ย้อนตำนาน 7 รุ่นสุดคลาสสิกกับ Porsche 911 ที่สาวกไม่ควรพลาด

ย้อนตำนาน 7 รุ่นสุดคลาสสิกกับ Porsche 911 ที่สาวกไม่ควรพลาด

แน่นอนว่า Porsche 911 คือหนึ่งในรุ่นรถที่เป็นบรรทัดฐานให้กับการนิยามคำว่า “ซูเปอร์คาร์” ได้อย่างดีที่สุด เพราะด้วยคุณสมบัติที่ครบถ้วนทุกกระบวนการของความเป็นซูเปอร์คาร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พร้อมการยอมรับจากผู้คนทั่วโลกจนสิ้นข้อสงสัย

รถสปอร์ตสุดคลาสสิกกับรูปทรงกบในตำนานที่มีประวัติการเดินทางอันแสนยาวนานกว่า 50 ปี โดยเริ่มทำการผลิตมาตั้งแต่ปี 1964 และเปลี่ยนโฉมมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันกว่า 7 เจเนอเรชัน โดดเด่นด้วยรูปทรงสปอร์ตอันเป็นเอกลักษณ์ ไฟกลมท้ายลาด เครื่องยนต์วางท้าย แตกไลน์รุ่นออกมาอีกมากมาย ซึ่งรุ่นที่โดดเด่นทำให้เหล่านักสะสมรถนั้นต้องมีไว้ครอบครองคือ Targa, Speedster หรือ GT วันนี้เราจะพาทุกคนมาย้อนดูประวัติทั้งหมด 7 รุ่น ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง 

Porsche 911 ปี 1964

Porsche 911 รุ่นแรกเปิดตัวเป็นรถต้นแบบในปี 1963 ใช้รหัสการพัฒนาว่า 901 ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น 356 กลายมาเป็นรุ่น 911 โดยเริ่มผลิตและจำหน่ายจริงในปี 1964 มีชื่อฉายาที่เรียกว่า Horn Grill เพราะด้วยเอกลักษณ์ที่มีช่องตะแกรงข้างไฟเลี้ยวสำหรับให้เสียงแตรลอดผ่านออกมา ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน (Flat-6) ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความจุ 2.0 ลิตร ผลิตกำลัง 130 แรงม้า ซึ่งมากพอที่จะทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กม./ชม.

Porsche 911 ปี 1973

รุ่นที่ 2 รหัสตัวถัง G Series เปิดตัวปี 1973 ถูกพัฒนาฐานล้อให้ยาวขึ้นและปรับปรุงกันชนให้หนาขึ้นเพื่อส่งออกไปขายที่อเมริกาเหนือ พร้อมเข็มขัดนิรภัย 3 จุด เป็นมาตรฐานครั้งแรก ที่สำคัญคือรุ่นท็อปที่โด่งดัง ใช้เครื่องเบนซิน 6 สูบนอน ติดเทอร์โบ 260 แรงม้า และยังมีรุ่นอีกรุ่นที่กำลัง 300 แรงม้า พร้อมทั้งยังสามารถเปิดประทุนหลังคาผ้าใบได้ และรุ่น Speedster ที่สร้างมาตรฐานให้ชื่อ 911 เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจนมียอดขายสูงสุดในบรรดารุ่นเครื่องระบายความร้อนด้วยอากาศทุกรุ่น

Porsche 911 ปี 1989

มาถึงรุ่นที่ 3 กับรหัสตัวถัง 964 เปิดตัวในปี 1989 ซึ่งเปลี่ยนชิ้นส่วนตัวถังใหม่ทั้งหมดกว่า 85% โดดเด่นด้วยกันชนแบบชิ้นเดียวที่กลมกลืนไปกับตัวถังรถ ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน 3.6 ลิตร 250 แรงม้า ที่สำคัญคือได้เพิ่มเทคโนโลยีหลายอย่าง เช่น เบรค ABS, พวงมาลัยพาวเวอร์, ถุงลมนิรภัย และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมเกียร์ทริปทรอนิกส์อันโด่งดังที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

Porsche 911 ปี 1993

รุ่นที่ 4 กับรหัสตัวถัง 993 เปิดตัวในปี 1993 ด้วยรูปทรงที่เรียกได้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ได้ไปพัฒนาในส่วนของพื้นฐานใหม่หมด กับการใช้โครงสร้างและล้อแม็กอะลูมิเนียม ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ล้ำสุดๆ ในยุคนั้น ที่สำคัญใช้เครื่องยนต์ 6 สูบนอน ติดเทอร์โบคู่เป็นครั้งแรก และนับว่าเป็นรุ่นสุดท้ายที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ จึงเป็นรุ่นที่เหล่านักสะสมตามหากันเพื่อได้เก็บแก่นแท้ของรุ่น 911 อย่างแท้จริง

Porsche 911 ปี 1998

รุ่นที่ 5 รหัสตัวถัง 996 เปิดตัวขึ้นในปี 1997 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 1998 นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตระกูลนี้เลยทีเดียว ด้วยการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ทำให้เครื่องสร้างกำลังสูงสุดได้ 300 แรงม้า และกินน้ำมันน้อยลง เสียงเครื่องเดินเงียบนิ่ง มีไฟหน้าดีไซน์ที่แตกต่าง และเน้นไปที่การขับขี่ที่สะดวกสบายมากขึ้น

