Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
คนไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งในพุทธศาสนานั้นก็มีศีลธรรมและคำสั่งสอนที่ดีงาม และยังมีการไหว้พระบูชาที่เป็นอีกหนึ่งการกระทำอันดีที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ซึ่งนอกจากจะมีพระพุทธรูปแล้ว ยังมีพระเครื่องหรือพระพิมพ์องค์เล็กๆเช่นในปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างเช่ามาบูชาหรือสวมใส่เพื่อความสบายใจ
พระเครื่องคืออะไร?
พระเครื่องหรือพระพิมพ์ในสมัยก่อนที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมบารมีของผู้ใส่ ในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่เราต่างเช่ามาสวมใส่เพื่อปกป้องคุ้มครอง เป็นสิริมงคลและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ
พระเครื่องและความเชื่อ
คนไทยเราใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็เกิดความเชื่อที่เกี่ยวโยงกันขึ้น ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็กลายเป็นต้นกำเนิดของประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆที่สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน
ซึ่งหนึ่งในวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวโยงกับความเชื่อและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยนั่นคือพระเครื่องนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะมีผู้ที่ชื่นชอบ สะสม และศรัทธาในพระเครื่องเป็นอย่างมากที่มักจะถูกเรียกว่าเซียนพระ
แต่เดิมนั้นพระเครื่องจะเป็นที่นิยมกันในเฉพาะกลุ่มเซียนพระและผู้ที่มีความศรัทธากับพระบางองค์บางวัด และต่อมาพระเครื่องเริ่มเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไปมากขึ้น เมื่อมีวัดใดให้เลขดังจนมีคนถูกหวยหรือเมื่อมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่ได้สวมใส่พระเครื่องรุ่นต่างๆ จึงทำให้ผู้คนเริ่มเช่าพระเครื่องและนำมาสวมใส่เพื่อความเป็นสิริมงคลและปกป้องกันมากขึ้น และยังเป็นการช่วยให้วัดแต่ละที่ มีผู้คนเข้ามาสักการะบูชากันมากขึ้น
การเล่นพระ
เดิมทีที่พระเครื่องเป็นวัตถุมงคลและของคลังที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคน ทำให้ผู้คนบางกลุ่มเริ่มสะสมพระเครื่องกันมากขึ้น ซึ่งเริ่มแรกนั้นก็อาจสะสมเป็นความชื่นชอบ หรือเพื่อบูชาส่วนตัว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปาฏิหารย์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพระเครื่องทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น
เมื่อผู้คนต่างหันมาสนใจ ศรัทธาและเชื่อในความขลังหรือปาฏิหารย์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการครอบครองหรือสวมใส่พระเครื่อง ทำให้เกิดความต้องการที่มากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งหากพระเครื่ององค์นั้นมีการบอกต่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ปาฏิหารย์ที่เคยเกิดขึ้นกับผู้สวมใส่ ก็จะทำให้ราคาพระเครื่ององค์นั้นหรือรุ่นนั้นมีราคาที่สูงขึ้นไปอีก
ซึ่งพระเครื่องบางรุ่นนั้นเริ่มแรกอาจมีราคาเพียงหลักร้อยหรือหลักพัน แต่สุดท้ายก็ถูกความต้องการและความเชื่อต่างๆทำให้ราคาพระเครื่ององค์นั้นสูงขึ้นจนอาจถึงหลักล้านได้ และเป็นธรรมดาที่เมื่อวัตถุสิ่งของที่มีราคาหลักร้อย กลับสูงขึ้นเป็นหลักหมื่น แสนหรือล้าน ก็ย่อมมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายหรือเราอาจะเรียกว่าการ “เล่น” เกิดขึ้น
การเล่นพระเครื่องคล้ายกับการสะสมพระเครื่องหายากหรือการซื้อมา-ขายไปของคนที่มีอาชีพรับซื้อของโบราณหรือพระเครื่อง และเมื่อเวลาผ่านไป วงการและตลาดของพระเครื่องเริ่มกว้างมากขึ้น ทำให้เกิดศูนย์พระเครื่องขึ้นมากมายในแต่ละพื้นที่และจังหวัด
5 ศูนย์พระเครื่องสุดดังประจำประเทศไทย
ศูนย์พระเครื่องในปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายพื้นที่ในหลายจังหวัด ซึ่งส่วนมากเซียนพระและผู้ที่เล่นพระอย่างจริงจังมักจะวิ่งหาพระเครื่องทุกที่อยู่แล้ว ดังนั้นในบทความนี้เรายกเอา 5 ศูนย์พระเครื่องที่เป็นที่นิยมและเซียนพระต่างรู้จักมาแนะนำกัน
1.ศูนย์พระเครื่องบางกะปิ
ในเขตบางกะปิที่เป็นหนึ่งในโซนที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาก และมีสถานที่เช่นห้างสรรพสินค้ามากมาย รวมถึงยังเป็นหนึ่งแหล่งธุรกิจในกรุงเทพอีกด้วย ซึ่งหากพูดถึงศูนย์พระเครื่องในเขตนี้แล้วก็ต้องพูดถึงศูนย์พระเครื่องบางกะปิ
