รถไฟฟ้ากับรถ Hybrid ช่วยโลกจริงหรือ?

รถไฟฟ้ากับรถ Hybrid ช่วยโลกจริงหรือ?

ปัจจุบันกระแสรถยนต์อย่างรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดนั้นกำลังมา ซึ่งเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในเรื่องประหยัดพลังงานน้ำมัน อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษให้แก่โลกได้อีกด้วย แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ทำให้ใครหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจมาเลือกซื้อเท่าไรนัก

ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อ ผมขอแนะนำให้คุณมาลองอ่านบทความนี้เสียก่อนว่า รถยนต์ทั้งสองประเภทที่เรานั้นได้ยินกันมาตลอดในยุคสมัยนี้ ความเป็นจริงแล้วมันช่วยโลกจริงหรือเปล่า ถ้าจริงมันช่วยอย่างไร หรือถ้าไม่ มันจะส่งผลอย่างไรบ้าง??

มาทำความรู้จักรถ Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนดีกว่า

รถยนต์ไฮบริดคืออะไร

รถยนต์ Hybrid Car หรือชื่อเต็ม ๆ ก็คือ Hybrid Electric Vehicle (HEV) นั้นเป็นเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่างน้ำมันและระบบไฟฟ้า ซึ่งภายในของรถจะมีมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์ในการเสริมกำลังขับเคลื่อน ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังคงต้องเติมน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงอยู่ดี แต่จะนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ในบางจังวะ

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ง่าย ๆ ก็คือใช้พลังงานไฟฟ้า 100% นั่นเอง ซึ่งจะเติมพลังงานไฟฟ้าด้วยการชาร์จไฟ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ถ้าชาร์จกับปั้มน้ำมันที่มีแท่นชาร์จเร็วจะใช้เวลาเพียง 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น

แล้วรถไฟฟ้ามันชาร์จยังไง?

การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีให้เลือกเติมได้อยู่ 2 วิธี

  1. Normal Charge (AC) เป็นการชาร์จแบบธรรมดา แบบที่ติดตั้งกันตามบ้าน หรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะใช้เวลาชาร์จประมาณ 4-7 ชั่วโมง
  2. Quick Charger (DC) เครื่องชาร์จแบบเร็วที่จะทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเติมได้เต็มได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ 40-60 นาที เท่านั้น

รถยนต์ไฟฟ้านั้นช่วยโลกจริงหรือ??

ถ้าพูดในเรื่องของความรักษ์โลกแล้ว มองดูผิวเผินรถยนต์ไฟฟ้านั้นดูเหมือนจะช่วยโลกได้อย่างมหาศาล เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าก่อนเลยว่าทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้ามันช่วยโลกในด้านไหนกันบ้าง และช่วยได้อย่างไร

ความรักษ์โลก

มาเริ่มกันที่ความรักษ์โลกของรถยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าก่อนเลย อย่างที่รู้ ๆ กันว่ารถยนต์ทั้งสองประเภทนี้มีความรักษ์โลกอยู่แล้ว ซึ่งจะมีด้านไหนบ้าง ไปดูกันเลย!!

  • ด้านภาวะโลกร้อน

ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมัน ส่วนในรถยนต์ไฮบริดก็ใช้น้ำมันไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสีย หนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอย่างในปัจจุบัน

  • ด้านมลพิษในอากาศ

เนื่องจากรถยนต์นั้นใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้ไม่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง จึงทำให้ลดการใช้ของเหลวที่ใช้งานร่วมกับเครื่องยนต์ลงไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่ใช้เติมรถยนต์ ทำให้ปล่อยก๊าซที่ส่งผลมลพิษทางอากาศแทบจะเท่ากับศูนย์เลยก็ว่าได้

แต่ในความรักษ์โลก มันก็ทำลายโลกเช่นเดียวกัน

แน่นอนว่าด้วยระบบเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ของทั้งรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะช่วยในเรื่องของการลดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างมาก แต่คุณรู้กันหรือไม่?? จริง ๆ แล้วเครื่องยนต์และแบตเตอรี่เหล่านี้ก็ทำลายโลกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งสาเหตุก็มีดังนี้

  • ทำลายโลกจากการผลิตแบตเตอรี่

ภัยร้ายที่แท้จริงของรถยนต์เหล่านี้นั้นมาจากตรงนี้เลย ด้วยกระบวนการของการผลิต เพราะแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้านั้น มีส่วนสำคัญที่ส่งผลให้เกิดมลพิษอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อลูมิเนียม ทองแดง นิคเคิล เป็นต้น 

นอกจากนี้ส่วนประกอบสำคัญอย่างมากนั่นก็คือ “ลิเทียม” และ “คาร์บอเนต” ซึ่งการที่จะได้มาของสารทั้งสองชนิดนี้จะต้องสกัดจากน้ำเค็มและน้ำจืด และอาจส่งผลให้ใช้น้ำจืดมากเกินไปในการผลิต

  • ความจริงของไฟฟ้าที่นำมาเป็นพลังงาน

หากมองในมุมที่กลับกัน ไฟฟ้านั้นผลิตจากอะไรล่ะ?? อีกหนึ่งภัยร้ายที่คุณอาจไม่รู้ พลังงานไฟฟ้าบนโลกใบนี้ ไม่ได้มีที่มาเฉพาะแค่เขื่อนที่นำน้ำมาปั่นเป็นกระแสไฟฟ้า แต่ยังรวมไปถึงโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เมื่อผลิตแล้วจะสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงกว่าการใช้รถแบบน้ำมันถึง 2 เท่า ปล่อยออกมาทางอากาศสูงมาก ดังนั้นยิ่งโลกเรามีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากเท่าไร การผลิตไฟฟ้าก็ต้องยิ่งใช้ถ่านหินมากขึ้น ยิ่งสร้างมลพิษเพิ่มขึ้นไปอีก

  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่

ของทุกอย่างบนโลกนี้ ย่อมมีการเสื่อมสลายไปตามกาลและเวลา แบตเตอรี่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีพังเกิดขึ้น ก็ย่อมต้องมีการผลิตมาเพื่อเปลี่ยนอย่างแน่นอน แสดงว่าต้องเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าตามไป

แต่รถยนต์ไฟฟ้านั้นก็มีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดอยู่

ไม่ใช่ว่าการที่บอกเล่าถึงข้อมูลในเรื่องของความจริงในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คุณจะควรเลิกซื้อนะ เพราะอย่างไรก็ตาม หากคุณมองว่าท้ายที่สุดค่ายของรถยนต์ต่าง ๆ ยังไงก็ต้องผลิตเพื่อมาทำกำไรอยู่ดี ดังนั้นเราควรมองถึงประโยชน์ที่เราสามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวันดีกว่า

  1. ประหยัดค่าเชื้อเพลิง/พลังงาน

หากเทียบในระยะทางที่เท่า ๆ กันระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์น้ำมันแล้ว การวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งนั้นจะวิ่งได้ประมาณ 300-400 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ) ซึ่งการเติมหนึ่งครั้งนั้นใช้เงินเพียง 100-200 บาทเท่านั้น หากเทียบกับรถยนต์น้ำมันที่วิ่งในระยะทางที่เท่ากันแล้วจะต้องจ่ายสูงถึง 500-800 บาทเลยทีเดียว

ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีระบบตัดไฟให้อัตโนมัติเมื่อชาร์จแบตเต็มแล้ว รับรองได้ว่าไม่กินไฟแน่นอน

  1. สมรรถนะ

ไม่พูดไม่ได้เลย สมรรถนะในเรื่องของการเร่งเครื่องนั้น ต้องบอกเลยว่าดีกว่ารถยนต์น้ำมันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำรอบเครื่องให้ถึงแล้วจึงเปลี่ยนเกียร์เข้ามาเกี่ยว ทำให้คุณนั้นสามารถเร่งเครื่องได้ดั่งใจที่ต้องการ

  1. ค่าบำรุงรักษา

ด้วยความที่รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีเครื่องยนต์ อย่างแรกที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายก็คือค่าน้ำมันที่ต้องเติมในส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมันเครื่อง ค่าน้ำมันเบรก เป็นต้น ซึ่งแค่นี้ก็สามารถประหยัดไปได้มหาศาลแล้ว

หากใครที่มองหารถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน หรือมีความรักษ์โลกอยู่ในหัวใจแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำทางเลือกดี ๆ อย่าง Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ทั้งไฟฟ้าและไม่ไฟฟ้า ให้คุณเลือกมากมาย ที่ตรงต่อความต้องการของคุณ

ปากกาขาว
แชร์ประสบการณ์ขับรถ MG จากคนใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ได้ยินกันมา

แชร์ประสบการณ์ขับรถ MG จากคนใช้งานจริง ไม่ใช่แค่ได้ยินกันมา

ขอออกตัวก่อนว่าบทความนี้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับแบรนด์รถยนต์ MG แต่ที่หยิบยกเป็นประเด็นเพราะดันไปเจอ Insight ที่ว่าถึงแม้คนจะแซะ MG เยอะ แต่ในความแซะก็มีอีกหลายคนที่สนใจและต้องการหาคำตอบจริงๆ ว่า รถ MG ดีไหม?

