Eco-Friendly Construction สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

Eco-Friendly Construction สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม

“ปริมาณมวลรวมสรรพสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น จะแซงหน้า “ชีวมวล” ของสิ่งมีชีวิตทั้งโลกในสิ้นปีนี้” 

พาดหัวข่าวใหญ่จาก BBC เมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำเอาคนรักสิ่งแวดล้อมหนักอึ้งในใจ ด้วยสัดส่วนของ “ธรรมชาติ” ถดถอย และนั่นหมายถึงโลกกำลังเข้าสู่จุดไม่สมดุล ที่พร้อมส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของผู้คนไม่เร็วก็ช้าอย่างแน่นอน เนื่องจากมนุษย์เองเป็นองค์ประกอบหนึ่งของธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาเนิ่นนาน

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับสิ่งสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมที่ไม่อาจตัดขาดจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เพราะทันทีที่มนุษย์สร้างถนนหนทางคืนคานพื้นที่ธรรมชาติ หรือเพียงถมดินปรับพื้นเพื่อสร้างบ้านเรือนก็ทำให้สิ่งแวดล้อมและวงจรของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการออกแบบสิ่งก่อสร้างจึงต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นพื้นฐาน

หัวใจของสิ่งก่อสร้างเพื่อสิ่งแวดล้อม

นิยามของสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมในกรอบกว้างๆ คือการสร้างโครงสร้างที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้ทรัพยากรที่มีอย่างเต็มประสิทธิภาพ ตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้าง การบำรุงรักษา จนถึงการรื้อถอนเมื่อสิ่งก่อสร้างเหล่านั้นหมดอายุขัย 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติเราไม่สามารถออกแบบและก่อสร้างอาคารบ้านเรือนให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ความพยายามลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุดก็ถือว่าเป็นคุณลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ดีได้เช่นกัน ซึ่งในหลักสูตร ‘เทคนิคการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม’ จากโครงการ Thai MOOC ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของสถาปัตยกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยใน 3 ประเด็น ดังนี้ 

  1. ประเด็นทางกายภาพ

คือการทำอย่างไรให้สิ่งก่อสร้างนั้นส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินอย่างสิ้นเชิง หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบคนละขั้วนั้นไม่สมควรทำอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างการเอาที่ดินทางการเกษตรมาเป็นที่ดินสำหรับก่อสร้างอาคาร จุดนี้จะทำให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน พร้อมกับสูญเสียศักยภาพในการผลิตอาหาร และเมื่ออาคารที่สร้างบนที่นาที่สวนเหล่านั้นหมดอายุใช้งานก็ยังยากที่จะฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพของทั้งพืชและสัตว์ที่เคยอาศัยในสิ่งแวดล้อมนั้นอีกด้วย ดังนั้นทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการสร้างอาคารใหม่ๆ คือควรเลือกปลูกสร้างบนพื้นที่ที่เคยถูกก่อสร้างมาแล้ว หรือมีความอุดมสมบูรณ์น้อย เพื่อจํากัดการรุกรานของพื้นที่ตามธรรมชาติที่สมบูรณ์อยู่นั่นเอง

  1. ประเด็นด้านการบริโภคทรัพยากร

สถาปัตยกรรมที่ดีควรใช้ทรัพยากรน้อยตลอดอายุขัย ประเด็นนี้เห็นได้ชัดในงานสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมปัจจุบันหรือในบรรดาอาคารสีเขียว (Green Architcture) ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นจนถึงรื้อทิ้ง ซึ่งสามารถมองการใช้งานได้หลายมุมมอง ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุจากธรรมชาติหรือวัสดุสังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ  การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อลดความสิ้นเปลืองด้านขนส่ง การใช้วัสดุที่มาจากการรีไซเคิลหรือสามารถนำไปรีไซเคิลต่อเมื่อหมดอายุใช้งาน ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุที่มีความทนทานมากกว่า เช่น ใช้หลอดไฟ LED ที่มีอายุการใช้งานยาวนานและกินไฟน้อยกว่าแทนหลอดไฟแบบหลอดทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นองค์ประกอบของงานดีไซน์ ที่ไม่เพียงสร้างสุขภาวะ (Well-being) ให้ผู้ใช้อาคาร แต่ยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานซึ่งเป็นทางหนึ่งของการประหยัดทรัพยากรด้วย อาทิ ดีไซน์ช่องหน้าต่างขนาดใหญ่เปิดรับแสงได้ทั้งวัน ส่งผลให้เราใช้หลอดไฟประดิษฐ์น้อยลง การออกแบบช่องระบายอากาศเข้า-ออกภายในบ้านเพื่อให้ได้รับอากาศบริสุทธิ์และลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ดีไซน์เปลือกอาคาร (Facade) ให้เป็นฉนวนกันความร้อนอีกชั้นหนึ่ง การปลูกต้นไม้รอบอาคารเพื่อลดความร้อนสะสม รวมไปถึงการใช้แหล่งพลังงานสะอาดอย่างโซล่าเซลล์ หรือ Rain Harvesting ที่เป็นการกักเก็บน้ำฝนแล้วนำมาหมุนเวียนใช้อีกครั้ง 

Tallest Wooden Building
Mjøstårnet คืออาคารก่อสร้างจากไม้อัดแปรรูป (Laminated veneer lumber) ที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งไม้ที่นำมาใช้ในโครงการนี้ ตัดจากผืนป่าปลูกที่อยู่ห่างจากไซต์ก่อสร้างเพียง 50 กิโลเมตร จึงจำกัดปริมาณมลพิษและพลังงานด้านการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ภาพจาก archiexpo.com)
  1. ประเด็นการปลดปล่อยของเสีย

เมื่อไรก็ตามที่เราเข้าใช้อาคารสถานที่ย่อมมีของเสียเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะน้ำทิ้งจากการชำระล้าง หรือขยะจากการอุปโภคบริโภค เหล่านี้เป็นอีกประเด็นที่การสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมต้องพิจารณาเพื่อหาวิธีการหรือออกแบบระบบบำบัดที่มีคุณภาพ เพื่อให้ของเสียหรือสิ่งปฏิกูลถูกปลดปล่อยออกจากอาคารโดยไม่สร้างมลพิษ หรือเป็นต้นเหตุของมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรอบ ยกตัวอย่างวิธีการแก้ปัญหาที่นิยมกัน ได้แก่ การติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้งลงลำคลองสาธารณะหรือนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และจัดการกับเศษอาหารด้วยการหมักเป็นปุ๋ยแทนการทิ้งเป็นขยะทั่วไป เป็นต้น 

ชวนชมสถาปัตยกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมสุดเจ๋ง

การออกแบบสิ่งก่อสร้างให้อยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมด้วยความเกื้อกูลกัน เป็นความพยายามของสถาปนิกที่ต่างพัฒนางานดีไซน์ให้ตอบโจทย์ ในบทความนี้เราเลยคัดมาให้ชมกันเบาๆ กับ 3 โปรเจ็คสวยๆ ที่สะท้อนความเป็น Eco-Friendly Construction ได้อย่างงดงาม

Svart Hotel

เริ่มกันที่โปรเจ็คแรกกับ “Svart Hotel” โรงแรมกลางหุบเขาโอบล้อมด้วยธารน้ำแข็งและทะเลสาบ โดดเด่นด้วยอาคารรูปทรงวงแหวนที่ออกแบบให้เหมาะกับการพักผ่อนอย่างแท้จริงพร้อมวิว 360 องศา และที่พิเศษไปกว่านั้นคือการพรีเซ็นต์ตัวในฐานะโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ใช้พลังงานสีเขียวจากธรรมชาติเกือบ 100% โดยอาศัยความร้อนใต้พิภพและพลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานต่างๆ เพื่อใช้ในโรงแรม และช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่าโรงแรมทั่วไปถึง 85% นอกจากนี้ในกระบวนการก่อสร้างยังใช้วัสดุจากท้องถิ่นที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น หิน และไม้ ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ รวมทั้งวัสดุที่มีความยั่งยืนอื่นๆ 

Svart Hotel
“Svart” โรงแรมแห่งแรกของโลกด้านการรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ตั้งอยู่เหนือเส้นวงกลมอาร์กติก (Arctic Circle) พร้อมเปิดให้บริการในปี 2564  (ภาพจาก svart.no)

ASI Reisen Headquarters

สำนักงานใหญ่ของบริษัทท่องเที่ยวและแทร็กกิ้งในประเทศออสเตรียถูกออกแบบด้วยแนวคิด Long-term Low Environmental Footprint หรือการลดกระทบต่อระบบนิเวศน์ในระยะยาว มีจุดเด่นอยู่ที่การนำ “ไม้” ที่ได้ชื่อว่าเป็นวัสดุที่มีความยั่งยืนมาเป็นวัสดุหลักทั้งก่อสร้างโครงสร้างและงานตกแต่งภายใน ส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงของธรรมชาติถึงผู้ใช้อาคารแบบทุกย่างก้าวในออฟฟิศ มีการออกแบบเปลือกอาคาร (Facade) ด้วยโครงเหล็กและตาข่ายเพื่อรองรับการเติบโตของไม้เลื้อยกว่า 118 สายพันธ์ุ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นดั่งผ้าม่านผืนใหญ่คอยปกป้องสภาพอากาศภายในอาคารให้อยู่สบายไม่ว่าจะฤดูกาลไหน ทั้งยังมีการออกแบบหลังคาให้สามารถรับน้ำฝนและกักเก็บลงถังใต้ดินเพื่อหมุนเวียนใช้รดน้ำต้นไม้และสนามหญ้าที่อยู่ในอาณาเขตของออฟฟิศแห่งนี้อีกด้วย

Eco-Building
บรรยากาศการตกแต่งภายในออฟฟิศให้ความรู้สึกผ่อนคลาย พร้อมพื้นที่สีเขียวรายล้อมรอบตัวสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม (ภาพจาก snohetta.com)

Cube Berlin

เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วสำหรับ Cube Berlin สถาปัตยกรรมที่เป็นทั้งปฏิมากรรม แลนด์มาร์คแห่งใหม่ และ Smart Office ที่ล้ำสมัยที่สุดในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ความน่าสนใจของอาคารลูกบาศก์นี้น่าจะอยู่ที่วัสดุในการทำ Facade ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนที่ทำให้เกิด Dynamic View ในทุกช่วงเวลา และยังเป็นตัวกลางช่วยให้กักแสงอาทิตย์ภายนอกไม่ให้รบกวนอุณหภูมิภายในอาคาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวอาคารยังติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อศึกษาและจดจำพฤติกรรมของผู้ใช้อาคาร ก่อนวิเคราะห์ออกมาเป็นฟีเจอร์ควบคุมที่เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ จนสามารถเป็นอาคารที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าอาคารสีเขียวทั่วไปถึง 25%

Cube Berlin
อาคาร Cube Berlin กลายเป็น Iconic Building ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมด้านการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  (ภาพจาก 3xn.com)

สรุปท้ายบทความ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อสร้างตึกรามบ้านช่องเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเป็นอันดับต้นๆ การกลับมาตั้งหลักเพื่อสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมอีกครั้งในวันที่ธรรมชาติกำลังถูกทำลายจนถึงจุดไม่สมดุล จึงเป็นบทบาทสำคัญของเหล่าวิชาชีพงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร หรือแม้แต่ผู้รับเหมา ที่จะช่วยกันผลิตอาคารที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง 

ในขณะที่ผู้ใช้อาคารเองก็ต้องมีส่วนร่วมในฐานะผู้ผลักดันเรียกร้องเพื่อให้เทรนด์ Eco-Friendly Construction ไม่ใช่แค่ภาพฝันอีกต่อไป แต่คือแนวทางปฏิบัติพื้นฐานที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องใส่ใจ ซึ่งปัจจุบันเทรนด์อาคารเพื่อสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบอาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม และโครงการบ้านจัดสรร ซึ่งคุณสามารถค้นหาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่ Kaidee Property

มือใหม่ควรรู้ ก่อนคิดลงทุนอสังหาฯ ให้รอดและรุ่ง !

มือใหม่ควรรู้ ก่อนคิดลงทุนอสังหาฯ ให้รอดและรุ่ง !

ถ้าพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วการลงทุน
อสังหาฯ นับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่คิดจะลงทุนทั้งที .. ความเข้าใจของการลงทุนแต่ละประเภทก็เป็นอีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อผลดีอาจตามมาในภายภาคหน้า ไม่มานั่งเสียใจภายหลัง
แล้วมือใหม่อย่างเราควรรู้อะไรบ้างก่อนลงสนามจริง วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว

อสังหาริมทรัพย์คืออะไร?