ศูนย์พระเครื่องบางกะปินี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาบางกะปิ เปิดและปิดตามเวลาห้าง ซึ่งในศูนย์พระเครื่องนี้มีร้านพระเครื่องมากมายหลายร้าน มีทั้งพระเครื่อง วัตถุมงคล และสิ่งของศักดิ์สิทธิ์มากมายให้เช่ากัน หากใครอยู่ละแวกเขตนี้ก็สามารถลองมาเดินชมกันได้
2.ศูนย์พระเครื่องเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า
ในละแวกปิ่นเกล้าที่อยู่ในฝั่งธนบุรีมีศูนย์พระเครื่องมากมาย หนึ่งในนั้นคือศูนย์พระเครื่องเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาปิ่นเกล้า ซึ่งจะรวบรวมร้านพระเครื่องหลากหลายร้านไว้อยู่บริเวณชั้น 6 ของห้าง ถือเป็นอีกแหล่งที่เซียนพระและผู้ที่สนใจด้านนี้มักมาเดินชมกัน
3.ศูนย์พระเครื่อง SC Plaza (สายใต้ใหม่)
ถัดจากปิ่นเกล้ามาที่เขตตลิ่งชัน มีศูนย์พระเครื่องเอสซี พลาซ่า (SC Plaza Amulet Center) ที่ตั้งอยู่ในสถานีขนส่งสายใต้ใหม่หรือ SC Plaza ชั้น 3 ซึ่งในวันจันทร์ อังคารและเสาร์จะมีตลาดนัดพระเครื่องที่มีหลากหลายร้านมาตั้งแผง เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่ตัวห้าง SC Plaza นั้นจะเปิดตลอด 24 ชัั่วโมง เพราะเป็นสถานีขนส่งที่มีรอบเดินรถตลอดทั้งวัน
4.ศูนย์พระเครื่อง อ.ต.ก.(จตุจักร)
ในบริเวณใกล้เคียงกับสวนจตุจักรนั้น มีตลาดพระเครื่องที่รวบรวมร้านและแผงลอยที่ตั้งอยู่ในตลาด อ.ต.ก. ซึ่งจะมาตั้งขายกันมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และยังถือเป็นแหล่งพบปะ พูดคุยของเซียนพระและผู้ที่สนใจด้านพระเครื่องอีกด้วย
5.ศูนย์พระเครื่องพันทิพย์งามวงศ์วาน
อีกหนึ่งศูนย์พระเครื่องที่มีขนาดใหญ่ และเป็นที่นิยมเป็นอันดับต้นๆในประเทศไทย นั่นคือ ศูนย์พระเครื่องพันทิพย์งามวงศ์วาน โดยตั้งอยู่ในศูนย์การค้าพันทิพย์ งามวงศ์วาน ชั้น 3 ซึ่งมีทั้งเป็นร้านค้าและเป็นแบบแผงลอยวางจำหน่ายพระเครื่องและ วัตถุมงคลมากมาย และในตัวศูนย์การค้ายังมีศูนย์อาหารและในชั้นอื่นๆยังมีจำหน่ายสินค้าทั่วไปมากมาย
สรุป
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ความเชื่อด้านวัตถุของคนไทยยังคงมีอยู่และมีมากขึ้นเรื่อยๆ และความหายากของพระเครื่องรุ่นเก่าก็ยิ่งหายากมากขึ้นเช่นกัน แต่ในปี 2020 ที่มีวิกฤตโควิด-19 ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก รวมถึงวงการตลาดพระเครื่องที่ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นเดียวกัน
ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ศูนย์พระเครื่องจะเริ่มกลับมาเปิดให้บริการเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังคงต้องระมัดระวังเรื่องการควบคุมโรค ดังนั้นนอกจากศูนย์พระเครื่องแล้ว ที่ Kaidee ของเรามีหมวดหมู่พระเครื่องให้ทุกท่านได้เข้าไปเลือกชมและปล่อยให้เช่าพระเครื่องได้อย่างสะดวก (แต่เน้นว่าต้องเป็นพระแท้เท่านั้นนะ) ลองเข้าไปดูกันเลย
Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน และด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้สมาร์ทโฟนถูกพัฒนาตามจนมีฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่สร้างความสะดวกให้กับผู้ใช้มากมาย
และตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้มีแบรนด์ที่กลายมาเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นหลากหลายแบรนด์นอกจาก Apple และ Samsung ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Oppo นั่นเอง
Oppo สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนน่าใช้
Oppo เริ่มก่อตั้งแบรนด์ที่ประเทศจีนตั้งแต่ปี 2001 และเริ่มเข้าสู่ตลาดมือถือในปี 2008 ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ตั้งมั่นว่าจะเป็นบริษัทที่ยั่งยืนและทำโลกให้ดีขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟน Oppo มีนวัตกรรมที่โดดเด่นมากมาย
จุดเด่นของสมาร์ทโฟน Oppo
Oppo เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนแบรนด์แรกที่มีกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 5 ล้านพิกเซล และ 16 ล้านพิกเซล รวมถึงนวัตกรรมโหมดเซลฟี่หน้าเนียนยอดฮิตที่สาวๆชื่นชอบ และเทคโนโลยีชาร์จเร็วสุดล้ำ Super Vooc ซึ่งนวัตกรรมสุดล้ำต่างๆนี้ถูกใส่มาในสมาร์ทโฟนของ Oppo และด้วยราคาที่จับต้องได้ ไม่ต้องกัดฟันซื้อ ทำให้สมาร์ทโฟน Oppo เป็นที่นิยมและมีส่วนแบ่งการตลาดด้านสมาร์ทโฟนสูงขึ้นเรื่อยๆ
10 อันดับรุ่น Oppo
