Feb 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สวัสดีทุกคน เราชื่อ “โบนัส” จริงๆ เราไม่มั่นใจเลยที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะไม่รู้ว่าจะเขียนให้เพื่อน ๆ เข้าใจได้หรือเปล่า แต่เราอยากแชร์เลยลองเขียนดู หวังว่าเรื่องนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่กำลังเผชิญหน้าหรือคิดว่าตัวเองกำลังจะเป็นโรคนี้อยู่บ้างนะ 🙂
“จุดเริ่มต้น”
ตั้งแต่เด็กจนโต เราอยู่กับความคาดหวังสูงเสียดฟ้ามาตลอด แล้วยิ่งกับการเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าต้องแบกรับความคาดหวังและทำให้มันสำเร็จให้ได้ แต่.. ไม่ว่าเราจะผ่านด่านความคาดหวังกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เรามักจะได้ยินประโยคที่ว่า “ทำได้แค่นี้เหรอ” ทุกครั้ง ซึ่งรู้ตัวอีกที เราก็กลายเป็นคนที่ตั้งคำถามกับทุกอย่างในชีวิตของตัวเองไปซะแล้ว
ตอนแรกเรามีความมั่นใจมากว่าเรามีความสามารถ ทำได้ดีแล้ว (เท่าที่คนๆหนึ่งทำได้) แต่พอเจออะไรอะไรพวกนั้นบ่อย ๆ ความคิดของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะโชคช่วย จริง ๆ แล้ว เราไม่เก่งอะไรเลย
เราว่าชีวิตเราโชคดี และมักจะเข้าไปอยู่ในจังหวะที่ดีอยู่เสมอ ทำให้หลาย ๆ อย่างในชีวิตของเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างที่หวัง ไม่ว่าจะเป็นการที่เรายื่นคะแนนรับตรงเข้าคณะที่ตั้งใจได้ หรือแม้แต่การได้งานที่เราอยากทำ ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือเราไม่รู้สึกดีใจกับสิ่งที่ได้มาเลย เพราะเรารู้สึกว่าเราได้จากความโชคดีมากกว่า ความรู้สึกต่อมาคือเราคิดเสมอว่าเราไม่เก่ง ไม่มีอะไรดี ไม่สมควรได้รับโอกาสเหล่านี้ด้วยซ้ำ .. . มันเป็นแค่เรื่องผ่านมาผ่านไปแค่นั้น และนั่นคือความเจ็บปวดอยู่กับเรามาตลอด ถ้าเป็นวงกลม 2 วง ก็เรียกได้ว่ามันทับซ้อนกันจนจะแนบสนิทเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว
Pic : Lily Kong
“Dead Inside”
การเป็นนักเขียนของเราแน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่เคยยินดีกับงานเขียนของเราเลยสักครั้ง หนำซ้ำยังรู้สึกว่ามีคนเก่งรอบตัวเยอะไปหมดจนรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กกว่าพวกเขามาก รู้สึกว่างานเขียนของทุกคนดีกว่าเราหมด เราอยู่อันดับท้าย ๆ ของทีม อีกทั้งยังกลัวการเปิดเผยว่าชิ้นงานนี้เป็นของตัวเอง แม้ผลของมันจะออกมาน่าพอใจก็ตาม ช่วงทำงานก็เหมือนกัน เมื่อเราเริ่มเขียนงานสักชิ้น เราจะเริ่มรู้สึกว่างานเขียนของเราห่วยแตก ไร้ประโยชน์ จากนั้นก็เริ่มโทษตัวเองหนักขึ้น รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคำชม ความพอใจต่าง ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่คาดหวัง มันไม่ได้ดั่งใจไปหมดเลย จากความคิดทั้งหมดที่บอกไปในตอนแรก ทำให้เราทำงานลำบากมากขึ้น เราเริ่มไม่อยากไปทำงาน กลัวการคุยกับเพื่อนร่วมงาน ไม่กล้าเสนอไอเดีย ความคิดเริ่มเป็นไปในเชิงลบ ไม่อยากไปเจอเพื่อน และเก็บตัวมากขึ้น ซึ่งสิ่งรุนแรงที่สุดคือเราไม่อยากเขียนอะไรอีกเลย สุดท้ายเราเลยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “หรือเราไม่ควรเอาสิ่งที่รักมาเป็นอาชีพกันแน่?” ก่อนชีวิตจะพังไปมากกว่านี้ เราเลยเริ่มหาคำตอบว่าเรากำลังเป็นอะไรกันแน่ จนได้รู้จักกับ Imposter Syndrome
Imposter Syndrome
Imposter Syndrome คือ อาการที่บุคคลมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถหรือแม้แต่ความสำเร็จของตัวเอง โดยจะคิดเสมอว่าตัวเองไม่เก่งพอ ด้อยคุณภาพ ไม่คู่ควรกับสิ่งที่ได้มา รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ได้มาเพราะโชคช่วย
อาการดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักจิตวิทยา ในปี ค.ศ. 1978 แล้ว ซึ่งอาการ Impostor Syndrome ยังไม่ได้การรับรองให้เป็นโรคทางจิตเวชอย่างเป็นทางการ แต่นับว่าอาการดังกล่าวส่งผลต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็น Imposter Syndrome ?
ก่อนอื่นต้องบอกว่าใคร ๆ ก็เป็น Imposter Syndrome ได้ แต่อาการดังกล่าวก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเกิดกับกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จระดับสูง เด็กจบใหม่ เด็กที่พ่อแม่ปกป้องช่วยเหลือมากเกินไป นักวิชาการ คนที่ถูกพูดว่าตัวเองไม่เก่งจนคิดแบบนั้นจริง ๆ ไปจนไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลกเสียส่วนใหญ่ ถ้ากำลังสงสัยว่าเรากำลังเป็นอยู่หรือเปล่า ลองสังเกตตัวเองผ่าน Checklist ต่อไปนี้ดู
ฉันทำได้เพราะมีคนช่วยต่างหาก ฉันทำได้เพราะมี Connection มากมาย ฉันไม่ได้มีอะไรพิเศษ หรือเก่งอะไรหรอก คนอื่นก็ทำได้เหมือนกันนั่นแหละ ฉันไม่ควรได้รับสิ่งดี ๆ คำชม หรืออะไรทั้งนั้น ทุกคนแค่ทำตัวดีกับฉันไปอย่างนั้นแหละ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฉันไม่อยากขอความช่วยเหลือใคร ต้องการรับผิดชอบเพียงคนเดียว ทุกอย่างได้มาเพราะโชคช่วย และความบังเอิญ ฉันตั้งความคาดหวัง และตั้งเป้าหมายกับทุกอย่างสูงเกินความเป็นจริง ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่สำเร็จหรือเกิดขึ้น เพราะรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ
ถ้าเช็คแล้วรู้สึกว่าตัวเองเข้าข่าย เราว่าถึงเวลาแล้วล่ะต้องจัดการความรู้สึก เริ่มพยุงใจตัวเองได้แล้วนะ 🤍
ทางออก ?