เรื่องนี้เลยเข้าข่าย “สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” แม้เสียงลือเสียงเล่าอ้างในโซเชียลจะเป็นข้อมูลได้บ้าง แต่แหล่งข้อมูลที่ไม่ควรพลาดอีกช่องทางหนึ่งคือ ถามตรงๆ กับคนที่ใช้รถ MG จริงๆ 

เราเลยไปสัมภาษณ์ทั้งคนรู้จัก (พี่ฉอ) และไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว (คุณหมุย และคุณบอล) เพื่อสอบถามประสบการณ์และความรู้สึกที่ได้ขับรถแบรนด์ MG และเหมือนบังเอิญนิดๆ เมื่อทั้งแขกรับเชิญทั้งสามคนของเราขับ MG ZS โมเดลเดียวกันเป๊ะ

เหตุผลที่ไปดูรถแบรนด์ MG

จะว่าไปแล้วรถแบรนด์ MG ไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ของคนที่กำลังจะซื้อรถ แต่ MG ก็เป็นม้านอกสายตาที่หากใครได้ทดลองขับหรือเข้าไปคุยรายละเอียดกับโชว์รูมแล้ว มักได้ผลลัพธ์เป็นความลังเลหรือไม่ก็ใจเอนเอียงมาทาง MG เสมอ

“ตอนแรกตั้งใจซื้อ Jazz นะ แต่พอดีมีคนบอกว่าทำไมไม่ลองดู MG ด้วยล่ะในเมื่อราคาใกล้ๆ กัน พี่เลยลองไปดู ซึ่งจุดแรกที่ชอบมากคือรถทรงสวย ห้องโดยสารกว้าง ซึ่งตอบโจทย์มาก (เน้นเสียง) เพราะเป็นประเภทบ้าสมบัติไงเลยอยากได้รถที่จุของได้เยอะๆ และพอลองขับมันก็โอเคอยู่นะ” พี่ฉอบอกแบบนั้น 

ในขณะที่  Export Sales อย่าง “คุณหมุย” เธอเล่าว่าตั้งใจไปซื้อรถในงาน Motor Show ระหว่างเดินดูเจ้าหลักๆ อยู่ดันหันไปเห็นป้าย MG เลยแวะดูและพบว่าราคาไม่แรงมาก เป็นราคาที่จับต้องได้ ฟังก์ชันที่ติดมากับรถครบทุกอย่าง ทั้งกล้องหลัง ล้อแม็ค เบาะหนัง และอื่นๆ สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจจอง MG ที่งานนั้นเลย

ส่วน “คุณบอล” ให้เหตุผลว่าต้องการเปลี่ยนรถคันใหม่ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อเป็นรถครอบครัว ก่อนหน้านั้นเขาเซอร์เวย์ค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Honda HR-V และ Toyota CH-R ด้วยเช่นกัน ซึ่งเขายอมรับว่าดีไซน์ทั้งสองแบรนด์นั้นสวยแต่พื้นที่ใช้สอยภายในรถยังไม่ตรงกับสเปคที่คิดไว้ จึงเปิดใจกับแบรนด์ใหม่อย่าง MG ซึ่งคุณบอลและแฟนต่างถูกใจในรูปลักษณ์ของรถและราคาที่ไม่แพงจนเกินไป 

MG ZS
สภาพ MG ZS สีดำของพี่ฉอในวันรับรถจากโชว์รูม

ประสบการณ์ขับขี่ MG ZS เป็นอย่างไรบ้าง

แม้ไม่ใช่แฟนพันธ์ุแท้เรื่องรถยนต์หรือคนที่ขับรถมาอย่างช่ำชอง แต่ในฐานะคนซื้อรถเพื่อใช้งาน ทั้งสามคนแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวในประเด็นคล้ายๆ กัน

คุณหมุย พูดถึง MG ZS วัย 2 ปี 8 เดือนของเธอว่า “ตั้งแต่ซื้อมายังไม่เคยเจออาการงอแงแบบใหญ่ๆ เลย เรื่องสมรรถนะการขับขี่พี่ว่าช่วงล่างแน่นดี เข้าโค้งโอเค แต่มีอืดๆ หน่อยตอนช่วงออกตัว แต่ถ้าได้รอบแล้วรถนี่ปลิวเลย ขับต่างจังหวัดดีมาก”  

เรื่องการออกตัวอืด คุณบอลและพี่ฉอก็รู้สึกเช่นกัน แต่ทั้งสองคนไม่ได้มองเป็นปัญหา กลับรู้สึกปลอดภัยด้วยซ้ำ ว่ารถจะไม่พุ่งเร็วเกินไปจนอาจเกิดอันตรายได้ 

“ผมเคยขับ Civic มาก่อน เหยียบทีนี่พุ่งเลย แต่ MG ไม่เป็นอย่างนั้น มันจะหนืดๆ หน่อย ซึ่งทำให้เรารู้สึกปลอดภัยกว่า เพราะเราตั้งใจให้คันนี้เป็นรถครอบครัวไง ฉะนั้นเรื่องเหยียบคันเร่งแล้วรถออกตัวช้าจึงไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร” คุณบอลอธิบายเพิ่ม 

ยังมีประสบการณ์ขับขี่อีกอย่างที่ทั้งคู่เห็นตรงกัน นั่นคือเมื่อต้องขับรถที่ความเร็วมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถไม่มีอาการสั่นหรือส่ายเลยจึงขับได้อย่างมั่นคง เรื่องความสูงของรถก็ช่วยให้วิสัยทัศน์การมองที่ดี เห็นถนนหนทางได้ค่อนข้างกว้าง หรือเวลาต้องขับผ่านลูกระนาดก็ไม่ต้องกลัวว่าใต้ท้องรถจะขูดโดน

“พี่ชอบ MG อีกเรื่องคือแอป i-SMART ที่ลิงค์กับมือถือ (ในพาร์ทของ Remote Vehicle Control) มันเอาไว้เช็คสถานะของรถตอนไหนก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาเคยเผลอแบบว่าจำไม่ได้ว่าล็อครถแล้วหรือยัง แทนที่ต้องเดินกลับไปลานจอดรถ เราก็แค่เปิดแอปดู และกดคำสั่งล็อคให้เรียบร้อย แต่มีบางครั้งเหมือนกันที่แอปออกอาการเพี้ยนๆ ซึ่งเข้าใจว่าเราน่าจะไม่ได้อัปเดตเวอร์ชันมากกว่า” พี่ฉอกล่าว

คุณบอลเลือก MG ZS รุ่นท้อปเพื่อใช้เป็นรถครอบครัว

อะไรใน MG ZS ที่อยากให้ปรับปรุง

เป็นธรรมดาที่ว่าไม่มีรถคันไหนเพอร์เฟ็คเต็มร้อย MG ZS ก็เช่นกัน เราพบว่าปัญหาที่แขกรับเชิญเจอบ่อยที่สุดคือ i-SMART ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่เป็นจุดขายใหญ่ของ MG แต่กลับรวนอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะระบบสั่งงานด้วยเสียงที่มักดังขึ้นเองโดยที่ยังไม่ได้สั่งการ หรือเริ่มต้นสั่งด้วยประโยคคลาสิก “Hello MG” แล้วแต่ไร้การตอบสนอง

