เลือกขนาดห้องนอนให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์

เลือกขนาดห้องนอนให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์

ไม่ว่าในอดีตหรือในปัจจุบันพื้นที่ภายในห้องคอนโดหรือพื้นที่ห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน ล้วนต้องถูกแบ่งตามขนาด ตามสัดส่วนห้องต่าง ๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก ห้องรับประทานอาหาร ห้องนอน และห้องอื่น ๆ ที่เจ้าของบ้านเป็นผู้กำหนด ซึ่งพื้นที่ของแต่ละห้องก็จะถูกกำหนดตามการใช้งานว่าใช้งานมากน้อยเพียงใด บางบ้านกำหนดให้ห้องนั่งเล่นพื้นที่ใหญ่ที่สุด เพราะเป็นพื้นที่ที่ได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากที่สุด หรือบางบ้าน พื้นที่ห้องนอนเยอะที่สุด เพราะใช้เวลาในห้องนอนมากที่สุด ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของห้องของคอนโดหรือขนาดของบ้านและที่สำคัญอยู่ที่การตัดสินใจร่วมกันกับคนในครอบครัวด้วยนะ 

ห้องนอนกับชีวิตประจำวัน

ห้องนอนนับว่าเป็นอีกห้องหนึ่งที่ถูกใช้งานและเป็นห้องที่ใช้เวลาอยู่ในห้องนานพอ ๆ กับห้องนั่งเล่นเลยก็ว่าได้หรือบางคนอาจจะอยู่กับห้องนอนเกือบตลอดเวลา เพราะเวลากลับมาจากที่ทำงาน ก็เข้าห้องอาบน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่ห้องน้ำก็จะอยู่รวมกับห้องนอน อาบน้ำเสร็จ ออกมาดูทีวีสักพักและถึงเวลาเข้านอน ชีวิตส่วนใหญ่ก็จะวนอยู่แบบนี้ ถ้าไม่มีกิจกรรมอะไรพิเศษ 

ดังนั้นห้องนอนจึงเป็นห้องที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นานที่สุดเลยก็ว่าได้ การเลือกขนาดของห้องนอนก็ต้องทำให้ขนาดห้องออกมาให้เข้ากับการใช้ชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ เพื่อความสะดวกสบายมากที่สุดนั่นเอง มาดูกันเลยว่าห้องนอนขนาดอะไร จัดแบบไหน เหมาะกับคุณ 

บ้านหรือคอนโด?

มาเริ่มกันที่ข้อแรกดีกว่า…เอาเป็นว่าก่อนที่จะมีห้องนอนกัน ก็ควรจะต้องมีที่สำหรับใส่ห้องนอนก่อนนะ อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน แล้วก็ต้องขึ้นอยู่กับกำลังทรัพย์ ทำเล ที่สำคัญขึ้นอยู่กับการตัดสินใจร่วมกันกับครอบครัวด้วยนะ แต่ถ้ายังโสดอยู่ก็ปรึกษาตัวเอง พ่อแม่เลย โดยบ้านกับคอนโดจะมีข้อแตกต่างกัน คือ  

คอนโด 

คอนโดนั้นก็จะเป็นห้องชุดที่อยู่บนตึกซึ่งทุกโครงการจะกำหนดแปลน รายละเอียดห้องและราคาห้องไว้อย่างชัดเจนก่อนที่จะซื้อ โดยขนาดของห้องนอนในแต่ละโครงการก็จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ของขนาดห้องด้วยว่าขนาดพื้นที่เท่าไร ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดขนาดห้องมาและแยกว่าเป็นห้อง Studio, 1 Bedroom,1 Bedroom Plus และ 2 Bedroom เป็นต้น

บ้าน 

ขึ้นชื่อว่าบ้านก็ต้องใหญ่กว่าและมีพื้นที่ที่มากกว่าคอนโดที่เป็นห้องชุดอยู่แล้ว โดยบ้านส่วนใหญ่ตอนนี้ก็จะมีบ้านที่เกิดจากโครงการ ซึ่งในโครงการก็จะมีบ้านให้เลือกหลากหลายแบบ และแน่นอนว่าห้องต่าง ๆ ต้องถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน ให้เราได้เลือกตกแต่งได้แบบสบาย ๆ ส่วนใหญ่ทางโครงการจะแบ่งห้องไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าห้องนอนก็ต้องมี 2 ห้องขึ้นไป โดยจะแบ่งเป็น ห้องนอนใหญ่พร้อมห้องน้ำในตัวและมีห้องนอนย่อยแยกออกไปตามแปลนของบ้านนั่นเอง

ขนาดห้องนอนแบบไหนเหมาะกับเรา?

แน่นอนว่าขนาดห้องนอนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะเป็นปัจจัยในการตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโด เพราะแต่ละโครงการขนาดของห้องก็จะมีแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย 

บ้านเดี่ยว

โดยบ้านเดี่ยวไม่ว่าจะเป็น 1 ชั้นหรือ 2 ชั้น พื้นที่ที่ให้มานั้นเยอะแน่นอน โดยห้องต่าง ๆ ก็จะถูกแบ่งตามสัดส่วน โดยห้องนอนใหญ่จะมีพื้นที่ประมาณ 27 – 65 ตารางเมตร เลยเรียกได้ว่าใหญ่เท่ากับคอนโดห้องหนึ่งเลยก็ว่าได้ ส่วนห้องนอนเล็กพื้นที่ก็จะลดหลั่นลงมา โดยพื้นที่ของห้องนอนใหญ่ที่ทางโครงการบ้านให้มานั้นขนาดเล็กสุด 27 ตารางเมตร ก็ถือว่ามีขนาดที่ใหญ่มากเลย ถ้าเทียบกับคอนโด 

ซึ่งการมีห้องนอนที่ใหญ่ เราก็สามารถที่จะใช้สอยประโยชน์จากพื้นที่เหลือได้ เช่น สามารถนำโซฟามาวางไว้ได้ นำโต๊ะทำงาน หรือจะ Built-in เพิ่มขนาดของตู้เสื้อผ้าได้ หรือจะตกแต่งห้องนอนได้ตามไลฟ์สไตล์ของเจ้าของบ้านได้เลย

ประเภทห้องของคอนโด

ในส่วนของคอนโดนั้นจะมีห้องหลายประเภท ได้แก่

ห้อง Studio

เป็นห้องเริ่มต้นของคอนโดทุกโครงการ โดยพื้นที่จะไม่เกิน 30 ตารางเมตร ซึ่งห้องประเภทนี้จะร่วมทุกฟังก์ชันการใช้งานทุกงานไว้ด้วยกัน คือ มีโซนนั่งเล่น ห้องครัว และห้องนอนนั่นเอง โดยห้องนอนที่มากับห้อง Studio จะกินพื้นที่ประมาณ 8 – 10 ตารางเมตร

เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียว มีงบประมาณจำกัด เพราะพื้นที่ค่อนข้างน้อย ถ้าหากอยู่มากกว่า 1 คน อาจจะรู้สึกอึดอัด ในอนาคตสามารถปล่อยเช่าได้ เพราะเป็นหนึ่งในห้องที่ได้รับความนิยมในการอยู่อาศัยและเช่าของคนเมืองวัยเริ่มทำงาน

ห้อง 1 Bedroom

เป็นห้องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเลยก็ว่าได้ โดยพื้นที่จะไม่เกิน 50 ตารางเมตร ขนาดไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป ขนาดกำลังพอดีในการอยู่อาศัย ซึ่งห้องจะชนิดนี้จะแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน ประกอบด้วย ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องน้ำ และห้องนอนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเป็น 10 – 20 ตารางเมตร โดยจะเป็นห้องปิดทึบ แต่บางที่อาจจะแค่กั้นเป็นประตูบานเลื่อนให้ พูดง่ายก็คือ มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นนั่นเอง

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการห้องที่ใหญ่ขึ้นจากห้อง Studio มีความเป็นส่วนตัวและแบ่งเป็นสัดส่วน สามารถอยู่คนเดียวหรือ 2 คนได้ นอกจากนี้อนาคตยังสามารถปล่อยเช่าได้อีกด้วย เพราะเป็นห้องที่ได้รับความนิยม

ห้อง 1 Bedroom Plus

เป็นห้องที่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยของห้อง 1 Bedroom เพิ่มขึ้น แต่ขนาดเท่าเดิม คือไม่เกิน 50 ตารางเมตรนั่นเอง แต่ที่แตกต่างก็คือจะเพิ่มห้องอเนกประสงค์ให้อีกหนึ่งห้อง เราจะสามารถออกแบบได้ว่าห้องนั้นจะทำเป็นห้องอะไร เช่น ทำเป็นห้องทำงาน ห้องดูหนังเพิ่ม หรือจะทำเป็นห้องนอนเล็กก็ได้นะ

เหมาะสำหรับคนที่ต้องกการห้องที่มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มจาก 1 Bedroom โดยห้องจะมีความเป็นส่วนตัวและแบ่งเป็นสัดส่วน สามารถอยู่คนเดียวหรือ 2 คนได้ นอกจากนี้อนาคตยังสามารถปล่อยเช่าได้อีกด้วย

ห้อง 2 Bedroom

เป็นห้องที่มีขนาดตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป ถือว่ามีพื้นที่ใช้สอยเยอะมาก ๆ ซึ่งจะมีห้องที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ประกอบด้วย ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องอเนกประสงค์ และห้องนอน โดยแต่ละโครงการจะกำหนดห้องที่ต่างแตกกัน เช่น 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ หรือจะเป็น 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำในตัว โดยห้องนอนใหญ่จะมีขนาดไม่เกิน 64 ตารางเมตร ส่วนห้องนอนเล็กจะมีขนาดไม่เกิน 40 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องของโครงการคอนโดด้วย 

ซึ่งขนาดห้องนอนนั้นค่อนข้างใหญ่ทั้ง 2 ห้อง สามารถตกแต่งห้องได้ไม่ว่าจะเพิ่มโซฟา มีโต๊ะทำงานขนาดเล็กเพิ่ม หรือจะเลือกใส่ตามที่เจ้าของต้องการด้วยนั่นเอง 

เหมาะสำหรับคนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะที่พร้อมจะซื้อ มีครอบครัวที่มีลูกหรือญาติผู้ใหญ่ โดยสามารถอยู่ด้วยกันได้ 3- 4 คนไม่แออัด ที่สำคัญยังมีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ    

ห้องนอนนั้นเป็นห้องสำคัญที่ทุกบ้านหรือทุกคอนโดต้องมีแน่นอน แต่การที่จะมีขนาดห้องนอนตามที่ต้องการ ด่านแรกที่จะต้องดูก่อน คือ โครงการบ้านหรือคอนโดที่จะเลือกซื้อด้วยนั่นเอง ซึ่งขนาดของห้องแต่ละโครงการก็จะมีพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งขนาดห้องนอนก็จะขึ้นอยู่กับพื้นที่ของห้องด้วยนะครับ แนะนำว่าให้ไปดูตัวอย่างห้องของโครงการกับตาตัวเองเลยดีกว่าก่อนซื้อ เราจะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง แต่ถ้าหากยังไม่พอใจกับโครงการต่าง ๆ ออกแบบขนาดห้องนอนเองและกำหนดขนาดห้องต่าง ๆ เอง การสร้างบ้านด้วยตัวเองก็เป็นความคิดที่ดีไม่น้อย

เป็นอย่างไรบ้างเพื่อน ๆ กับขนาดห้องนอน มีหลากหลายขนาดมากเลยใช่ไหมล่ะครับ ซึ่งขนาดห้องนอนของแต่ละที่ ก็มีขนาดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าได้ไปดูด้วยตาตัวเองจะสามารถเลือกห้องที่ตอบโจทย์และตรงกับไลฟ์สไตล์ของเราด้วย แน่นอนว่า Kaidee Property มีทั้งบ้าน มีทั้งคอนโด และอสังหาฯ อื่น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะมากมาย ลองแวะเข้ามาดูก่อนได้นะ ราคาดี คุ้มค่า หากใครสนใจซื้อก็ดีไม่น้อยเลย

เกมเมอร์ต้องรู้!! อุปกรณ์ไหนบ้างเพิ่มความเทพ

เกมเมอร์ต้องรู้!! อุปกรณ์ไหนบ้างเพิ่มความเทพ

ปัจจุบันบทบาทของเกมเริ่มมีเข้ามามากขึ้นในสังคมของเรา ด้วยกระแสการแข่งขัน E-Sport (การแข่งขันเล่นเกม) และนักแคสเตอร์ อีกทั้งวงการเกมนั้นมีการขยายตัวมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้คนต่างสนใจในการเล่นเกมและเป็นที่น่าจับตามอง แต่รู้หรือไม่ว่าอุปกรณ์ดีๆนั้นอาจทำให้คุณเล่นเกมแล้ว มีความได้เปรียบมากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งช่วยนำพาชัยชนะมาให้ จะมีอุปกรณ์อะไรบ้าง เดี๋ยววันนี้เราจะมารู้ไปพร้อมๆกัน!!