การเดินออกจากความรู้สึกพวกนี้ แน่นอน..มันไม่ง่าย แต่จะให้อยู่เฉย ๆ ก็ไม่ได้เหมือนกัน และนี่คือวิธีเอาตัวรอดจาก Imposter Syndrome อย่างง่าย ๆ ของเราเอง
ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น
ข้อนี้ทำยากสุด เพราะความคิดมันจะตีกันตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ยอมรับให้ได้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สาเหตุมาจากไหน ก็ไปต่อไม่ได้ เราก็เลยต้อง “พยายาม” (ใช้คำว่าพยายามเลยนะ) ที่จะยอมรับให้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
ร้องไห้ ร้องไห้ แล้วก็ร้องไห้
ยอมรับได้แล้ว ต้องหาทางระบายออก ซึ่งเราก็เป็นพวก EMO จ๋า ๆ อยู่แล้วด้วย รออะไรล่ะ ร้องไห้สิ ร้องอยู่นั่น ร้องให้ตายไปข้าง ร้องจนตาปูดตาบวมมาทำงาน แต่เฮ้ย ! มันช่วยได้จริง เพราะเราว่าการระบายสิ่งที่อึดอัดใจออกมา สามารถช่วยให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายจากความเครียด วิตกกังวล หรือความรู้สึกแย่ ๆ ในใจได้ จะแสดงทางการกระทำหรือคำพูดก็ได้ทั้งนั้นแหละ สไตล์ใครสไตล์มัน
เขียนทุกอย่างที่กำลังรู้สึก หรืออะไรก็ได้ที่ดีกับตัวเอง
แน่นอนว่าเราชอบเขียน แต่ไม่ใช่ให้เขียนงานหรือทำงานต่อนะ แต่ให้เขียนสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองลงไป เพื่อให้เราได้สำรวจตัวเองว่าเรากำลังเป็นอะไร รู้สึกอะไรอยู่ อยากให้ทุกอย่างเป็นไปในทิศทางไหน หรือจะไม่เขียนแต่เป็นวาดรูปก็ไม่ติด ส่วนใครจะเป็นเวย์อื่น เช่น ไปเที่ยว อ่านหนังสือ ก็ได้เหมือนกัน
ใจดักับตัวเองให้มาก ปรับความคิดตัวเองบ้างก็ดี
ข้อนี้ก็ยากสำหรับเราอีกนั่นแหละ แต่ทำไงได้ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีทางดีขึ้น (สำหรับเรา) เพราะฉะนั้นถ้าใจดีกับคนรอบข้าง ก็อย่าลืมหันมาใจดีกับตัวเองบ้าง อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ชีวิตมีอะไรให้ยิ้มกับมันอีกตั้งเยอะ (ถึงตรงนี้ก็เหมือนพิมพ์บอกตัวเองไปในตัว)
พยายามปรับความคิดที่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะมีคนช่วย ความบังเอิญ ฯลฯ ให้เป็นมันคือความพยายาม และความสามารถของเราที่ตั้งใจทำ ไม่ว่าจะยังไงทุกอย่างนั้นออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้แล้ว ไม่ต้องไปเสียใจหรืออยากแก้ไขอะไรแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่จะให้เปลี่ยนปุปปัป แต่เราจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากวิธีการคิดเล็ก ๆ แล้วก็ชมตัวเองในใจเยอะ ๆ เช่น วันนี้มีคนเข้าอ่านงานเราเยอะขึ้น แสดงว่าเราเขียนได้ดีขึ้น ทำต่อไปดีกว่า อะไรแบบนี้
จิตแพทย์ช่วยได้
ไม่สบายก็ต้องหาหมอ อยากให้มองว่ามันเป็นเรื่องปกตินะอะไรแบบนี้ ซึ่งส่วนตัวเรารักษาโรคซึมเศร้าอยู่แล้วเลยมีโอกาสได้คุยกับคุณหมอบ่อย ๆ คุณหมอก็แนะนำทางออกในแบบที่เราเป็น ผสานกับการรักษาไปในตัว ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังคิดว่าตัวเองเข้าข่ายหรือกำลังจะไม่ไหว เราอยากให้ไปปรึกษาคุณหมอ หรือนักจิตวิทยานะ เพราะบางทีปัญหาที่เราพยายามแก้มานาน อาจแก้ง่ายกว่าที่คิดก็ได้ จิตใจเราเราต้องดูแลให้ดี
“เราทำดีที่สุดแล้ว เราพยายามเต็มที่แล้ว เราบอกตัวเองแบบนี้บ่อยขึ้น”
ถึงตรงนี้เราก็ยังกังวลอยู่ดีว่าสิ่งที่เขียนจะดีไหม แต่เอาเถอะอย่างน้อยก็ได้แชร์เรื่องจริงที่เจอมาตลอดให้ฟังในมุมของนักเขียนคนนึง
สุดท้ายนี้ขอให้เพื่อน ๆ มีจิตใจที่เข้มแข็ง ก้าวผ่านเรื่องแย่ ๆ ได้อย่างงดงาม ที่สำคัญอย่าลืมใจดีกับตัวเองเยอะ ๆ ล่ะ เราขอโอบกอดทุกคนผ่านบทความนี้นะ
❤️
Feb 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
กว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือนให้เราใช้สอยกันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะโครงการอสังหาริมทรัพย์ บ้านน็อคดาวน์ หรือบ้านสร้างเอง เกือบทั้งหมดต้องผ่านมือบุคลากรถึง 4 อาชีพหลัก ได้แก่ “สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา”
เรียกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในฝันให้ก่อร่างสร้างตัวจนเข้าใช้งานได้จริงๆ โดยบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่รับผิดชอบอะไร และหากเราคิดจ้างมาสร้างบ้านส่วนตัว ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ไปรู้จักกันได้เลย
สถาปนิก (Architect)
เป็นผู้แปลงความคิดความฝันของเราให้กลายเป็นภาพที่ชัดขึ้น โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของเจ้าของบ้าน ทั้งความต้องการ ไลฟ์สไตล์ หรือความชื่นชอบส่วนตัว เพื่อกำหนดเป็นฟังก์ชันใช้สอยของบ้าน (Function) พิจารณาพร้อมกับบริบท (Context) ประกอบด้วยทำเลโฉนดที่ดิน ลักษณะภูมิศาสตร์ของเพื่อนบ้านใกล้เคียง ไปจนถึงทิศทางของแสงและลม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของ “บ้านอยู่สบาย” และสุดท้ายคืองบประมาณของเรา (Budgets) เพื่อกำหนดสเปคต่างๆ ของบ้านอย่างเหมาะสม
