บางทีสิ่งที่คาดไม่ถึง อาจเกิดขึ้นจริงได้ ด้วยการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง อย่าง iPad ที่ใครจะไปคิดว่าอุปกรณ์รูปสี่เหลี่ยมขนาดสิบกว่านิ้ว จะสามารถใช้ทำงาน ดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายรูปหรือตัดต่อคลิปได้แบบทุกวันนี้
iPad ใช้งานได้ขนาดไหน?

iPad รุ่นแรกวางจำหน่ายในปี 2010 ด้วยขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว พร้อมหน่วยประมวลผล Apple A4 ทำให้สามารถใช้งานได้หลากหลาย จนกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาด
จนในปัจจุบันนี้แตกไลน์แบ่งเป็นรุ่นปกติ รุ่น Mini, Air และ Pro ซึ่งทั้งสี่รุ่นนี้มีหน่วยประมวลผลที่สามารถใช้งานได้หลากหลาย แต่หากนำมาตัดต่อคลิปวิดีโอ แนะนำเป็นรุ่น Pro ที่มีหน่วยประมวลผลที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดและเหมาะกับการทำงานด้านกราฟิกเช่นกัน
หลายคนคงสงสัยว่าเจ้า iPad นี้จะแรงแค่ไหนทำอะไรได้บ้าง เรายกรุ่น iPad Pro 2020 ที่มีชิพ A12Z Bionic พร้อมเทคโนโลยี ProMotion ที่ทำให้การเคลื่อนไหวต่างๆที่แสดงออกมาทางจอมีความสมูทลื่นไหลมากยิ่งขึ้น
ด้วยประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมของ A12z Bionic บวกกับแรม 6GB ทำให้รุ่นนี้สามารถตัดต่อวีดีโอ 4K ได้และประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าเป็นคลิปวิดีโอธรรมดาไอแพดจะสามารถตัดได้ไหม
5 แอปตัดต่อวิดีโอในไอแพด
แน่นอนว่าการตัดต่อคลิปวิดีโอใน iPad ต้องใช้แอปพลิเคชันเสมอ ดังนั้นมาดูกันว่าแอปไหนที่สามารถตัดต่อคลิปได้
1.Luma Fusion

แอปแรกเป็นแอปตัดต่อที่มีความสามารถใกล้เคียงกับแอปตัดต่อในคอมพิวเตอร์ก็ว่าได้ ด้วยฟังก์ชันและรูปแบบการใช้งานที่มากมาย ทำให้แอปนี้เป็นที่นิยมมาก ที่สำคัญแอปนี้สามารถใช้ในไอโฟนได้ด้วยนะ
จุดเด่น

หลักๆแล้วจุดเด่นจะแบ่งเป็นการใช้งานและฟีเจอร์ที่เพิ่มเอฟเฟคต่างๆ เรียกว่ามือใหม่หรือมือโปรก็ใช้แอปนี้ได้อย่างสบายๆ
- ใส่วีดีโอหรือเสียงซ้อนกันได้มากถึง 6 อัน
การจะทำคลิปวีดีโอนึงนั้นนอกจากจะต้องมีภาพที่สวยงามแล้วยังต้องมีเสียงและเอฟเฟคต่างๆเพื่อความน่าดึงดูด ซึ่ง Lumafusion สามารถใส่วีดีโอ ภาพหรือเสียงซ้อนกันได้ถึง 6 อันและเพลงประกอบหรือซาวด์เอฟเฟคได้อีก 6 อัน
- มีเอฟเฟคต่างๆมากมาย
เอฟเฟคนี้มีทั้ง Transition เอฟเฟคเลเยอร์และสีสันต่างๆมากมาย รวมถึงสามารถปรับภาพปรับสีให้ดูดีขึ้นตามความต้องการได้ ถือว่าครบมากในส่วนการปรับแต่งวิดีโอ
- นำเข้าไฟล์จากแหล่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย
นำเข้าไฟล์จาก Google Drive, Dropbox, OneDrive และ iCloud Drive ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย รวมถึงนำเข้าไฟล์จาก Flash Drive, External HDD และ SSD ได้โดยตรงเช่นกัน
- แชร์ไฟล์ลงโซเชียลได้จากในแอป
เมื่อตัดต่อคลิปเสร็จเรียบร้อยแล้วก็สามารถอัปโหลดลงโซเชียลอย่าง Facebook, Youtube, Vimeo, Dropbox, Google Drive, OneDrive, iCloud Drive รวมถึงการ Airdrop เข้าสู่ Mac ได้อย่างง่ายดาย
ราคา
เห็นฟีเจอร์ครบครันแบบนี้ แน่นอนว่าแอปนี้ไม่ฟรีนะ ราคาอยู่ที่ 899 บาท ซื้อขาดแบบไม่ต้อง Subscription จ่ายรายเดือน
2.Viva Video