1. Gaming Headset

หากพูดถึงการเล่นเกม Headset ถือเป็นสิ่งจำเป็นเป็นอันดับต้นๆเลย เพราะหูฟังสำหรับเล่นเกมนั้น ถ้าหากคุณเป็นสาย FPS (First Person Shooting) หรือเกมประเภทยิงปืน ที่การฟังเสียงเป็นสิ่งที่สามารถพลิกสถานการณ์ในเกมได้เลย หากคุณยิ่งมีหูฟังดีเท่าไร นั่นยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการที่คุณจะรู้ตำแหน่งของศัตรูได้ก่อนซึ่งหูฟังก็มีอยู่หลากหลาย หูฟังที่แยกเฉพาะซ้าย-ขวา และหูฟังที่สามารถแยกทิศทางเสียงได้ละเอียดอย่างหูฟัง 7.1 ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคนด้วย แต่ถ้าคุณเล่นเกมแนวอื่นๆ การมีหูฟังที่ดีจะช่วยทำให้คุณนั้นมีอรรถรสมากขึ้น

2. Gaming Keyboard

อุปกรณ์คู่บุญของเกมเมอร์ทั้งหลายคงหนีไม่พ้น “คีย์บอร์ด” น่าจะเคยๆเห็นบ้างว่าเวลานักกีฬา E-Sport ไปลงแข่งเวทีไหน ก็มักจะพกคีย์บอร์ดของตัวเองไปด้วยทุกครั้ง นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นหนึ่งในเคล็ดลับของการเล่นอย่างแน่นอน แต่ว่ามันแตกต่างกันยังไงล่ะสำหรับคีย์บอร์ดแต่ละอัน บอกได้เลยว่าแตกต่าง!! โดยชนิดของสวิตซ์ของปุ่มกดก็เป็นเหตุผลหนึ่ง ซึ่งก็มีมากมายหลายประเภทตามแต่ความถนัด รวมไปการวางปุ่มของคีย์บอร์ดก็แตกต่างกันออกไป ทำให้ความถนัดในการเล่นส่งผลเป็นอย่างมากในการเล่นเกม หากคุณกดปุ่มแต่ละปุ่มแล้วไม่ถนัดเอาซะเลย นั่นแสดงว่าคุณยังเลือกคีย์บอร์ดได้ไม่เหมาะกับการเล่นของคุณเอง

3. Gaming Mouse

ไม่ว่าเกมไหนๆก็ต้องมีการใช้เมาส์อยู่ ไม่ว่าจะมากจะน้อยแค่ไหนก็ตาม เม้าส์จะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะส่วนใหญ่เมาส์จะมีหน้าที่ขยับการเคลื่อนไหวของตัวละครภายในเกม ทำให้ความแม่นยำในการขยับแต่ละครั้ง ต้องการความแม่นยำสูง เมาส์ที่ดีควรจะมีฟังก์ชันที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในนั้นที่ต้องมีเลยคือ ปุ่มปรับ DPI (มาตราฐานที่ใช้วัดความไวของเมาส์) เป็นปุ่มที่ช่วยให้เหล่าเกมเมอร์สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบความไวของเมาส์ได้ตามสถานการณ์ต่างๆที่ต้องการได้ นอกจากฟังก์ชั่นแล้ว รูปทรงของเม้าส์ก็เป็นอีกองค์ประกอบ เพื่อความถนัดในการเล่นของแต่ละคนด้วย

4. Gaming Chair

เป็นสิ่งที่ต้องนึกถึงเลยเวลาที่ต้องเล่นเกมเป็นเวลานานๆ เรื่องสุขภาพก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจให้มากๆ เพราะอาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องตลก เก้าอี้ที่ดีจะมาช่วยซัพพอร์ตหลังของคุณ ให้อยู่ในท่าทางที่เหมาะสมสำหรับเล่นเกม ทำให้คุณอยู่หน้าคอมและฝึกซ้อมการเล่นได้นานมากยิ่งขึ้น เสริมสร้างพัฒนาให้เก่งขึ้นได้

5. Gaming Monitor

เกมในปัจจุบันนั้นมีค่า fps (Frame Per Second) หรือค่าการแสดงผลของภาพต่อ 1 วินาที ซึ่งบางเกมนั้นสามารถมีสูงได้ถึง 244 fps เลยทีเดียว แต่การแสดงผลนี้ก็ขึ้นอยู่กับจอของเราด้วยว่าจะสามารถแสดงผลได้มากน้อยแค่ไหน หากตัวเกมสามารถแสดงผล fps ได้ที่ 244 ก็จริง แต่จอของคุณนั้นสามารถแสดงผลออกมาได้แค่ 60 fps เท่านั้น นั่นก็ไม่ทำให้ภาพของเกมลื่นไหลเกินไปกว่า 60 fps ได้เลย ดังนั้นคุณควรศึกษาเกมที่คุณเล่นว่าเหมาะสมกับจอที่มีค่า Refresh Rate (ค่าที่จอแสดงผลของภาพต่อวินาที) อยู่ที่เท่าไร ซึ่งค่า Refresh Rate กับค่า fps จะมีค่าที่เท่ากัน ดังนั้นความต่างของค่าทั้งสองนี้จึงมีผลอย่างมากต่อการเล่นเกม ถึงแม้คุณจะเห็นสิ่งเหล่านี้ในเกมเป็นแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้นก็ตาม

ใครที่ยังไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้แล้วคงต้องไปหามาและปรับใช้กับวิถีการเล่นเกมของตัวเองดูเพื่อเพิ่มความเทพซ่าของตัวเองสักหน่อย ถ้าอยากได้อุปกรณ์เหล่านี้ให้ครบแล้วล่ะก็ ลองมามองหาที่ Kaidee ดู มีอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ทุกรูปแบบ

ครูบาบุญชุ่มคือใคร? ประวัติพร้อมความเป็นมา

ครูบาบุญชุ่มคือใคร? ประวัติพร้อมความเป็นมา

ถึงตอนนี้เชื่อว่า หลายๆ คนยังไม่ลืมเหตุการณ์ถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ซึ่งมีเด็กๆ ทีมหมูป่า 13 คนเข้าไปติดอยู่ในนั้น นับเป็นหนึ่งเรื่องราวที่คนไทยต่างพากันเอาใจช่วยจนเป็นปรากฏการณ์สำคัญ นอกจากวีรบุรุษหน่วยซีลด์และอีกหลายๆ ฝ่ายที่ควรค่ากับการยกย่องแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบุคคลผู้เป็นขวัญกำลังใจดีๆ ให้กับทุกคนในช่วงนั้น

