเครื่องไปจนถึงหลักหลายล้าน จึงทำให้หลายๆคนคาดหวังจากการหาของไปตลาดศูนย์พระเครื่องต่างๆว่าจะได้เจอพระสมเด็จแท้สภาพดีหลงมาบ้าง
ภาพจาก web-pra.com
ซึ่งพระสมเด็จที่มีราคาสูงหลักสิบล้านนั้น ส่วนมากจะเป็นพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ ที่มีความสมบูรณ์ แต่ในพระสมเด็จพิมพ์อื่นๆและรุ่นอื่นๆอย่างพระสมเด็จบางขุนพรหมก็มีราคาสูงเช่นกัน
เนื้อต่างๆของพระเครื่อง สมเด็จ
ด้วยส่วนผสมที่นำมาสร้างพระเครื่อง สมเด็จในแต่ละรุ่นนั้นมีวัตถุดิบที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีความแตกต่างในด้านเนื้อของพระสมเด็จแต่ละรุ่นขึ้น อย่างเนื้อปูน เนื้อว่าน เนื้อกระเบื้อง เนื้อน้ำมัน หรือเนื้อดิน เป็นต้น
พิมพ์ต่างๆของพระเครื่อง สมเด็จทั้งสามรุ่น
ในวงการพระเครื่องนั้นเรามักเห็นพระเครื่อง สมเด็จหลากรุ่นหลายพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จวัดระฆัง สมเด็จวัดเกศไชโยและสมเด็จบางขุนพรหม ซึ่งแต่ละพิมพ์ก็จะมีเนื้อที่ต่างกันแยกไปอีก
สมเด็จวัดระฆัง
ภาพจาก Phrasomdej.com
สมเด็จวัดระฆังเป็นพระเครื่องที่สมเด็จพุฒาจารย์โตจัดสร้างขึ้นเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง ซึ่งเป็นองค์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก สมเด็จวัดระฆัง มีทั้งหมด 5 พิมพ์ ดังนี้
1.พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ประธาน
พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่จะถูกแยกเป็น A B และ C ตามขนาดความสูงขององค์พระ ถือเป็นพิมพ์ที่ผู้คนค่อนข้างนิยม
2.พิมพ์ฐานแซม
เราอาจเคยได้ยินในชื่อพิมพ์ฐานแซม อกร่อง ซึ่งลักษณะนั้นก็จะตามชื่อเลยนั่นคือ ตัวฐานขององค์พระมีเส้นแซมอยู่
3.พิมพ์เจดีย์
ด้วยลักษณะขององค์นี้ ตั้งแต่ฐานจะเป็นทรงสามเหลี่ยมคล้ายเจดีย์ จึงเรียกพิมพ์นี้ว่าเป็นพิมพ์เจดีย์ ตัวองค์พระจะมีความบางและเล็ก
4.พิมพ์ปรกโพธิ์
พิมพ์ที่ขึ้นชื่อว่าหายาก โดยรูปทรงนั้นจะเป็นองค์พระปางสมาธิ ที่มีซุ้มครอบแก้ว
5.พิมพ์เกศบัวตูม
อีกหนึ่งพิมพ์หายากที่รูปทรงของตัวองค์พระจะมีความอวบกลม โดยเฉพาะพระเกศที่มีความอวบคล้ายกับดอกบัวตูม
สมเด็จวัดเกศไชโย
ภาพจาก web-pra.com
หนึ่งในพระเครื่องตระกูล “สมเด็จ” ที่จัดสร้างขึ้นโดยสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสีเช่นกัน โดยค้นพบที่วัดไชโยวรวิหารเมื่อปฏิสังขรณ์วัด พิมพ์ต่างๆที่พบเห็นได้บ่อยนั้น มีตั้งแต่ 3 ชั้น ไปจน 9 ชั้น ส่วนพิมพ์ที่เป็นที่นิยมในการสะสมคือ 6 ชั้น และ 7 ชั้น โดยความแตกต่างของแต่ละพิมพ์นั้นจะอยู่ที่ชั้นของฐาน
สมเด็จบางขุนพรหม
ภาพจาก samakomphra.com
เป็นพระเครื่อง สมเด็จที่ถูกบรรจุไว้ในเจดีย์วัดบางขุนพรหมหรือในปัจจุบันคือวัดใหม่อมตรส และภายหลังถูกนำออกมาให้ผู้ศรัทธาเช่าและนำเงินมาบูรณะวัดแทน เนื่องจากเจดีย์ถูกลักลอบขุดและนำพระสมเด็จภายในออกไป
โดยพระเครื่อง สมเด็จบางขุนพรหมนั้นแบ่งเป็นกรุเก่าและกรุใหม่ ซึ่งพิมพ์ของพระสมเด็จบางขุนพรหมนั้น จะมีพิมพ์พื้นฐานตามสมเด็จวัดระฆังอยู่ด้วย ได้แก่ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ฐานแซม พิมพ์ทรงเจดีย์ พิมพ์ปรกโพธิ์ และพิมพ์เกศบัวตูม นอกเหนือจากนี้ก็จะมี พิมพ์เส้นดาย พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์ฐานคู่ พิมพ์อกครุฑและพิมพ์ไสยาสน์
สรุปพระเครื่อง สมเด็จ
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนพระเครื่อง สมเด็จ ก็ยังคงอยู่ในอันดับต้นๆหรือจะบอกว่าเป็นอันดับแรกของพระเครื่องที่ทั้งเป็นที่นิยมในวงการพระเครื่องก็ว่าได้ ด้วยประวัติที่ยาวนาน และความหลากหลายของแต่ละรุ่น แต่ละพิมพ์นั้น ทำให้ผู้ศึกษาและเหล่าเซียนพระต่างต้องคอยศึกษาและค้นหาข้อมูลอยู่ตลอด ซึ่งถ้าหากใครสนใจด้านพระเครื่องล่ะก็ การได้ศึกษาพระสมเด็จก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีทางหนึ่ง
ส่วนใครที่กำลังมองหาพระเครื่อง สมเด็จดีๆสักองค์ลองมาดูกันที่ Kaidee ได้เลย ซึ่งนอกจากพระสมเด็จแล้วก็ยังมีพระเครื่องอื่นๆอีกมากมาย อย่ารอช้า ไปดูกันเลย
May 24, 2021 | บทความอสังหาฯ
โควิดตัวร้ายยังไม่ไปไหน ทำให้เทรนด์การทำงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การ Work From Home แต่แค่ทำงานอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะสายมูเตลูอย่างเรา ต้องจัดโต๊ะทำงานเสริมดวงให้ตรงตามหลักฮวงจุ้ยซะหน่อย เจ้านายจะได้รัก งานจะได้ปังๆ เงินไหลมาเทมา รู้ตัวอีกทีกลายเป็นพนักงานดีเด่นไปซะแล้ว และวิธีที่เรานำมาฝาก บอกเลยว่าทำตามง่ายมาก แบ่งเป็น 2 หมวดง่ายๆ ใครสะดวกแบบไหนก็จัดได้เลย