ทั้งหมดถูกคิดเป็นคอนเซ็ปต์และออกแบบจน “บ้าน” ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง สถาปนิกจะวางผังพื้นที่ใช้สอยกำหนดโซนนิ่งและระยะทางสัญจรที่เหมาะสม ใส่รายละเอียดเรื่องช่องเปิด ประตูหน้าต่าง สุขภัณฑ์ ระบุวัสดุที่จะใช้ในการก่อสร้าง ตำแหน่งงานระบบต่างๆ เช่น งานไฟฟ้า งานประปา เป็นต้น ไปจนถึงสร้างภาพ Perspective เพื่อให้เจ้าของบ้านพิจารณาอนุมัติ ซึ่งในระหว่างนี้อาจมีการปรับแก้ดีไซน์และฟังก์ชันจนพอใจทั้งสองฝ่าย (ส่วนใหญ่สถาปนิกจะกำหนดจำนวนครั้งที่เจ้าของบ้านสามารถแก้ไขราว 2-3 ครั้ง) เมื่อได้ข้อสรุปแบบทั้งหมด สถาปนิกจะเป็นผู้เขียนแบบก่อสร้าง (Construction Drawing) เพื่อใช้เป็นแบบอ้างอิงในการก่อสร้างต่อไป
เตรียมตัวเมื่อต้องคุยกับสถาปนิก
การตัดสินใจว่าจ้างสถาปนิกให้เป็นผู้ออกแบบบ้านนั้น นอกจากเตรียมไอเดียสำหรับบ้านในฝัน ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และเงินในกระเป๋าไปคุยกับสถาปนิกแล้ว อีกสิ่งที่เจ้าของบ้านควรรู้คือค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างออกแบบอาคารที่ต้องจ่ายนอกเหนือจากค่าก่อสร้างและตกแต่งภายใน เรียกว่า “ค่าวิชาชีพสถาปนิก” ซึ่งประกอบด้วยค่าบริการออกแบบ ค่าเขียนแบบ ค่าคำนวนแบบโครงสร้าง ค่าวิศวกร ตลอดถึงค่าเซ็นต์แบบก่อสร้างที่ต้องเซ็นต์ร่วมกันระหว่างสถาปนิกและวิศวกร
ค่าวิชาชีพสถาปนิกคิดจาก “เปอร์เซ็นต์ของราคาค่าก่อสร้างที่ประเมินขึ้นมา” ซึ่งเราสามารถเช็คเรทเบื้องต้นได้จากคู่มือสถาปนิก พ.ศ.2547 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ อย่างไรก็ตาม ค่าบริการอาจมีความแตกต่างกันไปตามขอบเขตงาน ข้อตกลง และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งเจ้าของบ้านควรพูดคุยกับสถาปนิกให้ชัดเจนเพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดในอนาคต
เปอร์เซ็นต์การคิดค่าออกแบบอาคารแต่ละประเภทของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์
วิศวกร (Engineer)
ถ้าสถาปนิกคือคนที่ทำให้บ้านน่าอยู่ วิศวกรก็คือคนที่ทำให้บ้านอยู่ได้อย่างปลอดภัย โดยทำหน้าที่ออกแบบโครงสร้างให้แข็งแรงและเป็นไปตามโจทย์ดีไซน์ของสถาปนิกให้ได้มากที่สุด ตลอดจนคำนวนแบบงานระบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กของบ้าน 2 ชั้น ต้องใช้เหล็กจำนวนเท่าไร หรือหากต้องการสร้างคานบ้านยาวมากกว่า 6 เมตร ควรใช้วัสดุใดเข้ามาเสริมแรงเพื่อให้คานมั่นคงไม่ถล่มลงมาระหว่างใช้งาน หรือบนโครงหลังคาขนาดนี้ควรมีน้ำหนักอยู่ที่เท่าไร หรือห้องนอนขนาด 3X4 เมตร ควรใช้ไฟแบบไหนและจำนวนกี่ดวง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้าง ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นหน้างานให้สำเร็จลุล่วงตามแบบแปลนด้วย
คุยกับวิศวกรตอนไหน
โดยทั่วไปเมื่อเราว่าจ้างบริษัทสถาปนิกออกแบบแล้ว มักได้วิศวกรสาขาต่างๆ เช่น วิศวกรโยธา วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรประปา เข้ามาทำงานด้วยตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบเลย โดยทั้งหมดจะประสานงานผ่านสถาปนิกมาถึงเจ้าของบ้านอีกที ซึ่งตรงนี้มีข้อดีว่างานสามารถสรุปได้เร็วกว่าการแยกจ้างสถาปนิกเจ้าหนึ่ง วิศวกรเจ้าหนึ่ง
ส่วนการพูดคุยระหว่างเจ้าของบ้านกับวิศวกรจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการว่าจ้างให้วิศวกรช่วยคุมงานก่อสร้างเพื่อเป็นหูเป็นตาในการตรวจตราการทำงานของผู้รับเหมา รายงานความคืบหน้างานก่อสร้าง ตลอดจนช่วยแก้ปัญหาหน้างานโดยประสานงานทั้งสถาปนิกและผู้รับเหมาในคราวเดียวเพื่อให้งานก่อสร้างเดินหน้าต่อไป
งานโครงสร้างและงานระบบมีความสำคัญต่อการสร้างบ้านทุกหลัง หากออกแบบและคำนวนวัสดุอย่างเหมาะสมจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายและป้องกันปัญหาจุกจิกของตัวบ้านในอนาคตได้
มัณฑนากร (Interior Designer)
มัณฑนากรหรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า “อินทีเรียดีไซเนอร์” คือผู้เนรมิตห้องสี่เหลี่ยมธรรมดาให้มีเรื่องราวและรายละเอียดที่สวยงามลงตัว สะท้อนบุคลิกผู้เป็นเจ้าของ ควบคู่ไปกับประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะเจาะกับรูปแบบชีวิต ครอบคลุมตั้งแต่งานพื้น ผนัง เพดาน เฟอร์นิเจอร์ และของประดับ จนถึงดีเทลยิบย่อยอย่างเฉดสี ลวดลาย เนื้อสัมผัสวัสดุ เป็นต้น