อสังหาริมทรัพย์คือ (Real Estate) หรือสิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต้องอยู่ติดกับที่ (Immovable)
เช่น คอนโดมิเนียม อาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ไปจนถึงที่ดิน และทรัพยากรตามธรรมชาติที่อยู่กับที่ดินนั้น ไม่ว่าจะเป็นดิน แม่น้ำ ฯลฯ

ซึ่งจะตรงกันข้ามกับสังหาริมทรัพย์ ที่หมายถึง สิ่งที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Movable) เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เป็นต้น และถ้ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร บ้านเรือน ในทางกฎหมายแล้วต้องทำสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โฉนด หรือทะเบียนที่ดินเป็นเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้น ๆ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ เป็นทรัพย์สินทีมีมูลค่าสูง จึงต้องมีกฎหมายควบคุมเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ประเภทของอสังหาริมทรัพย์

ในทางกฎหมายมีการแบ่งอสังหาริมทรัพย์ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. ที่ดิน เช่น พื้นที่ราบ ภูเขา พื้นที่ชายฝั่งทะเล เป็นต้น
2. ทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน เช่น หิน ดิน ทราย
3. ทรัพย์สิทธิ เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน สิทธิครอบครองที่ดิน สิทธิจำนองที่ดิน เป็นต้น
4. ทรัพย์ติดที่ดินทั้ง 2 แบบ คือแบบที่ติดกับที่ดินโดยธรรมชาติ เช่นต้นไม้ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่นั้นมาอย่างยาวนาน และแบบทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยมีผู้นำมาติด ยกตัวอย่างเช่น สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่เราเห็นกันโดยทั่วไป ตั้งแต่บ้าน คอนโด ตึกออฟฟิศ รวมไปถึงอาคารต่าง ๆ

นอกจากการแบ่งประเภทตามกฎหมาย อสังหาฯยังมีการจัดกลุ่มตามลักษณะการประกอบธุรกิจหรือการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้

1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หอพัก อพาร์ตเมนต์
2. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ โรงแรม ตลาด ออฟฟิศ
3. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม ห้องเย็น คลังสินค้า
4. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อน เช่น โรงแรม โฮสเทล รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ
5. อสังหาริมทรัพย์เพี่อการเกษตร เช่น ไร่ นา สวน หรือพื้นที่ประโยชน์ที่ดินเพื่อการทำเกษตรกรรม

ปัจจัยหลักในการลงทุนอสังหาฯ

  1. ตัวอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ
  2. ราคา
  3. ทำเล
  4. ปริมาณอสังหาฯ
  5. ความต้องการซื้ออสังหาฯ
  6. อัตราดอกเบี้ย
  7. มาตรการของภาครัฐ

ทำความรู้จักการลงทุนอสังหาฯ ประเภทต่าง ๆ

ลงทุนแบบเก็งกำไร

นักลงทุนมือใหม่มักลงทุนในรูปแบบดังกล่าว ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ ได้ผลตอบแทนเร็ว อธิบายง่าย ๆ คือ เป็นการลงทุนกับใบจองห้องชุดในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมขายใบจองในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกรับการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ตนเองได้จองไว้

สำหรับเงินลงทุนในการซื้อใบจองจะอยู่ที่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน โดยขึ้นอยู่กับข้อกำหนด และตัวทำเลของโครงการ ส่วนโครงการที่ปล่อยง่าย และได้กำไรสูง มักอยู่ในย่านชุมชน ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน

แต่การลงทุนประเภทนี้ต้องศึกษาเรื่องความต้องการของผู้ซื้อ รวมถึงจำนวนโครงการคอนโดที่ขายและเรื่องของทำเลอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ขายใบจองได้รวดเร็วและไม่ขาดทุน

ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน

อีกหนึ่งประเภทของการลงทุนที่ได้รับความนิยมในวงการนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าว อาจต้องมีเงินเย็นหรือเงินเก็บในการลงทุน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต ประกอบกับการที่ต้องใช้เงินส่วนนี้ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด หรือแม้แต่ที่ดิน เพื่อปล่อยเช่าเป็นรายเดือน

ซึ่งนักลงทุนสามารถตกแต่งห้องหรืออสังหาฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ ที่ปล่อยเช่าได้อีกด้วย แต่การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายเดือนจำเป็นต้องเลือกทำเลที่ดี มีราคาที่เหมาะสม เพื่อเปรียบเทียบกับความเป็นไปได้ของการตั้งราคาค่าเช่า สิ่งสำคัญคืออย่าลืมว่ายิ่งอสังหาฯ ทำเลดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถตั้งราคาเช่าได้สูงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเป็นดังนั้นนักลงทุนก็จะได้ผลกำไรที่มากขึ้นด้วย

ลงทุนปล่อยเช่ารายวัน

การลงทุนปล่อยเช่าแบบรายวัน มีความคล้ายคลึงกับการปล่อยเช่าแบบรายเดือน แต่จะแตกต่างตรงที่รูปแบบของการปล่อยเช่ารายวันจะเหมาะกับอสังหาฯ ที่ทำเลตั้งอยู่ในย่านท่องเที่ยว เช่น ทองหล่อ ถนนข้าวสาร หรือจังหวัดยอดนิยมอย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ

เนื่องจากทำเลดังกล่าวมีความต้องการจากกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก นักลงทุนอสังหาจึงสามารถใช้โอกาสนี้ในการตกแต่งบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่คอนโด ให้กลายเป็น Hostel หรือ Airbnb เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว เวลาพวกเขาค้นหาห้องหรือบ้านพักในราคาที่ถูกกว่าโรงแรม

นอกจากนั้นการตกแต่งก็นับว่าเป็นตัวช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีเช่นกัน นักลงทุนจึงควรใส่ใจและพยายามตกแต่งให้ดูทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา

ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ

รูปแบบสุดท้ายของการลงทุนด้านอสังหาฯ คือการซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ในรูปแบบมือสองหรือแบบห้องใหม่โครงการใหม่ ที่ถูกทอดขายในตลาดมาตกแต่งใหม่ตามสไตล์ต่างๆ ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนนี้จะเน้นลงทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง แต่นักลงทุนบางคนอาจเลือกซื้ออสังหาฯ จากสถาบันการเงิน หรือกรมบังคับคดี เพื่อมาตกแต่ง แต่ทำเลที่ได้มักจะอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ แต่โครงสร้างมีความแข็งแรง และราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป

ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ

นักลงทุนมือใหม่หลายคนอาจกลัวความรู้สึกว่าตนเองกำลังขาดทุน ซึ่งการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ อีกทั้งรูปแบบของการลงทุนประเภทนี้ สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับนักลงทุนทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

ต่อเนื่องอย่างไร อธิบายแบบเห็นภาพก็คือเพียงมีเงินแค่หลักพัน ก็สามารถซื้อกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาวได้แล้ว และยังได้รับการบริหารจัดการเงินลงทุนแบบมืออาชีพอีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

เพราะการลงทุนทุกครั้งก็มักจะมาคู่กับสิ่งเหล่านี้เสมอ ดังนั้นการเตรียมตัวที่ดี ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ พยายามปรับปรุงจุดแข็งจุดอ่อนอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหลักการสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อคิดว่าพร้อมแล้ว เลือกการลงทุนที่ใช่แล้วลงมือได้เลย อนาคตคุณอาจจะรวยจากการลงทุนก็ได้ใครจะรู้

แฟชั่นสุดปัง ดงผู้ดี จากซีรีส์ฮอต “Bridgerton”

แฟชั่นสุดปัง ดงผู้ดี จากซีรีส์ฮอต “Bridgerton”

Bridgerton_1
ขอบคุณรูปจาก Netflix

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนถูกจริตกับซีรีส์แซ่บ เน้นเรื่องอื้อฉาว และรักว้าวุ่นของหนุ่มสาวอย่างเรื่อง “Gossip Girl” แล้วล่ะก็ ขอรับประกันได้เลยว่า ซีรีส์ใหม่แกะกล่องของ Netflix ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา อย่างเรื่อง Bridgerton หรือชื่อภาษาไทยว่า วังวนรักเกมไฮโซ ต้องเป็นอีกซีรีส์ขึ้นหิ้ง มูฟออนไม่ได้อีกเรื่องไปโดยปริยายแน่นอน

แม้ว่าเนื้อเรื่อง Brigerton จะไม่ได้เผ็ดพริก 10 เม็ดเหมือน Gossip Girl เนื่องจากเป็นซีรีส์พีเรียด ยุค 1800s  หรือที่เรียกว่ายุค Regency (รีเจนซี่) จึงไม่แปลกที่เนื้อเรื่อง จะเน้น World Building หรือการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสถานที่ และบรรยากาศ มากกว่าการเล่นฉากวาบหวิวในทุกๆ 10 นาทีเหมือน Gossip Girl แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนคิดถึง Gossip Girl เรื่องนี้ไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ นอกจากจะมีการดำเนินเรื่องคล้ายกัน โดยใช้เสียงจากบุคคลที่ 3 เล่าเรื่องแล้ว แฟชั่น และหนุ่มๆ แต่ละคนของเรื่อง เรียกได้ว่า เด็ดดวงมากๆ

นอกจากความเข้มข้นในการแย่งกันตามหาคู่หมั้นของเหล่าสาวๆ ตระกูลผู้ดีอังกฤษ เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้ตระกูลของตัวเองแล้ว คอสตูมจากเรื่องนี้ ก็เป็นที่ฮือฮามากเพียงพอให้เรื่องนี้ติดอันดับ No.1 และ Top 10 ของ Netflix ใน 76 ประเทศ ทั่วโลกเลยทีเดียว 

เสื้อผ้ายุครีเจนซี่

Bridgerton_2
ขอบคุณรูปจาก aladyswardrobe

ก่อนที่เราจะไปดูความสามารถในการใช้เสื้อผ้า หน้าผมในยุครีเจนซี่ของดีไซเนอร์จากเรื่อง Bridgerton เรามาทำความเข้าใจกันก่อน ว่ายุครีเจนซี่นั้นคือยุคอะไร โดดเด่นยังไง และแฟชั่นนั้นเป็นอย่างไร

Bridgerton_3
ขอบคุณรูปจาก nydailynews

ยุครีเจนซี่ (Regency Era) เป็นช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1795 -1820 ซึ่งเป็นยุคสั้นๆ ก่อนเข้าสู่ยุควิคตอเรีย จักรวรรดิอังกฤษที่ได้รับความรุ่งเรื่องถึงขีดสุดนั้นเอง ในยุครีเจนซี่ ผู้หญิงจะนิยมใส่กระโปรงเอวสูง รัดใต้อก หรือที่เรียกว่าทรงเอ็มไพร์ (Empire) ซึ่งเป็นทรงกระโปรงที่ได้รับอิทธิพลมาจากกระโปรงทรงพลิ้วในยุคกรีก  

เอกลักษณ์เสื้อผ้ายุคนี้คือจะเน้นความเรียบง่าย ใช้ผ้าเบาสบาย พลิ้วไปตามสายลม มากกว่าการเป็นทรงโคร่ง ซึ่งเกิดจากสุ่มที่ซ้อนอยู่ใต้กระโปรงเหมือนในยุควิคตอเรีย 

ถึงแม้ว่าชุดจะดูใส่สบาย แต่หารู้ไม่ว่าผู้หญิงสมัยนั้นต้องใส่ คอร์เซต (Corset) ทุกคน เพราะคอร์เซต ถือว่าเป็นชุดชั้นใน และช่วยให้รูปร่างของผู้หญิงเป็นรูปนาฬิกาทราย โดยมีหน้าอก และสะโพกชัดขึ้น อีกทั้งยังสามารถบอกได้ถึงชนชั้นอีกด้วย ยิ่งรัดคอร์เซตแน่นเท่าไร ชนชั้นทางสังคมก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้น

หลังจากที่เรารู้แล้วว่ายุครีเจนซี่นั้น เขาแต่งตัวกันยังไง เรามาดูกันว่าเรื่อง Bridgerton เขาเอาแฟชั่นสมัยนั้นมาใช้ได้ดีแค่ไหน

Eloise

Bridgerton_4
ขอบคุณรูปจาก glamour

เนื่องจาก อีโลอีส เป็นน้องคนเล็กตระกูล บริทเจอร์ตัน และยังไม่ถึงเวลาที่เธอต้องออกสังคม และตามหาคู่หมั้น ซึ่งทางทีมคอสตูม ได้ใช้นิสัยของตัวละคร ที่เป็นสาวมั่น ซน และไม่มีความเรียบร้อยแบบกลุสตรีมากนัก ในการออกแบบชุดของเธอ 

