Feb 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
แม้ว่าช่วงโควิดที่ส่งผลกระทบอย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา วงการพระเครื่องที่ต้องปิดสนามและตลาดพระไปหลายเดือนก็ยังคงอยู่ได้ แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่างที่เกิดขึ้นในวงการ และในปี 2021 ที่ตลาดเริ่มกลับมาเปิดเป็นปกติ เราจึงได้เชิญ 3 เซียนพระ 3 สไตล์มาอัปเดตกันว่าวงการพระในปัจจุบันเป็นอย่างไร พร้อมเปิดมุมมองและประสบการณ์การณ์ส่วนตัวของแต่ละท่านแบบ Exclusive ในวิดีโอคอนเทนท์ด้านบนนี้เลย
วงการพระเครื่องในปัจจุบัน
“อดีตการสื่อสารยังไม่กว้าง ไม่เร็วเท่าปัจจุบัน ทั้งเรื่องความรู้เกี่ยวกับพระองค์ต่างๆ ต้องไปตามศึกษาจากผู้ใหญ่แต่ละท่านรวมถึงหนังสือแต่ละเล่ม แต่ปัจจุบันอยากทราบข้อมูลอะไรก็สามารถเสิร์ชหาได้อย่างสะดวก” (พจน์ ท่าพระจันทร์. 2564)
“แตกต่างจากแต่ก่อนมาก แต่ก่อนจะหาพระเยอะๆได้แค่ตามงานประกวดหรือตลาดนัดที่ไม่ได้มีบ่อย แต่ปัจจุบันที่มีออนไลน์มา ก็มีเว็บไซต์และช่องทางต่างๆมากขึ้น เรียกว่าปรับจาก Offline เป็น Online กันมากขึ้น” (เต้ย บัณฑิตพระเครื่อง. 2564)
ผลกระทบช่วงโควิด
“ต้องบอกว่าช่วงโควิดมันสะท้อนกลับมาหาเซียนพระหรืออาชีพของผมโดยตรง ซึ่งผลกระทบตามจริงมี แต่ด้วยสื่อและช่องทางออนไลน์ต่างๆช่วยลดผลกระทบได้มาก และกล่าวได้ว่าวงการพระเครื่องนี้มีความแข็งแรงในตลาดค่อนข้างสูง” (พนจ์ ท่าพระจันทร์. 2564)
พระแท้-ปลอม
“ถ้าเราจะดูพระสักองค์ เราต้องรู้ พ.ศ. และต้องดูข้างของพระ ซึ่งถ้า พ.ศ. ของพระองค์นั้นกับข้างของพระไม่ตรงกัน เราสามารถประเมินได้เลยว่าพระนี้ถูกทำขึ้นมาใหม่ ไม่ตรงกับยุค ซึ่งนั่นคือไม่แท้นั่นเอง” (เต้ย แอบเมียซื้อพระ. 2564)
ปัจจัยที่มีผลต่อราคาพระเครื่อง
“ต้องบอกว่าความเชื่อและสื่อเป็นส่วนใหญ่ เช่น ข่าวรถคว่ำแล้วรอดชีวิต อย่างล่าสุดหลวงปู่หลิววัดไร่แตงทอง ท่านจะมีเต่ารุ่นหนึ่งคือ เต่าสามรวย ผู้หญิงคนหนึ่งขับรถยนต์แล้วตกคู แช่อยู่ในน้ำ 7 ชั่วโมง เช้ามาปรากฎรอด คนจึงสนใจกันว่าเธอห้อยพระอะไร สรุปห้อยเต่าสามรวย ตลาดเลยแห่กันไปสนใจ ทำให้ส่งผลกับราคา” (เต้ย แอบเมียซื้อพระ. 2564)
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแยกแท้กับไม่แท้ นี่คือปัจจัยที่สำคัญในการทำให้พระมีราคา” (พจน์ ท่าพระจันทร์. 2563)
พระองค์ไหนที่คิดว่ากำลังเป็นที่นิยม
“ขอยกเป็นตาไข่ วัดเจดีย์ เพราะมีข่าวว่าคนถูกหวยเพราะไปบูชามา และอีกองค์เป็นหลวงปู่บุญ เพราะมีข่าวว่ามีเจ้าสัวบูชา คนเลยบูชาตามเพราะอยากร่ำรวย มีเงินมีทองตาม” (เต้ย บัณฑิตพระเครื่อง. 2564)
คำแนะนำสำหรับมือใหม่วงการพระ
“เมื่อไรที่คุณเริ่มชอบหรืออยากยึดอาชีพนี้ สองอย่างที่คุณต้องยึดเลยคือต้องใฝ่หาความรู้และยึดมั่นในเรื่องการซื้อขายแบบแท้เป็นแท้ ไม่แท้เป็นไม่แท้ ดูเป็นก็ต้องซื้อเป็น ขายเป็น” (พจน์ ท่าพระจันทร์. 2564)
สรุป
ในวงการพระเครื่องปัจจุบันนี้ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างแต่วงการนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ และที่สำคัญยังมีหน้าใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่วงการ เป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆเข้ามาอยู่เรื่อยๆ
ส่วนหน้าเก่าอย่างเซียนพระชื่อดังทั้งหลายต่างก็ช่วยเหลือสนับสนุนกัน รุ่นใหม่เคารพรุ่นเก่า รุ่นเก่าคอยดูแลแนะนำรุ่นใหม่ ทำให้วงการนี้อยู่กันคล้ายกับครอบครัวใหญ่ คอยอนุรักษ์ให้พระเครื่องยังคงอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป
ส่วนถ้าใครมองหาช่องทางออนไลน์ในการวางขายหรือเช่าซื้อ ทางเราต้องขอแนะนำที่ Kaidee ทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้คุณได้เข้าไปค้นหาพระเครื่องที่สนใจหรือวางขายพระเครื่องของคุณได้อย่างสะดวก
ขอขอบคุณ
คุณพจน์ ท่าพระจันทร์ https://www.facebook.com/poj789/
คุณเต้ย รายการแอบเมียซื้อพระ https://www.facebook.com/aebmia
คุณเต้ย บัณฑิตพระเครื่อง https://www.facebook.com/Teuymasoga/
Feb 24, 2021 | บทความอสังหาฯ
ในปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์ผุดขึ้นมามากมาย ทำให้การแข่งขันกันระหว่างโครงการคอนโดมิเนียมต่าง ๆ สูงขึ้นจนอาจมีราคาที่ลดลงมาก และตัวเลือกก็ยิ่งมากขึ้นทำให้เราต้องมีการศึกษาหาข้อมูลเปรียบเทียบแต่ละโครงการ ซึ่งในเวลาที่เราหาข้อมูลของโครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่ง ถ้าหากเราสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่า ในคอนโดมิเนียมแทบทุกโครงการที่เปิดให้เราซื้อนั้นจะมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า Fully Fitted หรือ Fully Furnished
รู้ไหมว่า คำนี้เองที่เป็นตัวแบ่งจำนวนของเฟอร์นิเจอร์ที่ทางโครงการให้มาพร้อมกับห้อง แต่เราเชื่อว่าก็คงมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าทั้ง 2 คำนี้มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง และ ห้องแต่ละประเภทเหมาะกับคนกลุ่มไหน วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังกัน อย่ารอช้า ไปอ่านกันเลย
Fully Fitted คืออะไร ?
เป็นประเภทห้องของทางโครงการคอนโดมิเนียมที่ขายห้องยูนิตให้พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์บางส่วนที่สำคัญอย่าง เคาน์เตอร์ครัว อ่างล้างจาน ตู้เก็บของ และชุดสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ (โถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า กระจก และฝักบัว) ซึ่งแต่ละโครงการก็มีความแตกต่างกัน มีทั้งแบบ Built-in เช่น ชั้นวางโทรทัศน์ หรือ ตู้เสื้อผ้า ตามพื้นที่และนโยบายของคอนโดมิเนียมแต่ละโครงการ
ข้อดีของห้อง Fully Fitted
เมื่อทางโครงการมีการให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่ต้อง Built-in มา ทำให้ห้องประเภทนี้มีราคาที่ถูกกว่า และถ้าหากคุณกลัวในเรื่องของสไตล์การตกแต่งของโครงการคอนโดมิเนียม คุณก็สามารถออกแบบห้องของคุณเองได้ตามใจชอบ เพราะห้องประเภทนี้จะให้เพียงเฟอร์นิเจอร์สำคัญซึ่งช่วยให้เราใช้สอยพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าด้วยตัวเอง รวมถึงยังไม่ต้องลำบากในการ Built-in เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ที่พอดีเหมาะสมกับขนาดห้องอีกด้วย
ข้อด้อยของห้อง Fully Fitted
สำหรับข้อด้อยของห้องแบบนี้คงจะหนีไม่พ้น ระยะเวลาในการตกแต่งห้องที่อาจยืดเยื้อกินเวลามากเพราะไม่สามารถหาเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจได้ รวมถึงราคารวมหลังจากตกแต่งเรียบร้อยก็มีโอกาสแพงกว่าห้องที่ให้เฟอร์นิเจอร์มาแบบครบถ้วนได้ถ้าไม่มีการคำนวณราคาของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นต่าง ๆ ให้ดี
แล้วห้องประเภทนี้เหมาะกับใคร ?
แน่นอนว่าห้องประเภทนี้ที่ไม่ได้ให้เฟอร์นิเจอร์มาให้ทั้งหมด ต้องเหมาะกับคนที่ชื่นชอบการแต่งห้อง ต้องการประหยัดงบในการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้รีบร้อนในการเข้าอยู่ และเป็นคนอาศัยเอง เพราะถ้าหากเราได้เฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจก็จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของเราที่มีต่อบรรยากาศในห้อง
ห้อง Fully Furnished คืออะไร ?