จัดโต๊ะทำงานตามวันเกิด
วันจันทร์
เนื่องจากคนเกิดวันจันทร์อยู่ในธาตุดิน โต๊ะทำงานของเพื่อนๆ จึงควรใช้สีโทนอ่อน หรือสีแนวเอิร์ธโทน และไม่ลืมที่จะเน้นความเป็นธรรมชาติเพิ่มเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้แลดูสบายตา การตกแต่งด้วยต้นไม้ฟอกอากาศ เป็นต้น อีกทั้งบริเวณโต๊ะทำงานควรจัดให้มีพื้นที่โปร่งโล่ง เพื่อให้การทำงานไปในทิศทางที่ดีและง่ายมากยิ่งขึ้น
สำหรับคนที่มีพื้นที่ค่อนข้างน้อย แนะนำว่าให้หาของตกแต่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติมาตกแต่งแทน หรือจะใช้โต๊ะทำงานแบบติดผนังใกล้หน้าต่างแทนก็ได้
วันอังคาร
เนื่องจากคนเกิดวันอังคารอยู่ในธาตุลม คนเกิดวันนี้จึงควรเลือกสีในการตกแต่งโต๊ะทำงานด้วยสีโทนร้อน เช่น สีแดง สีส้ม และควรเลือกทิศทางของการจัดโต๊ะทำงานให้ใกล้กับหน้าต่าง ซึ่งสีต้องห้ามในการจัดโต๊ะทำงานของคนเกิดวันอาทิตย์ก็คือ สีฟ้าและสีน้ำเงิน
สำหรับของตกแต่ง จะเน้นไปที่พวกโลหะหรือของที่มีน้ำหนักเป็นหลัก เพราะจะช่วยในการเสริมสร้างความมั่นคงในหน้าที่การงานให้ปังยิ่งๆ ขึ้นไป
วันพุธ
คนเกิดวันพุธ จะแบ่งออกเป็น คนเกิดวันพุธกลางวัน และคนเกิดวันพุธกลางคืน
สำหรับคนที่เกิดวันพุธกลางวัน ควรเลือกสีในการจัดตกแต่งด้วยสีโทนเย็นเป็นหลัก และโต๊ะทำงานควรจัดรูปทรงตัว L เพื่อช่วยให้เงินทองให้ไหลมาเทมาเหมือนงานที่เข้ามาไม่หยุด (ฮึบบ ! สู้)
สำหรับตำแหน่งในการจัดโต๊ะทำงานของคนที่เกิดวันพุธกลางวันนั้น ควรจัดไว้ในโซนที่ลึกที่สุดและตั้งโต๊ะทำงานไว้ทางทิศใต้ เช่น ทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นต้น โดยห้ามวางโต๊ะทำงานไว้ทางทิศเหนือ เพราะเป็นทิศต้องห้ามของคนเกิดวันพุธโดยเฉพาะ
สำหรับการจัดโต๊ะทำงานของคนที่เกิดวันพุธกลางคืน ให้จัดโต๊ะทำงานด้วยสีโทนเย็นสบายตา โต๊ะทำงานควรโปร่งโล่ง ไม่รกรุงรัง ส่วนตำแหน่งของโต๊ะทำงานสามารถวางได้หลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศเหนือ โดยห้ามวางไว้ที่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเป็นทิศต้องห้ามสำหรับคนที่เกิดวันพุธกลางคืน
ส่วนของตกแต่งสำหรับคนเกิดวันพุธ สามารถตกแต่งได้ทุกรูปแบบ แต่ควรจัดวางแบบไล่ระดับ และเน้นของตกแต่งเป็นพวกกระจก แก้ว คริสตัล
วันพฤหัสบดี
สำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี ที่อยู่ในธาตุดิน ควรเลือกสีเอิร์ธโทน หรือสีโทนอ่อนสบายตาอย่างสีพาสเทลในการตกแต่ง ส่วนของที่ใช้ตกแต่งโต๊ะทำงาน ควรตกแต่งด้วยดอกไม้ เพื่อเสริมเสน่ห์ และเพิ่มช่องทางรายได้ให้เงินเข้าได้หลายทาง
คนเกิดวันนี้สามารถวางโต๊ะทำงานได้ทุกทิศ แต่ห้ามจัดโต๊ะทำงานในทิศตะวันออก ส่วนสีต้องห้ามในการจัดโต๊ะทำงานของคนเกิดวันพฤหัสบดีก็คือ สีน้ำเงิน และสีม่วง
วันศุกร์
คนเกิดวันศุกร์ ควรเลือกสีโต๊ะทำงานที่เป็นโทนสีสดใส เช่น สีแดง สีส้ม สีเหลือง หรือสีโทนเย็น เช่น สีฟ้า หรือสีน้ำเงิน เพื่อเป็นการเสริมสร้างความก้าวหน้าในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน คนเกิดวันนี้สามารถจัดโต๊ะทำงานได้หลายทิศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ห้ามจัดโต๊ะทำงานไว้ทางทิศใต้เป็นอันขาด เพราะเป็นทิศต้องห้ามของคนเกิดวันศุกร์
สำหรับโต๊ะทำงานของคนที่เกิดวันศุกร์ ควรเน้นการจัดโต๊ะทำงานให้โล่งกว้าง อาจจะใช้โต๊ะทำงานที่มีลิ้นชักในตัว เพื่อเก็บของหรือใช้ลิ้นชักขนาดเล็กไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อเก็บของบนโต๊ะให้เป็นระเบียบก็ได้เช่นกัน
วันเสาร์
คนเกิดวันเสาร์จะอยู่ในธาตุน้ำ ดังนั้นควรเลือกสีโทนเข้มในการตกแต่ง ยกเว้นสีเขียว และสีส้มแสด ซึ่งเป็นสีต้องห้ามของคนที่เกิดวันนี้ ส่วนการจัดโต๊ะทำงาน ควรจะจัดโต๊ะทำงานด้วยวัสดุจากธรรมชาติเป็นหลัก ควรเลือกทิศทางของการจัดโต๊ะทำงานให้ใกล้กับทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันตก แต่ห้ามจัดโต๊ะทำงานไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาด เพราะเป็นทิศต้องห้าม และไม่มงคล
ส่วนการตกแต่งให้เน้นไปที่การตกแต่งแบบไล่ระดับ มีหลากหลายฟังก์ชันการใช้งาน เพราะนอกจากจะเรียกความสิริมงคลแล้ว ยังช่วยประหยัดพื้นที่ใช้สอยอีกด้วย