กว่า 10 ปีที่ Oppo อยู่ในตลาดสมาร์ทโฟน ทำให้มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงรุ่นของสมาร์ทโฟนที่หลากหลายตามด้วยเช่นกัน เราจัด 10 อันดับรุ่นน่าใช้มาแนะนำ ตามนี้เลย
1.Oppo A92
เริ่มด้วยสมาร์ทโฟนตระกูล A Series กับ Oppo A92 ที่มีดีไซน์สุดทันสมัย พร้อมมี 3 สีให้เลือก ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา (ประมาณ 170 กรัม) หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ซึ่งตัวจอยังมีความละเอียดแบบ 1080p Neo-Display ถือว่าใหญ่จุใจดูหนังหรือซีรีส์ได้แบบฟินๆ
กล้องหลังของรุ่นนี้เป็นแบบ Quad Camera หรือกล้อง 4 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก กล้อง Ultra-Wide กล้อง Portrait และกล้อง Monochrome ซึ่งกล้องหลักจะมีความละเอียดที่ 48MP 8MP สำหรับกล้อง Ultra-Wide 2MPสำหรับกล้อง Portrait และ 2MP สำหรับกล้อง Monochrome
การถ่ายรูปยังมีโหมด Beauty ปรับหน้าเนียนสวย โหมด Portait สำหรับถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0 ส่วนการถ่ายวีดีโอยังสามารถถ่ายได้ในความละเอียดที่สูงถึงระดับ 4K 30fps และยังมีโหมดกันภาพสั่นอีกด้วย ดังนั้นเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอของรุ่นนี้ถือว่าทำได้ครบครันทีเดียว
Oppo A92 นี้มาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 655 แรม 8 GB และรอม 128 GB ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือดูหนังก็ทำได้แบบลื่นๆ และยิ่งมีแบตเตอรี่ 5,000 mAh ยิ่งทำให้ใช้งานได้ยาวๆ และหากแบตใกล้หมดละก็ยังมีระบบชาร์จไว 18w ทำให้ไม่ต้องรอชาร์จนานๆแล้ว
ดังนั้นรุ่นนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆในราคาหนึ่งหมื่นมีทอน แต่ได้สเปคแน่นประสิทธิภาพดี ใช้งานได้ยาวๆ
2.Oppo Find X2 Pro
สมาร์ทโฟนเรือธงของ Oppo ที่เคลมว่ามีหน้าจอที่ดีที่สุด ด้วยจอแบบ Amoled 6.7 นิ้ว ที่มีค่า Refresh Rate 120Hz ทำให้การแสดงภาพมีความสมูทมากขึ้น รวมถึงการเล่นเกมที่ต้องพึ่งความไวของการแสดงผลภาพก็จะเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญยังมีระบบ AI Adaptive Eye Protection ที่ปรับการแสดงผลในหน้าจอทั้งโทนสีและความสว่างให้ดูได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น
ด้านการรับชมความบันเทิง ตัวเครื่องยังมีลำโพงคู่บน-ล่างแบบ Stereo ในระบบ Dolby Atmos และยังมีระบบO1 Ultra Vision Engine ที่ช่วยประมวลผลให้ภาพในวีดีโอมีคุณภาพดีขึ้น ทำให้เต็มอิ่มกับการดูหนัง ฟังเพลงได้อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น
เรื่องกล้องก็ยังถือว่าโดดเด่นด้วยกล้องสามตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียด 48MP กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 48MP และกล้อง Periscope Telephoto 13MP ทำให้ได้ภาพหลากหลายระยะ นอกจากนี้ยังมี Ultra Night Mode 3.0 ที่ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น
Oppo Find X2 Pro มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 แบบ 4 Core มีแรม 12 GB และ รอม 512 GB เรียกได้ว่าสบายใจจากเรื่องเครื่องอืดเล่นเกมหน่วงได้เลย และตัวแบตเตอรี่ยังมีความจุ 4,260 mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 65W อีกด้วย ดังนั้นสรุปแล้วหากใครมีงบถึงอยากลงทุนกับสมาร์ทโฟน Oppo เราแนะนำรุ่นนี้เลย
3.Oppo Reno4 Z 5G
สมาร์ทโฟนระดับกลางที่รองรับ 5G พร้อมมี Refresh Rate 120Hz และยังมีกล้องหน้าคู่ ถือว่าสเปคจัดเต็มสไตล์ Oppo จริงๆ ซึ่งรุ่นนี้มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Dimensity 800 แบบ 4 Core แรม 8GB รอม 128GB แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh
กล้องหลัง 4 ตัว ที่ให้คุณถ่ายภาพได้หลากหลายมุม ทั้งมุมปกติ มุมกว้าง หรือจะถ่าย Portrait โดยกล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 48MP ส่วนกล้องหน้าคู่ก็มีความละเอียด 16MP ในกล้องหลักและ 2MP ในกล้องรอง การถ่ายวีดีโอยังมีโหมด Beauty ปรับหน้าสวย ถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ และยังปรับในสไตล์การถ่ายแบบภาพยนต์ได้ถึง 10 แบบ เมื่อถ่ายเสร็จยังสามารถตัดต่อในเครื่องได้อีกด้วย
แบตเตอรี่ 4,000 mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 18W พร้อมพอร์ทเชื่อมต่อแบบ USB-C และยังมีช่องเสียบหูฟังอีกด้วย ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สีคือ ขาว Dew White และดำ Ink Black ซึ่งสเปคนี้มาในราคาหมื่นต้นๆถือว่าคุ้มค่าต่อการใช้งานมาก