พี่ฉอให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงปัญหาที่เจอว่า “เรื่องระบบไฟก็เป็นบ่อยนะ เช่น เปลี่ยนคลื่นวิทยุไม่ได้ ปิดแอร์ไม่ได้ หรือเวลาเปิดไฟเลี้ยวแล้วไม่มีเสียงเตือน ซึ่งถ้าเป็นปกติมันจะมีเสียงเตาะๆ ให้รู้ว่าเรากำลังเปิดไฟเลี้ยวอยู่ ถ้าเจอกรณีพวกนี้พี่ใช้วิธีดับเครื่องและสตาร์ทใหม่ บางครั้งรอบเดียวก็รีเซ็ทได้ บางครั้งก็ต้องทำสัก 2-3 รอบถึงจะกลับมาปกติ” 

“พี่ว่าเขาควรปรับปรุงวัสดุตัวรถอีกหน่อย มันบอบบางไป ดูไม่แข็งแรงเท่าไร ให้ 6 เต็ม 10 พอ ส่วนเรื่องบริการหลังการขายอันนี้ยังไม่ประทับใจ สู้แบรนด์คู่แข่งไม่ได้ต้องปรับปรุงให้มืออาชีพกว่านี้ เวลาติดต่อก็ยาก มีข้อจำกัดเรื่องเวลาเข้าศูนย์ค่อนข้างจุกจิก” คุณหมุยเผยจุดบกพร่องที่พบเจอมา

i-smart program
หน้าตาโปรแกรม i-SMART ที่เป็นจุดขายของรถ MG ที่ผู้ใช้ตัวจริงลงความเห็นว่าควรปรับปรุงให้เสถียรกว่านี้

ถ้ามีคนมาถามว่า MG ดีไหม จะตอบหรือให้คำแนะนำเขาอย่างไร

มาถึงคำถามสุดท้ายที่เราเองก็อยากรู้ว่าคนมีประสบการณ์อย่างพวกเขาจะแนะนำคนอื่นอย่างไร คุณหมุยขอตอบคนแรกแบบเคลียร์ๆ ว่า “กับ MG ZS พี่ว่ามันเป็น SUV Car ที่โอเคนะ ได้ครบในราคาที่ไม่แรง ถ้าไม่ติดแบรนด์ MG ไม่ได้แย่เลย ที่สำคัญต้องลองไปขับและลองเปิดใจดู” 

ส่วนคุณบอลที่บอกมาตั้งแต่แรกว่าใช้ MG แล้วแฮปปี้ให้คำแนะนำกับเราว่า “ผมพูดตามความเป็นจริง รถมันขับโอเค แล้วเราก็ไม่ได้เจอปัญหาหนักหน่วงเหมือนที่เห็นในโซเซียลด้วย แม้ตอนแรกจะกังวลว่าเป็นของจีน ของไม่น่าจะดี เพราะ perception มันเป็นแบบนั้น แต่พอมาขับจริงๆ แล้วรู้สึกคุ้มค่า ส่วนคุณจะซื้อตามหรือเปล่า อันนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวนะ ต้องไปลองเอง ชอบไม่ชอบคุณตัดสินใจ” 

สุดท้ายเป็นเสียงจากพี่ฉอ “MG ดีไหม? ดี .. ถ้าไม่ยึดติดกับยี่ห้อมากนะ และเทียบกับยอดเงินที่ต้องจ่ายไปกับสเปครถที่ให้มาครบ อาจไม่ได้เทคโนโลยีจ้า แต่ก็มีให้ใช้งานในระดับที่น่าพอใจ เรียกว่าได้ครบในราคามิตรภาพล่ะกัน สรุปคือ แนะนำให้ลองใช้ดู” 

สรุปท้ายบทความ

การซื้อรถสักคันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ข้อมูลและเวลาในการพิจารณาอยู่เสมอ สำคัญคือการศึกษาอย่างรอบด้าน หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตก็ส่วนหนึ่ง โบรชัวร์จากโชว์รูมรถก็ส่วนหนึ่ง การถามไถ่ประสบการณ์ของผู้ที่ใช้ก็ส่วนหนึ่ง แต่สุดท้ายคือการไปลอง ไปดูรถด้วยตัวเอง เปิดประตูเข้าไปนั่ง เข้าไปรู้สึก และลองขับด้วยประสบการณ์ของตัวเอง คุณเท่านั้นแหละที่จะตอบได้ว่า MG ดีไหม? 

ส่วนใครที่อยากเปรียบเทียบราคา หรือค้นหา MG โมเดลที่ชอบ แวะมาเจอกันได้ที่ Kaidee Auto ได้เลย

—————————–

รู้จักกับรถยนต์แบรนด์ MG เพิ่มเติม

MG คือใคร?

แบรนด์รถยนต์ MG (ย่อมาจาก Morris Garages) ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศอังกฤษโดย William R Morris ภายใต้การดำเนินธุรกิจของ Morris Motors Limited ซึ่งต่อมามีการเปลี่ยนแปลงมือเจ้าของหลายครั้ง อาทิ British Motor Corporation, The MG Division of BMC, British Leyland Motor Corporation และ MG Rover Group กระทั่งในปี 2005 แบรนด์รถ MG ก็ถูกซื้อโดย Nanjing Automobile Group ซึ่งต่อมารวมเข้ากับ SAIC Motor Corporation ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศจีน

ในปี 2013 SAIC จับมือเครื่อเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ร่วมทุนตั้งบริษัท SAIC Motor-CP จำกัด เพื่อผลิตและจำหน่ายรถยนต์สัญชาติอังกฤษในประเทศไทยและอาเซียน โดยเริ่มจำหน่ายรถยนต์ MG6 เป็นรุ่นแรกในเดือนกรกฏาคม ปี 2014 และเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยมียอดขายในปี 2020 สูงถึง 28,316 คัน หรือเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปี 2019

ปัจจุบัน MG มีรถวางจำหน่ายกี่รุ่น?

มีทั้งหมด 9 รุ่น ได้แก่
– All New MG3 : รถยนต์ 5 ประตู เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด มี 5 รุ่นย่อย ราคา 519,000 – 629,000 บาท

– MG HS : รถอเนกประสงค์ SUV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด มี 3 รุ่นย่อย ราคา 919,000 – 1,119,000 บาท

– MG HS PHEV : รถอเนกประสงค์ SUV แบบ Plug-in Hybrid เครื่องยนต์เบนซินเทอโบขนาด 1.5 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุขนาด 16.6 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 1,359,000 บาท

– New MG ZS : รถยนต์ Compact SUV เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 15S4C DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT 8 สปีด มี 3 รุ่นย่อย ราคา 689,000 – 799,000 บาท

– MG ZS EV : รถยนต์ Compact SUV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor กำลัง 110 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 150 แรงม้า อัตราเร่งสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุขนาด 44.5 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 1,190,000 บาท

– MG EP : รถ Station Wagon ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูบแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor กำลัง 136 แรงม้า พร้อมแรงบิด 260 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ Lithium-ion ความจุ 50.3 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ราคา 988,000 บาท

– MG Extender GC : รถกระบะ 2 ประตู (Cab) เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 Cylinders DOHC 16 Valve Turbo Intercooler มี 5 รุ่นย่อย ราคา 549,000 – 729,000 บาท

– MG Extender DC : รถกระบะ 4 ประตู เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร 4 Cylinders DOHC 16 Valve Turbo Intercooler มี 4 รุ่นย่อย ราคา 759,000 – 1,029,000 บาท

– MG V80 : รถตู้ 11 ที่นั่ง เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร 136 แรงม้า เกียรอัตโนมัติ 6 สปีด Selematic มี 2 รุ่นย่อย ราคา 988,000 -1,038,000 บาท

ลูกปืนล้อแตกควรทำยังไงบ้าง? [บอกครบใน 5 นาที]

ลูกปืนล้อแตกควรทำยังไงบ้าง? [บอกครบใน 5 นาที]

คุณจะทำอย่างไร เมื่อเสียงหอนของรถคู่ใจ อาจไม่ได้เกิดจากพลังงานลึกลับ…

เปลี่ยนลูกปืนล้อ รถยนต์

‘ลูกปืนล้อ’ ถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการทำงานของรถยนต์ช่วงล่าง เพราะหากปราศจากลูกปืนล้อแล้ว รถจะไม่มีตัวกลางที่จะช่วยส่งกำลังจากเพลาสู่ล้อ และจะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ในที่สุด 