จะเห็นได้ว่าแทบทุกชุดของเธอ จะมีเครื่องประดับเป็นริบบิ้นพันรอบคอ แทนการใช้เครื่องประดับราคาแพงอย่าง เพชรพลอยนั่นเอง นอกจากนี้สีของชุดเธอนั้น มักจะเป็นสีพาสเทลซะส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่าเริง ไม่ห่วงสวยในช่วงวัยเด็ก 

แต่แน่นอนว่า ไม่ว่าคอนเซ็ปต์คอสตูมของอีโลอีทจะเป็นอย่างไร ทางทีมก็ไม่ลืมที่จะใส่ความอีลีท (Elite) เพื่อโชว์ชนชั้นทางสังคม โดยเสริมเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ อย่างถุงมือ และดอกไม้ประดับผมให้เธอนั่นเอง 

Penelope

ขอบคุณรูปจาก insider

เชื่อว่าสาวน้อยร่าเริงเพเนโลปี้ต้องเป็นตัวละครตัวโปรดของใครหลายคนแน่นอน แม้ว่าเธอมักจะโดนแม่ และพี่น้องของเธอใจร้ายใส่ตลอดเวลา แต่ความสดใสของเธอไม่เคยจืดจางเลย 

จะสังเกตได้ว่า แทบทุกฉากที่เพเนเลปี้ปรากฎตัวขึ้น เธอมักจะใส่เดรสสีเหลือง จนหลายคนคิดว่าสีเหลืองนั้น เป็นสีประจำตัวของเธอ จริงๆ แล้ว ทางทีมคอสตูมซ่อนความหมายภายใต้ชุดเดรสสีเหลืองของเธอไว้มากกว่านั้น

ในยุครีเจนซี่ สีเหลืองเป็นสีที่ได้รับความนิยม และถือว่าเป็นสีไฮแฟชั่นเลยก็ว่าได้ จึงทำให้เดรสสีเหลืองกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงวัยเข้าสังคม ซึ่งเป็นวัยตามหาคู่หมั้นนั่นเอง

Daphne

  • Spencer Jacket
ขอบคุณรูปจาก Express.co.uk

ฮัลโหล นี่เรากำลังพูดถึงยุครีเจนซี หนึ่งในยุครุ่งเรืองของประเทศอังกฤษ ไม่ใช่อยุธยาของไทยแลนด์ แน่นอนว่าอากาศประเทศเขาไม่ใช่ 40 องศาเหมือนบ้านเราแน่ๆ บางฉากเพื่อนๆ จะสังเกตได้ว่าสาวๆ ของเราสวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตครึ่งตัว หรือที่เรียกว่า Spencer Jacket ซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตทรงเข้ารูปพอดีกับเดรสทรงเอ็มไพร์  และนอกจากกันหนาวได้ระดับหนึ่งแล้ว ยังเพิ่มลูกเล่นให้กับชุดเดรสได้อีกด้วย

Bridgerton_7
ขอบคุณรูปจาก Vulture
  • Debut Gown

ในสมัยรีเจนซี สาวๆ จะเปลี่ยนชุดกันบ่อย มีทั้งชุดกินข้าว ชุดยามเช้า ชุดเดินเล่น ชุดยามบ่าย ชุดขี่ม้า ชุดดินเนอร์ และอีกมากมาย เรียกได้ว่าวันหนึ่งเปลี่ยนชุดกันถึง 10 ชุดเลย และถ้าให้เลือกชุดของดาฟานี่มาเพียงแค่ชุดเดียว คงเป็นเรื่องยาก 

วันนี้เราขอเลือกชุดที่บ่งบอกความเป็นดาฟานี่ ลูกสาวคนโตของตระกูล Bridgerton มากที่สุด และชุดนั้นคือ ชุดเปิดตัวของเธอ และเป็นชุดที่เธอสวมใส่เข้าพิธีดูตัวในอีพีแรกนั้นเอง

 Ellen Mirojnick ผู้รับหน้าที่ออกแบบเสื้อผ้าให้ทีมนักแสดง เผยว่า เธอตั้งใจออกแบบชุดกราวเข้าพิธีดูตัวนี้ให้เรียบง่าย คงความหรูหรา และแสดงให้เห็นถึงจารีตประเพณีของยุครีเจนซี่ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ว่าตระกูล Bridgerton นั้นเป็นตระกูล Old Money มีศักดินาสูงส่ง อีกตระกูลของจักรวรรดิอังกฤษ ไม่ต้องแต่งตัวสีฉูดฉาดให้ได้รับความสนใจ เพียงแค่เดินเข้ามาในห้อง ก็กลายเป็นจุดสนใจได้ง่ายๆ

The Featheringtons.

ขอบคุณรูปจาก Mamasgeeky

อีกสิ่งหนึ่งที่น่ารำคาญของตระกูล Featherington พอๆ กับคำพูดเสียดสีของพวกเธอ คงต้องยกให้เสื้อผ้า หน้าผมของพวกเธอ ไม่เพียงแต่ใช้สีฉูดฉาดแล้ว ยังเสริมเครื่องประดับมากมาย จนโดยรวมแล้ว ดูเยอะ ถึงขั้นรก

แต่เชื่อไหมคะ ชุดที่พวกเธอใส่ในแต่ละฉากสามารถบ่งบอกได้ถึงนิสัยโหวกเหวกโวยวายของคนตระกูลนี้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่างสองตระกูล ซึ่งในขณะที่ Bridgertons ใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย แสดงความเป็นผู้ดี ฝั่ง Featherington จะเน้นสีสัน เพื่อดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้ามนั่นเอง

ขอบคุณรูปจาก Slate

ถึงอย่างไรก็ตาม ดีไซเนอร์ Ellen Mirojnick พูดเองเลยว่า ถ้าไม่ติดว่านี่เป็นซีรีส์พีเรียด เพียงแค่ตกแต่ง เพิ่มเติมชุดของสาวๆ Featherington อีกนิดหน่อย รับรองว่าชุดของพวกเธอขึ้นหน้าปกนิตยสาร Vogue ได้สบาย

สรุปท้ายบทความ 

ซีรีส์รักโรแมนติก ปนความตลก เปิ่นนิดๆ การันตีด้วยเนื้อเรื่องที่ถูกดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีอันดับต้นๆ บอกเลยว่าใครพลาด มีตกเทรนด์แน่ๆ เพราะนอกจากความสนุกแล้ว ยังให้ความรู้เรื่องชนชั้นทางสังคมสมัยของจักรวรรดิอังกฤษในยุครีเจนซี่ได้อย่างละเอียด และยิ่งถ้าใครชอบศึกษาประวัติศาสตร์แฟชั่นแล้วละก็ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ควรค่าแก่การชมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้าผม รองเท้า หรือแม้แต่ท่าเดินของนักแสดงทุกคน บอกเลยว่า ดูแค่ 8 อีพี ก็ได้ความรู้เหมือนเรียนจบเอก History Of Fashion เลยทีเดียว

คนไหนเกิดอินสไปเรชั่น อยากแต่งตัววินเทจๆ ย้อนยุคกันบ้าง แนะนำให้เข้ามาชมที่เว็บ Kaidee ได้ค่ะ เรามีเสื้อผ้ามือสอง วินเทจ สุดคลาสสิค มากมายให้ได้ มิกซ์แอนด์แมทช์ สนุกๆ โชว์ฝีมือ กันไปเลย  

7 เคล็ดลับการ ถ่ายรูปวิว ง่าย ๆ ยอดไลก์พุ่ง !

7 เคล็ดลับการ ถ่ายรูปวิว ง่าย ๆ ยอดไลก์พุ่ง !

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันหยุดยาวอย่างวันมาฆบูชา ที่มีวันหยุดถึง 3 วัน และกิจกรรมที่หลาย ๆ คนทำ ก็คงจะหนีไม่พ้นการท่องเที่ยวต่างจังหวัดนั่นเอง ซึ่งในยุคนี้ก็มีคนจำนวนมากที่ท่องเที่ยวเพียงคนเดียว และการที่จะเก็บบันทึกความทรงจำ ด้วยภาพถ่ายของตนเองกับสถานที่ต่าง ๆ ก็อาจจะยากไปสักหน่อย แต่ถ้าหากเราบันทึกด้วยการ ถ่ายรูปวิว ของสถานที่ที่เราไปเยือนล่ะก็ น่าจะทำให้เราสามารถบันทึกความทรงจำดี ๆ เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น และยังจะช่วยให้เพื่อน ๆ หลายคนอิจฉาตาร้อน จนต้องกดไลก์และเข้ามาคอมเมนต์อย่างแน่นอน ดังนั้นวันนี้เราจะมาแชร์เคล็ดลับการถ่ายรูปวิวง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง รับรองว่าถ้าทำแล้ว ไลก์ของคุณจะเพิ่มขึ้นฃอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะ !

เคล็ดลับ ถ่ายรูปวิว ให้เหมือนมืออาชีพ

มุมมองเหมือนจริง

ขอบคุณรูปจาก: sergeycauselove

ก่อนการเรียนรู้ทฤษฎีใด ๆ การถ่ายภาพด้วยมุมมองของเราเอง ถือเป็นเคล็ดลับการถ่ายรูปวิวง่าย ๆ ที่จะทำให้คนมองสามารถเข้าถึงความสวยงามของสถานที่ได้ราวกับว่าเรายืนอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น ซึ่งการใช้แสงและสี ก็มีส่วนช่วยในการสื่ออารมณ์ของภภาพได้มากทีเดียว

กฎสามส่วนช่วยให้โดดเด่น

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

การจัดองค์ประกอบของภาพให้สวยงามด้วยทฤษฎีง่าย ๆ อย่าง กฎ 3 ส่วน เทคนิคพื้นฐานของนักถ่ายภาพมือใหม่ ที่จะช่วยให้ภาพของคุณสวยงามและโดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการแบ่งรูปภาพที่ต้องการถ่ายเป็น 9 ส่วน และจัดวัตถุที่โดดเด่นไว้บนจุดตัดทั้ง 4 จุด 

รวมถึงการแบ่งเส้นแผ่นดินและท้องฟ้า ที่สามารถอิงกับกฎสามส่วนได้ โดยให้ส่วนของท้องฟ้ามากกว่าส่วนของพื้นดิน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 2:1 จะทำให้รูปวิวของเรามีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

เส้นนำสายตาดึงดูดภาพ

ขอบคุณรูปจาก: rawpixel.com

เชื่อหรือไม่ว่า เส้น เป็นองค์ประกอบศิลป์ที่จะช่วยดึงดูดสายตาคน จากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่ต้องการได้เป็นอย่างดี ซึ่งเส้นนำสายตาที่ว่านี้ สามารถเป็นได้ทั้งเส้นตรง เส้นโครง หรือเส้นทแยงมุม โดยจะเห็นได้ตามจุดต่าง ๆ ของรูปวิวที่เราถ่ายไม่ว่าจะเป็น ถนน แม่น้ำ รางรถไฟ ชายทะเล และอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเสริมให้ภาพมีมิติมากขึ้น

ส่วนเคล็ดลับการถ่ายรูปวิวด้วยเส้นนำสายตาให้น่าสนใจนั้น ไม่ควรเริ่มต้นที่มุมของภาพ แต่ควรเริ่มที่ด้านข้างของภาพเพื่อเปิดให้มีพื้นที่ว่าง มิเช่นนั้นอาจทำให้ภาพดูอึดอัดเสียแทน

Speed Shutter สร้างชีวิตให้ภาพ

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

เคยไหมกับการถ่ายภาพน้ำตกแล้วดูแข็งทื่อ ? ลองปรับ Shutter Speed ให้ลดลงมามากสักหน่อย แล้วคุณจะได้ภาพสายน้ำที่ไหลฟุ้งอย่างนุ่มนวลและสวยงามอย่างแน่นอน

แต่ ๆ ๆ ดอกจันไว้รัว ๆ เลยว่า ในทางปฏิบัติแล้วไม่มีค่า Shutter Speed ค่าไหนเลยที่ตายตัวในการถ่ายรูปวิว เพราะมันก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของคนกดชัตเตอร์

หากรอบให้กับรูป

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

ถ้าคุณอยากไปพักผ่อนสบาย ๆ ในโรงแรมหรู 5 ดาวแบบอยากได้รูปสวย ๆ ไปอวดเพื่อนให้อิจฉา

ถ้าคุณอยากได้รูปมุมมองแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครให้เพื่อน ๆ ได้ว้าว

ลองหากรอบให้กับรูปวิวอันสวยงามของคุณ ด้วยสิ่งรอบตัวอย่างหน้าต่าง ประตู หรือต้นไม้ จะทำให้ภาพดูน่าสนใจขึ้นมาทันที

ถ่ายรูปวิว ย้อนแสงด้วยเทคนิค Silhouette

อบคุณรูปจาก: jplenio1

การถ่ายรูปวิว แสงแดดโพล้เพล้ตอนเย็น ๆ อันสวยงามสามารถทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบ ซิลลูเอท (Silhouette) หรือการถ่ายรูปย้อนแสงที่ทำให้ภาพมีพลังเพียงแค่หาท้องฟ้าสวย ๆ วัตถุที่คมชัดสวยงาม ปิดแฟลช ปรับแสง และกดถ่ายได้เลย !