ขั้นตอนการทำงานตกแต่งภายในคล้ายกับงานออกแบบของสถาปนิก กล่าวคือ 1.) รับทราบความต้องการของเจ้าของบ้านและพิจารณาบริบทของสิ่งแวดล้อม 2.) วิเคราะห์ข้อมูลสร้างเป็นคอนเซ็ปต์การออกแบบก่อนลงมือสเก็ตช์แบบร่างเพื่อให้เราเห็นภาพ 3.) พัฒนาแบบร่างจนเป็นที่พึงพอใจพร้อมส่งมอบสเปควัสดุและรายละเอียดการติดตั้งให้ผู้รับเหมา โดยภายหลังส่งงานต่อให้ช่างตกแต่งภายในแล้ว มัณฑนากรส่วนใหญ่จะยังคงช่วยดูแลความเรียบร้อยหรือให้คำปรึกษาระหว่างการติดตั้งด้วย
ถึงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์
ช่วงเวลาคุยกับอินทีเรียดีไซเนอร์ที่ดีที่สุดคือคุยพร้อมกับสถาปนิกเพราะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องและสามารถส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและหน้าตาของบ้านได้ ยกตัวอย่างว่ามัณฑนากรต้องการวางหัวเตียงทางทิศตะวันออก แต่ปรากฏว่าผนังทิศนั้นสถาปนิกออกแบบเป็นประตู เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกลับไปแก้งาน หรือคุยงานร่วมกันเพื่อหาโซลูชันใหม่ ซึ่งหากทำตอนที่ยังเป็นแบบร่างบนกระดาษก็เพียงลบทิ้งเขียนใหม่ แต่หากเปลี่ยนกันตอนงานก่อสร้างเริ่มหรือเสร็จแล้ว เราจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้น และนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นด้วย
อย่างไรก็ดี การจ้างมัณฑนากรมาออกแบบตกแเต่งภายในหลังจากบ้านสร้างเสร็จแล้วไม่ได้แย่อย่างที่คิด เพราะสุดท้ายดีไซเนอร์ก็จะทำงานบนข้อจำกัดที่เจออยู่ดี เพื่อให้งานออกมาตอบโจทย์เจ้าของบ้านที่สุด แต่จะเหมือนอย่างที่เจ้าของบ้านวาดฝันไว้แต่แรกหรือไม่ ตรงนี้คงเผื่อใจกันไว้หน่อย เพราะการกลับไปแก้งาน สถาปัตย์หรือโครงสร้างที่ตั้งตระหง่านนั้น บอกเลยว่าราคาเอาเรื่องอยู่ และถ้าไม่อยากให้งบบานปลายไปกับงานอินทีเรีย คาถาเดียวที่ใช้ได้คือ “ใจแข็งๆ เข้าไว้”
งานอินทีเรียดีไซน์คือการเปลี่ยนบรรยากาศห้องให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ผู้รับเหมา (Contractor)
มาถึงอาชีพกลุ่มสุดท้ายที่คนอยากมีบ้านต้องรู้จักคือ “ผู้รับเหมา” ผู้เป็นแรงงานสำคัญในการเปลี่ยนภาพในกระดาษเป็นอาคารบ้านเรือนที่เราเข้าไปใช้ชีวตได้จริงๆ โดยอาศัยแบบก่อสร้างของสถาปนิกเป็นคู่มือลำดับการทำงานตั้งแต่ปรับพื้นที่ ลงฐานราก งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม (เช่น งานหลังคา พื้น ผนัง ประตู) งานระบบ (เช่น ไฟฟ้า ประปา ระบบบำบัดน้ำทิ้ง) และเก็บรายละเอียดอื่นๆ จนพร้อมส่งมอบบ้านให้กับเรา
เรื่องต้องรู้ก่อนคุยกับผู้รับเหมา
เมื่อต้องการว่าจ้างผู้รับเหมา สิ่งที่เราต้องมีคือ BoQ (Bill of Quantities) หรือเอกสารแสดงปริมาณงาน และราคาวัสดุในการก่อสร้างซึ่งถอดออกมาจากแบบก่อสร้างทั้งหมด นอกจากใช้เป็นราคากลางอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบคัดเลือกผู้รับเหมาแต่ละเจ้าแล้ว BoQ ยังเป็นเสมือนบัญชีตรวจสอบราคาเมื่อเราเพิ่มหรือลดสเปคงานก่อสร้าง เช่น เปลี่ยนสเปควงกบประตูไม้จริง เป็น UPVC ราคาค่าก่อสร้างจะลดลง หรือเปลี่ยนสีทาภายนอกจากรุ่นทั่วไปเป็นรุ่น Self-Cleaning ราคาวัสดุต่อหน่วยย่อมเพิ่มขึ้น เป็นต้น
ในการเสนอราคาของผู้รับเหมายังแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ จ้างเหมาแบบทั้งค่าแรงและค่าของ และการจ้างเฉพาะส่วนของค่าแรง (เจ้าของบ้านเป็นผู้จัดหาวัสดุก่อสร้างเอง) ซึ่งส่วนใหญ่ตัดจบด้วยการเลือกแบบเหมาทั้งค่าแรงค่าของ เพราะช่วยให้เจ้าของบ้านเซฟเวลาและพลังงานได้ดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
“สถาปนิก วิศวกร มัณฑนากร และผู้รับเหมา” 4 บุคคลากรที่เราต้องเจอแน่ๆ เมื่อคิดจะสร้างบ้านสักหลัง การทำความรู้จักบทบาทหน้าที่ของพวกเขาก่อน ช่วยให้เราเตรียมตัวเตรียมข้อมูลได้ครบถ้วน เพื่อใช้พูดคุยขอบเขตการทำงานของแต่ละกลุ่มอาชีพได้อย่างครอบคลุม เป็นการตัดปัญหาความขัดแย้งตั้งแต่ต้นลม และนั่นแหละคือหนทางทำให้เราได้ “บ้านที่เป็นบ้าน” สมใจ (ส่วนค่าใช้จ่ายบานปลายหรือไม่ อันนี้ไม่ขอรับประกันนะ 🙂 )
ส่วนใครที่อยากมีบ้าน แต่ขี้เกียจรับมือกับคนเยอะๆ ลองให้ Kaidee Property ช่วยได้ ที่นี่เรามีบ้านสร้างเสร็จพร้อมหิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้เลยเพียบ
Feb 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หลายคนเชื่อว่า การทำบุญให้ได้บุญมากนั้น ต้องทำอย่างจริงจัง เช่น ไปตักบาตรที่วัดใหญ่ ไหว้หลวงพ่อชื่อดัง บริจาคเงินจำนวนมาก ถวายสังฆทานอย่างยิ่งใหญ่ หรือต้องบวชเณร หรือบวชชีพราหมณ์ เท่านั้น จริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้ แม้แต่เด็กอนุบาลก็ทราบดีค่ะ ว่าเป็นความเชื่อที่ผิด
การทำบุญให้ได้บุญนั้น สามารถทำได้หลายวิธี ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดอย่างเดียว แค่คิดดี-ทำดีอยู่เสมอ รักษาศีลให้ได้อย่างน้อย 5 ข้อในทุกวัน หรือแค่กินมังสวิรัติเป็นครั้งคราว ก็ถือว่าเป็นการทำบุญแล้วค่ะ