ขอบคุณรูปจาก: katemangostar
คือห้องยูนิตที่ทางโครงการให้พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์เต็มรูปแบบ ทั้งแบบลอยตัวและ Built-in ไม่ว่าจะเป็น โซฟา เตียง ชั้นวางโทรทัศน์ โต๊ะรับแขก และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้กระทั่งผ้าม่าน เครื่องใช้ไฟฟ้าก็อาจมีมาให้ เรียกได้ว่าสามารถเข้าอยู่ได้ทันทีเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโครงการด้วยว่าจะให้มาในรูปแบบไหน อาจมีให้เลือกหลายเซตหรือเซตเดียวก็ได้
ข้อดีของห้อง Fully Furnished
อย่างที่บอกไปว่าห้องประเภทนี้จะได้เฟอร์นิเจอร์แบบเต็มรูปแบบทำให้ผู้ซื้อสามารถเข้าอยู่ได้ทันทีไม่ต้องรอเวลาในการตกแต่งห้องก่อนเข้าอยู่ ไม่ยุ่งยากในการขนย้าย ส่วนภายในห้องก็จะได้เฟอร์นิเจอร์ที่ครบครันสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม และยังสามารถแบ่งสัดส่วนของห้องได้อย่างลงตัว
ข้อด้อยของห้อง Fully Furnished
ในคอนโดมิเนียมบางแห่งอาจให้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้มีคุณภาพเพื่อลดต้นทุนในการขาย หรือมีจำนวนที่เยอะจนเกะกะตา และไม่เข้ากับความชอบของเราเสียทั้งหมด เราจึงจำเป็นต้องทำการตรวจสอบของจริงให้ดีก่อนที่จะทำการตกลงซื้อขายไม่เช่นนั้นอาจได้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ถูกใจได้
แล้วห้องประเภทนี้เหมาะกับใคร ?
สำหรับห้องที่ให้เฟอร์นิเจอร์มาแบบครบครันแบบนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อไม่จำเป็นต้องเข้าอยู่เอง โดยอาจมีการเพิ่มฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ครบครันมากขึ้นไปอีกทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือของประดับตกแต่งต่าง ๆ หรืออาจเป็นบุคคลที่ต้องการเข้าอยู่ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เสียเวลา
ห้อง No Furnished คืออะไร ?
นอกจากห้องทั้งสองแบบที่ได้อธิบายไปแล้ว ยังมีห้องที่ไม่ได้ให้เฟอร์นิเจอร์อะไรเลย อาจมีเพียงแค่ชุดสุขภัณฑ์หรือการเดินระบบไฟฟ้าและน้ำมาให้ ทำให้เราสามารถตกแต่งห้องได้แบบจัดเต็มเหมือนกับการซื้อบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะต้องมีการควบคุมงบประมาณให้ไม่บานปลายมากกว่าที่ตั้งไว้อย่างระมัดระวัง ห้องประเภทนี้เหมาะกับคนที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบถ้วนหรือไม่ได้ต้องการความสะดวกสบายมากนัก เรียกได้ว่าถ้าหากว่ามีเฟอร์นิเจอร์จะได้ไม่เสียดายถ้าหากต้องทิ้งนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
หวังว่าหลังจากอ่านแล้วจะทำให้ผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่หรือหาคอนโดเช่าอยู่เองจะสามารถไตร่ตรองอย่างระมัดระวังว่าตนเองเหมาะกับห้องประเภทไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบและงบประมาณที่มีอยู่ว่าลงทุนแบบไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการลงทุนว่าเพื่อปล่อยเช่าหรืออยู่อาศัยเอง
แนะนำว่าก่อนการตัดสินใจว่าจะซื้อห้องยูนิตแบบไหนขอให้ได้มีการศึกษาหาข้อมูลเรื่องโปรโมชั่นของโครงการ งบประมาณที่ต้องใช้ ทำเลของโครงการคอนโดมิเนียม และความถูกใจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบความคุ้มค่าที่จะได้รับเมื่อซื้อคอนโดมิเนียมที่ต้องการ แล้วคุณจะได้ห้องที่ใช่สำหรับคุณที่สุดอย่างแน่นอน
แล้วอย่าลืมเข้าไปอ่านบทความรีวิวอสังหาริมทรัพย์ในทำเลต่าง ๆ ที่ต้องการได้จากบทความใน เทรนด์อสังหาฯ ที่มีรีวิวคอนโดมิเนียมมากมาย เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณได้อ่านและเลือกโครงการคอนโดมิเนียมที่ถูกใจ
และถ้าหากว่าตัดสินใจได้แล้ว ใน Kaidee Property ก็มีคอนโดมิเนียมให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายราคา รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ที่นี่ก็มีให้ได้เลือกเช่นเดียวกัน
สุดท้ายนี้ Kaidee ขอให้ทุกคนได้คอนโดมิเนียมที่ใช่ ในราคาที่ชอบจากที่นี่นะคะ
Feb 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
“แกๆ แม่ฉันอยากขายบ้าน แกว่าฉันควรขายเองหรือฝากขายดีอ่ะ?”
