5 แอปตัดต่อวีดีโอใน iPad

5 แอปตัดต่อวีดีโอใน iPad

บางทีสิ่งที่คาดไม่ถึง อาจเกิดขึ้นจริงได้ ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง อย่าง iPad ที่ใครจะไปคิดว่าอุปกรณ์รูปสี่เหลี่ยมขนาดสิบกว่านิ้ว จะสามารถใช้ทำงาน ดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายรูปหรือตัดต่อคลิปได้แบบทุกวันนี้

iPad ใช้งานได้ขนาดไหน?

iPad รุ่นแรกวางจำหน่ายในปี 2010 ด้วยขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว พร้อมหน่วยประมวลผล Apple A4 ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย จนกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาด 

จนในปัจจุบันนี้แตกไลน์แบ่งเป็นรุ่นปกติ รุ่น Mini, Air และ Pro ซึ่งทั้งสี่รุ่นนี้มีหน่วยประมวลผลที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย แต่หากนำมาตัดต่อคลิปวิดีโอ แนะนำเป็นรุ่น Pro ที่มีหน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดและเหมาะกับการทำงานด้านกราฟิกเช่นกัน 

หลายคนคงสงสัยว่าเจ้า iPad นี้จะแรงแค่ไหนทำอะไรได้บ้าง เรายกรุ่น iPad Pro 2020 ที่มีชิพ A12Z Bionic พร้อมเทคโนโลยี ProMotion ที่ทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆที่แสดงออกมาทางจอมีความสมูทลื่นไหลมากยิ่งขึ้น 

ด้วยประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมของ A12z Bionic บวกกับแรม 6GB ทำให้รุ่นนี้สามารถตัดต่อวีดีโอ 4K ได้และประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าเป็นคลิปวิดีโอธรรมดาไอแพดจะสามารถตัดได้ไหม     

5 แอปตัดต่อวิดีโอในไอแพด

แน่นอนว่าการตัดต่อคลิปวิดีโอใน iPad ต้องใช้แอปพลิเคชันเสมอ ดังนั้นมาดูกันว่าแอปไหนที่สามารถตัดต่อคลิปได้ 

1.Luma Fusion

แอปแรกเป็นแอปตัดต่อที่มีความสามารถใกล้เคียงกับแอปตัดต่อในคอมพิวเตอร์ก็ว่าได้ ด้วยฟังก์ชันและรูปแบบการใช้งานที่มากมาย ทำให้แอปนี้เป็นที่นิยมมาก ที่สำคัญแอปนี้สามารถใช้ในไอโฟนได้ด้วยนะ 

จุดเด่น 

ขอบคุณภาพจาก luma-touch.com

หลักๆแล้วจุดเด่นจะแบ่งเป็นการใช้งานและฟีเจอร์ที่เพิ่มเอฟเฟคต่างๆ เรียกว่ามือใหม่หรือมือโปรก็ใช้แอปนี้ได้อย่างสบายๆ 

  •  ใส่วีดีโอหรือเสียงซ้อนกันได้มากถึง 6 อัน

การจะทำคลิปวีดีโอนึงนั้นนอกจากจะต้องมีภาพที่สวยงามแล้วยังต้องมีเสียงและเอฟเฟคต่างๆเพื่อความน่าดึงดูด ซึ่ง Lumafusion สามารถใส่วีดีโอ ภาพหรือเสียงซ้อนกันได้ถึง 6 อันและเพลงประกอบหรือซาวด์เอฟเฟคได้อีก 6 อัน 

  • มีเอฟเฟคต่างๆมากมาย

เอฟเฟคนี้มีทั้ง Transition เอฟเฟคเลเยอร์และสีสันต่างๆมากมาย รวมถึงสามารถปรับภาพปรับสีให้ดูดีขึ้นตามความต้องการได้ ถือว่าครบมากในส่วนการปรับแต่งวิดีโอ

  • นำเข้าไฟล์จากแหล่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย

นำเข้าไฟล์จาก Google Drive, Dropbox, OneDrive และ iCloud Drive ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รวมถึงนำเข้าไฟล์จาก Flash Drive, External HDD และ SSD ได้โดยตรงเช่นกัน

  • แชร์ไฟล์ลงโซเชียลได้จากในแอป

เมื่อตัดต่อคลิปเสร็จเรียบร้อยแล้วก็สามารถอัปโหลดลงโซเชียลอย่าง Facebook, Youtube, Vimeo, Dropbox, Google Drive, OneDrive, iCloud Drive รวมถึงการ Airdrop เข้าสู่ Mac ได้อย่างง่ายดาย

ราคา

เห็นฟีเจอร์ครบครันแบบนี้ แน่นอนว่าแอปนี้ไม่ฟรีนะ ราคาอยู่ที่ 899 บาท ซื้อขาดแบบไม่ต้อง Subscription จ่ายรายเดือน 

2.Viva Video

อีกหนึ่งแอปตัดต่อที่ใครหลายๆคนอาจเคยใช้กัน ด้วยความสะดวกและใช้ง่าย รวมถึงใช้งานผ่านไอโฟนได้ ทำให้หลายคนโหลดติดเครื่องกันไว้เป็นแอปพื้นฐานก็ว่าได้ 

จุดเด่น

  • เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มตัดต่อคลิป

ด้วยหน้าตาการใช้งานที่เหมาะกับมือใหม่หัดตัดต่อคลิป เมนูต่างๆออกแบบมาให้ใช้งานง่าย แต่ประสิทธิภาพและฟังก์ชันต่างๆมีครบครันพร้อมใช้งาน

  • ปรับแต่งได้หลากหลาย

หน้าตาแอปที่ดูใช้งานง่าย แต่การใช้งานภายในถือว่ามีฟีเจอร์แน่น ทั้งการตัด ใส่เอฟเฟค Transition ปรับฟิลเตอร์ รวมถึงเพิ่มข้อความลงบนคลิปก็ทำได้ เรียกว่าใครทำช่องยูทูป ทำคลิปแต่งหน้า รีวิวต่างๆ แอปนี้ถือว่าตอบโจทย์

  • มีเพลงให้เลือกใส่ภายในแอป

ใครไม่รู้จะเลือกเพลงหรือหาเพลงจากไหนมาใส่ในคลิป ในแอปนี้มีเพลงให้เลือกใส่ได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องเสียเวลาไปหาจากแหล่งอื่นๆ 

ข้อสังเกต

แอปนี้เป็นแอปฟรีแต่หากต้องการใช้ฟีเจอร์แบบจัดเต็มจะต้องซื้อ In-App Purchase และมี Subscription แบบรายเดือนหรือรายปีให้ซื้อ หากใครไม่ได้ติดตรงนี้หรือต้องใช้ตัดคลิปบ่อยๆละก็ จัดเต็มแบบรายปีไปเลย รับรองว่าคุ้ม 

3.Adobe Premiere Rush

แอปสุดเจ๋งจาก Adobe ใครที่ใช้ Adobe Premiere Pro ใน PC อยู่อาจรู้จักกับแอปนี้กันมาบ้างแล้ว เพราะแอปนี้สามารถใช้ได้ทั้ง Mac Window iOS และ Android เรียกว่าใช้แพลตฟอร์มไหนอยู่ก็ไม่มีปัญหา

จุดเด่น 

  • ฟีเจอร์ครบครัน

ทั้งตัดต่อ ใส่ซับ ใส่เสียง ใส่เอฟเฟค Transition ต่างๆ ก็มาครบในแอปนี้

  • แชร์ลงโซเชียลได้อย่างสะดวก

เช่นเดียวกันกับ LumaFusion เมื่อตัดต่อเสร็จแล้ว สามารถอัปลงโซเชียลได้จากตัวแอปนี้ได้เลย 