Porsche 911 ปี 2005

รุ่นที่ 6 รหัสตัวถัง 997 เปิดตัวในปี 2004 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 2005 มีการดีไซน์รูปทรงย้อนกลับไปให้ดูมีความคลาสสิกอีกครั้งด้วยไฟหน้าทรงกลมรี แยกไฟเลี้ยวออกมาอยู่มุมกันชนแบบรุ่นดั้งเดิม ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน ความจุ 3.8 ลิตร ให้กำลัง 355 แรงม้า พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน เกียร์ Dual-Clutch หัวฉีดตรง พร้อมช่วงล่างแบบแปรผัน นับว่าเป็นรุ่น 911 ที่ขายดีที่สุดตลอดกาลเลยก็ว่าได้

Porsche 911 ปี 2012

รุ่นปัจจุบันรุ่นที่ 7 รหัสตัวถัง 997 เปิดตัวในปี 2011 ทำตลาดเป็นรุ่นปี 2012 เข้าสู่ยุคประหยัดน้ำมัน ลดมลพิษทางอากาศ ด้วยการลดความจุเครื่องยนต์ลงเหลือ 3.0 ลิตร แต่ยังให้แรงม้ามากกว่าปกติ โดยสร้างมาตรฐานใหม่ของทวินเทอร์โบด้วยกำลังที่ 370 แรงม้า ในรุ่นเริ่มต้น และยังแรงไปได้ถึง 420 แรงม้าในรุ่น Carrera 

สรุปท้ายบทความ

ปัจจุบัน Porsche 911 มียอดขายถึง 1 ล้านกว่าคันแล้ว เพราะด้วยประวัติที่แสนยาวนานกับความเป็นรถสปอร์ตรุ่นคลาสสิกที่มีเอกลักษณ์ไฟกลมท้ายลาด เครื่องวางหลังที่กลายเป็นตำนาน ซึ่งไม่ว่าจะผ่านร้อนผ่านหนาวมานานขนาดไหนก็ยังเป็นหนึ่งในรุ่นรถขวัญใจตลอดกาลของหลายๆ คน 

ผู้อ่านที่ชื่นชอบและหลงใหลกับความสวยงามคลาสสิกแบบนี้ สามารถลองเข้ามาเลือกดูรถได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่รวบรวมรถยนต์มือสองไว้กว่า 3 หมื่นคันเลยทีเดียว

อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.youtube.com/watch?v=UdvI81Sw2BI&feature=emb_title

Vespa VS Lambretta ใครคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง

Vespa VS Lambretta ใครคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง

สำหรับคนที่หลงใหลในเรื่องของรถสองล้อแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จัก “Vespa” และ “Lambretta” รถสกู๊ตเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ความคลาสสิกเป็นของตัวเองมากที่สุด และมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านมายาวนานสักแค่ไหนแต่ก็ยังเป็นรถที่เหล่านักสะสมตามเก็บกันอย่างไม่หยุดหย่อน 

อีกหนึ่งข้อสงสัยที่เรียกได้ว่าถกเถียงกันมาตลอดหลายสิบปี ระหว่าง “Vespa” และ “Lambretta” ค่ายไหนคือเจ้าแห่งความคลาสสิกตัวจริง ซึ่งถ้าคนที่ชื่นชอบ Vespa เป็นการส่วนตัวก็จะตอบว่า “เวสป้าคลาสสิกกว่าอยู่แล้ว” แต่สำหรับแฟนคลับ Lambrettra ก็จะตอบว่า “ยังไงก็ต้องเป็น Lambretta สิ” วันนี้เราเลยได้รวบรวมข้อมูลมาให้ทุกคนได้วิเคราะห์กันว่าใครคือตัวจริงของความคลาสสิกกันแน่

จุดเริ่มต้นของ Vespa และ Lambretta

ค.ศ. 1945 หลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สอง โรงงานชิ้นส่วนอาวุธยุทโธปกรณ์สงคราม เรือ เครื่องบินรบมากมายหลายแห่งในอิตาลีได้ปิดตัวลง “Piaggio” และ “Innocenti” คือสองตระกูลผู้คร่ำหวอดในวงการอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องบินรบที่ได้เกิดไอเดียเพื่อความอยู่รอด เปลี่ยนจากเศษเครื่องบินรบให้กลายเป็นพาหนะขนาดเล็ก กะทัดรัด คล้ายมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างที่ไว้สำหรับใช้ขนอาวุธในสงคราม แต่ดัดแปลงเพื่อนำมาใช้ขับขี่ได้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

เริ่มต้นทางฝั่ง “Enrico Piaggio” ผู้นำตระกูล Piaggio ในตอนนั้นได้ให้กำเนิดพาหนะสองล้อที่ขับเคลื่อนด้วยสายพาน มีดีไซน์รูปทรงคล้ายตัวต่อ จึงเป็นที่มาของชื่อ “Vespa” ที่แปลว่าตัวต่อในภาษาอิตาลีนั่นเอง 

ในขณะที่ “Ferdinando” ผู้นำตระกูล Innocenti ได้พัฒนาสกู๊ตเตอร์ของตัวเองขึ้นมาในปี 1947 จนถึงปี 1951 ที่ประสบความสำเร็จสร้างโมเดลต้นแบบของ Lambretta โดยเป็นชื่อของเทพยดาแห่งแม่น้ำที่ไหลผ่านโรงงานผลิตแห่งแรกในเมืองมิลาน

ด้วยสมรรถนะของตัวรถทั้งสองค่ายนั้นมีความแข็งแรงทนทาน ให้แรงบิดที่ดีเยี่ยม สามารถขับได้คล่องตัว และบรรทุกของหนักก็ยังได้ ที่สำคัญคือรูปทรงโดดเด่นแตกต่างจากรถมอเตอร์ไซค์แบบอื่นในยุคสมัยนั้น จึงทำให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระที่ผู้คนในยุคนั้นต้องมีไว้ครอบครอง