คำถามเบสิคที่ถ้าใครมีที่อยู่อาศัยหรือที่ดินอยากขาย คงต้องเคยมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่ไม่ต้องสงสัยกันนานค่ะ วันนี้ Kaidee รวบรวมข้อมูลน่าสนใจมาช่วยเพื่อนๆ พิจารณากันแล้วว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน
ขายบ้านเอง นักเลงพอ
“เสียดายค่านายหน้า 3%” คือเหตุผลหลักของคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจขายอสังหาฯ มือสองด้วยตัวเอง และถ้าใครได้ลองค้นกระทู้ในพันทิปมาอ่านจะพบว่ากว่าร้อยละ 80 ของคนที่แสดงความคิดเห็นล้วนเชียร์ให้เจ้าของทรัพย์ประกาศขายเองทั้งนั้นเพื่อไม่ต้องเสียเงินส่วนต่างดังกล่าว ซึ่งคงพอทำให้มือใหม่อุ่นใจได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม การเก็บเงินที่ได้จากการขายอสังหาฯ แบบเต็มจำนวนจำเป็นต้องแลกด้วยเวลาและกำลังแรงกายแรงใจของเจ้าของทรัพย์ในการทำการบ้านหาข้อมูล ถ่ายภาพ ลงประกาศขายบ่อยๆ และดำเนินธุรกรรมเมื่อถึงเวลาที่ขายได้ ซึ่งอาจกินระยะเวลามากน้อยแตกต่างกันไป
เทคนิคขายเองให้ได้ผล
สิ่งสำคัญคือการหาและให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่หาข้อดีของพื้นที่โดยรอบที่ตั้งของทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นจุดขายมาจูงใจผู้ซื้อ เช่น ใกล้ห้างสรรพสินค้า มีทางด่วนวิ่งเข้าใจกลางเมืองได้ง่าย หรือแปลงที่ดินติดถนนใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งสำรวจราคาตลาดว่าโปรดักส์ที่เราจะขาย คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นเขาขายกันเท่าไร เพื่อกำหนดราคาขายที่เหมาะสม เพราะหากเราตั้งราคาสูงเกินไปก็จะทำให้ขายยากหรือถ้าขายก็อาจใช้เวลานานนับปี
นอกจากนี้ยังควรศึกษาแผนพัฒนาผังเมืองเพื่อทราบศักยภาพของทำเลในอนาคต อาทิ เป็นทำเลที่มีโครงการรถไฟฟ้าวิ่งผ่านในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือเป็นโซนที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์กำลังเข้ามาพัฒนา ซึ่งจุดนี้มีส่วนช่วยให้เราสามารถอัปราคาได้อีกและไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังเพราะ “ขายหมู” (ขายได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้) โดยเฉพาะทรัพย์สินประเภทที่รอเวลาขายได้
ขั้นตอนถัดมาที่เจ้าของทรัพย์ต้องทำคือป่าวประกาศเพื่อให้ผู้คนได้ทราบมากที่สุด ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์อสังหาฯ มือสอง หรือมาประกาศในเว็บ Kaidee.com ก็ได้นะ และที่ขาดไม่ได้คือการบอกต่อให้บรรดาบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อนร่วมคอนโด หรือแม้แต่นิติฯ หมู่บ้านได้ทราบว่าเรามีที่ดิน มีบ้าน มีห้องที่พร้อมจะขาย โดยพบว่า เปอร์เซ็นต์การขายอสังหาฯ ด้วยตัวเองที่มาจากการบอกแบบปากต่อปากนั้นสามารถปิดจบการขายได้เร็วกว่าช่องทางอื่นๆ
นอกจากนี้เจ้าของทรัพย์ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างจริงใจโดยเฉพาะเรื่องของสภาพทรัพย์สินที่จะขาย (ภาพถ่ายตรงปก) แผนที่ตั้ง (แชร์โลเคชันด้วยจะดีมากๆ) และราคา พร้อมทั้งปิดป้ายประกาศ ณ จุดขายให้ชัดเจน เพราะพฤติกรรมคนซื้อส่วนใหญ่มักแวะเวียนมาดูสินค้าก่อนเสมอ ป้ายเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนผู้ขายได้อีกทางหนึ่ง
เมื่อเจรจาต้าอ่วยตกลงซื้อขายกันได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เจ้าของทรัพย์ต้องปฏิบัติคือการทำ “สัญญาจะซื้อจะขาย” หรือเรียกอีกอย่างว่า “สัญญาวางเงินมัดจำ” เพื่อการันตีว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคตแน่ๆ รวมทั้งเป็นสัญญาที่แสดงข้อตกลงความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าธรรมเนียมโอน ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย และค่าจดจำนอง ฯลฯ ว่าใครต้องจ่ายส่วนไหนบ้างเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในวันโอน ซึ่งหลังจากทั้งสองฝ่ายเคลียร์เอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้วจึงจบลงด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินเป็นลำดับสุดท้าย
ฝากขาย สบายกว่า
สำหรับใครที่ไม่มีเวลาหรือยุ่งเกินกว่าจะรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามมากมายจากผู้สนใจซื้อ การฝากให้ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ช่วยดูแลถือว่าตอบโจทย์ เพราะคนเหล่านี้จะทำหน้าที่แทนเจ้าของทรัพย์ในส่วนที่เป็นงานติดป้ายประกาศตามสื่อต่างๆ เป็นตัวกลางเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อเพื่อขอกู้สินเชื่อกับธนาคาร รวมถึงจัดการเอกสารสัญญาต่างๆ โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าจ้างใดๆ จนกว่าทรัพย์นั้นจะขายได้