  • มี Creative Cloud

ระบบ Subscription ที่จะทำให้เราได้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ Cloud 100GB และยังสามารถ Sync โปรเจคงานที่เราทำอยู่บนสมาร์ทโฟนไปยังแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวก ที่สำคัญคือเราสามารถโอนโปรเจคงานจาก Premiere Rush ไปยัง Premiere Pro ได้อีกด้วย

ข้อสังเกต

 หากใช้รูปแบบฟรี ไม่ได้สมัครรายปีก็จะได้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ Cloud ใาเพียง 2GB และสามารถ Export โปรเจคได้เพียง 3 ตัวเท่านั้น  

4.KineMaster

แอปยอดฮิตที่มีรีวิวจากหลากหลายสำนัก ทั้งรีวิวไทยหรือรีวิวนอก ต่างก็บอกไปในแนวทางเดียวกันว่าใช้งานง่ายและฟีเจอร์ครบ 

จุดเด่น

  • เพิ่มการวาดที่เขียนลงบนวีดีโอได้

ใน Kinemaster นี้สามารถวาดเขียนด้วยมือแล้วนำไปรวมในวิดีโอของเราได้ 

  • วิดีโอเลเยอร์

เราสามารถใส่เอฟเฟค ภาพ เสียง หรือลายมือลงบนวิดีโอโดยการสร้างเลเยอร์เพิ่มขึ้น

  • ปรับสีสันของภาพในวิดีโอได้

 หากภาพของวิดีโอที่เราถ่ายมานั้นยังดูสีสันรายละเอียดต่างๆยังไม่สดใสชัดเจน เราสามารถปรับได้ในแอปนี้

  • Export 4K ได้

หากวิดีโอที่เราถ่ายมานั้นมีความละเอียดสูง แอปนี้ก็สามารถเรนเดอร์ออกมาได้ในความละเอียดที่สูงถึง 4K เลยล่ะ

ข้อสังเกต

ถ้าใช้เป็นตัวฟรีจะติดลายน้ำ ดังนั้นหากต้องการคลิปที่สมบูรณ์พร้อมฟีเจอร์มากมายจะต้องเสียรายเดือน

5.iMovie

แอปฟรีสำหรับ iOS ที่สร้างขึ้นโดยแอปเปิ้ลโดยตรง ซึ่งแน่นอนว่าแอปก็จะต้องถูกออกแบบการใช้งานมาให้เหมาะสมแพลตฟอร์มของ iOS โดยตรง

จุดเด่น

  • เปลี่ยนภาพ Background จากกรีนสกรีนได้

ใครที่เคยเห็นเบื้องหลังของรายการทีวีหรือรายการข่าวต่างๆจะเป็นสีเขียว พอเราดูในทีวีที่เขาตัดต่อเรียบร้อยก็กลายเป็นรูปภาพกราฟิกต่างๆ ใน iMovie นี้ก็ทำได้เช่นกันนะ ขอแค่เรามีฉากเขียวไว้เป็นพื้นหลัง แล้วมาปรับแก้ในแอปได้เลย

  • ทำคลิป Trailer สั้นๆได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเริ่มใช้งานจะมีให้เลือกสร้างโปรเจคแบบ Movie ที่เป็นคลิปยาวหรือ Trailer ที่ทำคลิปสั้นๆ หรือใครอยากทำคลิปสั้นๆลงโซเชียลก็ทำได้ง่ายๆเลย

  • ตัดต่อ 4K ได้

เช่นเดียวกับอีกหลายๆแอปที่สามารถตัดคลิปความละเอียด 4K ได้ ใน iMovie ก็ทำได้ด้วยเช่นกัน 

  • ย้ายไปทำบนแพลตฟอร์มอื่นได้ 

เรียกว่าเป็นจุดเด่นที่ได้ผลมาจากเป็นแอปที่พัฒนาโดยแอปเปิ้ล จึงสามารถย้ายโปรเจคที่เรากำลังทำอยู่ผ่าน Airdrop ไปยังไอโฟนหรือแมคของเราได้อย่างง่ายดาย 

ข้อสังเกต

iMovie บนไอแพดและไอโฟนนั้นยังมีฟีเจอร์ไม่เยอะมากเท่าไรเมื่อเทียบกับ iMovie บนเครื่อง Mac 

สรุป

โดยรวมแล้วแอปพลิเคชันที่มีมากมายทำให้ตัวไอแพดกลายเป็นเครื่องที่ใช้ทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะตัดต่อ ทำภาพกราฟิก วาดภาพหรือใช้เสพสื่อบันเทิงต่างๆ บวกกับความเสถียรของระบบ iPad OS ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆให้ไอแพดในทุกการอัปเดตใหญ่ เรียกว่าคุ้มค่ามากๆหากคุณได้มีไว้ในครอบครอง

ถ้าใครยังไม่มีแล้วอยากหาไอแพดดีๆสักเครื่องล่ะก็ เปิด Kaidee ได้เลย ไม่ว่าจะสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ก็มีให้เลือกมากมาย

JAPANDI Design ไฮบริดสไตล์แต่งบ้านที่สายมินิมอลต้องรู้

JAPANDI Design ไฮบริดสไตล์แต่งบ้านที่สายมินิมอลต้องรู้

การโคจรมาพบกันของโลกตะวันตกและตะวันออกหรือที่เรียกว่า East Meets West มักสร้างเรื่องราวใหม่ๆ ให้เราได้ตื่นตาตื่นใจ อย่างที่คุ้นเคยกันดีคงหนีไม่พ้นอาหารสไตล์ฟิวชั่นที่เอาส่วนผสมของอาหารเอเชียมาเสิร์ฟในสไตล์ฝรั่ง และล่าสุดกับงานตกแต่งภายใน หรือ Interior Design ที่หยิบเอาความเนี้ยบเรียบง่ายแบบญี่ปุ่นมาผสมผสานกับความอบอุ่นจากชาวสแกนดิเนเวีย เกิดเป็นไฮบริดดีไซน์ที่เรียกว่า “JAPANDI Design” ซึ่งจะมีหน้าตาและรายละเอียดอย่างไรบ้าง วันนี้เรารวบรวมมาให้แล้ว

Simplicity Furniture
Cr : www.catesthill.com

JAPAN + SCANDINAVIA = JAPANDI 

ที่มาที่ไปของ JAPANDI มาจากคำว่า JAPAN (ญี่ปุ่น) + SCANDI (สแกนดิเนเวีย) ซึ่งหากมองทางภูมิศาสตร์ เราจะเห็นว่าทั้งสองประเทศอยู่ห่างไกลกันกว่า 8,000 กิโลเมตร แต่ในเรื่องของงานดีไซน์แล้ว ญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียกลับมีความเหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ 

ที่สังเกตได้ง่ายสุดคือความเรียบง่าย (Simplicity) ไม่ว่าจะด้วยรูปทรงหรือการใช้สอยที่ดึงความธรรมดาออกมาได้อย่างโดดเด่น การใช้วัสดุจากธรรมชาติ ผสมผสานกับงานฝีมือท้องถิ่นที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้ชิ้นงานอีกหลายเท่าตัว 