4.Oppo Reno4 Pro 5G
สมาร์ทโฟนตระกูล Reno Series รุ่นใหม่ที่โดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอ เริ่มด้วยดีไซน์ที่บางทำให้จับง่ายและผิวสัมผัสหลังเครื่องยังเป็นแบบ Reno Glow ที่ป้องกันการขีดข่วนและยังมีความสวยงามระยิบระยับเบาๆ พร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มี Refresh Rate 90Hz
จุดเด่นของรุ่นนี้คือเรื่องการถ่ายวีดีโอระดับมืออาชีพด้วยหนึ่งในกล้องสามตัวที่มีเซ็นเซอร์จาก Sony ความละเอียด 12MP และ Ultra Night Wide-angle Video ที่ทำให้ได้วีดีโอที่คมชัดในทุกสภาวะแสง Live HDR ที่ปรับแสงให้แม่นยำมากขึ้นเมื่อแสงน้อย ที่สำคัญคือมีโหมด Ultra Steady Video 3.0 ในกล้องหลัง และ Ultra Steady ในกล้องหน้า ทำให้ภาพวีดีโอของคุณนิ่งและสมูทมากขึ้น และยังสามารถใส่ฟิลเตอร์เวลาถ่ายวีดีโอ และตัดต่อผ่านแอป Soloop ได้อีกด้วย
Oppo Reno4 Pro 5G มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G ที่รองรับสัญญาณ 5G ความเร็วสูง ตัวเครื่องมีแบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 ดังนั้นหากใครสายวิดีโอ ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์
5.Oppo Find X2
หากใครที่อยากประหยัดเงินจากรุ่น X2 Pro แต่อยากได้สเปคที่อัดแน่นอยู่ละก็ รุ่น X2 ที่ออกมาคู่กันนี้ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะมากสำหรับคุณ ด้วยความที่เป็นรุ่นเดียวกันแต่ต่างกันที่ความ Pro เราจะพูดถึงเฉพาะสิ่งที่แตกต่างจากรุ่น X2 Pro ให้คุณได้เห็นภาพชัดเจน
สิ่งที่แตกต่างกันอย่างแรกคือกล้องหลังสามตัวที่มีเซ็นเซอร์ต่างกัน โดยกล้องหลักของรุ่น X2 จะเป็น Sony IMX586 ส่วนรุ่น Pro จะเป็น Sony IMX689 กล้อง Ultra Wide ของรุ่น X2 จะเป็นเซ็นเซอร์ Sony IMX 708 ส่วนรุ่น Pro จะเป็น Sony IMX586 ส่วนกล้องตัวสุดท้ายของ X2 จะเป็นกล้อง Telephoto ปกติ แต่รุ่น Pro จะเป็นแบบ Periscope
ต่อมาคือเรื่องของมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นที่รุ่น X2 จะอยู่ในมาตรฐาน IP54 ส่วนรุ่น Pro จะอยู่ที่มาตรฐาน IP68 โดย IP54 นั้นจะสามารถกันน้ำแบบละอองและฝุ่นได้บ้าง แต่ไม่สามารถกันน้ำเข้าแบบเอาโทรศัพท์จุ่มน้ำได้ และต่อมาคือแบตเตอรี่ที่น้อยกว่ารุ่น Pro เพียง 60 mAh ซึ่งอาจไม่มีความแตกต่างมากนัก
ความต่างที่เด่นๆสุดท้ายคือความจุในรุ่น X2 มีให้ 256GB ส่วนรุ่น Pro มีให้ถึง 512GB ดังนั้นหากใครต้องการความจุที่มากขึ้นก็แนะนำรุ่น Pro แต่หากไม่ได้ซีเรียสเรื่องกล้อง การกันน้ำกันฝุ่น ก็สามารถเลือกรุ่น X2 ได้เลย แถมยังประหยัดได้อีกหลายพันด้วย
6.Oppo Reno4
สมาร์ทโฟนจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core และแบตเตอรี่ 4,015 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 30W
จุดเด่นอย่างแรกของรุ่นนี้คือ AI Enhanced Smart Sensor ที่มี Smart AirControl ทำให้สามารถสไลด์หน้าจอหรือรับโทรศัพท์ด้วยการปัดมือแบบไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ และ Smart Spying Prevention ที่สามารถปิดข้อข้อความแจ้งเตือนอัตโนมัติ เมื่อมีสายตาผู้อื่นจ้องมองมาที่จอ
ความอัจฉริยะของ AI ใน Reno4 นี้ยังเพิ่มความสามารถให้กับกล้อง ด้วย AI Color Portrait ทำให้ได้ภาพถ่ายบุคคลที่มีพื้นหลังเป็นขาวดำ และตัวบุคคลในภาพมีสีสันที่โดดเด่นชัดเจน และ 960fps AI Slow-motion ที่ทำให้ถ่ายวีดีโอแบบ Slowmotion ได้อีกด้วย
ด้วยความอัจฉริยะที่ AI มี ทำให้ Reno4 นี้เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจในราคาหมื่นต้นๆ ที่มาพร้อมสเปคที่ใช้งานก็ได้ เล่นเกมก็ดี
7.Oppo Reno3 Pro
สมาร์ทโฟนจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้วที่สามารถแสดงผลแบบ HDR 10+ ได้ และมาพร้อมหน่วยประมวลผล Mediatek Helio P95 แบบ 4 Core แรม 8GB รอม 128GB หรือ 256GB และยังใส่ MicroSD Card เพิ่มได้สูงสุด 256GB ถือว่านำมาใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะเล่นเกมหรือดูหนังได้สบายๆ
เช่นเดียวกับรุ่นที่กล่าวมาด้านบน เรื่องกล้องนั้น Oppo จัดเต็มให้ทุกรุ่นจริงๆ กล้องหลัง 4 ตัวที่เก็บได้ทั้งมุมกว้างหรือถ่ายแบบ Portrait และยังมีโหมดการถ่ายเวลากลางคืน หรือโหมด Pro ที่สามารถปรับตั้งค่าการถ่ายรูปต่างๆได้ ส่วนกล้องหน้านั้นมาเป็นกล้องคู่ที่กล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 44MP ชัดสุดๆ แต่ไม่ต้องกลัวเพราะยังมีโหมดบิวตี้ปรับหน้าสวยได้อีกด้วย
