5 แบรนด์กระบอกน้ำรักษ์โลก ดีไซน์สวย พกพาง่ายทุกการเดินทาง

5 แบรนด์กระบอกน้ำรักษ์โลก ดีไซน์สวย พกพาง่ายทุกการเดินทาง

ทุกวันนี้เราอาจสังเกตเห็นได้ว่าผู้คนต่างพกกระบอกน้ำหรือขวดน้ำไว้เป็นของตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่ดึงดูดให้ผู้คนใส่ใจสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาขยะพลาสติกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากเป็นเรื่องที่ดีในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมแล้ว เรื่องความสวยงามของการดีไซน์ที่ทันสมัยยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เป็นที่นิยมไปโดยปริยาย เพราะแต่ละแบรนด์ต่างดีไซน์ออกมาได้อย่างสวยงาม ถูกใจไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานทั่วไปได้ตรงจุด

ประเทศไทยนับว่าเป็นเมืองร้อนจึงทำให้กระบอกน้ำรักษ์โลกได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะด้วยคุณสมบัติเด่นในการเก็บความเย็นได้ยาวนานหลายชั่วโมง รวมไปถึงขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาสะดวกในทุกการเดินทาง และที่สำคัญดีไซน์สวยงามจึงไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรทำไมถึงฮิตกันเป็นจำนวนมาก วันนี้เราจึงได้รวบรวม 5 แบรนด์ดังมาไว้ให้สำหรับผู้อ่านที่กำลังตัดสินใจซื้ออยู่ว่าควรจะเลือกแบรนด์ไหนดี และแต่ละแบรนด์มีความแตกต่างกันอย่างไร ตามไปหาคำตอบพร้อมกันกับบทความนี้ได้เลย

Hydro Flask

มาเริ่มต้นกันที่ Hydro Flask แบรนด์จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ทำการผลิตกระบอกน้ำออกมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ในการใช้งานได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น กระติกน้ำสำหรับดื่มกาแฟ หรือกระติกน้ำสำหรับดื่มเบียร์ให้ใช้งานได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Wide Mouth และ Standard Mouth นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่น่าสนใจอย่าง Tumbler, Rocks และ Cooler Cup อีกด้วย

โดยกระบอกน้ำของ Hydro Flask มาพร้อมเทคโนโลยี TempShield® ที่ออกแบบมาอย่างดีด้วยชนวนสูญญากาศแบบ 2 ชั้น สามารถรักษาอุณหภูมิความเย็นได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง เก็บความร้อนได้นานถึง 6 ชั่วโมง และที่ตัวกระบอกจะไม่เกิดไอน้ำที่ด้านนอกอีกด้วย ซึ่งจะช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ หรือที่เรียกว่า The Perfect Temperature อุณหภูมิสมบูรณ์แบบนั่นเอง ในส่วนของวัสดุผลิตขึ้นจาก 18/8 Pro-Grade Stainless Steel ที่มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน และมีความบริสุทธิ์ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายเจือปน ตัวกระบอกน้ำยังปราศจากสาร PBA ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งการันตีความปลอดภัยได้อย่างดี ในส่วนของการดีไซน์ที่ดูสวยงาม ขนาดโลโก้กำลังพอดี เสริมลุคให้ดูมีความมินิมอล และมีสีสันให้เลือกอีกเพียบ ที่สำคัญยังหยิบจับใช้งานได้ถนัดมือ สามารถพกพาในระหว่างเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย

YETI

หากพูดถึงแบรนด์ขวดน้ำเก็บอุณหภูมิ หลายคนต้องนึกถึง YETI อย่างแน่นอน เพราะเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีกระแสมาอย่างยาวนานทั้งในไทยและต่างประเทศ มีรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างตระกูล The Rambler® ซึ่งแบ่งแยกออกเป็น 3 รุ่นด้วยกันคือ Rambler Tumbler แก้วทรงสูงยอดนิยม, Rambler Bottle Chug กระบอกน้ำที่ง่ายต่อการพกพา และ Rambler Mug แก้วน้ำแบบมีหูจับ ซึ่งแต่ละรุ่นก็โดดเด่นในเรื่องของการเก็บอุณหภูมิไว้ได้ยาวนาน และยังสามารถเลือกใช้ได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป

YETI Rambler Bottle Chug ถูกดีไซน์ออกแบบมาเพื่อการพกพาที่ง่ายสะดวกต่อการไปในที่ต่างๆ และตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Outdoor ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว แคมป์ปิ้ง หรือเดินป่า เพราะด้วยรูปทรงกระบอกที่สามารถหยิบจับใช้งานได้ง่าย มีฝาเปิด-ปิดเกลียวสองชั้นแบบ Chug Cap ที่ป้องกันการรั่วซึม 100% ทนทานต่อแรงกระแทก พร้อมหูจับ TripleHaul เพื่อการถือหรือหิ้วที่สะดวก ผิวชั้นนอกเคลือบด้วย Oleophobic ป้องกันรอยขีดข่วนและคราบนิ้วมือ เหมาะกับการใช้งานเพื่อกิจกรรม Outdoor หรือใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้อีกด้วย

Klean Kanteen

Klean Kanteen ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 ที่เมืองชิโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีแนวคิดให้ผู้บริโภคได้มีตัวเลือกที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์จากพลาสติก และขวดอะลูมิเนียม เพื่อให้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปริมาณพลาสติก ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี และสามารถนำขวดกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยรายได้ 1% ที่ทาง Klean Kanteen ได้รับจะนำไปบริจาคให้เป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้บริโภคยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณพลาสติกแถมยังได้สนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ไม่เพียงแต่ผลิตขวดน้ำที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ทางแบรนด์ยังดูแลรักษาให้โรงงานผลิตในประเทศจีนมีความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง และให้ความสำคัญในมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นธรรมอีกด้วย โดยแบ่งรูปแบบของขวดน้ำออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ขวดน้ำสำหรับเด็ก ขวดน้ำแบบคลาสสิก ขวดน้ำแบบปากกว้าง และขวดน้ำแบบเก็บอุณหภูมิ

Stanley

แบรนด์จากสหรัฐอเมริกาที่ผลิตสินค้าด้วยการยึดมั่นในอุดมการณ์ของความยั่งยืนเป็นหลัก ผสมผสานทั้งเรื่องของนวัตกรรมและการดีไซน์เข้าไว้ด้วยกันเพื่อผลิตแก้ว กระบอกน้ำ กระติกน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงความทนทานและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สินค้าของ Stanley จะดูคลาสสิกไม่ตกเทรนด์

กระบอกน้ำ Stanley มาพร้อมฝาปิดแบบหมุนเกลียว พื้นผิวด้านนอกเป็น Ceramivac ที่ให้ความทนทานเกือบสองเท่า ทำให้เหมาะกับการใช้งานแบบผจญภัยไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียหาย สามารถเก็บอุณหภูมิได้อย่างยาวนาน รับรองว่าถูกใจผู้ใช้งานได้แน่นอน

Earthwell

แบรนด์ที่รู้จักกันดีในอเมริกาโดยมีต้นกำเนิดจากเมือง Portland เมืองที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องของ กาแฟ และเบียร์ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหลายของ Earthwell จะจริงจังในการออกแบบมาเพื่อใช้ในการดื่มกาแฟ และเบียร์ ซึ่งจะมีทั้งแก้ว กระบอกน้ำ และกระติก ที่สามารถเก็บความเย็นและความร้อนได้เป็นอย่างดี จุดเด่นอยู่ที่วัสดุเคลือบสารกันลื่นที่ดีเยี่ยม ตัวฝาเปิดทำมาจากยางและพลาสติกช่วยเพิ่มความสะดวกในการหมุนแม้ว่ามือจะเปียกน้ำ และมีตัวสำหรับเกี่ยวเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการห้อยติดกับกระเป๋าสะพาย เหมาะสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน และกิจกรรม Outdoor เพื่อใส่เครื่องดื่มแก้วโปรดของคุณ

สรุปท้ายบทความ

ประเทศไทยของเราในปัจจุบันอาจสังเกตเห็นได้ว่าผู้คนได้เริ่มตระหนักในเรื่องของการลดใช้พลาสติก กระบอกน้ำเหล่านี้จึงเป็นไอเทมสำคัญที่เรียกได้ว่าก่อนจะออกจากบ้านแต่ละทีต้องห้ามลืมเด็ดขาด ซึ่งเป็นหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมให้กับโลกได้ โดยกระบอกน้ำของแต่ละแบรนด์ที่เราได้แนะนำไปต่างสวยงามและโดดเด่นไม่แพ้กัน ใครชอบแบบไหนก็ตามไปซื้อแล้วมานำมาใช้ในชีวิตประจำวันกันได้เลย

สำหรับใครที่กำลังหาซื้อกระบอกน้ำแบบนี้อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์สินค้าดีราคาถูกที่มีสินค้ารอให้คุณเลือกช้อปอยู่ คลิกเลย !

5 มอเตอร์ไซค์ที่มีงบแค่ 5 หมื่นก็เป็นเจ้าของได้แล้ว

5 มอเตอร์ไซค์ที่มีงบแค่ 5 หมื่นก็เป็นเจ้าของได้แล้ว

รถมอเตอร์ไซค์ นับว่าเป็นพาหนะคู่ใจที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางภายในเมือง ยิ่งในช่วงเวลาเร่งรีบ หันหน้ามองไปทางไหนก็เจอแต่รถติด การจราจรที่แสนคับคั่ง หรือรถโดยสารสาธารณะก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป 

การเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัด รวมถึงวิธีการดูแลรักษาง่าย มีตัวเลือกที่หลากหลายกว่า วันนี้เราจึงรวบรวม 5 มอเตอร์ไซค์ที่มีงบแค่ 5 หมื่น คุณก็สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ว ให้คนที่กำลังสนใจหรือมองหารถใช้งานอยู่ จะมีรุ่นอะไรบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย

1. Zongshen Ryuka Classic MINI S 2019 ราคา 29,900 บาท

Zongshen Ryuka หรือ ซงเจิน ริวก้า แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ราคาประหยัดที่โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์แนวย้อนยุคเรโทรที่มีไฟหน้ากลม กระจกมองข้างแบบก้านสูงที่เป็นเอกลักษณ์ เบาะแบบสองตอน พร้อมเครื่องยนต์ขับเคลื่อน 1 สูบ 4 จังหวะ 110 ซีซี เกียร์ธรรมดา 4 เกียร์ มีทั้งระบบสตาร์ทเท้าและสตาร์ทไฟฟ้าด้วยมือ น้ำหนักเบาเพียง 84 กิโลกรัม สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องตัว ถือว่าเป็นรถครอบครัวดีไซน์สวยและเหมาะมากสำหรับผู้หญิงที่ต้องการหารถสักคันไว้ขับในเมือง

2. Honda Wave 110i 2020 ราคาเริ่มต้น 40,300 บาท

มาถึงแบรนด์ยอดนิยมกันบ้างกับ ฮอนด้า ที่ได้นำรถขวัญใจครอบครัวอย่าง Honda Wave มาปัดฝุ่นแปลงโฉมใหม่ให้ร่วมสมัย ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ไฟหน้าทรงหัวใจแยกส่วนกับไฟเลี้ยว ไฟท้ายแบบใหม่โอบรอบ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น มีช่องเก็บของใต้เบาะที่จุได้ถึง 7.4 ลิตร เครื่องยนต์เป็นแบบ 4 จังหวะ 109.17 ซีซี เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ สตาร์ทด้วยเท้า โดยจุดเด่นอยู่ที่ความประหยัดทั้งในเรื่องของราคาและเครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันสูงถึง 63.3 กม.ต่อลิตร เรียกได้ว่ารักษ์โลกแล้วยังรักกระเป๋าตังค์อีกด้วย

3. Yamaha GT125 Standard 2020 ราคา 46,600 บาท

สำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบขับรถแบบเกียร์ธรรมดาเท่าไร รุ่นนี้พร้อมตอบโจทย์ความสบายให้กับคุณอย่างแน่นอนกับ Yamaha GT125 ปี 2020 ที่อัปเดตใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอัตโนมัติเทคโนโลยี Blue Core ดีไซน์ไฟหน้าใหม่สไตล์สปอร์ต มาพร้อมเครื่องยนต์ 125 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ เกียร์อัตโนมัติ พร้อมระบบสตาร์ทด้วยไฟฟ้า อีกทั้งยังมีระบบ Parking Break แบบเดียวที่ใช้ในรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในเวลาที่จอดบนพื้นที่ลาดชันแบบไม่ต้องกลัวไหล ถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่งสำหรับใครที่กำลังมองหารถสมรรถภาพดีราคาถูก ฟังก์ชันครบครันแบบจัดเต็ม

4. Honda Super Cup 2020 ราคา 47,390 บาท

พาย้อนกลับไปสู่ยุคเรโทรกันอีกสักรอบกับ Honda Super Cup ปี 2020 ที่ออกแบบมาในสไตล์ Japanese Retro พร้อมคอนเซปต์ Forever Retro ตอกย้ำความเป็นต้นตำรับจากญี่ปุ่นด้วยสีสันใหม่คู่กับบังลมสีขาวสวยงามไร้กาลเวลาที่นำเสนอออกมาในรูปแบบทรงย้อนยุคแฝงไปด้วยความมินิมอล ไฟหน้ากลม ไฟเลี้ยวขนาดเล็กแยกส่วนทรงกลม เบาะสองตอน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 109.17 ซีซี ขับสบาย 4 จังหวะ เกียร์ธรรมดา ระบบสตาร์ทไฟฟ้า โดยฮอนด้าเคลมไว้ว่าประหยัดน้ำมันสูงถึง 60.1 กม./ลิตร เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับใครที่ชื่นชอบรถสไตล์ย้อนยุค แถมประหยัดน้ำมัน และยังประหยัดงบด้วยราคาที่ถูกอีกด้วย

5. GPX Legend 150s ราคา 49,500 บาท

ปิดท้ายกันที่รถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Tracker เอาใจสายคลาสสิกกันบ้าง ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังครองใจใครหลายคนมาโดยตลอด คอลเลคชันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 150 ซีซี 4 จังหวะ แบบ SOHC ออกแบบสีสันลวดลายสวยงามด้วยเนื้อสีแบบเมทัลลิคพิเศษ เดินเส้นลายบนตัวถังที่แฝงกลิ่นอายความเป็นเรโทร พร้อมโลโก้ 3D Emblem ที่มีพื้นผิวแบบ Hairline เสริมความเรียบหรูมีสไตล์ในแบบฉบับความเป็นสายพันธุ์ Legend นิยามบ่งบอกความคลาสสิกในตัวคุณ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของการขับขี่ รูปทรง และการใช้งาน ส่งผ่านออกมาในรูปลักษณ์การตกแต่งที่สร้างให้คุณเป็นไบค์เกอร์สาย Tracker ตัวจริง

สรุปท้ายบทความ

มอเตอร์ไซค์เรียกได้ว่าแทบจะเป็นพาหนะที่มีกันเกือบทุกบ้านอยู่แล้ว เนื่องด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท และการดูแลรักษาที่ง่าย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ได้อย่างชัดเจน สามารถเป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถใช้งานได้อย่างครอบคลุม 

หวังว่าคงจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับคนที่กำลังมองหารถไว้ขับขี่ใช้งาน หากใครที่กำลังหาซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองอยู่สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์มือสองกว่าหนึ่งหมื่นคันทั่วประเทศ

Prefabrication นวัตกรรมสร้างบ้านเสร็จไวเว่อร์

Prefabrication นวัตกรรมสร้างบ้านเสร็จไวเว่อร์

สังเกตไหมว่า งานก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ช่วงสิบปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการหมู่บ้านหรือคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองนั้นเผลอแป๊บๆ ก็กลายเป็นอาคารบ้านเรือนพร้อมอยู่ซะแล้ว ผิดกับเมื่ออดีตที่กว่าบ้านแต่ละหลังจะสร้างเสร็จต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6-8 เดือน ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีการนำนวัตกรรมที่เรียกว่า “Prefabrication” เข้ามาช่วย ซึ่งปัจจุบันมีความล้ำหน้าไปอย่างมากจนทำให้งานออกแบบทางสถาปัตยกรรมขยายขีดจำกัดทั้งในมิติของรูปทรง (Form) และการใช้งาน (Function)

Conventional Construction VS Prefabricated Construction 

กระบวนการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่ดำเนินการอยู่ทุกวันนี้ ประกอบด้วย 2 ระบบใหญ่ๆ คือ 

Conventional Construction 

เป็นระบบการก่อสร้างดั้งเดิมที่ยังคงเห็นได้ทั่วไปในไซต์ก่อสร้างขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัยส่วนตัว อพาร์ทเม้นท์ หรือตึกแถว มีลักษณะการทำโครงสร้างอาคารแบบหล่อในพื้นที่ กล่าวคือประกอบไม้แบบ ผูกเหล็ก แล้วจึงเทคอนกรีตสร้างเป็นเสา คาน และพื้น รวมไปถึงก่อผนังด้วยอิฐแล้วฉาบปูนทับอีกครั้ง เราอาจเรียกระบบนี้อีกอย่างว่าเป็นการก่อสร้างระบบเปียก

conventional consrtuction
การก่อสร้างแบบดั้งเดิม ต้องอาศัยระยะเวลา และแรงงานฝีมือจำนวนมาก

Prefabricated Construction 

เรียกสั้นๆ ว่า Prefab คือรูปแบบการก่อสร้างโดยนำชิ้นส่วนสำเร็จรูป เช่น เสา คาน ผนัง บันได หรือโครงหลังคาที่ผลิตจากโรงงานเรียบร้อยแล้วมาประกอบให้เป็นรูปร่างที่ไซต์ก่อสร้าง โดยชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกกำหนดให้ติดตั้งในตำแหน่งของตัวเองลักษณะคล้ายการต่อจิ๊กซอว์หรือเลโก้ แต่จะเพิ่มความมั่นคงด้วย Joint ในลักษณะต่างๆ เพื่อเชื่อมต่อทุกส่วนเข้าไว้ด้วยกันจนเป็นอาคารที่สมบูรณ์

prefabrication
ชิ้นส่วนสำเร็จรูปถูกนำมาประกอบที่ไซต์งาน

วัสดุที่นำมาทำชิ้นส่วนก่อสร้างสำเร็จรูปในระบบ Prefab มีตั้งแต่ไม้ เหล็ก และคอนกรีต โดยมีเทคนิคการผลิตชิ้นงานสำเร็จแตกต่างกันไป อาทิ 

  • Precast Concrete แผ่นหล่อคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูป นิยมใช้กับงานผนังหรือที่เรียกว่าโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก (Wall Bearing System) ทำให้ไม่ต้องอาศัยโครงสร้างจากเสาและคานอีก การหล่อผนังคอนกรีตประเภทนี้จะกำหนดตำแหน่งและเจาะช่องเปิดประตู-หน้าต่าง ช่องสำหรับท่อร้อยสายไฟฟ้า ท่อน้ำดี ท่อน้ำเสียไว้เรียบร้อยแล้ว จึงลดขั้นตอนการทำงานที่ไซต์ก่อสร้างได้อย่างดี ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดในวงการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ของเมืองไทย  
  • Prestressed Concrete แผ่นคอนกรีตอัดแรงแบบ Pre-Tension ซึ่งใช้การดึงลวดอัดแรงและบ่มคอนกรีตจนเกิดความแข็งแรง เทคนิคนี้มักใช้กับการทำเสาเข็ม คาน ผนังภายนอก พื้นสำเร็จรูป รวมไปถึงงานสร้างสะพานและถนนด้วย  
  • Framing Walls เป็นการใช้โครงคร่าวไม้หรือเหล็กมาประกอบเป็นโครงสร้างถัก (Truss) แล้วปิดทับแผ่นไม้กระดาน (เช่น OSB Broad) หรือแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ทั้งสองฝั่ง จนมีลักษณะเป็นผนังสำเร็จรูป เมื่อไปถึงหน้างานจะนำผนังแต่ละผืนเชื่อมต่อด้วยโลหะประกอบเข้ากันเป็นห้องหรืออาคาร
  • Modular เป็นเทคนิคการสร้างชิ้นส่วนสำเร็จรูปแบบโครงสร้าง 3 มิติ หรือมีลักษณะเป็นกล่องที่มีทั้งผนัง พื้น และเพดาน และบางครั้งยังอาจตกแต่งภายในให้พร้อมใช้งานอีกด้วย ในการติดตั้งจะใช้เครนช่วยยกโครงสร้างทั้งยูนิตไปประกอบรวมกันจนเป็นอาคารที่สมบูรณ์

มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการก่อสร้างดั้งเดิมและการก่อสร้างจากชิ้นส่วนสำเร็จรูปพบว่าระบบ Prefab มีข้อได้เปรียบอยู่มากทั้งในแง่ของระยะเวลาก่อสร้างที่เสร็จเร็วกว่า ต้นทุนรวมประหยัดกว่า และใช้แรงงานน้อยกว่า ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่ากลุ่มอาคารที่พักอาศัยแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ที่ใช้การก่อสร้างด้วยระบบ Prefab สามารถทำให้ต้นทุนรวมของโครงการก่อสร้างลดลงเฉลี่ย 15% ต่อโครงการ ใช้ระยะเวลาก่อสร้างเร็วขึ้นประมาณ 30% และลดการใช้แรงงานได้อีกถึง 50% 

เปรียบเทียบระยะเวลาก่อสร้างระหว่าง Conventional Construction และ Prefabricated Construction

นอกจากนี้งานวิจัยของ University of New South Wales ในออสเตรเลียยังพบว่าระบบ Prefabrication นั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าโดยมีอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่าระบบ Conventional Construction ถึง 19%

Prefabrication กับการพัฒนาอสังหาฯ เมืองไทย

หากย้อนดูประวัติการก่อสร้างด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูปในประเทศไทย จะพบว่าการสร้างหรือปรุงเรือนไทยก็เป็นรูปแบบหนึ่งของระบบ Prefabrication เนื่องจากผนังไม้หรือหน้าจั่วหลังคาที่นำมาติดตั้งถูกประกอบมาจากที่อื่นแล้ว แต่ถ้ามองในแง่อุตสาหกรรมการก่อสร้างขนาดใหญ่ นวัตกรรม Prefab คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เข้ามาตอบโจทย์การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พฤกษา เรียลเอสเตท เป็นบริษัทไทยรายแรกๆ ที่นำวัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปอย่าง Precast Concrete เข้ามาใช้ก่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร โดยลงทุนซื้อ Know-How จากเยอรมันเพื่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปเพื่อซัพพลายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วงแรกพฤกษาฯ ใช้ความพยายามอย่างมากในการสื่อสารกับผู้บริโภคที่ยังยึดติดกับระบบก่อสร้างดั้งเดิม ตลอดจนพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีจนเป็นที่ยอมรับและทำให้พฤกษา เรียลเอสเตท ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งของวงการด้านรายได้สูงสุดหลายปีติดต่อกัน

precast
ภายในโรงงานผลิต Precast ของพฤกษา เรียลเอสเตท (ภาพจาก www.pruksa.com)

หลังจากนั้นไม่นานบริษัทพัฒนาอสังหาฯ รายใหญ่ๆ อย่างแสนสิริก็เริ่มให้ความสำคัญกับงานก่อสร้างแบบผนังสำเร็จรูปในกลุ่มสินค้าระดับต้น-กลาง เช่นเดียวกับอีกหลายแบรนด์ที่หันมาปรับเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างบางส่วนจากระบบก่อสร้างเดิมมาเป็นการก่อสร้างด้วยระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปทั้งแบบ Precast Concrete และ Prestressed Concrete เพื่อทำให้ก่อสร้างได้เร็วขึ้นและลดความเสี่ยงปัญหาแรงงานก่อสร้างถดถอย โดยเฉพาะแรงงานที่มีฝีมือที่นับวันยิ่งหายาก ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าแรงงานไทยในอุตสาหกรรมก่อสร้างน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนแรงงานต่างด้าวต่อแรงงานอุตสาหกรรมก่อสร้างสูงขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2559 ที่ประมาณ 11% และสูงขึ้นเป็น 27% ในปี 2562

ประเด็นต้นทุนก่อสร้างและปัญหาแรงงานขาดแคลนทำให้แนวโน้มระบบก่อสร้างด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูป (Prefabricated Construction) ในประเทศไทยและทั่วโลกยังคงเดินหน้าต่อไป Economic Intelligence Center (EIC) ของธนาคารไทยพาณิชย์ชี้ว่า Prefab คือ 1 ใน 3 ของเทคโนโลยี เพื่อการก่อสร้างที่มีศักยภาพสูงในอนาคตที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้านแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของผู้ประกอบการด้านการก่อสร้าง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ประเมินว่าสัดส่วนงานก่อสร้างด้วย Precast Concrete ในกลุ่มอาคารที่พักอาศัยแนวราบจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% จนถึงปี 2568 และยังเป็นกำลังสำคัญสำหรับการสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แบบเร็วๆ นี้

ผู้บริโภคได้อะไรจาก Prefabrication 

การเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างแบบ Prefab ที่มาจากการพร้อมใจกันปรับตัวของบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไป ทำให้ผู้บริโภคที่กำลังมองหาบ้านพักอาศัยหลังใหม่จำเป็นต้องปรับตัวไปพร้อมกับเทคโนโลยีนี้ด้วยเช่นกัน 

โดยข้อจำกัดหลักๆ ของระบบก่อสร้างด้วยผนังคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปหรือ Precast คือเราไม่สามารถดัดแปลงหรือต่อเติมอะไรที่เกี่ยวกับโครงสร้างผนังได้เลย (แต่สามารถเจาะผนังเพื่อแขวนแอร์ หรือยึดเฟอร์นิเจอร์ได้) นั่นทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ต้องพิจารณาถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและฟังก์ชันที่ต้องการอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ และอีกหนึ่งปัญหาที่เจอะเจอกันบ่อยคือรอยรั่วจากการต่อแผ่นคอนกรีตที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งผู้ผลิตเองก็พยายามแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพขึ้น

Prefab Architechture
Prefabrication ช่วยขยายขีดความสามารถในการออกแบบให้บ้านมีรูปทรงที่สะดุดตา (ภาพจาก www.dezeen.com)

ส่วนของประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากระบบ Prefab เราขออธิบายผ่าน 4 ประเด็น ดังนี้   

  1. ดีไซน์เพื่อการอยู่อาศัย

ระบบ Prefab ช่วยขยายขอบเขตการออกแบบสถาปัตยกรรมให้มีมิติดีไซน์ใหม่ๆ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องพึ่งโครงสร้างเสาและคานเพื่อรองรับน้ำหนักเพียงอย่างเดียวเหมือนในระบบก่อสร้างดั้งเดิม จึงสามารถพลิกแพลงรูปทรง (Form) ได้มากขึ้นและนั่นทำให้รูปร่างหน้าตาของอาคารบ้านเรือนมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น 

  1. พื้นที่ใช้สอย

การใช้ผนัง Precast มาช่วยรับน้ำหนักทำให้เราได้ช่วงเสาที่ยาวขึ้น (Long-span) ลดขนาดเสาและคานให้เล็กลง (หรือไม่ต้องมีเลย) จึงทำให้พื้นที่ใช้สอยภายในทั้งแนวนอนและแนวตั้งสร้างความรู้สึกโปร่งสบาย ไม่มีเหลี่ยมมุมจุกจิกจึงใช้พื้นที่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย จัดวางเฟอร์นิเจอร์ได้ลงตัวยิ่งขึ้น

  1. ความปลอดภัย  

หลายคนกังวลว่า Precast แผ่นบางๆ จะแข็งแรงเท่าอิฐฉาบปูนได้อย่างไร คำตอบคือปลอดภัยและมีคุณภาพที่เป็นมาตรฐานกว่าการก่ออิฐด้วยซ้ำ เนื่องจากชิ้นส่วนแต่ละชิ้นถูกคำนวนค่าความแข็งแรงให้เหมาะกับตำแหน่งที่จะนำไปใช้งาน และการหล่อคอนกรีตเสริมเหล็กในแม่พิมพ์ภายในโรงงานอุตสาหกรรมก็มีเทคโนโลยีและขั้นตอนที่แม่นยำ

  1. สุขภาวะผู้อยู่อาศัย

การสร้างบ้านด้วยชิ้นส่วนสำเร็จจัดเป็นระบบก่อสร้างแบบแห้ง จึงลดปริมาณฝุ่นหรือสารประกอบอินทรีย์ระเหย (VOCs) ในไซต์ก่อสร้างได้ดีกว่า ซึ่งทำให้อัตราการก่ออันตรายระบบทางเดินหายใจเมื่อเจ้าของบ้านย้ายเข้าอยู่อาศัยลดน้อยลง

สรุปท้ายบทความ 

Prefabrication หรือการก่อสร้างด้วยชิ้นส่วนสำเร็จรูปเป็นนวัตกรรมที่ทำให้งานสถาปัตยกรรมและวงการอสังหาริมทรัพย์ก้าวข้ามขีดจำกัดในหลายๆ ด้าน ซึ่งไม่เพียงประโยชน์ในฝั่งผู้ผลิตที่สามารถก่อสร้างอาคารบ้านเรือนรวดเร็ว ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคตเท่าน้ัน แต่ในมุมของผู้อยู่อาศัยก็ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เป็นทั้งสุนทรียภาพจากสถาปัตยกรรมมีดีไซน์ และการใช้สอยประโยชน์จากพื้นที่ที่เติมเต็มชีวิตได้ครบครัน

ส่วนใครที่อยากลองใช้ชีวิตในบ้านที่สร้างจากเทคโนโลยี Prefab อยู่บ้างล่ะก็ เข้ามาค้นหาที่ Kaidee Property ได้เลย เรามีโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่ใช้นวัตกรรมดังกล่าวจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดังๆ หลายเจ้าเลย

BENZ VS BMW คุณเป็นสาวกฝั่งไหน มาเช็คกัน!

BENZ VS BMW คุณเป็นสาวกฝั่งไหน มาเช็คกัน!

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

เครื่องยนต์:
2,000 CC
กำลังสูงสุด (กิโลวัตต์(แรงม้า)1รอบ/นาที)
140/190/4,000
เครื่องยนต์:
2,000 CC
กำลังสูงสุด (กิโลวัตต์(แรงม้า)1รอบ/นาที)
143/194/3,800

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

Polar White

Alpine White

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

Munich

Stuttgart

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

ปีที่ก่อตั้ง:
1962
ปีที่ก่อตั้ง:
1928

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

ผู้ก่อตั้ง:
Carl Benz &
Gottlieb Daimler
ผู้ก่อตั้ง:
Friedrich
Karl Rapp

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

Burmester

Harman/Kardon

คุณเป็นสาวกฝั่งไหน?

คุณเป็นสาวก…

Hometown

+

Founder

BENZ

ก่อตั้งในปี 1962 โดยโกทท์ลีบ ไดมเลอร์ เจ้าของ Daimler-benz AG และภายหลังได้ควบรวมกับแบรนด์ Benz & Cie ของคาร์ เบนซ์ กลายเป็น Mercedes Benz ในปัจจุบัน

BMW

Bavarian Motor Works ถือกำเนิดในปี 1928 โดย Friedrich Karl Rapp แรกเริ่มถูกต่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตเครื่องยนต์ให้กับกองทัพเยอรมัน และต่อมามีการร่วมลงทุนกับ Fran Josef Popp และ Camillo Castiglioni กลายมาเป็น BMW ในปัจจุบัน

Logo

BENZ

สัญลักษณ์รูปดาวสามแฉกของ DMG ล้อมรอบด้วยวงกลมของ Mercedes&Benz คือสัญลักษณ์ของ Benz ที่มาจากการควบรวมสัญลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ และได้มีการพัฒนาโลโก้แบรนด์มาเรื่อยๆ จนกลายเป็นโลโก้นี้ในปัจจุบัน

BMW

ในตอนแรก หลายคนมีความเชื่อว่า โลโก้ของแบรนด์ BMW มาจากการหมุนของใบพัดที่เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจนเห็นพื้นหลังสีฟ้า แต่ในอีกแง่หนึ่ง สีฟ้าขาว ยังเป็นการแสดงสัญลักษณ์สีของธงบาวาเรีย รัฐใหญ่ที่สุดของเยอรมนีด้วย

Sales

BENZ

ยอดขายปี 2020(คัน/ปี):

10,613

BMW

ยอดขายปี 2020(คัน/ปี):

11,424

Design

BENZ

เรียบหรู ดูดีมีระดับ ดีไซน์สุดคลาสสิก มีความอนุรักษ์นิยมแบบเยอรมันดั้งเดิม เหมาะกับผู้บริหาร นักธุรกิจระดับสูง ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ดูสุขุม มั่นคง และเบนซ์ยังช่วยส่งให้ลุคดูมีภูมิฐานมากขึ้น

BMW

รถดีไซน์สปอร์ต สะท้อนความขี้เล่น ร่าเริง รักการผจญภัย กลุ่มผู้ใช้ BMW ส่วนใหญ่มักจะเป็นวัยรุ่น หรือนักธุรกิจที่อายุยังน้อย ไม่ได้ต้องการความสปอร์ต และดูมีระดับแบบทันสมัย

Covid ก็กลัว หลัวก็อยากมี !          ออกเดทช่วงโควิดฉบับสาวอนามัย

Covid ก็กลัว หลัวก็อยากมี ! ออกเดทช่วงโควิดฉบับสาวอนามัย

เหงานี่แหละเหงา นี่คือความจริงที่ได้เจอ .. พอกันที วาเลนไทน์ปีนี้ชะนีขี้เหงาอย่างเรา
จ ะ ไ ม่ เ ห ง า อี ก ต่ อ ไ ป !! เพราะเรากำลังจะออกเดทค่าา ฮิ้วววววว *ปรบมือรัวๆ
หลังจากที่ใช้ชีวิตแบบป่วง ๆ ล้มลุกคลุกคลานกับความรักที่ไม่ค่อยสมประกอบมาตลอด
25 ปีบริบูรณ์ ถึงเวลาแล้วที่เราจะมีความรักอีกครั้ง ตื่นเต้นเนาะะ (ตื่นเต้นแหละ)

Relationship Status : Yes I’m Dating

แต่ในความดีใจ เราก็มีความกังวลหลายสิ่งอย่างอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อาการประหม่าของตัวเองเพราะกลัวปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อ หรือแม้แต่การกลัวผักติดฟันตอนกินข้าว พูดแล้วก็เริ่ม Panic เอาเป็นว่าช่างมัน เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดตอนนี้คือ Covid ตัวแสบนั่นเอง

จะรักเอยทั้งที ต้องมาคู่กับความปลอดภัยใช่ไหมล่ะทุกคน อุ๊ย! ทำไมฟังแล้วปะแล่มๆ 
เอาเป็นว่านี่คือเส้นทางการออกเดทช่วง Covid ของเราที่ขอเอามาแชร์ให้ฟังแบบหนุก ๆ
ส่วนจะเป็นยังไง ลองแกล้ง ๆ อ่านกันดูนะ

เดทครั้งนี้ เราต้องรอด เริ่มค่ะ

สกินแคร์บำรุงผิวหน้าก่อนออกเดท

ด้วยความที่เราเป็นชะนีสายขี้เกียจ ขอพูดตรง ๆ ว่า ถึงไปเดทเราก็ไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่ แต่จะปากเหม็น หน้าสิวเห่อไปหาคู่เดทก็ดูไม่ดีนัก งั้นบำรุงผิวหน้าหน้าหน่อยแล้วกัน

เราใช้สกินแคร์ 3 ตัวง่ายๆ
1. Biotherm Life Plankton สูตร Clear Essense
2. Cerave moisturizing cream
3. Faith in Face After Shower Look Hydro Gel Mask

ซึ่งทั้ง 3 ตัวจะช่วยเรื่องความชุ่มชื่น แถมกู้ผิวหน้าในเวลาเร่งด่วนได้อย่างดี
ใช้แล้วหน้าจะดูอิ่มฟู เหมือนดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว นอนครบ 8 ชั่วโมง โกงความตายสุด ๆ
รู้แบบนี้แล้ว ! อย่าปล่อยให้เครื่องสำอางติดแมสแต่ไม่ติดหน้ากันนะคะซิส (ทางเราเสียดายเครื่องสำอาง T^T)

ชุดออกเดท Theme “ตามใจฉัน”

เอาจริง ๆ เราเลือกแล้วเลือกอีก แต่จะให้ใส่อะไรที่ขัดกับตัวเอง เราทำไม่ไหวว ._.
ออกเดททั้งทีขอเป็นตัวของตัวเองดีกว่า สุดท้ายเลยเลือกเสื้อเชิ้ตสีขาวตัดกับสปอร์ตบราสีดำ เพิ่มลูกเล่นไม่ให้หม่นจนเกินไปด้วยสนีกเกอร์สีครีม

Total Look

ไอเท็มคู่ใจ เดทที่ไหนก็หายห่วง

เจลแอลกอฮอร์ หน้ากากผ้า(สำรอง) ถุงมือ ทิชชู่เปียก ลิปสติก แป้งฝุ่น

Dating is Calling .. .

ออกเดททั้งที ต้องที่นี่แหละ !

เรานัดเจอกันที่สยาม เพราะเดินทางง่ายทั้งคู่ แถมมีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง
และใช่ค่ะ ! อนาคตคู่รักสายบุญจะพลาดการทำบุญได้อย่างไร
แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ฝนตกค่าาาาทุกค๊นน !!! แต่ไม่เป็นปัญหา
ใจจะไป ต้องได้ไป เราเลยเลือกไปวัดใกล้ ๆ สยาม เดินไม่กี่ก้าวจาก BTS ก็ถึงแล้ว

ทำบุญร่วมชาติที่วัดปทุมวนาราม

มาพร้อมบรรยากาศอันเงียบสงบ .. . สงบจริงค่ะ ฝนตกไม่หยุดเลยแม่ 😭
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือรู้สึกได้รับแต้มบุญ หน้าตาสดใสขึ้นมาทันที

ทำบุญกันแล้ว ท้องเริ่มร้องยังไงไม่รู้
งั้นแวะคาเฟ่นั่งคุยทำความรู้จักกันให้มากขึ้นสักหน่อยดีกว่า
เราเลยไปนั่งชิลกันที่ .. .

Everyday KMKM สยามสแควร์ซอย 3


ร้านจะอยู่ติดกับวัตสัน ภายในร้านจะแบ่งเป็น 2 แบรนด์คือ Everyday KMKM
และ Karmakamet
มีทั้งหมด 4 ชั้นด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น
– Everyday Shop
– Everyday Café
– Karmakamet Aromatic

สำหรับ Everyday Café จะอยู่ชั้นบนสุด หรือ ชั้นที่ 4 นั่นเอง

ป่ะะ !! หาอะไรกินกันเถอะ

ร้านชิคขนาดนี้ รูปคู่ต้องมาแล้วค่า 💗

ขนมกับน้ำที่นี่อร่อยมากกกก บรรยากาศก็มินิมอลมากเช่นกัน
จะถ่ายรูปมุมไหนก็ชิคไปหมด สาว ๆ สายคาเฟ่น่าจะชอบ
แต่ไม่ว่าจะสวีทแค่ไหน หรือมากับใคร
อย่าลืมตรวจวัดอุณหภูมิ และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอร์ทุกครั้ง !
เพื่อน ๆ จะได้ปลอดภัย ห่างไกลไวรัสยังไงล่ะ
และประโยคที่เราได้ยินจากคู่เดทเราบ่อยๆ ตลอดการเดทกันก็คือ .. .

โบนัส “ล้างมือ” 🖐🏼💧

เริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากช้อปปิ้ง เราสองคนเลยเลือกร้าน ๆ นึงที่เหมาะกับหน้าตา
ไลฟ์สไตล์ ให้ฟิล Cool Kids 😉 นั่นก็คืออออ

Frank ! สยามสแควร์ซอย 2

ร้านขวัญใจสายมินิมอล
และชาวฮิปสเตอร์
ที่รวมสินค้าชิค ๆ ไว้หลากสไตล์ ตอบโจทย์กลุ่มวัยรุ่น และคนทำงานสุด ๆ
และสิ่งที่เราชอบมากเป็นพิเศษคือ การตกแต่งร้านให้ดูน่ารัก บวกกับราคาที่สมเหตุสมผล ไม่แรงจนรู้สึกว่าจับต้องไม่ได้

ซึ่งร้านนี้เขามี 2 สาขาให้เลือกตามใจชอบ จะ Frank! สยามสแควร์ซอย 7 หรือ Frank! สยามสแควร์ซอย 2 ที่เรามาวันนี้ก็ได้ทั้งนั้น



สำหรับหน้าร้านที่สยามสแควร์ซอย 2 มีทั้งหมด 2 ชั้นด้วยกัน บอกเลยว่าของเยอะจนเลือกไม่หวาดไม่ไหว แบรนด์ดังในไอจีเพียบ ! ถ้าไม่เชื่อ ให้ภาพข้างล่างพิสูจน์เอาละกัน 😀

เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า สติกเกอร์ เทียนหอม ของจุกจิก มีครบ ชอบแบบไหนเลือกเลย !

เห็นกระจกที่ไหน คู่เราต้องขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย
ที่สำคัญอย่าลืมรักษาระยะห่าง อย่าใกล้กันจนเกินไป ;D

ช้อปจนหนำใจ เงินปลิวหายไวกว่าแสงขนาดนี้ งั้นจบท้ายสวย ๆ ด้วยการเดินชม
งาน Exhibition เจ๋ง ๆ ปลอบประโลมใจหน่อยดีกว่า

หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ

จะเสพงานศิลป์ทั้งที ไม่มาหอศิลปฯ ได้ไง ?! ตอนนี้เขามี Exhibition น่าสนใจเยอะมาก โดยเฉพาะ Bangkok Art Biennale 2020 ที่รวบรวมงานศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติไว้มากมาย โดยจะจัดถึงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2021 นี้เท่านั้น !
(เฉพาะห้องนิทรรศการหลัก ชั้น 7-8)
มีเพื่อนบอกเพื่อน มีแฟนบอกแฟน ไปเดินถ่ายรูปเล่น ชมศิลปะเพลิน ๆ กันได้
สำคัญที่สุดคือต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา และห้ามส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น ๆ น้า

ศิลปะไม่ได้มีไว้ให้เข้าใจ แต่มีไวัให้รู้สึก

ถวัลย์ ดัชนี

ไม่เพียงแต่การมาดูงานศิลปะเท่านั้น แต่ที่นี่ยังมีพื้นที่ให้นั่งทำงาน จิบกาแฟ ถ่ายรูปเล่น หรือแม้แต่ซื้อหนังสือเล่มโปรดกับร้านหนังสือยอดนิยมอย่าง
Bookmoby และ Happening อีกด้วย คือดียยยยยยยยยยย์

ปิดท้ายด้วยรูปคู่แบบหน้านิ่ง ๆ จบปิ๊งกับการออกเดทในรอบหลายปี
ถ้าให้สรุปการเดทครั้งนี้ เราแฮปปี้นะ เป็นการออกเดทที่ครบรสสุด ๆ ทั้งทำบุญ ช้อปปิ้ง เดินดูงานศิลปะ ถ้าถามว่าใครถ่ายรูปคู่ให้ การตั้งกล้องคือคำตอบสุดท้ายค่า
❤️
ส่วนเหตุการณ์หลังออกเดท ก็คือ .. .
เรากับเค้านั่งคุยกันแล้วรู้สึกว่าเหมือนได้เพื่อนเพิ่มมากกว่า
ยังไม่ได้ทัชใจเป็นไอ้ต้าวความรักขนาดนั้น
เลยถือโอกาสขอพูดตรงนี้ ตอนนี้ และวินาทีนี้เลยว่า
“โบนัสยังโสดนะค้าาา เปิดใจสุด ๆ สนใจรับผู้หญิงกินเก่งไปดูแลติดต่อได้ฮ้าบบบ”
(ขายของ) ไม่เศร้านะ เรื่องปกติมากเวอร์

สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อน ๆ มีความสุขกับการได้รักและมอบความรักให้ผู้อื่น
ขอให้ความรักโอบกอด มีแต่ความอบอุ่นในหัวใจ
เพราะการมอบความรักไม่ใช่แค่วันวาเลนไทน์ แต่เป็นทุกวันของการมีชีวิตอยู่

Happy Valentine’s Day Ka 💘
ด้วยรัก.