A-List เซเลบและรถคลาสสิกคู่ใจของพวกเขา

A-List เซเลบและรถคลาสสิกคู่ใจของพวกเขา

A-ist-vintage-car-1
ขอบคุณรูปจาก thethings.

“ทำไมไม่ซื้อรถรุ่นใหม่ ทั้งที่ราคาก็พอกัน เผลอๆ รถคลาสสิกพวกนั้นราคาสูงกว่าด้วยซ้ำ” แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุผลนั้นคือ ความชอบส่วนตัว แต่จริงๆ แล้วมีเหตุผลอีกมากมายที่ทำให้ใครหลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นเก่า หรือที่เราเรียกกันว่า “รถคลาสสิก” 

ไม่ว่าจะเป็นความโดดเด่นทางดีไซน์ที่สามารถบ่งบอกได้ชัดเจนว่ารถรุ่นนั้น ถูกผลิตขึ้นปีอะไร เรื่องราวของรถที่เป็นตำนาน ความสามารถในการอัปราคาขายต่อ หรือแม้กระทั่งคาแรคเตอร์ของตัวผู้ขับเอง ที่ต้องการโชว์ตัวตนที่แท้จริงผ่านรถยนต์ที่ขับ 

ด้วยเหตุนี้ รถคลาสสิกจึงเป็นอีกตัวเลือกของหลายๆ คน เพราะสำหรับคนที่หลงใหล และมีจิตวิญญาณวินเทจแล้ว รถคลาสสิกสำหรับพวกเขาก็เปรียบได้เสมือนคนที่มีรสนิยมดี ซึ่งผ่านการคิดและออกแบบมาอย่างลงตัวแล้วนั่นเอง 

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่พวกเราที่ชอบความคลาสสิก-ไนน์ตี้ส์ (90s) ของรถเหล่านี้ เหล่าดาราดังฮอลลีวูดหลายคนก็เช่นกัน วันนี้ Kaidee จึงขอนำเสนอ ดาราฮอลลีวูดกับรถคลาสสิกคู่ใจของพวกเขา ให้เพื่อนๆ ได้ไอเดียใหม่ๆ ก่อนซื้อรถคันต่อไป หรือแค่ให้อิจฉาเล่นๆ กัน

ก่อนที่เราจะไปดูว่ามีใครบ้าง เรามาทำความรู้จักว่ากับรถคลาสสิกกันก่อนดีกว่าค่ะ

รถคลาสสิก (Classic Car)

A-ist-vintage-car-3

คำว่า “คลาสสิก” หมายถึง แบบอย่าง หรือต้นฉบับที่ได้ถูกตัดสินผ่านกาลเวลาแล้วว่ามีคุณภาพสูง และมีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง หรือสรุปง่ายๆ ก็คือ เป็นแบบแม่พิมพ์ให้รุ่นหลังได้ดูเป็นตัวอย่างได้นั่นเอง 

รถยนต์คลาสสิกนั้น จึงถูกใช้เป็นคำจำกัดความ เรียกรถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ที่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเองเหนือกาลเวลา ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หรือดัดแปลงไปตามเทรนด์แต่อย่างใด ยกตัวอย่าง รถยนต์คลาสสิกที่ได้พิสูจน์ความเก๋าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนได้อย่าง 1982 Datsun 280ZX, Mercedes-Benz W123, Ford Mustang เป็นต้น

หลังจากที่เรารู้ความหมายกันแล้ว เรามาดูเหล่าดาราระดับโลกที่ทุ่มเงินให้รถคลาสสิกพวกนี้กันเลย

Rowan Atkinson – Jaguar MK7 (Jaguar Mark VII)

A-ist-vintage-car-6
ขอบคุณรูปจาก rojakdaily

เมื่อได้ยินชื่อ Rowan Atkinson (โรแวน แอทคินสัน) หลายคนคงสงสัยว่าเขาเป็นใคร ชื่อไม่คุ้นใช่ไหมคะ เพราะนักแสดงคนนี้ดันมีอีกชื่อที่โด่งดังไปทั่วโลก และไม่มีใครไม่รู้จัก นั้นก็คือ Mr. Bean (มิสเตอร์บีน) นั่นเอง ร้อง อ๋อ กันแล้วใช่ไหม ถ้านึกถึงซีรีส์ภาพยนตร์ตลก มิสเตอร์บีน ภาพที่จำได้แม่นนอกจากความฮาจนท้องแข็ง ก็ต้องเป็นรถมินิคลาสสิกคันสีเหลืองแป๊ดคู่ใจของ มิสเตอร์บีน แน่นอน 

A-ist-vintage-car-7
ขอบคุณรูปจาก Watchoista

ความคลั่งไคล้ในรถวินเทจของโรแวนไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าจอแก้วเพียงเท่านั้น ตัวจริงของโรแวนเองก็รักรถคลาสสิกไม่แพ้ใคร เรียกว่ารักคงจะน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ได้แค่ชื่นชมรถเพียงอย่างเดียว ยังสะสมมันอีกต่างหาก หนึ่งในรถยนต์คลาสสิกหายากในคอลเลคชันรถของเขาก็คือ “Jaguar MK7”  ซึ่งเป็นรถยนต์สุดหรู 4 ประตู จากยุค 80 ในปัจจุบันได้ถูกดัดแปลงให้สามารถวิ่งได้ถึง 160 กม./ชม. เลยทีเดียว เรียกได้ว่า คุณโรแวน มีทั้งสตางค์ ทั้งเทสเลยนะคะเนี่ย

Kendall Jenner – 1965 Ford Mustang

A-ist-vintage-car-8
ขอบคุณรูปจาก New24

ครอบครัวเจนเนอร์ เป็นครอบครัวคนดังอีกครอบครัว ที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็กลายเป็นเทรนด์ไปเสียหมด ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นการแต่งตัว ทรงผม หรือแม้กระทั่งรสนิยมแฟนหนุ่มของพวกเขา ก็สามารถกลายเป็นเทรนด์ได้เพียงแค่ชั่วข้ามคืน

เคนดัล เจนเนอร์ นางแบบแถวหน้าแห่งวงการซูเปอร์โมเดล ก็ไม่ต่าง ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ไปที่ไหน หรืออยู่กับใคร ก็ต้องกลายเป็น ทอล์คออฟเดอะทาวน์ ล่าสุดเธอได้สยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น “นางแบบไอจี แฟชั่นอินเทอร์เน็ต” ด้วยการเป็นเจ้าของ Ford Mustang 1965 ซึ่งทำเอาแฟนๆ รถวินเทจตาลุกวาวไปตามๆ กัน 

ขอบคุณรูปจาก New24

เพราะนอกจากที่สุดของความหายากแล้ว มัสแตง 1965 นี้ ยังใช้เครื่องยนต์ 6 สูบแถวเรียง 2.8 ลิตร 101 แรงม้า ซึ่งนับว่าแรงมากสำหรับรถวินเทจ นอกจากนี้ ราคาในปี 1965 ก็อยู่ที่ 2,368 ดอลลาร์สหรัฐฯ และถือว่าแพงมากสำหรับสมัยนั้น ปัจจุบันไม่รู้ว่าราคาอยู่ที่เท่าไรแล้ว แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องทะลุสิบล้านแน่นอน เพื่อนๆ คนไหนอยากได้ เตรียมสตางค์ในกระเป๋าให้แน่นๆ นะคะ ถ้าหาซื้อได้นะ  

Lady Gaga – Mercedes-Benz W123

A-ist-vintage-car-10
ขอบคุณรูปจาก Hotcars

เลดี้ กาก้า คนดังระดับโลกอีกคนที่ชอบรถคลาสสิก และได้เก็บสะสมรถหายากพวกนี้เป็นงานอดิเรก เธอเป็นเจ้าของรถคลาสสิกมากมาย ยกตัวอย่างให้ตกใจกันเล่นๆ อย่าง Ford Bronco, Chevrolet El Camino, Rolls-Royce Phantom ทั้งสีดำ และสีขาว, 1955 Cadillac Coupe De Ville และอีกมากมาย 

