ซื้อหูฟังบลูทูธ สำหรับความต้องการที่แตกต่าง

ซื้อหูฟังบลูทูธ สำหรับความต้องการที่แตกต่าง

แน่นอนว่าถ้าจะให้เลือกซื้อหูฟังบลูทูธ หรือหูฟังไร้สาย (Wireless Earbuds) ผลิตภัณฑ์ของ Apple อย่าง “Apple – Airpods” ต้องเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของใครหลายคนอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยดีไซน์ที่เนี๊ยบ เรียบหรู สไตล์ Apple บวกกับคุณภาพระดับพรีเมียมมาตรฐานระดับโลก จึงไม่แปลกที่ทุกคนต่างเทใจซื้อหูฟังบลูทูธของ Apple – Airpods อันนี้

แต่การเลือกซื้อหูฟังบลูทูธนั้น ต้องคำนึงมากกว่าความนิยมของตัวสินค้า ถ้าเราตัดเรื่อง Loyalty (ความจงรักภักดีต่อแบรนด์) ที่เรามีให้ Apple ออกไป มีหูฟังมากมายในตลาด ที่มีคุณภาพเทียบเท่า Airpods แถมบางยี่ห้อ ยังมีแบตเตอรี่ทนกว่า กันเสียงรบกวนดีกว่า ขนาดพกพาสะดวกกว่า และที่สำคัญราคายังก็ถูกกว่า

แม้ว่าคุณจะไม่ใช่คนที่ซีเรียสเรื่องหูฟัง ขอเพียงแค่มันใช้งานได้ก็พอแล้ว แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่สำคัญอยู่ดี ในการเลือกซื้อหูฟังบลูทูธที่ตอบสนองความต้องการของคุณได้จริงๆ เพราะหูฟังบลูทูธแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ก็มีคุณสมบัติ ข้อดี และข้อเสียที่ต่างกัน 

วันนี้เราขอแนะนำ หูฟังบลูทูธสำหรับความต้องการที่แตกต่าง เพื่อให้เพื่อนๆ ได้เลือกซื้อหูฟังบลูทูธ กันแบบคุ้มๆ 

ซื้อหูฟังมีสาย VS ซื้อหูฟังบลูทูธ

ก่อนที่เราจะไปเลือกซื้อหูฟังบลูทูธกัน เรามาเปรียบเทียบกันดีกว่า ว่าหูฟังมีสายกับหูฟังไร้สายนั้น แบบไหนที่เหมาะกับเรากันแน่

  1. คุณภาพเสียง

ถ้าเรื่องเสียงเป็นเรื่องสำคัญของเพื่อนๆ บอกกันเลยตรงนี้ว่า อย่าเพิ่งซื้อหูฟังบลูธทูธนะคะ เพราะ ณ เวลาที่เขียนนี้ หูฟังแบบมีสายยังมีระดับเสียงคุณภาพเสียงที่ดี และเสถียรกว่าหูฟังแบบบลูทูธ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า เมื่อเราใช้หูฟังบลูทูธในสถานที่สาธารณะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีสัญญาณรบกวนมาก สัญญาณบลูทูธที่เชื่อมต่อเข้าโทรศัพท์ของเพื่อนๆ อาจจะถูกแทรกด้วยสัญญาณอื่น ทำให้เสียงขาดๆ หายๆ ได้ 

นอกจากนี้ ศิลปินส่วนมาก นิยมใช้หูฟังมีสายกันซะมากกว่า เพราะมันสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อย่าง  DAC/Amp ได้ง่ายกว่าด้วย

  1. ความสะดวกสบาย

สำหรับคนที่กำลังคิดจะซื้อหูฟังบลูทูธ แน่นอนว่าความสะดวกสบาย เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักเลยใช่ไหมคะ หูฟังบลูทูธนั้น มีความสะดวกในการใช้งานมากกว่าหูฟังแบบมีสาย ยิ่งถ้าคนไหนต้องเดินทางทุกวัน แนะนำให้เลือกซื้อหูฟังบลูทูธค่ะ เพราะเราสามารถหยิบมันขึ้นมาใส่หูได้ตลอดเวลา แถมขยับตัวได้คล่องแคล่ว ไม่ต้องกังวลว่าสายมันจะไปเกี่ยวกับสัมภาระของใคร 

  1. การดูแลรักษา

สำหรับใครที่ขี้เกียจชาร์จแบตเตอรี่ แต่ก็ขาดเสียงเพลงไม่ได้ ถ้ากำลังจะซื้อหูฟังบลูทูธ คิดดูอีกทีนะคะ เพราะหูฟังแบบมีสาย เพื่อนๆ แทบจะไม่ต้องคอยรักษา หรือคอยชาร์จแบตทุกเช้าทุกคืนเหมือนหูฟังบลูทูธเลย ในทางกลับกัน ถ้าหูฟังบลูทูธแบตหมด เราไม่สามารถทำอะไรกับมันได้เลย และที่สำคัญเมื่อมันมีแบตเตอรี่เป็นส่วนประกอบสำคัญ แน่นอนว่าอายุการใช้งานอาจจะไม่คงทนเท่าแบบมีสาย เพราะแบตเตอรี่นั้นก็ต้องเสื่อมไปตามกาลเวลาเป็นธรรมดา

  1. ราคา

หูฟังแบบบลูทูธมีราคาสูงกว่าหูฟังแบบมีสายมากถึง 15-30% เลยทีเดียว ซึ่งนี่อาจจะเป็นเหตุผลหลักๆ ที่หลายคนคิดแล้วคิดอีกว่า จะซื้อหูฟังบลูทูธดีไหม ในเมื่อคุณภาพเสียงของหูฟังมีสายนั้นเสถียรกว่า แถมราคาก็ถูกกว่าอีก ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ละคน ถ้าคนไหนเน้นการใช้งาน หูฟังแบบมีสาย ก็เพียงพอแล้วสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้าใครเน้นความสะดวกสบาย และอยากจะอินเทรนด์ ซื้อหูฟังบลูทูธก็คุ้มนะคะ

ซื้อหูฟังบลูทูธ ยี่ห้อไหน แบบไหนดีนะ

สำหรับแฟนคลับ Apple:

Apple – Airpods Pro 

apple.com

แน่นอนว่า Apple Airpods Pro เหมาะที่สุดแล้วสำหรับผู้ใช้ iPhone แม้ว่ามันจะมีราคาเปิดตัวที่ค่อนข้างแรง แต่คุณภาพ บอกเลยว่าคุ้ม เพราะเจ้าตัว Airpods Pro ตัวนี้ มีระบบ Active Noise Cancellation (ระบบกำจัดเสียงรบกวนภายนอก) จึงสามารถเก็บรายละเอียดเสียงได้ดีกว่า เสียงแน่นและชัดกว่า Airpods รุ่นก่อนๆ 

 ที่สำคัญ ยังกันน้ำ กันเหงื่อได้อีกด้วย ในขณะที่ Airpods รุ่นธรรมดา ไม่มีคุณสมบัติตรงนี้

thairath.co.th

นอกจากนี้ Airpods Pro เป็นหูฟังแบบ In-Ear จึงเกาะติดแน่นกับรูหู ไม่ว่าจะวิ่ง หรือจะกระโดด ยังไงก็ไม่มีร่วง ดังนั้นถ้าคนไหนเป็นแฟนคลับ Apple แล้วล่ะก็ ถ้าจะซื้อหูฟังบลูทูธสักอัน อย่ามองข้ามสิ่งที่ใกล้ตัวอย่าง Airpods Pro แล้วไปซื้อหูฟังบลูทูธยี่ห้ออื่นนะคะ เพราะคงไม่มีหูฟังรุ่นไหนแล้ว ที่มีฟังก์ชันเข้ากับ iPhone ได้เท่า Airpods Pro หรือ Airpods ที่ทำมาเพื่อผู้ใช้ iPhone โดยเฉพาะแล้วล่ะค่ะ 

ราคา: 8,992.00 บาท

สำหรับ Fitness Lover :

Beats – PowerBeats Pro

beatsbydre.com

สำหรับใครที่ออกกำลังกายเป็นประจำ เราแนะนำให้ซื้อหูฟังบลูทูธจากทาง Beats รุ่น PowerBeasts Pro 

รุ่นนี้เป็นรุ่นใหม่จาก Beats ที่ถูกพัฒนาและออกแบบ เพื่อใช้สำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะ อีกทั้งเขายังเพิ่มชิป H1 เข้าไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเสถียรในการเชื่อมต่อบลูทูธ

และบอกได้เลยว่า ตั้งแต่ดีไซน์จนถึงฟังก์ชันการใช้งานนั้น ต่างถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อสนับสนุนผู้ใช้งานในขณะเคลื่อนไหวร่างกาย โดยด้านบนหูฟังข้างซ้าย จะเป็นปุ่มปรับเสียง และตรงโลโก้ “Beats” จะเป็นปุ่มควบคุบเสียง ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายในการควบคุมเสียงเพลงในขณะวิ่งนั่นเอง

iphone-droid.net

ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเคลื่อนตัวแรงแค่ไหน ก็ไม่มีหลุด ด้วยดีไซน์แบบคล้องหู ส่วนเรื่องเสียงนั้น เขาจะเด่นที่เสียงเบส (เสียงต่ำ) ตามสไตล์ Beats ค่ะ

แต่ข้อดีสุดๆ ที่จะทำให้การตัดสินใจซื้อหูฟังบลูทูธ PowerBeats Pro นี้คุ้มซะยิ่งกว่าอะไรคือ ความทนทานของแบตเตอรี่ ที่สามารถอยู่ได้นานถึง 9 ชั่วโมง ชนะ Apple แบบขาดลอย เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อหูฟังบลูทูธทั้งที อย่าให้เสียเงินฟรี ด้วยการซื้อรุ่นที่ต้องชาร์จแบตกันบ่อยๆ นะคะ 

ราคา: 8,900 บาท

สำหรับเกมเมอร์:

Razer – Razer Nari

mercular.com

คนไหนเป็นสาย Steaming หรือ Gaming ซื้อหูฟังบลูทูธของ Razer ตอบโจทย์ที่สุด เพราะ Razer เขาเป็นแบรนด์ที่ผลิตหูฟังสำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ การันตีความมันในการเล่นเกมที่เพิ่มมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการสร้างมิติเสียงแบบใหม่ ที่ทางแบรนด์ Razer เท่านั้นที่ทำได้  

แม้ว่า Razer Nari ตัวนี้ จะไม่มีฟังก์ชัน Razer HyperSense ที่สามารถสั่นตามจังหวะเสียงเกมเหมือนรุ่น Razer Ultimate แต่เรื่องคุณภาพระบบเสียง และความสบายขณะสวมใส่ ก็ไม่แพ้ Razer Ultimate แต่อย่างใด 