อีกหนึ่งแอปตัดต่อที่ใครหลายๆคนอาจเคยใช้กัน ด้วยความสะดวกและใช้ง่าย รวมถึงใช้งานผ่านไอโฟนได้ ทำให้หลายคนโหลดติดเครื่องกันไว้เป็นแอปพื้นฐานก็ว่าได้
จุดเด่น
- เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มตัดต่อคลิป
ด้วยหน้าตาการใช้งานที่เหมาะกับมือใหม่หัดตัดต่อคลิป เมนูต่างๆออกแบบมาให้ใช้งานง่าย แต่ประสิทธิภาพและฟังก์ชันต่างๆมีครบครันพร้อมใช้งาน
- ปรับแต่งได้หลากหลาย
หน้าตาแอปที่ดูใช้งานง่าย แต่การใช้งานภายในถือว่ามีฟีเจอร์แน่น ทั้งการตัด ใส่เอฟเฟค Transition ปรับฟิลเตอร์ รวมถึงเพิ่มข้อความลงบนคลิปก็ทำได้ เรียกว่าใครทำช่องยูทูป ทำคลิปแต่งหน้า รีวิวต่างๆ แอปนี้ถือว่าตอบโจทย์
- มีเพลงให้เลือกใส่ภายในแอป
ใครไม่รู้จะเลือกเพลงหรือหาเพลงจากไหนมาใส่ในคลิป ในแอปนี้มีเพลงให้เลือกใส่ได้ง่ายๆ แบบไม่ต้องเสียเวลาไปหาจากแหล่งอื่นๆ
ข้อสังเกต
แอปนี้เป็นแอปฟรีแต่หากต้องการใช้ฟีเจอร์แบบจัดเต็มจะต้องซื้อ In-App Purchase และมี Subscription แบบรายเดือนหรือรายปีให้ซื้อ หากใครไม่ได้ติดตรงนี้หรือต้องใช้ตัดคลิปบ่อยๆละก็ จัดเต็มแบบรายปีไปเลย รับรองว่าคุ้ม
3.Adobe Premiere Rush

แอปสุดเจ๋งจาก Adobe ใครที่ใช้ Adobe Premiere Pro ใน PC อยู่อาจรู้จักกับแอปนี้กันมาบ้างแล้ว เพราะแอปนี้สามารถใช้ได้ทั้ง Mac Window iOS และ Android เรียกว่าใช้แพลตฟอร์มไหนอยู่ก็ไม่มีปัญหา
จุดเด่น
- ฟีเจอร์ครบครัน
ทั้งตัดต่อ ใส่ซับ ใส่เสียง ใส่เอฟเฟค Transition ต่างๆ ก็มาครบในแอปนี้
- แชร์ลงโซเชียลได้อย่างสะดวก
เช่นเดียวกันกับ LumaFusion เมื่อตัดต่อเสร็จแล้ว สามารถอัปลงโซเชียลได้จากตัวแอปนี้ได้เลย
- มี Creative Cloud
ระบบ Subscription ที่จะทำให้เราได้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ Cloud 100GB และยังสามารถ Sync โปรเจคงานที่เราทำอยู่บนสมาร์ทโฟนไปยังแท็บเล็ตหรือคอมพิวเตอร์ได้อย่างสะดวก ที่สำคัญคือเราสามารถโอนโปรเจคงานจาก Premiere Rush ไปยัง Premiere Pro ได้อีกด้วย
ข้อสังเกต
หากใช้รูปแบบฟรี ไม่ได้สมัครรายปีก็จะได้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบ Cloud ใาเพียง 2GB และสามารถ Export โปรเจคได้เพียง 3 ตัวเท่านั้น
4.KineMaster