นอกจากนี้พวกเขายังมีปรัชญาการใช้ชีวิตไปในแนวทางเดียวกัน คือการค้นพบความสุขง่ายๆ จากบริบทรอบตัว โดยชาวญี่ปุ่นมีปรัชญาที่เรียกว่า “วาบิ-ซาบิ” (Wabi-Sabi) ยึดถือความสุขทางใจมากกว่ายึดติดวัตถุ และเชื่อว่าความไม่สมบูรณ์แบบเป็นความงามอย่างหนึ่ง ในขณะที่ชาวสแกนดิเนเวียมี “ลากอม” (Lagom) ที่เป็นเรื่องของสมดุลยภาพ ไม่มากไม้น้อยเกินไป และ “ฮุกกะ” (Hygge) ความชื่นชอบในการใช้ชีวิตอย่างสุขนิยม 

Pattern on Fabric
Cr : www.fashionwallpaper.co.uk

องค์ประกอบที่บอกว่านี่คือ JAPANDI Design

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รักความมินิมัล บอกเลยว่าคุณได้เข้ามาสู่โลกของ JAPANDI แล้วล่ะ เพราะคีย์สำคัญของดีไซน์ลูกครึ่งนี้คือความเรียบง่าย เพียงแต่งนั่นนิด จับแจกันนู้นวางหน่อยก็ได้ความสวยงามที่ลงตัว จนบางครั้งเราอาจได้ยินการตกแต่งสไตล์นี้อีกอย่างว่า Japanese Minimalism โดยมีองค์ประกอบหลักที่น่าสนใจดังนี้

รูปทรง

ของตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่นำมาใช้ตกแต่งมีรูปทรงง่ายๆ อย่างเรขาคณิต ตัดความซับซ้อนหรือสิ่งไม่จำเป็นออก เช่น ใช้ตู้ทรงเหลี่ยมธรรมดา ไม่มีการตกแต่งหน้าบานที่วิจิตรบรรจง หรือหากเป็นลายเส้นบนพื้นผิวก็จะเป็นเส้นที่ดูเข้าใจง่าย เป็นงานฝีมือที่ไม่ต้องตีความ หรือมีความชัดเจนในตัวเองนั่นเอง 

การใช้งาน (ฟังก์ชั่น)

เน้นออกแบบฟังก์ชั่นที่ตอบสนองการใช้งานตามความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เป็นหลัก หากเป็นเฟอร์นิเจอร์ก็ต้องอรรถประโยชน์ไม่ใช่แค่ตั้งโชว์สวยๆ เท่านั้น แถมยังต้องประหยัดพื้นที่ตามสไตล์ญี่ปุ่นอีกด้วย ส่วนฟังก์ชั่นด้านพื้นที่ใช้สอยจะค่อนไปทางอิสระเปิดโล่ง (Open Space) เพื่อการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

วัสดุ

เน้นใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติและมีผิวสัมผัส (Texture) ที่น่าสนใจ เช่น ไม้แปรรูป ลำไผ่ หวาย เชือกป่าน เส้นใยจากพืช ตลอดถึงวัสดุอื่นๆ ที่มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่วัสดุในท้องถิ่นที่หาได้ทั่วไป โดยนำเสนอพร้อมกับงานฝีมือที่พิถีพิถัน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าให้กับวัสดุธรรมชาติได้อย่างน่าทึ่ง  

โทนสี

ในแง่ของโทนสีที่นำมาตกแต่ง JAPANDI Design คงอัตลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่นและสแกนดิเนเวียอย่างชัดเจนด้วยการใช้สีสันแห่งธรรมชาติหรือเอิร์ธโทน ไล่เฉดตั้งแต่สีขาวหม่น เบจ น้ำตาลอมเทา สีเขียวใบไม้ ไปจนถึงสีดำ สร้างสรรค์อารมณ์ของห้องให้ดูอบอุ่น อยู่สบาย แต่ไม่นิยมใช้สีสด สีสว่าง สีคู่ตรงข้ามที่ตัดกันรุนแรง หรือสร้างจุดโฟกัสด้วยสีเด่นเพียงสีเดียว เพราะจะทำให้ห้องขาดความกล่อมกลม หลุดจากความเป็นธรรมชาติไป

Cozy bedroom with Japandi Style
Cr : www.greenandmustard.co.uk

เคล็ด (ไม่) ลับจัดห้องสไตล์ Japandi  

เมื่อทราบองค์ประกอบหลักของสไตล์ JAPANDI แล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาจัดวางสิ่งละอันพันละน้อยให้สอดคล้องกัน ซึ่งเราต้องคิดอยู่ในใจเสมอว่า “Keep It Clean” คือดูภาพรวมแล้วห้องต้องสะอาดตา ไม่รกรุงรัง เพื่อให้เฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งแต่ละชิ้นเผยความงามในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างสมดุล 

อีกหนึ่งความลับที่สร้างความอบอุ่น น่าอยู่ ในสไตล์การตกแต่งลูกครึ่งตะวันออกตะวันตกนี้ คือการเปิดให้ห้องได้รับแสงแดดบ้าง เพราะแสงธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต หรือหากห้องไม่มีช่องเปิดรับแสงจริงๆ เราสามารถทดแทนด้วยหลอดไฟโทนสี Daylight ก็พอกล้อมแกล้มได้เช่นกัน

สุดท้ายคือการเติมความมีชีวิตชีวาให้กับห้องด้วยดอกไม้สักดอกปักในแจกันทรงสูง หรือต้นไม้ประดับฟอร์มสวยสักต้นสองต้นก็เพียงพอสำหรับความมินิมอลแบบญี่ปุ่น

สรุปท้ายบทความ

JAPANDI คืออะไร?

โดยสรุปแล้ว JAPANDI Design คือรูปแบบการตกแต่งภายในสายเดียวกับ Minimalism โดยรวมเอาเอกลักษณ์สไตล์ญีปุ่นและสแกนดิเนเวียเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมในหมู่ดีไซเนอร์ทั่วโลก โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ความเรียบง่ายทั้งรูปทรง ลวดลาย และฟังก์ชั่นใช้งาน เน้นใช้วัสดุจากธรรมชาติ เพื่อสร้างความกลมกลืนกันระหว่างของตกแต่งและผู้อยู่อาศัย

สำหรับใครที่อยากจัดบ้านสไตล์ JAPANDI สามารถแวะมาช้อปเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเก๋ๆ หรือหากจะค้นหาบ้านหรือคอนโดเพื่อเก็บไว้ตกแต่งสไตล์นี้ก็ไม่ยากแค่คลิกที่ Kaidee เท่านั้น

มือใหม่หัดสวย อุปกรณ์แต่งหน้าเริ่มต้นสำหรับสาวๆ

มือใหม่หัดสวย อุปกรณ์แต่งหน้าเริ่มต้นสำหรับสาวๆ

ความสวยสร้างได้ด้วยตัวคุณเอง แม้ศัลยกรรมจะเริ่มกลายเป็นเทรนที่ฮอตฮิตมากขึ้น แต่สำหรับใครที่กำลังกลัวหรือยังไม่กล้าทำก็ใช้เมคอัพเครื่องสำอางช่วยได้นะ แต่งเองได้ แถมไม่เจ็บตัวอีกด้วย น้องๆคนไหนหรือใครก็ตาม ที่เพิ่งเริ่มแต่งหรือยังไม่เคยแต่ง มารู้อุปกรณ์พร้อมเทคนิคง่ายๆกัน

อุปกรณ์หลักๆที่ใช้

โดยทั่วไปการแต่งหน้าต้องมีอุปกรณ์หลายอย่าง หากจะแต่งทั้งทีก็เตรียมอุปกรณ์เหล่านี้ให้พร้อมไว้ดีกว่า เพราะถ้าของพร้อมก็เหมือนมีชัยไปแล้วกว่าครึ่งนะ !