ในทางพระพุทธศาสนา “บุญ” นั้นไม่สามารถล้าง “บาป” ได้ นั้นจึงหมายความว่าเมื่อได้ทำบาปแล้ว บาปนั้นจะติดตัวเราไป และไม่สามารถจืดจางได้ด้วยการทำบุญชดเชย ความคิดที่ว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวไว้ไปทำบุญเอา” นั่นจึงเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง การทำบาปนั้น ก็เปรียบได้เหมือนการกระทำทั่วไป เมื่อทำไปแล้ว จะไม่สามารถย้อนเวลากลับมาแก้ไขได้ ดังนั้นทุกการกระทำในชีวิต ควรจะได้รับการไตร่ตรองก่อนเสมอ รวมไปถึงการทำบุญด้วย วันนี้เราได้รวบรวมการทำบุญแบบผิดวิธีมาฝาก เพื่อให้เพื่อนๆ ได้มั่นใจว่า วันมาฆบูชาปีนี้ เราจะได้ทำบุญกันอย่างถูกต้อง ไม่เดือนร้อนฝ่ายใด แถมยังได้บุญแบบเต็มๆ อีกด้วย
ทำบุญแบบผิดวิธี
“การทำความดี” คือการกระทำที่ก่อให้เกิดความพอใจ และผลประโยชน์สุขต่อตัวเองและผู้อื่น เป็นการกระทำที่ต้องไม่เบียดเบียนผู้ใด และที่สำคัญต้องไม่ก่อให้เกิดโทษ
ในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดๆ ว่า การทำความดี เพียงแค่เจตนาดีก็พอแล้ว ผลลัพธ์ไม่สำคัญ แต่ในความเป็นจริง การทำความดี ต้องคำนึงถึงสถานที่ บุคคล และเวลาด้วย เพราะการทำความดีไม่ถูกที่ ไม่ตรงกับบุคคล หรือผิดเวลานั้น จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ตามที่ทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า “เป็นทางวิบัติเสื่อมเสีย ทำให้ไม่เจริญทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่น”
ถ้าเพื่อนๆ กลัวว่า จะเผลอทำบุญแบบผิดๆ อย่าเพิ่งกลัวไปนะคะ วันนี้เรามีวิธีการทำบุญที่ไม่ถูกต้อง แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมาก มาฝากเพื่อนๆ กัน มาดูกันเลยค่ะ
ปล่อยชีวิตสัตว์
“ปล่อยนก ปล่อยปลา ” เป็นสำนวนไทยที่สื่อความหมายได้ว่า การปล่อยให้มีอิสระ ให้หลุดพ้นจากเรื่องค้างคาใจ สังคมพุทธศาสนาจึงได้นำสำนวนนี้ มาใช้เป็นอีกหนึ่งในวิธีการทำบุญ เพื่อให้สัตว์ที่โดนกังขัง และใช้ชีวิตผิดจากธรรมชาติได้หลุดพ้น และได้เป็นอิสระ
แม้ว่าความตั้งใจในการปล่อยนก ปล่อยปลาจะบริสุทธิ์ หวังให้ชีวิตอิสระแก่สัตว์เหล่านี้ แต่หารู้ไม่ว่าผลลัพธ์จากการทำบุญนี้ กลับเป็นปัญหามากกว่าเป็นการ ให้
เพราะก่อนที่คุณจะได้ปล่อยพวกเขา สัตว์เหล่านั้นถูกจับมาให้คุณปล่อยนับครั้งไม่ถ้วน ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน พลัดพรากจากครอบครัว หรือถึงขั้นถึงแก่ความตาย
ประเภทของสัตว์ที่นิยมปล่อยเป็นอันดับหนึ่งนั่นคือ ปลาไหล แต่หารู้ไหมว่าปลาไหลนั้น ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในน้ำลึก เพราะโดยธรรมชาติของปลาไหลต้องอยู่ในน้ำตื้น แฉะ และมีโคลนให้มุดนั่นเอง
ก่อนอื่นต้องทราบก่อนนะคะ ว่าไม่ใช่เต่าทุกประเภทจะว่ายน้ำได้ เช่น
เต่าบก จะมีกระดองที่หนักมาก ที่สำคัญมันว่ายน้ำไม่เป็น ดังนั้น เมื่อถูกปล่อยลงน้ำ จะมีโอกาสสูงที่จะจมน้ำตาย
เต่าน้ำจืด จะมีกระดองที่แบน และน้ำหนักที่เบากว่าเต่าบก เต่าน้ำจืดสามารถว่ายน้ำได้ แต่มันต้องการพื้นดินสำหรับพักหายใจ
เต่าทะเล คล้ายกับเต่าน้ำจืด มันมีกระดองที่แบน และน้ำหนักที่เบา และนอกจากนี้เท้าทั้ง 4 ยังมีลักษณะเป็นครีบเพื่อช่วยในการว่ายน้ำอีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากเต่าทะเลใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเป็นปกติ
ดังนั้น ก่อนทำการปล่อยเต่า ควรศึกษาในแน่ใจก่อนว่า เต่าในมือเพื่อนๆ นั้น สามารถว่ายน้ำได้หรือไม่ เพื่อเป็นการปกป้องทั้งชีวิตของเต่าเอง และเจตนาที่บริสุทธิ์ของเพื่อนๆ เองด้วยค่ะ
การถวายสังฆทาน
ทางสังคมพระพุทธศาสนา มีความเชื่อกันว่า การถวายสังฆทาน เป็นการทำบุญที่ได้ อานิสงส์อย่างมาก เนื่องจากการถวายสังฆทานเป็นการถวายของที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ อาหารแห้ง ให้แก่พระสงฆ์โดยไม่ระบุว่าต้องการถวายให้รูปใด ดังที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสเอาไว้ว่า “การถวายสังฆทานแก่คณะพระสงฆ์ มีอานิสงส์มากกว่าการถวายทานเฉพาะเจาะจงแก่พระพุทธเจ้า ” นั่นเอง
การถวายสังฆทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และหากมีกำลังมาก ควรถวายให้ครบปัจจัยทั้ง 4 ก็คือ อาหารคาว ของหวาน เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค น้ำดื่ม และที่อยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม มีบ่อยครั้งที่ญาติโยมได้ซื้อชุดสังฆทานจากร้านค้าราคาถูก จึงขายบรรจุภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยของไม่มีประโยชน์ และไม่มีคุณภาพ เช่น ของหมดอายุ เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายแล้วของเหล่านั้นจะกลายเป็นขยะ ถูกทิ้งไว้ในวัดเสียมากกว่า ดังนั้นการทำสังฆทานในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างบาปมากกว่าการทำบุญ