Vespa และ Lambretta มีรุ่นฮิตที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่าง 1964, Sprint และ PX ส่วน Lambretta มีตั้งแต่ซีรีส์ 1-4 ที่คงสไตล์คลาสสิกเหนือกาลเวลาด้วยระบบเกียร์มือที่เปรียบเหมือนการร่ายมนตร์ให้ทั้งสองค่ายที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Vespa

ในปี 1970 นับว่าเป็นช่วงที่รถมอเตอร์ไซค์จากญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเข้าไปตีตลาดทั่วโลกเป็นอย่างมาก จึงส่งผลกระทบให้เหล่าแบรนด์ยุโรปไปอย่างเต็มๆ รวมถึงยอดขายของเวสป้าที่ไม่ดีเท่าไรนัก แต่ยังถือว่าพยุงไปได้เรื่อยๆ จนมาถึงกระทั่งปี 2000 ที่เรียกได้ว่าเป็นการปรับโฉมครั้งยิ่งใหญ่ของเวสป้า จากเดิมเกียร์มือให้กลายเป็นระบบเกียร์ CVT ที่เรียกว่า “New Vespa Model” 

โดยมีฐานการผลิตใหญ่ที่เวียดนามเพื่อตีตลาดทั่วเอเชีย ถึงแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเชื่อถือในเรื่องของฐานผลิตเท่าไร แต่ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์จึงทำให้มองข้ามเรื่องนี้ไปอย่างง่ายดาย จุดนี้เองจึงเป็นกระแสให้รถสกู๊ตเตอร์คลาสสิกได้รับความนิยมไปทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่เราได้เห็นเวสป้าทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ต่างโลดแล่นบนท้องถนน พร้อมถือกำเนิดใหม่ในตลาดมอเตอร์ไซค์ที่ทางเวสปิอาริโอเรียกตัวเองว่า “พรีเมียมสกู๊ตเตอร์”

จุดเปลี่ยนสำคัญของ Lambretta

มาทางคู่แข่งอย่าง Lambretta กันบ้าง ที่เรื่องราวต่างกับเวสป้าอย่างสิ้นเชิง ด้วยความที่ไม่สามารถปรับตัวในยุคที่แบรนด์ญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ราคาถูก จึงทำให้ยอดขายตกลงเรื่อยๆ จนในที่สุดต้องปิดไลน์การผลิตสกู๊ตเตอร์ที่เมืองมิลานลงไป หลังจากนั้นก็ได้ขายไลนเซนส์การผลิตให้กับโรงงานที่ประเทศอินเดีย จึงทำให้อินเดียมีรถมอเตอร์ไซค์ทรง Lambretta ใช้งานกันเต็มท้องถนน และแผ่อิทธิพลเป็นวงกว้างมาจนถึงประเทศไทยนั่นเอง 

Lambretta Made in Italy จึงกลายเป็นตำนานแห่งสกู๊ตเตอร์คลาสสิกที่ไม่มีการผลิตใหม่ มีแต่มือสองที่เหล่านักสะสมเล่นกัน เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงเพราะสิ่งของเหล่านี้มีคุณค่าทางจิตใจ เหมือนกับว่าคุณกำลังครอบครองงานศิลปะที่มีประวัติศาสตร์ล้ำค่ามากที่สุด 

จนกระทั่งปี 2017 โลกตลาดสกู๊ตเตอร์ก็ต้องสะเทือน ด้วยการปรากฏตัวของ Lambretta ในงาน EICMA 2017 ประเทศอิตาลี กับโมเดล Lambretta V-Special รูปโฉมใหม่ที่ต้องบอกเลยว่านี่คือการกลับมาของแลมเบรตต้าอย่างแท้จริง ด้วยการถอดปรัชญาการผลิตสกู๊ตเตอร์ในยุคปัจจุบันที่ได้เอาเกียร์มือออกไปแล้วเปลี่ยนเป็นระบบเกียร์ออโต้ วัสดุของตัวรถที่ไม่ใช่เหล็กทั้งคันแบบเดิม ซึ่งได้ผสมไฟเบอร์เข้าไปบางส่วน เพื่อลดต้นทุนที่ตรงนี้อาจสร้างความรู้สึกหงุดหงิดให้แฟนๆ เพราะคู่แข่งอย่างเวสป้าได้ใช้วัสดุของตัวรถเป็นเหล็กทั้งคัน

สรุปท้ายบทความ

ท้ายที่สุดแล้วความชอบของผู้บริโภคก็จะมีความแตกต่างกันออกไป เพราะระหว่าง Vespa และ Lambretta ก็มีมนต์เสน่ห์ที่ต่างคนต่างมีไม่เหมือนกัน อยู่ที่ว่าใครชื่นชอบแบบไหนเป็นพิเศษ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือผู้บริโภคเหล่านคนรักสกู๊ตเตอร์คลาสสิกที่จะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ตลอดไปจนถึงการบริการหลังการขายที่ดีขึ้น นั่นคือคำตอบที่แท้จริง

ไม่ว่าคุณจะเป็นสาย Vespa หรือ Lambretta สามารถเข้ามาเลือกซื้อรถสกู๊ตเตอร์มือสองสวยๆ ได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ได้รวบรวมรถมอเตอร์ไซค์มือสองสวยๆ ไว้กว่าสามหมื่นคัน

Walk with Me : Kaidee พาเที่ยวพญาไทในหนึ่งวัน!

Walk with Me : Kaidee พาเที่ยวพญาไทในหนึ่งวัน!