แถมนวมครอบหูก็นุ่มสบาย มีเจลเย็นอยู่ภายใน ทำให้สัมผัสขณะสวมใส่นั้นสบายยิ่งขึ้น มีระบบไฟ Chroma ที่โลโก้ทั้งข้างซ้าย และข้างขวา สุดแนวอีกด้วย และแม้ว่าหูฟังจะค่อนข้างใหญ่ แต่ก็ไม่หนักเลย

gump.in.th

เรื่องคุณภาพเสียง จะเน้นเสียงเบส โดยมีเนื้อเสียงค่อนข้างต่ำ และจุดเด่นของเทคโนโลยี Razer คือ เสียงที่ได้ยินจากลำโพงนั้น สามารถบ่งบอกทิศทางต้นเสียงได้ชัดเจน เนื่องจาก Razer ตั้งใจเพื่อพัฒนาให้ Razer Nari เป็นหูฟังสำหรับมือเกมระดับเทพ ฉะนั้นถ้าใครจะเอาไปฟังเพลง คงต้องเลือกซื้อหูฟังบลูทูธแบบอื่น แต่ถ้าคุณเป็นสายเกม ไม่ต้องมองหาซื้อหูฟังบลูทูธที่ไหนแล้วนะคะ

ราคา: 5,890 บาท

สำหรับสายขี้รำคาญ:

Sony – WF-1000XM3

sony.co.th

ถ้าใครชอบฟังเพลง แบบดังๆ แบบเอาให้ไม่ได้ยินเสียงรบกวนด้านนอก หรือใครที่ติดนิสัยชอบอ่านหนังสือในร้านกาแฟเงียบๆ เราขอแนะนำให้ลองซื้อหูฟังบลูทูธของ Sony รุ่น WF-1000XM3 ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา 

จุดเด่นคือ ตัวหูฟังบลูทูธรุ่นนี้ประกอบไปด้วยชิปเซต ที่มีคุณสมบัติตรวจจับการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน (ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง หรืออยู่บนยานพาหนะ) เพื่อคำนวณหมวดเสียงให้เหมาะสมกับสถานที่ และสถานการณ์ ซึ่งหมวดเสียงแบ่งได้เป็น หมวดตัดเสียงรบกวน (Noise Cancellation) ซึ่งสามารถตัดเสียงรบกวนข้างนอกได้ในระดับสูง และหมวดห้ามตัดเสียงรบกวนข้างนอก (Ambient Sound)

sony.co.th

หรือผู้ใช้งานสามารถตั้งหมวดเสียงเองได้ เพียงแค่ดาวน์โหลดแอป Sony Headphone แล้วเข้าไปที่หมวด Adaptive Sound Control เท่านี้เราก็สามารถตั้งค่าความดังตามที่ต้องการได้ เรียกได้ว่าซื้อหูฟังบลูทูธอันเดียว ได้ทั้งหูฟังฟังเพลง และได้ทั้งที่ปิดหูกันเสียงรบกวน อีกด้วย

ราคา: 5,990.00 บาท

สำหรับคนชอบลืมชาร์จ:

Samsung – Samsung Galaxy Buds Plus

samsung.com

สำหรับใครที่ขี้หลงขี้ลืม ชอบลืมชาร์จหูฟังไร้สาย แล้วมักจะไม่มีใช้ระหว่างเดินทางไปทำงาน ซื้อหูฟังบลูทูธ Samsung Galaxy Buds Plus ของ Samsung สิคะ รับรองเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะหูฟังของเขานั้น หลังจากที่ชาร์จเพียงแค่ครั้งเดียว ก็สามารถอยู่ได้นานถึง 11 ชั่วโมง เรียกได้ว่า ฟังจนหูแฉะ ก็ไม่มีสะดุด

แน่นอนว่า มีข้อดี ก็ต้องมีข้อเสีย เหตุผลที่แบตเตอรี่ของเขาสามารถอยู่ได้นานถึง 11 ชั่วโมง เป็นเพราะ  Samsung Galaxy Buds Plus นั้น ไม่มีคุณสมบัติกันเสียงรอบข้างได้ดีเท่ายี่ห้ออื่นนั่นเองค่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าเสียงรบกวนข้างนอก เป็นสิ่งที่เพื่อนๆ กังวล แนะนำให้ซื้อหูฟังบลูทูธของ Sony รุ่นข้างบนแทนนะคะ

samsung.com

แต่ถ้าหากว่าใครไม่ชอบดีไซน์ของ Airpods อยากได้หูฟังที่มีรูปทรงพอดีกับรูหู โดยไม่มีส่วนยื่นออกมา ซื้อหูฟังบลูทูธของ Samsung Galaxy Buds ก็เป็นอีกทางเลือก ที่คุณจะมั่นใจได้ถึงคุณภาพ และดีไซน์ที่สวยงามตามที่ต้องการ

ราคา: 4,990.00 บาท

สำหรับสายแฟชั่น:

Samsung – Samsung Galaxy Buds Live

wired.com

ถ้าสำหรับคุณแล้ว เรื่องดีไซน์เป็นปัจจัยอันดับ 1  ซื้อหูฟังบลูทูธรุ่นไหน คงไม่ทำให้คุณพอใจกับดีไซน์ของมัน เท่ากับ Samsung Galaxy Buds Live แล้วล่ะค่ะ 

Samsung Galaxy Buds Live นับได้ว่าเป็นหูฟังที่มีรูปทรงที่ยูนิค และแปลกตาที่สุดในตอนนี้เลย และด้วยรูปร่างที่คล้ายถั่ว จึงทำให้หลายคนตั้งฉายาให้มันว่า “Bean Buds” และตอนนี้เขาก็มีให้เลือกทั้งหมดตั้ง 3 สี แล้วนะคะ ได้แก่ สีทองแดง สีขาว และสีดำ

samsung.com

เมื่อคุณซื้อหูฟังบลูทูธ Samsung Galaxy Buds Live อันนี้ นอกจากจะได้เป็นเจ้าของหูฟังเก๋ๆ ไม่ซ้ำใคร เรื่องความสบายขณะสวมใส่ เขาก็ดีไม่แพ้ใคร ด้วยขนาดที่พอดีกับหู จึงไม่ต้องห่วงว่ามันจะหลุดไปไหน และที่น่าทึ่งกว่านั้น ยังใส่สบาย แม้ว่าจะไม่มีปลอกจุกซิลีโคนยึดติดกับหูก็ตาม 

นอกจากนี้ เนื่องจากกล่องเก็บเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่แบน จึงทำให้สะดวกในการพกพา แถมยังถูกออกแบบเพื่อให้สามารถชาร์จได้ 2 แบบ ทั้งแบบสาย USB-C และแบบไร้สาย

เรื่องของเสียงนั้น คุณภาพเขาก็ระดับท็อปตามมาตรฐานของ Samsung ด้วยเสียงเบสแน่นๆ และระบบ Active Noise Cancellation (ระบบกำจัดเสียงรบกวนภายนอก) ที่ทำงานได้ดีทีเดียว สามารถลดเสียงความถี่ต่ำกว่า 700 MHz ได้ถึง 97% (เสียงความถี่ต่ำ ยกตัวอย่างเช่น เสียงเครื่องยนต์ และเสียงรบกวนขนาดเดินทาง)

ราคา: 5,990.00 บาท

สรุปแล้วซื้อหูฟังบลูทูธอันไหนดีนะ

 

ในปัจจุบันมีหูฟังบลูทูธหลายยี่ห้อ ให้เลือก ทั้งแบบราคาสูงเกินเอื้อม และแบบประหยัดสบายกระเป๋า แน่นอนว่าราคาก็เป็นปัจจัยหลักที่ผู้ซื้อมักจะคำนึงถึงก่อนการตัดสินใจซื้อ แต่ถ้าเลือกซื้อหูฟังบูลทูธตามราคาอย่างเดียว อาจจะทำให้ไม่ได้สินค้าที่ตอบโจทย์ตามความต้องการ เพราะหูฟังบลูทูธแต่ละรุ่น ต่างมีคุณสมบัติต่างกัน บางรุ่นกันน้ำ บางรุ่นแบตเตอรี่ทน บางรุ่นเน้นดีไซน์ และบางรุ่นสามารถตัดเสียงรบกวนภายนอกได้เงียบสนิท ในขณะที่บางรุ่นนั้นทำไม่ได้ 

Kaidee หวังว่าคำแนะนำของเราในวันนี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เลือกซื้อหูฟังบลูทูธกันได้อย่างเหมาะสม ตรงความต้องการ คุ้มค่ากับสตางค์ที่เสียไปนะคะ 

ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าอันไหนเหมาะสมกับเราที่สุด ลองเข้าไปเลือกดูที่เว็บ Kaidee กันก่อนได้นะคะ เรามีของให้เลือกมากมายเลย

Huawei Watch GT 2 สมาร์ตวอตช์แบตอึด สุดคุ้มค่าในราคา 5,990 บาท

Huawei Watch GT 2 สมาร์ตวอตช์แบตอึด สุดคุ้มค่าในราคา 5,990 บาท


ในยุคที่เทรนด์ของการรักสุขภาพ และดูแลตัวเองกำลังมาแรง อีกหนึ่งไอเทมยอดฮิตที่เคียงคู่กับ “ความรักครั้งนี้” นั่นก็คือเจ้านาฬิกา “สมาร์ตวอตช์” สุดล้ำ ที่หลายคนกำลังชั่งใจอย่างหนัก ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดีนะ ด้วยราคาเริ่มต้นหลักหมื่น เรียกว่าแพงกว่านาฬิกาธรรมดาหลายเท่าตัว จนบางคนคิดหนัก

ความกังวลเรื่อง “ราคา” และ “ความคุ้มค่า” ที่รบกวนใจทุกท่านอยู่นั้น ในปี 2021 นี้ เชื่อว่าหลายๆ คนที่ยังลังเล น่าจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะการแข่งกันในตลาดสมาร์ตวอตช์ค่อนข้างดุเดือดพอสมควร ในเรื่องของราคาและความคุ้ม ซึ่งในปีนี้มี Smart Watch รุ่นหนึ่งที่เป็นกระแสและน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง คือ “Huawei Watch GT 2” สุดยอดเรือธงแห่งค่ายหัวเหว่ย ที่เพียบพร้อมด้วยฟีเจอร์และฟังก์ชัน ในราคาเริ่มต้นเพียง 5,990 บาท

จะคุ้มค่า คุ้มราคามากแค่ไหน บทความนี้มีคำตอบให้คุณ!