“เด็กๆ ยังมีชีวิตอยู่ อีก 2-3 วันจะได้เจอ”

สิ้นเสียงคำกล่าวอันเรียบง่าย ทว่าแสนทรงพลังของ“ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร” พระเกจิชื่อดังจบลง ความกังวลของญาติพี่น้อง สื่อมวลชนที่เฝ้าสังเกตการณ์รวมถึงคนไทยอีกหลายล้านคนก็คลายลง การแสดงตัวของครูบาฯ ณ ถ้ำหลวงเป็นพลังใจชั้นดี เสมือนแสงสว่างแห่งความหวังนั้นปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

หลังจากคำทำนายของครูบาบุญชุ่ม ไม่นานเด็กๆ ทั้งหมดก็ออกจากถ้ำมาอย่างปลอดภัย

Kruba Boonchum
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

เรื่องราวของครูบาบุญชุ่ม

จริงๆ แล้วพระเกจิดังแห่งล้านนารูปนี้ มีชื่อเสียงมานานมากแล้ว เป็นพระสายป่า (มหานิกาย) เน้นฝึกกรรมฐานคู่ไปกับการรักษาวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัด จนเป็นที่นับถือของศาสนิกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนไทยทางเหนือ พม่า ลาว จีน ไปจนถึงภูฏาน ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ในถ้ำเมืองฉานประเทศพม่า

-    บุญชุ่ม ทาแกง (Boonchum Thagang) คือชื่อเดิมของท่าน เป็นบุตรคนโตของนายคำหล้า
และนางแสงหล้า ทาแกง เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2508 ที่ อ.แม่จัน จ.เชียงราย 
ปัจจุบันอายุ 55 ปี

-    ครูบา (Khuba) เป็นคำในภาษาบาลีมาจาก “ครุปิ อาจาริโย” ก่อนจะเพี้ยนมาเป็นครูบา 
ซึ่งชาวล้านนานิยมใช้เรียกพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี อยู่ในศีลธรรม ออกแนวเชิดชูยกย่อง ส่วนใหญ่
เป็นพระที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมถึงมีจำนวนปีที่บวชมาก

-    มหานิกาย (Maha Nikai) เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาพุทธ ซึ่งถือเป็นนิกายส่วนใหญ่ของ
พระสงฆ์ไทยสายเถรวาทลังกาวงศ์ โดยมีธรรมยุติกนิกาย (Dhammayut Nikai) แตกย่อย
ออกไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ตั้งแต่เยาว์วัย

ชีวิตในวัยเด็กของพระครูหาได้โรยด้วยกลีบดอกกุหลาบไม่ ความลำบาก ความยากจน และความอดทนคือสิ่งมีที่ชีวิตคนๆ หนึ่งต้องเผชิญและเอาตัวรอดให้ได้ ครอบครัวของท่านแยกทางกันตั้งแต่เด็กๆ เนื่องจากบิดามีภาระต้องกลับไปดูแลแม่ผู้ให้กำเนิด ก่อนบิดาจะมาเสียชีวิตจากไปตอนท่านอายุเพียง 7 เดือนเท่านั้น

เด็กชายจึงบุญชุ่มจึงอยู่กับแม่และครอบครัวใหม่ ณ บ้านกระต๊อบหลังเล็กๆ ริมเขาใน อ.สันกำแพง ที่มีสภาพแค่พอได้อาศัยเท่านั้น ฝนตกทีไรก็เปียกไปแทบทั้งบ้าน ส่วนเรื่องอาหารการกินก็ลำบากไม่แพ้กัน มีแต่ผักน้ำพริกประทังชีวิต

แถมวันดีคืนดีโดนญาติทำร้ายร่างกายก็มี ทว่าท่ามกลางเรื่องราวร้ายๆ เหล่านั้น ท่านกลับไม่ยึดมาเป็นความทุกข์แต่อย่างใด เลือกวางเฉยและใช้ชีวิตด้วยความเข้าใจมาตั้งแต่เด็ก

ที่สำคัญวิถีคนต่างจังหวัดมักผูกพันกับศาสนา ทุกงานบุญงานบวชแม่แสงหล้าจะพาลูกๆ เข้าวัดอยู่เสมอ รวมถึงนิสัยส่วนตัวของแม่ที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีจิตใจโอบอ้อมอารี ทำให้ตัวครูบาฯ เองได้รับการกล่อมเกลาและปลูกฝังธรรมะมาตั้งแต่วัยเยาว์

จนถึงขั้นอยากบวชตั้งอายุ 4 ขวบเลยด้วยซ้ำ กระทั่งอายุได้ 9 ปี แม่จึงพามาฝากเป็นเด็กวัด ณ วัดบ้านด้าย ก่อนอีก 3 ปีจะตัดสินใจบรรพชาเป็นสามเณรต่อที่วัดศรีบุญยืน จ.เชียงราย

Kruba-Boonchum-young
Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

บนเส้นทางศาสนาที่เข้มข้นและเคร่งครัด

ตลอด 10 ปีของการบรรพชาเป็นสามเณร ท่านไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้และตั้งใจศึกษาธรรมะอย่างถ่องแท้ ด้วยการปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธเจ้า อย่างการนั่งสมาธิ ฝึกจิตให้นิ่ง ไม่ยุ่งกับใคร เดินจงกรม ฯลฯ เรียกว่าเคร่งครัดชัดเจนกว่าเณรรุ่นเดียวกัน ทั้งยังเดินสายย้ายไปอยู่ตามวัดต่างๆ ถึง 7 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดทางภาคเหนือ รวมถึงวัดในพม่าและเนปาล

กระทั่งได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ (ปี พ.ศ. 2529) ท่านก็เลือกจำพรรษาที่วัดพระธาตุจอมศรีดับเภมุงเมือง ประเทศพม่าเป็นประเทศแรก ก่อนจะเริ่มออกวิปัสนากรรมฐานแบบจริงจังมากขึ้น ด้วยการออกไปนั่งสมาธิตามป่า หรือถ้ำไกลๆ บริเวณแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเขตว้าแดง บ้านมู่เซอจ่ากู่ ชายแดนไทย-พม่า-จีน ภูฏาน ฯลฯ

นอกจากนี้ท่านยังไปแสวงบุญในอินเดีย ตามรอยสังเวยนียสถานสำคัญของพระพุทธเจ้าครบทั้ง 4 แห่ง ได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน ทั้งยังมีไปเยี่ยมเยือนเมืองอื่นๆ ที่มีความรุ่มรวยทางพุทธศาสนา