สวัสดีค่าาา ทำงานเบื่อ ๆ ได้ยืดเส้นยืดสายสักหน่อยก็คงจะดี งั้นให้ Kaidee พาไปเดินเที่ยวกันดีกว่า สำหรับ “Walk with Me”วันนี้เราจะพาไปเดินเที่ยวย่านพญาไท ย่านที่คึกคักที่สุดในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ทั้งการเดินทางก็ง่ายแสนง่ายและสะดวกสบาย มี BTS และ Airport Rail Link เข้าถึง เห็นแบบนี้แล้วจะไม่ไปได้ยังไงงงงง

ย่านพญาไท

สำหรับย่านพญาไทนั้นเป็นย่านเก่าแก่นับย้อนไปถึง พ.ศ.2509 หรือปีค.ศ. 1966 กันเลยทีเดียว โดยย่านนี้ถูกตั้งชื่อตามพระราชวังพญาไทสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง และด้วยความที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนั้นทำให้มีสถานที่ราชการ และหน่วยทางตำรวจและทหารตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก 

ในปัจจุบัน ย่านพญาไทนับได้ว่าเป็นย่านที่มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น ทั้งนิสิต นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ และบุคคลากรทางการแพทย์ ต่างก็ตบเท้าเข้ามาอาศัยจับจองที่อยู่ในย่านนี้กันเป็นทิวแถวเนื่องจากย่านพญาไทเต็มไปด้วยที่เที่ยวที่กิน รวมถึงแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดสุดสัปดาห์ จะไปที่ไหนกันบ้างนั้น ไปดูกันเลยยยยยย

1.Into the woods

ระยะทาง: 150 เมตรจาก BTS Phaya Thai

คาเฟ่สไตล์เทพนิยายสาขาที่ 2 ที่ส่งตรงมาจากเชียงใหม่ เนื่องจากทนเสียงเรียกร้องของลูกค้าไม่ไหว ด้วยรสชาติของกาแฟที่ใช้เมล็ดพันธุ์อาราบิก้าจากเชียงใหม่ คั่วแบบไม่นาน มือใหม่หัดกินกาแฟก็กินได้ ไม่ขมหรือเปรี้ยวเกินไป

ในส่วนของเค้กที่เรียกได้ว่ามาแล้วต้องสั่ง คือ Scotch Brite Cake ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับฟองน้ำที่เราใช้ในครัวไม่มีผิด แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ารสชาติไม่เหมือนฟองน้ำนะคะ >..<

ขอขอบคุณภาพจาก Into The Woods

2.ร้านพี่อ้อ

ระยะทาง: 500 เมตรจาก BTS Phaya Thai

จากร้านกาแฟมาร้านของกินกันบ้างดีกว่า “ร้านพี่อ้อ” นี้โด่งดังมานับทศวรรษ จากการสอบถามเจ้าของร้านซึ่งก็คือ “พี่อ้อ” ได้ความว่าร้านนี้เปิดมา 16 ปีแล้ว และที่เลือกทำร้านก๋วยเตี๋ยวเพราะว่าครอบครัวของพี่อ้อเองก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ในซอยเพชรบุรี 5 

ตัวพี่อ้อเองนั้นคิดอยากทำอะไรแตกต่างไปจากเดิม จึงเลือกโฟกัสแค่ต้มยำและพยายามทำออกมาให้ดีที่สุดและถูกปากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ 

พี่อ้อเล่าว่าช่วงเวลา Prime Time นั้นจะมีลูกค้าชาวจีนแน่นขนัดเพื่อมากินเมนูเด็ด 

“ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมันกุ้งน้ำข้น หมูคุโรบูตะไข่ต้ม” ยิ่งไปกว่านั้นหากเราชอบกุ้งเป็นพิเศษ พี่อ้อเองก็มีเมนูแบบ Exclusive ที่เอากุ้ง Lobster ตัวโต ๆ มาใส่ในก๋วยเตี๋ยวอีกด้วย บอกได้เลยว่าชิมแล้วสุดแซ่บบบบบ แบบซี้ดปาก!!!!

ขอขอบคุณภาพจาก ร้านพี่อ้อ

3.อ้วนกิ่งเพชร

ระยะทาง: 850 เมตรจาก BTS Phaya Thai

ระยะทางจาก BTS ดูแล้วอาจจะเมื่อยขาสักหน่อย แต่เชื่อ Kaidee ค่ะ ว่าไหน ๆ จะมีกินของหวานแล้วก็ต้องเบิร์นก่อนกินจริงไหม 5555 ร้านอ้วนกิ่งเพชร (สาขาแรกตรงซอยเพชรบุรี 10) เป็นร้านขายขนมปังปิ้งและเครื่องดื่ม 

แต่….ที่พิเศษที่สุดก็คืออออ เครื่องดื่มเขาใช้นมสดส่งตรงจากสหกรณ์โคนมที่ราชบุรีทุกวัน!!! ย้ำว่าทุกวันจริง ๆ ค่ะ เพราะตอนที่ Kaidee ไปถึงเนี่ย เขาเพิ่งมาส่งนมพอดี 

โดยคุณเจ้าของร้านจะเคี่ยวนมสดเองทุกเช้าทำให้นมที่นี่หอมหวานเป็นพิเศษไม่เหมือนใคร จริง ๆ Kaidee  คิดว่านี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ร้านอยู่มานานกว่า 40 ปี มาจนถึงทุกวันนี้และยังเปิดทั้งคืนอีกต่างหาก  จนเขาทนความป๊อปไม่ไหวต้องเปิดสาขาที่ 2 ตรงโครงการสเตเดี้ยมวัน (ฝั่งจุฬาซ.4) อีกต่างหากค่ะ เรียกได้ว่าถ้าอยู่พญาไทไม่มีทางหิวอ่ะ พูดแล้วน้ำลายจะไหล 
ลืมบอกค่ะว่าขนมปังปิ้งที่นี่เขาปิ้งด้วยเตาถ่านนะคะ หอมมาก กรอบนอกนุ่มใน สังขยาก็ไม่เคี่ยวกับไฟ เคี่ยวกับน้ำ?!?!?!  ไม่รู้จะบรรยายยังไงให้เห็นถึงความพิเศษ คือไปเห็นด้วยตาแล้วก็ชิมด้วยปากแล้วจะเข้าใจค่ะว่าทำไม Kaidee ติดใจจังเลย