แต่เหมือนว่า Mercedes-Benz W123 จะเป็นคันโปรดของเธอ เพราะเธอได้ขับรถคันนี้แล่นไปทั่วแอลเอ ให้ปาปารัสซี่ถ่ายอยู่หลายครั้ง ซึ่งก็ไม่แปลกใจเลยที่ W123 จะขึ้นแท่นเป็นรถที่เธอขับบ่อยที่สุด ถึงแม้ว่า W123 จะเป็นรถคลาสสิกที่ไม่ได้ rare มาก แต่ดีไซน์สุดคลาสสิก ไฟหน้าแบบ Halogen ฝาท้ายเปิดแบบใช้กุญแจเปิด และกระจกเป็นแบบมือหมุน แน่นอนว่าได้ให้อารมณ์วินเทจ 90s ได้อย่างแท้จริงเลยทีเดียว 

Ryan Reynolds – Triumph Thruxton

A-ist-vintage-car-11
ขอบคุณรูปจาก  silodrome

ดูรถกันมากพอแล้ว เรามาต่อกันที่เจ้าเครื่องยนต์ 2 ล้อกันบ้างดีกว่า เขาว่ากันว่า ผู้ชายขี่บิ๊กไบค์ คันแพงๆ เรียกเสียงกรี๊ดได้ดังกว่าผู้ชายขับเบนซ์เสียอีก เรื่องนี้ไม่รู้ว่าจริงมากน้อยแค่ไหน แต่ดาราหนุ่มฮอลลีวูด ไรอัน เรย์โนล์ลส์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่เซ็กซี่ตั้งแต่หน้ายันชื่อ ก็ได้คว้าเจ้า Triump Thruxton คาเฟ่เรเซอร์ อีกรุ่นในตำนานมาเป็นเจ้าของเป็นที่เรียบร้อย

เครื่องยนต์สองล้อขี่สนุกคันนี้ โดดเด่นด้วยดีไซน์สุดคลาสสิก แต่ยังไม่ทิ้งความโมเดิร์น ด้วยหน้าจอมาตราวัดคู่แบบแอนะล็อกบนดิจิทัล และไฟหน้าทรงกลม LED ที่เพิ่มฟังก์ชัน Daytime Running Light  

ไรอัน เผยว่า เขาได้สั่งทำมอเตอร์ไซค์คันนี้เป็นพิเศษจาก Kott Motocycle ร้านดัดแปลงมอเตอร์ไซต์ชื่อดังใน LA เพื่อให้เข้ากับตัวตนของเขามากที่สุดนั่นเอง  

George Clooney & Kendall Jenner – 1957 Chevrolet Corvette

A-ist-vintage-car-12
ขอบคุณรูปจาก CorvetteBlogger
ขอบคุณรูปจาก corvetteforum

เราขอปิดท้ายด้วย Chevrolet Corvette ตัวนี้กันเลย เพราะถ้าพูดถึงรถคลาสสิกแล้วไม่ให้พูดถึง Crovette คงจะไม่ได้ และแน่นอนว่า George Clooney นักแสดง และผู้กำกับรุ่นเก๋าอย่างเขา ก็ได้เลือกรถคันนี้เป็นรถคู่ใจ Chevrolet Corvette ไม่เพียงแต่เป็นขวัญใจคนรุ่นเก่าเท่านั้น ดารารุ่น Gen Z อย่าง เคนดัล เจนเนอร์ ก็มี Corvette สีฟ้าไว้ขับเล่นเช่นกัน 

Chevrolet Corvette รุ่น 1957 ตัวนี้ นอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยงาม หรูหรา แต่คงความสปอร์ตด้วยดีไซน์ 2 ประตูแล้ว ยังเป็นรถที่สามารถใช้ขับในสนามแข่งได้สบาย เพราะมีแรงม้ามากถึง 220 เลยทีเดียว สีต้นฉบับก็มีให้เลือกตั้งแต่สีดำ แดง ขาว ฟ้า เงิน และคอปเปอร์ แต่สีที่ได้รับความนิยม เห็นจะเป็นสีฟ้า และสีแดงตามที่ จอร์ช และเคนดัลได้เลือกเลยค่ะ

“Forever Classic” คำพูดสั้นๆ แต่ได้ใจความ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เทรนด์จะเปลี่ยนแปลงยังไง แต่สิ่งที่ขึ้นชื่อว่า คลาสสิก นั้น ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเวลาไม่ใช่คู่แข่ง การเป็นเจ้าของ รถคลาสสิก มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ข้อดีของมันคือความสวยงามของดีไซน์ และลูกเล่นต่างๆ ที่หาไม่ได้ตามรถบนท้องถนนในปัจจุบัน และแน่นอนว่าเมื่อเพื่อนๆ เป็นเจ้าของรถที่น้อยคนใช้ การซ่อมแซม และดูแลรักษาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย หาอู่รับซ่อมรถยากพอสมควร 

ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากเป็นเจ้าของรถคูลๆ มือสอง ราคาไม่แพง ลองเข้ามาชมที่เว็บไซต์ Kaidee ก่อนได้นะคะ ไม่แน่เพื่อนๆ อาจจะเจอรถวินเทจสุดโก้ ราคาเอื้อมถึงที่นี่ก็ได้

รวมประเด็นน่าสนใจในงาน CTC 2021 รอบ Virtual Conference

รวมประเด็นน่าสนใจในงาน CTC 2021 รอบ Virtual Conference

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564 ที่ผ่านมาพวกเรา Kaidee ได้รับเกียรติจากทางทีมงาน Creative Talk เข้าร่วมงาน Creative Talk Conference หรือ CTC 2021 รอบ Virtual Conference ในฐานะของ Media Partner สำหรับใครที่ไม่ได้เข้าร่วมงานพวกเราได้รวมเอา 10 ไอเดียที่น่าสนใจในงานนี้มานำเสนอให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้กันครับผม

ปี 2021 ยังคงเป็นปีแห่งการเตรียมตัว , เตรียมพร้อมและรับมือ

สำหรับปี 2021 ยังคงเป็นปีแห่งการเตรียมตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ปี 2022 เรื่องนี้ได้รับการพูดถึงโดยดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ทุก ๆ อย่างจะค่อย ๆ ดีขึ้นจากสถานการณ์ COVID -19 ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ อันมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือ “วัคซีน” ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจดีขึ้นในปีถัดไป แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่เราจะต้องเตรียมตัวเพื่อไปสู่ปีถัดไปอย่างมั่นของและฉกโฉยโอกาสต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

กลุ่มเทคโนโลยียังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางกับทิศทางของเศรษฐกิจ

การระบาดของเชื้อโควิท 19 ทำให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วยหน้า แต่หนึ่งในภาคธุรกิจที่เติบโตได้ดีในช่วงนี้คือกลุ่มของเทคโนโลยี โดยอ้างอิงจาก Nasdaq พบว่าหุ้นของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากการมาถึงของวิถีชีวิตแบบใหม่อย่าง New Normal ทำให้ผู้คนใช้เทคโนโลยีในการใช้ชีวิตมากขึ้น กลุ่มธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีจึงเติบโต

PEST หลักคิดที่ยังใช้ได้ดีในเรื่องต่าง ๆ

ใน Session ของ TRENDS 2021: People & Culture ประเด็นที่คุณอภิชาติ ขันธวิธิ Managing Director จาก QGEN และเพจ HR The Next Gen ได้นำเสนอสิ่งที่เป็น Factor กับชีวิตของคนในวิถี New Normal ได้แก่