Huawei Watch
Credit : https://consumer.huawei.com/en/wearables/watch-gt2

สเปคโดยรวมของ Huawei Watch GT 2

ก่อนจะไปเจาะลึกถึงความน่าสนใจและความคุ้มค่า เรามาดูภาพรวมของสมาร์ตวอตช์ตัวนี้กันก่อน โดยเจ้า Huawei Watch GT 2 รุ่นนี้ เป็นตัวที่พัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นแรก Huawei Watch GT ซึ่งทางแบรนด์หัวเหว่ย ยังคงชูจุดเด่นเรื่อง “ความอึดของแบตเตอรี” ที่มากกว่าขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว

ทางแบรนด์ Huawei เคลมว่า

“สามารถใช้งานทั่วไปได้นานถึง 2 อาทิตย์
แบบไม่ต้องชาร์ตเลยทีเดียว”

Huawei smartwatch

รุ่นและราคาของ Huawei Watch GT 2

  • ตัวเรือน Huawei Watch GT 2 มีขนาดให้เลือก 2 แบบ คือ 42 mm และ 46 mm
  • Huawei Watch GT 2 มีทั้งหมด 3 แบบ ต่างกันที่สายนาฬิกา ซึ่งทุกรุ่นมาพร้อมแท่นชาร์จ สายชาร์จ USB Type-C และคู่มือการใช้งาน
  • Sport Edition สายซิลิโคน ราคาเริ่มต้นที่ 5,990 บาท
  • Classic Edition สายหนัง ราคาเริ่มต้นที่ 6,490 บาท (มีสายซิลิโคนให้ 1 สาย)
  • Elegant Edition สายสแตนเลส ราคาเริ่มต้นที่ 6,990 บาท (มีสายซิลิโคนให้ 1 สาย)
Huawei SmartWatch GT 2

ระบบประมวลผลหลักๆ ของ Huawei Watch GT 2

  • Kirin A1 แบบ Dual-chip คือชิปพิเศษของ Huawei Watch GT 2 ที่ช่วยให้แบตของสมาร์ตวอตช์รุ่นนี้ อยู่ได้นานสูงสุดถึง 2 อาทิตย์ โดยไม่ต้องชาร์จ
  • AMOLED HD หน้าจอตัวท็อปของสมาร์ตวอตช์ในยุคนี้ ซึ่งจะทำให้ทุกการสัมผัส Huawei Watch GT 2 ลื่น เรียบได้ดั่งใจคุณ
  • 30 กรัม คือน้ำหนักตัวเรือนแบบไม่รวมสายของ Huawei Watch GT 2
  • Huawei Watch GT 2 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ HUAWEI Lite OS
  • Huawei Watch GT 2 รองรับ Bluetooth 5.1, BLE / BR / EDR และการใช้งาน GPS
  • Huawei Watch GT 2 กันน้ำด้วย 5 ATM กันน้ำลึกได้สูงสุด 50 เมตร
  • Huawei Watch GT 2 มีไมโครโฟนและลำโพง โดยรุ่นนี้ยังรับสายไม่ได้ ปฏิเสธสายได้อย่างเดียว

จุดเด่นของ Huawei Watch GT 2

ทำความรู้จักภาพรวมของ Huawei Watch GT 2 กันไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาเจาะลึกด้านดีด้านเด่นกันเป็นจุดๆ เพื่อให้คนที่ลังเลอยู่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าเจ้าสมาร์ตวอตช์รุ่นนี้ นอกจากตอบโจทย์เรื่องราคาที่แสนย่อมเยาแล้ว ฟีเจอร์และฟังก์ชันต่างๆ ตรงใจกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณไหม ไปดูกันค่ะ

Credit : https://consumer.huawei.com/en/wearables/watch-gt2/

Huawei Watch GT 2 ดีไซนมินิมอลในราคามิตรภาพ

ขอว่าด้วยเรื่องดีไซน์เป็นอย่างแรก เพราะเป็นที่สิ่งเห็นง่ายสุด ซึ่งเจ้า Huawei Watch GT 2 ก็ทำได้ดีนะคะ มาในธีม “Minimal” เรียบง่ายสบายตา ทว่าแฝงไปด้วยความดูดีแบบพรีเมียม ในราคาหลักพัน แมทช์กับการแต่งตัวสะดวก ครอบคลุมทุกลุคในชีวิตประจำวัน

ขณะที่ตัวเรือนซึ่งทำจากสแตนเลสสตีลนั้น น้ำหนักเริ่มต้นอยู่ที่ 30 กรัม (ไม่รวมสาย) เรียกว่าเบาพอตัว ใส่แล้วไม่หนักมือหรืออึดอัด แถมตัวนาฬิกาของ Huawei Watch GT 2 ตัวนี้ ยังบางกว่าสมาร์ตวอตช์รุ่นอื่นๆ ของ Huawei ที่เคยออกมาก่อนหน้า เรียกว่าแก้ปัญหาและพัฒนามาอย่างดีทีเดียว

อย่างที่บอกไปตอนต้นว่า ตัวหน้าจอของ Huawei Watch GT 2 นั้น ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า Smart Watch ตัวท็อปในตลาดตอนนี้ ด้วยระบบ AMOLED HD ให้คุณมั่นใจ สนุกกับทุกการสัมผัสแบบไม่มีสะดุด แถมยังมาพร้อมฟีเจอร์สุดเก๋ ให้เราปรับแต่งหน้าจอได้เพียบ รวมถึงโหมด “Always on display” ที่หลายคนให้ความสนใจ รุ่นนี้ก็มีให้คุณเช่นกัน (ตัวสายถอดง่าย เปลี่ยนสายสะดวก)

ฟีเจอร์และฟังก์ชัน “ประหยัดแบต” สุดคุ้มกับ Huawei Watch GT 2

เพลิดเพลินกับตัวเรือนด้านนอกของ Huawei Watch GT 2 กันไปแล้ว นาทีนี้ถึงเวลาของไฮไลต์สุดเจ๋ง ที่ทำให้สมาร์ตวอตช์ค่ายนี้เป็นที่สนใจในตลาดเป็นอย่างมาก ด้วยความเทพของชิป Kirin A1 แบบ Dual-chip ตัวใหม่ ช่วยให้อายุแบตใช้งานได้นานขึ้นติดกันถึง 2 สัปดาห์ ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่า ต้องเป็นการใช้งานทั่วไป ซึ่งฟีดแบกจากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ที่เห็น ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ใครที่ตั้งใจซื้อมาเพื่อ “ออกกำลังกาย” บอกได้เลยว่า Huawei Watch GT 2 นั้น ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีเยี่ยม ด้วยฟังก์ชันการออกกำลังที่มีให้คุณเลือกเยอะขึ้นกว่ารุ่นก่อน จะเป็นสาย Outdoor Burnout ปีนเขา ว่ายน้ำ วิ่งธรรมดา วิ่งเทรล ไปจนถึงไตรกีฬา เจ้านาฬิกานี้ก็รองรับทุกจังหวะที่เป็นคุณ (มาพร้อมระบบ 5 ATM กันน้ำลึกได้ถึง 50 เมตร ว่ายน้ำธรรมดารอด ถ้าแอดวานซ์มากไม่แนะนำ)

ส่วนฟีเจอร์เล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ Huawei GT 2 เป็นสมาร์ตวอตช์ที่สมบูรณ์ ทางแบรนด์ก็ให้มาไม่น้อยหน้าตัวอื่น ทั้งนาฬิกาปลุก Find my phone วัดระดับการนอน อัตราการเต้นของหัวใจ ไปจนถึงวัดความสูงเหนือน้ำทะเล ใครที่นั่งเครื่องบินบ่อยๆ น่าจะถูกใจ ทั้งยังรองรับ Notification ภาษาไทย ในสไตล์ฟ้อนต์มินิมอล ให้คุณอ่านข้อความยาวๆ ได้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเลื่อน (ฟ้อนต์อาจจะตัวเล็ก
ไปหน่อย)

Huawei Watch GT 2 ฟังก์ชัน

Huawei Watch GT 2 มาพร้อมแอป Huawei Health

แน่นอนว่า Huawei Watch GT 2 ต้องใช้งานคู่กับแอปพลิเคชัน Huawei Health จะใช้แอนดรอยด์หรือ iOS ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพียงโหลดแอปแล้วเชื่อมต่อกับนาฬิกา เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับสุขภาพของเราทั้งหมด ซึ่งดีเทลในนี้จะบอกคุณในรูปแบบ Infographic ที่ละเอียดกว่าในสมาร์ตวอตช์

ทั้งอัตราการเต้นของหัวใจ คุณภาพการนอนว่า Deep Sleep พอไหม หรือออกกำลังกายต้องลด ต้องเพิ่มอะไรตรงไหน ทั้งยังวัดความเครียดได้อีกด้วย รวมถึงดีไซน์ของ UI ด้านในแอป ก็อ่านง่าย สบายตา

ข้อเสียของ Huawei Watch GT 2

อวยยศเจ้า Huawei Watch GT 2 กันไปเต็มที่แล้ว ทีนี้มาถึงข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ที่บางคนพูดถึงบ้าง เรื่องแรกคือการปรับเปลี่ยนเมนูที่รุ่นนี้เป็นแบบฟิกซ์ คือไม่สามารถจัดวางหรือลำดับเมนูต่างๆ ได้ด้วยตัวคุณเอง แบบตามใจชอบ ถ้าฟังก์ชันไหนคุณใช้บ่อย แล้ว
ทาง Huawei GT 2 เอาไปไว้เมนูหลังๆ ก็อาจจะไม่สะดวก ต้องเสียเวลาเลื่อนกันไปมาหน่อย

ส่วนอีกเรื่อง เป็นปัญหาของสาวกแอปเปิ้ล ที่อยากใช้สมาร์ตวอตช์ฝั่งแอนดรอยด์ จริงๆ แล้วตัว Huawei Watch GT 2 สามารถเชื่อมต่อใช้งานกับระบบ iOS ได้นะคะ เพียงแต่อาจจะไม่ครอบคลุมทุกฟังก์ชันและการใช้งานไม่เสถียรเท่าฝั่งแอนดรอยด์ด้วยกัน ที่แน่ๆ ตัว
ฟังก์ชัน Music Control ใช้กับไอโฟนไม่ได้ ใครที่รู้สึกว่าติดเรื่องนี้ให้ข้ามตัวนี้ไปได้เลย

Huawei Watch GT 2 คุ้มค่าไหม?

ภาพรวมของสมาร์ตวอตช์ Huawei Watch GT 2 รุ่นนี้ ฟังก์ชันและดีไซน์ต่างๆ เรารู้สึกว่า เจ้านาฬิกาอัจฉริยะตัวนี้ เป็นอีกตัวที่คุ้มค่าในราคาที่น่าคบหา ยิ่งใครที่เป็นสาวกฝั่งแอนดรอยด์อยู่แล้ว กำลังมองหา Smart Watch คุณภาพดี ราคาหลักพัน เราว่าตัวนี้ก็เป็น
หนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ถ้าใครยังรู้สึกว่า จะซื้อดีๆ ก็อยากซื้อตัวดีตัวท็อปกว่านี้ไปเลย ใน Kaidee ของเราก็มีสมาร์ตวอตช์เจ๋งๆ ราคาดี ให้คุณเลือกมากมาย แถมบริการใหม่ KD Pay ตัวกลางในการชำระเงินระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย มั่นใจได้ทุกการซื้อ ได้สินค้าไม่ตรงปก ยินดีคืนเงิน รอช้าทำไม คลิกซื้อเลย!