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ขับขี่รถมักจะหลงลืมให้ความสำคัญในการตรวจเช็กสภาพลูกปืนล้อตามระยะที่กำหนด ทำให้ลูกปืนล้อเริ่มเสื่อมสภาพ จนก่อให้เกิดเสียงหอนแปลก ๆ จากบริเวณช่วงล่างของรถ และจะดังขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณเหยียบคันเร่ง แต่เชื่อเถอะว่าหากลูกปืนล้อของคุณเกิด ‘แตก’ ขึ้นมา ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดเสียงที่ดังกระทบโสตประสาทของคุณตลอดทั้งการขับขี่ แต่ยังจะสร้างปัญหาในการเคลื่อนตัวของล้อ และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ในระยะยาว

‘แล้วถ้าลูกปืนล้อเกิดแตกขึ้นมาเราควรทำยังไง?’ บทความนี้มีคำตอบมาให้ ขอเวลาสั้น ๆ ของคุณเพียงแค่ 5 นาทีต่อจากนี้ 

ลูกปืนล้อแตกได้ ไม่ซับซ้อน

ลูกปืนล้อแตก เปลี่ยน

โดยปกติแล้ว ลูกปืนล้อส่วนใหญ่จะมีระยะการใช้งานไม่เกิน 100,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 2-3 ปีขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่รถของผู้ขับแต่ละคน แต่หากผู้ขับขี่ใช้รถบนสภาพท้องถนนที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อหรือมีความลาดชัน โดยไม่ลดความเร็วอยู่บ่อยครั้ง จะทำให้ลูกปืนล้อเกิดการรับน้ำหนักสะสมที่มากเกินไปจนเสื่อมสภาพ หรือแตกได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่าปกติ 

นอกจากนี้ การใช้ลูกปืนล้อที่มีขนาดไม่พอดีกับตลับ หรือลูกปืนล้อและจาระบีที่ไม่ได้คุณภาพ จะทำให้ลูกปืนล้อสึกหรอจากการเสียดสีอย่างง่ายดาย และอาจมีน้ำหรือกรวดหินดินทรายเข้าไปติดอยู่ในตลับลูกปืน ทำให้ลูกปืนล้อเสียหายจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากฝืนปล่อยไว้นานไม่ยอมซ่อม ยิ่งจะทำให้ล้อสั่นเวลาเคลื่อนที่และควบคุมไม่ได้ในที่สุด

จุดสังเกตสัญญาณ ‘อันตราย’ ที่ผู้ขับขี่พึงระวัง

แม้ลูกปืนล้อจะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเวลาขับขี่ แต่รถของเรา จะมีใครรู้ดีไปกว่าเรา ความรู้สึกและประสาทสัมผัสของผู้ขับขี่จึงเป็นมาตรวัด ตรวจสอบความผิดปกติของลูกปืนล้อได้ดีที่สุด ดังนั้นหากผู้ขับขี่รู้ ‘สัญญาณ’ ความเสื่อมของลูกปืนล้อ ก็จะช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ดีกว่าไปตายเอาดาบหน้าตอนที่ล้อพังไปแล้ว

  1. ให้ ‘เสียง’ เป็นตัวบอก
ลูกปืนล้อแตก เสียงดัง

ความธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลูกปืนล้อที่เสื่อมสภาพหรือแตกจนเกิดความเสียหายมักจะแสดงความผิดปกติออกมาผ่านเสียงหวีดแหลม คล้ายโลหะเสียดสีกัน ยิ่งเร่งความเร็วขึ้นมากเท่าไหร่ เสียงก็จะยิ่งดังขึ้นมากเท่านั้น จนผู้ขับอาจเกิดอาการหูอื้อได้เลย ทางที่ดีหลังจากที่ได้ยินเสียงแล้ว ผู้ขับขี่อาจลองตรวจสอบหาต้นตอของเสียงว่ามาจากล้อฝั่งไหนของรถ เพื่อการซ่อมแซมที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

  1. ให้ ‘ช่าง’ มาช่วยบอก
เปลี่ยนลูกปืนล้อ ถอดล้อ

ในความเป็นจริงแล้ว แค่ ‘เสียง’ เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้ผู้ขับขี่ฟันธงได้เลยว่าลูกปืนล้อกำลังเสียหาย เพราะเสียงที่เกิดขึ้นอาจเกิดยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ หรือท้องถนนที่ล้อรถเสียดสีอยู่ในทุก ๆ วัน เพราะฉะนั้น การให้ช่างหรือศูนย์บริการรถยนต์ช่วยทำการตรวจสอบก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด 

โดยปกติแล้วในการตรวจเช็กสภาพลูกปืนล้อ ช่างจะใช้แม่แรงยกรถขึ้นและทำการจับไปที่คานบริเวณใกล้ดุมล้อรถ พร้อมทั้งหมุนตัวล้อไปด้วย หากตัวคานเกิดการสั่นอย่างชัดเจนนั่นหมายความว่าลูกปืนล้อของรถกำลังเสื่อมหรือได้รับความเสียหาย 

ในขณะเดียวกัน ช่างอาจใช้วิธีเร่งความเร็วเครื่องในขณะที่รถกำลังยกตัวเพื่อให้ล้อหมุนโดยไม่มีน้ำหนักมากดทับ หากล้อตัวไหนส่งเสียงหวีดออกมาแสดงว่าลูกปืนของล้อฝั่งนั้นแตก และคุณจะต้องซ่อมมันก่อนที่จะนำรถกลับไปขับขี่

ลูกปืนล้อแตกได้ ก็ซ่อมได้

เปลี่ยนลูกปืนล้อ ประกอบล้อ

เมื่อถึงคราวที่รถของคุณต้องเปลี่ยนลูกปืนล้อ วางใจได้เลยเพราะขั้นตอนการเปลี่ยนนั้นง่ายแสนง่ายและใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่ใช้แม่แรงยกรถให้ล้อลอยขึ้นจากพื้น จากนั้นก็ทำการขันนอตที่ยืดกับตัวล้อ แล้วถอดล้อออกมา เพื่อที่จะใช้ประแจขันดุมล้อพร้อมชุดลูกปืนที่มีปัญหาออกและนำชุดลูกปืนใหม่ใส่แทนเข้าไป

พอเปลี่ยนเสร็จเรียบร้อยอย่าลืมครอบดุมล้อและขันล้อกลับไปตามเดิม หากลองหมุนล้อดูแล้วไม่เกิดเสียงผิดปกติ หรืออาการสั่นใด ๆ ที่บริเวณล้อและคานช่วงล่างก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ สามารถนำรถกลับไปขับขี่ได้ทันที 

สำหรับสถานที่เปลี่ยนลูกปืนล้อ หากรถของคุณยังอยู่ภายใต้การดูแลของประกัน คุณสามารถนำรถเข้าไปเคลมลูกปืนล้อได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณจะต้องไม่ได้ทำการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใด ๆ ของรถคุณมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้าหากรถคุณหมดช่วงประกันหรือหลุดประกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังไงอู่ซ่อมรถก็ยังเป็นเพื่อนคู่คิด มิตรแท้ของคนใช้รถใช้ถนนเสมอ แต่ต้องระวังอย่าให้เขาย้อมแมวเอาลูกปืนล้อคุณภาพต่ำมาซ่อมให้คุณเชียว แม้จะราคาถูกกว่า แต่ถ้าได้ลูกปืนล้อที่ไม่ได้คุณภาพมา ยังไงก็ไม่คุ้ม

สรุปง่าย ๆ ก่อนจากกัน

จริง ๆ แล้วปัญหาลูกปืนล้อแตกสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายหากผู้ขับขี่เข้าใจถึงสภาพการทำงานของลูกปืนล้อ หมั่นสังเกตอาการของปัญหา และทราบวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง 

ที่สำคัญลูกปืนล้อคุณภาพดีสมัยนี้มีขายทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต ตกข้างละไม่เกิน 2,000 บาทเท่านั้นขึ้นอยู่กับขนาดและเกรดของมัน หากคุณกลัวว่าจะสู้ราคาศูนย์ไม่ไหว คุณก็สามารถสั่งซื้อออนไลน์ และนำไปให้ช่างที่อู่ซ่อมรถเปลี่ยนให้ได้ ไม่จำเป็นต้องไปรอซ่อมที่ศูนย์บริการเสมอไป 

และถ้าหากไม่มีเวลานำรถไปเปลี่ยนที่ศูนย์ คุณอาจลองเปลี่ยนลูกปืนล้อได้ด้วยตัวเองตามขั้นตอนที่กล่าวไว้ข้างต้น ขอเพียงแค่มีอุปกรณ์ที่จำเป็น และพละกำลังในการยกแม่แรงและการขันนอต แต่ถ้าไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง ยังไงไปซ่อมที่อู่น่าจะปลอดภัยกว่านะ 

สุดท้ายนี้อย่าลืมว่าการดูแลรถไม่เพียงแต่จะช่วยรับประกันความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่ยังช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่น ๆ ด้วย ผู้ขับขี่จึงมีหน้าที่ต้องตรวจสอบสภาพรถยนต์ และอุปกรณ์ภายในอยู่เสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่คุณเพียงคนเดียวที่อยากขับรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

BoQ คืออะไร? ทำไมคนที่อยากสร้างบ้านถึงควรรู้?