ส่วนเจ้าของทรัพย์ยังคงต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเช่นเดียวกับการประกาศขายอสังหาฯ เอง ว่าจะขายอะไร มีภาพถ่ายอย่างไร สภาพของบ้านมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งรวมด้วยไหม ราคาขายหรือราคาปล่อยเช่าเท่าไร (หากอสังหาริมทรัพย์ของเรามีศักยภาพ เช่น อยู่ในทำเลดี มีความต้องการซื้อสูง หรือสามารถนำไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ เอเจนท์มืออาชีพส่วนใหญ่จะช่วยประเมินราคาที่เหมาะสมให้ด้วย) ราคาดังกล่าวรวมค่าคอมมิชชันแล้วหรือยัง และในกรณีทรัพย์รอขายเป็นที่ดินเรายังต้องแสดงเอกสารหลังโฉนดเพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินตัวจริง และหากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ก็ต้องเตรียมใบระวางที่ดินให้เอเจนท์ด้วย
ค้นหาตัวแทนขายอสังหาฯ มืออาชีพ
ปัจจุบันมีตัวแทนขายอสังหาฯ ให้เลือกจำนวนมากทั้งในรูปแบบบริษัทและรับงานอิสระ ซึ่งเราอาจพิจารณาเลือกใช้บริการโดยดูจากชื่อเสียง หรือขอคำแนะนำจากผู้ที่เคยใช้บริการ หรืออาจลองให้นายหน้าเหล่านั้นได้ลงมือทำงานจริงและวัดผลในช่วง 3-4 เดือน หากไม่มีอะไรคืบหน้าก็เปลี่ยนเจ้าใหม่ เพราะเรื่องแบบนี้ค่อนข้างฟันธงยากว่าเจ้าไหนจะขายได้ราคาดีหรือเร็วกว่ากัน เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องคำนึงทั้งในฝั่งผู้ขาย เช่น กำหนดราคาไว้สูงไหม ทำเลที่ตั้งอสังหาฯ ดีหรือเปล่า ระดับความต้องการปล่อยขายทรัพย์เร็วหรือรอได้ ฯลฯ และในฝั่งนายหน้าว่ามีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน ฐานลูกค้าในมือแน่นหรือเปล่า รวมไปถึงพันธะสัญญาระหว่างเอเจนท์กับผู้ขายที่เป็นทั้งภาระผูกพันและแรงจูงใจในเวลาเดียวกัน
กล่าวคือ หากมีการผูกขาดสิทธิ์ไว้กับเอเจนท์รายใดรายหนึ่ง (ทำสัญญาแบบปิด) หรือเจ้าของทรัพย์ยินดีให้ค่าตอบแทนมากกว่ามาตรฐาน 3% ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ตัวแทนรายนั้นโฟกัสการขาย ทำการบ้านมากขึ้นเพื่อซัพพอร์ทให้ทรัพย์ของเราสามารถดึงดูดความสนใจผู้ซื้อ หรือเลือกทรัพย์ของเราไปนำเสนอลูกค้าเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะปล่อยของได้เร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ กรณีทำสัญญาแบบมีเอ็กซ์คลูซีฟเอเจนท์ หากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้หาลูกค้าได้เองก็ยังต้องจ่ายค่าคอมมิชชันให้นายหน้าเช่นเดิม
ในทางกลับกันหากเจ้าของทรัพย์ทำสัญญาแบบเปิดหรือพูดง่ายๆ ว่าฝากขายกับนายหน้าหลายๆ เจ้าพร้อมกัน (รวมถึงประกาศขายเองด้วย) แม้จะหว่านของขายได้กว้างขึ้น เข้าถึงผู้ซื้อได้หลายกลุ่ม แต่ในมุมมองของเอเจนท์ วิธีการนี้คือความไม่แน่นอนและไม่มั่นคงขั้นสุด เนื่องจากไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ดังนั้นระดับความทุ่มเทใส่ใจจึงน้อยกว่าแบบสัญญาปิด และนายหน้ามืออาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมร่วมวงไพบูลย์ทำตลาดในกลุ่มนี้ด้วย
สรุปท้ายบทความ
การขายอสังหาฯ มือสองแบบขายเองหรือฝากขายเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไป หากเรามีเวลาและต้องการรับเงินจากการขายเต็มจำนวน การลงมือขายโดยทำเองทุกขั้นตอนย่อมเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ในมุมกลับกันถ้าเราไม่อยากเสียเวลาจุกจิกหรือเห็นว่ามีกิจกรรมอื่นที่สร้างรายได้ได้มากกว่าค่านายหน้า การใช้บริการตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ก็นับเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแล้วจริงๆ
แต่ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีการไหนก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเมื่อประกาศขายแล้วจะมีคนซื้อทันที เพราะอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม หรือที่ดินล้วนเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงและมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อได้หลายมิติ ทั้งทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ราคา ความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนจังหวะเวลาและความเชื่อ “บ้านเลือกคน ที่ดินเลือกเจ้าของ” ที่ยากจะพิสูจน์ได้อีกด้วย