วันอาทิตย์
คนเกิดวันอาทิตย์ ซึ่งอยู่ในธาตุไฟ ควรเลือกสีในการจัดตกแต่งด้วยสีโทนร้อน เช่น สีแดง สีส้ม เน้นการตกแต่งเป็นรูปทรงสามเหลี่ยม และควรจัดโต๊ะทำงานให้ใกล้กับหน้าต่าง โดยห้ามจัดโต๊ะทำงานในทิศตะวันตกเฉียงใต้ และห้ามตกแต่งโต๊ะทำงานด้วยสีฟ้า และสีน้ำเงิน เพราะเป็นสีต้องห้ามของคนที่เกิดวันนี้
สำหรับของตกแต่ง คือตกแต่งด้วยของที่เป็นโทนร้อน เช่น โคมไฟ เพื่อช่วยดึงดูดชื่อเสียง รวมไปถึงภาพวอลเปเปอร์อย่างท้องฟ้า ที่ช่วยเสริมบารมีให้คนที่เกิดวันอาทิตย์ได้อย่างดี
Image credit: Sandra Rojo
จัดโต๊ะทำงานด้วยทริค 2 ข้อง่ายๆ
1. จัดโต๊ะทำงานให้สะอาดอยู่เสมอ
เพราะการไม่ยอมทำความสะอาดโต๊ะทำงาน อาจจะส่งผลให้เพื่อนๆ ไม่พร้อมทำงาน จิตใจว้าวุ่น ไม่มีสมาธิ และไม่ลืมทิ้งเศษกระดาษ ห่อขนม หรือแก้วน้ำพลาสติกนำทันทีที่กินหมด มดแมลงจะได้ไม่มารบกวนทั้งคุณ และเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงการจัดไฟล์งานในคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะนอกจากเราจะหางานที่ต้องการได้ง่ายแล้ว หน้าจอก็จะโล่งสบายตาอีกด้วย
2.ตกแต่งโต๊ะทำงานเรียกความปังระดับ 10!
วางคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป เครื่องคิดเลข หรือโทรศัพท์ไว้มุมซ้ายของโต๊ะทำงาน – เพราะจะทำให้เพื่อนๆ มีอำนาจในการทำงาน ทำให้การพูดคุยหรือเจรจาประสบความสำเร็จ วางหนังสือไว้มุมขวาของโต๊ะทำงาน – เพราะทำให้จิตใจสงบนิ่ง โฟกัสในการทำงานได้ดี วางลิ้นชักเล็ก ๆ ไว้บนโต๊ะมุมซ้าย – ส่งเสริมเรื่องสติปัญญา วางต้นไม้พันธุ์เล็ก ๆ ไว้บริเวณโต๊ะทำงาน – เพราะทำให้สมองปลอดโปร่ง ยิ่งไปกว่านั้นสีเขียวของต้นไม้ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายความเครียดอีกด้วย ตั้งวอลเปเปอร์เป็นรูปสายน้ำ – เพราะทำให้จิตใจสงบนิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน และมีสมาธิโฟกัสในการทำงานมากขึ้น แปะรูปภาพที่เราชอบ – จะเป็นรูปครอบครัว น้องหมาน้องแมว คนที่คุณรัก เพื่อนสนิท หรือสถานที่ท่องเที่ยวก็ได้ทั้งนั้น เพื่อเพิ่มความสบายใจ และสร้างความผ่อนคลายในการทำงาน
ฮวงจุ้ยโต๊ะทำงานที่ควรหลีกเลี่ยง
ไม่ควรนั่งติดหรือชิดเสา
เพราะส่งผลให้มีแต่เรื่องเครียดๆ เข้ามา ดังนั้นควรขยับโต๊ะให้ห่างจากเสา และไม่ควรให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของโต๊ะติดกับเสา หากขยับไม่ได้ เพื่อนๆ อาจหาภาพวิวมาติดไว้ก็ได้ เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย
ไม่ควรนั่งหันหลังให้ผนังที่ไม่เรียบ
เพราะทำให้การทำงานมีอุปสรรค ให้หารูปวิวมาติดเพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย
ไม่ควรตั้งโต๊ะทำงานตรงกับประตู
เพราะจะทำให้การงานวุ่นวาย เจอแต่ปัญหาอุปสรรคให้ต้องคอยแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นเพื่อนๆ มีหน้าที่ออกไปติดต่อข้างนอกบ่อยๆ ถึงจะดี แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรหาต้นไม้มงคลมาตั้งไว้เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย
ไม่ควรนั่งหันหลังให้ประตู
เพราะจะส่งผลให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกนินทาว่าร้าย ดังนั้นควรมีกระจกเงาตั้งไว้เพื่อให้มองเห็นด้านหลัง เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ยที่ง่ายที่สุด
ไม่ควรนั่งตรงกับประตูห้องน้ำ
เพราะส่งผลต่อสุขภาพ อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นควรหาฉากหรือม่านมาบังไว้เพื่อเป็นการแก้ฮวงจุ้ย
ชีวิตปังง่ายๆ แค่จัดโต๊ะทำงาน
จะว่าไปแล้ว ไม่ใช่แค่การ Work From Home ที่สามารถจัดโต๊ะทำงานเสริมดวงได้เท่านั้น เพื่อนๆ สามารถทำได้ทุกที่ของการทำงานเลย จะที่ทำงาน หรือมุมสุดโปรดในบ้านก็ได้ ถึงตรงนี้เราไม่ได้บอกว่าให้เชื่อทั้งหมด เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคลว่ามีความคิดเห็นแบบไหน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพยายาม และไม่ลืมที่จะเพิ่มเติมความรู้ พัฒนาทักษะต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ชีวิตการทำงานของเพื่อนๆ เติบโตอย่างมีคุณภาพมากที่สุด
สำหรับใครที่กำลังมองหาโต๊ะทำงาน สวยๆ เข้าไปไว้ในสำนักงาน หรือที่บ้าน ก็สามารถเข้ามาหาซื้อได้เลยที่ Kaidee เพราะที่นี่มีครบ พร้อมบริการที่มากกว่าการซื้อขาย คลิกเลย!