BoQ คืออะไร? ทำไมคนที่อยากสร้างบ้านถึงควรรู้?

BoQ อยากสร้างบ้าน ควรรู้

หากเปรียบ ‘บ้าน’ เป็นวิมารของผู้อยู่อาศัย ทุกคนก็คงอยากจะให้บ้านที่ตนสร้างเป็น ‘วิมาร’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด การจะสร้างบ้านที่สมบูรณ์แบบสักหลัง นอกจากโครงสร้างและการออกแบบจะต้องตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแล้ว วัสดุ อุปกรณ์ และแรงงานที่ใช้ในการสร้างบ้านก็ถือเป็นจิ๊กซอว์ส่วนสำคัญที่จะต้องนำมาประกอบกันให้เข้าที่เข้าทาง เพื่อให้ภาพ ‘บ้านในฝัน’ ออกมาตรงตามความต้องการ 

แต่การจะเริ่มต้นสร้างบ้านสักหลังนั้น ปัญหาหลัก ๆ ที่เจ้าของบ้านส่วนใหญ่มักจะพบเจอคงหนีไม่พ้นค่าใช้จ่ายที่มักจะบานปลายเกินกว่าที่ผู้รับเหมาคาดการณ์ไว้ หรือบางรายได้วัสดุตกแต่งบ้านที่ไม่ได้คุณภาพสมราคาตกแต่งที่จ่ายไป นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนที่กำลังวางแผนสร้างบ้านต้องรู้จัก ‘BoQ’ ก่อนจะลงเสาเข็มบ้านเสียอีก  

แล้ว BoQ คืออะไร? มีความสำคัญต่อคนที่อยากสร้างบ้านขนาดไหน? Kaidee Property มีคำตอบมาให้คุณ 

รู้จัก BoQ ตัวแปรสำคัญในการสร้างบ้าน 

BoQ ตาราง Excel

BoQ (Bill of Quantities) คือบัญชีแสดงรายการวัสดุและค่าแรงก่อสร้างที่จัดทำขึ้นตามแบบแปลนของบ้านที่กำลังจะสร้าง  พูดง่าย ๆ คือเจ้า BoQ จะมีหน้าตาเป็นตาราง Excel ที่รวบรวมรายละเอียดที่จำเป็นของวัสดุก่อสร้างและตกแต่งที่จะใช้ในการสร้างบ้าน ทั้งประเภท จำนวน และราคา รวมถึงค่าแรงในการก่อสร้าง หรือประกอบวัสดุนั้น ๆ อย่างละเอียดเทียบกับ ‘ราคากลาง’ ของวัสดุก่อสร้างจากรมบัญชีกลาง หรือ Supplier เจ้าใหญ่ ๆ ในประเทศ โดยวงการอสังหาฯ จะเรียกการจัดทำ BoQ กันสั้น ๆ ว่า ‘การถอดแบบ BoQ’ นั่นเอง

เพื่อให้เห็นภาพราคาของการก่อสร้างบ้านที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใน BoQ จะมีการแบ่งเป็นหมวดหมู่ ต่าง ๆ ตามระบบการก่อสร้างและการออกแบบพื้นฐาน โดยจะมีหมวดหมู่หลัก ๆ เช่น

  • หมวดการเตรียมงาน สำหรับขั้นตอนก่อนเริ่มสร้าง เช่นการปรับหน้าดิน หรือการรื้ออาคารหลังเก่า
  • หมวดโครงสร้าง สำหรับรายละเอียดวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ‘โครงสร้าง’ ของบ้าน เช่นคอนกรีตสำหรับขึ้นโครงบ้าน ไม้แบบก่อสร้าง คอนกรีตหยาบสำหรับงานพื้น เป็นต้น
  • หมวดงานระบบ สำหรับวัสดุและค่าแรงที่ใช้ในการวางระบบพื้นฐานของบ้าน เช่นระบบไฟฟ้า ท่อประปา ระบบสุขาภิบาลที่จำเป็นสำหรับบ้าน
  • หมวดงานสถาปัตยกรรมตกแต่ง สำหรับงานตกแต่งภายนอกและภายในบ้าน เช่นการลงหลังคา ประตู หน้าต่าง รวมถึงงานทาสี เก็บรายละเอียดต่าง ๆ 

ข้อดีของการแบ่งหมวดหมู่ที่ชัดเจนเมื่อถอดแบบ BoQ คือเจ้าของบ้านจะได้เห็นว่าการที่ตนจะสร้างบ้านขึ้นมา  1 หลังนั้น เขาจะต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับวัสดุ และค่าจ้างแรงงานในแต่ละส่วนเท่าไหร่ และจะได้เห็นราคารวม ๆ ทั้งหมดในการสร้างบ้านทั้งหลังอีกด้วย ในขณะเดียวกัน เจ้าของบ้านก็จะได้รู้ว่าวัสดุที่จะใช้ในการสร้างและประกอบบ้านขึ้นมามีลักษณะ และคุณภาพแบบใด ถือได้ว่าเจ้า BoQ ช่วยรวบรวมรายละเอียดของตัวบ้านเกือบทั้งหมด ก่อนที่บ้านจะสร้างขึ้นมาจริง ๆ เสียอีก

BoQ มีไว้ สำคัญไฉน?

อย่างที่ได้บอกไปตอนต้นว่าการถอดแบบ BoQ จะทำให้เจ้าของบ้านทราบราคาการก่อสร้างทั้งในแบบที่เป็นค่าใช้จ่ายโดยรวม และลงรายละเอียดในแต่ละหมวด ซึ่งการประมาณราคาจากการถอดแบบ BoQ จะทำให้เจ้าของบ้านมีเครื่องมือในการ ‘ค้นหา’ ผู้รับเหมาก่อสร้างที่เหมาะกับโครงการ และช่วย ‘ต่อรอง’ ราคาให้ออกมาอย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด นอกจากนี้ การถอดแบบ BoQ ยังเป็นตัวช่วยในการขอสินเชื่อสร้างบ้านได้อีกด้วย

  1. ถอดแบบ BoQ เพื่อเฟ้นหาผู้รับเหมาในดวงใจ
BoQ ผู้รับเหมา คำนวนราคา

ในการค้นหาผู้รับเหมาก่อสร้างนั้น เจ้าของบ้านสามารถใช้ราคาประเมินจาก BoQ เป็นราคากลางในการเปรียบเทียบ proposal ของผู้รับเหมาแต่ละเจ้า โดยส่วนมากแล้ว เจ้าของบ้านจะเลือกผู้รับเหมาที่เสนอราคาใกล้เคียงกับราคาประเมินจาก BoQ มากที่สุด เพราะถ้าหากราคาที่เสนอมาต่ำกว่าราคาประเมินเกินไป ถึงแม้จะน่าสนใจ แต่ก็มีโอกาสสูงกว่าปกติที่ผู้รับเหมาจะทิ้งงานกลางคันได้ด้วยปัญหาเรื่องการเงิน และแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากได้ผู้รับเหมาที่เสนอราคามาสูงเกินงบหรอก จริงไหม

นอกจากจะช่วยในการกำหนดราคาผู้รับเหมาแล้ว BoQ ยังสามารถทำหน้าที่เป็นสัญญาช่วยการันตีประเภทและคุณภาพของสินค้าที่ทางผู้รับเหมาจะนำเข้ามาใช้ในการก่อสร้างและตกแต่งบ้าน เพราะถ้าเจ้าของบ้านทำสัญญาก่อสร้างที่ยึดตาม BoQ อย่างชัดเจน ผู้รับเหมาจะต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพและราคาที่ใกล้เคียง หรือตามที่กำหนดไว้ใน BoQ เท่านั้น หากจะมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุ หรือราคา ทางผู้รับเหมาจะต้องได้รับการอนุญาติจากเจ้าของบ้านก่อนซื้อวัสดุ 