นอกจากนี้ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระภิกษุจากวัดสร้อยทอง ได้กล่าวถึงผลกระทบจากกรณีการถวายสังฆทานที่เต็มไปด้วยของไม่มีคุณภาพ ว่า “เคยมีกรณีพระหลวงตาฉันน้ำในสังฆทานแล้วมรณภาพ ก็เป็นการทำผิดที่ไม่ดี เป็นการทำผิดที่ไม่ได้ตั้งใจ”
ใส่บาตรด้วยเงิน
“การใส่บาตรด้วยเงินนั้นได้ บุญ หรือ บาป กันแน่ ?” นี่ก็เป็นคำถามที่ถูกถกเถียงกันมานาน เนื่องจากการตักบาตรทำบุญ เป็นวิธีที่ง่าย และสามารถทำได้ทุกวัน ญาติโยมทั้งหลายจึงมักเลือกที่จะสั่งสมบุญบารมีโดยวิธีนี้
แต่เนื่องจาก การทำบุญในรูปแบบของการใส่บาตรทำได้ทุกวัน หลายคนจึงเลือกใส่บาตรด้วยเงิน แทนข้าวสารอาหารแห้ง โดยให้เหตุผลว่า (1) การที่ใส่บาตรด้วยเงิน มีประโยชน์กว่าการใส่ด้วยอาหาร เพราะสามารถนำเงินไปซื้อของใช้จำเป็นอื่นๆ ได้ (2) สะดวกกว่าการไปซื้ออาหาร ทำให้สามารถทำบุญได้ทุกวัน
แต่ความจริงแล้ว การใส่บาตรด้วยเงินสดเป็นการทำบุญที่ผิด เพราะเงินไม่ใช่หนึ่งใน “จตุปัจจัย” หรือปัจจัยทั้ง 4 ของภิกษุ (เครื่องนุ่งห่ม, อาหาร, ที่นอนที่นั่ง, ยารักษาโรค) ดังนั้นการนำเงินไปใส่บาตรตรงๆ นั้นจึงเป็นการกระทำที่ส่งเสริมการละเมิดวินัยสงฆ์ และเป็นแรงจูงใจให้พระอาบัติ
การบริจาคเงินให้คนขอทาน
หลายคนเชื่อว่า การให้เงินแก่คนขอทานตามท้องถนน เป็นการให้ทานที่ทำง่าย และเป็นการให้ประโยชน์แก่ผู้รับโดยตรง ซึ่งนั่นก็เป็นความคิดที่ถูกต้องค่ะ เว้นแต่ว่าขอทานสมัยนี้ มีส่วนน้อยที่ที่เลือกอาชีพนี้เพราะความลำบากจริงๆ บางคนถูกครอบครัวบังคับ บางคนถูกกลุ่มค้ามนุษย์พามา และเคสที่ร้ายแรงที่สุด คือการโดนตัดแขน ตัดขา เพื่อเพิ่มความน่าสงสารจากคนที่เดินผ่านไปมานั่นเอง
ดังนั้น การที่เราให้ทานกับคนขอทานที่ตกเป็นเหยื่อจากเคสเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นการสนับสนุนมากกว่าเป็นการให้ทาน แน่นอนว่าเราแยกไม่ออกหรอกค่ะ ว่าคนไหนลำบากจริง หรือคนไหนทำตัวลำบากกันแน่ ดังนั้น จึงเกิดคำถามตามมาว่า การให้ทานแก่คนขอทาน เป็นการทำบุญ หรือเป็นการส่งเสริมกลุ่มมิจฉาชีพกันแน่
คิดง่ายๆ นะคะ ถ้าเราได้ทำทานไปแล้ว แต่ดันเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา มีความกังวลว่าเรากำลังให้เงินแก่กลุ่มมิจฉาชีพโดยตรงหรือเปล่า การให้ทานในครั้งนี้ จะไม่ถือว่าเป็นการทำบุญ หรือการทำบุญแต่ไม่ได้บุญนั่นเองค่ะ
สรุปท้ายบทความ
ทุกวันนี้ การเป็นคนดีอยู่ยาก สังคมบังคับให้เราใช้ทางลัด เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ ชื่อเสียง เพื่อนฝูง และเงินทอง เพราะการมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุข
แต่สังคมจะอยู่ไม่ได้เลย หากปราศจากคนดี ทุกคนจะแก่งแย่งชิงดี ไม่มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้สังคมเกิดความวิปริต ดังนั้นทุกคนควรหมั่นทำความดีสม่ำเสมอ แต่อย่างที่เราได้บอกกันไปว่าการทำความดี ต้องมั่นใจด้วยว่าไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น
และถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากได้ของทำบุญที่มั่นใจได้ว่า จะทำให้ได้บุญอย่างแท้จริง ไม่เป็นการสร้างบาป เราขอแนะนำให้เข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บ Kaidee ก่อนได้นะคะ เรามีทั้งชุดสังฆทาน หนังสือพระพุทธศาสนา พระเครื่อง และอีกมากมาย คลิกเลย
Feb 22, 2021 | บทความอสังหาฯ
ทุกวันนี้เทรนด์อสังหาฯ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามการหมุนรอบตัวเองของโลกและ แปรผันไปตามความสนใจของผู้บริโภค ทำให้การแข่งขันกันในวงการนี้ค่อนข้างดุเดือดและมีสีสัน ฝั่ง Developer จึงพากันงัดกลยุทธ์กันสุดฤทธิ์ เพื่อจูงใจลูกค้าให้เลือกโครงการของเรา
นอกจากปัจจัยหลักอย่างเรื่องทำเล ราคาและสิ่งอำนวยความต่างๆ ที่ Developer นำมาชูเป็นจุดขายสำคัญแล้ว ดีไซน์ที่สวยเก๋ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างอย่างมีสไตล์ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ลูกค้าระดับกลางไปถึงบน นำมาพิจารณาไม่แพ้กัน
5 อสังหาฯ สุดเจ๋ง เด่นสถาปัตย์
วันนี้อยากให้ทุกคนทิ้งเรื่องทำเลและราคาเอาไว้ข้างหลัง แล้วเดินไปข้างหน้ากับเรา ด้วย 5 โครงการอสังหาฯ ดีไซน์เจ๋ง โดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมไอเดียดี เพลิดเพลินกับแนวความคิดที่หลากหลาย ทั้งทาวน์โฮมและคอนโด ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
1. บ้านภูริปุรี
Credit : www.baanpuripuri.com/