ในรุ่นนี้ให้แบตเตอรี่มาที่ความจุ 4,025 mAh ใช้งานได้ยาวนาน และที่สำคัญยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm และมีพอร์ทชาร์จแบบ USB-C ที่รองรับชาร์จเร็ว 30W ซึ่งโดยรวมแล้วถือเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่แม้จะไม่ได้เป็นเรือธงของ Oppo แต่ก็มีความแรงและประสิทธิภาพดีคุ้มราคาจริงๆ
8.Oppo A53
สมาร์ทโฟนแบตอึดที่มาในราคาที่คุ้มสุดคุ้ม ด้วยหน้าจอ 6.5 นิ้ว Refresh Rate 90 Hz และมีหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 460 แบบ 4 Core
จุดเด่นที่สำคัญของรุ่นนี้คือแบตเตอรี่ที่ให้ความจุมาถึง 5,000 mAh แล้วยังสามารถชาร์จเร็วได้แบบ 18W ซึ่งเมื่อใช้งานจนแบตเตอรี่ใกล้หมด ตัวเครื่องยังมีระบบ Super Power Saving Mode ที่ช่วยประหยัดพลังงานสุดๆ เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งานให้ยาวนานขึ้น
อีกจุดหนึ่งที่โดดเด่นคือลำโพง Stereo คู่ที่ให้เสียงที่มีมิติมากยิ่งขึ้น รวมถึงกล้องหลังสามตัวที่ทำให้ได้ภาพมุมปกติ แบบ Macro และแบบ Portrait ซึ่งสเปคและฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ใน Oppo A53 ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ในราคาครึ่งหมื่น ใครที่งบจำกัดแต่ต้องการสเปคดีๆแนะนำรุ่นนี้เลย
9.Oppo A12
อีกหนึ่งรุ่นในตระกูล A Series น้องเล็กสเปคคุ้ม ด้วยตัวเครื่องที่เบา บาง และมีหน้าจอแบบ Waterdrop Display ขนาด 6.22 นิ้วที่มี Bluelight Shield ช่วยปกป้องสายตาคุณจากแสงสีฟ้าและอาการเมื่อยล้า แถมยังสามารถปลดล็อคเครื่องผ่านการสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าได้อีกด้วย
เรื่องการใช้งานถือว่าใช้งานได้ปกติ ด้วยหน่วยประมวลแบบ Mediatek Helio P35 แบบ 4 Core ที่ทำความเร็วได้สูงถึง 2.3GHz ส่วนแรมจะมีทั้ง 3 และ 4GB รอมก็จะมี 32 และ 64GB เช่นกัน สามารถเพิ่มหน่วยความจำผ่าน Micro SD Card ได้สูงสุด 256GB ดังนั้นจะเล่นเกมหรือดูหนังฟังเพลงก็ใช้งานได้ดี
ส่วนกล้องนั้นมาเป็นกล้องคู่ที่มีความละเอียด 13MP และ 2MP กล้องหน้าความละเอียด 5MP ที่สามารถถ่ายแบบ HDR ได้ ซึ่งโดยรวมสำหรับรุ่นนี้นั้น ในราคา 5 พันมีทอน ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่คุ้มค่าและใช้งานได้ดี
10.Oppo Reno 10x Zoom
สมาร์ทโฟนหน้าจอ 6.6 นิ้วแบบเต็มจอไร้รอยบาก ที่แม้จะออกมาเมื่อปี 2019 แต่สเปคยังแรงและใช้งานได้ดีอยู่ โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมาย
เริ่มที่กล้องสามตัวที่มีทั้งเลนส์ Tele และ Wide Angle โดยในกล้องหลักจะใช้กล้องแบบ Ultra Clear Sony IMX 586 ความละเอียด 48MP ทำให้ได้ภาพที่คมชัด ซึ่งในกล้องหลังจะมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบคู่ (Dual OIS) และยังมีความยาวโฟกัส 16-160 มม. ทำให้ได้ภาพหลายระยะ และสามารถซูมใกล้ได้ถึง 10 เท่า
ส่วนกล้องหน้าจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เมื่อเปิดกล้อง ส่วนของกล้องหน้าจะยื่นออกมาบริเวณด้านบนเครื่อง และนอกจากกล้องแล้วหน่วยประมวลผลของรุ่นนี้ที่เป็น Qualcomm Snapdragon 855 แบบ 4 Core และยังมีแรม 6GB รอม 128GB ทำให้หายห่วงเรื่องเครื่องอืด เล่นเกมกระตุกได้เลย
แบตเตอรี่ในรุ่นนี้มีความจุ 4,065 mAh ยังรองรับระบบชาร์จเร็วแบบ VOOC 3.0 เล่นไปชาร์จไปได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นสรุปแแล้วในรุ่นนี้ถึงแม้ว่าจะออกมาได้สักระยะ แต่สเปคโดยรวมยังถือเป็นอีกรุ่นที่น่าใช้เช่นเดียวกัน
สรุป
ทั้ง 10 รุ่นที่ยกมาจัดอันดับนี้ มีทั้งรุ่นล่าสุดและรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่ฟีเจอร์และการใช้งานยังถือว่าใช้ได้ดี แต่การเลือกรุ่นที่เหมาะกับเรานั้นก็ต้องดูจุดประสงค์การใช้งาน เพราะบางรุ่นก็เด่นที่กล้องและบางรุ่นก็เด่นที่ความเร็วของหน่วยประมวลผล ดังนั้นถามตัวเองให้ได้แล้วจึงไปลองเล่นที่ศูนย์บริการก่อนซื้อก็ได้
และหากใครมองหาสมาร์ทโฟน Oppo มือสองอยู่ล่ะก็ เราแนะนำที่ Kaidee ที่มีหมวดมือถือโดยเฉพาะที่ช่วยให้การเลือกชมสินค้าของคุณสะดวกมากยิ่งขึ้น ลองเข้าไปดูกันเลย
Nov 24, 2020 | บทความยานยนต์