May 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ตลาดสมาร์ทโฟนที่ผ่านมายังคงมีรุ่นใหม่ๆเปิดตัวและวางขายอยู่เรื่อยๆ หนึ่งในนั้นคือซัมซุงที่มีทั้งสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงและรุ่นอื่นๆออกมา อย่างรุ่นยอดฮิตในตระกูล Galaxy Note และ Galaxy S ที่ออกมาหลายสิบรุ่น นวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นก็ถูกนำมาใส่ในรุ่นนี้แบบแน่นเครื่อง จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ซัมซุงยังคงเป็นแบรนด์ยอดฮิต ครองใจใครหลายคนอยู่
ซึ่งในช่วงต้นปี 2021 นี้ ซัมซุงก็มีรุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาหลากหลายรุ่นทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่าง Galaxy Tab S7 และ S7+ หรือตระกูล Galaxy A อย่างรุ่น A72 หรือจะเป็นรุ่นที่เปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วอย่าง Galaxy Note 20 ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆมากมายจนขายดีสุดๆ ซึ่งใครที่กำลังลังเลว่าจะซื้อรุ่นไหนดี บทความนี้เรารวมรุ่นน่าสนใจมาให้ได้ดูกัน
โทรศัพท์ซัมซุง รุ่นไหนดีในปี 2021
ซัมซุงรุ่นใหม่ๆที่เปิดตัวและวางขายในช่วงที่ผ่านมามีหลากหลายรุ่นในหลายตระกูลของสมาร์ทโฟน ซัมซุง เรามาดูกันข้อมูลของแต่ละรุ่นกัน
1.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy Note20 5G | Note20 Ultra 5G
ภาพจาก Samsung.com
หลังจากที่เปิดตัวและวางขายไปในช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมากับซัมซุง Galaxy Note 20 ตระกูล Note ที่มาพร้อมปากกาอัจฉริยะ S Pen โดยในรุ่นนี้จะมาพร้อมสีใหม่อย่าง Mystic Bronze และ Mystic Black
เรื่องของหน้าจอจะเป็นจอแบนขนาด 6.7 นิ้วความละเอียด FHD+ (1080×2400) ในรุ่น Note20 และจอโค้งขนาด 6.9 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (1440×3088) ในรุ่น Note20 Ultra ซึ่งทั้งสองรุ่นจะเป็นจอแบบ Infinity-O ที่มีกล้องฝังอยู่บนหน้าจอและเป็นจอแสดงผล HDR 10+ เหมือนกัน
ภาพจาก Samsung.com
เรื่องกล้องนั้นถือว่าคมชัดและฟังก์ชันเยอะ สำหรับรุ่น Note20 นั้นจะเป็นกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 12MP (Wide) + 12MP (Ultra Wide) + 64MP (Tele) พร้อมซูมแบบ Hybrid Optical ได้ 3 เท่า และซูมแบบ Digital ได้ 30 เท่า ส่วนรุ่น Note20 Ultra จะเป็นกล้องหลัง 3 ตัวความละเอียด 12MP (Ultra Wide)+108MP (Wide) +12MP (Tele) กล้องหน้าความละเอียด 10MP พร้อมซูมแบบ Hybrid Optical ได้ 5 เท่า และซูมแบบ Digital ได้ 50 เท่า
*ทั้งสองรุ่นรองรับการถ่ายวิดีโอความละเอียด UHD 8K 24fps
เรื่องแบตเตอรีนั้นเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่สามารถใช้งานได้อย่างยาวนานด้วยความจุ 4300 mAh และ 4500 mAh ในรุ่น Note20 และ Note20 Ultra ตามลำดับ พร้อมทั้งสองรุ่นยังรองรับระบบชาร์จไว 25W ให้ชาร์จเพิ่มได้อย่างรวดเร็ว
การใช้งานนั้นถือว่าตอบโจทย์กับคนรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลมากๆ ด้วยความสามารถของ S Pen ที่สามารถจดและเปลี่ยนลายมือเป็นตัวพิมพ์ให้พร้อมแชร์ไปยังแอปต่างๆได้อย่างสะดวก รวมถึงสามารถเปลี่ยนลายมือที่เขียนไม่ตรงบรรทัดให้ตรงเป็นระเบียบได้อย่างง่ายดาย
ส่วนเรื่องการเล่นเกมนั้นในรุ่น Note 20 Ultra จะได้จอที่มีค่ารีเฟรซสูงถึง 120 Hz ทำให้ได้ภาพที่ลื่นไหล รวมกับสมรรถภาพของหน่วยประมวลผลแบบ 4 Core ที่ช่วยให้เครื่องทำงานและเล่นเกมได้อย่างเต็มอรรถรส
2.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy S21 | S21+ | S21 Ultra
ใหม่ล่าสุดในตระกูล Galaxy S กับ Galaxy S21, S21+ และ S21 Ultra ที่เปิดตัวไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยในตระกูลนี้จะเป็นตระกูลเรือธงของสมาร์ทโฟนซัมซุงที่จัดเต็มทั้งเรื่องการถ่ายรูป วิดีโอ รวมถึงประสิทธิภาพของเครื่องที่สามารถเล่นเกมและแสดงผลสื่อบันเทิงต่างๆได้อย่างเต็มอรรถรส
ในรุ่นใหม่นี้จะแยกเป็น S21 กับ S21+ ที่มีความใกล้เคียงกัน และรุ่น S21 Ultra ที่ให้ความพรีเมียมยิ่งขึ้นไปอีก โดยในรุ่น S21 และ S21+ จะมีหน้าจอแบบจอแบนความละเอียด FHD+ ที่ขนาด 6.2 นิ้วและ 6.7 นิ้วตามลำดับ ส่วน S21 Ultra จะเป็นจอขอบบางขนาด 6.8 นิ้วความละเอียด 1440×3200 ซึ่งทั้งสามรุ่นนั้นมาพร้อมจอที่มีค่ารีเฟรชเรท 120Hz
เรื่องกล้องนั้นทำได้ดีตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น โดยกล้องหลัง 3 ตัวมีความละเอียด 12MP (Ultra Wide) +12MP (Wide) + 64MP (Tele) ในรุ่น S21 และ 21+ ที่สามารถซูมได้ถึง 30 เท่า ส่วนรุ่น S21 Ultra จะเป็นกล้อง 4 ตัวความละเอียด 12MP (Ultra Wide) + 108MP (Wide) + 10MP (Tele) 2 ตัวที่สามารถซูมได้ถึง 100 เท่า และทั้งสามรุ่นสามารถบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K 24fps ได้เหมือนกัน แต่ในรุ่น S21 Ultra จะบันทึกได้ถึง 30fps
เรื่องแบตเตอรีนั้นจะอยู่ที่ 4,000 4,500 และ 5,000 mAh ในรุ่น S21, S21+ และ S21 Ultra ตามลำดับ พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว 25W ซึ่งนอกจากนี้ในรุ่น S21 Ultra นั้นรองรับการใช้งานร่วมกับ S Pen ด้วย (ไม่มีแถมมาให้ ต้องซื้อแยก)
ด้วยหน่วยประมวลผล Exynos 2100 แบบ 4 Core ทำให้ซัมซุงรุ่นนี้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่สูงมาก ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ถ่ายรูปหรือวิดีโอก็ทำได้อย่างสบายๆ
3.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy Z Fold2 5G
เรียกว่าเป็นรุ่นหนึ่งที่พลิกวงการสมาร์ทโฟนก็ว่าได้สำหรับเจ้าซัมซุง Galaxy Z Fold2 สมาร์ทโฟนพับจอได้นี้ โดยรุ่นที่ 2 นี้เปิดตัวไปเมื่อเดือนกันยายนปี 2020 ที่ผ่านมา และเช่นเดิมราคายังคงอยู่ในระดับที่สูงมากเช่นเคย แต่ต้องยอมรับว่าสิ่งที่คุณจะได้รับจากเจ้าซัมซุงรุ่นนี้จะเป็นประสบการณ์ใหม่ของการใช้สมาร์ทโฟนจริงๆ
หน้าจอ Foldable Display ถือเป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้เลย เมื่อกางออกแล้วจะมีขนาดอยู่ที่ 7.6 นิ้วความละเอียด 1768 x 2208 พิกเซล และเมื่อพับกลับจะอยู่ที่ 6.2 นิ้ว ความละเอียด 816 x 2260 พิกเซล ที่สำคัญยังมีค่ารีเฟรชเรทอยู่ที่ 120 Hz อีกด้วย
ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ที่เมื่อกางออกแล้วก็เป็นเหมือน Tablet ตัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ ทำให้การใช้งานนั้นมีความสะดวกมากขึ้น ทั้งการเปิดแอปพลิเคชันต่างๆพร้อมกันบนหน้าจอโดยแบ่งได้มากถึง 3 หน้าจอเลยทีเดียว
ส่วนเรื่องกล้องก็ถือว่าดีทีเดียว กล้องหลังเป็นกล้อง 3 ตัว ที่มีมุมปกติ มุมกว้างและมุม Tele ความละเอียด 12MP ทั้งสามตัวพร้อมระบบกันภาพสั่นไหวทั้ง OIS และ EIS ส่วนกล้องหน้าจะมีความละเอียดอยู่ที่ 10MP
โดยรวมถือเป็นรุ่นหนึ่งที่น่าเป็นเจ้าของ หากคุณมีงบที่ไม่จำกัดล่ะก็ ต้องรุ่นนี้เลย
4.โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy A72
มาที่รุ่นในตระกูล A กันบ้างกับรุ่น Galaxy A72 ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยราคานั้นอยู่ในระดับหมื่นต้นๆ ที่มีสเปคมาให้แบบรองรับการใช้งานที่หลากหลาย
ภาพจาก gsmarena.com
หน้าจอ Super Amoled FHD+ ขนาด 6.7 นิ้ว ที่ช่วยให้เต็มอิ่มกับอรรถรสของความบันเทิงทุกรูปแบบ และยังมี Eye Comfort Shield ที่ช่วยลดแสงสีฟ้าได้อีกด้วย
ส่วนใครที่ชอบถ่ายรูปนั้น รุ่น A72 นี้ก็ไม่แพ้รุ่นพี่ตระกูลอื่นเลย ด้วยกล้องหลัง 3 ตัวที่มีทั้ง Ultra-Wide, Telephoto และ Macro ที่สำคัญในกล้องหลักความละเอียด 64MP ยังมีระบบกันสั้่นแบบ OIS อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นกล้องหน้ายังมีความละเอียดสูงถึง 32MP
ภาพจาก samsung.com
ส่วนเรื่องระบบเสียงนั้นรุ่นนี้มีลำโพงคู่แบบสเตอริโอ ที่มาพร้อมระบบ Dolby Atmos เต็มอิ่มทั้งการดูหนัง ฟังเพลงและเล่นเกม แถมยังมีแบตเตอรีความจุ 5,000 mAh ที่รองรับชาร์จเร็วแบบ 25w อีกด้วย
5. โทรศัพท์ซัมซุง Galaxy A52
อีกหนึ่งรุ่นออกใหม่ในตระกูล A กับซัมซุง Galaxy A52 ที่จัดสเปคมาเหมาะกับสายถ่ายรูปทำคอนเทนต์สุดๆ
สำหรับกล้องรุ่นนี้มี AI ที่เพิ่มโหมด Beauty, AR Emoji, AR Sticker และยังสามารถโฟกัสแบบแตะเลือกจุดได้ นอกจากนี้การซูมของกล้องหลังยังสามารถซูมแบบดิจิทัลได้ถึง 10 เท่า
สเปคอื่นๆจะมีความคล้ายกับ A72 ยกเว้นเรื่องขนาดหน้าจอ 6.5 นิ้วที่มีค่ารีเฟรชเรท 120 Hz หน่วยประมวลผล Qualcomm Sanpdragon 750G Octa Core แบตเตอรี่ 4,500 mAh และการรองรับ 5G ในรุ่นนี้
โทรศัพท์ ซัมซุงรุ่นไหนเหมาะกับใคร
สมาร์ทโฟนซัมซุงถูกแบ่งเป็นหลายตระกูลและหลายระดับการใช้งาน ซึ่งหากเราอยากเลือกให้คุ้มค่ากับการใช้งานของเราสามารถอิงจากนี้ได้เลย
1.เน้นใช้งาน แต่งบประมาณจำกัด
สำหรับใครที่มีงบจำกัดในการซื้อสมาร์ทโฟน แต่ยังคงมองหาสเปคที่เน้นจอใหญ่ แบตเยอะ ใช้งานได้ ก็ต้องเป็นซัมซุงตระกูล Galaxy M ตระกูลใหม่ที่รวมเอาตระกูล J และ C มาไว้ด้วยกัน ระดับราคาจะอยู่ที่ประมาณสามพันเป็นต้นไป
2.เน้นฟังก์ชัน คุ้มค่าทุกสตางค์
ใครชอบฟังก์ชันเยอะๆในสมาร์ทโฟนที่ทำให้เรารู้สึกคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป ซัมซุงก็มีหลากหลายตระกูลที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ อย่างซัมซุงตระกูล Galaxy A ที่เหมาะกับคนที่มีงบประมาณหลักหมื่นต้นๆเน้นสเปคที่ใช้งานได้แบบคลอบคลุมทั่วไป
หรือจะเป็นซัมซุงตระกูล Galaxy S ที่อยู่ในระดับเรือธงและ Galaxy Note ที่เป็นตระกูลพรีเมียม ซึ่งทั้งสองตระกูลนี้จะมีราคาที่สูงกว่าตระกูล A และ M แต่ก็แลกกับการใช้งานที่หลากหลายและความพรีเมียมที่เพิ่มมากขึ้น อย่างตระกูล Note ที่มี S Pen ให้เราสามารถจดได้อย่างสะดวก หรือความเร็วแรงของเครื่องตระกูล S
3.เน้นกล้อง ต้องถ่ายรูปสวย
สายถ่ายรูปทำคอนเทนต์ เน้นภาพสวยต้องมาที่ซัมซุงตระกูล S และ Note เลย ความพรีเมียมของเครื่องและความสามารถของกล้องในสมาร์ทโฟนตระกูลนี้จะทำให้คุณได้สนุกไปกับการถ่ายรูปและวิดีโอ ซึ่งคุณภาพที่ได้นั้นก็สูงมากเช่นเดียวกัน
4.เน้นเทคโนโลยี ความล้ำหน้า
นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องกับสมาร์ทโฟนซัมซุงนั้น ตระกูลที่มีความล้ำหน้าที่สุดจะเป็นตระกูล Galaxy Z อย่างรุ่น Galaxy Fold และ Galaxy Flip ที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการสมาร์ทโฟนเป็นอย่างมาก
สรุปโทรศัพท์ซัมซุงในปี 2021
ในปี 2021 นี้ รุ่นใหม่ๆที่เปิดตัวมามากมายทั้งตระกูลเรือธงและตระกูลอื่นๆก็มีรุ่นที่น่าสนใจมากมาย ทั้งเรื่องราคาและสเปคที่มีการพัฒนาให้เหมาะกับการใช้งานในยุคดิจิทัล ซึ่งซัมซุงเองก็พยายามทำสมาร์ทโฟนเพื่อตอบโจทย์กับผู้ใช้งานทุกระดับ ให้เราทุกคนสามารถเข้าถึงกับเทคโนโลยีใหม่ๆกันอย่างทั่วถึง
หากใครมองหาโทรศัพท์ซัมซุงสักเครื่องอยู่ล่ะก็มาดูที่ kaidee ของเราได้เลย ไม่ว่าจะรุ่นไหนตระกูลอะไรก็สามารถเข้ามาค้นหาและเลือกซื้อได้อย่างสบายใจ อย่ารอช้า มาดูกันเลย
May 21, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สมัยนี้ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายกันมากขึ้น และการออกกำลังกายด้วยการเล่นเวท หรือ Weight Trainning ก็เป็นวิธีการออกกำลังที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากการเล่นเวท สามารถเบิร์นไขมันที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้ชัดเจน แถมยังเป็นกีฬาที่ใช้พื้นที่น้อยอีกด้วย
แต่การออกกำลังกายที่ช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้รวดเร็ว คงจะไม่มีวิธีไหนที่ดีไปกว่าการ ‘วิ่ง’ เพราะการวิ่งเป็นการออกกำลังกายประเภท ‘คาร์ดิโอ้’ ซึ่งช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจได้ถึง 60-80% ให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ดังนั้นนอกจากน้ำหนักลดแล้ว สุขภาพยังแข็งแรงด้วย
hawaiipacifichealth.org
ว่าด้วยเรื่องของรองเท้าวิ่ง ใน พ.ศ.นี้ คงไม่มีแบรนด์กีฬาใดที่สู้คุณภาพ ความฮอต และดีไซน์ท็อปฟอร์มของ Nike ได้อีกแล้ว วันนี้เราจึงรวบรวมรองเท้าวิ่งจากตระกูล Nike Zoom หรือ Nike Zoom Series รุ่นต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้วิ่งโดยเฉพาะ
แล้วทำไมต้องเป็น Nike Zoom, นวัตกรรม Nike Zoom คืออะไร, Nike Zoom รุ่นไหนเหมาะกับการวิ่งแบบใด และเพราะอะไร Nike Zoom ถึงเป็นรองเท้าที่นักกีฬาวิ่งทั่วโลกเลือกใส่ลงสนามมากที่สุด เรามาดูกันเลย
ทำไมต้อง ‘Nike Zoom’
Cheaps2021.ru
“ Nike Zoom มาพร้อมนวัตกรรมล้ำเลิศ เปลี่ยนแรงกระแทกเป็นพลังสำหรับก้าวถัดไป ”
ในทุกๆ ปี มีรองเท้าวิ่งออกมาวางจำหน่ายล้นตลาด แต่มีไม่กี่แบรนด์ ที่หมั่นพัฒนาประสิทธิภาพของรองเท้าจาก Series เดิม โดยแก้ที่จุดบกพร่องที่พบเจอบ่อยจากผู้ใส่ ให้ได้มาซึ่งรองเท้าที่ตอบโจทย์ผู้สวมใส่มากที่สุด และรองเท้าวิ่งคู่นั้น ก็หนีไม่พ้น กองทัพรองเท้า Nike ตระกูลรองเท้าวิ่ง Nike Zoom นั่นเอง
Nike Zoom เป็นรองเท้าวิ่งที่พัฒนาขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีของโฟม เพื่อ ‘ลดแรงกระแทก’ และ ‘แรงอัด’ ขณะวิ่ง เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเคลื่อนตัวได้รวดเร็วและคล่องตัว อีกทั้งในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการตึงบริเวณกล้ามเนื้อที่ใช้งานอีกด้วย
โดยเทคโนโลยี Nike Zoom นี้ เป็นการใช้สวนอัดของอากาศและเส้นใย ประสานเข้าด้วยกัน จึงช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดี พร้อมควบคุมการทรงตัวขณะเปลี่ยนทิศทางกะทันหันของนักกีฬาได้ด้วย
Nike Zoom เป็นรองเท้าที่ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพราะ Nike ต้องการให้ Nike Zoom เป็นรองเท้าวิ่ง ที่ช่วยเพิ่มระดับความเร็วในการวิ่ง ในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่รองเท้าวิ่งจะทำได้
เลือก Nike Zoom สำหรับลู่วิ่งที่แตกต่าง
1. Nike Zoom สำหรับใส่ซ้อม
– Nike Air Zoom Tempo Next%
Snkrtoday.com
รองเท้า Nike Zoom รุ่นนี้มี Upper (ส่วนบนคลุมช่วงเท้าด้านบน) ทำมาจากผ้าถัก Flyknit ซึ่งเป็นผ้าโปร่งโล่ง น้ำหนักเบา และมีความทนทานสูง ถึงแม้ว่าจะเป็นผ้าถัก แต่ก็ให้ความกระชับ และความยืดหยุ่นได้ดีเยี่ยมเสมือนกับใส่ถุงเท้า ตามสไตล์ของ Nike Zoom
เนื่องจากรองเท้า Nike Zoom คู่นี้ เป็นรองเท้าสำหรับซ้อม Nike Zoom – Nike Zoom Tempo Next% รุ่นนี้ จึงประกอบไปด้วยโฟมทั้งหมด 2 ชนิด ตรงบริเวณ Midsole รองเท้า นั้นก็คือ โฟม ZoomX และ โฟม React โดยโฟม ZoomX จะทำหน้าที่ลดแรงกระแทกขณะวิ่ง ในขณะที่โฟม React ที่มีความเด่งในตัว จะคอยสนับสนุนการทำงานของโฟม ZoomX เพื่อยืดอายุการใช้งานของรองเท้านั่นเอง
แน่นอนว่าเป็น Nike Zoom จะไม่มี Zoom Air เลยก็กระไรอยู่
สำหรับคนไหนที่ไม่รู้ว่า Zoom Air อยู่ตรงไหน Zoom Air คือบริเวณพื้นที่สี่เหลี่ยมสีเขียวด้านหน้ารองเท้า ซึ่ง Nike Zoom รุ่นนี้ มาพร้อมกับ Zoom Air แบบคู่ มีหน้าที่ช่วยในเรื่องของจังหวะการเด่งตัว ให้พุ่งตัวไปได้ไกลขึ้น
– Nike Zoom Pegasus Turbo 2
Nike.com
Nike Zoom – Nike Zoom Pegasus Turbo 2 รุ่นนี้ ได้ถูกพัฒนามาจาก Nike Air Zoom Pegasus รุ่นแรก
ผ้าที่ใช้ทำ Upper ของรุ่นนี้ เป็นผ้า Mesh ชั้นเดียว เพื่อลดความหนา แต่ยังคงความแข็งแรงทนทาน ไม่น้อยหน้า Nike Zoom รุ่นอื่น
รองเท้า Nike Zoom – Nike Zoom Pegasus Turbo 2 จุดเด่นอยู่ที่เชือกรองเท้า ซึ่งเป็นการผูกเชือกรองเท้าแบบใหม่ โดยการเพิ่มรูเชือกรองเท้าอีกแถว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความกระชับบริเวณหน้าเท้าได้ดีขึ้น
ความพิเศษของรุ่นนี้อยู่ที่ความบาง ซึ่งเกิดจากการปรับขนาดส่วนประกอบของรองเท้า ตั้งแต่ลิ้นรองเท้า, เทคโนโลยีโฟม และวัสดุผ้าUpper ให้บางลง เพื่อความคล่องตัวที่มากขึ้นขณะวิ่ง
Nike Zoom Pegasus Turbo 2 ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีโฟม 2 ชนิด เช่นเดียวกับ Nike Zoom รุ่น Nike Air Zoom Tempo Next% ที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ นั่นก็คือ โฟม ZoomX และ โฟม React นั่นเอง
2. Nike Zoom สำหรับวันแข่ง
– Nike ZoomX Vaporfly NEXT%
Nike.com
Nike Zoom – Nike ZoomX Vaporfly NEXT% เป็นรองเท้าวิ่งระดับท็อปจากตระกูล Nike Zoom เลยก็ว่าได้ โดยวัสดุผ้า Upper ของรองเท้า Nike Zoom รุ่นนี้จะเป็นผ้า VaperWeave ซึ่งมีคุณสมบัติไม่อมน้ำ และมีน้ำหนักเบา แถมยังระบายอากาศได้ดี ทำให้ไม่เกิดความอับชื้นเมื่อใช้งาน
ส่วนตัวเทคโนโลยีโฟมของ Nike Zoom รุ่นนี้ จะเป็นการใช้โฟม ZoomX แต่ความพิเศษอยู่ที่ปริมาณโฟมที่เพิ่มมากขึ้นถึง 15% จากรุ่นที่แล้ว ซึ่งยังคงให้น้ำหนักที่เบาสบาย เพิ่มเติมแค่แรงส่งคืนที่เด้งมากขึ้น
นอกจากนี้ Nike ZoomX Vaporfly NEXT% ยังเสริมแผ่น คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Plate) ตลอดแนวยาวด้านในรองเท้า จึงทำให้ Nike Zoom รุ่นนี้ ให้ความรู้สึกสบายเท้าขึ้น
Read.thai.run
เท่านี้ยังไม่พอ Nike Zoom X Vaporfly NEXT% ยังเพิ่มความหนาของพื้นยางให้รองเท้าเข้าไป เพื่อรองรับแรงกระแทกอย่างรุนแรงได้ดีขึ้น และยังช่วยลดการสึกของรองเท้าได้ดี เหมาะสำหรับใส่ลงสนามแข่งเป็นที่สุด
– Nike Zoom Fly 3 (จาก Nike Zoom Ekiden Pack)
Unlockmen.com
Nike Zoom Ekiden Pack เป็นชุดรองเท้าวิ่งจากตระกูล Nike Zoom ซึ่งทาง Nike ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบดีไซน์มาจากวัฒนธรรมการวิ่งผลัดประจำปีของประเทศญี่ปุ่น ที่เรียกกันว่า Ekiden Season
โดยเซตรองเท้า Nike Zoom Ekiden Pack จะประกอบไปด้วย รองเท้า Nike Zoom 3 รุ่น ดังนี้
Nike ZoomX Vaporfly NEXT% Nike Zoom Fly 3 Nike Zoom Pegasus Turbo 2
ซึ่งรองเท้าทั้ง 3 รุ่นจาก Nike Zoom Ekiden Pack ต่างมาใน สี Teal ฟ้าอมเขียว ซึ่งสีนี้เอง ก็เป็นสีเดียวกับสีรถไฟชินคันเซ็น (Shinkansen) สัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง
แต่ถ้าให้เลือกรองเท้าจากเซต Nike Zoom Ekiden Pack ที่เหมาะใส่ลงแข่งมากที่สุด คงต้องยกให้ Nike Zoom Fly 3 คู่นี้
Read.thai.run
Nike Zoom Fly 3 ใช้เทคโนโลยีโฟม React ที่มาพร้อมกับแผ่นคาร์บอน (Carbon Plate) ด้านในที่หนาขึ้น ทำให้มีสัมผัสที่นุ่ม และแรงส่งที่มากกว่ารุ่น Fly 2 เป็นเท่าตัว นอกจากนี้รุ่น Fly 3 ยังเลือกใช้เนื้อผ้า Vaporweave ซึ่งมีคุณสมบัติเบา และไม่อมน้ำ แทนการใช้ ผ้าถัก Flyknit จากรุ่น Nike Zoom Fly 2 จึงทำให้ รุ่นนี้มีน้ำหนักที่เบาขึ้น
สำหรับระยะทางวิ่งที่เหมาะสำหรับ Nike Zoom Fly 3 อยู่ที่ตั้งแต่ 5 กิโลเมตร ไปจนถึง ระยะ Full Maraton 42.195 กิโลเมตรเลยทีเดียว เรียกได้ว่าคู่เดียว ใส่ได้ทั้งซ้อม ทั้งแข่ง สบาย
3. Nike Zoom สำหรับวิ่งเทรล (Trail Running)
– Nike Pegasus Trail 2
Nike.com
ขึ้นชื่อว่าเป็น Nike แน่นอนว่าแบรนด์นี้ ทำรองเท้าออกมาได้ครอบคลุมรอบจักรวาลแน่นอน และตระกูล Nike Zoom ก็ไม่ต่าง ครั้งนี้ Nike Zoom ก็ได้ปล่อยรองเท้ามาอีกรุ่น สำหรับคนรักการวิ่งวิบากโดยเฉพาะ และคู่นั้นก็คือ Nike Pegasus Trail 2
และแม้ว่า Nike จะเอาคำว่า “Zoom” ออก และไม่ได้เอ่ยถึงเทคโนโลยีโฟม ZoomX แต่อย่างใด แต่รองเท้าคู่นี้ก็ยังมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับรองเท้าวิ่งตระกูล Nike Zoom รุ่นอื่นๆ
ในส่วน Upper รองเท้า ก็ได้นำเอาผ้า Mesh ที่ช่วยเรื่องการระบายอากาศ มีน้ำหนักเบาและกันน้ำ เข้ามาใช้ ทำให้รองเท้าแห้งเร็ว พร้อมให้ผู้ใช้ใส่ ได้ใส่ไปเดินเขา ลุยป่า แบบหมดห่วง
Nike.com
ในส่วนบริเวณข้อเท้า จะใช้ผ้ายืดที่กระชับมากขึ้น เพื่อป้องกันเศษหิน และฝุ่นละอองเข้ารองเท้าในขณะวิ่งเทรล และถึงแม้รุ่นนี้จะไม่ได้ใช้โฟม ZoomX แต่เขายังคงคุณสมบัติความนุ่ม และเบาสบายของ Nike Zoom ด้วยการใช้โฟม React แบบเต็มแผ่น ซึ่งช่วยในเรื่องของความยืดหยุ่น และเบาสบายได้ดีเช่นเดิม
ดอกยางของ Nike Pegasus Trail 2 นั้น จะมีความหนาพอสมควร ทั้งนี้เพื่อป้องกันของมีคม แทงเข้าที่ฝ่าเท้าขณะวิ่ง ด้วยเหตุนี้ รองเท้าคู่นี้จึงมีน้ำหนักที่หนักกว่า Nike Zoom ทุกรุ่นที่กล่าวมา แต่น้ำหนักนี้เอง ก็ช่วยในการรักษาสมดุลขณะ ขึ้น-ลง เขาของผู้ใช้งาน
Nike Zoom รองเท้าวิ่ง
ที่ทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก
ตระกูลรองเท้า Nike Zoom เป็นรองเท้าวิ่งที่ Nike ผลิตขึ้นมาสำหรับใส่ซ้อมและแข่งวิ่งโดยเฉพาะ ด้วยเทคโนโลยีโฟมของ Nike Zoom ทั้งโฟม ZoomX และ Zoom React ที่ได้นำมาใช้ เพื่อลดแรงกระแทก และปกป้องเท้าของคุณ เมื่อเคลื่อนตัวไปด้วยความเร็วสูง อีกทั้งยังช่วยลดน้ำหนักรองเท้า ให้คุณรู้สึกเบาสบายขณะสวมใส่
ดังนั้นถ้าอยากเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการวิ่ง ให้เริ่มต้นจากการเลือก ‘The Right Track’ ด้วย Nike Zoom นะคะ
บางครั้ง Motivation ในการออกกำลังกายก็มาจากชุดกีฬาที่เราใส่ออกกำลังกาย ถ้าการออกกำลังกายเป็นเรื่องยากสำหรับคุณ เราขอแนะนำให้ลองหาซื้อรองเท้ากีฬาดีๆ อย่าง Nike Zoom สักคู่ ถ้าเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าจะซื้อที่ไหน ลองแวะมาดูที่ Kaidee ได้นะคะ เรามี Nike Zoom หลายรุ่นให้เลือกมากมายเลย