โครงการนี้คือการรวมกลุ่มกันของสถาปนิกและบริษัทแอสเซทไวส์ เพื่อสร้างบ้านขนาดเล็ก ทว่าเต็มไปด้วยฟังก์ชันดีๆ ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทั้งยังไก๋เก๋ด้วยดีไซน์ ด้วยการนำเอาแนวคิดสถาปัตยกรรมไทย “ย่อมุมไม้สิบสอง” มาใช้เป็นแผงกันแดด ให้ร่มเงา กั้นความร้อนไม่ให้เข้าอาคาร (ศิลปะแนวนี้มักพบตามวัดหรือพิพิธภัณฑ์)
จุดเด่นของ “บ้านภูริปุรี” คือการใช้ศิลปะไทยผสานกับความโมเดิร์นได้อย่างมีระดับ ทั้งยังมีสวนเล็กๆ ให้คุณดื่มด่ำกับพื้นที่สีเขียวได้อย่างลงตัว และด้วยไอเดียที่แข็งแกร่งแบบนี้ โครงการดังกล่าวจึงได้รับรางวัลอสังหาฯ เพื่อคุณภาพชีวิตประเภทบ้านดีเด่น (ราคาต่ำกว่า 10 ล้าน) จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA Real Estate Development Award 2019)
เพราะทางแอสเซทไวส์และบ้านภูริปุรีเชื่อว่า “บ้านที่ดี” คือจุดเริ่มต้นของความสุขและความสำเร็จในชีวิต
ราคาเริ่มต้น : 9.9 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.baanpuripuri.com/
2. อณาสิริ รังสิต-คลอง 2
Credit : www.sansiri.com
หนึ่งในโครงการพร้อมอยู่ของแสนสิริ ซึ่งเป็นไวรัลอยู่ในทวิตเตอร์ช่วงหนึ่ง ด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่เข้าไปในหัวใจคนรุ่นใหม่ เรียบง่ายในสไตล์ Modern Japanese ให้คุณสัมผัสกลิ่นอายญี่ปุ่นได้อย่างแนบชิด ทั้งการออกแบบและการตกแต่ง ไปจนถึงสภาพแวดล้อมโครงการทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด แถมบ้านแต่ละประเภทยังมีรายละเอียดการตกแต่งแตกต่างกัน ด้วยการอิงจากฤดูกาลในญี่ปุ่น อย่าง ฟุยุ ฤดูหนาว, อะกิ ฤดูใบไม้ร่วง, ฮารุ ฤดูใบไม้ผลิ ฯลฯ เน้นตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ด้วยการชูเรื่องวิถีสมดุลแนวตะวันออกเป็นจุดขาย
ไม่ว่า “ความพอดี” ของคุณจะเป็นแบบไหน อณาสิริก็ให้คุณได้ทุกความต้องการ ทั้งยังใส่ใจกับทุกรายละเอียดของชีวิต ไหนจะบริการหลังการขายอันยอดเยี่ยมของแสนสิริ ที่ได้รับคำชื่นชมจากลูกบ้านมากมาย
ราคาเริ่มต้น : 3.9 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.sansiri.com/singlehouse/anasiri-rangsit-klong2/th
3. 98 Wireless
Credit : www.98wireless.com
“คอนโดมิเนียมระดับเวิลด์คลาสเจ้าแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
คือจุดขายสำคัญของ 98 Wireless ที่ทางแสนสิริตั้งใจทำมาเพื่อเจาะกลุ่มตลาดระดับบนโดยเฉพาะ
ความ Super Luxury ของที่นี่ อลังการตั้งแต่เม็ดเงินลงทุนที่มากกว่า 8,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่มากสุดในรอบ 33 ปีของแสนสิริ ภายใต้แนวคิด “The Best Comes as Standard” ทั้งยั้งนำความคลาสิคของศิลปะโบซาร์ (Beaux-arts) ที่รุ่งเรืองในอเมริกาและยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19-20 ผสานกับงานฝีมือชั้นสูง
Credit : www.98wireless.com
นอกจากนี้ยังเป็นโครงการแรกของแสนสิริ ซึ่งใช้บริษัทที่ปรึกษาด้านดีไซน์ เพื่อพัฒนาคอนโดแห่งนี้ให้สวยงามตามที่ตั้งใจ ตลอดจนใช้เฟอร์นิเจอร์ Ralph Lauren Home ตกแต่งทั้งหมด จนเป็นโครงการเดียวของไทยที่ได้เข้าชิงรางวัลระดับโลก “Best Luxury Residence – Global” จากเวที The International Design & Architecture Awards 2017 ของอังกฤษ
Credit : www.98wireless.com
ราคาเริ่มต้น : 70 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.98wireless.com/
4. Ashton Asoke-Rama 9
Credit : www.ananda.co.th
นอกจากจะมีทำเลสุดโดดเด่นในย่านพระรามเก้า New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพแล้ว โครงการนี้ยังสะดุดตาด้วยตึกแฝดดีไซน์หรูเหนือระดับ ภายใต้แนวคิด Alpha & Omega ที่โดดเด่นและสง่างามกว่าใคร เปรียบเสมือนงานประติมากรรมสำคัญของเมือง
ทางอนันดาเชื่อว่า คอนโดที่ดีต้องเป็นมากกว่าที่พักอาศัย “All Corner Window unit with bay window” จึงเป็นคอนเซปต์หลักของการออกแบบห้องพักของ Ashton ด้วยการให้ห้องพักทุกห้องอยู่ตรงมุมทั้งหมด เพื่อให้มีอากาศถ่ายเท ได้รับลมและแสงธรรมชาติอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
Credit : www.ananda.co.th
ราคาเริ่มต้น : 6.49 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.ananda.co.th/th/condominium/ashton-asoke-rama-9
5. Magnolias Ratchadamri Boulevard
Credit : www.magnolias-ratchadamri
หนึ่งในโครงการ Super Luxury-Mix Used แห่งย่านราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับ “Waldorf Astoria Bangkok” โรงแรมหรู 5 ดาว ที่ผสานเอาความสมัยใหม่และความหรูหราให้อยู่คู่กับค่านิยมเดิมอย่างลงตัว เพื่อให้คุณได้ประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ภายใต้คอนเซปต์ “Truly High Performance Building” แห่งเมืองหลวง