ไม่ว่าจะเป็นพม่า เนปาล อินเดีย ภูฏาน ฯลฯ ทั้งนี้ครูบาบุญชุ่มยังรับบทเป็นพระนักสร้าง คอยบูรณะปฏิสังขรณ์พุทธศาสถานต่างๆ ตลอดจนทะนุบำรุงให้ดำรงไว้ซึ่งคุณค่า

ตัวอย่างศาสนสถานที่ครูบาบุญชุ่มสร้างและบูรณะ

  • พ.ศ. 2530 สร้างกุฏิสงฆ์ญาณสํวโรอนุสรณ์ วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2531 สร้างศาลาเก้าห้องพระธาตุดอนเรือง วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2534 สร้างพระวิหารวัดบ้านโปร่ง เมืองพงและสร้างปราสาทเก้าชั้น วัดพระธาตุดอนเรือง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2538 สร้างโบสถ์ยอดปราสาทกลางน้ำ วัดบ้านทุ่ง เมืองพง พม่า
  • พ.ศ. 2539 สร้างพระธาตุวังลาว พระธาตุบ้านแม่คำหนองบัว เชียงแสน, พระธาตุดอนแท่น บ้านห้วยผึ้ง ประเทศลาว
  • พ.ศ. 2539 สร้างพระธาตุเจ้าองค์ปฐม บ้านหัวขัว พม่า, สร้างพระธาตุสบพงและพระธาตุกำลัง บ้านมูเซอ เชียงตุง
  • พ.ศ. 2540 วางศิลาฤกษ์พระธาตุหลักคำ บริเวณเขตชายแดน จีน-ว้าแดง-พม่า
  • พ.ศ. 2542 บูรณะพระธาตุดอยตุงคำ เมืองพง จังหวัดท่าขี้เหล็ก, บูรณะพระธาตุจอมหงษ์ เมืองพง ท่าขี้เหล็ก

แรงศรัทธาของผู้คนที่มีต่อครูบาบุญชุ่ม

ความที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่ในศีลในธรรมอย่างเคร่งครัดเสมอมา จึงไม่แปลกใจที่พุทธศาสนิกชนหลายๆ คน จะเคารพรักครูบาบุญชุ่มกันเป็นจำนวนมาก ความดีที่ท่านทำเป็นสิ่งประจักษ์ชัดเจน ไปอยู่แห่งไหนก็มีแต่คนเลื่อมใสศรัทธา ช่วงแรกๆ ที่พระท่านไปจำพรรษาในพม่า ชาวบ้านก็พากันศรัทธากันเป็นอย่างมาก

มากจนทางการพม่าเองรู้สึกว่าเกินไป ถึงกับต้องเชิญให้ท่านกลับไทยเป็นการด่วน

ส่วนเรื่องเจริญภาวนาที่ท่านชอบไปถือศีลอยู่ตามป่า ตามถ้ำนั้น ก็มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาหลายกระแส บ้างก็ว่ากันว่าระหว่างท่านมีอภินิหารเดินเท้าไม่ติดพื้น หรือระหว่างนั่งสมาธิก็มีแสงออร่าปรากฏออกมา รวมทั้งมี “ธรรมนิมิต” คือสามารถมองเห็นเรื่องราวในอนาคตได้ ตลอดจนเป็นพระนักปฏิบัติสุดเคร่ง ทำภาวนาอยู่ในถ้ำได้นานถึง 3 ปี โดยไม่ฉันอาหารใดๆ กินแค่ผลไม้เล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกศิษย์นำมาถวายเท่านั้น

Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

ครูบาบุญชุ่มกับความเชื่อเรื่อง “ตนบุญ”

นอกจากนี้ชาวล้านนาและคนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีความเชื่อว่าท่านเป็น “ตนบุญ” หรือ “ตุ๊เจ้าต๋นบุญ” ซึ่งแปลได้ว่า ผู้มีบุญกลับชาติมาเกิด เป็นผู้มีบุญบารมีมาก สะสมความดีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน จนสามารถนำผลบุญนั้นมาแบ่งปันให้ผู้อื่นได้ ที่สำคัญยังอยู่ในจุดที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคต บ้างก็ว่าเกจิแห่งล้านนารูปนี้เป็นครูบาศรีวิชัยกลับชาติมาอีกที

ทุกๆ 5,000 ปี ตามขนบธรรมเนียมความเชื่อของล้านนาแล้ว มักจะเกิดเรื่องราวร้ายแรง บ้านเมืองอาเพศ ไปจนถึงภัยพิบัติต่างๆ ตนบุญก็จะมีหน้าที่ออกมาปราบทุกเข็ญ ทำให้ประเทศสงบสุข ช่วยให้เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ จากร้ายกลายเป็นดี คล้ายกับว่าเป็นยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน

“ตนบุญอาจมีความหมายในบริบทที่กว้างกว่านั้น ในฐานะเป็นปรากฏการณ์สามัญทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นเองได้ตามคราวตามสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คน ในโลกจารีตของพุทธศาสนาเถรวาทในพื้นที่ตอนบนของเอเชียอาคเนย์”

อ้างอิงจากหนังสือ “รัฐฉาน (เมืองไต) พลวัตชาติพันธุ์ในบริบทประวัติศาสตร์และสังคมการเมืองร่วมสมัย” โดย ศ.ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ

คำทำนายล่าสุดของครูบาบุญชุ่ม

เมื่อต้นปี พ.ศ.2563 ระหว่างที่ครูบาบุญชุ่มกำลังถือศีลอยู่ในถ้ำรัฐฉาน ประเทศพม่า ท่านก็ได้ส่งสารคำทำนายเป็นภาษาล้านนาผ่านพระลูกศิษย์ เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนร่วมโลกประมาณว่า ช่วงเวลาต่อจากนี้ให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติมากขึ้นกว่าเดิม ระวังอันตรายต่างๆ ซึ่งจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความว่า

“จะเกิดโรคระบาดครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยโรคทาฬะลงเมือง (ตายห่า) ซึ่งจะมีคนตายจากโรคดังกล่าวนี้เป็นหมื่นเป็นล้านคน โดยเฉพาะคนที่ไม่นับถือพระพุทธศาสนา”

อ้างอิงจาก Facebook : พระครูสมุห์นทีเทพ จิรวฑฺฒโณ

ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้าย ด้วยสิ่งที่ท่านทายทักมานั้นประจวบเหมาะกับการระบาดของโรคโควิด 19 แบบพอดิบพอดี ทำให้ศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใสครูบาอยู่แล้ว ยิ่งศรัทธามากขึ้น นอกจากนี้ในรายละเอียดของคำทำนายยังเตือนสติไว้ด้วยว่า ให้ตั้งใจสวดมนต์ภาวนา ประพฤติตัวอยู่ในศีลธรรม จะช่วยเรื่องหนักจะกลายเป็นเบาได้ และระมัดระวังการกินปลาให้ดี เพราะเป็นต้นกำเนิดของเชื้อโรค

Credit : https://www.facebook.com/krubaboonchoom

สรุปท้ายบทความ

นอกจากการทะนุบำรุงศาสนาและการปฏิบัติตามหลักธรรมอย่างเด่นชัดแล้ว คำสอนหนึ่งของครูบาบุญชุ่มซึ่งเราเองรู้สึกประทับใจส่วนตัว คือการที่ท่านไม่ได้สอนให้เรางมงายในสิ่งของ หรือยึดมั่นถือมั่นกับวัตถุมงคลต่างๆ ที่ท่านนำมาแจกจ่าย

จุดประสงค์ของครูบาฯ จริงๆ แล้วคือ อยากให้สิ่งของนั้นเป็นที่ระลึก หรือให้กำลังใจกันในยามยากเท่านั้น สุดท้ายแล้วความดีจากการกระทำของเราคือสิ่งยั่งยืนสุด ตามหลักบวรพุทธศาสนา พึงรักษาศีลห้าให้มั่น ไม่เบียดเบียนใคร เพียงเท่านี้ชีวิตของเราก็จะพบความสงบสุขอย่างแท้จริง แต่ถ้าใครอยากมีไว้เสริมสร้างแรงใจก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เข้าไปหาพลังงานบวกเติมเต็มชีวิตกันได้ที่ Kaidee

5 อุปกรณ์ต้องมี!! เตรียมตัวไว้สำหรับแคมป์ปิ้ง

5 อุปกรณ์ต้องมี!! เตรียมตัวไว้สำหรับแคมป์ปิ้ง

เริ่มกลับมาเที่ยวกันได้อีกครั้ง หลังจากที่การระบาดหนักๆของโรคอย่าง “โควิด-19” ในช่วงก่อนหน้านี้ และการแคมป์ปิ้งที่เป็นหนึ่งการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากๆสำหรับคนไทยอย่างเราๆ ไปหาประสบการณ์ในตั้งแคมป์ กางเต้นท์ ชมวิว ไม่ว่าจะไปกับคนรักหรือไปกับครอบครัว ล้วนสร้างความสุข แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าการไปตั้งแคมป์แต่ละครั้งนั้นต้องเตรียมตัวและเตรียมอุปกรณ์อะไรไปบ้าง เดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องติดกระเป๋าเข้าป่ามีอะไรบ้าง “ตาม Kaidee เนวิเกเตอร์” มากันเลย!!!

How to เตรียมตัวก่อนไปตั้งแคมป์

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการไปตั้งแคมป์ที่ไหนเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมาก เพราะการไปแคมป์นั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับการไปนอนพักที่โรงแรม ดังนั้นการเตรียมตัวไม่พร้อมอาจจะส่งผลให้การไปแคมป์นั้นต้องน่าเบื่อไปเลยทีเดียว ซึ่งการเตรียมตัวจริงๆแล้วมีวิธีง่ายๆแค่ 4 วิธี เท่านั้น!!

1. การเตรียมตัวกับตัวเอง

เป็นสิ่งแรกที่ควรทำอย่างมากที่สุดสำรวจความพร้อมของร่างกายตัวเองว่าสามารถเดินทางไกลๆได้และสุขภาพพร้อมมากพอกับการที่จะเดินทางขึ้นเขาลงห้วย หากรู้ว่าตัวเองไม่พร้อมก็ควรที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพเสียก่อน

2. การเตรียมตัวในการเดินทาง

ต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือการศึกษาวิธีการเดินทางเพราะเราไม่รู้เลยว่าที่เราจะเดินทางไปนั้นจะเป็นอย่างไร เดินทางลำบากมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นควรที่จะศึกษาให้ได้มากที่สุดถึงเส้นทางในการเดินทาง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงที่สุด รวมไปถึงเช็คสภาพรถยนต์ที่ใช้ในการเดินทางว่ามีความพร้อมหรือเปล่าในการขับไปในสถานที่ต่างๆอีกด้วย

3. การเตรียมเรื่องอาหารการกิน

อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่เราจะต้องเป็นอยู่ ด้วยความที่เราเข้าไปในป่าเราไม่ได้สามารถเลือกของกินอะไรได้มากเท่าไหร่นัก ดังนั้นเราควรวางแผนและเตรียมตัวว่าจะสามารถเตรียมของอะไรไปเพื่อทำกินได้บ้าง

4. การเตรียมอุปกรณ์และของจำเป็น

ของจำเป็นในการแคมป์ปิ้งนั้นมีอยู่มากไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเครื่องนุ่งห่ม ของใช้ส่วนตัวต่างๆนาๆ ที่จะทำให้คุณสะดวกสบายมากขึ้นและดื่มด่ำกับบรรยากาศของธรรมชาติได้อย่างสูงที่สุด ซึ่งเดี๋ยวเรามาบอกถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นกันในหัวข้อถัดไปนะ

5 อุปกรณ์จำเป็นจริงจริ๊ง!!

อย่างที่บอกไปก่อนหน้า การเตรียมตัวเรื่องอุปกรณ์จำเป็นนั้นเป็นสิ่งสำคัญเอาอย่างมาก ซึ่งเดี๋ยวเรามาดูกันกับสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการไปแคมป์ปิ้งว่ามีอะไรบ้าง

1. เต็นท์

จะลืมอะไรก็ได้แต่ต้องห้ามลืมเต็นท์!! เพราะไม่งั้นแล้วล่ะก็คุณคงจะต้องนอนหนาวๆท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรอย่างแน่นอน เต็นท์นั้นนอกจากจะสร้างความอบอุ่นในระดับหนึ่งและยังเป็นเหมือนห้องพักสุดหรูที่ไว้เป็นที่พักพิงในการเข้าแคมป์ของเรา รวมไปถึงกันแมลงต่างๆและน้ำค้างที่เกิดขึ้นอีก ซึ่งเต็นท์นั้นก็มีอยู่มากมายหลายแบบ ควรเลือกตามความเหมาะสมกับจำนวนคนที่ไปและสถานที่ที่เรานั้นจะไปตั้งแคมป์ ดังนี้

  • เต็นท์แบบสามเหลี่ยม
  • เต็นท์แบบโครง
  • เต็นท์ทรงบ้าน
  • เต็นท์โดม
  • เต็นท์แบบกระโจม
  • เต็นท์แบบอุโมงค์