เอาล่ะ! ใครอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วอย่าให้เสียเวลาเปล่า ลงมือประกาศขายอสังหาฯ มือสองที่ Kaidee Property กันสักตั้งดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็เป็นสำรวจตลาดก่อนตัดสินใจว่าจะขายเองหรือฝากขายดี
Feb 23, 2021 | บทความยานยนต์
เป็นไหมคะ? เวลาอยู่บนถนน ขับๆ ไปแล้วเจอรถบางคันขับยึกยัก จะเลี้ยวก็ไม่เลี้ยว จะแซงก็ไม่แซงสักที เชื่อว่าคำถามแรกที่หลายๆ คนคิดขึ้นมาในใจ “ผู้หญิงขับรถหรือเปล่า”
หลายต่อหลายครั้งที่ได้ยินประโยคดังกล่าว จนเรารู้สึกตั้งคำถามว่า “เพศสภาพ” ส่งผลต่อประสิทธิภาพการขับรถจริงเหรอ ในยุคที่ความเท่าเทียมทางเพศเดินหน้ามาไกลขนาดนี้ มาดูกันว่า “คำดูแคลน” และ “ถ้อยคำปรามาส” เหล่านี้ ในทางสถิติและจิตวิทยาต่างๆ จะลบล้างคำสบประมาทแบบนี้ได้หรือไม่?
ผู้หญิงขับรถแย่กว่าผู้ชาย จริงหรือไม่?
ข้อมูลจากสถาบันประกันความปลอดภัยทางหลวง (Insurance Institute for Highway Safety) ของอเมริกา เก็บข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลก พบว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทั้งหมดในปี พ.ศ. 2560 กว่าร้อยละ 70 เป็นผู้ชาย รวมไปถึงจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงถึงสองเท่า
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เสริมไปในทางที่ว่า “ผู้ชายไม่ได้ขับรถดีกว่าผู้หญิงสักเท่าไร” ทั้งอัตราการดื่มแอลกอฮอลล์ที่มากกว่าผู้หญิง รวมไปถึงสัญชาตญาณความเป็นแม่อันเด่นชัดของเพศหญิง ที่มีความ “ระมัดระวัง” และ “ละเอียดรอบคอบ” มากกว่าเพศชาย
จากข้อมูลที่เล่าไป จะเห็นได้ว่าย้อนแย้งกันอยู่พอสมควร…
คำถามที่ว่า “ผู้หญิงขับรถแย่กว่าผู้ชายจริงหรือไม่” ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันเป็นวงกว้าง มีทั้งฝั่งที่ว่าผู้ชายขับดีกว่า และทีมที่แย้งขึ้นมาว่า ผู้หญิงต่างหากที่ขับดีกว่า เพื่อให้แฟร์กับทั้งสองฝ่าย เราลองไปดูทั้งสองมุมมองไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ!
เมื่อผู้หญิงขับรถ?
1. อัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ชาย
จากข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัว ต้องยอมรับกันว่าความรู้เรื่องยานยนต์ ทักษะบางอย่าง รวมไปถึงการตัดสินใจของผู้ชาย ค่อนข้างทำได้ดี และแม่นยำกว่าผู้หญิงพอสมควร
ทั้งนี้ตัวเลขทางสถิติบนท้องถนนของสถาบันประกันความปลอดภัยทางหลวง กลับไม่สอดคล้องกับปัจจัยดังกล่าว อุบัติเหตุหลังพวงมาลัยมักเกิดขึ้นกับผู้ชาย และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว อัตราการเสียชีวิตของผู้ชายยังมากกว่าผู้หญิง
สอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ย 5 ถึง 10 ปี กว่าร้อยละ 85 ของผู้ที่มีอายุเกิน 100 ปีเป็นผู้หญิง – อ้างอิงจากการศึกษาของ New England Centenarian Study ที่มหาวิทยาลัยในบอสตัน
2. รักษากฎจราจรมากกว่าผู้ชาย
ผู้หญิงมีแนวโน้มรักษากฎจราจรมากกว่าผู้ชาย มีข้อมูลยืนยันจาก
งานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงข้อมูลจากชมรมนักศึกษาเมาไม่ขับ (Students Against Drunk Driving) ที่เปิดเผยว่า นักเรียนชายร้อยละ 12.5 ไม่เคยคาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนนักเรียนหญิงมีเพียงร้อยละ 7.8 เท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเสริมว่า ผู้หญิงนิยมคาดเข็มขัดนิรภัยมากกว่าผู้ชาย ถือเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ มากกว่าเทคนิคยานยนต์ หรือทักษะใดๆ เอาความปลอดภัยบนท้องถนนเป็นหลัก
3. มีความละเอียดรอบคอบมากกว่าผู้ชาย
ทั้งนี้อัตราการเสียชีวิตที่ต่ำและการรักษากฎจราจรที่เข้มงวดของผู้หญิงนั้น พื้นฐานทั้งหมดมาจากความละเอียดรอบคอบ โดยธรรมชาติของเพศแม่ที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ความระแวดระวัง อาการย้ำคิดย้ำทำ ไม่ชอบเสี่ยงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงมีอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม เคยมีการสำรวจในกลุ่มผู้ชายอายุ 16-29 ปี พบว่าเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มากกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน และเหตุร้ายแรงเหล่านั้นมักเกิดกับคนขับที่เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
เมื่อผู้ชายขับรถ?