ความสมดุลคือสิ่งสำคัญ

ขอบคุณรูปจาก: wirestock

รูปภาพที่สวยงามคือภาพที่มีความสมดุล อาจสมมาตรหรือไม่สมมาตรแบบเป๊ะ ๆ แต่เพียงแค่ให้ความรู้สึกที่เท่ากันก็พอแล้ว ทั้งการจัดวางที่ไม่มากหรือน้อยเพียงฝั่งใดฝั่งหนึ่ง สีที่ไม่เข้มหรืออ่อนจนเกินไป และแสงที่ไม่สว่างหรือมืดมากนัก เพียงแค่นี้ภาพของคุณจะสมบูรณ์กว่าเดิม

สรุปเคล็ดลับ ถ่ายรูปวิว

และนี่คือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ของการ ถ่ายรูปวิว ที่จะช่วยให้ภาพของคุณน่าสนใจจนมียอดไลก์แบบพุ่งกระฉูด ซึ่งนอกจากเทคนิคเหล่านี้แล้วก็ยังมีเทคนิคการถ่ายรูปอีกมากมายสำหรับมืออาชีพที่จะทำให้ภาพของคุณดูโปรมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าใครที่ยังไม่รู้ว่าจะใช้กล้องอะไรในการถ่ายภาพลองเข้าไปดูรีวิวได้ที่ 5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020 และ 5 อันดับกล้อง Fuji ยอดนิยมประจำปี 2020 ถ้าเลือกได้แล้วก็เข้าไปหาซื้อกล้องสวย ๆ ได้ที่ Kaidee

ไปเที่ยวแล้วอย่าลืมดูแลตัวเองกันด้วยนะ Kaidee เป็นห่วง <3

ไฉ่ย้ง: ส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องจากบ้านของคนสามรุ่น

ไฉ่ย้ง: ส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องจากบ้านของคนสามรุ่น

ผ่านตรุษจีนมาหมาด ๆ จะไม่ไปเที่ยวจิบน้ำชาเที่ยวคาเฟ่จีนก็ดูจะตกเทรนด์ไม่น้อย วันนี้เราจะพาไปส่องคาเฟ่จีนสุดหว่องในซอยเจริญกรุง 20 ที่เพิ่งเปิดได้ไม่กี่อาทิตย์ก็ได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากนักจิบชาและสายถ่ายรูป 

ชั้นแรกเป็นคาเฟ่
ตัวตึกมีสามชั้น 
ชั้นที่สองและสามเปิดให้เข้าพักและเช่าเป็นสตูดิโอถ่ายรูป

พาส่องคาเฟ่สุดหว่อง

ต้องออกตัวก่อนว่าทีแรกผู้เขียนมากับเพื่อนตั้งใจจะใช้เวลาช่วงเสาร์บ่าย ๆ ในการจิบชาพักผ่อน แต่คาเฟ่มันก็เก๋ซะเหลือเกินจนเราอดใจไม่ไหว ต้องขอทำคอนเท้นต์ซะหน่อย แล้วก็ช่างเป็นโชคของเราที่ทั้งเจ้าของร้านและคุณสถาปนิกต่างก็อยู่ร้านพอดี จึงทำให้ได้รู้ประวัติพร้อมการตกแต่ง คอนเซ็ปต์แบบเจาะลึกอย่างที่ไม่เคยมีที่ไหนได้รู้มาก่อน!

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เมื่อมาถึงหน้าร้านจะเห็นได้ว่า ทั้งตึกนั้นถูกรีโนเวทเป็นบ้านสไตล์จีน ทั้งสีสัน ลายไม้ แม้แต่ตัวประตูเองก็ทำเป็นบานวงกลม ซึ่งจะสังเกตได้ว่าตัวบ้านตั้งอยู่ในชุมชนเก่าแก่ที่เป็นตึกแถวและย่านชุมชนคนจีน

จะมาถ่ายรูปตอนกลางคืนก็ได้ฟีลไปอีกแบบ
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

อะไรทำให้กลับมารีโนเวทและทำให้บ้านกลับมามีชีวิต?

คุณช้างเล่าว่าด้วยความที่คุณพ่อของเขารักและเติบโตที่บ้านนี้ เขาเลยตัดสินใจรีโนเวทให้บ้านกลับมามีชีวิตอีกครั้ง 

ซึ่งแต่ก่อนนั้นครอบครัวของคุณช้างอยู่อาศัยในบ้านนี้มาตั้งแต่รุ่นอากงที่มาจากซัวเถา จนถึงปัจจุบันนับได้ 3 รุ่นแล้ว ทั้งคุณพ่อและคุณช้างเองก็เกิดและเติบโตที่นี่ จนมาวันหนึ่งครอบครัวขยับขยายเลยต้องย้ายออกไปและปิดบ้านหลังนี้ไว้ถึง 5 ปี ก่อนจะริเริ่มไอเดียรีโนเวทบ้าน

ที่มาของชื่อ “ไฉ่ย้ง”และตัวอักษรจีน 财荣 บนโลโก้?