สุดยอด 5 กล้องวงจรปิดไร้สาย ภาพคม ราคาคุ้ม

สุดยอด 5 กล้องวงจรปิดไร้สาย ภาพคม ราคาคุ้ม

กล้องวงจรปิดในปัจจุบัน ทั้งแบบกล้องวงจรปิดไร้สาย และกล้องวงจรปิดแบบใช้สาย ต่างมีความจำเป็น และบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น ไม่ได้แค่ใช้ในพื้นที่สาธารณะ ที่ต้องการความปลอดภัยเหมือนอย่างเคย 

ด้วยสภาพสังคมและระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นทุกวัน ความยากในการดำรงชีวิต ก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน 


ผู้คนต่างใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ เพื่อต่อสู้กับความมั่นคง และฐานะทางสังคม จนทำให้ใช้เวลาอยู่กับบ้านน้อยลง บวกกับปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ตัวช่วยรักษาความปลอดภัยในแก่บ้านและทรัพย์สิน คงจะหนีไม่พ้น ‘กล้องวงจรปิด’ อย่างแน่นอน

สำหรับหลายคน แค่คิดถึงเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิด ก็เหนื่อยแล้ว เพราะนอกจากจะต้องเลือกประเภทกล้องวงจรปิด (ระหว่าง กล้องวงจรปิดไร้สาย กับ กล้องวงจรปิดแบบใช้สาย) ให้เหมาะสมแล้ว ยี่ห้อ ราคา รวมไปถึงวิธีการติดตั้ง ก็ปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้    

สมัยนี้ กล้องวงจรปิดแบบใช้สายนั้น ล้าสมัยไปแล้ว เพราะนอกจากจะติดตั้งยาก และมีราคาแพง ผู้ใช้ยังไม่สามารถดูวิดีโอออนไลน์แบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย ดังนั้นวันนี้ เราจะเน้นที่กล้องวงจรปิดไร้สาย ค่ะ

ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจว่ากล้องวงจรปิดไร้สายคืออะไร ข้อดี และข้อเสียมีอะไรบ้าง และตบท้ายด้วย  5 กล้องวงจรปิดไร้สายติดบ้าน แนะนำ คุณภาพท็อปฟอร์ม เราไปดูกันเลย

กล้องวงจรปิดไร้สายคืออะไร

กล้องวงจรปิดไร้สาย หรือ กล้องวงจรปิด Wi-Fi หรือ กล้องวงจรปิดไร้สาย IP Camera นั้น สามารถเลือกใช้งานได้ 2 รูปแบบ คือ แบบใช้สาย และแบบไม่ใช้สาย 100% 

กล้องวงจรปิดไร้สายนี้ เป็นเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดแบบใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถดูภาพเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ได้ อีกทั้งยังสามารถควบคุมการทำงานของกล้องผ่านเครื่องมือไอทีที่เชื่อมต่อเอาไว้กับตัวกล้องได้ 

ข้อดีของกล้องวงจรปิดไร้สาย มีดังนี้

  • ติดตั้งเองได้:  กล้องวงจรปิดไร้สายติดตั้งง่าย ไม่ต้องพึ่งช่าง เนื่องจากไม่ต้องเดินสายเคเบิ้ลให้ยุ่งยาก 
  • โยกย้ายสะดวก:  เนื่องจากกล้องวงจรปิดไร้สาย ใช้แค่สัญญาณ Wi-Fi ในการถ่ายทอดภาพ จึงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งวางได้สะดวก ตราบใดที่มันอยู่ในระยะที่สัญญาณ Wi-Fi กระจายถึง (และใกล้แหล่งจ่ายพลังงาน สำหรับกล้องวงจรปิดไร้สาย แบบเชื่อมต่อไฟ) 
  • ง่ายต่อการดูแล และรักษา:  กล้องวงจรปิดไร้สาย มีน้ำหนักค่อนข้างเบา คุณสามารถถอดเครื่องออกมาทำความสะอาดหน้าจอ และเครื่องบันทึกภาพด้านในได้ง่าย อีกทั้งยังไม่ต้องเสียเงินค่าบำรุงสายเคเบิ้ล ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงอีกด้วย
  • รับชมภาพแบบออนไลน์ได้:  คุณสามารถรับชมภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดไร้สายผ่านเครื่องมือไอที ที่เชื่อมต่อไว้กับตัวกล้อง เพียงแค่เชื่อมต่อกล้องเข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตเท่านั้น 

ข้อเสียของกล้องวงจรปิดไร้สาย มีดังนี้

  •  ภาพไม่เสถียร:  เนื่องจากกล้องวงจรปิดไร้สายพึ่งสัญญาณ Wi-Fi  ในการถ่ายทอดสัญญาณภาพแบบเรียลไทม์ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ภาพจะขาดหาย หากสัญญาณ Wi-Fi ไม่แรงพอ
  • เสี่ยงต่อการโดนแฮ็ก:  กล้องวงจรปิดไร้สาย มีความเสี่ยงในการโดนแฮ็กง่ายกว่ากล้องวงจรปิดแบบใช้สาย (กล้องแบบมาตรฐาน) เพราะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต หรือสัญญาณ Wi-Fi ทุกสิ่ง ยอมเสี่ยงต่อการโดนแฮ็กเข้าเครือข่ายเสมอ

อย่างไรก็ตาม คุณต้องพิจารณาถึงสิ่งที่สำคัญกับคุณมากที่สุด รวมไปถึงความจำเป็นอื่นๆ ก่อนตัดสินใจซื้อด้วยนะคะ เพราะสำหรับใครหลายคน กล้องวงจรปิดแบบใช้สาย อาจจะตอบสนองความต้องการมากกว่าก็เป็นได้ 

5 กล้องวงจรปิดไร้สาย

ราคาดี การันตีคุณภาพ

1. EZVIZ รุ่น C3W

ezvizlife.com

CSW3 นอกจากจะเป็นกล้องวงจรปิดไร้สาย ที่มีเสาอากาศ Wi-Fi ที่จะช่วยเพิ่มความเสถียรในการรับ-ส่งข้อมูล และภาพวิดีโอแล้ว กล้องวงจรปิดไร้สายของ EZVIZ รุ่นนี้ ยังสามารถจับภาพได้แบบ 360 องศา

ความละเอียดของตัวภาพวิดีโอนั้น อยู่ที่ระดับ Full HD 1080 พิกเซล ตามแบบมาตรฐานของแบรนด์ EZVIZ 

การจับภาพตอนกลางคืนก็ไม่เรื่องน่ากังวล เพราะกล้องวงจรปิดไร้สาย CSW 3 มีตัวกรอง ICR ซึ่งช่วยปรับวิสัยทัศน์เลนส์กล้อง ให้จับภาพตอนกลางคืนได้คมชัดขึ้น และสามารถมองไปในระยะไกลได้ 30 เมตร บวกกับไฟแฟลชที่เป็นอุปกรณ์เสริมในตัว จึงทำให้มั่นใจได้ว่า คุณภาพของวิดีโอนั้น จะคมชัดทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นตอนกลางวัน หรือกลางคืน

ezvizlife.com

แต่จุดเด่นของกล้องวงจรปิดไร้สาย CSW 3 คงต้องยกให้ความสามารถพิเศษในการสนับสนุนระบบเสียงแบบสองทิศทาง เพราะก่อนอื่นเลย ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่กล้องวงจรปิดไร้สายทุกตัว ที่สามารถสนับสนุนฟีเจอร์ การพูดคุยผ่านกล้องไปมาได้ถึงสองทิศทาง 

เท่านี้ยังไม่พอ กล้องวงจรปิดไร้สาย CSW 3 ยังส่งสัญญาณไซเรน และส่องไฟแฟลช ไปยังวัตถุต้องสงสัย เมื่อตัวกล้องจับภาพการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติได้อีกด้วย

ezvizlife.com

ราคา: 2,590 บาท 

2. Xiaomi รุ่น IMILAB EC2

mi.com

ถ้าพูดถึงอุปกรณ์ไอที เราจะลืมเจ้าแม่อย่าง Xiaomi เขาไปได้อย่างไร

2-3 ปีที่ผ่านมานี้ Xiaomi ได้ออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องปรับอากาศ โทรศัพท์ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และแน่นอนว่ารวมไปถึงกล้องวงจรปิดไร้สายด้วยเช่นกัน 

IMILAB ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Xiaomi นั้น ก็ได้พัฒนากล้องวงจรปิดไร้สาย ‘EC2’ ขึ้นในปี 2019 ที่ผ่านมา และแม้ว่าคุณภาพสินค้าต่างๆ ของ Xiaomi จะมีขึ้นๆ ลงๆ อยู่บ้าง แต่ต้องบอกเลยว่า กล้องวงจรปิดไร้สาย IMILAB EC2 ตัวนี้ คุณภาพเน้นๆ

IMILAB EC2 ถูกออกแบบมาให้มีดีไซน์ที่เรียบหรู กลมกลืนไปกำแพงบ้าน เมื่อติดตั้งนอกบ้านแล้วจึงไม่ทำดูรก เหมือนกล้องวงจรปิดไร้สายทั่วไป

sortgaming.com

จุดเด่นของเจ้ากล้องวงจรปิดไร้สายตัวนี้คือ แบตเตอรี่ ค่ะ แบตเตอรี่ของ IMILAB EC2 สามารถรองรับการใช้งานต่อเนื่อง ได้นานถึง 3-4 เดือน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเลยทีเดียว

นอกจากนี้ คุณภาพวิดีโอยังมีความละเอียด 1080 พิกเซล แบบ FULL HD พร้อมเลนส์มุมกว้างแบบ 120 องศา บวกกับฟีเจอร์แสงอินฟราเรด ซึ่งจะช่วยเรื่องของความคมชัดของภาพในเวลากลางคืน 

ที่สำคัญกล้องวงจรปิดของ Xioami ตัวนี้ ถูกออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้ โดยไม่ต้องเดินสายไฟ เพียงแค่มีแบตเตอรี่ เท่านี้ก็ใช้งานได้แล้ว 

ทั้งติดตั้งง่าย เป็นกล้องวงจรปิดไร้สาย 100% แถมคุณภาพดีขนาดนี้ รออะไรอยู่คะ 

ราคา: 2,600 บาท

3. EZVIZ รุ่น C3A

ezvizlife.com

ถ้าคุณกำลังมองหากล้องวงจรปิดไร้สาย แบบไร้สาย 100% อยู่นั้น EZVIZ รุ่น C3A อันนี้ตอบโจทย์นั้นของคุณได้แน่นอน 

C3A เป็นกล้องวงจรปิดไร้สายแบบชาร์จ ที่คุณสามารถถอดส่วนประกอบเครื่องออกมา เพื่อนำไปชาร์จไฟได้ โดยสามารถชาร์จไฟได้มากถึง 5,500 mAh (มิลลิแอมป์) จุดประสงค์การใช้แบตเตอรี่แทนการใช้ไฟฟ้านั้น ก็เพื่อความสะดวกสบายในการติดตั้งและโยกย้าย

ezvizlife.com

ดังนั้นคุณสามารถติดตั้งเจ้ากล้องวงจรปิดไร้สาย C3A ตัวนี้ แบบสแตนด์อโลนได้ทุกที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความยุ่งยากของการเดินสายไฟแต่อย่างใด 

C3A ยังมีคุณสมบัติจับตรวจภาพเคลื่อนไหวด้วยอินฟราเรด (PIR) ซึ่งแสงอินฟราเรดที่ว่านี้ จะระบุได้ว่า วัตถุที่จับสัญญาณอยู่นั้น เป็นวัตถุประเภทอะไร เช่น มนุษย์, สัตว์, แมลง หรือแม้กระทั่งแสงแดด  

และเช่นเดียวกันกับ EZVIZ รุ่น C3W กล้องวงจรปิดไร้สาย EZVIZ รุ่น C3A ยังสนับสนุนระบบเสียงแบบสองทิศทาง ให้แก่ผู้มาเยี่ยมบ้าน และผู้ใช้ ได้สนทนากันได้อีกด้วย

ราคา: 2,290 บาท

4. VStarcam รุ่น C24S

vstarcam.com

อีกหนึ่งตัวของกล้องวงจรปิดไร้สายคุณภาพ ราคาประหยัด ที่ควรค่ากับการพิจารณาอย่างยิ่ง สำหรับคนที่มี Budget น้อย นั่นก็คือกล้องวงจรปิดไร้สาย VStarcam รุ่น C24S นั่นเอง 

กล้องวงจรปิดไร้สายของ VStarcam ตัวนี้มีความพิเศษอยู่ที่ราคาที่ประหยัด และแม้ว่าราคาของเขานั้น จะไม่ถึงพัน แต่บอกก่อนเลยว่าคุณภาพระดับหมื่นแน่นอน

รุ่น C24S ตัวนี้มาพร้อมกับระดับความละเอียดของภาพอยู่ที่ 1080 พิกเซล แถมด้วยแสงอินฟราเรดที่ช่วยในการมองเห็นในเวลากลางคืน เช่นเดียวกับกล้องวงจรปิดไร้สายทั้ง 3 รุ่นที่กล่าวมาในตอนต้นเลยค่ะ เว้นแต่ว่า ถูกกว่า นั่นเอง

นอกจากนี้กล้องวงจรปิดไร้สาย VStarcam รุ่น C24S ตัวนี้ ยังสามารถหมุนคอในแนวนอนได้ 355 องศา และหมุนคอขึ้น-ลง ได้ถึง 95 องศาอีกด้วย 

ส่วนเรื่องความจุของเมมความจำนั้น ตัวนี้สามารถใช้เมมโมรี่การ์ดในการจัดเก็บภาพวิดีโอได้สูงสุด 128 GB ซึ่งพื้นที่ขนาดเท่านี้ ถือว่าไม่มากหรือน้อยเกินไป อย่างไรก็ตามหากเราเลือกปรับระดับความคมชัดของภาพให้เหมาะสมกับความจำ ขนาดพื้นที่ 128 GB เท่านี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ

ราคา: 890 บาท

5. Hi-View รุ่น Hp-55VR30

กล้องวงจรปิดไร้สายรุ่นนี้แม้จะไม่ได้เป็นแบบคอหมุนเหมือน VStarcam รุ่น C3A แต่กล้องวงจรปิดไร้สายรุ่นนี้ สามารถมองเห็นภาพได้ทุกมุมมองแบบ 360 องศา เช่นกัน ที่สำคัญคุณสามารถสั่งให้มุมมองภาพหมุนไปในทิศทางที่ต้องการได้ ด้วยการใช้ Application ‘Hi-View’ ในสมาร์ทโฟนค่ะ 

คุณภาพของภาพวิดีโอก็ถือว่าดีระดับหนึ่ง ด้วยเลนส์กล้องที่มีความคมชัดมากถึง 3 ล้านเมกะพิกเซล (2048 x 1536 พิกเซล) และยิ่งกับการจับภาพแบบ 360 องศาขนาดนี้ ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว

ทาง Hi-View เองก็ได้การันตีว่า มุมมอง 360 องศาที่กล้องวงจรปิดไร้สาย Hp – 55VR30 สามารถจับได้นั้น เทียบเท่ากับการติดกล้องวงจรปิดถึง 4 ตัว 

ตบท้ายด้วยดีไซน์ที่เป็นทรงแบนราบ ทำให้กล้องวงจรปิดไร้สายของ Hi-View รุ่นนี้ เบรนเข้าไปกับฝ้าเพดานได้อย่างสวยงาม ไม่เป็นจุดสังเกต และเกะกะฝ้าเพดานด้วยค่ะ

ราคา: 5,236 บาท

ก่อนตัดสินใจซื้อกล้องวงจรปิดไร้สาย

Male security guard talking by telephone in surveillance room

แน่นอนว่าก่อนจะถึงขั้นตอนการเลือกว่าจะซื้อกล้องวงจรปิดไร้สายยี่ห้อไหนดี คุณต้องพิจารณาความจำเป็น และความเหมาะสมก่อนว่า ควรจะเลือกติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบใช้สาย หรือกล้องวงจรปิดไร้สายกันแน่ 

ถ้าความเสถียรของวิดีโอ และอายุการใช้งานที่ยาวนานนั้น เป็นปัจจัยหลักของคุณแล้วล่ะก็ แนะนำให้เลือกซื้อกล้องวงจรปิดแบบใช้สาย แต่ถ้าหากว่างบน้อย เน้นความสะดวกในการโยกย้าย และมีพื้นที่ไม่กว้างนัก กล้องวงจรปิดไร้สายนั้นตอบโจทย์แน่นอน 

ใครกำลังมองหากล้องวงจรปิดไร้สาย ราคาคุ้ม คุณภาพดีอยู่ มาถูกทางแล้วค่ะ เรามีกล้องวงจรปิดไร้สาย หลายแบบ ให้เลือกมากมาย ที่สำคัญราคาถูกกว่าที่ไหนๆ คลิกเลย

BMW X5 ทรงพลังขับสนุก กดเต็มทุกรอบความเร็ว

BMW X5 ทรงพลังขับสนุก กดเต็มทุกรอบความเร็ว

“BMW X5 รถอเนกประสงค์สมรรถนะสูง ขับสนุกพร้อมลุยทุกเส้นทาง หรูหรารอบคัน อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ราคาเริ่มต้น 4.45 ล้านบาท”

BMW X5 รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงในกลุ่ม SAV

คงตอบได้ไม่เต็มปาก เมื่อเจอคำถามว่ารถอเนกประสงค์ดีที่สุดคือรุ่นไหน ? หากคุณยังไม่ได้สัมผัสกับ “บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์5 – BMW X5” รถหรูสายพันธุ์เอ็กซ์ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างในกลุ่มผู้นำตลาดได้ชัดเจนที่สุด สำหรับ นับเป็นหนึ่งในรถรุ่นขายดีของค่ายใบพัดฟ้าขาว ด้วยความลงตัวในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบทั้งภายนอกและภายใน เทคโนโลยี และขุมพลังการขับเคลื่อน มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน, ดีเซล รวมถึงน้องเล็กสุดในรุ่นไฮบริด รถเจเนอเรชันใหม่ประกอบในประเทศ ทำให้ราคาถูกลง เริ่มต้น 4,459,000 บาท

BMW X5 มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจมาก เพราะถึงแม้จะเปิดไลน์การผลิตได้ไม่นาน เพียงแค่กว่า 20 ปี แต่ก็ประสบความสำเร็จในเวลาที่รวดเร็ว ด้วยรูปลักษณ์ที่ยิ่งดูยิ่งสวย จนกลายเป็นรถในฝันของใครหลายคน นับจากการเปิดตัวแบบเวิลด์พรีเมียร์ที่งาน “ดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์” ในปี 1999

โฉมปัจจุบันเปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 2018
BMW X5 รถอเนกประสงค์ในกลุ่ม SAV สวยรอบคันและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยี

BMW X5 หัวขบวนแห่งรถยนต์อเนกประสงค์

แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางของ BMW X5 จะโลดแล่นบนถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเสียเมื่อไร เพราะในช่วงแรกหลายคนมองว่ารถรุ่นนี้ มีหน้าตาที่แปลกประหลาดและไม่เข้าพวก จัดเข้ากลุ่มประเภทรถค่อนข้างยาก บางคนบอกว่าไปไม่สุดสักทาง ด้วยหน้าตาที่หรูหรา แต่ถูกสวมวิญญาณลงบนตัวถังขนาดใหญ่ของรถอเนกประสงค์ ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในช่วงแรกออกมาด้วยเชิงลบ… ว่าจะไปรอดหรือไม่ ? 

แต่ความแปลกที่ว่ากลับสามารถตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว จนทำให้รุ่นนี้กลายเป็นหัวขบวนชุดบุกเบิกแห่งยุคทองของรถยนต์อเนกประสงค์ ที่กำลังครองเมืองจนถึงทุกวันนี้

BMW X5 เป็นรถต้นแบบของไลน์การผลิตตระกูล X-SERIES
ภาพการออกแบบในยุคแรก ซึ่งเป็นต้นแบบของรถตระกูล X-SERIES ปัจจุบัน

ความจริง BMW อยากมีรถอเนกปรกะสงค์ในสายการผลิตมานานแล้ว คงยังจำกันได้กับการยอมลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อซื้อแบรนด์รถยนต์เอสยูวีสุดอนุรักษ์นิยมสัญชาติอังกฤษ Land Rover มูลค่ามหาศาลถึง 800 ล้านปอนด์  (34,900 ล้านบาท) ผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์สับเละเทะว่าเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ! สำหรับการลงทุนซื้อแบรนด์รถเฉพาะทางที่กำลังดาวน์ลง และมีฐานตลาดที่แคบในราคาแพงมากขนาดนั้น

แต่ขึ้นชื่อว่า BMW ทุกการลงทุนต้องถูกกลั่นกรองมาอย่างดี ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดค่ายดังจากเยอรมันตัดสินใจขาย Land Rover ให้กับ Ford Motor (จากนั้นจึงถูกขายต่อให้ Tata ของอินเดียจนถึงปัจจุบัน) แต่ก็ได้รับมรดกเป็นข้อมูลด้านเทคโนโลยีและ Know how ของรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นจำนวนมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนารถยนต์ในตระกูล SAV – Sports Activity Vehicle ในที่สุด

X5 ทุกเจอเนอเรชัน ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ All Wheel Drive
xDrive ระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาแบบ All Wheel Drive ช่วยให้คุณไปได้ทุกที่

BMW X5 รถยนต์อเนกประสงค์ SAV – Sports Activity Vehicle

รถยนต์อเนกประประสงค์ในกลุ่ม SAV – Sport Activity Vehicle อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหู แต่ในความเป็นจริง BMW X5 จัดอยู่ในรถยนต์กลุ่มนี้ครับ ไม่ใช่ SUV อย่างที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด แต่ในเมืองไทยถ้าพูดว่ารถ SAV หลายคนงง เอาเป็นว่า…เรียกรวม “รถยนต์อเนกประสงค์” ก็แล้วกันครับ เพียงแต่ไม่ใช่ SUV ต้องเป็น SAV ตามต้นฉบับของค่ายบีเอ็มดับเบิลยู

โดยทางค่ายดังจากมิวนิคให้คำจำกัดความ SAV ว่าเป็นรถยนต์ที่ผสมผสาน DNA ความสปอร์ต คล่องแคล่วและปราดเปรียวในลักษณะของรถซีดานเข้าไว้ด้วยกัน โดยนำมาจับคู่กับความบึกบึนพร้อมลุยและห้องโดยสารที่กว้างขวางในแบบฉบับรถอเนกประสงค์ เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ก็คือ “รถซีดานในร่าง SUV” นั่นเอง 

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า BMW มี CI แห่งความเป็นรถซีดานที่แข็งแกร่งมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์จากกระจังหน้าไตคู่ นักออกแบบจึงเลือกที่จะไม่เปลี่ยนทั้งคัน แต่รักษากลิ่นไอของรถซีดานไว้ แค่ขยับอัปเกรดร่างมาเป็นรถอเนกประสงค์แทน