แอปยอดฮิตที่มีรีวิวจากหลากหลายสำนัก ทั้งรีวิวไทยหรือรีวิวนอก ต่างก็บอกไปในแนวทางเดียวกันว่าใช้งานง่ายและฟีเจอร์ครบ
จุดเด่น
- เพิ่มการวาดที่เขียนลงบนวีดีโอได้
ใน Kinemaster นี้สามารถวาดเขียนด้วยมือแล้วนำไปรวมในวิดีโอของเราได้
- วิดีโอเลเยอร์
เราสามารถใส่เอฟเฟค ภาพ เสียง หรือลายมือลงบนวิดีโอโดยการสร้างเลเยอร์เพิ่มขึ้น
- ปรับสีสันของภาพในวิดีโอได้
หากภาพของวิดีโอที่เราถ่ายมานั้นยังดูสีสันรายละเอียดต่างๆยังไม่สดใสชัดเจน เราสามารถปรับได้ในแอปนี้
- Export 4K ได้
หากวิดีโอที่เราถ่ายมานั้นมีความละเอียดสูง แอปนี้ก็สามารถเรนเดอร์ออกมาได้ในความละเอียดที่สูงถึง 4K เลยล่ะ
ข้อสังเกต
ถ้าใช้เป็นตัวฟรีจะติดลายน้ำ ดังนั้นหากต้องการคลิปที่สมบูรณ์พร้อมฟีเจอร์มากมายจะต้องเสียรายเดือน
5.iMovie

แอปฟรีสำหรับ iOS ที่สร้างขึ้นโดยแอปเปิ้ลโดยตรง ซึ่งแน่นอนว่าแอปก็จะต้องถูกออกแบบการใช้งานมาให้เหมาะสมแพลตฟอร์มของ iOS โดยตรง
จุดเด่น
- เปลี่ยนภาพ Background จากกรีนสกรีนได้
ใครที่เคยเห็นเบื้องหลังของรายการทีวีหรือรายการข่าวต่างๆจะเป็นสีเขียว พอเราดูในทีวีที่เขาตัดต่อเรียบร้อยก็กลายเป็นรูปภาพกราฟิกต่างๆ ใน iMovie นี้ก็ทำได้เช่นกันนะ ขอแค่เรามีฉากเขียวไว้เป็นพื้นหลัง แล้วมาปรับแก้ในแอปได้เลย
- ทำคลิป Trailer สั้นๆได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเริ่มใช้งานจะมีให้เลือกสร้างโปรเจคแบบ Movie ที่เป็นคลิปยาวหรือ Trailer ที่ทำคลิปสั้นๆ หรือใครอยากทำคลิปสั้นๆลงโซเชียลก็ทำได้ง่ายๆเลย
- ตัดต่อ 4K ได้
เช่นเดียวกับอีกหลายๆแอปที่สามารถตัดคลิปความละเอียด 4K ได้ ใน iMovie ก็ทำได้ด้วยเช่นกัน
- ย้ายไปทำบนแพลตฟอร์มอื่นได้
เรียกว่าเป็นจุดเด่นที่ได้ผลมาจากเป็นแอปที่พัฒนาโดยแอปเปิ้ล จึงสามารถย้ายโปรเจคที่เรากำลังทำอยู่ผ่าน Airdrop ไปยังไอโฟนหรือแมคของเราได้อย่างง่ายดาย
ข้อสังเกต
iMovie บนไอแพดและไอโฟนนั้นยังมีฟีเจอร์ไม่เยอะมากเท่าไรเมื่อเทียบกับ iMovie บนเครื่อง Mac
สรุป
โดยรวมแล้วแอปพลิเคชันที่มีมากมายทำให้ตัวไอแพดกลายเป็นเครื่องที่ใช้ทำงานได้หลากหลาย ไม่ว่าจะตัดต่อ ทำภาพกราฟิก วาดภาพหรือใช้เสพสื่อบันเทิงต่างๆ บวกกับความเสถียรของระบบ iPad OS ที่มีฟีเจอร์ใหม่ๆให้ไอแพดในทุกการอัปเดตใหญ่ เรียกว่าคุ้มค่ามากๆหากคุณได้มีไว้ในครอบครอง
ถ้าใครยังไม่มีแล้วอยากหาไอแพดดีๆสักเครื่องล่ะก็ เปิด Kaidee ได้เลย ไม่ว่าจะสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ก็มีให้เลือกมากมาย