1.เครื่องสำอาง

หลายๆคนคงรู้แล้วว่าเครื่องสำอางมีอะไรบ้าง เรามาดูกันอีกทีโดยแบ่งตามหมวดหมู่กัน

1.1 Face

Base 
  • เบส/ ไพร์มเมอร์/ Color Corrector
  • รองพื้นแบบน้ำ/ แบบครีม
  • คอนทัวร์ครีม
  • บลัชออนครีม
Powder
  • แป้งฝุ่น/ แป้งอัดแข็ง
  • คอนทัวร์/ บรอนเซอร์
  • บลัชออน

1.2 Eyes

  • Eye Primer
  • Eyeshadow
  • Inner liner
  • อายไลน์เนอร์แบบน้ำ/ แบบเจล
  • ที่ดัดขนตา
  • มาสคาร่า
  • ขนตาปลอม
  • ดินสอเขียนคิ้ว
  • มาสคาร่าคิ้ว 

 1.3 Lips

  • ลิปบาล์ม
  • ลิปสติก
  • ลิปสเตน
  • ลิปทินท์
  • ลิปกลอส

2.กระจก/ แสง

ถ้าไม่มีกระจกก็คงยากสุดๆในการแต่งหน้า แต่ตอนนี้กระจกแต่งหน้าส่วนมากจะมาพร้อมไฟด้วยเลย ทำให้สะดวกมากๆ เพราะถ้าแต่งหน้าในที่แสงน้อย อาจทำให้หน้าเข้มหรือวอกไปจนโป๊ะได้เลยนะ 

3.แปรงแต่งหน้า

ถ้าจะใช้มือเปล่าๆอย่างเดียวก็คงยาก แปรงแต่งหน้าจะทำให้เราลงเมคอัพตามจุดได้เป๊ะขึ้น ซึ่งขนของแปรงก็มีผลต่อการแต่งหน้านะ ถ้าขนแปรงเป็นขนสังเคราะห์หรือไฟเบอร์ก็เหมาะในการใช้ลงพวกเมคอัพที่เป็นครีมหรือน้ำ เพราะแปรงมีความแน่น ส่วนแปรงขนสัตว์ก็เหมาะกับการลงเมคอัพที่เป็นเนื้อฝุ่น เพราะการเบลนของแปรงนี้จะทำได้นวลเนียนกว่า

4.ของใช้อื่นๆ

นอกจากเครื่องสำอางที่เป็นอุปกรณ์หลักแล้ว ยังมีของใช้เล็กๆน้อยๆอีกหลายอย่างเช่น มีดกันคิ้ว ไว้เก็บทรงคิ้วให้เป๊ะด้วยตัวเองหรือจะเป็นคอตตอนบัดไว้เช็ดส่วนเล็กๆบนใบหน้า เป็นต้น

5.ที่ลบเครื่องสำอาง

ชิ้นสำคัญที่หลายคนชอบลืม นั่นคือที่ลบเครื่องสำอาง หากเราไม่ได้ใช้เครื่องสำอางที่กันน้ำแบบสุดๆล่ะก็ เพียงแค่คลีนเซอร์ธรรมดาก็สามารถลบออกได้ แต่ถ้าเป็นเครื่องสำอางกันน้ำพวกอายไลน์เนอร์หรือมาสคาร่าที่ลบยากๆ แนะนำให้ใช้เป็นที่ลบเครื่องสำอางแบบออย เพราะจะออกง่ายและออกหมดจด แต่เทลงสำลีและวางทิ้งไว้ นวดเบาๆก็จะค่อยๆหลุดออกมา 

แล้วเครื่องอางชิ้นไหนล่ะที่ต้องมี

อย่างที่เห็นกันด้านบนว่าเครื่องสำอางมีหลายชิ้นมาก ถ้าจะเอาให้ครบก็คงต้องเสียเงินประมาณหนึ่งเลยล่ะ แต่ถ้าเราไม่ได้แต่งหน้าแบบครบเครื่องบ่อยๆ มีแค่ชิ้นหลักๆตามนี้ก็เพียงพอ 

  1. รองพื้น

ชิ้นแรกนี้เป็นสิ่งที่จะปรับผิวหน้าให้เรียบเนียนและมีสีผิวที่เสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบครีมหรือแบบแป้ง แต่จะต่างกันที่ระดับความปกปิดและการควบคุมความมัน 

  1. แป้งฝุ่น

หากใครไม่ชอบลงรองพื้นให้รู้สึกหนักหนา ก็ใช้เป็นแป้งฝุ่นธรรมดา ปรับผิวหน้าให้ผ่อง หรือหากใครที่ลงรองพื้นแล้วก็ต้องลงแป้งฝุ่นเพื่อเซ็ตทุกครั้ง หากใครหน้ามันพกแป้งฝุ่นติดตัวไว้ซับระหว่างวันได้นะ

  1. บลัชออน/คอนทัวร์

เพื่อความหวาน ดูผิวดี ต้องมีบลัชออนบางๆ หรือลงคอนทัวร์ไว้ปรับให้หน้าดูชัดขึ้น ส่วนหากใครอยากให้มีมิติเพิ่มอีกให้ลงบรอนเซอร์เบาๆตามกรอบหน้าอีกที 

  1. ที่เขียนคิ้ว

คิ้วเป็นส่วนหนึ่งที่หลายๆคนใช้เวลาเขียนกันนาน สำหรับมือใหม่ให้ค่อยๆลงบางๆแล้วค่อยๆเพิ่มความเข้มตามต้องการ

  1. เซ็ตแต่งตา

คิ้วมีแล้ว ตาก็ปรับให้ชัดขึ้นตามด้วยอายแชโดว์ อายไลน์เนอร์ ที่ดัดขนตาและมาคาร่า ส่วนตาอาจต้องมีหลายชิ้นหน่อย เพราะถ้าแต่งตาสวยโดยรวมแล้วก็จะสวยขึ้นอีก

  1. ลิปบาล์ม/ ลิปสติก

ลิปบาล์มและลิปสติกเรียกว่าเป็นชิ้นที่ทุกคนต้องมีติดกระเป๋า บางคนชอบแนวธรรมชาติหวานๆ ใสๆ ใช้ลิปบาล์มที่สีชัดหน่อยก็จบแล้ว

เทคนิคการแต่งหน้าง่ายๆ

  1. อยากได้ลุคธรรมชาติต้องลงผิวให้ดีก่อน

Natural look ที่เราเห็นกันบ่อยๆ อาจดูเหมือนง่าย แต่ตามจริงแล้วการแต่งหน้าให้ออกมาดูธรรมชาตินั้นค่อนข้างใช้เวลาและต้องละเอียดมากโดยเฉพาะเรื่องการลงผิว การใช้รองพื้นรวมถึงการเกลี่ยลงที่ผิว อาจใช้เป็นฟองน้ำค่อยๆกดลงไปบนผิวก็ได้ เพื่อความเนียนและเป็นธรรมชาติ 

  1. ไม่ชอบลงรองพื้น ใช้คอนซีลเลอร์แทนก็ได้นะ

คนที่ไม่ชอบลงรองพื้น แต่ยังอยากได้การปกปิดอยู่ ให้ใช้คอนซีลเลอร์ลงเฉพาะบริเวณ ค่อยๆเกลี่ยและเซ็ตด้วยแป้งฝุ่นอีกหน่อยก็ได้ผิวที่ดีขึ้นแบบไม่อึดอัดแล้ว

  1. เมื่อแต่งตา ต้องไม่ลืมอายไพร์มเมอร์

อายไพร์มเมอร์หรืออายเบสเป็นเหมือนตัวที่จะช่วยให้สีอายแชโดว์ชัดขึ้นและติดทนนานมากขึ้นอีกด้วย ทาแค่บางๆเบาๆนะ แต่ถ้าใครไม่มีอายไพร์มเมอร์ก็สามารถใช้คอนซีลเลอร์แทนได้เช่นกัน  

  1. คิ้วสวย เขียนง่าย ต้องกันก่อนเสมอ

หลายคนคงเจอปัญหาเวลาเขียนคิ้วแล้วไม่สวยสักที ให้ลองกันคิ้วดู หากใครกันไม่เป็น เดี๋ยวนี้มีร้านรับกันหรือแว๊กขนคิ้วหลายร้าน พอคิ้วได้ทรงได้รูปแล้วก็จะเขียนได้ง่ายมากขึ้น 

  1. เริ่มเขียนอายไลน์เนอร์จากบางๆ

ค่อยๆเขียนอายไลน์เนอร์เส้นบางๆให้ชิดขอบตาให้มากที่สุด แล้วค่อยๆเพิ่มความหนาไปทีละนิดจนกว่าจะพอใจ ฝึกเขียนทุกวัน ผ่านไปสักสองอาทิตย์เดี๋ยวก็จะเขียนไวขึ้นเองนะ

  1. ปัดมาสคาร่าให้เด้ง

หลังลงอายแชโดว์เสร็จให้ดัดขนตาก่อน มองลงข้างล่างแล้วดัดยกขึ้น เวลาปัดมาสคาร่าก็เช่นกัน เริ่มปัดจากโคนขนตาแล้วซิกแซกออก ขนตาจะหนาและงอนเป็นธรรมชาติกว่า

สรุป

การแต่งหน้าคือศิลปะอย่างหนึ่งที่คนไม่เก่งศิลปะก็สามารถทำได้ การแต่งหน้าที่สวยไม่ใช่เป็นการถมทุกชิ้นที่เรามีลงบนหน้า แต่เป็นการค่อยๆวาดค่อยๆแต่ง และผลลัพธ์จะออกมาเป็นความดูดี ซึ่งการแต่งหน้านี้ตามจริงแล้วไม่ได้กำหนดเพศนะ ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิงก็แต่งได้หมด เพื่อการเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตของเรา 

การแต่งหน้าของใครหลายๆคน ในช่วงเริ่มแรกอาจยังออกมาไม่ดีนัก แต่ลองฝึกไปสักระยะหนึ่งจะเห็นความแตกต่างได้เลยว่าเราจะแต่งหน้าสวยขึ้น ไม่เชื่อลองถ่ายรูปเมคอัพตัวเราเองไว้ทุกๆ 3 เดือนดูสิ และเมื่อหน้าสวยครบแล้ว เสื้อผ้าก็ต้องแมทช์ดูดีด้วยนะ ใครยังไม่มีเสื้อผ้าสวยๆก็สามารถไปดูแหล่งช้อปเสื้อผ้าในปี 2021 ที่นี่เลย

Supercar ทำไมกันราคาถึงแรงนัก!!

Supercar ทำไมกันราคาถึงแรงนัก!!

อยากรู้เหมือนกันใช่ไหมครับ?? ว่าทำไมกันรถหรู ๆ ที่เป็นซูเปอร์คาร์ราคามันถึงได้สูงนัก ทั้งที่ก็เป็นรถยนต์คันหนึ่งที่อาจะเป็นมีหน้าหรือรูปร่างที่ดูเท่กว่า หรูกว่ารถยนต์ทั่ว ๆ ไปแค่นั้นเอง แต่ราคากลับพุ่งทะลุ 10 ล้าน (แหม่~ ทำไปได้)

เดี๋ยวเรามารู้คำตอบไปพร้อม ๆ กันในบทความนี้ว่าเหตุผลที่แท้จริงที่มากกว่าเรื่องของดีไซน์ที่แตกต่างจากรถยนต์บ้าน ๆ ทั่วไป ที่จะส่งให้ของราคา Supercar ในไปประเทศไทยนั้นมีราคาที่สูงเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง บางคันนั้นแพงจนสามารถนำเงินไปซื้อที่หรือบ้านยังได้เลย

แล้ว Supercar มันคืออะไรกันแน่??

พูดมาขนาดนี้หลายคนคงตั้งคำถามในใจกันแล้วล่ะว่า Supercar มันคือรถประเภทไหนกันแน่?? เพราะก่อนหน้ามานี้เราไม่เคยได้ยินคำ ๆ นี้มาก่อนเลยด้วยซ้ำ เต็มที่เราก็จะคุ้นชินกับคำว่า “รถสปอร์ต” เสียมากกว่า

คำว่า “รถยนต์ Supercar” จริง ๆ แล้วอาจจะเพิ่งมีมาได้ยินเมื่อไม่นานนี้นี่เอง แต่จริง ๆ แล้วคำ ๆ นี้มีการใช้งานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1966 โดยคนที่ใช้คำศัพท์นี้เป็นเจ้าแรกเลยก็คือ Lamborghini ในรุ่น Muira ซึ่งนำมาใช้กับรถยนต์ที่มีพละกำลังสูงกว่า 400 แรงม้า ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ได้เร็วกว่า 4 วินาที และมีเครื่องยนต์ที่วางกลางขนาดมากกว่า 8 สูบขึ้นไป หรือที่เรียก ๆ กันว่า “เครื่องยนต์ V8” นั่นเอง

อะไรที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนั้น

ผมว่าน่าจะพอเดาเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ราคาสูงได้ขนาดนี้กันอยู่บ้างแล้ว แค่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้มีแค่เหตุผลเดียวอย่างแน่นอน เดี๋ยวผมจะมาขยายให้ฟังกันเลยทีละข้อ

1. ดีไซน์และการออกแบบ

ด้วยดีไซน์ที่มีความเท่เหนือรถยนต์ที่วิ่ง ๆ กันตามท้องถนน บวกเข้ากับเทคโนโลยีในการออกแบบเพื่อให้รถยนต์นั้นมีความเบาและมีแอโรไดนามิคที่ยอดเยี่ยม ทำให้รถยนต์นั้นสามารถวิ่งได้บนท้องถนนอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อ่านเนื้อหาเรื่องแอโรไดนามิคเพิ่มเติม คลิกที่นี่

2. ระบบต่าง ๆ ของรถยนต์

อย่างที่ได้บอกไปในตอนเกริ่นช่วงแรกของบทความ คำว่า Supercar นั้นมันมาจากเรื่องของเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทำให้ความเร็วของรถนั้นสูงตามไปด้วย ทำให้รถยนต์เหล่านี้จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีระบบความปลอดภัยและฟังก์ชันมากมายตามไปด้วย เพื่อให้ความปลอดภัยสูงที่สุดต่อผู้ขับขี่

3. ตัวแทนจำหน่าย

ด้วยความที่รถยนต์ประเภทนี้ เป็นที่ต้องการสำหรับคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้นจริง ๆ ทำให้ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทำให้เมื่อตัวแทนจำหน่ายนำเข้ามา ต้องบวกกำไรเข้าไปอีกจากราคารถยนต์

4. ภาพลักษณ์

อันนี้เป็นเรื่อง Brand ที่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของคนที่เลือกซื้อรถยนต์ Supercar ทำให้ผู้ผลิตหลาย ๆ ยี่ห้อที่เป็นรถหรู สามารถตั้งราคาได้สูงจนยากที่ใครจะเอื้อมถึง ซึ่งแบรนด์ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในหมู่รถยนต์ประเภทนี้ อาทิเช่น

  • Lamborghini
  • Maserati
  • Aston Martin
  • Bugatti
  • Porsche

5. ภาษีนำเข้า

ประเทศไทยขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของภาษีนำเข้าที่แสนจะมหาโหด (เจ็บแปลบขึ้นมาทันที~) เพราะต้องผ่านการเก็บภาษีหลากหลายขั้นตอนเอามาก ๆ กว่าตัวแทนจำหน่ายจะมาวางจำหน่ายได้ ซึ่งยังไม่ได้รวมเข้ากับกำไรที่ทางตัวแทนแต่ละเจ้านั้นต้องการอีก

  • อากรขาเข้า

เป็นภาษีอย่างแรกเลยที่ผู้นำเข้าจะต้องจ่าย โดยมีอัตราอยู่ที่ 80% ของราคา CIF (Cost Insurance and Freight หรือก็คือ ราคาสินค้า+ค่าประกัน+ค่าขนส่ง)

วิธีคำนวณ : C.I.F x อัตราอากรนำเข้า

  • ภาษีสรรพสามิต

ภาษีในส่วนนี้กรมศุลกากรจะเป็นผู้ที่เรียกเก็บ พร้อม ๆ กับอากรนำเข้า ซึ่งอัตราค่าภาษีนั้นจะมีตั้งแต่ 30%-50% ตามขนาดเครื่องยนต์หรือกระบอกสูบเลยทีเดียว

วิธีคำนวณ : (C.I.F + อากรนำเข้า) x อัตราภาษีสรรพสามิตร/ 1-(1.1. x อัตราภาษีสรรพสามิตร)

  • ภาษีมหาดไทย

กระทรวงมหาดไทยจะนำภาษีในส่วนนี้ไปบริหารต่อ โดยคิดอัตราภาษีที่ 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งต่อให้กระทรวงมหาดไทยอีกที

วิธีคำนวณ : ภาษีสรรพสามิตร x 10%

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม

หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า VAT นั่นเอง ซึ่งจะคิดภาษีเพิ่มอีก 7% ของภาษีทั้งหมดที่คิดมาก่อนหน้านี้

วิธีคำนวณ : ฐานภาษี (ราคารถ รวมกับภาษีข้อ 1-3) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

จากทั้งหมดที่บอกมานั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ราคาสูงขึ้นเสียจนเกินราคาจริงไปมาก ซึ่งประเด็นหลัก ๆ น่าจะมาจากภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บค่อนข้างสูงจากผู้นำเข้า จึงส่งผลเป็นอย่างมาก ทำให้จากรถราคาเริ่มต้นอาจจะแค่ 3 ล้าน กลายมาเป็น 10 ล้านได้อย่างที่เห็น ๆ กัน

เทียบราคากันให้เห็นไปเลยว่าราคาแพงกว่าต่างประเทศจริง

ยี่ห้อราคาในยุโรปราคาในไทย
Lamborghini Aventadorราคาประมาณ 18 ล้านบาท40.5 ล้านบาท
McLaren 720sราคาประมาณ 9.82 ล้านบาท 29 ล้านบาท
Porsche 911 GT3ราคาประมาณ 4.96 ล้านบาท24 ล้านบาท
Audi R8ราคาประมาณ 5.85 ล้านบาท19 ล้านบาท
Ferrari 488 GTBราคาประมาณ 8.47 ล้านบาท24 ล้านบาท
แพงจริงอะไรจริง

Supercar นั้นก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเสมอไป

จากที่บอกไปในตอนแรกเลยว่า Supercar นั้นมีทั้งประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่สูง ระบบความปลอดภัยที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุด รวมไปถึงดีไซน์สุดล้ำที่มัดใจหนุ่ม ๆ สาว ๆ ได้ง่าย แต่คุณรู้หรือไม่ว่า Supercar จริง ๆ แล้วก็มีข้อเสียไม่ใช่น้อย แต่ในข้อเสียเหล่านี้ถ้าคนที่ชอบก็ชอบไปเลย ส่วนใครที่ไม่ชอบก็จะไม่ชอบไปเลย จะมีอะไรมาดูกัน

1. ราคาสูงเกินไป

แน่นอนว่าหากไปซื้อรถยนต์เหล่านี้ที่ต่างประเทศอาจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้แพงสักเท่าไรนัก แต่เรื่องภาษีที่ได้บอกไปทำให้รถยนต์ Supercar แพงมากเกินไป เพราะรวม ๆ แล้วเหมือนคุณต้องจ่ายเงินเพิ่มถึง 300% จากราคารถจริง ๆ

2. รถมีความเตี้ย

เพื่อความเร็วและสมรรถนะที่สูงทำให้ Supercar นั้นต้องทำรถให้ต่ำที่สุด ถึงแม้ว่าปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จะมี AIR SUSPENSION (อุปกรณ์ปรับความสูงของช่วงล่าง) ติดตั้งมาให้ก็ตาม แต่มันก็ไม่สูงพอสำหรับถนนประเทศไทย ขับไปไหนมาไหนจะต้องระวังเรื่องช่วงล่างจะไปขูดกับพื้นถนนได้ (คงไม่มีใครอยากให้รถสุดที่รักเป็นรอย T T)

3. ช่วงล่างแข็งมาก

หากใครมีโอกาสได้ลองนั่งก็รู้ได้เลยว่า Supercar นั่งไม่สบายเอาเสียเลย แค่ตอนเริ่มเข้าไปนั่งก็ลำบากแล้ว ไหนจะตอนที่รถเริ่มออกตัวไปแล้วอีก รวมเข้ากับพื้นถนนของประเทศไทยเข้าไปอีก บอกเลยว่า “สั่นเป็นเจ้าเข้า!!” ถ้าใครที่รักความสบายระหว่างขับขี่แล้วล่ะก็ ลืมไปได้เลยไม่ต้องหาซื้อ

4. ค่าบำรุงรักษา

ด้วยรถยนต์ราคาที่สูง สิ่งที่ต้องตามมาเลยก็คือ ค่าบำรุงรักษาสุดแพง เพราะบางยี่ห้อนั้นไม่มีศูนย์ซ่อมอยู่ในประเทศไทย การซ่อมหนึ่งครั้ง อาจจะต้องส่งรถยนต์ของไปถึงต่างประเทศ นอกจากจะเสียเงินเยอะแล้ว ยังใช้เวลาค่อนข้างนานกว่ารถจะซ่อมเสร็จอีกด้วย

ส่วนใครที่อยากจะลองเป็นเจ้าของรถยนต์หรู รถยนต์สปอร์ต หรือแม้กระทั่งรถยนต์อย่าง Supercar ลองเข้ามาเลือกซื้อกันดูได้ที่ Kaidee Auto ที่มีผู้ขายมากมาย แถมติดต่อได้กับผู้ขายโดยตรง นัดดูรถยนต์ก่อนทำสัญญา ไม่ต้องกลัวโดนโกง!!