BMW X5 จึงเป็นรถอเนกประสงค์ SAV ที่แตกต่างจาก SUV อย่างชัดเจน โดยใช้ตัวถังแบบ Monocoque เหมือนกับรถเก๋งซีดาน แตกต่างจากรถกระบะที่ใช้ตัวถังวานบนคานแชสซี ที่สำคัญคือการใช้ระบบช่วงล่างแบบอิสระ ให้สัมผัสในการขับที่สนุก มีความนุ่มนวล แต่หนึบยึดเกาะถนนมากกว่าระบบคานและแหนบ

ที่สำคัญรถรุ่นนี้นับเป็นต้นแบบแห่งรถตระกูล X ทั้งปวง ความสำเร็จที่ได้รับ ทำให้มีการผลิตรถในรุ่น X Series ตามมาอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น X1 ถึง X6 และพี่ใหญ่สุดอย่าง X7

รถอเนกประสงค์ SAV
สัญลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังของ X5

เปิดความสำเร็จทุกเจเนอเรชัน BMW X5

ตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรกจนมาถึงปัจุบัน มีทั้งหมด 4 เจเนอเรชัน และไม่ต้องแปลกใจเพราะรถเยอรมันใช้ชื่อรุ่นเหมือนกันหมดในทุกเจเนอเรชัน ดังนั้นการดูรถบีเอ็มดับเบิลยูจะต้องท่องจำรหัสตัวถังให้ขึ้นใจ จึงจะสามารถบอกปีที่ผลิตและคุยกันรู้เรื่องว่าเป็นรุ่นไหน สำหรับ 4 เจเนอเรชันของรถอเนกประสงค์ยอดนิยมคันโต มียอดขายทั่วโลกรวมมากกว่า 2.2 ล้านคัน แบ่งได้ดังนี้ 

เจเนอเรชัน 1 รหัส E53 ผลิตและจำหน่ายในปี 1999 แชร์ตัวถังมาจาก ซีรีย์ 5 รหัสตัวถัง E39
BMW X5 รุ่นปี 1999 รหัสตัวถัง E53 เจเนอเรชันแรกยุคบุกเบิกความสำเร็จ

เจเนอเรชัน 1 รหัสตัวถัง E53

เป็นเจเนอเรชันแรกที่แบกความหวังของชาวไว้ทั้งปวง สำหรับ รหัสตัวถัง E53 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายใน ดีทรอยต์ มอเตอร์โชว์ ปี 1999 โดยแชร์ตัวถังและบางชิ้นส่วนร่วมกับ ซีรี่ย์ 5 รหัสตัวถัง E39 นับเป็นรถที่สร้างเสียงฮือฮามาก หากมองแวบแรกอาจจะยังไม่สวยในทันที แต่จะงามขึ้นในวันถัด ๆ ไป ภายนอกโดดเด่นด้วยตัวถังขนาดใหญ่ มาพร้อมจุดนำสายตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่

ทำตลาดด้วยเครื่องยนต์หลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์เบนซิน วี6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร 225 แรงม้า รวมถึงเครื่องยนต์เบนซิน วี8 สูบ มีให้เลือกทั้งขนาดพิกัด 4.0, 4.6 และ 4.8 ลิตร ขุมพลังสูงสุด 350 แรงม้า นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์ดีเซลเป็น 3.0 ลิตร เป็นทางเลือกอีกด้วย

เจเนอเรชัน 2 รหัสตัวถัง E70 จำหน่ายในปี 2006 โฉมนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
เจเนอเรชัน 2 รหัสตัวถัง E70 ออกแบบโดย “คริส แบงเกิล” ประสบความสำเร็จด้านดีไซน์อย่างมาก

เจเนอเรชัน 2 รหัสตัวถัง E70

มาถึงรถยนต์อเนกประสงค์ใน เจเนอเรชัน 2 ผลิตภายใต้รหัสตัวถัง E70 เปิดตัวในปี 2006 โดยมี “คริส แบงเกิล” ปรมาจารย์หัวหน้าทีมนักออกแบบของ BMW เป็นผู้คุมโปรเจ็ค (คริส แบงเกิล หลังจากเกษียณได้ส่งต่อมรดกการออกแบบให้กับ เอเดรียน ฟาน ฮอยดองก์) โมเดลเชนจ์มีการปรับรอบคันใหม่หมด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภายในห้องโดยสาร ความหรูหรา เครื่องยนต์ พร้อมปรับ xDrive ซึ่งเป็นระบบขับเคลื่อนแบบ All Wheel Drive ให้มีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น กระจายกำลังไปสู่ล้อทั้งสี่ได้สมบูรณ์แบบมากกว่ารุ่นก่อน  

ด้านเครื่องยนต์มาพร้อมทางเลือก 3 รุ่นย่อย เครื่องยนต์เบนซิน วี6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร พลัง 260 แรงม้า, เครื่องยนต์เบนซิน วี8 สูบแถวเรียง 4.8 ลิตร 350 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 3.0 ลิตร มีให้เลือก 2 ออพชัน ระหว่าง 235 หรือ ตัวท็อปสุด 286 แรงม้า

BMW X5 ในชุดแต่งของ HAMANN
E70 ด้วยมาดสวยและดุดันในพาร์ทชุดแต่งของ HAMANN

หลังจากเจเนอเรชันแรกแจ้งเกิดได้อย่างพลิกความคาดหมาย ทำให้เจเนอเรชัน 2 เป็นที่รอคอยและคาดหวังว่าจะต้องทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม ที่สุดแล้วรหัส E70 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง สามารถครองเจ้าตลาดรถอเนกประสงค์ SAV และทางค่ายรถการันตีว่า รุ่นนี้มีแรงม้าที่มากขึ้น แต่ประหยัดเชื้อเพลิงกว่ารุ่นเดิม เพิ่มขึ้นถึง 20% 

โฉมนี้ได้รับรางวัลความสำเร็จจากทั่วโลก ทั้งในเรื่องการออกแบบ สมรรถนะ และความปลอดภัย และสูงสุดคือการได้รับรางวัล “The best cars” จากการโหวตโดยผู้อ่านนิตยสาร auto motor und sport ของเยอรมัน 

BMW X5 เจเนอเรชัน 3 รหัสตัวถัง F15
รหัสตัวถัง F15 ประสบความสำเร็จด้านยอดขายไปทั่วโลก

เจเนอเรชัน 3 รหัสตัวถัง F15

หาก X5 รหัสตัวถัง E70 เป็นเจเนอเรชันคว้ารางวัล ถ้างั้น F15 ก็ต้องเป็นผู้ชนะเลิศด้านยอดขาย สำหรับเจเนอเรชัน 3 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 2013 ซึ่งเป็นยุคที่การแข่งขันรถอเนกประสงค์แบรนด์หรูค่อนข้างรุนแรง จับคู่ชิงส่วนแบ่งทางการตลาดชนิดพัลวัน คู่แข่งตลอดกาล Mercedes-Benz เริ่มเปิดสายการผลิต GLE ตามหลัง หรือ แม้กระทั่งรถสปอร์ตอย่าง Porsche ก็ส่งเจ้าชายกบร่างยักษ์ Cayenne มาท้าชิงด้วยเช่นกัน รวมไปถึง Volvo ที่สวมบทตาอยู่เดินคันเร่ง XC60 เข้าชิมลาง 

เจเนอเรชัน 3 รหัสตัวถัง F15 ยังคงไว้ซึ่งความสปอร์ตหรูหรา แต่เพิ่มความบึกบึนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีความพร้อมลุยในทุกมิติ หน้าตาเริ่มฉีกออกจากการเป็นเก๋งซีดานแบบเจเนอเรชันก่อน แต่ยังคุมไว้ด้วยคอนเซ็ปต์รถ SAV ที่สามารถยกระดับด้านเทคโนโลยีและการออกแบบอย่างลงตัว

 X5 รหัส F15 มีตัวถังที่บึกบึนในแบบรถอเนกประสงค์
ตัวถังมีความบึกบึนและปรับมิติให้ตัวรถมีความยาวและอเนกประสงค์มากขึ้น

 ภาพรวมในเรื่องการออกแบบ สังเกตได้ชัดว่าตัวถังบึกบึนมีมิติและขอบตัดเพิ่มขึ้น ห้องโดยสารหลังคาสูงโปร่ง ทัศนวิสัยการขับดีขึ้น ช่วยให้มองเห็นระยะทางไกล ๆ ช่วงล่างยกสูงจากพื้นขึ้นอีกนิด สามารถขับลุยในแบบออฟโรดได้อย่างไม่ขัดเขิน (จริง ๆ แล้วก็ลุยได้ทุกเจเนอเรชันนั่นแหละ) 

BMW เริ่มนำแนวคิด “ให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง” มาปรับใช้ ออกแบบห้องโดยสารด้วยการจัดวางฟังก์ชันสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะกับคนขับ ภายในคงความพรีเมียม มีหน้าจอขนาดใหญ่ 10.25 นิ้วแสดงผลการใช้งานส่วนต่าง ๆ ในส่วนของโหมด i-Drive ควบคุมถนัดมือ ใช้งานง่ายและเป็นมิตรมากขึ้น

ในช่วงปี 2013 ประเทศไทยเริ่มทำตลาด X5 อย่างจริงจัง เปิดตัวในงาน “มอเตอร์ เอ็กซ์โป” และเริ่มต้นจำหน่ายด้วย  2 รุ่นย่อย xDrive30d M Sport เครื่องยนต์ เทอร์โบดีเซล 3.0 ลิตร ระบบขับเคลื่อนแบบ All Wheel Drive และ xDrive25d เครื่องยนต์เทอร์โบดีเซล 2.0 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ

ในช่วงแรกของการจำหน่าย รหัสตัวถัง F15 ในไทย ค่ายรถเลือกนำเข้าทั้งคันแบบ CBU ก่อนที่เปิดสายการผลิตในไทยที่โรงงาน Manufacturing ระยอง ราคาลดลงเฉียด 1 ล้านบาทเลยทีเดียว

BMW X5 รหัส G05 โฉมปัจจุบัน
รหัสตัวถัง G05 รุ่นปัจจุบันมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยจาก BMW

เจเนอเรชัน 4 รหัสตัวถัง G05

การกลับมาของ BMW X5 เจเนอเรชัน 4 มาพร้อมรหัสตัวถัง G05 เปิดตัวพร้อมจำหน่ายในปี 2018 เห็นได้ชัดว่ารถในตระกูล X Series พออยู่ในไลน์การผลิตไปนาน ๆ ก็ยิ่งถูกออกแบบให้ใหญ่ขึ้นทุกมิติ 

BMW แม้ตัวเองจะเป็นผู้บุกเบิกในตลาดรถ SAV แต่ทุกวันนี้ไม่ได้มองแค่เฉพาะตัวเองอีกต่อไป มีการปรับตัวให้ทันสมัยตามยุค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดออพชันรถ เพื่อให้เหมาะสมกับการทำตลาดในแต่ละประเทศ พร้อมนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยของค่าย มาอัดแน่นไว้ในรถอเนกประสงค์รุ่นนี้ เรียกได้ว่าเป็นการแก้ไขจุดอ่อนในบางเรื่อง และเสริมจุดแข็งอีกหลายส่วนให้ลงตัว

แต่ไหนแต่ไรมา บีเอ็มดับเบิลยูมุ่งเจาะตลาดรถอเนกประสงค์ในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก ด้วยกำลังซื้อที่มากจึงทำให้การลงทุนย่อมคุ้มค่าเหนือตลาดประเทศอื่น ๆ ฐานการผลิตตั้งอยู่ในโรงงานที่เมืองสปาร์ทันเบิร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย สำหรับเจ้าเอ็กซ์ 5 เจเนอเรชันล่าสุดมีความน่าสนใจมาก ด้วยแนวคิด การออกแบบ ที่ถูกปรุงแต่อย่างกลมกล่อม เป็นได้มากกว่ารถตรวจการณ์ราคาแพง ถ้ามีโอกาสได้ขับ คุณจะต้องหลงรักในยอดยนตรกรรมจากมิวนิคคันนี้แน่นอน

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 รุ่นปี 2018
BMW X5 กับการออกแบบที่เน้นและให้ความต้องการของคนขับเป็นศูนย์กลาง

BMW X5 : EVERYTHING MULTIPLIED BY X.

BMW X5 ยอดรถอเนกประสงค์ในเจเนอเรชัน 4 รหัสตัวถัง G05 รุ่นปัจจุบัน มาพร้อมความสมบูรณ์ในแบบฉบับผู้นำ พุ่งทะยานไปด้วยจิตวิญญาณในสไตล์ SAV ของรถสายพันธุ์ X ที่แท้จริง สำหรับรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยทาง จัดเต็มใส่ฟังก์ชันมาให้แน่น ๆ ไม่มีกั๊ก เทคโนโลยีทันสมัยรอบคัน หรูหราและมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น

รูปลักษณ์ภายนอก BMW X5
รวมความเปลี่ยนแปลงของรหัส G05 ในด้านหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับเจเนอเรชันก่อน

ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Dynamic ขับสนุกได้ทุกวัน เข้าถึงทุกพื้นที่ทั้งแบบ “ออนโรด” และ “ออฟโรด” ทะลายขีดสุดด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ xDrive คล่องแคล่วพร้อมพาคุณทะยานไปถึงจุดหมายปลายทางได้ก่อนใคร

BMW X5 ขนาดล้อ 18 - 22 นิ้ว
ด้านข้างกับความยาวที่มากขึ้น พร้อมเส้นสายตัวถังที่บึกบึน
X5 เพิ่มความจุด้านหลัง สูงสุด 1,860 ลิตร
ความจุสัมภาระด้านท้ายในแบบ X5 สามารถรองรับการใช้งานอย่างลงตัว

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีและการออกแบบแล้ว เจเนอเรชันนี้มีความน่าสนใจตรงที่เป็นรถรุ่นใหญ่และแพงเกือบเป็น Flag Ship ของรถตระกูล X Series แต่ถูกนำมาเปิดตัวก่อนรุ่นเล็ก ดังนั้นเทคโนโลยีและการออกแบบจึงเป็นต้นแบบ ไม่หนีไปจาก X รุ่นอื่น ๆ ที่จะเปิดตัวตามมาในอนาคต นวัตกรรมที่คุณได้สัมผัสในวันนี้ จึงไม่มีทางน้อยกว่า X1 ถึง X4 ซึ่งจะทะยอยเปิดตามมาในอนาคตอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าได้ขับก่อน แถมเทคโนโลยีก็ไม่ตกรุ่นอีกด้วย

“BMW X5 แสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอความเป็นรถตระกูล X ที่ฝังอยู่ในทุกอณูได้อย่างชัดเจน รถในเจเนอเรชันที่สี่นี้ สะท้อนถึงความทรงพลังที่ผสานเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ถ่ายทอดความเป็นสายพันธ์ X ด้วยงานดีไซน์ที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง สะอาดตา และมีเส้นสายที่เฉียบคม ส่วนห้องโดยสารภายในเต็มเปี่ยมด้วยความหรูหราล้ำสมัยและมีการใช้งานได้สะดวกง่ายดายกว่าเคย”

 เอเดรียน ฟาน ฮอยดองก์ หัวหน้าฝ่ายออกแบบ BMW Group
มิติตัวถัง  ความยาว 4,922 มม. กว้าง 2004 มม. สูง 1,745 มม. และระยะฐานล้อ 2,975 มม.
สวยทุกมุมมองสมกับเป็นแบรนด์ลักซ์ชัวรีของรถอเนกประสงค์ SAV

ภายนอก : บึกบึน กล้ามโต และทรงพลัง

รูปลักษณ์ภายนอก – ดีไซน์เรียบหรูแบบรถ 5 ประตู และยังคงดีเอ็นเอความเป็นใบพัดฟ้าขาวไว้รอบคัน โดยทั้ง 3 รุ่นย่อย ตัวถังมีขนาดใหญ่กว่าเจเนอเรชัน 3 รหัสตัวถัง F15 ในทุกมิติ ความยาว 4,922 มม. กว้าง 2004 มม. สูง 1,745 มม. และระยะฐานล้อ 2,975 มม. มาพร้อมชุดแต่งสไตล์ M รอบคัน 

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 กระจังหน้าไตคู่ พร้อม Active air flap
กระจังหน้าทรงไตคู่ดีไซน์ใหม่ที่ปรับให้มีขนาดใหญ่ขึ้นพร้อม Active air flap

โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์จากกระจังหน้าทรงไตคู่ดีไซนใหม่ ที่ขยายในแนวตั้งให้สูงขึ้น มาพร้อมครีบ Active air flap สามารถเปิดและปิดอัตโนมัติ กันชนและช่องดักลมดีไซน์สปอร์ต ไฟหน้าและตัดหมอกแบบ LED มองเห็นแต่ไกลแล้วรู้เลยว่าเป็น BMW 

BMW X5 สามารถพับเบาะโดยสารตอนหลังได้
ฝาท้ายแบบ 2 ชิ้นแยก “บน-ล่าง” เอกลักษณ์ของ X5

ด้านข้างมาพร้อมความบึกบึน ด้วยเส้นสายบนตัวถังที่มีขนาดเล็กและบางลง โดยเส้นตัวถังไต่ระดับขึ้นเรื่อย ๆ จากหน้ารถสู่ท้ายรถ ทำให้ดูปราดเปรียวขึ้นโดยที่รถไม่มีอาการตูดโด่ง ในส่วนด้านหลังใช้ฝาท้ายแยกประกบ “บน-ล่าง” แบบ 2 ชิ้น กันชนหลังจับคู่กับดิวฟิวเซอร์ และปลายท่อไอเสียและคาลิปเปอร์เบรกสีน้ำเงินแบบ M Sport และล้อแม็กซ์ขนาด 22 นิ้ว*

BMW X5 ใช้หน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว
ลงตัวทุกฟังค์ชันการใช้งาน พร้อมหน้าจอสัมผัส 12.3 นิ้ว

ภายใน : หรูหราและกว้างขวางสไตล์ผู้นำ

ภายใน – ห้องโดยสารหรูหราดีไซน์ใหม่ แต่ถูกแบ่งธีมสีตามรุ่นย่อยที่คุณเลือก ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่เน้นคนขับเป็นศูนย์กลาง จัดวางฟังก์ชันในตำแหน่งที่ง่ายต่อการใช้งาน เรือนไมล์ดิจิทัล BMW Live Cockpit Professional มาพร้อมจอตรงกลางแดชบอร์ดขนาด 12.3 นิ้ว ใช้ระบบปฏิบัติการ BMW OS 7.0 พร้อมจอ Head-Up Display แสดงผลที่กระจกหน้า พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน ในส่วนของแดชบอร์ดดีไซน์ใหม่ ระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศวางเรียงใต้ช่องแอร์ ถัดลงไปด้านล่างจะเป็นชุดควบคุมเครื่องเสียง

เรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล
เรือนไมล์แบบฟูลดิจิทัล ชัดเจนในทุกช่วงความเร็วพร้อมการแสดงผลระบบอัจฉริยะ
แดชบอร์ดดีไซน์ใหม่ของรหัส G05
แดชบอร์ดดีไซน์ใหม่ จัดวางระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศมาวางเรียงไว้ใต้ช่องแอร์
เกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ และมีปุ่ม iDrive
เกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ และปุ่ม iDrive ควบคุมการทำงานของตัวรถ

บริเวณคอนโซลกลางมีเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ และปุ่มทรงกลมขนาดใหญ่ iDrive นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Start / Stop เครื่องยนต์ พร้อมปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ Driving Experience เบาะคู่หน้าดีไซน์สปอร์ตปรับไฟฟ้า นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารสามารถเลือกปรับไฟ Ambient Light ได้ พร้อมลำโพงของ Harman Kardon และมีหลังคาแบบซันรูฟ เรียบหรูแต่ดูจบให้ออพชันครบทุกความต้องการ  

ทุกรุ่นของ BMW X5 ใช้ระบบช่วงล่างแบบถุงลม ปรับระดับความสูงให้กับตัวรถได้
ระบบช่วงล่างแบบถุงลมสามารถปรับระดับความสูงให้กับตัวรถได้

โดยระบบช่วงล่างของทุกรุ่นย่อยเป็นแบบถุงลม ซึ่งมาพร้อม Dynamic Damper Control สามารถปรับระดับความหนืดของโช้คอัพได้ตามโหมดการขับขี่ที่คุณเลือก ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะถนนให้หนึบขึ้น ภายใต้สมรรถนะสุด Comfort รถจึงไม่มีอาการโคลงและยังช่วยให้รถออกจากโค้งเร็วขึ้น

บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 ขับได้ทั้งในรูปแบบออนโรด และ ออฟโรด
สามารถลุยเส้นทางในแบบออฟโรดได้สมบุกสมบัน แม้จะมีน้อยคนที่คิดทำก็ตาม

เครื่องยนต์ : 2 รูปแบบ 3 รุ่นย่อย ดุดันแต่ประหยัดขึ้น

ประเทศไทยทำตลาดด้วยทางเลือกเครื่องยนต์ 2 รูปแบบ เครื่องยนต์เบนซิน วี6 สูบแถวเรียง ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ความจุ 3.0 ลิตร 2,998 ซีซี ขุมพลัง 286 แรงม้า พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุดอีก 113 แรงม้า เมื่อจับคู่กันระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและมอเตอร์ไฟฟ้า ได้พละกำลังสูงสุดถึง 394 แรงม้า และส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

และเครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบแถวเรียง ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ ความจุ 3.0 ลิตร 2,993 ซีซี ให้พลัง 265 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ

BMW X5 จำหน่ายในไทยด้วย 3 รุ่นย่อย คือ เครื่องยนต์เบนซิน ปลั๊กอินไฮบริด ในรุ่น xDrive45e M Sport , เครื่องยนต์ดีเซล ในรุ่น xDrive30d M Sport และ  xDrive30d xLine ดาวน์โหลด Specsheet คลิก !