Political Factor – การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงของนโยบายต่าง ๆ เรื่องของภาษีรวมไปถึงนโยบายระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนทั้งทางตรงและทางอ้อม

Economic Factor – เรื่องเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่กระทบต่อชีวิตของทุกคน ๆ โดยไม่ได้กระทบต่อเรื่องของเรื่องเงินในกระเป๋าเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงวิธีการคิด การใช้ชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ทุกคนคิดในเรื่องการใช้เงินมากขึ้น การเก็บออมมากขึ้น ทำให้การขายสินค้าต่าง ๆ อาจจะต้องใช้กลวิธีในการขายมากขึ้น

Socio Culture Factor – วัฒนธรรมนั้นส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คนและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนของการทำงานที่ในบางบริษัทอาจจะต้องทำงานร่วมกันในหลายรุ่น(Generation) โดยการทำงานร่วมกันคนในหลาย ๆ รุ่นอาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้ ดังนั้นเราอาจจะต้องมีการปรับความเข้าใจมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ ที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาวะในความสัมพันธ์ในครอบครัว การสาธารณสุข รวมไปถึงเรื่องเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่หากเราไม่เตรียมตัวให้พร้อมอนาคตเราอาจจะเกิดปัญหาได้

Technology Factor – เทคโนโลยีได้เข้ามามีผลต่อชีวิตของเรามากขึ้นและจะยิ่งมีผลต่อชีวิตของเรามากยิ่ง ๆ ขึ้นไปในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเช่น 5G และ AI ที่จะทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต Attitude รวมไปถึง Mindset อีกด้วย

#SAVE แฮชแท็กที่สะท้อนภาพรวมของการตลาดมากมาย

หากใครที่เข้าสู่แพลตฟอร์ม Twitter บ่อย ๆ อาจจะได้เราจะได้พบกับ #save ที่ได้รับความนิยมมากตั้งแต่ปลายปี 2019 ต่อเนื่องมาจนถึงปี 2021 นี้ โดยคุณกล้า ตั้งสุวรรณ CEO at Wisesight ใน session เรื่อง “Social Trends 2021” มองว่าการใช้แฮชแท็กนี้เป็นเสมือนกับสิ่งที่สะท้อนกับเทรนด์ในตอนนั้นว่าเป็นเช่นไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาดอย่างการ #save ปีโป้ม่วง ที่ไม่ได้มีผลกระทบต่อเจ้าของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังแบรนด์ต่าง ๆ จนต้องเข้ามาเล่นในแฮชแท็กนี้

เทรนด์ของผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด

ต่อจากเรื่องของ #save สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามคือในยุคสมัยนี้เทรนด์ของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากหลาย ๆ ปัจจัย โดยจากการอิงผลการสำรวจของ Deloitte พบว่าผู้บริโภคมากกว่า 82% สามารถจะจดจำแบรนด์ที่มีการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย รวมไปถึงการรับฟังลูกค้าที่จะต้องมีการฟังที่เร็วขึ้น (Realtime) , รับฟังที่ฉลาดขึ้น (AI) และต้องฟังรอบด้านมากขึ้น (Combine)

Market Data ที่ต้องมองเรื่องความเป็นมนุษย์มากขึ้น

นอกจากนี้คุณกล้ายังมองในเรื่องของ Marketing Data จะมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกก้าวไปถึง First Party Data ที่จะทำให้เราเข้าใจผู้บริโภคมากขึ้นและนำไปสู่ความเข้าใจผู้บริโภคในฐานะของความเป็น “มนุษย์” มากขึ้นอีกด้วย

5 เทรนด์ที่น่าสนใจสำหรับ E-Commerce

สำหรับส่วนของ Session ” E-commerce Trends 2021 ” ในโดยคุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา Co-Founder และ CEO of Priceza ได้ให้ความคิดเห็นในเรื่องของเทรนด์ของ E-Commerce แบ่งออกเป็น 5 เทรนด์ได้แก่

1.E-Commerce boom create high competition

E-Commerce boom create high competition หรือการเติบโตของ E-Commerce ยิ่งโตการแข่งขันยิ่งสูง โดยในปีที่ผ่านมา E-Commerce ในประเทศไทยมีการเติบโตมากถึง 81% ทำให้ในปี 2021 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่มีการแข่งขันที่สูงรวมถึงการมาถึงของเหล่าพ่อค้าจากนอกประเทศ ทำให้การแข่งขันกันในเรื่องของราคาอาจจะไม่ใช่ทางออกเสมอไป แต่อาจจะเพิ่มในเรื่องของ Creativity มากขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้าจากแบรนด์อื่น

2.DTC : Direct to Customer

แบรนด์หลาย ๆ เจ้าเริ่มที่จะมีการสร้างช่องทางในการกระจายสินค้ามากขึ้นในภาคส่วนของ E-commerce มากขึ้นโดยมีจุดเด่นหลัก 3 ประการคือ

  • แบรนด์ต้องการมีสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง ทั้งในแง่ของการขายและการนำเอาข้อมูลมาทำ Campaign การตลาดในอนาคต
  • ตลาด E-commerce มีอัตราการเติบโตที่สูง อันเนื่องมาจากการระบาดของโควิท ทำให้หลาย ๆ คนหันมาซื้อช่องทางออนไลน์มากขึ้น

3.From Search base shopping to Discovery base shopping

แม้ว่าการขายสินค้าออนไลน์จะมีมานานแล้ว แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เราเป็นคนตามหาสินค้า กลายเป็นสินค้ามาหาเราแทนผ่าน Advertisement ต่าง ๆ ที่มีการใช้ข้อมูลในการทำการโฆษณา ซึ่งจากผลสำรวจพบว่าการเริ่มซื้อมากถึง 53% มาจากการ Discover อีกด้วย นอกจากนี้จากการสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าคนไทยมีการใช้ช่องทาง Shopping Online มากถึง 40%

4.From Influencer Marketing to Influencer Commerce

Influencer ถือว่าเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มีการเติบโตสูงมากในปี 2020 อันเนื่องมาจากการ WFH ทำให้หลาย ๆ คนต้องอยู่ในโลกของ Digital มากขึ้น ส่งผลให้ Influencer หลาย ๆ คนเติบโตมากขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2021 นี้ Influencer จะมีการร่วมงานกับ E-commerce มากขึ้นเพื่อสร้างยอดขายได้มากกว่าเดิม

5.Convergence of Platform

ปัจจุบันแม้ว่าจะมีหลาย ๆ แพลตฟอร์มเพื่อรองรับการใช้งาน E-commerce แบบรอบด้านแต่หลาย ๆ แบรนด์เริ่มที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่ครบวงจร ยกตัวอย่างเช่น Shoppee

Shopee Live เป็นช่องทาง Media ของตัวเอง

Shopee My Adverting เป็นช่องทางโฆษณาของตัวเอง

Shopee เป็นช่องทาง E-Commerce ของตัวเอง

Airplay เป็นช่องทางจ่ายเงินสำหรับ Shopee

Shopee Express เป็นช่องทางสำหรับ Logistic ของตัวเอง

ซึ่งไม่ได้มีแต่เพียง Shoppee เท่านั้นแต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อื่น ๆ อย่าง Lazada , Facebook, Google , Line , Kbank และ ฯลฯ ต่างก็พยายามที่จะขยายให้ครบวงจรเพื่อการเติบโตของธุรกิจของตัวเอง

เรียกได้ว่าเทรนด์ต่าง ๆ น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยตัวหากเพื่อน ๆ คนไหนสนใจทาง Creative Talk เตรียมจัดงานในรอบ Offline ที่อัดแน่นไปด้วยเหล่า Speaker คุณภาพชื่อดังในด้านต่าง ๆ ที่พร้อมจะเสิร์ฟความรู้ให้เราแบบไม่มีหยุด ในวันที่ 25 เมษายน 2564 ที่ไบเทคบางนาใครที่สนใจก็สามารถที่จะจองบัตรเลยที่ eventpop.me ได้เลย ที่สำคัญยังดูรอบออนไลน์ย้อนหลังได้อีกด้วย

ปีใหม่ บ้านใหม่! อุปกรณ์ทำความสะอาดสุดสมาร์ต!