บทความที่นักบิดทั้งหลายควรรู้ ไม่ว่าจะขับระยะใกล้และไกลก็ตาม ในปัจจุบันสิ่งที่ทุกคนเรียกว่า ‘มอเตอร์ไซค์’ มีตั้งแต่ สกู๊ตเตอร์จนถึงมอเตอร์ไซค์ขนาดใหญ่ Big Bike ต่างมีพัฒนาการขึ้นมาจากอดีต ทั้งดีไซน์ที่ทันสมัยขึ้น เทคโนโลยีที่ใส่มาให้ มีความปลอดภัยที่มากขึ้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ยังมีข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุของมอเตอร์ไซค์เยอะมาก ไม่ว่าทางแบรนด์จะใส่เทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุมาเยอะขนาดไหน แต่ถ้าผู้ขับขี่มีความประมาท ไม่มีมีอุปกรณ์ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย ก็อาจจะทำให้เกิดความสูญเสียได้ วันนี้จึงขอนำเสนออุปกรณ์ที่นักบิดทั้งหลายควรมี ก่อนที่จะบิดไปข้างนอก เพื่อช่วยเรื่องของการบาดเจ็บของร่างกายเวลาเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา ก็จะมีอุปกรณ์เหล่านี้ ช่วยรองรับร่างกายของคุณได้ มาดูกันเลยว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง
1. หมวกกันน็อก
ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผู้ขับขี่ที่ต้องมีใส่ตลอดเวลาไม่ว่าจะขับไปที่ไหนก็ตาม เพราะว่าศีรษะของเราเป็นสิ่งที่บอบบาง หากเกิดอุบัติขึ้นมา จะสามารถป้องกันศีรษะกระแทกได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้น ควรขับขี่อย่างระมัดระวังและไม่ประมาทจะดีที่สุดนะครับ
2. ถุงมือ
ถุงมือขับรถก็เป็นหนึ่งสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา มือเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสถึงพื้นก่อน ฉะนั้นเพื่อป้องกันมือในการกระแทกแบบตรง ๆ แรง ๆ ควรที่จะมีถุงมือสัก 1 คู่ไว้ใส่ตอนขับด้วยนะ เพราะถุงมือจะช่วยป้องกันการสัมผัสพื้นโดยตรงของมือ ช่วยทำให้ไม่บาดเจ็บเยอะนั่นเองครับ
3. ชุดสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์
นอกจากหมวกกันน็อกและถุงมือแล้ว เสื้อแจ็คเก็ตและกางเกงก็เป็นส่วนสำคัญที่คอยปกป้องร่างกายของเราเวลาเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น เนื่องจากเสื้อและกางเกง จะมีเกราะอ่อน ๆ ที่หลัง ไหล่ ข้อศอกและเข่า เพื่อป้องกันและรองรับการกระแทกของส่วนสำคัญของร่างกายของเรานั่นเอง
4. รองเท้า
เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญสำหรับนักบิดที่ชอบขับรถออกทริปทางไกลโดยมอเตอร์ไซค์ เพราะถ้าเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้น รองเท้าเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยเซฟข้อเท้าและกระดูกตั้งแต่เท้าขึ้นมาได้ดีเลยล่ะครับ
5. สนับเข่า ศอก
สำหรับข้อสุดท้ายสิ่งสำคัญอีกหนึ่งสิ่งสำหรับคนที่ชอบขับรถออกทริปทางไกลโดยมอเตอร์ไซค์ที่ควรใส่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น โดยสนับเข่าและศอกนั้นจะทำหน้าที่เสริมช่วยชุดที่มีเกราะอ่อน ๆ อยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการป้องกันข้อเข่าและข้อศอกไม่ให้บาดเจ็บเยอะ
สำหรับนักบิดทั้งหลายผู้ชื่นชอบการขับขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ว่าจะระยะใกล้หรือระยะไกล ก็ควรที่จะขับขี่อย่างไม่ประมาท ถึงแม้ว่ารถจะมีเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยและมีอุปกรณ์ป้องกันที่ครบถ้วน แต่ถ้าประมาทก็อาจจะทำให้เกิดเหตุการที่ไม่คาดคิดได้ เพราะฉะนั้น ควรที่จะขับขี่อย่างไม่ประมาทและถึงที่หมายอย่างปลอดภัยกันนะครับ
สำหรับใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องการป้องกันร่างกายของการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ ที่ Kaidee เรามีขายเช่นกันนะครับ ลองมาดูกันได้เลย
Nov 24, 2020 | บทความยานยนต์
ภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน นอกจากจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย เป็นภัยต่อสัตว์และพันธุ์พืชต่าง ๆ แล้วยังคงมีผลต่อมนุษย์ที่ต้องรับผลกระทบจากน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น จึงเป็นที่มาสำหรับหลากหลายโครงการที่จัดทำมาเพื่อลดภาวะโลกร้อน
จึงเป็นที่มาของแนวคิดลดมลภาวะของรถยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นเรื่องลดการเผาไหม้ของน้ำมันที่ผลิตก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) และ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมา (CO2) เปลี่ยนเป็นการใช้ไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานหลัก ในการขับเคลื่อนรถยนต์แทน
คำนิยามของ “รถยนต์ไฟฟ้า”
รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV (Electrical Vehicle) หมายถึง รถยนต์ที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ปราศจากการใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันเพื่อการสร้างพลังงาน เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าใช้เพียง ระบบไฟฟ้า แต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ปราศจากมลพิษที่เกิดจากเผาไหม้น้ำมันไปโดยปริยาย
โดยการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะใช้การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ หลักการเดียวกับ การชาร์จแบตมือถือในชีวิตประจำวัน
7 รุ่นน่าใช้ของรถยนต์ไฟฟ้าปี 2020
พอทราบกันถึงนิยามว่า รถยนต์ไฟฟ้า คืออะไรและเป็นอย่างไรกันไปพอสังเขปแล้ว สำหรับปี 2020 นี้ รถยนต์ไฟฟ้าจัดเป็นเทรนด์กระแสหลัก ที่กำลังมาและโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้ค่ายผลิตรถยนต์หลายค่ายเริ่มหันมาจับกระแสด้านนี้
แม้เมืองไทยยังไม่แพร่หลายนัก ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายค่ายรถ ได้เริ่มนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาหลายเจ้ากันเลยทีเดียว รุ่นที่น่าใช้และน่าสนใจมีดังต่อไปนี้
Credit : MG THAILAND
1.MG ZS EV
แบรนด์น้องใหม่เกือบที่สุดของไทยอย่าง MG เรียกได้ว่านอกจากโมเดลอื่นของแบรนด์นี้จะดังเป็นพลุแตกแล้ว ตัว EV ก็จัดเป็นอันดับ 1 ของยอดขายรถ EV ของประเทศไทยในช่วงครึ่งปี 2020 เลยทีเดียว ซึ่งอันดับดังกล่าวจัดโดยเว็บ headlightmag นับได้ว่าตั้งแต่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปัจจุบัน กระแสก็ไม่ลดน้อยลงไปเลย จัดเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าแบบ SUV ที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก
ขนาดเครื่องยนต์ : 110 กิโลวัตต์ หรือ เทียบเท่า 150 แรงม้า
แรงบิด : 350 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.2 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ : 44.5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด : 337 กิโลเมตร
ประเภทหัวชาร์จ : CCS Type 2
จุดเด่น : จุดเด่นของรถคันนี้อยู่ที่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวก อย่าง ระบบ i-SMART ที่สามารถเชื่อมต่อบลูทูธกับโทรศัพท์มือถือ เช็กรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์ และระบบการสั่งการด้วยเสียงเป็นภาษาไทยที่จัดมาให้แบบครบครัน
ราคา 1,190,000 บาท
Credit : NISSAN THAILAND
2.Nissan LEAF
แบรนด์สัญชาติญี่ปุ่น เป็นเจ้าแรกที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV อย่างเป็นทางการในปี 2018 ด้วยยอดขายอันดับ 1 ทั่วโลก และอันดับ 2 ในไทย ทำให้ Nissan Leaf แฮทช์แบ็ก 5 ประตู มีความโดดเด่นทั้งเรื่องของความไว้วางใจ และน่าใช้ไม่รองไปกว่าใคร นอกจากนี้ยังได้ผ่านมาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษจากยุโรป European Driving Cycle (NEDC)
ขนาดเครื่องยนต์ : 110 กิโลวัตต์ หรือ เทียบเท่า 150 แรงม้า
แรงบิด : 320 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.9 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ : 40 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด : 311 กิโลเมตร
ประเภทหัวชาร์จ : Type 1, CHAdeMo และแถม MODE 3 Cable
จุดเด่น : Nissan Leaf จะเน้นในเรื่องของ e-pedal ที่สามารถใช้คันเร่งและเบรกภายในแป้นเหยียบอันเดียวกัน ทำให้การเร่งแซงมีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น รวมถึงเรื่อง zero emission ที่ทำให้รถคันนี้มีการปล่อยมลพิษออกมาเป็น 0% ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงเกี่ยวกับระบบความปลอดภัย
ราคา 1,990,000 บาท
Credit : Tesla
3. Tesla Model 3 รุ่น Long Range RWD
แม้ Tesla จะยังไม่ได้นำเข้าอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่ไม่พูดถึงก็ไม่ได้ เพราะเป็นหนึ่งในรุ่นที่คนไทยนิยมใช้เป็นอย่างมาก หากพูดว่า Nissan Leaf เป็นเจ้าแรกที่เปิดตัวเป็นทางการ Tesla ก็คือแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์แรกที่ถูกนำเข้ามาในไทย ด้วยความหรูหราและดีไซน์อันเฉียบคมทำให้รถคันนี้ มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์และเป็นที่สุดในเรื่องของเทคโนโลยี
ขนาดเครื่องยนต์ : 450 แรงม้า
แรงบิด : 472 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 4.4 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ : 70 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด : 500 กิโลเมตร
ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)