ขอขอบคุณภาพจาก อ้วนกิ่งเพชร

4.Garden Salad

ระยะทาง: 200 เมตรจาก BTS Phaya Thai

มาค่ะ New Year Resolution 2021 ต้องมา เรา ! จะ ! ต้อง ! ผอมมมม ! กินของหวานแล้วก็ต้องทานสลัดสวย ๆ เมนู Signature ของร้านนี้คือสลัดไก่อบค่ะ 

ขอขอบคุณภาพจาก Garden Salad by Ms. Chu

ส่วนการตกแต่งของทางร้านจะเน้นเป็นแบบแนวไม้และให้ความรู้สึกอบอุ่น สามารถไปนั่งเล่นชิล ๆ สบาย ๆ หลบหนีจากความวุ่นวายหรือความเหนื่อยล้าหลังจากเลิกงานได้เลยค่ะ

5.ฟลอริดา

ระยะทาง: 80 เมตรจาก BTS Phaya Thai

ห้องอาหารฝรั่งที่นึกถึงทีไรก็น้ำลายไหล เพราะเมนูเด็ด “ซี่โครงหมูอ่อนย่างบาร์บีคิวซอส”ของเขาอยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 (ค.ศ.1968) หรือกว่าครึ่งศตวรรษ!!!!

ซี่โครงหมูอ่อนย่างบาร์บีคิวซอส

เมนูนี้มีความพิเศษคือจะกรอบนอกและนุ่มในซึ่งหาไม่ได้ที่ไหนเพราะส่วนมากจะนุ่มไปเลยหรือกรอบไปเลย สมแล้วที่ห้องอาหารฟลอริดานั้นได้ป้ายเชลล์ชวนชิมจาก หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

6.Factory Coffee

ระยะทาง: 150 เมตรจาก BTS Phaya Thai

ร้านกาแฟชื่อดังสุด Exclusive ที่เคยคว้าแชมป์หลายครั้งจากรายการ World Barista Championship ไม่ว่าจะเป็น “Panama, Finca Deborah “Terroir” (Competition Series) – Washed” ที่ได้รางวัลที่ 1 ในปี ค.ศ.2016 (พ.ศ. 2559) หรือ “Panama, Finca Deborah “Afterglow” (Competition Series) – Natural” ที่คว้าอันดับ 2 และ อันดับ 10 ในปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ.2562)

ขอขอบคุณภาพจาก Factory Coffee

ส่วนเมนู Signature ของทางร้านที่มาแล้วต้องลองคือ “Supreme”(Super creamy & Natural syrupy shaken espresso with cold milk) ที่ทางร้านจะค่อย ๆ เท Espresso เข้มข้นผ่านตัวกรองกาแฟลงมาบนนมสดเย็น ๆ ให้เรา จุดเด่นจะอยู่ตรงที่เราต้องดื่มตอนที่กาแฟและนมยังไม่รวมตัวกัน จะทำให้ได้กลิ่นหอมของกาแฟและความรสชาติของตามลำดับนั่นเอง

7.ไชยโรจน์

ระยะทาง: 350 เมตรจาก BTS Phaya Thai

มาต่อกันที่ร้านอาหารเก่าแก่สไตล์ “กุ๊กช็อป”(ทำอาหารไทย, จีนไหหลำ และอาหารตะวันตก) ที่เปิดบริการในย่านพญาไทมากว่า 60 ปี

อาม่าเจ้าของร้านเล่าว่าเปิดร้านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 แล้ว ในสมัยนั้นยังไม่มีสะพานข้ามแยกพญาไท หน้าร้านจะเป็นคลองเล็ก ๆ และต้องใช้ไม้พาดข้ามคลองเพื่อมากินอาหารที่ร้าน

ส่วนที่มาของชื่อร้าน “ไชยโรจน์” นั้นมาจากพยางค์แรกของชื่อและนามสกุลของอากงเจ้าของร้านนั่นเอง

เมนูเด็ดของทางร้านจะมี ปลาราดพริก เต้าหู้ราดพริก ปลาดุกผัดเผ็ด ซี่โครงหมูอบ สตูลิ้นวัว ฯลฯ ซึ่ง Kaidee ต้องขอบอกว่าเต้าหู้ราดพริกอร่อยมากกกกก เพราะเต้าหู้นั้นเรียกได้ว่า สด และทำขึ้นใหม่ ๆ ทุกวัน ไม่มีกลิ่นเลยแม้แต่น้อย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร้านถึงได้มีคนเยอะทุกวันมาตลอด 60 กว่าปี

8.พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด

ระยะทาง: 500 เมตรจาก BTS Phaya Thai

มาพญาไทแล้วก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะพลาด “วังสวนผักกาด” หนึ่งใน Landmark สำคัญของย่านนี้ ด้วยความที่เคยเป็นวังที่ประทับของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศแวะเวียนมาไม่ขาดสาย โดยค่าเข้าราคาเพียง 50 บาท (100 บาทสำหรับคนต่างประเทศ)

สาเหตุที่ชื่อ “วังสวนผักกาด” นั้นเป็นเพราะว่าพื้นที่ตรงพญาไทเคยเป็นสวนมาก่อนที่จะสร้างวังนั่นเอง ในปัจจุบันวังสวนผักกาดเปิดให้เข้าชมของสะสมและโบราณวัตถุสมัยสุโขทัยและอยุธยาที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยประกอบไปด้วยเรือนไทย 8 หลัง และหอเขียน 1 หลังตกทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย

9.บ้านข้างๆ

ระยะทาง: 400 เมตรจาก BTS Phaya Thai

ร้านสุดอินดี้จาก Instagram ชื่อดัง “t_047” ที่มีผู้ติดตามครึ่งล้าน!!! อย่างนี้ Kaidee ไม่ไปไม่ได้แล้วจริงมั้ย 😀 

จากการสัมภาษณ์คุณ ณัฐธีร์ อัครพลธนรักษ์ เจ้าของร้านกาแฟและแกลเลอรีแห่งนี้ เขาเล่าว่า เดิมทีแรงบันดาลใจของร้านบ้านข้าง ๆ มาจากการที่เขาชอบถ่ายรูปจากระเบียงของตัวเองในทุก ๆ วัน เพราะในแต่ละวันท้องฟ้าจะมีความสวยงามต่างกันออกไป และบวกกับความที่ชอบกาแฟ จึงทำให้คิดอยากรวมร้านกาแฟและแกลเลอรีที่แสดงผลงานของตนเอาไว้ด้วยกัน

คุณ ณัฐธีร์ อัครพลธนรักษ์ เจ้าของร้านบ้านข้าง ๆ

บรรยากาศในร้านจะมีความมินิมอลและเป็นกันเอง ส่วนที่มาของชื่อร้าน คุณ ณัฐธีร์ บอกว่าเป็นเพราะอยากคนที่มาร้านรู้สึกสบาย ๆ เหมือนมาเยี่ยมบ้านข้าง ๆ นั่นเอง

10.ร้านกาแฟนรสิงห์

ระยะทาง: 1.9 กิโลเมตรจาก BTS Phaya Thai

ถึงแม้จะไกลจาก BTS ไปสักหน่อย แต่ด้วยความที่เป็นร้านกาแฟแห่งแรกในประเทศไทย ไกลยังไงก็คงต้องลองไปสักครั้ง

ด้วยความที่เป็นตึกสไตล์ยุโรป ร้านกาแฟนรสิงห์จะให้กลิ่นอายแบบคลาสสิค ยิ่งไปกว่านั้นภายในร้านยังใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลเข้มแบบสมัยรัชกาลที่ 6 ทำให้ไม่ว่าจะดื่มกาแฟ หรือรับประทานอาหาร เราจะเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศแบบย้อนยุคได้ไม่ยาก

ข้อดีของร้านกาแฟนรสิงห์คือ สามารถเดินออกมาชมวังพญาไทได้ง่าย ๆ เพราะตั้งอยู่ใกล้กันขนาดที่ว่า ไม่กี่ก้าวก็ถึง เพราะฉะนั้น Kaidee อยากจะบอกว่า มาที่นี่ยิ่งกว่าคุ้ม ได้ทั้งกิน ดื่ม เที่ยว!!

11.สวนสันติภาพ

ระยะทาง: 1 กิโลเมตรจาก BTS Phaya Thai

เดิน เดิน และ เดิน ไหน ๆ ก็จะออกกำลังกาย ก็เริ่มเดินจาก BTS มาเลยค่ะ (55555) ถึงจะไกลอีกแล้ว แต่ขอบอกว่าสวนสันติภาพนี่ก็สงบสมชื่อเลย เป็นทั้งที่พักผ่อนหย่อนใจและที่ออกกำลังกาย ซึ่งรอบวิ่งแต่ละรอบจะมีระยะทางประมาณ 700 เมตร เรียกได้ว่าวิ่งกันพอเหงื่อชุ่ม แค่นั้นยังไม่พอ สวนยังจัดโซนโหนบาร์ไว้ให้อีกด้วย ใครอยากยืดเส้นยืดสายก็มาเดินเล่นกันได้ค่ะ

12.Ross Kitchen

ระยะทาง: 500 เมตรจาก BTS Phaya Thai

อีกหนึ่งร้านอาหารใจกลางเมืองกรุง “Ross Kitchen” ที่ตั้งอยู่บน Rooftop ของโรงแรมอครา ร้านรสคิทเช่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องเมนูเด็ดเป็นอย่างมาก โดยทางร้านมีเมนูเด็ดอยู่หลายอย่าง แต่ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ และมาทีไรก็ต้องสั่งนั้นคือ ลาบเป็ดคองฟี หรือ 

“Isan Duck Confit Larb”ที่เสิร์ฟมาทั้งสะโพกเน้น ๆ แน่น ๆ Kaidee อยากจะบอกว่ารสชาติคือที่สุดของที่สุด  เพราะหนังกรอบ และเนื้อก็นุ่ม อีกทั้งรสชาติของลาบก็ซึมเข้าเนื้อดีมาก ๆ 

ขอขอบคุณภาพจาก Ross Kitchen

ส่วนใครที่อยากจิบเครื่องดื่มพร้อมวิวสวย ๆ ยามค่ำคืน ทางร้านก็มี ทั้ง Mocktail และ Cocktail ไว้บริการ

สรุปท้ายบทความ

“ย่านพญาไท” เรียกได้ว่าเป็นย่านที่มีครบทั้งกินดื่มเที่ยว แถมยังอยู่ใจกลางเมืองอีกต่างหาก

Kaidee อิจฉาคนที่อยู่ย่านนี้มาก ๆ เลยค่ะ 5555555

พาส่อง 5 รุ่นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขายแล้วในประเทศไทย

พาส่อง 5 รุ่นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีขายแล้วในประเทศไทย

ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสของรถยนต์ไฟฟ้าถูกเป็นที่พูดถึงกันอย่างทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเองที่ได้ให้ความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครที่เราแอบสังเกตเห็นได้ว่ามีปั๊มสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามอาคารสำนักงานหลายที่เช่นกัน 

วันนี้ Kaidee จะพาทุกคนไปดูกันว่ามีรถยนต์ไฟฟ้าค่ายไหนบ้างที่พร้อมจำหน่ายแล้วในประเทศไทย และมีราคาเท่าไร รวมถึงสเปคโดดเด่นแค่ไหน ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้กันได้เลย

MG ZS EV

มาเริ่มต้นกันที่คันแรกกับค่ายรถอังกฤษทุนจีน ที่ได้มีการพัฒนาตัวถังรถยนต์ในรุ่น MG ZS แล้วเปลี่ยนการขับเคลื่อนให้เป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งให้กำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ความจุแบตเตอรี่ 44.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง จากข้อมูลของผู้ผลิตได้บอกไว้ว่าการทดสอบในโหมด NEDC สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเลยทีเดียว 

ในเรื่องของการชาร์จไฟจะใช้หัวชาร์จแบบ Type2 ซึ่งทาง MG ได้ให้หัวชาร์จมาด้วยเผื่อไว้ในกรณีที่ต้องการชาร์จเร่งด่วนในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ส่วนการชาร์จเร็วใช้เวลา 30 นาที จะชาร์จไฟได้ 80% ของแบตเตอรี่ รวมถึง MG ยังได้ติดตั้งหัวชาร์จไว้ที่โชว์รูม MG เพื่อให้บริการลูกค้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย

MG ZS EV  ราคา 1,119,000 บาท 

Nissan Leaf

นิสสัน นับว่าเป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายอันดับ 1 ทั่วโลก และ Nissan Leaf ก็เรียกว่าได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้รถไฟฟ้าทั่วโลก และมียอดขายสูงสุดในตระกูลนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นรถเก๋งแบบ 5 ประตู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สามารถใช้งานได้ 311 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามโหมด NEDC ใช้หัวชาร์จแบบ ChaDemo และ Type 1 ส่งไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง

ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่เป็นเครื่องมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร เรียกได้ว่ามากพอเมื่อเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ของนิสสันแบบปกติ อีกหนึ่งจุดขายคือการขับขี่ที่สบาย โดยเฉพาะระบบ E-Pedal เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งและเบรคโดยใช้คันเร่งเพียงแป้นเดียวในการขับขี่ ตลอดจนเทคโนโลยีเบรคฉุกเฉิน กล้องมองรอบทิศทาง ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ และที่สำคัญยังเป็นรถค่ายญี่ปุ่นหนึ่งเดียวที่วางขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

Nissan Leaf ราคา 1,990,000 บาท

Audi e-tron

รถยนต์ไฟฟ้ารูปทรงอเนกประสงค์ SUV จากค่ายสี่ห่วงผู้ผลิตประเทศเยอรมนี มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 95 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีระยะทาง 385 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ NEDC ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้กำลังขับรวมปกติ 360 แรงม้า มอเตอร์ด้านหน้าให้กำลัง 170 แรงม้า และมอเตอร์ด้านหลังให้กำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 561 นิวตัน-เมตร

โดยมิติของตัวรถมีขนาดความยาว 4,901 มม. ความกว้างรวมกระจกมองข้าง 2,043 มม. และสูง 1,692 มม. มาพร้อมหลังคาพาโนรามิคเปิดด้วยไฟฟ้า มอบความบันเทิงภายในรถด้วยชุดเครื่องเสียง Bang & Olufsen และจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว นับว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงจาก Audi

Audi e-tron ราคา 5,990,000 บาท

MINI Electric

ถือว่าเป็นค่ายรถหน้าใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะล่าสุดได้ทำการเปิดตัว MINI Electric รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กสไตล์ MINI พัฒนาตัวถังรุ่น 3 ประตู พร้อมปรับปรุงสมรรถนะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ แล้วมาขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มอเตอร์ให้กำลัง 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ขนาด 93.2 แอมป์ฮาว อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ในเวลา 7.3 วินาทีเท่านั้น 

MINI Electric ราคา 2,290,000 บาท

Hyundai IONIQ Electric

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ผ่านการพัฒนาทั้งเครื่องยนต์ การดีไซน์ และเน้นการใช้วัสดุคุณภาพจากธรรมชาติเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ในแบบรถยนต์ซีดานที่ผสมผสานความสปอร์ตและความโฉบเฉี่ยวได้อย่างลงตัว ตั้งแต่การออกแบบในส่วนของตัวถัง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวรที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ Single-Speed ที่สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง สามารถไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง 

แหล่งเก็บพลังงานใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ขนาด 28 kWh ใช้เวลาชาร์จไฟปกติที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร และมีระบบชาร์จเร็วที่เรียกว่า Quick Charge กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW ใช้เวลา 30 นาทีโดยประมาณ โดยแบตเตอรี่ถูกติดตั้งบริเวณใต้ที่นั่งของผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งยังคงมีพื้นที่ให้สามารถบรรจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 650 ลิตร

Hyundai IONIQ Electric ปี 2020 ราคา 1,749,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

รถยนต์ไฟฟ้า นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ใช้รถยนต์ในบ้านเราเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นวงกว้าง และยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในเรื่องของภาษี หรือเรื่องจุดบริการชาร์จไฟ จึงไม่แปลกใจที่จะทำให้ใครหลายคนอยากจะลองซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

ทำความรู้จักข้อดีและข้อเสียก่อนเป็นเจ้าของรถสายลุยอย่าง Land Rover Range Rover Velar