1. ความรวดเร็วในการตัดสินใจดีกว่าผู้หญิง
สิ่งหนึ่งที่ผู้ชายและผู้หญิงหลายคนยอมรับตรงกัน คือผู้ชายตัดสินใจได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าผู้หญิง ทั้งยังขับรถได้ดีมีประสิทธิในเส้นทางที่ยาก
ด้วยระบบสมองของผู้ชาย ที่มีส่วน “Parietal Lobe” มากกว่าผู้หญิง ทำให้การคำนวณระยะห่าง พื้นที่และขนาดต่างๆ ทำได้ยอดเยี่ยมฉับไว สอดคล้องกับสัญชาตญาณ “นักล่า” ผู้มีหัวใจรักความเร็ว ชอบความท้าทายและโปรดปรานการเดินทาง จึงไม่แปลกที่หนุ่มๆ จะเข้าใจแผนที่ได้ง่าย จอดรถได้คล่องแคล่วกว่าสาวๆ
2. นักแข่งรถที่ได้แชมป์ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย
ความที่สัญชาตญาณและระบบสมองของผู้ชายเป็นเช่นนั้น จะเห็นได้ว่าตามการแข่งขันประลองความเร็วรถ น้อยครั้งมากที่ผู้ชนะจะเป็นผู้หญิง รวมถึงวิศวกร สถาปนิก นักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลก ล้วนแล้วแต่เป็นเพศชายมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไอแซก นิวตัน ชาลส์ ดาร์วิน ฯลฯ
…ปฏิเสธไม่ได้ว่าธรรมชาติรังสรรค์สิ่งเหล่านั้นให้ผู้ชาย มากกว่าผู้หญิง
3. มีประสบการณ์กับรถยนต์มากกว่าผู้หญิง
รถยนต์ (ใช้น้ำมัน) กำเนิดขึ้นครั้งแรกบนโลกใบนี้โดย “คาร์ล เบ็นทซ์ (Karl Friedrich Benz)” ในปี 1886 และถูกพัฒนาระบบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลาและเทคโนโลยี ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น “ผู้ชาย” คือทีมพัฒนาที่วางรากฐานมาตั้งแต่ต้น
ส่งผลให้ความรู้เรื่องระบบเครื่องยนต์ ส่วนประกอบ กลไกรถของผู้ชายลึกซึ้งและแม่นยำกว่าสาวๆ ทั้งยังมีข้อมูลยืนยันว่า ผู้ชายมีแนวโน้มเริ่มขับรถตั้งแต่อายุยังน้อย และชอบขับรถมากกว่าผู้หญิง ความที่พื้นฐานความสนใจของพวกเขามาทางนี้ตั้งแต่แรก จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะบังคับพวงมาลัยได้อย่างคล่องแคล่ว
ผู้หญิง VS ผู้ชายขับรถดีกว่า?
จากข้อมูลที่ให้ไปของทั้งสองฝั่ง จะเห็นได้ว่าทั้งหญิงและชายมีข้อดีข้อเด่นในการ
ขับรถแตกต่างกันไป ความที่ผู้หญิงเน้นความละเอียดรอบคอบเป็นหลัก ทำให้บางครั้งการตัดสินใจอาจจะไม่ทันท่วงที มีอาการลังเลให้เราเห็นอยู่บ่อยครั้ง จนเกิดประโยคที่ว่า “ผู้หญิงขับรถแย่”
ทว่าจากจากตัวเลขสถิติการเสียชีวิตและอุบัติเหตุที่ร้ายแรงบนท้องถนน ตกไปอยู่กับเพศชายมากกว่า สะท้อนได้ว่า ความมั่นใจหลังพวงมาลัยและการตัดสินใจที่รวดเร็ว อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีเสมอไป
สำหรับเราแล้วไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน อายุเท่าไร เกิดมาพร้อมสัญชาตญาณอะไรไม่สำคัญ หากคุณปฏิบัติตามกฎจราจร มีมารยาทบนท้องถนน ไม่ประมาทจนทำให้ใครเดือดร้อน นั่นคือสิ่งสำคัญ จะชายหรือหญิงก็ไม่ต่างกัน เพราะทั้งฝ่ายมีข้อบกพร่องและข้อได้เปรียบกันคนละด้าน อยากให้เน้นเป็นเป็นรายบุคคลมากกว่า
ส่วนคำตอบที่ว่า ผู้หญิงขับรถแย่กว่าผู้ชายจริงไหม…
ขอถามก่อนว่า ความหมายคำว่าแย่ของคุณเป็นแบบไหนกันคะ?