กระเป๋าแบรนด์เนมทั้ง 5 ไม่ว่าจะผ่านไปแค่ไหน ไม่มีเอ้าท์

กระเป๋าแบรนด์เนมทั้ง 5 ไม่ว่าจะผ่านไปแค่ไหน ไม่มีเอ้าท์

designer-bag-1

ทุกวันเราต่างเจอเรื่องยากลำบากมากมาย พยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามฝัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ครอบครัว หรือความรัก แน่นอนว่าต้องแลกมากับหยาดเหงื่อแรงกายและแรงใจมาแล้วนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้เองจึงไม่แปลกที่ใครหลายคนยอมเสียเงินที่หามาด้วยความยากลำบากเพื่อให้ได้มาเพื่อสิ่งที่ต้องการ  ถึงแม้ว่าจะมีคำพูดที่ว่า “Money Can’t Buy Happiness” อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถใช้เงินซื้อสิ่งที่เราต้องการได้ และถ้าหากสิ่งที่เราใฝ่ฝันจะช่วยเติมเต็มกำลังใจให้กับชีวิต ทำให้เราลืมเรื่องยากลำบากไปได้ชั่วขณะ ความคิดเช่นนี้ก็อาจเป็นหนทางไปสู่การค้นพบความสุขได้เช่นกัน

ผู้หญิงทุกคนรู้ดีว่า กระเป๋ากับลิปสติกนั้นเป็นสิ่งที่หยุดซื้อไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเป๋าแบรนด์เนม บทความนี้ไม่ได้จะห้ามให้ทุกคนหยุดซื้อกระเป๋าทุกๆ เดือนนะคะ แต่เราอยากให้เพื่อนๆ ได้ลงทุนกับกระเป๋าที่มีคุณภาพ ไม่ตกเทรนด์ง่าย และสามารถทำกำไรได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นวันนี้ kaidee ขอนำเสนอ “IT” Bags ทั้ง 5 ใบ ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน ก็ไม่มีเอ้าท์ เก๋าตั้งแต่รุ่นแม่ยันหลานเลยทีเดียว

แต่ก่อนที่เราจะเริ่มกัน เราอยากบอกผู้หญิงทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้ว่า  “Don’t cry, buy a Bag and get over it ”  ค่ะ!

กระเป๋าแบรนด์เนม VS กระเป๋าโนเนม

designer-bag-2
ขอบคุณรูปสวยๆจาก Whowhatwear

กระเป๋าทั่วไปสมัยนี้ ต่างก็ทำออกมาได้อย่างมีมาตรฐาน แถมดูหรูหรา ซึ่งทำเอาแบรนด์ดีไซเนอร์หลายแบรนด์อับอายไปตามๆ กัน ด้วยเหตุนี้ผู้บริโภคบางกลุ่มจึงเลือกซื้อกระเป๋าธรรมดา เน้นการใช้งานมากกว่าการลงทุนไปกับกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเหยียบแสน แต่เพื่อนๆ เชื่อหรือไม่คะ ว่าการได้ครอบครองกระเป๋าสุดหรูสักใบนั้น ให้เรามากกว่าคำชมจากเพื่อนร่วมงานนะคะ 

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กระเป๋าแบรนด์เนมระดับไฮเอนด์ทั้งหลายมีราคาสูง ได้แก่ คุณภาพ และราคา resale ของมันนั่นเองค่ะ กระเป๋าที่ขึ้นชื่อว่า “Brand Name” หรือ “Designer” ย่อมผ่านการตรวจสอบด้านคุณภาพมาแล้วอย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการผลิต ทำให้มั่นใจได้ถึงคุณภาพ และอายุการใช้งานที่นานกว่ากระเป๋าทั่วไป นอกจากคุณภาพแล้ว กระเป๋าแบรนด์เนมยังสามารถทำกำไรให้กับเจ้าของ ซึ่งแตกต่างจากกระเป๋าทั่วไปอย่างชิ้นเชิง ยิ่งถ้าเป็นกระเป๋าแบรนด์ Forever Classic อย่าง Hermes, Channel และ Louis Vuitton แล้วนั้น บอกได้เลยว่า บางรุ่นเพื่อนๆ สามารถอัปราคา re-sale ได้สูงกว่าราคาที่ซื้อมาตอนแรกหลายเท่าเลยค่ะ

เรามาดูกระเป๋าแบรนด์เนมสุด Iconic ทั้ง 5 ใบ กันเลย

Fendi Baguette

ขอบคณรูปสวยๆจาก firstclass

ดีไซเนอร์ และกูรูแฟชั่นต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Fendi เป็นหนึ่งในแบรนด์ดีไซเนอร์ที่ Iconic ที่สุดอีกแบรนด์หนึ่งของวงการแฟชั่น ถ้าเทียบกับแบรนด์ลัคชัวรี่อื่นๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความพรีเมี่ยม หรือการออกแบบนั้น Fendi ก็ไม่น้อยหน้า หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับเจ้ากระเป๋า Fendi Baguette ตัวนี้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าใครเติบโตมากับซีรี่ส์ชื่อดังยุค 90s อย่าง “Sex and the city” แล้ว กระเป๋าใบนี้ต้องเป็นกระเป๋าในฝันแน่นอน 

Fendi Baguette เปิดตัวครั้งแรกในปี 1997 แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากหลังจากที่ Carrie Bradshaw นางเอกซีรี่ส์เรื่องดังกล่าวสะพายเดินท่ามกลางความวุ่ยวายในมหานครนิวยอร์กเพียงแค่ ตอนเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าซีรี่ส์เรื่องนี้จะจบไปนานแล้ว ขอบอกเลยว่าความฮอตของกระเป๋าใบนี้ไม่ตายตามละครไปแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงความเก๋า และคลาสสิคแล้วนั้น ต้องบอกว่ากระเป๋า Fendi รุ่นนี้ชนะเลิศแน่นอน 

ราคาเริ่มต้น: 70,000 บาท

ราคาขายต่อ: ยังไม่มีข้อมูล แต่จากกระแสแฟชั่น 90s ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราคาขายต่อพุ่งแน่นอน

Chanel 2.55

“ฉันจะไม่สร้างแฟชั่น เพราะฉันนี่แหละแฟชั่น” (“I don’t do fashion. I am fashion”) คำพูดจาก Coco Chanel ผู้ก่อตั้งแบรนด์ชื่อดังอย่าง Chanel ประโยคนี้อาจทำให้หลายๆ คนตัดสินใจเรียนแฟชั่นกันเลยทีเดียว เพราะใครล่ะจะไม่อยากเดินตามรอยผู้หญิงที่เปลี่ยนวงการแฟชั่นทั่วโลก มากไปด้วยความสามารถ และเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ อย่าง Coco Chanel 

ดังนั้นถ้าพูดถึงกระเป๋าที่คุ้มค่ากับการลงทุน แบรนด์ที่ไม่มีคำว่าราคาตก ไม่พูดถึง Chanel ก็คงจะไม่ได้เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ก็ยังไม่มีแบรนด์ใดสามารถชนะความคลาสสิกเหนือกาลเวลา ของ Chanel ได้เลย และถ้าให้เลือกกระเป๋าสักใบของ Chanel เราขอแนะนำ Chanel 2.55 ใบนี้เลยค่ะ ความไอคอนิกของกระเป๋าตัวนี้ไม่เพียงแต่เป็นกระเป๋าใบแรกที่ออกแบบโดย Coco Chanel เมื่อปี 1955 แต่ยังเป็นกระเป๋าที่ทำให้ผู้ดีสมัยนั้นเปลี่ยนจากการใช้กระเป๋าแบบ “Clutch” หรือกระเป๋าแบบหนีบใต้วงแขน มาใช้กระเป๋าสายสะพายแทน

และเรื่องราวการออกแบบเจ้ากระเป๋าใบนี้ก็น่าสนใจเอามากๆเลย ด้วยความที่ Coco Chanel เป็นคนที่ชอบสูบบุหรี่ เธอจึงอยากออกแบบกระเป๋าที่ไม่ต้องใช้มือถือ เพื่อให้มือว่างไว้ถือบุหรี่นั่นเอง แต่ถ้าเพิ่มแค่สายสะพายคงจะเสียชื่อ Coco แย่ เธอจึงเพิ่มความยูนีค (Unique) เข้าไปอีกหน่อยด้วยการใช้โซ่เป็นสายสะพายแทนสายหนังธรรมดา ซึ่งแน่นอนว่าเจ้า Chanel 2.55 ตัวนี้แหละค่ะเป็นกระเป๋าใบแรกๆ ของโลกที่มีสายสะพายข้างเป็นโซ่นั่นเอง