ดังนั้น เพื่อให้ทั้งเจ้าของบ้าน และผู้รับเหมาร่วมงานกันอย่างสะดวกใจ ไม่มีใครเอาเปรียบใครจนเกินไป ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของบ้านจะมีการมอบแบบ BoQ ให้ผู้รับเหมาไปเติมแต่งวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการก่อสร้าง และประเมินราคาตามรูปแบบการทำงานของทีมผู้รับเหมาเองก่อน เพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับ BoQ ที่เจ้าของบ้านได้จัดทำไว้ หากเปรียบเทียบแล้ววัสดุกับราคามีความเหมาะสม ก็จะช่วยให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น 

  1. ถอดแบบ BoQ เพื่อกู้เงินสร้างบ้านในฝัน
BoQ สำหรับสินเชื่อ กู้บ้าน

แน่นอนว่าเจ้าของบ้านจะต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยในการก่อสร้างบ้านหลังหนึ่งขึ้นมา การขอสินเชื่อเพื่อการสร้างบ้านกับธนาคารจึงเป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยมในหมู่คนสร้างบ้านที่ไม่ได้มีทุนทรัพย์ตั้งต้นมากพอ 

เพื่อที่จะให้การขอสินเชื่อเป็นไปอย่างราบรื่น เจ้าของบ้านสามารถยื่น BoQ แสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ประกอบกับเอกสารอื่น ๆ ให้กับธนาคารได้ เพื่อเป็นตัวช่วยในการพิจารณาว่าสินเชื่อที่เจ้าของบ้านขอกู้สัมพันธ์กับ BoQ ที่ถอดตามแบบแปลนบ้านโดยตรงหรือไม่ ทางที่ดีแนะนำให้เป็น BoQ ที่ถอดโดยสถาปนิก หรือผู้รับเหมาโดยตรง เพื่อให้การขอสินเชื่อของคุณมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

กำลังจะเริ่มสร้างบ้านแล้ว อยากถอดแบบ BoQ ต้องทำไง?

วางใจได้เลย เพราะการถอดแบบ BoQ สำหรับการสร้างบ้านในความจริงแล้วไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าของบ้านมีแบบแปลน ‘บ้านในฝัน’ ที่ต้องการจะสร้างหรือยัง 

  1. มี ‘แปลนบ้าน’ ในใจอยู่แล้ว
BoQ ดูแปลนสร้างบ้าน

ในกรณีที่เจ้าของบ้านมีแปลนบ้านในใจอยู่แล้ว เจ้าของบ้านสามารถที่จะส่งแปลนบ้านให้บริษัทผู้รับจ้างถอดแบบ BoQ อาจเป็นบริษัทออกแบบโดยตรงหรือบริษัทขายวัสดุก่อสร้าง หรือแม้กระทั่งผู้รับเหมาก่อสร้าง ให้ทำการถอดแบบ BoQ เพื่อพิจารณารายละเอียดการก่อสร้างได้ หากเจ้าของบ้านใช้บริการบริษัทรับจ้างถอดแบบ BoQ โดยตรง โดยปกติแล้ว ราคาค่าถอดแบบจะคิดตามตารางเมตรของพื้นที่บ้านทั้งหมด หากบ้านมีขนาดไม่เกิน 150 ตร.ม. จะมีค่าบริการถอดแบบอยู่ที่ 4,000 – 6,000 บาท และจะคิดราคาเพิ่มตามตารางเมตร ในกรณีที่มีขนาดใหญ่กว่า 150 ตร.ม. ทั้งนี้ราคาจะขึ้นอยู่กับรูปแบบบ้าน และบริษัทที่ทำการถอดเองด้วย ทางที่ดี เจ้าของบ้านควรคุยกับผู้ถอดแบบให้รู้เรื่องก่อน จะเป็นการเซฟงบได้ดีที่สุด 

หากเจ้าของบ้านให้ผู้รับเหมาทำการคำนวณ BoQ มาให้จากแปลนบ้านโดยตรง โดยส่วนมากแล้วจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพราะผู้รับเหมาจะรวม BoQ มากับ proposal ราคาการก่อสร้างแล้ว  เจ้าของบ้านอาจจะต้องทำการตรวจสอบประเภทและราคาของวัสดุให้ดีหลังจากที่ได้ BoQ มาว่าสมเหตุสมผล และอยู่ในงบที่ประมาณไว้ตั้งแต่ทำแบบบ้านหรือเปล่า 

  1. อยากมีบ้าน แต่ยังไม่มีแปลน
BoQ ผู้รับเหมา แบบแปลนสร้างบ้าน

สำหรับเจ้าของบ้านที่เริ่มจากศูนย์ และยังไม่มีแปลนบ้านในใจ แน่นอนว่าจะยังไม่สามารถถอดแบบ BoQ ออกมาได้ เจ้าของบ้านจึงจะต้องเฟ้นหาแบบบ้านในฝันของตัวเองเสียก่อน เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณงบประมาณการสร้างบ้าน เจ้าของบ้านสามารถเลือกเช้าบริการสถาปนิกให้ช่วยออกแบบแปลนบ้าน พร้อมระบุความต้องการและงบประมาณของบ้านให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ออกแบบสร้างแบบแปลนออกมาสอดคล้องกับงบประมาณที่ต้องการ แต่แน่นอนว่าเจ้าของบ้านจะต้องเสียค่าออกแบบ BoQ แยกออกมาอีก

ดังนั้น เจ้าของบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะหาแบบแปลนบ้านสำเร็จรูปในการสร้างบ้าน เพราะส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับบัญชี BoQ ด้วย และมีราคาที่ไม่สูงมาก เผลอ ๆ อาจจะเท่ากับค่าจ้างถอดแบบ BoQ ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียว ได้นกถึงสองตัว เพียงแต่ว่าเจ้าของบ้านจะไม่ได้เป็นคนออกแบบบ้านในฝันของตัวเองเท่านั้น

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่แค่ ‘เสาปูน’ ที่สามารถสร้างรากฐานของบ้านให้มั่นคงได้ การถอดแบบ BoQ ยังถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของบ้าน ด้วยการประมาณค่าใช้จ่ายที่เจ้าของบ้านจะต้องเสียในแต่ละส่วนของการก่อสร้าง ให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มี และช่วยคุมไม่ให้งบประมาณการก่อสร้างบานปลาย จากการเลือกผู้รับเหมา และการสั่งซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการก่อสร้าง นอกจากนี้ BoQ ยังสามารถเป็นเอกสารที่ช่วยสร้างเครดิตให้เจ้าของบ้านในการขอสินเชื่อเพื่อสร้างบ้านได้อีกด้วย 

เที่ยวกรุงเทพฯ ยังไงให้เหมือนไปต่างประเทศ

เที่ยวกรุงเทพฯ ยังไงให้เหมือนไปต่างประเทศ

ทริปเที่ยวต่างประเทศครั้งสุดท้ายของคุณคือเมื่อไร?

จะมีใครเริ่มคิดถึงทริปชิล ๆ เดินเล่นริมแม่น้ำฮันที่โซล ขึ้นเขาชมความเขียวขจีริมทะเลที่ Yangmingshan National Park เอนจอยสตรีทฟู้ดย่านไชน่าทาวน์บนเกาะสิงคโปร์ หรือทริปเที่ยวประเทศในฝันที่ไม่ได้สัมผัสมานานเหมือนเราบ้างไหมน้า

ถ้ามี วันนี้เราอยากพาคนอาการอยากเที่ยวต่างประเทศกำเริบไปเมืองนอกได้ง่าย ๆ ในวันเดียวกับแลนด์มาร์คที่อยู่ในกรุงเทพฯ แสนใกล้ แต่ได้ฟีลเหมือนไปต่างประเทศแบบสิบเต็มไม่มีหัก ไปตามดูบรรยากาศที่เราเก็บมาฝากกันก่อนแล้วค่อยไปตามรอยกันค่ะ

รวมแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ ให้ฟีลเหมือนไปต่างประเทศเป๊ะ

Yaowarat, Bangkok VS Mongkok, Hong Kong 

เที่ยวเยาวราช ฮ่องกง
Mong Kok, Hong Kong

สัมผัสกลิ่นอายไนต์ไลฟ์ที่ไม่เคยหลับใหลในมงก๊กในเมืองไทยที่ถนนเยาวราช

Yaowarat, Bangkok

เดินเล่นยามค่ำคืนเหมือนอยู่ Mongkok บนเกาะ Hong Kong ง่าย ๆ ที่ถนนเยาวราช

คิดถึงโมเมนต์ท่องสตรีทชมแสงสียามค่ำคืนที่ไม่เคยหลับใหลในแหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่สุดคึกคักในเมืองเกาลูนอย่างย่านมงก๊ก (Mongkok) ประเทศฮ่องกงจะขาดใจ แต่ช่วงนี้ไปไม่ได้ ต้องทำไงดี

เยาวราช เที่ยวกรุงเทพเหมือนไปต่างประเทศ

ถ้าใครคิดถึง Vibe แสงสีกลางคืนบนถนนสุดคึกคักแบบนั้น อยากให้ลองแกล้ง ๆ มาเดินแถวถนนเยาวราช ถนนสัมพันธวงศ์ แหล่งสตรีทฟู้ดอมตะที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มายาวนานดูอีกสักที แล้วจะเห็นว่ามีหลาย ๆ มุมที่ให้ฟีลเหมือนมงก๊กอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นร้านรวงที่ตั้งกันแน่นขนัดตลอดทั้งเส้นและป้ายไฟร้านนีออนที่ช่วยให้ถ่ายรูปออกมาสวยมาก 

ติ่มซำ-ฮ่องกง
ขอบคุณรูปภาพจาก Laoteng 楼顶

มาถึงเยาวราช ไม่พูดเรื่องอาหารการกินคือผิด! เพราะที่นี่เลื่องชื่อลือชาด้านอาหารทุกรูปแบบตั้งแต่ข้าวแกงง่าย ๆ ยันอาหารเหลาระดับภัตตาคาร ถ้าใครอยากให้ได้ฟีลฮ่องกงมากขึ้น แนะนำให้ไปลอง อาหารจีนหลากหลายรูปแบบ อาทิ ร้าน ‘Laoteng (เหล่าเต๊ง) ’ ร้านติ่มซำสไตล์ชิค ๆ กลางวันเปิดเป็นร้านอาหารจีนโมเดิร์นที่มีทั้งอาหารจีนและไทยฟิวชันให้เลือกหลากหลาย ส่วนช่วงกลางคืนก็สามารถมานั่งชิลจิบค็อกเทลได้ 

เมนูที่แนะนำของร้านนี้คือบรรดาไลน์อาหารติ่มซำทั้งหลาย อาทิ ‘ฮะเก๋าดำ’ ฮะเก๋ากุ้งเนื้อเด้งเต็มปากเต็มคำ และ ‘ก๋วยเตี๋ยวหลอดไส้กุ้งทอด’ ที่ขอบอกว่าคนที่ไม่ได้โปรดปรานก๋วยเตี๋ยวหลอดอะไรอย่างเราตกหลุมรักมาก ๆ ความลงตัวของแป้งเส้นใหญ่ที่ไม่หนาเกินไปกับกุ้งทอดที่ปรุงรสมาพอดี ไม่จัดเกินไป คือความลงตัวชนิดที่ไม่รู้จะติตรงไหนเลย

Saranrom Palace, Bangkok VS Riga, Latvia 

Riga Latvia
Riga, Latvia

เช็กอินเมืองริกา ลัตเวียได้ที่พระราชวังสราญรมย์ ถนนสนามไชย

Saranrom Palace, Bangkok

เยี่ยมชมวิวเมืองริกา ลัตเวียผ่านพระราชวังสราญรมย์ ถนนสนามไชย 

ทริปยุโรปที่ฝันไว้ไม่ได้ไปนานเท่าไรแล้ว มานั่งย้อนรำลึกความสวยงามของยุโรปด้วยกันหน่อยดีกว่า หนึ่งในเมืองฝั่งทวีปยุโรปที่อาจจะยังมีคนรู้จักไม่มากอย่างริกา (Riga) เมืองหลวงประเทศลัตเวีย (Latvia) หลังสหภาพโซเวียตล่มสลาย ตั้งอยู่บริเวณริมทะเลบอลติก 

ความสวยงามของเมืองริกาอยู่ที่อาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่สไตล์อาร์ตนูโวและสีสันของตึกรามบ้านช่องที่ค่อนข้างคลุมโทนไปในทางอุ่น ๆ เน้นสีส้ม น้ำตาล ครีม ขาว เป็นหลัก ผสมผสานกับบรรยากาศทะเลบอลติก จนถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดของยุโรปเลยทีเดียว

ใครเห็นแล้วต่อมอยากไปยุโรปพลุ่งพล่าน ลองแวะไปเดินเล่นแถว ๆ ‘พระราชวังสราญรมย์’ ถนนสนามไชยดูกันไหม พระราชวังสราญรมย์สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2407 สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)  เมื่อก่อนเคยเป็นที่ทำการของกระทรวงต่างประเทศและที่พำนักของพระราชอาคันตุกะ และสถานที่จัดงานเลี้ยง เช่น งานเลี้ยงของกระทรวงต่างประเทศ

สถาปัตยกรรมพระราชวังแห่งนี้จะเป็นสไตล์โคโลเนียล ออกแบบโดย เฮนรี อาลาบาศเตอร์ ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในย่านยุโรปไม่เบา สามารถแวะไปแชะภาพเก็บเป็นคอลเลคชันไว้แก้คิดถึงก่อนไปเที่ยวจริงได้

East Asiatic Company Building, Bangkok VS Paris, France

Paris,France
East Asiatic Building, Bangkok

สวมบทปาริเซียงและปาริเซียน ณ กรุงปารีสเมืองไทยที่บริษัท East Asiatic Company

พอเริ่มคิดถึงยุโรปแล้ว มันหยุดไม่ได้จริง ๆ ยุโรปเป็นทวีปที่มีเมืองสวย ๆ สถาปัตยกรรมชวนฝันละลานตาไปหมด พูดมาถึงจุดนี้ ใครนึกภาพตึกรามบ้านช่องในเมืองโรแมนติกชวนฝันอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างปารีส  ประเทศฝรั่งเศส เมืองหลวงบนแม่น้ำแซนขึ้นมาทันที อยากให้รู้ไว้ว่าเราคือเพื่อนกัน

สำหรับเรา ปารีสเป็นอีกจุดหมายปลายทางที่เราอยากไปเยือนมาก ๆ  แต่ถึงจะไปไม่ได้เดี๋ยวนี้วันนี้ แต่ไม่เป็นไร เพราะเราไปเจอโลเคชันหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่มองเพลิน ๆ เดิน ๆ ไปก็ดูเหมือนอยู่ในยุโรปพอตัวเลย นั่นก็คือบริเวณตึก East Asiatic Company ถนนเจริญกรุง 40 ย่านบางรัก ตรงข้ามกับโรงแรมแมนดาริน 

บริษัทอีสต์ เอเชียติก (East Asiatic Company) เป็นอาคารอนุรักษ์ของบริษัทค้าไม้สัญชาติเดนมาร์ก ใช้เป็นโกดังเก็บสินค้าของบริษัทในสมัยนั้น

ตัวอาคารสร้างโดย อันนิบาเล ริก็อตติ (Annibale Rigotti) สถาปนิกชาวอิตาเลียน สถาปัตยกรรมจัดอยู่ในประเภทฟื้นฟูเรอแนซองส์ (Renassiance) ที่ยังมีจุดสำคัญของสถาปัตยกรรมสไตล์นี้ นั่นก็คือซุ้มประตูและหน้าต่างโค้ง

ปัจจุบันเป็นอาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และบริษัทเจริญกรุงสตูดิโอเข้ามาถือครองสิทธิ์เช่าสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์และละครต่าง ๆ 

Phahurat Road, Bangkok  VS Johari Bazaar street, Jaipur

ชัยปุระ อินเดีย
Johari Bazaar, Jaipur
Phahurat, Bangkok

สัมผัสสีสันแห่งศิลปะของชาวอินเดียให้เหมือนไปเยือนตลาดโจฮารี บาซาร์ที่พาหุรัด 

อินเดียเป็นประเทศที่ช่างภาพสายสตรีทต้องปลาบปลื้ม เสน่ห์อย่างหนึ่งของประเทศนี้อยู่ที่สีสันสดใสที่พบได้ตามท้องถนน ไม่ว่าจะจากสถาปัตยกรรม ข้าวของรายทาง หรือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวอินเดียเอง นอกจากสีสันสดใสเพลินตาแล้ว อินเดียก็ยังขึ้นชื่อเรื่องสตรีทฟู้ดที่มีความหลากหลายด้วย

พาหุรัด-กรุงเทพ-อินเดีย

ใครคิดถึงบรรยากาศแห่งสีสัน ผ้าไหมอินเดียปักหลากสี เครื่องเงินประดับ เครื่องรางของขลังที่เบือนกล้องไปทางไหนก็ได้ภาพสวย ๆ ของเมืองภารตะ แนะนำให้มาเยี่ยมเยียน Little India เมืองไทยอย่างย่านพาหุรัด เขตพระนคร ชุมชนชาวอินเดียที่มีกลิ่นอายความเป็นอินเดียเข้มข้นตั้งแต่ผู้คน สินค้า และอาหารการกินดูสักครั้ง

มาที่นี่ คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศตลาดที่ขายผ้า ชุดส่าหรี รองเท้าอินเดีย ไปจนถึงเครื่องรางวัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้าในความเชื่อของชาวอินเดีย ที่มองเผิน ๆ แล้วเหมือนได้ไปเยือนตลาดโจฮารี บาซาร์(Johari Bazaar) เมืองชัยปุระ ประเทศอินเดีย 

ลิ้มลองสตรีทฟู้ดที่ถ้าไปเยือนอินเดียต้องได้เห็นอย่างซาโมซ่า (Samosa) และทิกกี (Tikki)  ซาโมซ่า จะคล้าย ๆ กะหรี่ปั๊บบ้านเรา ข้างในจะเป็นไส้มั่นฝรั่งและหัวมันบดผสมเครื่องเทศให้มีรสชาติเผ็ดนิด ๆ ซึ่งร้านนี้จะใช้ไส้มันฝรั่งนี้มาทอดแบบนิ่ม ๆ เป็นทิกกี

ความแตกต่างระหว่างทั้งคู่เลยอยู่ที่เท็กเจอร์ ถ้าชอบแบบกรุบกรอบเคี้ยวเพลินก็จะเป็นซาโมซ่า แต่ถ้าอยากลิ้มรสมันฝรั่งนุ่มนิ่มแบบเต็มคำก็เป็นทิกกี 

เรียกว่านั่งรถเมล์สาย 8 เพลิน ๆ มาลงพาหุรัดแปบเดียวก็เหมือนได้ไปเที่ยวชัยปุระ ประเทศอินเดียแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ไหนว่าง ๆ เชิญไปได้เลยค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวัง พกกล้องไปสักตัว อยู่ยาว ๆ ได้ไม่มีเบื่อ

Bangkok Green Bridge, Bangkok VS Tokyo, Japan

Tokyo, Japan
Bangkok Green Bridge, Bangkok

จ็อกกิ้งท่ามกลางแสงยามเย็นในบรรยากาศเหมือนอยู่โตเกียว

ญี่ปุ่นคือจุดหมายปลายทางทริปในฝันยอดฮิตของใครหลายคน บางคนหลงใหลธรรมชาติหลากหลายรูปแบบที่พบเจอได้ในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นสวนซากุระสีชมพูสะพรั่ง ใบไม้ร่วงสีส้มแดง ไปจนถึงหิมะขาวโพลนที่ฮอกไกโด ในขณะที่บางคนเป็นทีมเที่ยวเมือง ชื่นชอบบรรยากาศเมืองที่ดูคลีน ๆ สะอาดตา เป็นระเบียบเรียบร้อย สีสันคลุมโทน สบายตาอย่างในย่านต่าง ๆ แถบกรุงโตเกียว 

วันนี้เราขอนำเสนอสถานที่หนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่ให้ฟีลเหมือนเดินเล่นรับลมสุดชิลอยู่ในโตเกียวอย่าง ‘Bangkok Green Bridge’ หรือที่คนอาจจะเรียกกันว่าสะพานเขียว ทางเชื่อมลอยฟ้าระหว่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติที่สามารถมาเดินเล่น จ็อกกิง ขี่จักรยานรับลมชิล ๆ กันเพลิน ๆ 

จุดเหมือนที่ทำให้ที่นี่ดูคล้าย ๆ กับกรุงโตเกียวอยู่ตรงการทำทางเดินสะพานให้เป็นสีเขียว ผสมผสานกับบรรยากาศตึกสูงระฟ้าที่ห้อมล้อม ที่ทำให้ดูอินเตอร์เหมือนอยู่ต่างประเทศ ยิ่งถ้ามาช่วงเย็น ๆ ใกล้พระอาทิตย์ตก ยิ่งชิล แถมแดดไม่ร้อน ถ่ายรูปสนุก ดูแสงเย็นกันแบบเพลินตาเพลินใจไปเลย

Asiatique The Riverfront, Bangkok VS Everland Theme Park, Seoul

Everland Theme Park,Seoul
Asiatique The Riverfront, Bangkok

โหยหาบรรยากาศม้าหมุน ชิงช้าสวรรรค์ บ้านผีสิง และเรือไวกิ้งเหมือนอยู่ในสวนสนุก Everland กรุงโซล เกาหลีใต้อยู่หรือเปล่า  ถ้าอยากหาสถานที่ถ่ายรูปในบรรยากาศประหนึ่งอยู่สวนสนุกต่างประเทศแบบไม่ต้องไปทั้งสวนสนุกทั้งต่างประเทศ ต้อง  ‘ASIATIQUE The Riverfront’ 

ช้อปปิ้งมอลล์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เปลี่ยนจากโกดังเก่าเป็นแหล่งช้อปปิ้ง กิน เที่ยว เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ความเหมือนของที่นี่กับสวนสนุก Everland ในสายตาของเราคือการผสมผสานระหว่างชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่อย่าง ‘Asiatique Sky’  บ้านผีสิง ‘Mystery Mansion’ ‘เรือสิริมรรณพ’ ร้านอาหารหรูบนเรือใบสามเสาขนาดใหญ่ที่มาแกล้ง ๆ ถ่ายให้เหมือนฟีลเรือไวกิ้งในสวนสนุกได้  

และไฮไลต์เด็ดที่ทำให้รู้สึกว่าได้ฟีลสวนสนุก Everland ที่สุดก็คือเจ้าม้าหมุนสุดอลังการที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถ่ายช่วงกลางวันหรือกลางคืนก็จะสวยแตกต่างกันไปคนละแบบ ถ้าใครอยากถ่ายแสงกลางวันแนะนำให้มาช่วงประมาณสี่โมง แดดกำลังดี ไม่ร้อนจ้าจนเกินไป แถมยังเดินเล่น กินข้าว ช้อปปิ้งรอช่วงกลางคืนได้ด้วย เรียกว่าไปทีเดียวคุ้ม

สรุปท้ายบทความ

ใครอยากเที่ยวต่างประเทศแทบขาดใจ แต่สถานการณ์และเวลาไม่เอื้ออำนวย เรามีทางแก้กับ 6 แลนด์มาร์คในกรุงเทพฯ ที่ให้บรรยากาศเหมือนเดินเที่ยวเพลิน ๆ อยู่ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง อินเดีย ยุโรป เกาหลี และญี่ปุ่น ตามย่านต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ 

แต่ละสถานที่ที่เราเลือกไป ให้ฟีลคล้ายกับอยู่ต่างประเทศมาก ๆ ไม่เพียงแค่สถานที่นั้น ๆ ที่น่าสนใจ แต่เป็นละแวกนั้นโดยรวมด้วย เพราะแต่ละย่านมีเสน่ห์เฉพาะตัว เช่น ย่านพาหุรัดที่ให้ความรู้สึกเหมือนไปเดินตามท้องถนนในอินเดีย หรือย่านบางรักที่มีสถาปัตยกรรมยุโรปหลากหลายแบบ ไม่ใช่แค่ตึกร้าง แต่ยังมีโบสถ์มากมายที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ต่างกันไป 

ใครที่แวะเวียนไปเที่ยวย่านไหนแล้วเกิดหลงเสน่ห์ย่านนั้น ๆ อยากลงหลักปักฐานเป็นเรื่องเป็นราว ก็สามารถแวะเข้าไปดูบ้าน คอนโดและที่พักอาศัยรูปแบบอื่น ๆ ในย่านนั้น ๆ ได้ที่ Kaidee property เลย