ทำความรู้จักข้อดีและข้อเสียก่อนเป็นเจ้าของรถสายลุยอย่าง Land Rover Range Rover Velar

ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่หลงใหลในการผจญภัย ชื่นชอบบรรยากาศของเรื่องราวระหว่างทาง และรักที่จะใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์แบบ Outdoor รถยนต์ Land Rover คงเป็นรถยนต์ในฝันของใครหลายคนที่ต้องการจะได้ครอบครองเพื่อมาเป็นรถยนต์คันโปรดไว้สำหรับเดินทาง เพราะด้วยความที่เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ถูกออกแบบเพื่อเป็นสายลุยสไตล์ Crossover SUV รวมถึงรูปลักษณ์ดีไซน์ที่สวยงาม จึงทำให้หลายคนให้ความสนใจ และอยากที่จะเป็นเจ้าของ

แต่ก่อนอื่นนั้นรถยนต์แต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์ก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป สำหรับใครที่กำลังให้ความสนใจและอยากเป็นเจ้าของรถสายลุยอย่าง Land Rover Range Rover Velar อยู่ วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียของมันมีอะไรบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย

ข้อดีของ Land Rover Range Rover Velar

มีตัวเลือกที่หลากหลาย

Land Rover Range Velar วางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือก ได้แก่ รุ่น 2.0 Litre Ingenium Diesel Base รุ่น 2.0 Litre Ingenium Diesel R-Dynamic และรุ่น 5.0 Litre Petrol SV Autobiography Dynamic ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีคุณสมบัติและฟังก์ชันที่จัดเต็มทั้งคู่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ

ห้องโดยสารเงียบสงบ

การออกแบบภายในห้องโดยสารของ Land Rover Range Rover Velar ใช้วัสดุกระจกกันเสียงที่จะช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกไม่ให้เข้ามาภายในห้องโดยสาร ไม่ว่าบรรยากาศภายนอกจะฝนตกหนักหรือลมพัดแรงแค่ไหนแต่คุณจะนั่งได้อย่างสบายใจไม่มีเสียงใดรบกวน

พร้อมออกลุยทุกสถานการณ์

Land Rover Range Rover Velar ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสายลุยอยู่แล้ว และได้เพิ่มเทคโนโลยีช่วยขับขี่ต่างๆ เพื่อช่วยให้การเดินทางมั่นใจในทุกรูปแบบทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ ทางขรุขระ หรือทางกรวดหิน ก็ไปได้สบายอย่างไร้กังวล

พื้นที่เก็บสัมภาระแบบจัดเต็ม

Land Rover Range Rover Velar มาพร้อมพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่กว้างขวาง 974 ลิตรแบบยังไม่พับเบาะ แต่ถ้าพับเบาะนั่งก็จะเพิ่มพื้นที่เข้าไปอีกเกือบเท่าตัวคือ 1,730 ลิตร จึงทำให้สามารถขนสัมภาระได้แบบจัดเต็ม

เปี่ยมล้นไปด้วยเทคโนโลยี

เปิดตัวมาพร้อมเทคโนโลยีอีกมากมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยเฉพาะระบบ Navigator Pro ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถกำหนดเส้นทางขับขี่ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีกล้องมองรอบทิศทาง 360 องศา ที่จะช่วยให้ถอยเข้าจอดได้อย่างมั่นใจ

ข้อเสียของ Land Rover Range Rover Velar

ราคาสูง

Land Rover Range Rover Velar เปิดตัวราคาเริ่มต้นในรุ่นพื้นฐานเกือบ 5 ล้านบาท และรุ่นตัวท็อปมีราคาสูงถึง 12 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นรถอเนกประสงค์ที่มีราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว

เป็นรถยนต์ 5 ที่นั่ง

Land Rover Range Rover Velar ถูกออกแบบและจัดให้อยู่รถยนต์ประเภทอเนกประสงค์ ซึ่งสามารถพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้จริง แต่จำนวนที่นั่งมีแค่ 5 ที่นั่งเท่านั้น อาจไม่ตอบโจทย์สำหรับครอบครัวใหญ่ที่มีกันหลายคน

อะไหล่มีราคาแพง

หลายคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่ารถยนต์สไตล์ยุโรปที่นอกจากมีราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ค่าซ่อมและค่าดูแลบำรุงรักษาก็สูงมากเช่นเดียวกัน รวมถึงอะไหล่บางตัวก็จำเป็นที่จะต้องสั่งและนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เกิดการเสียเวลารออะไหล่ไปอีก

ระบบ Cruise Control ยังไม่พัฒนา

Land Rover Range Rover Velar มีระบบ Cruise Control พร้อมฟังก์ชันช่วยขับขี่อื่นๆ แต่ว่าระบบเหล่านี้ยังไม่ถูกพัฒนามากเท่าที่ควร

ระบบ Infotainment ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร

ที่จริงแล้วรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีราคาสูงจะมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงให้อย่างครบครัน แต่สำหรับ Land Rover Range Rover Velar ที่ดูเหมือนจะไม่เน้นระบบ Infotainment สักเท่าไร เลยทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นมากนัก

สรุปท้ายบทความ

Land Rover นับว่าเป็นค่ายรถยนต์คันโปรดในใจของใครหลายคน เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของรถยนต์อเนกประสงค์ที่พร้อมออกลุยไปทุกเส้นทางทุกสถานการณ์ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหรือเป็นเจ้าของก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลรายละเอียดให้รอบคอบ เพราะด้วยราคาที่สูงแต่อาจไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้เต็มประสิทธิภาพ

สำหรับใครชื่นชอบรถยนต์ค่ายนี้เป็นพิเศษสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีรถยนต์ขายกว่าสามหมื่นคัน