ราคาเริ่มต้น: 190,000 บาท

ราคาขายต่อ:  15-20 % จากราคาที่ซื้อ

Dior Saddle Bag

designer-bag-6
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก therebelheart.net 

Dior เป็นอีกแบรนด์แฟชั่นที่ไม่ว่าจะปล่อยกระเป๋าตัวไหนออกมาก็เป็นที่จับตามอง ซึ่งกระเป๋าทุกรุ่นของดิออร์นั้น ต่างก็มีดีไซน์ที่ยูนิคแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็มีเหมือนกันนั้น คือ ดีไซน์ที่บ่งบอกถึงความแพง เรียบง่าย แต่โดดเด่นพอที่จะทำให้เหล่ากูรูแฟชั่นและเซเลบริตี้มักหยิบมาสะพายในฤดูกาลแฟชั่นวีคของทุกปี  Saddle Bag นี้เองก็เป็นกระเป๋าของดิออร์ที่ขึ้นแท่นอันดับ 1 กระเป๋าที่ขายดีที่สุดจากแบรนด์ ด้วยดีไซน์ทรงอานม้าที่ไม่ซ้ำใคร เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1999 จากไอเดียสุดบรรเจิดของดีไซเนอร์หัวขบถอย่าง John Galliano ถึงแม้ว่าดีไซน์จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และกระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนไป แต่ต้องบอกได้เลยว่าในระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ความนิยมของ Dior Saddle Bag ไม่มีตก และกระเป๋าใบนี้เองก็เป็นหนึ่งในกระเป๋าสุดโปรดของเหล่า  Celebrity A-List เช่น Beyoncé และ Paris Hilton และที่ขาดไม่ได้เลยคนที่ทำให้กระเป๋าสะพายไหล่กลับมา Sold-out อีกครั้งอย่าง Sarah Jessica Parker นางเอกซีรีส์และภาพยนตร์ขวัญใจสาวๆ ผู้หลงใหลแฟชั่นอย่าง Sex and the City นั่นเอง

ราคาเริ่มต้น: 73,000  บาท

ราคาขายต่อ: 90% ของราคามือหนึ่ง

Lady Dior

designer-bag-7
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก  Divinity 

Lady Dior กระเป๋า “IT Girl” อีกใบจากดิออร์ที่ถ้าไม่พูดถึงคงทำให้ใครหลายๆ คนมีน้ำโหแน่นอน กระเป๋ารุ่นนี้ปล่อยออกมาครั้งแรกเมื่อปี 1995 โดยมีชื่อรุ่นว่า “Chou Chou” ด้วยดีไซน์ของกระเป๋าที่เรียบหรูใช้ได้ทุกโอกาส บวกกับการผลิตที่มีความปราณีตซึ่งเชื่อกันว่ากระเป๋ารุ่นนี้ใช้มือทำทั้งหมดตั้งแต่เนื้อกระเป๋าไปจนถึง Charm ตัวอักษร “DIOR” ซึ่งมีชิ้นส่วนต่างๆ รวมทั้งสิ้น 140 ชิ้นส่วนเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่ Chou Chou จะได้รับความนิยมอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรกที่ปล่อย 

อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้กระเป๋าใบนี้เป็นที่จับตามอง และขายดีเป็นเทน้ำเทท่า คงต้องยกความดีความชอบให้กับความฉลาดในการทำการตลาดของแบรนด์โดนตรง ซึ่งดิออร์ส่งกระเป๋ารุ่นนี้ให้ Bernadette Chirac (แบรนด์าแด็ต ชีรัก) สุภาพสตรีหญิงหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศสในขณะนั้น เพื่อให้เธอได้ใช้กระเป๋าใบนี้เป็นของขวัญตอนรับเจ้าหญิง Diana แห่ง เวลส์ สหราชอาณาจักร ในการมาเยือนฝรั่งเศสครั้งแรกของไดอานานั่นเอง และด้วยความที่เจ้าหญิงไดอานาเป็นบุคคลที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดของโลกในตอนนั้น Chou Chou จึงกลายเป็นกระเป๋าบนหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับไปโดยอัตโนมัติ และในปี 1996 ดิออร์เลยเปลี่ยนชื่อกระเป๋าจาก “Chou Chou” เป็น “Lady Dior” เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าหญิง Diana นั่นเอง

ราคาเริ่มต้น: 103,000 บาท

ราคาขายต่อ: 14% ของราคามือหนึ่ง

Louis Vuitton Neverfull

ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Designer-Vintage 

หนึ่งในกระเป๋าขายดีตลอดกาลต้องยกให้กระเป๋า Louis Vuitton Neverfull ตัวนี้เลย เชื่อว่าแทบทุกบ้านที่มีคุณแม่จะชื่นชอบหรือสะสม Designer Bag ก็ต้องมีเจ้าตัว Neverfull ติดตู้แน่นอน ถึงแม้ว่าดีไซน์จะไม่โดดเด่นนักเมื่อเทียบกับกระเป๋ารุ่นอื่นจากแบรนด์ เนื่องจากจุดขายของกระเป๋าตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์ ซึ่งถึงแม้ว่าแค่มีลายโมโนแกรม Loius Vuitton จะชนะขาดแล้วก็ตาม แต่จุดขายของ Neverfull อยู่ที่ความทนทานที่หาได้ยากจากกระเป๋าแบรนด์เนมทั่วไป และแน่นอนความแข็งแรงของมันก็สมชื่อรุ่น “Neverfull” จริงๆค่ะ เพราะทางแบรนด์ได้ทดสอบความถึกของกระเป๋าตัวนี้ ทั้งจากการเหวี่ยงจากที่สูง และใส่ของที่มีน้ำหนักมากลงไป และไม่ว่าจะทำร้ายมันยังไง เจ้า Louis Vuitton Neverfull ตัวนี้ก็ไม่สะทกสะท้านแต่อย่างใด ที่สำคัญความคุ้มต่อการลงทุนต้องยกให้รุ่นนี้เลยค่ะ เพราะไม่เพียงแต่ราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าแบรนด์อื่น แต่ยังมีราคาขายต่ออยู่ที่ราวๆ 60-80% ของราคาที่ซื้อมาเลยทีเดียวค่ะ 

ราคาเริ่มต้น: 70,000 บาท

ราคาขายต่อ: 60-80% ของราคามือหนึ่ง

กระเป๋าที่กล่าวมานี้ขึ้นชื่อว่าเป็นของ Luxury ทั้งนั้น แน่นอนว่าราคาก็ต้องสูงเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงทำให้ใครหลายคนคิดว่าการซื้อกระเป๋าเหล่านี้เป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย แต่เพื่อนๆคะ นอกจากกระเป๋าเหล่านี้จะทำกำไรให้เราแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้เราอีกด้วย แม้ว่าเราจะถูกสั่งสอนมาว่า “ไม่ควรตัดสินคนที่ภายนอก” แต่อย่าลืมนะคะ ว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน “First Impression” ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างไรก็ตามก่อนจะตัดสิ้นใจซื้อต้องมั่นใจว่ามีกำลังพอ และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนภายหลังด้วยนะคะ หรือถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจกระเป๋าแบรนด์เนมมือสอง คุณภาพเริ่ดๆ ที่เว็บ Kaidee มีคำตอบค่ะ