ปีใหม่ บ้านใหม่! อุปกรณ์ทำความสะอาดสุดสมาร์ต!

ในการออกรถแต่ละคันนอกจากจะต้องคำนึงถึงฟังก์ชันและราคา อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือสีรถมงคล สีไหนขับแล้วปัง สีไหนขับแล้วพัง วันนี้kaideeจะพาทุกคนไปดูวิธีเลือกสีรถให้ถูกโฉลกและเสริมพลังด้านบวกในการขับขี่ของทุกคน

 

หากการเลือกยี่ห้อรถเปรียบเสมือนความไว้ใจในแบรนด์นั้นๆ การเลือกสีรถมงคลก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อช่วยให้เกิดความสบายใจในการขับขี่รถ เสริมสร้างสิริมงคล ความสบายใจและนำมาซึ่งโชคลาภ เพราะเชื่อกันว่า รถยนต์ก็เปรียบเสมือนยานพาหนะที่นำพาเราไปยังจุดหมายที่เรียกว่าความประสบความสำเร็จ ระหว่างทางอาจต้องพบเจออุปสรรคที่ขว้างกั้น หรืออาจมีอันตราย การเลือกสีรถมงคลจะเป็นตัวช่วยดึงพลังงานด้านบวกให้เข้ามาสู่เจ้าของรถนั่นเอง ซึ่งการเลือกสีรถมงคลสามารถแบ่งออกไปได้ทั้งหมดสองลักษณะคือการเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดและการเลือกสีรถมงคลตามราศี ซึ่งการเลือกสีรถมงคลทั้งสองแบบนั้นก็มีที่มาความเชื่อที่ต่างกันออกไปดังนี้

 

สีรถมงคลเสริมโชคตามวันเกิด

การเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดนั่นเป็นความเชื่อในวัฒนธรรมไทย มาจากการเสริมดวงโดยดูจากโหราศาสตร์ที่เชื่อว่าสีของสิ่งของสามารถนำพาความเป็นสิริมงคลมาให้ผู้ที่ใช้งาน เพราะทางโหราศาสตร์ไทยนั้นมีการเชื่อมโยงวันเกิดเข้ากับพลังงานของดวงดาว และเชื่อว่าดวงดาวที่วนเวียนอยู่ในระบบสุริยะนั้นจะเป็นตัวควบคุมชีวิตประจำวันของผู้คนที่เกิดในวันนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเงิน การงาน โชคลาภ สุขภาพ และความรัก ดังนั้นจึงมีการเลือกสีมงคลจากดวงดาวที่สอดคล้องกับวันเกิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีเสื้อ สีเล็บ สีผม ไปจนถึงสีของรถที่ขับนั่นเอง ฉะนั้นการเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดจะช่วยเรื่องการเสริมดวงในชีวิตประจำวันให้ดีขึ้น ขับรถไปไหนก็มั่นใจหายห่วง ไม่มีเรื่องร้ายให้ต้องกังวล นอกจากนั้นยังช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภ ความรัก หรือดวงด้านอื่นๆ ประจำดาววันเกิดแต่ละวัน และในแต่ละวันเกิดจะอยู่คู่กับดาวดวงไหน สีไหนมงคล สีไหนเสริมดวงและโชคลาภ และสีไหนที่ต้องเลี่ยง ไปดูกันต่อได้เลย

  • สีรถมงคลประจำวันอาทิตย์ คนเกิดวันอาทิตย์มีดวงอาทิตย์เป็นดาวประจำวัน เป็นพลังงานของไฟและความร้อนแรง ดังนั้นสีแดง สีส้ม และสีทองจะช่วยเสริมพลังงานให้แก่คนที่เกิดวันอาทิตย์ ช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภและความมั่งคั่ง มีความเป็นผู้นำและสามารถนำมาซึ่งอำนาจ สีที่คนเกิดวันอาทิตย์ควรหลีกเลี่ยงคือสีน้ำเงินเพราะเป็นสีของน้ำ เชื่อว่าสีน้ำเงิน สีฟ้า จะคอยตัดพลังงานด้านบวกให้กับคนเกิดวันอาทิตย์นั่นเอง 
  • สีรถมงคลประจำวันจันทร์ คนเกิดวันจันทร์นั้นมีดวงจันทร์เป็นดาวประจำวันเกิด ดังนั้นสีที่เป็นมงคลของคนที่เกิดวันจันทร์คือสีขาว สีครีม และสีเหลือง เชื่อว่าสีเหล่านี้เป็นสีของความบริสุทธิ์และจะนำมาซึ่งความสงบในจิตใจ ดังนั้นการเลือกรถที่มีสีขาว สีครีม และสีเหลืองจะช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและผ่อนคลายตลอดทาง อีกทั้งยังช่วยเสริมโชคลาภและเมตตามหานิยมอีกด้วย สีที่คนเกิดวันจันทร์ควรเลี่ยงคือสีแดง เพราะเป็นสีที่ขัดแย้งต่อพลังงานของดวงจันทร์อย่างสิ้นเชิง
  • สีรถมงคลประจำวันอังคาร คนที่เกิดวันอังคารนั้นมีดาวอังคารเป็นดาวประจำตัว มีพลังงานของไฟบางส่วน สีประจำวันเกิดของคนเกิดวันอังคารคือสีชมพู สีส้ม และสีม่วง สีเหล่านี้จะช่วยเสริมพลังงานบวกด้านการงาน ความมั่นคงในชีวิต ช่วยเสริมดวงด้านโชคลาภในชีวิต สีต้องห้ามของผู้ที่เกิดวันอังคารคือสีขาวและสีเหลือง
  • สีรถมงคลประจำวันพุธกลางวัน คนที่เกิดวันพุธกลางวันคือคนที่เกิดในช่วงเวลา 6 โมงเช้าจนถึง 17:59 น. มีดาวพุธเป็นดาวประจำตัว ดังนั้นการเลือกรถสีเขียว สีดำ และสีเทาจะช่วยเสริมสร้างดวงด้านการงานให้มั่นคง เสริมสร้างสติปัญญาให้ฉลาดหลักแหลม ไม่ว่าจะเจรจาต่อรองด้านใดก็จะประสบผลสำเร็จ เดินทางไปยังที่ใดก็จะปลอดภัยไร้อุปสรรค สีที่คนเกิดวันพุธกลางวันควรเลี่ยงคือสีชมพู เพราะจะทำให้การเดินทางติดขัดไม่ราบรื่น 
  • สีรถมงคลประจำวันพุธกลางคืน คนที่เกิดวันพุธกลางคืนคือเกิดในช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึง ตี 5:59 น. ถึงแม้ว่าดาวประจำวันเกิดจะเป็นดาวดวงเดียวกัน แต่ว่าสีมงคลประจำวันพุธกลางคืนคือสีขาว สีครีม และสีเหลืองอ่อน เชื่อว่าสีเหล่านี้จะช่วยสร้างพลังงานทางด้านโชคลาภ ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ช่วยให้ชีวิตราบรื่นไม่ติดขัด และสีที่คนเกิดวันพุธกลางคืนควรหลีกเลี่ยงคือสีส้มและสีแดง สีที่ขัดกับพลังงานของผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืนจะนำมาซึ่งความถดถอยด้านปัญญา 
  • สีรถมงคลประจำวันพฤหัสบดี คนเกิดวันพฤหัสบดี มีดาวพฤหัสเป็นดาวประจำวันเกิด ซึ่งสีที่เป็นสิริมงคลของคนเกิดวันนี้คือสีส้ม สีเหลือง และสีขาว สีเหล่านี้จะช่วยเสริมความมั่นคง มั่งคั่ง เสริมดวงด้านโชคลาภ และพลังงานด้านบวกที่ช่วยให้การเดินทางราบรื่น สีที่คนเกิดวันพฤหัสบดีควรหลีกเลี่ยงคือสีดำและสีม่วงซึ่งเป็นสีที่ขัดกับพลังงานด้านบวกของคนที่เกิดวันนี้
  • สีรถมงคลประจำวันศุกร์ คนเกิดวันศุกร์มีดาวศุกร์เป็นดาวประจำตัว สีประจำวันเกิดคือสีฟ้า สีชมพู และสีเขียว หากผู้ที่เกิดวันศุกร์ขับรถสีเหล่านี้ก็จะช่วยปรับสมดุลให้ชีวิตราบรื่นและไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางกั้น ขับขี่เดินทางไปไหนก็ปลอดภัย เจอผู้คนมากมายก็สามารถสร้างความรักและมิตรภาพที่ดีได้เสมอ สีที่คนเกิดวันศุกร์ควรเลี่ยงคือสีเทาและสีดำ เชื่อว่าสีที่หม่นหมองจะขัดกับพลังงานที่สดใสของคนเกิดวันศุกร์
  • สีรถมงคลประจำวันเสาร์ คนเกิดวันเสาร์นั้นจะมีดาวเสาร์เป็นดาวประจำตัว สีที่เป็นสิริมงคลของคนที่เกิดวันเสาร์คือสีดำ สีเทา และสีม่วง เพราะดาวเสาร์คือตัวแทนแห่งความแข็งแกร่ง ดังนั้นสีเหล่านี้จะนำมาซึ่งความปลอดภัยในการเดินทาง เสริมพลังอำนาจให้แก่คนเกิดวันเสาร์และช่วยปัดเป่าพลังอันตรายทั้งปวงที่จะเข้ามา สีที่คนเกิดวันเสาร์ควรเลี่ยงอย่างเด็ดขาดคือสีเขียวนั่นเอง 

 

สีรถมงคลเสริมโชคตามราศี

การเลือกสีรถตามราศีนั้นเป็นความเชื่อของโหราศาสตร์ตะวันตก โดยการวิเคราะห์จากจักรราศีและธาตุที่สอดคล้องกัน ซึ่งพลังงานธาตุทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือดิน น้ำ ลม และไฟ ดังนั้นการเลือกสีรถมงคลตามราศีนั้นคือการปรับธาตุเพื่อเพิ่มความสมดุลในชีวิตทั้งด้านการเงิน การงาน ความรัก สุขภาพ หรือการนำมาซึ่งโชคลาภ สิ่งสำคัญสำหรับการเลือกสีรถตามราศีคือการสะท้อนตัวตน ลักษณะนิสัย บุคลิกภาพออกมาตามพลังงานเฉพาะตัวของแต่ละราศี ซึ่งจะมีธาตุและสีมงคลที่ต่างกันดังนี้ 

  • ราศีมังกร คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 22 ธันวาคม – 19 มกราคม ธาตุดิน สีรถมงคลประจำราศีมังกรคือสีดำ สีเทา และสีเขียวเข้ม สีเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง มั่นคง เสริมพลังบวกด้านโชคลาภและการงานให้มั่นคงขึ้น สามารถบริหารจัดการคนได้ดี 
  • ราศีกุมภ์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 20 มกราคม – 18 กุมภาพันธ์ ธาตุลม สีรถมงคลประจำวันเกิดของราศีนี้คือสีม่วง สีเทา และสีฟ้า สีเหล่านี้จะช่วยสร้างความคิดสร้างสรรค์ สามารถเชื่อมโยงจิตวิญญาณเข้ากับผู้อื่น หากเป็นนักคิดก็จะคิดได้ดี หากเป็นนักพูดก็จะมีแต่ผู้คนคล้อยตาม สีเหล่านี้จะช่วยสร้างพลังงานบวกในการทำงานส่วนตัวและการทำงานส่วนรวมได้อย่างดี
  • ราศีมีน คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม ธาตุน้ำ ผู้ที่เกิดราศีนี้เหมาะกับการขับรถสีขาว สีฟ้าอ่อน และสีเขียว จะช่วยสร้างความสงบทางอารมณ์ ช่วยให้จิตใจสงบขึ้น ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ และสามารถค้นพบตัวเองและพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้
  • ราศีเมษ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 21 มีนาคม – 19 เมษายน ธาตุไฟ ผู้ที่เกิดราศีนี้หากขับรถสีแดงหรือสีส้มจะช่วยเสริมพลังด้านความมั่นใจ ความกระตือรือร้นและความเป็นผู้นำได้เป็นอย่างดี มีความทะเย้อทะยานและมีพลังในการตัดสินใจสูง การขับรถสีนี้จะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น 
  • ราศีพฤษก คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 20 เมษายน – 20 พฤษภาคม ธาตุดิน ราศีนี้จะถูกโฉลกกับสีเขียวและสีชมพู สีเหล่านี้จะช่วยสร้างสมดุลด้านความสงบในชีวติ นำมาซึ่งความเจริญมั่งคั่ง เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แก่ผู้คนโดยรอบ พลังงานบวกจะช่วยเสริมความมั่นคงในหน้าที่การงานให้ดีขึ้น 
  • ราศีเมถุน คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม – 20 มิถุนายน ธาตุลม สีมงคลประจำราศีเมถุนคือสีเหลืองและสีฟ้า สามารถนำมาซึ่งความสว่างในชีวิต มีความคิดสร้างสรรค์บังเกิด พลังงานจากสีเหล่านี้จะช่วยให้สามารถปรับตัวได้ง่ายในทุกสภาพแวดล้อม มีดวงด้านการเจรจาตกลงและเป็นผู้พูดที่ดีได้ 
  • ราศีกรกฎ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 21 มิถุนายน – 22 กรกฎาคม ธาตุน้ำ สีรถมคลประจำวันเกิดคือสีขาว สีเงิน และสีฟ้าอ่อน สีเหล่านี้จะช่วยให้ชาวราศีกรกฎมีความสงบสุขในจิตใจ ช่วยป้องกันภัยอันตรายรอบตัวและยังช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวราบรื่นมีแต่ความสุข 
  • ราศีสิงห์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 กรกฎาคม – 22 สิงหาคม ธาตุไฟ สีรถที่เหมาะกับชาวราศีนี้คือสีทอง สีส้ม และสีแดง สีเหล่านี้จะส่งเสริมพลังด้านอำนาจ บารมี เสริมสร้างพลังงานความเป็นผู้นำ ดึงดูดโชคลาภด้านการเงินและการงานเข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ 
  • ราศีกันย์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 สิงหาคม – 22 กันยายน ธาตุดิน นิยมใช้สีเขียวและสีฟ้ามาช่วยเสริมสร้างความสงบในจิตใจ เพิ่มพลังงานด้านความคิด การไตร่ตรอง การวางแผนในชีวิตและการทำงานให้ราบรื่น ไร้ซึ่งอุปสรรคขวางกั้นในชีวิต 
  • ราศีตุลย์ คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 กันยายน – 22 ตุลาคม ธาตุลม คนเกิดราศีนี้จะมีสีฟ้าและสีชมพูเป็นตัวช่วยดึงพลังงานด้านบวก เพิ่มความสงบสุขและสร้างความสัมพันธ์อันดีงาม ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักใคร่ เจรจาด้านใดก็มีแต่คนคล้อยตาม เป็นสีที่นำมาซึ่งความรักและความสุข 
  • ราศีพิจิก คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 23 ตุลาคม – 21 พฤศจิกายน ธาตุน้ำ สีมงคลประจำราศีพิจิกคือสีแดงเข้ม สีม่วง และสีดำ สีโทนเจ้มเหล่านี้จะนำมาซึ่งพลังงานแห่งความหนักแน่นในจิตใจ ช่วยให้สามารถเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดความราบรื่นทั้งด้านการงานและการใช้ชีวิตด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง
  • ราศีธนู คือผู้ที่เกิดช่วงวันที่ 22 พฤศจิกายน – 21 ธันวาคม ธาตุไฟ สีที่จะส่งผลให้ผู้ที่เกิดราศีนี้ประสบความสำเร็จและเติบโตในหน้าที่การงานคือสีดำ สีเทา และสีเขียวเข้ม นอกจากนั้นยังช่วยปัดเป่าอุปสรรคที่จะเข้ามาในชีวิต ช่วยให้เจริญก้าวหน้านำมาทั้งอำนาจและสติปัญญานั่นเอง

 

การเลือกสีรถมงคลเป็นความเชื่อที่ชาวไทยยึดถือมาเป็นเวลานาน นอกจากจะเพื่อส่งเสริมดวงด้านต่างๆ แล้วยังช่วยให้เกิดความสบายใจในการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้น และไม่ว่าจะเป็นการเลือกสีรถมงคลตามวันเกิดหรือตามราศี หากมีสติในการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน คิดดี พูดดีต่อผู้อื่น ก็จะช่วยสร้างพลังงานบวกแก่ชีวิตได้เช่นเดียวกัน 

 

ถ้ารู้วันเกิดหรือราศีตัวเองแล้วอยากได้รถขับสักคัน อย่าลืมมาเลือกซื้อกันได้ที่kaidee เพราะที่นี้เรามีสีรถให้เลือกมากมาย ซื้อง่าย ขายไว ไว้ใจkaidee

Ekkamai Macchiato พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! เปลี่ยนบ้านเป็นร้านกาแฟ

Ekkamai Macchiato พลิกวิกฤตเป็นโอกาส! เปลี่ยนบ้านเป็นร้านกาแฟ

ใครที่มีโอกาสผ่านไปผ่านมาย่านเอกมัย คงจะพอทราบกันดีว่าในย่านนี้มีร้านอาหารหลากหลายตั้งอยู่ หากคุณกำลังขับรถอยู่ที่ถนนเอกมัย ซอย 12 คุณจะได้รับความรู้สึกที่แสนอบอุ่นจากร้านกาแฟสวย บรรยากาศดี อาหารอร่อย อย่าง ‘Ekkamai Macchiato’ แต่ก่อนที่จะกลายเป็นร้านกาแฟบรรยากาศดีแบบที่เราเห็นในทุกวันนี้ Ekkamai Macchiato ต้องผ่านกับช่วงวัดใจอะไรมาบ้าง ให้ คุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย พาเราไปชมเส้นทางการเติบโตของ Ekkamai Macchiato กัน

จุดเริ่มต้นของ Ekkamai Macchiato 

“ที่นี่เป็นอาคารพาณิชย์สองคูหา เราเคยทำร้านแก๊สมาก่อน แต่ว่ามันไปต่อไม่ไหว ค่าใช้จ่ายสูง กำไรน้อย กลายเป็นหนี้สะสม เราเลยตัดสินใจที่จะรีโนเวทที่นี่ให้เป็นธุรกิจอื่น”

วันนี้เรามีโอกาสได้มานั่งคุยกับคุณโอ ชุติเตชินท์ โสภณหฤษนฤดม  เจ้าของร้านกาแฟบรรยากาศอบอุ่นย่านเอกมัย คุณโอเล่าให้ทางเราฟังว่า ในอดีตที่ร้านนี้เป็นร้านแก๊ส แต่ร้านแก๊สไปไม่ไหว เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ ทั้งค่าแรง ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ จนกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ เป็นหนี้สะสม เราเลยคิดวิธีการแก้ปัญหา ด้วยการเลือกเปลี่ยนธุรกิจ ซึ่งในตอนแรกที่ได้คุยกัน เราอยากทำเป็นอพาร์ทเมนต์ แต่เราก็มองว่า หากเราทำธุรกิจที่ช่วยซัพพอร์ตเหล่าเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียม และคนที่มาอยู่ละแวกนี้ดีกว่าไหม เพราะคอนโดมิเนียมในซอย 12 มีเยอะมาก

ส่วนตัวเรามีความชอบด้วย เพราะเราไปเที่ยวคาเฟ่บ่อยมาก เราเห็นร้านนั้น ร้านนี้ เราก็อยากทำ เลยตัดสินใจว่า งั้นเปิดเป็นคาเฟ่แล้วกัน ซึ่งในตอนแรก เราเปิดเป็นร้านเล็กๆนี่แหละ ค่อยๆลองศึกษา ลองเริ่มต้นทำ บางอย่างก็ยังตะกุกตะกักไม่ได้เรียบหรู 

คุณโอ เจ้าของร้าน Ekkamai macchiato

เริ่มจาก 4,000 บาท จนกลายมาเป็น Ekkamai Macchiato

ฟังแล้วก็ประหลาดใจไม่น้อย คุณโอเล่าให้เราฟังว่า ร้านกาแฟที่เราเห็นตลอดมา 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นจากเงิน 4,000 บาท ที่เอาไปลงทุนทำขนมเล็กๆส่งให้กับ Cafe’ Amazon  ให้ส่งปั๊มปตท. 7 สาขา ในต่างจังหวัด ทำอยู่ประมาณปีกว่าๆ จนอยู่ที่ 54 สาขา สามารถซื้อรถบรรทุก รถเย็น ตอนนี้เลิกทำแล้ว แต่ก็ต้องขอบคุณมาก เพราะเราได้รับความช่วยเหลือจากจุดนั้นพอสมควร 

คุณโอเล่าต่อว่า หลังจากมีรายได้เข้ามา เราก็นำมาเป็นทุนเปิดร้าน แรกๆในร้านมีแค่กาแฟ เพราะเราเองทำกับข้าวไม่เป็น ขนมเค้กก็ทำไม่ได้ พอขายกาแฟอย่างเดียว ย้อนไป 5 ปีที่แล้ว  ตอนนั้นกระแสการกินกาแฟยังไม่นิยม คนบ้านเราไม่ค่อยกินกาแฟหรือเครื่องดื่มเหมือนที่่ต่างประเทศ บอกตรงๆว่า เราแทบจะอยู่ไม่ได้เลย ก็เลยตัดสินใจลองทำขนม ตอนนั้นทำขนมไม่เป็นด้วยนะ (หัวเราะ) เราขอยืมเงินพ่อแฟนมาซื้ออุปกรณ์ด้วย เพราะเราเอาเงินไปลงทุนกับร้านหมดแล้ว ก็ลองทำดู เปิดจากยูทูปเอา ทำจนชำนาญ เค้กที่ขายอยู่ในร้านทั้งหมดตอนนี้ก็เป็นเค้กที่เราฝึกทำมาเรื่อยๆนั่นแหละ หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำอาหารด้วย เริ่มจากขายอาหาร ซึ่งเมนูที่ทำก็คือเมนูที่เรากินในแต่ละวัน จนลูกค้าเรียกร้องให้เราทำอาหารอื่นๆ ตอนนั้นลูกค้าบอกว่าขอเมนูเผ็ดๆ  เราเลยลองทำ กระเพราหมูสับไข่ข้น ลูกค้าถูกใจอย่างมาก จนเมนูนี้กลายเป็นเมนูแรกของร้าน และทุกคำขอของลูกค้า กลายเป็นแรงบันดาลใจในการทำแต่ละเมนูออกมา เราจึงตัดสินใจทำเมนูคาวในร้านด้วย

วันหนึ่งเราลองทำเมนูกุ้ง มีน้องที่เรารู้จักมากิน แล้วบอกว่าอร่อย ถามเราว่าขายเลยไหม เราก็บอกว่าขายเลย น้องจัดการโพสต์ลงโซเชียล ปรากฏว่ามีลูกค้าเข้ามากินเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันนี่แหละครับ ซึ่งจะบอกว่ารูปที่ถ่ายวันนั้น อยู่บนเมนูอาหารที่เราให้ลูกค้าสั่งนี่แหละครับ

ซึ่งสิ่งที่เราตั้งใจทำเป็นอย่างมาก คือการที่ลูกค้าจะได้รับประสบการณ์สุดประทับใจจากการมา Ekkamai Macchiato ความอร่อยทุกเมนู อย่างรสชาติของอาหารทั้งคาว หวาน และเครื่องดื่ม ลูกค้าที่มาที่นี่เลยชอบที่เราทำทุกอย่างให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้ทุกอย่างอร่อยเหมือนกัน ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาไปหาอาหารอร่อยๆหลายๆร้าน มาที่เดียวเรามีให้ครบ

สรุปคือ ถ้าจะให้พูดดูสวยๆ ก็คงต้องบอกว่าทุกอย่างเป็นแรงบันดาลใจอันนั้นก็ใช่ แต่มันก็แฝงความจริงอีกประการที่ว่า เราทำมาเพื่อซัพพอร์ตวงเงินที่เราเอามาทำร้านในช่วงแรกนี่แหละ 

บาริสต้าฝีมือเด็ดของเรา

จากบ้านอายุ 40 ปี กลายมาเป็นคาเฟ่แสนอบอุ่น 

เราจะรีโนเวทบ้านอายุ 40 ปี ที่โครงสร้างเก่ามาก อายุก็เยอะมาก ด้วยการทุบออก และสร้างใหม่เกือบทั้งหมด แต่คุณโอบอกกับเราว่า ปัญหาที่เจอกลับไม่ใช่ปัญหาของโครงสร้างบ้าน แต่เป็นปัญหาที่ยิบย่อยเล็กลงไปกว่านั้น คุณโอเปิดใจกับทางเราว่า 

มีอยู่ 2-3 ประเด็นหลักๆอย่าง ที่บ้านไม่เห็นด้วยกับการทำร้านกาแฟของเรา, พื้นที่หน้าบ้านก็กลายเป็นคดีอยู่ช่วงหนึ่ง เพราะภาครัฐต้องการเอาไปทำถนน ต่อสู้คดีกันอยู่สักพัก สุดท้ายเราก็ยกที่ให้กับภาครัฐไปประมาณ 39 ตารางวา สุดท้าย ก็คงเป็นเรื่องเงินทุนหมุนเวียนในช่วงแรก ที่เราก็ไม่ได้มีเงินลงทุนมาก ก็ต้องหาวิธีในการหาเงินทุนกันไป อย่างที่เล่าให้ฟังไปตอนต้น

ไปคุยกับโยธาก่อน ถ้ายื่นแบบผ่านอะไรๆก็ง่ายขึ้น

คุณโอเล่าว่า ตอนแรก ก็ขออนุญาตเองตามกระบวนการที่ควรจะทำ ประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้มาจากการสร้างปั๊มในช่วงที่ทำงานประจำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการสร้างอะไร สิ่งที่จะพบในทุกครั้งของการยื่นแบบ เรามักจะเจอขั้นตอนที่ค่อนข้างเยอะในการยื่นแบบ อย่างเช่น เราแบบยื่นแบบไปแล้ว แล้วแบบไม่ผ่าน เราก็เอามาแก้ตามกระบวนการที่ทางหน่วยงานต้องการ ยกตัวอย่างร้านเรา แบบร้านที่เราเอาไปยื่นในตอนแรก ไม่ใช่แบบที่สร้างได้เลย เพราะแบบที่เรายื่นไป ทางกรมโยธาจะนำไปตรวจสอบ และอนุมัติว่าแบบของเราผ่านหรือไม่ผ่าน ดังนั้น เราก็จะต้องไปคุยกับทางหน่วยงานว่าแบบที่ทำใช้ได้ไหม หรือว่าเป็นอีกแบบจะดีกว่า ทางหน่วยงานเขาก็จะให้คำแนะนำว่า แบบไหน ตรงไหนต้องแก้ แถมยังมีบางอย่างที่จะต้องอิงกับกฏหมายอาคาร เราก็ต้องปรับตามกฏหมายนั้น แต่โชคดีที่ทางหน่วยงานก็ให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 

อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษคือสภาพแวดล้อมรอบข้าง

ตอนแรกเราได้มีการวางแผนกับดีไซเนอร์ ว่าเราจะสร้างกำแพงด้านข้างขึ้นมาใหม่ แทนกำแพงเก่า แต่พื้นที่นี้เรามีบ้านข้างๆขนาบอยู่สองข้าง ก็เลยตัดสินใจไปแจ้งว่าเราจะมีการก่อสร้างในละแวกบ้าน อาจจะมีการสั่นสะเทือนนะ คำตอบที่เราได้รับกลับมา ทำให้เราตัดสินใจได้ว่า โอเคงั้นคงต้องหาทางแก้ปัญหานิดหน่อย ในฝั่งหนึ่ง และจะต้องดูแลความเรียบร้อยให้ในอีกฝั่งหนึ่ง เราก็เลยพยายามทำให้เบาที่สุด  และแจ้งกับอีกฝั่งหนึ่งที่เข้าใจเรา ว่าเราจะมีทำอะไร วันไหนบ้าง เขาจะได้จัดการในส่วนบ้านของเขาให้เรียบร้อย 

เรื่องช่างเป็น pain point หลักที่เราต้องศึกษาให้ดี

“เราเองก็ไม่รู้นะว่าช่างไหนดีไม่ดี ถ้าเป็นตัวเราเลือก เราก็จะเลือกแบบคุยกันถูกคอ คุยกันโอเค รู้เรื่อง ก็ไปต่อ แต่ยังไงเราก็ต้องดูอีกว่าไปต่อกันได้แค่ไหนอีก ไม่ใช่ว่าไปต่อแล้วจะไปต่อได้เลย”

คุณโอเล่าให้ฟังถึงตอนที่ทำร้านว่า “ตอนนั้นที่ทำร้าน ก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวาย หรือเรื่องเยอะกับช่างมาก เราใจดีมากนะ แต่ปรากฏว่า เราใจดีไป เขาก็ไม่ได้เห็นใจเราเท่าไร ทำแบบขอไปที แต่ชุดแรกนี่ดีกว่าชุดที่ทำรีโนเวท เพราะชุดแรกเป็นช่างที่รู้จักกัน พอคุยได้บ้าง ส่วนที่เราขยับเข้ามาทำในบ้าน มีแบบลักไก่บ้าง แต่ก็ยังพอยอมๆกันได้ อีกอย่างตอนนั้นเราอยู่ชะอำด้วยแหละ ก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสมาดูแลหน้างานเท่าไร ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในเรื่องช่าง ก็มักจะเป็นเรื่องของการคุยกันคนละภาษา คุยไม่รู้เรื่อง ขนาดที่ว่าตัวเราที่พอมีความรู้ในการสร้างปั๊มมาบ้าง พอมาคุยเรื่องบ้าน ก็ยังคุยกันไม่ค่อยเข้าใจ บางอย่างเขาบอกว่าแบบนี้ไม่ดีหรอก แบบนี้ดีกว่า แต่คือเราก็รู้มุมของดีไซเนอร์ใช่ไหมว่ามันไม่ได้ ความยากก็คงอยู่ที่เราก็ต้องทำหน้าที่ประสานงานระหว่างช่างกับดีไซเนอร์ เพราะรายละเอียดของช่างกับดีไซเนอร์ไม่เหมือนกันทั้งหมด

ร้านคาเฟ่แสนอบอุ่น แรงบันดาลใจจากร้านอาหารในวัยเด็ก

เราได้แรงบันดาลใจจากร้านที่เราเคยไปทาน ซึ่งตอนนั้นเรายังเด็กมาก ร้านนั้นก็คือร้านของพี่พล ชื่อร้าน “spring and summer”  ซึ่งตอนนี้ร้านนี้ปิดไปแล้วล่ะ บ้านนั้นเป็นบ้านที่เราชอบมาก บ้านสไตล์สุขุมวิท เมื่อสักประมาณ 25-30 ปีที่แล้ว เราจำได้ เราก็เลยเอาแบบที่เราจำได้มาคุยกับดีไซเนอร์ว่าเราอยากได้ประมาณนี้ เอาแบบที่เราชอบมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบร้านนี้ ส่วนเรื่องโทนสี เราอยากได้สีขาว เรามองว่า เวลาที่คนหรือเฟอร์นิเจอร์เข้ามา มันคือขั้นตอนของการเอาสีสันมาแต่งเติม มันจะทำให้ทุกอย่างดูลงตัว ไม่ดูโอเว่อร์ พอมองไปรอบๆจะเห็นว่า การตกแต่งเราใช้โครงสร้างของตัวเองเกือบทั้งหมด แทบจะไม่ต้องเติมอะไรลงไปเลย 

กลับมามองสถานการณ์ปัจจุบันอย่างโควิด แบบนี้ทางร้านมีการปรับตัวอย่างไร

โควิดรอบแรกเนี่ย เราพบความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากๆ คือ วันนี้ขายดี พรุ่งนี้พอมีข่าวออกมาก็คือวูบเลย เหมือนคนเดินไปเตะปลั๊ก (หัวเราะ) เราจะสังเกตได้ว่า ในช่วงโควิดรอบแรก ทุกคนเซฟเงินมากขึ้น ไม่กล้าใช้เงิน ไม่ออกจากบ้าน ซึ่งผลกระทบตรงนี้ไม่ได้เป็นแค่เรา แบรนด์ใหญ่ๆเองก็เริ่มเอาวัตถุดิบที่มีมาเลหลังขาย มาทำสินค้าที่พอจะขายได้ แบบนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนตัวเอง เราก็จะไม่รอดเอา โชคดีที่ช่วงนั้นมีน้องที่ทำพาร์ทไทม์ด้านการตลาด ชวนเราทำข้าวกล่อง แบบที่รับทำให้ตามงานประชุม แต่ทำในราคาที่ถูกลงกว่าหน้าร้าน เราเลยลองเปลี่ยนเอาเมนูเซทข้าวกล่องที่เราทำส่งตามงาน มาลองขายหน้าร้านดู ในคอนเซปต์ “ทุกคนกินได้ทุกวัน” พอลูกค้าเห็น ลูกค้าตอบรับ ลูกค้าก็โอเค จริงๆแล้วในตอนนั้น เราเอาแค่ว่าพออยู่ได้ในช่วงนั้น ให้พอแค่ค่าใช้จ่ายประจำวัน ที่เราจะต้องรับผิดชอบ ก็เลยรอดมาได้ 

ส่วนในเฟสสอง จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่เริ่มปรับตัวได้แล้ว และเราเองก็มีการขยายตัว ไปเปิดร่วมกับ WongnaixLine Man ที่ปุณณวิถี ซึ่งอันนั้นเป็นครัวไม่มีหน้าร้าน ราคาก็จะดรอปลง  แต่การไม่มีหน้าร้าน ก็มีเรื่องที่ดีและน่าสนใจในการทำธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ คือพอไม่มีหน้าร้าน ก็ไม่ได้มีลูกค้ามาใช้ส่วนกลาง เราก็ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น อีกอย่าง ในส่วนของครัว ทาง Lineman เป็นคนลงทุน เราก็ไปรวมทำกับเขา ต้นทุนเราก็ไม่สูง ทำให้เราสามารถดรอปราคาลงมาได้ ลูกค้ากินได้ทุกวันเหมือนเดิมตามคอนเซปต์เรา

มา Ekkamai macchiato ทั้งที เมนูเด็ดบนโต๊ะที่ไม่ควรพลาด 

มา Ekkamai macchiato ทั้งที จะพลาดเมนูเด็ดของทางร้านไปไม่ได้ เริ่มต้นด้วย เมนูที่ขอบอกเลยว่า อร่อยมาก รสมือแม่สุดๆ อย่าง หมูกรอบผัดพริกขี้หนูสวน (220 บาท) คุณจะได้ลิ้มลองรสชาติหมูกรอบที่กรอบมาก ผัดกับพริกขี้หนูสวน ปิดท้ายด้วยการวางไข่ออเซ้นไว้ตรงกลาง เข้ากันสุดๆ และอีกหนึ่งเมนูที่อร่อยไม่แพ้กันอย่าง ข้าวไข่ข้นกระเพาหมูสับ (190 บาท) เมนูผัดกระเพาที่ดูธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา ด้วยรสชาติของผัดกระเพาที่ลงตัวเมื่อกินกับไข่ข้น รับรองได้ว่าหากคุณได้กินเมนูนี้เป็น main dish ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน

เมนูจานหลัก รสชาติเข้มข้น

ถ้าไม่อยากกินอะไรที่หนักเกินไป ลองเมนูพักเบรก ด้วยชูครีมนุ่มๆ กับลาเต้อุ่นๆ รสชาติกลมกล่อม เมนูชูครีมเป็นเมนูแรกๆของร้านทางเลยนะ แนะนำว่าถ้าไป Ekkamai macchiato พลาดเมนูไม่ได้เลย

ชูครีมเนื้อนุ่ม กับลาเต้อุ่นๆยามบ่าย

ปิดท้ายด้วย เมนูเบาๆ เอาไว้ทานกรุบระหว่างกินนั่งคุยกับเพื่อนๆ วัตถุดิบเด่นอย่างส้มยูซุ ที่ทางร้านเลือกมาทำเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน อย่าง Yuzu cake และ Yuzu strike

เป้าหมายคือสิ่งสำคัญในการทำทุกๆอย่าง เจ้าของร้านกาแฟชื่อดังย่านเอกมัยบอกกับเรา

“อยากให้กลับไปดูที่เป้าหมายเราก่อน อย่าครึ่งๆกลางๆ อยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน “

อย่างบางคนอยากทำ แต่พอระยะเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็เลิกทำ อยากให้เรากลับมาดูว่าเป้าหมายของเราคืออะไร เราอยากไปถึงจุดไหน อย่างของผม ลงมือทำแล้วก็จะไปต่อให้สุด ไม่ทำครึ่งๆกลางๆ เพราะเราตั้งใจลงมือทำ เราเริ่มต้นมาแล้ว ก็ต้องไปต่อ อย่างผมเองก่อนมาทำร้านนี้ เราก็มาจากความลำบาก ส่งขนม ทำทุกอย่างให้เรามีร้านนี้ เพราะฉะนั้น เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ว่าเราอยากทำอะไร เราตั้งใจจะไปต่ออยู่แล้ว ก็เลยอยากให้ทุกคนที่อยากทำ มีเป้าหมายให้ชัดเจน เหมือนกัน