BMW X5 รุ่นประกอบในไทย CKD ราคาถูกลงกว่า 1 ล้านบาท
ราคาสำหรับรุ่นประกอบในไทยถูกลงเกือบ 1 ล้านบาท

ราคา : ประกอบในไทย ถูกลงเกือบ 1 ล้านบาท

สำหรับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยของ BMW X5 ทั้ง 3 รุ่น เริ่มจากรุ่นสูงสุด xDrive45e M Sport เริ่มต้น 4,959,000 บาท ตามมาด้วย xDrive30d M Sport เริ่มต้น 4,659,000 บาท และสุดท้ายในรุ่น xDrive30d xLine เริ่มต้น 4,459,000 บาท

โดยทุกรุ่นย่อยเป็นรถ CKD ที่ประกอบภายในประเทศไทยทั้งหมด จึงทำให้มีราคาที่ถูกลงมาก โดยเฉพาะในรุ่น xDrive30d M Sport มีราคาส่วนต่างที่ถูกลงถึง 1 ล้านบาทเลยทีเดียว

สำหรับใครที่อยากรู้จักเกี่ยวกับเทคโนโลยีของ BMW ว่ายอดเยี่ยมขนาดไหน สามารถตามไปอ่านได้ในเรื่องนี้ครับ “BMW Driving Assistant ช่วยให้การขับรถของเราง่ายขึ้นได้อย่างไร”

BMW X5 ราคาเริ่มต้น 4,459,000 บาท
สวยทุกมุมมองกับความลงตัวในทุกมิติที่สัมผัสได้จากยอดยนตรกรรมคันนี้

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวของ BMW X5 รถอเนกประสงค์ที่มาพร้อมกับความยอดเยี่ยมเกินพิกัด เราอยากให้คุณได้สัมผัสกับสุดยอดสมรรถนะอันลงตัวของยอดยนตรกรรมจากเยอรมันอย่างแท้จริง แต่ถ้ารถมือหนึ่งป้ายแดงออกจากศูนย์อาจมีราคาที่แพงสักนิด ลองหันมาชมรถมือสอง ได้ที่ Kaidee การันตีได้รถดีแน่นอนครับ  

Mi Note 10 lite สมาร์ตโฟนสเปกแรงในราคาน่ารัก

Mi Note 10 lite สมาร์ตโฟนสเปกแรงในราคาน่ารัก

Xiaomi Mi Note 10 Lite สมาร์ตโฟนรุ่นเด็ด ที่ถึงจะไม่ใช่ตัวเรือธงของค่าย แต่สเปกก็จัดเต็ม อัดแน่นด้วยคุณภาพในราคาไม่ถึงหมื่น ต้องบอกว่าเป็นโทรศัพท์อีกหนึ่งรุ่นของฝั่ง Xiaomi ที่น่าจับตามองมาก ๆ เพราะนอกจากฟังก์ชันทุกอย่างจะครบครันแล้ว ยังมาพร้อมดีไซน์เรียบสวย น่าใช้ เรียกได้ว่าสวยตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกยันความสามารถจริง ๆ 

ด้วยความที่ช่วงนี้ทางเราเองก็กำลังแอบเมียงมองหาสมาร์ตโฟนคุ้ม ๆ สักเครื่องอยู่พอดี ก็เลยมีโอกาสได้หาข้อมูล พอมาเจอรุ่นนี้แล้ว เลยอดไม่ได้ที่จะเก็บข้อมูลมาแบ่งปันให้เพื่อน ๆ ที่กำลังมองหาสมาร์ตโฟนรุ่นเด็ด สเปกแน่นอยู่เหมือนกัน 

ถ้าอยากรู้ว่า Xiaomi Mi Note 10 Lite เป็นยังไง สเปกแน่นจริงไหม คุ้มหรือเปล่า ไปดูกันเลย

รีวิว Mi Note 10 Lite สมาร์ตโฟนสเปกครบเครื่องได้ใจ

ส่องดีไซน์ Mi Note 10 Lite 

สมาร์ตโฟนรุ่นนี้มีขนาด 57.8 × 74.2 × 9.67 มม. หนัก 204 กรัม มาพร้อมดีไซน์ที่มีความโค้งมน ดีไซน์สวยงาม ทันสมัย หยิบจับคล่องมือ ไล่ระดับเฉดสี ทั้งตัวเครื่องด้านหน้าและด้านหลังครอบกระจก Corning Gorilla Glass 5 ตัวขอบทำจากอลูมิเนียม ทำให้ยิ่งดูสวยหรู น่าใช้ มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ขาว ดำ และม่วง

หน้าจอเป็นรูปหยดน้ำกว้าง 6.47 นิ้ว แสดงผลด้วยเทคโนโลยี AMOLED 24-bit (16 ล้านสี) ความละเอียดแบบ FullHD เทคโนโลยี AMOLED นั้นมักจะนำมาใช้กับสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียม นอกจากนี้ Mi Note 10 Lite ยังมาพร้อมโหมดหน้าจอที่รองรับการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ อาทิ โหมดถนอมสายตา โหมดกลางแจ้ง เป็นต้น

สเปกโดยรวมของ Mi Note 10 Lite

ขนาด: 57.8 × 74.2 × 9.67 มม. 

น้ำหนัก: 204 กรัม

หน้าจอ: หน้าจอหยดน้ำ (Water Drop Display)

ความละเอียด 1080 x 2340 pixel

ระบบปฏิบัติการ: Android Pie 10 ครอบด้วย MIUI 11

หน่วยประมวลผล : Snapdragon 730G

GPU: Adreno 618

RAM: 8GB 

ความจุเครื่อง: 128GB 

กล้อง: กล้องหลัง 4 เลนส์ 

เลนส์หลัก 64 ล้านพิกเซล 

เลนส์ Ultrawide  8 ล้านพิกเซล 

เลนส์ Depth 5 ล้านพิกเซล 

เลนส์ Macro 2 ล้านพิกเซล

กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล 

แบตเตอรี: 5,260 mAh รองรับชาร์จไว 30W (Fast Charging)

ระบบ Sims: รองรับ 2 Sims

พอร์ต : USB Type-C

ช่องเสียบหูฟัง: 3.5 มม.

รีวิวกล้องถ่ายรูป Mi Note 10 Lite จัดเต็มกับกล้องหลัง 4 เลนส์

มาพูดถึงหนึ่งในฟังก์ชันสำคัญของเจ้า Mi Note 10 Lite กันบ้างดีกว่า นั่นก็คือตัวกล้อง สำหรับรุ่นนี้มาพร้อมกล้องหลังจัดเต็มถึง 4 เลนส์ ความละเอียดกล้องหลังอยู่ที่ 64 ล้านพิกเซล บวกกับเลนส์ Ultrawide, Depth และ เลนส์ Macro ที่ช่วยให้ได้ภาพสวยเป๊ะหลากหลายแนว 

ส่วนกล้องหน้าที่ให้มาก็ไม่น้อยหน้าใคร ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รูรับแรงขนาด f 2.8 

กล้องของ Mi Note 10 Lite มาพร้อมกับโหมดช่วยถ่ายรูปต่าง ๆ อาทิ 

  • โหมดถ่ายภาพอัจฉริยะ (AI Camera) โหมดสวย (Face Beauty)
  • โหมดถ่ายภาพบุคคลให้สวยอัตโนมัติ (AI Face Beauty)
  • โหมดถ่ายภาพพาโนรามา (Panorama)
  • โหมด HDR

ด้านวิดีโอเองก็สามารถถ่ายระดับ HD ได้ เรียกว่าทำได้ครบ จบ ในตัวเดียว ไม่น้อยหน้าใคร

ระบบปฏิบัติการและการทำงานของ Mi Note 10 Lite

สำหรับ Mi Note 10 Lite ยังคงใช้ระบบปฏิบัติการณ์เดียวกับรุ่นอื่นใน Mi Note 10 Series ซึ่งเป็น Android Pie 10 ครอบด้วย MIUI 11 ที่มีความรวดเร็วและรองรับฟีเจอร์หลากหลาย แถมยังสามารถใช้ได้ต่อยาว ๆ

หากพูดถึงระบบความปลอดภัยก็มีทั้งระบบสแกนนิ้วบนหน้าจอและระบบสแกนแบบ 2D

ฟีเจอร์โดดเด่นของ Mi Note 10 Lite

ฟีเจอร์ปรับแต่งเสียง

เราสามารถปรับเสียง เอฟเฟกต์ได้อย่างหลากหลาย ทำให้สนุกกับการฟังเพลงมากยิ่งขึ้น

ฟีเจอร์ Dual Messenger 

เราสามารถโคลนแอปพลิเคชัน เช่น Line, Whatsapp และ Facebook ให้มีสองแอปสำหรับคนที่อยากแยกบัญชีใช้เป็นสองบัญชี 

ฟีเจอร์ Game Launcher 

แอปพลิเคชันที่ช่วยให้สามารถจัดการตั้งค่าต่าง ๆ ในเครื่องเพื่อให้สามารถเล่นเกมได้อยากลื่นไหลมากยิ่งขึ้น 

แบตเตอรีจัดเต็ม 5,260 mAh

Mi Note 10 Lite มาพร้อมแบตเตอรีถึง 5,260 mAh เพียงพอสำหรับการเล่นเกม ดูคลิปวิดีโอได้แบบยาว ๆ นอกจากนี้ยังมีโหมดประหยัดพลังงานเอาไว้ให้ประหยัดแบตเตอรีมากกว่าเดิม 

ราคาและความคุ้มค่า

ราคาของ Mi Note 10 Lite ในปัจจุบันเริ่มต้นที่ 9,999 บาท เท่านั้น

สรุปรวม Mi Note 10 Lite สมาร์ตโฟนรุ่นเล็กสเปกเด็ด

Mi Note 10 Lite ถือเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นเล็กในบรรดา Mi Note 10 Series ที่สเปกเด็ด สเปกแน่นไม่น้อยหน้ารุ่นพี่เลยทีเดียว เรียกว่ามีครบ แถมยังโดดเด่นด้วยกล้องหลังความละเอียดสูงถึง 64 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายรูปออกมาได้ดีมาก ๆ นอกจากนี้แล้วระบบปฏิบัติการเองก็ใช้ระบบเดียวกับรุ่นอื่น ๆ ในซีรีส์ รับรองว่าใช้ได้ง่าย ๆ แน่นอน

สำหรับราคาก็ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับฟีเจอร์ที่จัดเต็มให้ครบ พร้อมใช้งานทุกด้าน เรียกว่าถ้าใครมองหาสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่ราคาเบา ๆ แต่มีฟังก์ชันพร้อมใช้งาน ก็แนะนำเป็นเจ้าตัวนี้เลย ใครสนใจ มองหา Mi Note 10 Lite มือสองราคาดี ๆ สภาพปัง มาซื้อได้ที่นี่เลย 

ตอนนี้ Kaidee มีฟีเจอร์ใหม่ KD Pay ที่จะช่วยเป็นตัวกลางรับและชำระเงินระหว่างผู้ซื้อและผูขาย ช่วยให้คุณซื้อขายออนไลน์สะดวก ปลอดภัย มั่นใจได้ยิ่งขึ้น สำหรับใครที่ชอปแล้ว กลัวไม่ได้สินค้า ฟีเจอร์นี้เหมาะมาก ๆ เพราะถ้าจ่ายเงินผ่าน KD Pay การันตี ไม่ได้รับของ สามารถยื่นคืนเงินได้ พร้อมแล้วก็ไปชอปกันแบบมั่นใจได้เลยค่ะ