คุณช้างบอกว่าโลโก้มาจากอักษรมงคลสองตัว คือ“ไฉ่”(财) มาจากคำว่า ฮกไช้ ที่แปลว่าร่ำรวย ส่วน “ย้ง”  (荣)แปลว่า รุ่งเรือง นำมารวมกันกับโลโก้สีแดงจะให้ความหมายที่ดี 

ทีนี้บางคนอาจสงสัยว่าทำไมคุณช้างไม่เปิดเป็น Hostel เต็มรูปแบบเพราะอาจจะฮิตและติดลมบนได้ง่าย ๆ เลย 

คุณช้างให้คำตอบไว้ว่า

ถ้าทำโฮสเทลอาจจะรับคนได้แค่ 50-60 คน แล้วบ้านอาจจะทรุดโทรมลงตามกาลเวลาอีก ผมรักบ้านหลังนี้ อยากทำอะไรที่ยั่งยืนกว่า

จนคุณช้างได้มาเจอรุ่นน้องสถาปนิก “คุณธี” ทั้งสองคนจึงร่วมกันออกแบบเลือกวัสดุและทำให้เกิดการผสมผสานระหว่างจีนเซี่ยงไฮ้และจีนฮ่องกงสไตล์หว่องในบ้านหลังนี้ได้อย่างลงตัวโดยที่ยังคงคอนเซ็ปต์ความเป็น “บ้าน” เอาไว้

ตอนเราทำเราเสนอไปสองโทน หนึ่ง “จีน” คือจะมีความเอิร์ธโทน พื้นขาว ผนังขาว ใช้ไม้ดำและหิน ส่วนอีกโทน เราอยากใส่อะไรที่มันเป็นสีสันลงไป คุณธีกล่าว

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เราโตมากับหนังหว่องกาไว เลยเป็นที่มาของการจัดแสง และโทนสีแบบนี้ที่ผสมระหว่างเซี่ยงไฮ้กับฮ่องกง

คุณธี ผู้เป็นสถาปนิกดูแลการออกแบบไฉ่ย้งกล่าว
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

แต่เราไม่อยากให้มันจีนจนเลี่ยนเกินไปเลยเลือกแค่สีเด่น ๆ นอกนั้น เช่น เพลงที่เลือก ของที่ใช้ตกแต่ง จะไม่จีนจ๋า

ซึ่งประโยคนี้ก็ตอบคำถามเราได้ดีเลยว่าทำไมเป็นคาเฟ่จีนแต่กลับได้ยินเพลงบรรเลงอย่าง Cinema Paradiso คลอบรรยากาศเบา ๆ นอกจากนี้คุณช้างยังตัดสินใจให้ร้านทำกาแฟแบบไม่มี Espresso Machine และใช้กรรมวิธี Cold Brew แทน เพื่อที่จะได้ไม่มีเสียงของเครื่องชงกาแฟมารบกวนช่วงเวลาการพักผ่อน

ในเรื่องของตกแต่งเราสังเกตเห็นได้ว่าใส่ใจทุกรายละเอียด อย่างเช่นกระเบื้อง ทางคุณช้างได้เลือกเป็นกระเบื้อง Versace สีเขียวแบบเข้ากันกับ Theme บ้าน

สำรวจข้างล่างแล้วก็ขึ้นไปดูชั้นบนกันบ้าง ผนังปูนตอนเดินขึ้นไปสังเกตว่าจะเป็นการฉาบแบบไม่เรียบ สไตล์ Loft ทางคุณช้างเล่าว่าต้องใช้ช่างเพียงคนเดียวในการทำเพราะถ้าใช้หลายคน การปาดปูน และ Texture จะออกมาต่างกันและไม่สม่ำเสมอ

ภาพผนังปูนสไตล์ Loft
ภาพหน้าต่างไม้ฉลุที่คุณช้างสั่งทำด้วยการเลเซอร์คัต
ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

เดินมาถึงชั้นบนกันแล้วจะเห็นว่าการจัดแสงสีจะเป็นสีแดง และมีโคมไฟตกแต่งยาวมาจากชั้นบนสุด

ชั้นสองและชั้นสามเปิดให้เข้าพักโดยคงคอนเซ็ปต์บ้านเอาไว้ คุณช้างบอกว่าอยากให้คนเข้าพักรู้สึกเหมือนมาพักบ้านอากงอาม่า โดยคอนเซ็ปต์ “บ้าน” นี่เองที่ทำให้ตั้งใจเลือกเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นด้วยตัวเอง อย่างเช่นเตียงจะเป็นเตียงไม้สักทั้งหลัง

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

หากใครตาดีจะสังเกตเห็นว่าภาพตกแต่งบนหัวเตียงนั้นแบ่งออกเป็นมังกรและหงส์ ส่วนห้องเตียงแยกนั้นกลับเป็น มังกรทั้งสองด้าน

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

ในจุดนี้ได้คุณช้างตอบปนขำว่า “เตียงคู่ก็เลยต้องเป็นมังกรคู่หงส์ แต่พอเตียงแยกก็อาจจะเป็นเพื่อนมาพักด้วยกัน เลยให้เป็นมังกรคู่มังกร”

พอถามว่าทำไมถึงใส่ใจในทุกรายละเอียด คุณช้างตอบอย่างอบอุ่นใจว่า

ผมใช้เวลาทำบ้านนี้ 2 ปี ไม่มองจุดคืนทุน

เพราะมันคือความสุข

มันประเมินค่าไม่ได้

ผมถือว่าได้ซ่อมบ้าน

ชิมชนมดื่มชา

เดินชมบรรยากาศกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาชิมขนมดื่มชา โดยขนมของร้านนี้จะมีให้เลือก 7 เมนู คือ

1.พายมะพร้าว

2.ส้มเชื่อม

3.บ๊วย

4.ถั่วตัด

5.อ้ายหยู้น้ำลำไย

6.ชุดขนมเปี๊ยะไส้ถั่วและมันหวาน

7.ชุดขนมเปี๊ยะไส้ฟักและสังขยา

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

ตัว Signature จะเป็น “อ้ายหยู้น้ำลำไย”

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

นอกจากนี้ทางร้านยังมีชาให้เลือกหลากหลายแบบ ทั้ง ชาเขียว ชาขาว และอู่หลงนับ 10 ชนิด เช่น ทิกวนอิม และต้าหงเผา ส่วนใครที่กลัวนอนไม่หลับจากคาเฟอีน ทางร้านยังมีชากุหลาบ Organic ที่ปีหนึ่งสามารถเก็บได้ครั้งเดียวไว้บริการอีกด้วย

ขอขอบคุณรูปภาพจากเพจ ไฉ่ย้ง

สรุปท้ายบทความ

“ไฉ่ย้ง” ร้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่น และถูกทำให้เป็นที่จดจำมากขึ้นในรุ่นที่สาม นับว่าเป็นการรีโนเวทที่ประสบความสำเร็จทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม อ่านรีวิวคาเฟ่ไปพอหอมปากหอมคอกันแล้ว แวะเข้ามาชมชุดชงชาทั้งแบบจีนและญี่ปุ่นได้ที่ Kaidee