2. ถุงนอน

สิ่งสำคัญพอๆกับเต็นท์เลยก็ว่าได้ ถ้ามีเต็นท์แล้วคงจะขาดไปไม่ได้กับถุงนอน ที่เรียกได้ว่าเป็น “ฟูกที่นอน” สุดนุ่มแสนอบอุ่นที่ทำให้เราได้นอนหลับฝันดีและนอนได้อย่างสบาย แถมการนอนในถุงนอนนั้นนอกจากแค่จะให้ความอบอุ่นยังช่วยในการกันแมลงที่อาจหลุดลอดเข้ามาภายในเต็นท์ได้อีกด้วย

3. โคมไฟและอุปกรณ์ให้แสงสว่าง

ไปในป่าเขาก็ตัดไปได้เลยเรื่องของไฟฟ้าและแสงสว่าง ดังนั้นโคมไฟและไฟฉายจึงเป็นที่สำคัญเป็นอย่งมากในช่วงเวลากลางคืนไม่ว่าจะเป็นการหาของในที่มืด หรือการเดินไปเข้าห้องน้ำในยามดึกอาจจจะลื่นล้มได้ การมีแสงสว่างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

4. อุปกรณ์ทำอาหาร

อย่างที่ได้บอกไปในสิ่งที่เตรียมตัวว่าต้องเตรียมในเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งการไปแคมป์ปิ้งจะขาดไปไม่ได้เลย เพราะการไปแคมป์เสน่ห์อย่างหนึ่งเลยคือการได้ไปทำอาหารและนั่งล้อมวงกินอาหารที่ทำด้วยกัน ซึ่งอุปกรณ์ในการทำอาหารมีอยู่อย่างมากมาย ได้แก่

  • เตาแก๊สแบบพกพา
  • ชุดหม้อและกระทะแบบพกพา
  • ถ่านไฟ
  • ไฟแช็ค
  • จาน ชาม ช้อน ส้อม
  • เครื่องปรุง

5. เสื้อผ้า

การแต่งกายให้เข้ากับการไปแคมป์ปิ้งควรจะเป็นการแต่งตัวที่ทำให้เรานั้นขยับร่างกายได้อย่างสะดวกและต้องการความสบายในทุกๆภาพอากาศ ซึ่งมีเทคนิคง่ายๆอย่างการสวมเสื้อผ้าเป็นชั้น หรือที่เรียกกันว่า “Layered Clothing” ซึ่งควรเลือกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ซึ่งมีชั้น ดังนี้

  • Base Layer เป็นชั้นที่อยู่ในที่สุด ติดแนบกับผิวหนังของเรา ซึ่งมีหน้าที่ในการระบายเหงื่อ ทำให้รู้สึกสบายตัวเวลาที่ต้องเดินเป็นเวลานานๆ หรือช่วงที่ทำกิจกรรมหนักๆจนเหงื่อออกเยอะ
  • Mid Layer หรือ Insulating Layer เป็นเสื้อชั้นที่สองถัดมาจาก Base Layer ที่มีหน้าที่ในการคงอุณหภูมิภายในร่างกาย ซึ่งจะเป็นเสื้อที่กักเก็บอุณหภูมิได้เป็นอย่างดี เพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย
  • Outer Layer หรือ Protective Layer เป็นเสื้อที่อยู่ชั้นนอกสุด ซึ่งเป็นชั้นที่ใช้ในการปกป้องเสื้อชั้นอื่นๆและป้องกันร่างกายจากสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างพายุฝน ลมแรงๆได้

การไปแคมป์ปิ้งก็เป็นอีกหนึ่งการท่องเที่ยวของไทยที่ได้รับความนิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ไทยนั้นมีภูเขาอยู่เป็นจำนวนมาก รวมไปถึงมีอุทยานต่างๆที่พร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวด้วยจุดแคมป์ปิ้ง ใครที่วางแผนว่า เอ๊ะ!! เรามีแผนที่จะไปตั้งแคมป์และพออ่านบทความนี้แล้ว ยังรู้สึกว่าของที่เตรียมไปยังไม่ครบเท่าที่ควร ลองมามองหาอุปกรณ์แคมป์ปิ้งต่างๆที่ Kaidee กันดูนะ

รวมรถยนต์ไฟฟ้า EV 2020 ตัวเลือกใหม่ของคนรักโลก

รวมรถยนต์ไฟฟ้า EV 2020 ตัวเลือกใหม่ของคนรักโลก

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ ที่จะมาแทนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างไรก็ตาม รถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้ถูกออกแบบและคิดค้นขึ้นมาได้อย่างสำเร็จ โดยในปัจจุบันมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีคนเริ่มซื้อและนำออกมาขับกันให้เห็นบนท้องถนนทั่วไปแล้ว เช่น ประเทศอเมริกา เป็นต้น อย่างแบรนด์ Tesla เป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจนกลายแบรนด์ยอดนิยมและมีชื่อเสียงมากในตอนนี้

ในไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว? 

ในประเทศไทยเองก็มีคนขับรถพลังงานไฟฟ้าอย่างแบรนด์ Tesla แม้เจ้าตัวจะยังไม่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีโชว์รูมที่นำเข้ามาขายจริงในไทยแล้ว จะเห็นได้ว่ามีคนให้ความสนใจซื้อและนำออกมาขับขี่ให้เห็นกันอยู่จำนวนหนึ่งเลยล่ะ 

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อื่นๆ ที่ทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เช่น Nissan และ MG เป็นต้น ซึ่งได้สอดคล้องกับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นของการไฟฟ้านครหลวงหรือจะเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดังก็มีสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแล้วเพื่อรองรับการใช้งานของรถประเภทนี้มากขึ้น 

มาดูกันว่า แบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์อะไรบ้าง ที่สามารถหาซื้อได้ในประเทศไทย มาดูกันเลย

1. Fomm One

เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กและมีคนนิยมซื้อมาขับขี่บนท้องถนนพอสมควรเลยล่ะ กับเจ้า Fomm One รถยนต์ไฟฟ้าขนาดจิ๋ว มีขนาดกะทัดรัด โดยที่ผสมผสานความน่ารักกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ชูจุดเด่นเรื่อง รถสามารถลอยน้ำได้ เหมาะกับการขับขี่ในเมืองเป็นอย่างมาก เห็นรถยนต์ขนาดเล็กกะทัดรัดแบบนี้สามารถนั่งได้ถึง 4 คนเลย 

โดยเจ้า Fomm One มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 160 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 664,000 บาท