ถ้าในแง่ของความปลอดภัย เราว่าไม่นะ…
Feb 23, 2021 | บทความยานยนต์
อีกหนึ่งปัญหาสุดคลาสสิกสำหรับการเดินทางนั่นก็คือ อาการง่วงนอนขณะขับรถ ถึงแม้ว่าเราจะนอนพักผ่อนมาเต็มที่ขนาดไหน แต่ถึงเวลาที่ต้องขับรถเป็นเวลานานก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียจนเกิดอาการง่วงนอนเกิดขึ้นได้
ถ้าหากคุณรู้สึกว่ามีอาการหาวบ่อย หนังตาใกล้จะปิดเองแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือรู้สึกวูบในระยะสั้นๆ นั่นหมายความว่าอาการง่วงเข้ามาครอบงำคุณแล้ว วันนี้ Kaidee จะมาแชร์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้คุณได้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง เพื่อขับรถเดินทางต่อไปให้ถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพ
ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ผ้าเย็น และดมยาดม
ความง่วงในการขับรถระยะทางไกลเกิดจากการโฟกัสกับเส้นทางเดิมๆ เป็นเวลานาน ลองแวะปั๊มระหว่างทาง แล้วล้างหน้าล้างมือ ใช้ผ้าเย็นลูบศีรษะและท้ายทอยให้รู้สึกเย็น พร้อมสูดยาดมสมุนไพรเข้าปอดก็จะช่วยทำให้คุณกลับมาสดชื่นอีกครั้งได้
แวะยืดเส้นยืดสาย
ตลอดการขับรถจะต้องนั่งท่าเดิม พร้อมกับเท้าที่อยู่บนคันเร่ง และสองมือวางบนพวงมาลัย แน่นอนว่าจะต้องเกิดอาการเมื่อยล้าจนทำให้ง่วงอย่างแน่นอน การแวะจอดรถที่ปั๊มเพื่อลงมายืดเส้นยืดสาย ทำกายบริหารตามวิถีครูพละก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยไล่ความง่วงได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน
ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
มาที่เครื่องดื่มกันบ้างสำหรับใครที่ต้องการเครื่อมดื่มที่คึกคัก เราอยากแนะนำกาแฟเย็นแบบกดเองที่เซเว่น-อีเลฟเว่น รับรองว่าตื่นแน่นอน และถ้าคุณไม่ใช่สายกาแฟก็ลองเครื่องดื่มชูกำลังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน
เปิดเพลงที่ชอบหรือจัดเพลงแดนซ์สนุกๆ
สร้างอารมณ์ร่วมไปกับการขับรถที่แสนยาวนานด้วยการเปิดเพลงเพลย์ลิสต์โปรดของคุณแล้วร้องตาม หรือจะดึงตัวเองออกจากภวังค์แห่งความง่วงไปกับเพลงบีทหนักๆ โฟกัสกับเส้นทาง และโยกศีรษะไปตามจังหวะเพลง
ฟังเรื่องสยองขวัญ
เรารู้ว่าผู้อ่านหลายคนเป็นคนที่กลัวผีแต่ก็ชื่นชอบที่จะฟังเรื่องผี ลองเปิดรายการผีทางยูทูป หรือดาวน์โหลด Podcast เรื่องผีเก็บไว้ฟังระหว่างขับรถในตอนกลางคืน อย่างน้อยก็ทำให้เกิดสมาธิและขับรถได้อย่างเพลิดเพลิน แต่อย่าตระหนกตกใจเกินไปจนเกิดอุบัติเหตุนะ
ง่วงจนไม่ไหว ควรแวะงีบสัก 25-30 นาที
ถ้าคุณรู้ตัวว่าง่วงหนักจนไม่ไหวแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการจอดที่ปั๊มน้ำมันที่มีคนพลุกพล่านเพื่อพักนอนหลับสัก 25-30 นาที ให้ร่างกายได้หลับลึกตามรูปแบบของ Power Nap ซึ่งจะสามารถทดแทนการนอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อครั้งเลยทีเดียว หลังจากตื่นแล้วจะทำให้คุณสามารถขับรถต่อถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
สรุปท้ายบทความ
ไอเดียทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปเป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้นเท่านั้น แต่วิธีการแก้ปัญหาอาการง่วงที่ดีที่สุดก็คือ ง่วงแล้วไม่ควรขับ ถ้ารู้ตัวว่าง่วงก็ต้องแวะนอนพัก หรือเปลี่ยนให้คนอื่นช่วยขับก็จะดีกว่า สิ่งสำคัญของท้องถนนไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเรา แต่ยังมีผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ที่ทุกคนก็ต่างรักชีวิตของตัวเอง เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก