โครงการ Mixed-Use คืออะไร ทำไมใครๆ ก็อยากลงทุน

โครงการ Mixed-Use คืออะไร ทำไมใครๆ ก็อยากลงทุน

หลายคนคงสงสัยว่า อะไรคือโครงการ Mixed-Use ทำไมต้อง “Mix” ทำตึกอสังหาฯ โดยมุ่งเป้ากลุ่มเดียวไปเลยไม่ได้เหรอ วันนี้ Kaidee Property มีคำตอบมาให้คุณ

โครงการ Mixed-Use คืออะไร

โครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) คือการผสมผสานการใช้งานของอสังหาฯเข้าด้วยกันเพื่อใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เมื่อย้อนกลับไปมองอดีต เทรนด์ Mixed-Use เริ่มเข้ามามีบทบาทในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 (ค.ศ. 2017) และเริ่มกลายเป็นเทรนด์ฮิตขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน

จากแต่เดิมที่เหล่า Developer นิยมทำตึกสำนักงานรวมกับร้านค้าเชิงพาณิชย์ดังที่เราเห็นได้ทั่วไปตามสีลมและสาทร Developer หลายแบรนด์เริ่มหันกลับมามองการ Mix การใช้งานแบบอื่น ๆ เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้น

ในการ “Mix” การใช้งานแบบอื่นๆ นั้น แน่นอนว่าผสมแบบตามใจไม่ได้เนื่องจากทุก Developer  ล้วนมุ่งให้ตึกของตนนั้นมีผู้บริโภคมาใช้งานให้มากที่สุด หากอ้างอิงจากการวิเคราะห์ของ EIC การผสมผสานจุดประสงค์การใช้งานที่ส่งเสริมกันมากที่สุดประกอบไปด้วย

1.ที่อยู่อาศัย+สำนักงาน

2.ตึกเพื่อการเรียนการศึกษา+สำนักงาน

3.ตึกเพื่อการเรียนการศึกษา+พื้นที่สันทนาการ

4.โรงแรม+สำนักงาน

5.โรงแรม+พื้นที่เชิงพาณิชย์

6.พื้นที่เชิงพาณิชย์+สำนักงาน

7.พื้นที่เชิงพาณิชย์+พื้นที่สันทนาการ

mixed use synergy
ขอขอบคุณภาพจาก EIC

ผลกระทบทางบวกและทางลบของมิกซ์ยูส

เป็นที่แน่นอนว่าเทรนด์ของ Mixed-Used จะเพิ่มการแข่งขันทางการตลาดของอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากตึกอสังหาฯ ส่วนมากในปัจจุบันเป็นประเภท “Single-Use”ซึ่งตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคเพียงด้านเดียวและการเข้ามาของ Mixed-Use สามารถตอบสนองผู้บริโภคได้มากกว่า

จากกราฟวิเคราะห์อัตราการเช่าพื้นที่ออฟฟิศของ EIC พบว่า อัตราการเช่าพื้นที่ออฟฟิศเริ่มลดลงมาตั้งแต่ ปี 2018 หลังจากการเข้ามาของเทรนด์ Mixed-Used เพียงปีเดียว และลดลงอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบันดังภาพ

mixed use occupancy rate
ขอขอบคุณภาพจาก EIC

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการมาของตึก Mixed-Use จะมีแต่ผลกระทบทางลบเสมอไป หากโครงการมิกซ์ยูสนั้นตั้งอยู่ที่นอกเมืองสักหน่อย และวิธีการทำกำไรของโครงการนั้นแตกต่างกับพื้นที่เชิงพาณิชย์โดยรอบ จะทำให้เกิดผลทางบวกอย่างมากเนื่องจากโครงการจะดึงผู้บริโภคจำนวนมากเข้าพื้นที่ ดังเช่น โครงการ ICONSIAM ที่เพิ่มยอดจองห้องของโรงแรมรอบแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังทำให้มีนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคตามร้านภัตตาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอีกด้วย

โครงการมิกซ์ยูสมาแรง

เมื่อโอกาสทางการตลาดอยู่ตรงหน้า เหล่า Developer ต่างก็ปล่อยโปรเจคมิกซ์ยูสออกมากันพอสมควร ซึ่ง Kaidee Property จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือในเมือง(CBD) และนอกเมือง

ในเมือง (CBD)

1.ดุสิต เซนทรัลพาร์ค

Dusit Central Park
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Dusit Central Park

สำหรับที่ตั้งของโครงการนี้เรียกได้ว่าพอเหมาะพอเจาะ เพราะตั้งอยู่ที่โรงแรมดุสิตธานีเดิม ใกล้กับ BTS ศาลาแดง

ดุสิต เซนทรัลพาร์คจะเป็นการ Mix ระหว่าง โรงแรม, อาคารที่พักอาศัย และสำนักงาน โดยที่ 8 ชั้นแรกจะเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ของ Central โดยรวมคาดว่าโครงการจะสร้างเสร็จประมาณปี 2567

2.One Bangkok

one bangkok
ขอขอบคุณรูปภาพจาก One Bangkok

มาต่อกันที่โครงการที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Mega Project เนื่องจากประกอบไปด้วยโรงแรม, อาคารสำนักงาน, พื้นที่อยู่อาศัย และอาคารสำหรับใช้ประชุมหรือจัดนิทรรศการ

จุดเด่นของโครงการนี้จะอยู่ที่ “ตึกพิกุลทาวเวอร์” ซึ่งมีความสูงถึง 92 ชั้น ส่วนความอลังการคงต้องรอดูว่าตอนสร้างเสร็จใน Phase แรก ปี 2565 จะสุดยอดขนาดไหน

ส่วนทำเลก็ดีไม่แพ้กับดุสิต เซนทรัลพาร์ค เพราะตั้งอยู่ใกล้ MRT ลุมพินีใกล้ถนนวิทยุ ทำให้สามารถคาดการณ์ได้ว่าเมื่อสร้างเสร็จคงมีผู้คนเข้าจับจองพื้นที่กันไม่น้อยเลย

3.Samyan MitrTown

Samyan_Mitrtown_สามย่านมิตรทาวน์
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia

ทำเลของโครงการนี้นับว่าดึงดูดผู้บริโภคอย่างสูงสุด เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้กับ MRT สามย่าน และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอย่างมาก 

ในส่วนของการ Mix การใช้งาน โครงการนี้ประกอบไปด้วย พื้นที่เชิงพาณิชย์ใน 6 ชั้นแรก และที่เหลือเป็นส่วนที่พักอาศัยแบบคอนโดมิเนียม

จุดเด่นของโครงการนี้คือมีโซนที่เปิด ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเอาใจฐานลูกค้าที่เป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งจะมี ร้านค้า, ฟิตเนส และ Co-Working Space คอยเปิดให้บริการ

นอกเมือง

1.Bangkok Mall

Bangkok Mall
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia

โครงการนี้จะตั้งอยู่บริเวณบางนาบนถนนสายสุขุมวิท โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่อาศัยอยู่นอกเมืองไปสักหน่อย

คอนเซ็ปต์ของโปรเจคนี้คือการสร้างเมืองเล็กๆ ในโครงการของตัวเอง จึงมีการ Mix รูปแบบอาคารหลายรูปแบบมากซึ่งประกอบไปด้วย พื้นที่ศูนย์การค้า, สวนสนุก, โรงแรม, อาคารสำนักงาน, และพื้นที่พักอาศัย

ส่วนกำหนดการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จ และสามารถเปิดให้บริการทั้งโครงการคือภายในปี 2567

2.The Forestias

foretias
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Expat life in Thailand

ที่ตั้งของโครงการนี้จะตั้งอยู่บนถนนบางนา ตราด ตรงช่วงกิโลเมตรที่ 7 และด้วยความที่ตั้งอยู่นอกเมืองนี่เองที่ทำให้คอนเซ็ปต์ของโครงการนี้แตกต่างจากโครงการ Mixed-Use อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด

คอนเซ็ปต์ของโครงการนี้คือการสร้างป่าและเมืองไว้ด้วยกัน โดยพื้นที่ใช้สอยจะประกอบไปด้วย คอนโดมิเนียม, บ้านเดี่ยว, พื้นที่เชิงพาณิชย์, อาคารสำนักงาน, และโรงแรม

3.The Grand Rama 9

Grand Rama9
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Grandcannalland

โครงการนี้ตั้งอยู่ในเขตห้วยขวาง ประกอบไปด้วย 3 อาคาร ซึ่งคอนเซ็ปต์หลักๆ คือเน้นพื้นที่พักอาศัยหรือคอนโดมิเนียม

ส่วนจุดประสงค์การใช้งานจะผสมผสานระหว่าง พื้นที่เชิงพาณิชย์, อาคารสำนักงาน, โรงแรม และคอนโดมิเนียม

ในเรื่องกำหนดการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2565

สรุปท้ายบทความ

Mixed-Use Project นับได้ว่าเป็นเทรนด์ที่กำลังปังอย่างแท้จริง เมื่อตลาดอสังหาฯ กำลังประสบปัญหา Over Supply จากอาคารประเภท Single-Use หรืออาคารสำนักงานแบบเดี่ยวๆ Kaidee Property เชื่อว่าการเข้ามาของเทรนด์สุดปังอันนี้นั้น จะช่วยให้ตลาดอสังหาฯ ปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น และเนื่องจากมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคและผู้ใช้บริการก็จะได้รับสิ่งดีๆ ตามไปด้วย

ปักหมุดร้านเด็ดตลอดเส้นบีทีเอสสีลม

ปักหมุดร้านเด็ดตลอดเส้นบีทีเอสสีลม

เบื่อร้านอาหารตามสั่งแถวบ้านหรือร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอยแล้ว อยากเปลี่ยนรสชาติเจออาหารรสเด็ดบ้าง ต้องลองจัดทริปตะลอนกินดูเลย เริ่มจากง่ายๆตามเส้นบีทีเอสสายสีลมดู ของดีร้านเด็ดเพียบแค่ไหน ไปดูกัน  

BTS สายสีลม

บีทีเอสสายสีลมเรียกว่าเป็นสายที่แน่นไปด้วยออฟฟิศต่างๆมากมาย ในช่วงเวลาเช้าๆตั้งแต่แปดโมงถึงประมาณเก้าโมงครึ่ง และช่วงเย็นตั้งแต่ห้าโมงครึ่งถึงประมาณหกโมงครึ่ง สถานีส่วนมากก็จะแน่นไปด้วยหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่รีบเดินทางเข้างานหรือเลิกงานรีบกลับบ้านกัน 

แต่หากลองเปลี่ยนช่วงเวลาเดินทางแล้วลองดูตามทางที่บีทีเอสวิ่งผ่านนั้น จะเห็นได้เลยว่าตลอดทางนั้นมีร้านอาหารดีๆเต็มไปหมด บางร้านอาจถูกเรียกว่าร้านลับ แต่แท้จริงเขาก็เปิดมานานแล้ว เพียงแค่เราไม่ได้สังเกตเท่านั้นเอง  

ร้านเด็ดเมนูดังตลอด BTS สายสีลม

ตามเส้นบีทีเอสสายสีลมนั้นมีร้านอาหารหลายร้อยร้านที่เปิดให้เราได้เข้าไปลองลิ้มชิมรสกัน และหากใครทำงานอยู่ในแนวเส้นบีทีเอสนี้ก็จะมีร้านประจำที่เวลาพักเที่ยงจะต้องรีบไปนั่งจองที่ก่อน หรือต้องรีบไปซื้อก่อนที่จะต้องมายืนรอต่อคิวอย่างแน่นอน  

1. ข้าวต้มแห้งริมถนน  

สถานี : สนามกีฬาแห่งชาติ

เมนูเด็ด : ข้าวต้มแห้งหมูกรอบ/ข้าวต้มยำน้ำข้นปลากระพง

เวลาเปิด-ปิด : 17:00 – 23:45 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : ข้าวต้มแห้งริมหนน 干泡饭路边

ข้าวต้มแห้งริมถนนตั้งอยู่บริเวณถนนบรรทัดทอง เยื้องกับจุฬาซอย 18 คอนเฟิร์มว่าริมถนนจริงๆ อาจไกลจากบีทีเอสสนามกีฬาอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ยังสามารถเดินไปได้ ใช้เวลาประมาณสิบนาที 

ร้านนี้เปิดมานานกว่า 20 ปี หลักๆแล้วเมนูในร้านจะเป็นข้าวต้มโดยสามารถสั่งเป็นแห้งหรือน้ำได้ แต่ถ้าสั่งแห้งก็จะได้น้ำซุปแยกใส่ถ้วยมาให้อยู่ดีนะ ส่วนใครที่ชอบรสชาติจัดจ้านเขาก็มีข้าวต้มต้มยำทั้งแห้งและน้ำก็มีเช่นกัน เครื่องที่ใส่กับข้าวต้มก็จะมีทั้งหมูแบบต่างๆ ปลากระพง ปลาเก๋า ปลาหมึก หอย หรือกุ้งก็มีทั้งแชบ๊วยและกุ้งแม่น้ำอีกด้วย

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : ข้าวต้มแห้งริมหนน 干泡饭路边

เมนูเด็ดที่ไปแล้วต้องลองหากเอาตามเมนูที่ร้านก็มีนับสิบ แต่ถ้าแนะนำจริงๆก็ต้องเป็นข้าวต้มแห้งหมูกรอบและข้าวต้มต้มยำน้ำข้นปลากระพง หลายๆคนอยากกินข้าวต้มแต่ใจก็รักในหมูกรอบ ถ้าจะเอามากินด้วยกันแบบทั่วไปหมูกรอบก็คงนิ่มยุ่ยไม่ฟิน แต่ร้านนี้เราจะได้กินข้าวต้มพร้อมหมูกรอบที่ยังมีความกรุบกรอบให้อารมณ์หมูกรอบที่แท้จริงอยู่ ส่วนข้าวต้มต้มยำน้ำข้นปลากระพงนั้น เหมาะกับคนรักต้มยำ ซึ่งแม้จะเป็นต้มยำแต่ยังคงความกลมกล่อมที่ไม่ได้เผ็ดจนเหงื่อแตกซี๊ดปากนะ   

2.โคตรยำ

สถานี : สยาม

เมนูเด็ด : ยำกุ้ง 2 โคตร/ยำหมูยอไข่แดงเค็ม

เวลาเปิด-ปิด : 11:00 – 21:30 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : Khoad Yum Thailand

ร้านยำเจ้าดังจากห้วยขวางเพิ่มสาขามาที่สยาม โดยตั้งอยู่ติดกับถนนอังรีดูนังต์ ทำให้ชาวสยามที่อยากกินยำแบบซี๊ดๆก็ไม่ต้องเดินทางไกล มากินได้แต่แนะนำให้รีบมานะ ช่วงเย็นคิวค่อนข้างเยอะ 

เมนูยำต่างๆในร้านมีครบตามเบสิคร้านยำ เช่น ยำหมูยอ ยำไส้กรอก ยำแซลมอน ยำปูม้า รสชาติก็สามารถเลือกได้ว่าเอาสูตรยำ สูตรนัว หรือสูตรหลวงพระบาง แต่ถ้าแนะนำก็ต้องเป็นสูตรนัวแบบใส่ปลาร้าเพราะรสชาติจะแซ่บสุดๆ 

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : Khoad Yum Thailand

เมนูเด็ดของร้านโคตรยำสยามนี้จะเป็นยำกุ้งสองโคตรและยำหมูยอไข่แดงเค็ม สำหรับใครที่ชอบกินกุ้งแต่ไม่อยากเลือกว่ากุ้งสดหรือกุ้งสุก ในเมนูนี้ คุณก็จะได้ทั้งสองอย่างมาแบบจุใจเลย ส่วนยำหมูยอไข่แดงเค็มนี้ เป็นเมนูเบสิคที่โคตรยำสยามทำออกมาได้กลมกล่อมกินเพลินไม่มีเบื่อ มาทีไรก็ต้องสั่งจริงๆ 

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : Khoad Yum Thailand

เรื่องความสะอาดบวกกับการจัดการคิวของร้านทำออกมาได้ค่อนข้างดี พนักงานน่ารัก พร้อมสอบถามรสชาติตลอด หากต้องการเพิ่มรสแบบไหนหรือมีอะไรแนะนำก็สามารถบอกกับพนักงานได้เลย

3.Yellow Rice  

สถานี : ศาลาแดง

เมนูเด็ด : ไก่ย่างทิกก้ามาซาล่าและเมนูที่ใช้ข้าวเหลือง

เวลาเปิด-ปิด : 10:00 – 20:00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : Yellow Rice

ร้าน “ข้าวเหลือง” หรือ Yellow Rice นี้เป็นร้านอาหารอินเดียที่มีเมนูหลากหลาย และมีการปรับรสชาติให้เหมาะกับคนไทยด้วยนะ หรือใครที่กินได้เฉพาะอาหารฮาลาลร้านนี้ก็มีเช่นกัน เรียกว่าหนึ่งร้านร้อยเมนูเลยก็ว่าได้ เพราะจะเป็นอาหารคาวหรือหวานร้านนี้ก็มีให้ครบ

ใครที่ชอบข้าวก็มีทั้งข้าวสวยหรือข้าวเหลืองให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นข้าวแกงกะหรี่ แกงมัสมั่นไก่ แกงเขียวหวานหรือข้าวหมกต่างๆทั้งหมกไก่ หมกแพะ หมกปลาอินทรีย์ ส่วนเมนูเส้นก็จะมีทั้งสปาเก็ตตี้ ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย เป็นต้น 

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : Yellow Rice

โดยเฉพาะเมนูเด็ดของร้านอย่างเมนูไก่ย่างทิกก้า มาซาล่า และเมนูที่ใช้ข้าวเหลือง ซึ่งถือว่าเด็ดทุกเมนูจริงๆไม่ว่าจะข้าวแกงมัสมั่นไก่ แกงกะหรี่หรือแกงเขียวหวาน ข้าวเหลืองหรือที่เรียกว่าข้าวบรียานั้นจะเป็นข้าวที่มีหญ้าฝรั่น เครื่องเทศชั้นดีผสมไปตอนหุง พร้อมแต่งสีเติมกลิ่น เพิ่มรสชาติต่างๆ จนทำให้ข้าวเหลืองนี้เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของร้านนี้เลยก็ว่าได้ ใครอยากลองอาหารสไตล์อินเดียที่กินง่าย รสชาติถึง แวะมาลองที่นี่เลย

4.The Japan Restaurant 

สถานี : ช่องนนทรี

เมนูเด็ด : Unadon และ Hiyashi Ramen

เวลาเปิด-ปิด : 11:00 – 21:00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : The Japan Restaurant

ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง อยู่ในอาคารสาธรธานีตึก 2 ใกล้กับบีทีเอสช่องนนทรี ไม่ว่าจะเป็นซาชิมิ นิกิริ เบนโตะ ราเมนหรืออูด้งก็มีใหเลือกครบ และที่พิเศษยิ่งกว่าคือทางร้านมีเมนูอาหารเจสำหรับคนชอบอาหารญี่ปุ่นแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ 

เมนูเด็ดที่เป็นเมนูยอดฮิตของร้านก็ต้องแนะนำเป็น Unadon หรือข้าวหน้าปลาไหล ที่มาเป็นเซ็ตพร้อมซุปร้อนๆ หรือหากใครอยากกินเบาๆก็แนะนำเป็น Hiyashi Ramen หรือราเมนเย็น เส้นนุ่มให้ความอร่อยแบบเรียบง่าย กลมกล่อม กินสบายแบบไม่แน่นท้อง  

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : The Japan Restaurant

เมนูอื่นๆก็อร่อยไม่แพ้กันนะ ไม่ว่าจะเป็นเมนูเซ็ตอย่าง Makunochi Set ที่เป็นเบนโตะเซ็ต สำหรับหลายคนที่อยากกินแบบอิ่มๆพร้อมเมนูที่หลากหลายหรือ Sashimi สดๆที่มีทั้ง A la carte และแบบเซ็ตสำหรับคนรักปลาดิบ ครบทุกรูปแบบเมนูจริงๆ 

5.ศาลาเตี๋ยวเรือ

สถานี : ช่องนนทรี

เมนูเด็ด : บะหมี่น้ำตกหมูสด+หมูเปื่อย+ตับ+ลูกชิ้น / บะหมี่แห้งหมูหวาน

เวลาเปิด-ปิด : 17:30 – 22:00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : SalaBoatNoodle

เรียกว่าเป็นหนึ่งในร้านลับแถวสาทรก็ว่าได้ ศาลาเตี๋ยวเรือนี้ตั้งอยู่บริเวณถนนนราธิวาสฯ ลงบีทีเอสสถานีช่องนนทรีแล้วเดินมาไม่ไกล ร้านจะอยู่ใกล้กับโรงแรม Marriott’s Bangkok Empire place ดูภายนอกอาจดูทั่วไปแต่ก๋วยเตี๋ยวและเมนูต่างๆในร้านนี้รสชาติดีอย่าบอกใครเชียว

เมนูเด็ดๆจากร้านนี้ก็เป็นเมนูเส้นที่มีเครื่องเป็นหมูสด หมูเปื่อย ตับและลูกชิ้นที่กินได้อย่างครบเครื่องเรื่องหมู หรือใครที่ชอบเนื้อก็มีเนื้อเปื่อย เนื้อสดให้เลือกนะ หรือจะเป็นบะหมี่แห้งหมูหวานที่มีทั้งแบบปกติและแบบต้มยำ เป็นเมนูที่อร่อยกลมกล่อมระหว่างความนุ่มของบะหมี่และหมูหวานเลยล่ะ  

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : SalaBoatNoodle

เมนูทานเล่นในร้านก็อร่อยไม่แพ้กัน เช่น หมูสะเต๊ะที่ทางร้านใช้สันคอหมูหมัก ทำให้มีความนุ่มอร่อย หรือเป็น “ย้ำเกี๊ยว” ที่เป็นเหมือนต้มยำแห้งใส่เกี๊ยวและมีเครื่องเป็นหมูสับและลูกชิ้นต่างๆ 

6.บ้านส้มตำ

สถานี : สุรศักดิ์ 

เมนูเด็ด : ไก่ย่างมะแขว่น/ตำข้าวสาลีดอย

เวลาเปิด-ปิด : 11:00 – 22:00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : Baansomtum.official

บ้านส้มตำเป็นร้านอาหารไทยที่มีสาขามากถึง 10 สาขา สาขาที่ยกมานี้เป็นสาขาสาทรอยู่ใกล้กับบีทีเอสสุรศักดิ์ หากเดินจากบีทีเอสสุรศักดิ์ก็ใช้เวลาประมาณ 5 นาที โดย เมนูในร้านที่มีให้เลือกนั้นเรียกว่ามีครบในสายอาหารไทยและจะเป็นให้เป็นหมวดๆ ทั้งส้มตำ ลาบ น้ำตก หรือเมนูเดี่ยวๆก็จะแบ่งเป็นเมนูทอด ย่าง ต้มแกง คั่วผัด และของหวาน 

ในหมวดส้มตำที่เป็นหมวดหลักเริ่มต้นของร้านก็มีเมนูใหม่ที่เป็นเมนูเด็ดอย่างตำข้าวสาลีดอย ที่ใช้ทั้งข้าวโพดข้าวเหนียว ที่เวลากินจะมีความหนึบหนับอยู่บ้างบวกกับรสชาติของส้มตำทำให้เมนูนี้เป็นที่ชื่นชอบของหลายๆคน ส่วนใครที่ชอบทานยำร้านนี้ก็มีเมนูยำให้เลือกนะ ไม่ว่าจะเป็นยำแบบรักสุขภาพอย่างยำผลไม้ ยำแอปเปิ้ล ยำผักบุ้งทอด หรือใครชอบแบบมีโปรตีนหน่อยก็เป็นยำคอหมูย่าง ยำเนื้อย่าง 

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : Baansomtum.official

หลายคนเห็นร้านแบบนี้มักจะคิดว่าราคาสูงแต่จริงๆแล้วราคาถือว่าปกติสำหรับร้านอาหารไทย ไม่แพงจนเกินไป กินแบบสบายใจได้ 

7.เจ๊พร หลังเลิดสิน 

สถานี : สะพานตากสิน 

เมนูเด็ด : บะหมี่สะโพกเป็ดตุ๋น/ บะหมี่ขาหมู

เวลาเปิด-ปิด : 07:00 – 16:00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : เจ๊พร หลังเลิดสิน

หนึ่งในร้านดังย่านบางรัก ที่มีทั้งก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวขาหมู ข้าวขาหมู และข้าวสะโพกเป็ดตุ๋น เรียกว่าใครอยากกินเป็ดหรือขาหมูแบบหนำใจ ต้องมาที่เจ๊พรเลย 

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : เจ๊พร หลังเลิดสิน

เมนูเด็ดที่ใครมาก็ต้องกินจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นและก๋วยเตี๋ยวขาหมู เลือกเส้นที่เราชอบแล้วเลือกว่าจะกินเป็ดตุ๋นหรือขาหมู ซึ่งต้องบอกเลยว่าชามใหญ่ในราคาเล็กๆ หนึ่งร้อยมีทอนแถมอิ่มแบบสุดๆ หากใครไม่ชอบเส้นอยากกินข้าว เขาก็มีทั้งข้าวขาหมู ขาวสะโพกเป็ดตุ๋น หรือจะกินแบบเกาเหลาก็ได้นะ

8.ประจักษ์เป็ดย่าง

สถานี : สะพานตากสิน 

เมนูเด็ด : เป็ดย่าง/ บะหมี่เป็ดปูหมูแดง 

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 20:00 น.

อีกหนึ่งร้านในย่านบางรักที่ประจักษ์สมชื่อนั่นคือประจักษ์เป็ดย่าง ร้านนี้เปิดมานานกว่าร้อยปี ส่งต่อความอร่อยมาแบบรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเขาไม่ได้มีแต่เป็ดย่างนะ หมูแดงหมูกรอบก็มี 

หากได้มาลองชิมร้านนี้ แนะนำให้ลองเป็ดย่างที่เป็นเมนูเด็ด เป็ดย่างเฉยๆเนี่ยแหละที่เด็ดอร่อย หรือถ้าอยากกินพร้อมข้าวก็สั่งข้าวหน้าเป็ดเดี่ยวๆหรือมิกซ์กับเครื่องอื่นๆก็ได้ เช่น ข้าวหน้าเป็ดหมูแดง ข้าวหน้าเป็ดหมูกรอบ หรืออยากลองหมูแดงกับหมูกรอบพร้อมกันไม่เอาเป็ดก็สั่งได้ 

หากใครอยากซื้อเป็ดย่างเป็นตัว ทางร้านก็มีขายทั้งเป็นครึ่งตัวและเต็มตัว ส่วนหมูแดง หมูกรอบและขาหมูยัดไส้ ก็มีขายแบ่งเป็นขีดและเป็นโล สั่งกลับไปกินกับข้าวสวยที่บ้านแบบฟินๆก็ได้นะ

9.เฝอหม้อไฟ สุกี้สไตล์เวียดนาม

สถานี : วงเวียนใหญ่

เมนูเด็ด : เส้นเฝอ สันคอสไลด์ 

เวลาเปิด-ปิด : 15:00 – 21:00 น.  

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : เฝอหม้อไฟ สุกี้สไตล์เวียดนาม

เฝอหม้อไฟร้านเด็ดย่านวงเวียนใหญ่ที่ไปทีไรคนเยอะทุกที จริงๆแล้วเฝอหม้อไฟมันก็คล้ายกันกับสุกี้หรือชาบู แต่เป็นการสั่งแยกไม่ใช่แบบบุฟเฟต์ ดังนั้นน่าจะเหมาะสำหรับคนที่กินน้อยแต่อยากกินชาบูสุกี้ 

เมนูที่คนสั่งกันบ่อยๆนั้นคือสันคอหมูสไลด์ หมูทรงเครื่อง เส้นเฝอ กินพร้อมกับน้ำจิ้มสูตรเด็ด “ซอสสีดำ” ผสมกับ “ซอสสีแดง” (ทางร้านแจ้งไว้ว่าเส้นเฝออย่าลวกนานเดี๋ยวเส้นจะอืด เหนียวกองก้นหม้อแล้วจะไหม้นะจ๊ะ) จะให้รสกลมกล่อมแบบไม่เผ็ดเกินไปหรือเค็มเกินไป หรืออย่างปลากระพงลวกก็ให้รสชาติความหวานจากเนื้อปลาพร้อมความแซ่บจากน้ำจิ้ม นอกจากนี้สายเนื้อก็มาฟินที่นี่ได้ เพราะมีทั้งเนื้อโคขุน เนื้อริบอาย น่องลายและใบพายสไลด์ กินพร้อมเครื่องดื่มสุดซ่าก็จะยิ่งฟินยิ่งขึ้นไปอีก

10.ฮ้อเจี๊ยะ ติ่มซำนึ่งสด

สถานี : บางหว้า

เมนูเด็ด : ฟองเต้าหู้กุ้งทอด/ฮะเก๋า/ซาลาเปาไส้ไหล

เวลาเปิด-ปิด : 8:00 – 17:00 น.

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : ฮ้อเจ๊ยะ ติ่มซำนึ่งสด

ใครชอบอาหารจีนที่อิ่มได้แบบสบายท้องก็ต้องเป็นติ่มซำที่ร้านฮ้อเจี๊ยะเลย เมนูติ่มซำนึ่งสดของทางร้านมีเกือบ 40 เมนู ราคาถูกมาก เพียงเข่งละ 20 บาทเท่านั้น ติ่มซำหลักๆอย่างขนมจีบกุ้งหรือฮะเก๋าก็มีรสชาติดี ซึ่งทางร้านจะใช้กุ้งที่สดและมีคุณภาพอยู่เสมอ นอกจากนี้ซาลาเปาไส้ครีมก็อร่อยไม่แพ้กัน แถมให้ไส้มาแบบจัดเต็มบิดเดียวไส้ก็ทะลักออกมาแล้ว 

ขอบคุณรูปภาพจาก Facebook page : ฮ้อเจ๊ยะ ติ่มซำนึ่งสด

ส่วนเมนูอื่นๆอย่างกระเพาะปลาน้ำแดงเนื้อปูก็มีความเข้มข้น เนื้อปูก็เน้นเต็มคำ หากใครอยากกินเป็นข้าวก็มีเมนูข้าวต้มพร้อมเครื่องให้เลือกมากมาย ทั้งซี่โครงหมู หมูสับ กุ้ง ปลากระพง เป็นต้น โดยรวมแล้วถือว่าอร่อยคุ้มราคาสุดๆเพราะเมนูส่วนมากไม่ถึงร้อยทั้งนั้น กินมื้อนึงอิ่มจุใจแถมสบายกระเป๋าอีก

สรุป

บีทีเอสสายสีลมนั้นเรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสายหลักของร้านอาหารรสชาติเด็ดหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะไทย  จีน ญี่ปุ่น หรือสตรีทฟู๊ดก็มีให้ได้ฝากท้อง หากใครมีเวลาวันหยุดลองมาสำรวจร้านอาหารตามสถานีในเส้นสีสลมนี้กันดู แล้วจะได้เปิดโลกใหม่ของร้านอาหาร แต่ที่สำคัญคือออกไปข้างนอกเมื่อไหร่อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยด้วยนะทุกคน

รวมสวนสัตว์น่าไปที่ยังเปิดอยู่ในปี 2021 พร้อมข้อมูลครบ!

รวมสวนสัตว์น่าไปที่ยังเปิดอยู่ในปี 2021 พร้อมข้อมูลครบ!

ช่วงปีที่ผ่านมาเราเครียดกับปัญหาต่างๆมามากมาย แน่นอนว่าการคลายเครียดที่เห็นผลดีนั่นคือการท่องเที่ยว แต่ถ้าจะเที่ยวไกลข้ามประเทศก็อาจจะยังไม่เหมาะและยังทำไม่ได้ ดังนั้นลองไปเที่ยวสวนสัตว์ดูสิ การได้ดูสัตว์ต่างๆใช้ชีวิตในธรรมชาติก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินได้นะ ยังจำครั้งล่าสุดที่ไปได้ไหมว่ากี่เดือนหรือกี่ปีแล้วนะ? 

10 สวนสัตว์ทั่วประเทศไทย

ในช่วงที่ผ่านมาก็มีสวนสัตว์หลายแห่งที่ปิดตัวไปบ้าง ในบทความนี้เลยมาอัปเดตข้อมูลกันว่าสวนสัตว์ไหนยังเปิดอยู่ พร้อมข้อมูลการเข้าชมต่างๆ ดูแล้วปักหมุดไว้ ว่างเมื่อไรไปกันเลย !  

1.สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

จังหวัด : ชลบุรี

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 18:00 น.

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 150 บาท/ เด็กสูงไม่เกิน 135 ซม. 30 บาท

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป คนพิการเข้าชมฟรี  

หากนึกถึงสวนสัตว์ หลายคนก็คงนึกถึงสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเป็นอันดับต้นๆ ด้วยความเป็นสวนสัตว์เปิดที่ทำให้เราได้อยู่กับสัตว์อย่างใกล้ชิด ซึ่งถ้าใครขับรถมาเองก็มีค่าขับเข้าสวนสัตว์อีก 80 บาท หากมาเป็นหมู่คณะขึ้นรถบัสก็ 100 บาท 

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

ส่วนใครที่มาบ่อยๆไม่ว่าจะพาครอบครัวหรือมาเอง ทางสวนสัตว์ก็มีบัตรสมาชิกรายปี ปีละ 300 บาท เมื่อสมัครแล้วจะได้รับสิทธิลดค่าบัตรเข้าชม 30% สูงสุด 4 คน 

สวนสัตว์เขาเขียวมีสัตว์มากกว่าร้อยชนิดให้ได้ชม สัตว์ที่เป็นที่คนชื่นชอบกันก็อย่างเช่น แม่มะลิที่ย้ายมาจากสวนสัตว์เขาดิน รวมถึงเจ้าขาหมูและหมูตุ๋น ฮิปโปโปเตมัสสุดน่ารักที่เป็นเหมือนดาวเด่นในสวนสัตว์เขาเขียวนี้ หรือลูกยีราฟตัวใหม่ที่เพิ่งเกิดเมื่อต้นปีนี้ ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้มากมาย 

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : สวนสัตว์เปิดเขาเขียว

ภายในสวนสัตว์ยังมีการแสดงให้รับชมถึง 6 โชว์ ได้แก่ โชว์ช้างว่ายน้ำ พาเหรดเพนกวิน โชว์แสดงความสามารถของสัตว์ต่างๆ Into the Jungle พาเหรดนกกาบบัว และโชว์สาธิตการให้อาหารแมวน้ำ หากใครมาแล้วชมสักโชว์ก็ถือว่าสนุกและเพลิดเพลินมาก

2.Safari World

จังหวัด : กรุงเทพฯ 

เวลาเปิด-ปิด : 09:00 – 17:00 น.

ค่าเข้า : บัตรชุดแบบเข้าได้ 2 โซน ผู้ใหญ่ 720 บาท/ เด็ก 620 บาท

บัตรเข้าเฉพาะซาฟารีปาร์ค ผู้ใหญ่ 450 บาท/ เด็ก 350 บาท

บัตรเข้าเฉพาะมารีนปาร์ค ผู้ใหญ่ 580 บาท/ เด็ก 480 บาท

เด็กสูงไม่เกิน 100 ซม. เข้าชมฟรี

สวนสัตว์สุดฮอตที่ดาราคนดังนิยมไปกันในช่วงนี้ โดยซาฟารีเวิร์ลจะแบ่งเป็นโซนซาฟารีปาร์คและมารีนปาร์ค ซาฟารีปาร์คจะให้คุณได้สัมผัสกับสัตว์ที่อาศัยตามธรรมชาติอย่างแท้จริงและอย่างใกล้ชิด โดยสามารถใช้รถตัวเองหรือรถของสวนสัตว์ก็ได้ ค่อยๆขับไปในระยะ 7 กิโล เราจะได้เห็นการใช้ชีวิตของสัตว์ตามธรรมชาติหลากหลายสายพันธุ์อย่างเพลิดเพลิน

ในส่วนมารีนปาร์คจะมีให้ชมโชว์ต่างๆมากมาย ทั้งโชว์ลิงอุรังอุตัง ช้าง คาวบอยสตั้นท์ โลมา สิงโตทะเลวอรัส นก และยังมีกิจกรรมพิเศษอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีแอนมิลคาเฟ่ให้บริการของหวานและเครื่องดื่มแถมยังเป็นจุดถ่ายรูปสวยๆจุดหนึ่งด้วยนะ 

3.สวนสัตว์เชียงใหม่

จังหวัด : เชียงใหม่

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 17:00 น. 

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 100 บาท/ ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีเข้าชมฟรี

เด็กสูงไม่เกิน 135 ซม. 20 บาท/ นักเรียน นักศึกษา 50 บาท 

ชาวเมืองเหนืออยากเที่ยวสวนสัตว์ก็นึกถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ก่อนแน่นอน หรือหลายคนอาจรู้จักกับสวนสัตว์เชียงใหม่จากเจ้าหลินฮุ่ย แพนด้าจากประเทศจีนที่เป็นที่รักของคนไทย แม้ว่าเจ้าช่วงช่วงจะไม่อยู่แล้วและหลินปิงก็กลับไปอยู่ที่จีนหลายปีแล้ว แต่สวนสัตว์เชียงใหม่ก็ยังคอยดูแลอย่างดี หากใครมีโอกาสได้ไปก็แนะนำให้ไปเจอเจ้าหลินฮุ่ยสักครั้งนะ

นอกจากสวนสัตว์แล้วยังมีอควาเรียมให้ได้เข้าชมสัตว์น้ำมากมาย แต่ตรงนี้จะต้องเสียค่าเข้าชมเพิ่ม สำหรับผู้ใหญ่ 250 บาทและเด็ก 180 บาท ภายในจะแบ่งเป็น 6 โซน 

  • โซนภูเขาในป่าลึกที่มีปลาหลายสายพันธุ์ 
  • โซนสัตว์ประหลาดนักล่าที่มีสัตว์เลื้อยคลานมากมาย โซนสำรวจห้วงมหาสมุทร 
  • โซนสำรวจห้วงมหาสมุทรที่มีสัตว์น้ำตามท้องทะเล
  • โซนความลึกลับใต้ลุ่มน้ำที่มีพันธุ์ปลาน้ำจืดหายากจากทั่วโลก
  • โซนอัศจรรย์อันน่าพิศวงที่ให้เราตื่นตากับหมู่ปลามีพิษมากมาย
  • โซนโลกสีครามใต้ท้องทะเล ที่มีปลาทะเลมากมาย รวมถึงฉลาม

4.Night Safari เชียงใหม่

จังหวัด : เชียงใหม่

เวลาเปิด-ปิด : 11:00 – 22:00 น.

ค่าเข้า : Jaguar Trail (เดินชมสัตว์) ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 25 บาท

Day Safari Tram ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

Night Safari Tram ผู้ใหญ่ 300 บาท เด็ก 150 บาท 

อีกหนึ่งสวนสัตว์ชื่อดังในเชียงใหม่ สำหรับใครที่อยากไป Night Safari และต้องการชมกิจกรรมนั่งรถชมสัตว์ (Day Safari Tram และ Night Safari Tram) จะต้องจองตั๋วผ่านออนไลน์เท่านั้น

ตั๋วของสวนสัตว์นั้นจะแยกเป็น 3 แบบ คือ Jaguar Trail, Day Safari Tram และ Night Safari Tram โดย Jaguar Trail จะเป็นการเดินชมสัตว์ทั่วไปสามารถเดินเข้ามาซื้อตั๋วแบบ Walk in ได้ ส่วน Day Safari Tram จะเป็นการนั่งรถชมสัตว์กลางวัน ซึ่งจะรวมการเดินชมสัตว์และการแสดง Dancing Show ด้วย และสุดท้ายคือ Night Safari Tram เป็นการนั่งรถชมสัตว์กลางคืน ซึ่งจะรวมทั้งการเดินชมสัตว์ โชว์เสือ การแสดงนักล่ายามรัตติกาลและการแสดง Dancing Show ซึ่งตั๋วสองประเภทหลังนั้นจะต้องจองตั๋วจากออนไลน์ก่อนเท่านั้น 

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

สัตว์ภายในมีหลากหลายชนิดไม่ว่าจะแรดขาวยักษ์ จามรี วัววาตูซี่ หมูป่า ยีราฟ เป็นต้น ซึ่งหากมา Night Safari ทั้งที ก็แนะนำให้เข้าชมเป็นตั๋วแบบ Night Safari Tram จะคุ้มค่าที่สุดนะ

5.สวนสัตว์พาต้า

จังหวัด : กรุงเทพ

เวลาเปิด-ปิด : 10:00 – 18:00 น.

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 80 บาท เด็ก 50 บาท 

สวนสัตว์กลางกรุงที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในตำนานสวนสัตว์บนห้างดังพาต้าก็ว่าได้ แม้ว่าห้างพาต้านั้นอาจไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก แต่สวนสัตว์ชั้นบนก็ยังคงเปิดอยู่นะ 

สัตว์ดาวดังประจำสวนสัตว์พาต้าก็คงหนีไม่พ้นกอริลลาหรือคิงคองที่มีอยู่ที่เดียวในประเทศไทย ใครอยากรู้ว่ากอริลลาตัวจริงจะตัวใหญ่แบบในหนังไหม ต้องลองไปสักครั้ง 

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : สวนสัตว์พาต้า

ภายในสวนสัตว์จะมีลิงนานาพันธุ์ สวนนกสวยงาม สวนงูและสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เผือกหาชมยากและสัตว์หากินเวลากลางคืน เรียกว่าในพื้นที่ห้างพาต้าชั้น 7 เราจะได้เพลิดเพลินและเรียนรู้สัตว์หลากหลายชนิดแบบไม่ต้องเดินทางไกล ใครยังไม่เคยไปต้องไปสักครั้งจริงๆ

6.สวนสัตว์ขอนแก่น

จังหวัด : ขอนแก่น

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 16:30 น.

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 100 บาท/ เด็ก 20 บาท 

เด็กสูงไม่เกิน 120 ซม. ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้พิการ เข้าชมฟรี

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : สวนสัตว์ขอนแก่น

ชาวอีสานอยากชมสวนสัตว์ก็มาที่นี่เลย มีสัตว์มากมายหลายชนิดไม่แพ้ที่อื่น ซึ่งจุดเด่นอย่างหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ของสวนสัตว์ขอนแก่นนั่นคือทุ่งแสนกวาง ที่เราสามารถเข้าไปชมได้อย่างใกล้ชิดสุดๆกับกวางหลายสายพันธุ์ 

เราสามารถเดินชมสัตว์ด้วยตัวเองได้ที่สะพานเดินชมสัตว์หรือ Sky Walk ที่สูง 15 เมตร เราสามารถเดินชมได้ทั้งสัตว์ต่างๆเช่น ยีราฟ ม้าลาย นกกระจอกเทศ และยังสามารถชมวิวของอำเภอเขาสวนกวาง อำเภอน้ำพอง และเขื่อนอุบลรัตน์ได้อีกด้วย 

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : สวนสัตว์ขอนแก่น

นอกจากนี้ยังมีสวนน้ำอยู่ในสวนสัตว์อีกด้วย สามารถพาครอบครัวมาสนุกไปกับสวนน้ำหลังจากเพลิดเพลินกับการชมสัตว์แล้วได้อีกด้วย 

7.สวนเสือศรีราชา

จังหวัด : ชลบุรี

เวลาเปิด-ปิด : 08:00 – 17:30 น.

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท 

เด็กสูงไม่เกิน 100 ซม. เข้าชมฟรี

สวนเสือที่ไม่ได้มีแค่เสือ ที่สวนเสือศรีราชานี้มีกิจกรรมให้เราได้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นจูงเสือชมสวน ให้อาหารเสือ ถ่ายรูปกับเสือ เล่นกับลูกเสือ ภายในสวนมีเสือมากกว่า 400 ตัว ทุกกิจกรรมมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ต้องกลัวเรื่องอันตรายใดๆ 

ภายในสวนยังมีการแสดงเกี่ยวกับเสือนั่นคือ โชว์เสือ ที่จะให้เราได้เห็นการฝึกเสือของครูฝึกให้เสือเดิน 2 ขา ยืนโพสท่าต่างๆ และข้ามสิ่งกีดขวางต่างๆ นอกจากเสือยังมีโชว์จระเข้ ที่ให้ผู้ชมได้ลุ้นระทึกตลอดเวลา และโชว์ช้างแสนรู้ ที่ให้เราได้เห็นความสามารถมากมายของช้าง

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : สวนเสือศรีราชา

นอกจากนี้ยังมีสัตว์อื่นๆให้ชมอีกหลายชนิดและหลายกิจกรรม เช่น ให้อาหารปลาคราฟ ถ่ายรูปกับจระเข้ ขี่ช้างชมธรรมชาติ ให้อาหารกวาง แพะ แกะ ลาต่างๆ 

8.Aquaria ภูเก็ต

จังหวัด : ภูเก็ต

เวลาเปิด-ปิด : 11:00 – 19:00 น.

ค่าเข้า : เฉพาะอควาเรียม ผู้ใหญ่ 490 บาท/ เด็กอายุ 3-11 ปี 290 บาท

อควาเรียม + ทริกอาย ผู้ใหญ่ 640 บาท/ เด็กอายุ 3-11 ปี 390 บาท 

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีโชว์ให้อาหารปลาทุกวันโดยนักประดาน้ำมืออาชีพ ภายในอควาเรียมีโซนถึง 9 โซน 

  • โซนป่าลึกลับ มีปลาน้ำจืดสายพันธุ์หายากมากมาย
  • โซนทางเดินยอดไม้ ให้เราได้สำรวจโลกใต้น้ำและปลาน้ำจืดมากมาย
  • โซนอัญมณีแห่งป่า ที่มี่สัตว์เลื้อยคลานและแมลงหลากชนิด
  • โซนถ้ำแห่งสายธาร ที่มีเหล่านากน่ารักรอให้ชม
  • โซนสวรรค์แห่งท้องทะเล โซนที่มีเหล่านกเพนกวินและปลาฉลาม 
  • โซนอ่าวปลากระเบน ที่มีทั้งปลากระเบนและปะการังหลากสีสัน
  • โซนเรือดำน้ำลาการ์โด ที่เป็นการจำลองให้เราได้เหมือนอยู่ในเรือดำน้ำและดูสัตว์โลกใต้น้ำ
  • โซนทะเลจีนใต้ โซนตู้จัดแสดงสัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของอควาเรียภูเก็ต มีปลามากกว่าหนึ่งแสนตัวใน 500 สายพันธุ์ 
  • โซนสถานีวิจัยโลกใต้น้ำ ที่มีสัตว์ในท้องทะเลให้เราได้ชมอย่างใกล้ชิด 

เรียกว่าเป็นอควาเรียมที่เหมาะกับการเรียนรู้สัตว์น้ำมากๆ ด้วยความหลากหลายของสัตว์ที่มีและการจัดพื้นที่ให้เข้าชม ที่ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ใต้น้ำจริงๆ 

พอชมสัตว์กันแล้วในอควาเรีย ภูเก็ตยังมีพิพิธภัณฑ์ทริกอาย เออาร์ที่มีศิลปะแบบลวงตาสี่มิติ ที่ให้เราได้ถ่ายรูปแบบเหมือนอยู่ในภาพนั้นจริงๆ ถือเป็นอีกไฮไลท์เด็ดของที่นี่เลยก็ว่าได้

9.Underwater World พัทยา

จังหวัด : พัทยา

เวลาเปิด-ปิด : 09:00 – 17:30 น.

ค่าเข้า : ผู้ใหญ่ 250 บาท เด็กสูงไม่เกิน 130 ซม. 150 บาท

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : Underwater World Pattaya

อควาเรียมในเมืองพัทยาที่มีสัตว์น้ำมากมาย โดยพื้นที่จะแบ่งเป็น 6 โซน 

  • Touch Pool Zone โซนที่มีสัตว์น้ำตามชายฝั่ง เราสามารถสัมผัสได้อย่างใกล้ชิด 
  • Magic Tank ตู้ปลาที่เดียวในไทยที่เราสามารถยื่นมือเข้าไปให้อาหารปลาได้แบบต้านแรงโน้มถ่วง
  • Coral Reef Zone ปลาใต้ทะเลที่ใช้ชีวิตในแนวปะการัง 
  • Open Ocean Zone โซนชมสัตว์ทะเลแบบเดินลอดอุโมงค์แก้ว มีทั้งปลากระเบนและฉลามมากมาย
  • Giant Of Siam Zone โซนสัตว์น้ำขนาดใหญ่และหายาก 
  • JellyFish Zone โซนใหม่ที่ให้เราได้ชมแมงกะพรุนมากมาย
ขอบคุณภาพจาก Facebook Page : Underwater World Pattaya

ในโซน Open Ocean Zone เป็นโซนที่เป็นไฮไลท์ จะมีนักดำน้ำมาให้อาหารสัตว์ภายในแทงก์ และเดินไปอีกสักนิดจะเจอกับหมู่ฉลามมากมายที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจ 

10.Sealife Bangkok Ocean World

จังหวัด : กรุงเทพ

เวลาเปิด-ปิด : 10:00 – 19:00 น.

ค่าเข้า : บัตรรายครั้ง ผู้ใหญ่ 1,090 บาท 

บัตรรายครั้งแบบเข้าชมหลัง 5 โมงเย็น 1,090 บาท 

(ราคาที่แจ้งเป็นราคาปกติ อาจมีโปรโมชันลดราคาตามช่วงได้)

อควาเรียมใจกลางเมืองแถมติดบีทีเอสสยามอีกด้วย ใครอยู่กรุงเทพแต่ไม่อยากเดินทางไกลก็ต้องมาที่นี่เลย ที่มีสัตว์น้ำมากมาย รวมถึงพันธุ์ที่หายากและขนาดใหญ่ก็ยังมี 

ในโซน Rocky Hideout จะมีทั้งปลาหมึกยักษ์และปูแมงมุม ที่อาศัยอยู่กับโขดหินและรู้จักการพรางตัวเพื่อความปลอดภัย และต่อมาจะเป็นโซนปะการังที่มีสีสันและมีทั้งปลาน่ารักมากมาย ในโซนถัดมายังมี Seahorse Kingdom ที่มีทั้งมังกรทะเลและม้าน้ำ 

ในอควาเรียมนี้ก็มีอุโมงค์ใต้น้ำเช่นกัน เราจะได้เห็นปลามากมาย รวมถึงฉลามหลากหลายชนิดด้วย ซึ่งหากเราอยากร่วมกิจกรรมดำนั้นที่นี่ก็มีเช่นกัน ทั้งให้อาหารฉลาม ดำน้ำดูโลกใต้ทะเล และยังมีโรงหนังแบบ 4 มิติอีกด้วย ให้เราได้ครบรสทั้งเรียนรู้สัตว์แต่ละชนิดและร่วมกิจกรรมสัมผัสกับใต้ทะเลอย่างแท้จริง

สรุป 

สวนสัตว์อาจเป็นสถานที่ที่มีแต่ความทรงจำอันแสนอบอุ่นในวัยเด็กของใครหลายคน และเมื่อเวลาผ่านไปเราต่างโตขึ้น สวนสัตว์จึงค่อยๆถูกลืมไปและกลายเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับวัยเด็ก ซึ่งตามจริงนั้นไม่ว่าจะวัยไหนเราก็ไปได้ และเมื่อเรามีข้อมูลอัปเดตของสวนสัตว์ในบทความนี้แล้ว ลองหาเวลาวันหยุดไปสักครั้ง อาจทำให้เราได้ย้อนความทรงจำและได้รับความรู้สึกที่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของเราก็เป็นได้นะ

ถ้าหากใครกำลังมองหารถดีๆสักคัน ไว้ขับไปเที่ยวสวนสัตว์อยู่ล่ะก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวด Auto ที่มีรถหลายแบบให้คุณได้เลือกแบบจุใจ อย่ารอช้า รีบไปดูกัน !

จุดเริ่มต้น “ความเป็นทาสแมว” ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ

จุดเริ่มต้น “ความเป็นทาสแมว” ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ

“สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์ แมวเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของแมว (A dog is a man’s best friend. A cat is a cat’s best friend)”

Robet J. Vogel

ประโยคอันแสนเรียบง่าย ที่ทาสแมวอย่างเราฟังแล้วได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าตามอย่างยอมรับชะตากรรม เพราะธรรมชาติของเจ้าขนปุยเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าเหมียวตัวแสบก็ยังคงเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของมนุษย์บนโลกนี้หลายสิบล้านคน

Cat-funny

แววตาอันแสนเย็นชาและสายตาที่เย่อหยิ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่ “ทาส” หลายคนได้รับการปฏิบัติและยอมศิโรราบกับพฤติกรรมเช่นนั้น และคงจะจริงอย่างที่ว่า “ไม่มีใครเป็นเจ้าของแมว” ที่แท้จริง สอดคล้องตามเรื่องราวในอดีตที่ว่ากันว่า เจ้าพวกแมวต่างหากที่เชิญตัวเองเข้ามาอยู่กับเรา นั่นหมายความว่า

“แมวเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง มนุษย์เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น”

ไม่มีใครเป็นเจ้าของแมว…ตั้งแต่แรก

แมวเคียงคู่กับเราบนโลกนี้มากว่า 12,000 ปีแล้ว

ทุกวันนี้ยังคงเป็นปริศนาว่าแมวถูกเลี้ยงขึ้นครั้งแรกเมื่อไร ที่ไหน ที่สำคัญมุมมองของมนุษย์ต่อแมวเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเวลาและบริบทของสังคม ตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณที่เชิดชูแมวเป็นเทพเจ้าสูงส่ง หรือจะเป็นยอดนักล่าประจำฟาร์ม คอยจับหนูและป้องกันงู กว่าจะมาเป็นสัตว์เลี้ยงขวัญใจทาสได้ทุกวันนี้ เราลองมาดูกันว่า แมวเป็นอะไรมากกว่าที่คุณคิด

อียิปต์ : เทพเจ้าแมวอันสูงส่ง

เกาะไทม์แมชชีนย้อนกลับไปราว 600 ปีก่อนคริสตกาล (อาจจะล่วงเลยกว่านั้น) พบหลักฐาน “สุสานมัมมี่แมว” กว่า 30,000 ตัว ในเมือง Beni-Hassan ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ว่า แมวผูกพันกับวิถีชีวิตชาวอียิปต์มายาวนาน และลึกซึ้ง

นอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรัก ที่สวมบทบาท “นักล่า” คอยจับหนู จับงูคอยป้องกันพืชผลทางการเกษตรในฟาร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว แมวยังถือเป็น “สัตว์ศักดิ์สิทธิ์” ประจำเมืองอียิปต์ สะท้อนผ่านรูปปั้นและงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่เชิดชูแมว ถึงขนาดมีกฏหมายห้ามฆ่าหรือทำร้ายแมว หากใครทำมีโทษถึงชีวิตเลยทีเดียว

“เทพีบาเตส (Bastet)” คือเทพีแมวที่ครึ่งบนเป็นแมวและครึ่งล่างเป็นผู้หญิง ว่ากันว่าเป็นเทพฮอตฮิตอันดับต้นๆ ของคนอียิปต์ ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองให้ชาวเมืองเจอแต่สิ่งดีๆ เน้นเรื่องความอุดมสมบูรณ์และสุขภาพที่แข็งแรง ฉะนั้นตามวิหารใหญ่ๆ จึงมีรูปปั้นของเทพีบาเตสประดับอยู่หน้าทางเข้า

ญี่ปุ่น : แมวกับสัญลักษณ์แห่งความโชคดี

Cat-Japan

ก้าวแรกของแมวในญี่ปุ่น เริ่มต้นที่คริสต์ศักราช 500 ด้วยการนำเข้ามาทางเรือขนส่งสินค้าของพ่อค้าชาวจีน โดยหน้าที่หลักของแมวในสมัยนั้น เปรียบเสมือน “ยาม” คอยเฝ้าระวังสินค้าให้อยู่ในสภาพดี ไม่ให้ถูกกัดแทะหรือได้รับความเสียหายจากเจ้าหนูวายร้ายทั้งหลาย

ช่วงแรกแมวจึงถูกเลี้ยงไว้เพื่อจับหนูและดูแลสินค้าเป็นหลัก ก่อนจะเริ่มเพิ่มบทบาท กลายเป็นผู้อารักขาหนังสือสำคัญทางพุทธศาสนา (จากหนู) ร่วมเดินทางไปกับขบวนพระไตรปิฎกครั้งสำคัญ ทำให้บทบาทของแมวถูกยกย่องในฐานะ “ผู้พิพักษ์” ทำเอาขุนนางหลายๆ คนในสมัยนั้นเริ่มเอาแมวมาเลี้ยงมากขึ้น

ปัจจุบันแมวในญี่ปุ่นกลายเป็นตัวแทนของความโชคดี ถึงขนาดมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “มะเนะกิเนะโกะ” ซึ่งเรื่องราวของเจ้าแมวกวักที่หลายคนเอ็นดูนั้น ตามตำนานเล่าว่า ระหว่างที่ขุนนางท่านหนึ่งกำลังเดินเล่น จู่ๆ มีแมวตัวหนึ่งยกอุ้งเท้ากวักมือให้เข้าไปหา ขณะที่ท่านก้าวเข้าไปนั้น ฟ้าก็ผ่าไล่หลังลงมาทันที จนกลายเป็นความเชื่อว่าแมวเป็น “ตัวแทนแห่งความโชคดี” นั่นเอง

ยุโรป : เทพเจ้าแมวแห่งเสรีภาพ

Cat-EU

การปรากฏตัวครั้งแรกของ “เจ้าเหมียว” ในยุโรป เริ่มต้นในศตวรรษที่ 5 โดยพ่อค้าชาวฟินิเชียน (Phoenician) ซึ่งเอาเข้ามาทางเรือ ด้วยความสามารถ “จับหนู” ที่เด่นชัดเสมอมา ทำให้ชาวยุโรปเอ็นดูและพากันหลงรักน้องแมวกันเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดเป็นสัตว์เพียงชนิดเดียว ที่ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงได้ภายในศาสนสถาน

นอกจากนี้แมวยังเป็นตัวช่วยสำคัญของกองทัพสมัยก่อน ถูกเอาไปเลี้ยงในป้อมปราการ เพื่อเฝ้าคลังอาหาร เสื้อเกราะ อาวุธยุทโธปกรณ์สำคัญ ไม่ให้ถูกทำลายหรือกัดแทะจากหนู เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเบื้องหลังความสำเร็จของทหารในช่วงนั้นก็ว่าได้

ทั้งนี้แมวยังเป็นสัญลักษณ์ของอิสระและเสรีภาพ ด้วยลักษณะนิสัยเฉพาะตัวที่ไม่ค่อยยุ่งและสุงสิงกับมนุษย์ บวกกับตำนานของเหล่าเทพปกรณัมทั้งหลาย อย่างเทพเจ้าลิเบอร์ตัส (Libertas) เทพเจ้าแห่งเสรีภาพ และเทพีไดอาน่า (Diana) เทพแห่งการล่าสัตว์ ที่ชอบแปลงร่างเป็นแมวอยู่เสมอ

อินเดีย : แมวกับบทบาทนักล่า

Cat-India

บทบาทเริ่มต้นของเจ้าเหมียวน้อยในอินเดีย ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ นัก ทักษะ “นักล่า” ยังคงโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อยู่เสมอ ช่วงต้นศตวรรษที่ 4 แมวได้รับการสรรเสริญในเมืองนี้ ในฐานะ “ฮีโร่” สุดแข็งแกร่ง ด้วยวีรกรรมสุดเท่ ปราบสัตว์ร้ายทั้งหนูและงูได้อย่างเฉียบขนาด ถึงขนาดมีบทกวีตอนหนึ่งในเรื่อง “มหาภารตะ (Mahabharata)” ชื่นชมความสามารถของน้องแมว

อย่างไรก็ตาม ความเป็นนักล่าของแมวไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในตำนานมหาภารตะเท่านั้น ยังคงอยู่ในปรัชญา ธรรมชาติและตำนานเทพเจ้าของอินเดีย ว่ากันว่าพระอินทร์ (Indra) เคยปลอมตัวเป็นแมว เพื่อหนีสามีของผู้หญิงที่ไปติดพัน (พระอินทร์ในความเชื่อของอินเดียเป็นหนุ่มเจ้าชู้)

ทั้งนี้ภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังอย่าง “Puss in Boots” ที่เป็นเรื่องราวของแมวส้มเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่ง ซึ่งออกผจญภัยกับผองเพื่อน จนกลายเป็นตำนานชื่อดัง ว่ากันว่าเค้าโครงเรื่องส่วนหนึ่งนั้น ดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้านของอินเดียโบราณ

สรุปท้ายบทความ

ในฐานะสัตว์เลี้ยงแสนรัก แมวเองผูกพันกับมนุษย์มายาวนาน ไม่ต่างจากสัตว์ชนิดอื่นๆ ถึงจะมีความร้าย ความแสบ แสนเย่อหยิ่ง เป็นตัวของตัวเองสูง แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็เป็นเสน่ห์ของเจ้าขนปุยสี่ขาพวกนี้ จนหลายๆ คนพากันตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ครองแชมป์สัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับต้นๆ ของโลก

ใครอยากสัมผัสประสบการณ์ “รักอย่างไม่มีเงื่อนไข” ได้มองดูเขากินอิ่ม นอนหลับ ก็ยิ้มได้ ลองหาแมวน้อยสักตัวมาเป็นเพื่อนแก้เหงา รับรองว่า คุณจะได้พบกับพฤติกรรมตลกๆ จนอดเอ็นดูไม่ได้ และหากยังไม่รู้จะเริ่มต้นที่ไหน ให้ Kaidee เป็นคำตอบที่ทำให้ชีวิตของคุณ complete ขึ้นกว่าเดิมสิคะ

ปีใหม่นี้เริ่มเรียนภาษาจีนกันเถอะ แนะนำหนังสือเรียนจีนสำหรับมือใหม่

ปีใหม่นี้เริ่มเรียนภาษาจีนกันเถอะ แนะนำหนังสือเรียนจีนสำหรับมือใหม่

ถ้าอยากเรียนภาษาจีนต้องไปเรียนแค่ที่เรียนพิเศษหรือตามโรงเรียนอย่างเดียวไหม? หรือ อยากเรียนภาษาจีนเรียนที่ไหนดี? หลายครั้งที่คำถามนี้เกิดขึ้นกับคนที่สนใจอยากเรียนภาษาแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร 

ตามจริงแล้วภาษาจีนสามารถเริ่มเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง ยุคออนไลน์นี้ เปิดยูทูปหรือโซเชียลแพลตฟอร์มอื่นๆก็มีช่องทางที่สามารถเรียนได้อย่างง่ายๆ อยู่ที่เราว่าจะเลือกเสียเงินเพื่อเรียนเลยแบบไม่ต้องหาหนังสือหาเวลา แต่หากใครอยากลองเรียนดูก่อนก็สามารถหาข้อมูลจากออนไลน์ได้อย่างง่ายๆกับพื้นฐานเบื้องต้น เช่นในบทความนี้ก็มีบอกเช่นกันนะ 

ภาษาจีนสำคัญไหม?

หลายปีที่ผ่านมาภาษาจีนเป็นวิชายอดฮิตที่หลายๆคนอยากเรียนเพื่อเพิ่มความรู้ ซึ่งในปัจจุบันนี้ภาษาจีนก็ยังคงเป็นหนึ่งในภาษาจีนที่คนสนใจเรียนกัน บวกกับช่วงโควิด-19 ที่คนส่วนมากย้ายมาทำงานที่บ้านกันและก็มีเวลามากขึ้น ทำให้หลายๆคนอยากเรียนเสริมเพิ่มเติมความรู้ 

ซึ่งตามจริงแล้วความสำคัญของภาษาจีนหรือตามจริงก็คือภาษาที่สาม จะช่วยเพิ่มโอกาสการหางานของเราให้มีมากยิ่งขึ้น เช่น หากเราทำงานที่เป็นสายงานเฉพาะ เช่น ด้าน HR หรือ IT แล้วหากได้ภาษาจีนหรือภาษาที่สามเพิ่มอีก ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสการได้งาน และยังอัปเงินเดือนได้อีกด้วย 

พื้นฐานภาษาจีน

เมื่อพูดถึงภาษาจีนแล้ว แน่นอนว่าสิ่งที่หลายๆคนคงนึกเป็นอย่างแรกคือ พินอิน หากใครยังจำได้ สมัยเรียนที่เราเดินผ่านห้องเรียนภาษา หรือสายศิลป์ภาษาจีนในช่วงแรกๆล่ะก็ จะต้องได้ยินการท่องพยัญชนะพินอินกับบ้างแน่ๆ และแน่นอนว่าเมื่อเราอยากเรียนภาษาจีน สิ่งแรกที่ได้เรียนกันนั่นคือพินอิน 

พินอิน (拼音)

พินอินเปรียบเสมือนคำอ่านของตัวอักษรจีน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ไม่ว่าจะสมัครเรียนคอร์สไหน เราก็ต้องเรียนพินอินกันเป็นอย่างแรกเสมอ แต่การจะเป็นพินอินที่สมบูรณ์นั้นจะต้องประกอบด้วยพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ 

พยัญชนะ (声母)

เริ่มกันที่ส่วนแรกนั่นคือพยัญชนะหรือในภาษาจีนอ่านว่า เซิง-หมู่ เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ แต่ออกเสียงไม่เหมือนกันนะ เช่น B ในพินอินจะอ่านว่า “โป” หรือ “เปอ”, L อ่านว่า “เลอ” เป็นต้น แล้วแต่ว่าครูจะสอนแบบไหน ซึ่งพยัญชนะนี้จะมีทั้งหมด 23 ตัว 

สระ (韵母) 

ส่วนต่อมาคือส่วนของสระ ภาษาจีนคือ ยวิ่น-หมู่ เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษเช่นกัน แต่ออกเสียงต่างกันและ ในสระนี้ก็จะมีหลากหลายประเภท เช่น สระเดี่ยว สระผสม 

ยกตัวอย่างสระ เช่น a อ่านว่า อา, un อ่านว่า อัน, ing อ่านว่า อิง เป็นต้น

วรรณยุกต์ (声调)

ส่วนสุดท้ายคือวรรณยุกต์ ภาษาจีนคือ เซิง-เตี้ยว มีทั้งหมด 4 เสียง เรียกได้สองแบบ เช่น เสียงหนึ่ง เสียงสอง เสียงสาม เสียงสี่ หรือ อิน (阴) หยาง (阳) ซ่าง (上 ) ฉวี่ (去) 

หนังสือเรียนจีนสำหรับมือใหม่

1.ภาษาจีนระดับต้น 1 (ฉบับปรับปรุง)

ขอบคุณภาพจาก se-ed.com

ใครที่เริ่มจาก 0 ไม่มีพื้นฐานแต่อยากหาอ่านเอง เล่มนี้เหมาะมากๆ เพราะเนื้อหามีทั้งพินอิน การเขียนอักษรจีน แถมยังมีคำศัพท์รวบรวมไว้กว่า 1,200 คำ 

นอกจากนี้เนื้อหายังมีเป็นบทเรียน สอนบทสนทนาในเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งจะมีไวยากรณ์สอดแทรกอยู่ด้วย ทำให้เข้าใจง่าย และยังช่วยจำไปในตัวอีกด้วย และหนังสือเล่มนี้มียอดตีพิมพ์มากกว่าหนึ่งแสนเล่ม ดังนั้นสามารถพูดได้เลยว่า เนื้อหาดีและเหมาะกับมือใหม่สุดๆ 

2.แบบเรียนภาษาจีนสำหรับเด็ก ฉบับปรับปรุงใหม่ เล่ม 1 – 4

ขอบคุณภาพจาก se-ed.com

แม้ชื่อหนังสือจะเป็นสำหรับเด็ก แต่เนื้อหานั้นสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไม่มีปัญหา จะเป็นผู้ใหญ่วัยไหนก็ใช้เรียนได้ หรือใครที่พอแม่นเรื่องพินอินแล้วอยากรีบฝึกอ่านบทเรียนหรือฝึกการสนทนาในบริบทชีวิตจริงก็ต้องอ่านเล่มนี้เลย 

ตั้งแต่เล่ม 1 ถึงเล่มที่ 4 นั้น เนื้อหาจะไล่จากง่ายที่สุดและจะเพิ่มระดับไปเรื่อยๆ แต่เล่ม 3 และ 4 ก็ไม่ได้ถึงกับยาก แต่เพียงแค่บทสนทนาต่างๆจะเริ่มมีความยาวมากขึ้นและคำศัพท์ใหม่ๆก็มีมากขึ้นเช่นกัน 

3.พิชิตไวยากรณ์ภาษาจีน ระดับต้น

ขอบคุณภาพจาก se-ed.com

ใครอยากแม่นไวยากรณ์ต้องอ่านเล่มนี้เลย ในไวยากรณ์ระดับต้นจะเกี่ยวกับประเภทของคำ เช่น คำลักษณนาม คำสรรพนามต่างๆในภาษาจีน รวมถึงรูปแบบของประโยค เช่น ประโยคบอกเล่า คำถาม หรือรูปประโยคแบบพิเศษ 

ซึ่งหากเข้าใจเนื้อหาในเล่มนี้ได้หมดนั้น เราจะสามารถสอบ HSK ระดับ 1 – 3 ได้เลยทีเดียวล่ะ และเมื่อผ่านเล่มนี้แล้วอยากรู้เพิ่มขึ้นอีก ก็ไปต่อในเล่มต่อไปนั่นคือ พิชิตไวยากรณ์ภาษาจีน ระดับกลางได้เลย 

4.หนังสือ 汉语教程 (第一册)

ขอบคุณภาพจาก blcup.com

หนังสือแบบเรียนมาตรฐานจากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง ซึ่งเนื้อหาจะแบ่งเป็นบทเรียน โดยในเล่มแรกนี้ (第一册) จะเป็นเล่มพื้นฐานสำหรับคนไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อนเลย เนื้อหาก็จะเป็นบทสนทนาสั้นๆง่ายๆ คำศัพท์ก็จะเป็นคำศัพท์พื้นฐาน แต่สิ่งที่ง่ายๆเป็นพื้นฐานแบบนี้แหละที่สำคัญที่สุด เพราะจะเป็นสิ่งที่ปูพื้นให้เราได้เข้าใจบทต่อไปที่จะเปลี่ยนสถานการณ์และความยากขึ้นเรื่อยๆทีละนิด

5.读故事 | 学汉语 Read Stories and Learn Chinese

ขอบคุณรูปจาก iloveilearn.com

ใครที่เบื่อไวยากรณ์แน่นๆ เนื้อหาน่าง่วงนอน ต้องอ่านเล่มนี้เลย เล่มนี้ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ของมหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง เช่นเดียวกับหนังสือแบบเรียน 汉语教程 แต่ในเล่มนี้จะมีเนื้อหาเป็นนิทาน ตำนาน เรื่องเล่าของจีนทั้งหมด 15 เรื่อง 

เนื้อหาจะมีแบ่งเป็นตัวอักษรล้วนๆและพินอินล้วนๆ รวมถึงคำแปลภาษาอังกฤษ ซึ่งนิทานตำนานเหล่านี้จะแฝงไปด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของคนจีน การอ่านจะได้ทั้งความสนุก ความเข้าใจในการใช้ไวยากรณ์ต่างๆและยังได้คำศัพท์ใหม่ๆในแต่ละเรื่องราวอีกด้วย ดังนั้นเหมาะมากๆสำหรับใครที่เบื่อหนังสือแกรมม่าล้วนๆ หรืออยากพักสมองแต่ยังได้ทวนไวยากรณ์และคำศัพท์ ต้องเล่มนี้เลย   

สรุป

ในปัจจุบันนี้ภาษาจีนยังคงเป็นหนึ่งในภาษาที่สามยอดฮิต ที่สามารถสร้างความรู้ให้กับผู้เรียนและสร้างประโยชน์ในการใช้ชีวิตหรือการทำงานได้ ซึ่งหากเรามีพื้นฐานที่ดีแล้ว อยากเรียนเพิ่มในด้านต่างๆก็จะสามารถเรียนเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการเรียนในช่วงแรกมาก พื้นฐานดี แน่นมากเท่าไร เรียนก็จะสนุกและง่ายขึ้นมาเท่านั้น 

หากใครหาหนังสือดีๆอ่านหรือมีหนังสืออ่านจบแล้วไม่รู้จะเอาไปไหน มาลงขายที่ Kaidee เลย เรามีหมวดงานอดิเรกให้คุณได้เลือกซื้อหรือลงขายได้อย่างสะดวก ไปเปิดดูกัน