2. MG ZS EV

MG ZS EV ถือว่าเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่เข้ามาทำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ทำให้ปลุกกระแสการใช้รถพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี มาด้วยรูปทรง SUV เพิ่มความพิเศษด้วยการใช้สีฟ้า “Copenhagen Blue” บ่งบอกว่าเป็นรถที่ใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรกับโลก ภายในตกแต่งด้วยโทนสีดำ พร้อมใส่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและความบันเทิงอย่างครบครัน 

โดยเจ้า MG ZS EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน ความจุ 44.5 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 337 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 1,190,000 บาท

3. Hyundai Ioniq Electric

เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตากันสักเท่าไร ซึ่งเจ้า Hyundai loniq Electric เป็นแบรนด์รถยนต์จากประเทศเกาหลีใต้ที่มากับดีไซน์เรียบหรูที่ผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ อีกทั้งกระจังหน้ารถยังมาในรูปแบบปิดทึบ ทำให้ดูโดดเด่นขึ้น นอกจากนี้ภายในรถยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างครบครัน 

โดยเจ้า Hyundai loniq Electric มาพร้อมกับกับมอเตอร์ไฟฟ้า ชนิดแม่เหล็กถาวร แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้ากับแบตเตอรี่แบบลิเธี่ยมไอออน 28 กิโลวัตต์ มีระบบ On Board Charger ขนาด 6.6 กิโลวัตต์ ควบคุมการทำงานด้วย Electric Power Control Unit (EPCU) สามารถวิ่งได้ 280 กิโลเมตรต่อการชาร์จ  1 ครั้ง         

ราคา 1,749,000 บาท 

4. Nissan Leaf 

ค่ายญี่ปุ่นอย่าง Nissan ที่นำ Nissan Leaf เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยเจ้า Nissan Leaf เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก ครองแชมป์ที่ 1 โดยในปี 2019 สามารถทำยอดขายได้ 400,000 คันทั่วโลก ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย โฉบเฉี่ยวตามแนวคิดการออกแบบของ Nissan และตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมเอกลักษณ์กับกระจังหน้า V-motion อีกทั้งยังโดเด่นด้วยไฟหน้าทรงบูมเมอแรง     พร้อมกับใส่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า เพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ 

โดยเจ้า Nissan Leaf มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า AC SYNCHRONOUS ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนความจุขนาด 40 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า สามารถวิ่งได้ 311 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 1,990,000 บาท

5. Kia Soul EV

อีกหนึ่งแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศเกาหลีใต้ นั่นคือ Kia Soul EV ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงรถที่มากับสไตล์ครอสโอเวอร์ทรงกล่อง มีทั้งหมด 5 ที่นั่ง ภายในสีดำพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าพร้อมความสะดวกสบายในการขับขี่ในเมือง 

โดยเจ้า Kia Soul EV มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet AC Synchronous 204 แรงม้า แบตเตอรี่ Lithium-ion Polymer Battery (LIPO) ขนาด 64 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 452 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 2,387,000 บาท (นำเข้า CBU)

6. Audi e-tron

แบรนด์รถยนต์ Luxurious อย่างแบรนด์ Audi ที่ได้ส่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเจ้า Audi e-tron เข้ามาให้ชาวไทยได้มาจับจองเป็นเจ้าของกันอย่างเป็นทางการ 

โดยตัวที่นำเข้ามาจะเป็น Audi e-tron 55 quattro รถทรง SUV สุดหรูกับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Audi กับกระจังหน้าขนาดใหญ่กับเส้นสายแนวนอนถี่ ๆ และแนวตั้ง 6 เส้น พร้อมโลโก้ Audi อีกทั้งยังมีภายในห้องโดยสารที่หรูหราและเทคโนโลยีสุดล้ำสมัย 

โดยเจ้า Audi e-tron มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้ง 2 ตำแหน่ง ด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งส่งกำลังไปยังล้อโดยตรง ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า และเพิ่มขึ้นเป็น 408 แรงม้า พร้อมความจุแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงสูงแบบลิเธี่ยมไอออน 95 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 417 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง 

ราคา 5,099,000 บาท

7. Jaguar i-PACE 

Jaguar แบรนด์รถยนต์หรูอีกหนึ่งแบรนด์ที่ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Jaguar i-PACE ออกมาให้สาวกได้ยลโฉมกัน ซึ่ง Jaguar i-PACE เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดที่ประเทศไทยเช่นกัน ตัวรถมาพร้อมกับดีไซน์คูเป้สุดหรูกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ด้วยฝากระโปรงที่ต่ำ ดูโฉบเฉี่ยว และมีกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ของ Jaguar โดยเฉพาะ อีกทั้งภายในยังตกแต่งสไตล์ห้องนักบิน แผงคอนโซลหน้าแบบลอยตัวและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบครัน 

โดยเจ้า Jaguar i-PACE มาพร้อมกับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว แรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้ากับแบตเตอรี่ลิเธี่ยมไอออน 90 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งได้ 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จ  1 ครั้ง

โดย Jaguar i-PACE จะมีด้วยกัน 3 รุ่นย่อยและราคา ดังนี้

I-Pace Electric AWD S ราคา 5,499,000 บาท

I-Pace Electric AWD SE ราคา 6,299,000 บาท

I-Pace Electric AWD HSE ราคา 6,999,000 บาท 

สรุปท้ายบทความ 

ในวันที่คนในประเทศไทยหันมาเปลี่ยนใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนรถยนต์น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นการเริ่มต้นที่ดีในการช่วยโลกไม่ให้ร้อนขึ้น เป็นหนึ่งก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นว่าทุก ๆ คนบนโลกใบนี้ให้ความสำคัญกับมลภาวะที่เกิดจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาและในตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์ทุกคนที่จะต้องช่วยกันรักษา เปลี่ยนแปลงจากการใช้พลังงานที่เป็นมลพิษกับโลกและเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดแทน จะเห็นได้จากปัจจุบันที่ผู้คนต่างเริ่มตระหนักแล้วและเชื่อว่า ผู้คนจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต มาช่วยกันรักษาโลกให้กลับมาเป็นโลกที่น่าอยู่และสมบูรณ์แบบกันเถอะ  

เป็นอย่างไรบ้างกับ 7 รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทาง Kaidee Auto มาแนะนำกันวันนี้ สนใจแบรนด์ไหนกันบ้าง ถ้าอยากเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้พลังงานสะอาด สามารถลองเข้ามาดูกันก่อนที่ Kaidee Auto หรือจะติดต่อที่ตัวแทนจำหน่ายของแบรนด์ได้เลย