ส่วนตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “กลีบดอกแมกโนเลีย” ตามชื่อโครงการ ทำให้ตัวตึกมีลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้ หมุนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความสูงของคอนโด ให้ฟีลนุ่มนวล นับเป็นความงามอันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ Magnolias Ratchadamri Boulevard ได้เป็นอย่างดี
Credit : www.magnolias-ratchadamri
ราคาเริ่มต้น : 30 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.magnolias-ratchadamri.com/
สรุปท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่าเทรนด์อสังหาฯ บ้านเรา ใช้ปัจจัยหลายอย่างเข้ามาช่วยเรื่องการตลาด ด้วยความเชื่อที่ว่า “บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย” ทำให้ Developer หลายเจ้าต่างพากันงัดกลยุทธ์มาเอาใจผู้บริโภคสุดฤทธิ์
อย่างเรื่องดีไซน์ที่สวยงามและแตกต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้โครงการนั้นๆ ได้รับความนิยมจากลูกค้า จะเห็นได้ว่าโครงการที่เราแนะนำไป ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พิสูจน์ได้ว่า การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้ชัด และตรงมากขึ้น
นอกจาก 5 โครงการอสังหาฯ ที่เราแนะนำไปแล้ว ยังมีบ้านสวยๆ คอนโดเจ๋งๆ ให้เข้าไปดูเป็นแรงบันดาลใจอีกมากที่ Kaidee Property คลิกเลย!
Feb 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันภัยร้ายที่ไม่ทันคาดคิดเกิดขึ้นรอบตัวเราได้เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพที่เราสังเกตจากข่าวได้ว่านับวันยิ่งเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และก็มาพร้อมวิธีการชิงทรัพย์ที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภัยร้ายต่างๆ มักเกิดขึ้นในบริเวณที่เปลี่ยว หรือที่ลับตาผู้คน
บริเวณที่จอดรถเราก็มักพบเจอข่าวเกี่ยวกับการจี้ปล้นอยู่บ่อยครั้ง และสำหรับบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีป้องกันภัยร้ายที่แฝงมากับการจอดรถในที่เปลี่ยว เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ระมัดระวังตัวกัน จะมีวิธีไหนบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย
ไม่จอดรถในที่เปลี่ยว
ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถในที่เปลี่ยว โดยเฉพาะจุดที่เป็นซอกมุมที่ลับตา หรือที่ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาจะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกจี้ ปล้น หรือทำร้ายร่างกายได้ง่าย ดังนั้นจึงควรยอมเสียเวลาหาที่จอดรถในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือในบริเวณที่มีกล้องวงจรปิดจะดีที่สุด
สังเกตบริเวณรอบข้างก่อนขึ้น-ลงรถ
ก่อนที่จะขึ้นรถทุกครั้งควรจะสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีว่ามีใครที่ดูแล้วไม่น่าไว้วางใจตามเรามาหรือเปล่า ถ้าหากว่ามีควรจะรอจังหวะให้มีผู้คนเดินมาเยอะๆ แล้วรีบขึ้นรถในทันที และในกรณีที่จอดรถในที่เปลี่ยว หากจะลงจากรถควรสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีก่อน และถ้าจะหยิบสิ่งของก็ควรจะหยิบเตรียมไว้ให้พร้อมตอนอยู่บนรถ ไม่ควรยืนหันหลังก้มหยิบของอยู่นอกรถ เพราะส่วนใหญ่โจรหรือผู้ร้ายจะรอจังหวะที่เราเผลอเพื่อเข้ามาประชิดตัว
ล็อกรถทุกครั้งเมื่ออยู่ในรถ
ทุกครั้งที่ขึ้นรถมาแล้วควรจะล็อกรถก่อนเป็นอันดับแรกและทำให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันเหล่าโจรและมิจฉาชีพที่มักมาในหลายรูปแบบ ถ้าหากว่ามีคนเคาะกระจกก็ไม่ควรเปิดประตูรถหรือเปิดกระจกทั้งบาน
ตรวจเช็กประตูทุกบานให้มั่นใจว่าล็อกรถแล้ว
หลังจากที่ลงรถแล้วควรล็อกรถและทดลองเปิดประตู เพราะสมัยนี้มีเทคโนโลยีและวิธีต่างๆ ในการขโมย เช่น ตัดสัญญาณกุญแจรีโมทเพื่อไม่ให้เจ้าของรถล็อกรถได้ ดังนั้นเมื่อเราล็อกรถแล้วให้ลองเอามือเปิดประตูทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจ
ไม่วางสิ่งของมีค่าไว้ในรถ
อีกหนึ่งสาเหตุหลักของการตกเป็นเหยื่อโจรทุบกระจก คือการที่เราวางสิ่งของที่มีค่าไว้ภายในรถ เช่น โทรศัพท์ สร้อยทอง โน้ตบุ๊ก เพราะสิ่งของมีค่าเหล่านี้จะสามารถล่อตาล่อใจพวกโจรที่เสี่ยงต่อการโดนงัดรถและทุบกระจกได้เป็นอย่างดี
สรุปท้ายบทความ
เคล็ดลับดังกล่าวที่เราแนะนำไปข้างต้นนั้นอาจจะไม่สามารถช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ซึ่งเป็นเพียงแค่คำแนะนำเพื่อป้องกันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราโดยไม่ทันคาดคิด เพราะภัยร้ายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ
สำหรับใครที่กำลังหาซื้อรถยนต์มือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีรถยนต์จำหน่ายกว่าสามหมื่นคัน