จุดเด่น : ระบบเครื่องยนต์แบบ Dual Motor หรือการใช้มอเตอร์สองตัวแยกหน้าและหลัง ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น Tesla Model 3 จัดเป็นตัวที่สามารถซิ่งได้แรงเป็นอย่างมาก แถมการชาร์จเพียงครั้งเดียวยังไปได้ไกลถึงประมาณ 500 กิโลเมตรเลยทีเดียว
แต่ระบบที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือการใช้คีย์การ์ดในการปลดล็อกรถยนต์ ไม่ต้องใช้กุญแจรถอีกต่อไป ดีไซน์ภายในโดยเฉพาะหน้าจอทัชสกรีนที่มีขนาดใหญ่ 15 นิ้ว ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับการสั่งการทุกอย่างผ่านหน้าจอ ปราศจากปุ่มต่าง ๆ บริเวณคอนโซลหน้ารถที่เคยมีอีกต่อไป
ราคา 1,570,000 บาท
Credit : Hyundai THAILAND
4. Hyundai KONA Electric
รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติเกาหลี ที่มาพร้อมกับรูปทรง SUV พร้อมดีไซน์ใหม่สุดล้ำ ทั้งกระจังหน้าแบบทึบที่ช่วยเรื่องอากาศพลศาสตร์ ที่จะทำให้รถยนต์มีการต้านแรงลมได้ดีขึ้น ทั้งลายเส้นที่ถูกออกแบบมาอย่างโฉบเฉี่ยวดูล้ำมากยิ่งขึ้น เหมาะสมกับดีไซน์ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก
ขนาดเครื่องยนต์ : 136 แรงม้า
แรงบิด : 395 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.7 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ : 39.2 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด : 345 กิโลเมตร
ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)
จุดเด่น : ยอดขายอันดับ 3 ในประเทศไทยอย่าง KONA ที่พกพาดีไซน์สุดล้ำสไตล์ SUV มาทำให้หลายคนหลงรักรถคันนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น นอกจากเรื่องของดีไซน์แล้ว ยังมีเรื่องของระบบเบรกที่ถูกปรับให้เหมาะสมเพื่อนำพลังงานไฟฟ้ากลับมาใช้ใหม่ได้ อย่างระบบ Regenerative Breaking System ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้จากพวงมาลัย
ราคา 1,849,000 บาท
Credit : KIA THAILAND
5. KIA Soul EV
รถยนต์นำเข้าสไตล์เกาหลีที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ถึงแม้ยังไม่มีการเปิดตัวในไทย แต่บริษัทเอกชนหลายเจ้าก็ได้นำเข้ามาจำหน่ายบ้างแล้ว รูปทรง SUV ประตูที่ออกแบบด้วยดีไซน์สุดน่ารัก เหมาะกับการเดินทางท่องเที่ยวกับเพื่อนและครอบครัวเป็นอย่างมาก
ขนาดเครื่องยนต์ : 204 แรงม้า
แรงบิด : 395 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. : 7.6 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ : 64 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด : 450 กิโลเมตร
ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin) / CCS Type 2
จุดเด่น : ดีไซน์ที่แปลกตาโดดเด่นไม่เหมือนใคร ที่มาพร้อมสีอันสดใสให้เลือกถึง 5 สี ไม่คงโทนเรียบเหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ถือเป็นหนึ่งในจุดขายที่น่าสนใจสำหรับ Soul EV ทาง Kia เองก็ได้พัฒนารถรุ่นนี้จนกลายเป็นไฟฟ้า 100% ได้สำเร็จ พร้อมด้วยฟังก์ชันมากมาย โดยยังคงเน้นเอกลักษณ์แห่ง Soul อยู่
ราคา 2,387,000 บาท
Credit : Audi MediaCenter
6. Audi E-tron
จัดว่าเป็นหนึ่งใน Luxury Brand ที่เริ่มหันมาจับตลาดด้าน EV อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มต้นจากตัว SUV ที่ยังไม่ตลาดไม่มากนักในด้าน EV มาเป็นตัวเปิด ทำให้กระแสจากหลายด้านเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากอัตราความเร็วที่มากแล้ว ยังสามารถพุ่งไปไกลได้ถึง 400 กว่ากิโลอีกด้วย นับว่าเป็นหนี่งใน EV ที่คุ้มค่าแก่การใช้อย่างมาก
ขนาดเครื่องยนต์ : 360 แรงม้า
แรงบิด : 561 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 5.7 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ : 95 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด : 411 กิโลเมตร
ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin)
จุดเด่น : สีรถสวยที่ช่วยขับเน้น ให้รถดูเรียบหรูและมีสไตล์มากขึ้น คือหนึ่งในจุดเด่นของรถ EV คันนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ความเร็วและความแรงของรถ ยังไม่เป็นรองใคร เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการทำความเร็ว และต้องการสไตล์รถครอบครัว
แถมด้วยกระจกข้างที่ทำหน้าที่คล้ายกล้องวงจรปิด ที่สามารถแสดงผลบริเวณคอนโซลด้านข้าง เพื่อเอื้อให้ผู้ขับสามารถมองเห็นได้ง่ายขึ้น สามารถสัมผัสประสบการณ์ขับขี่แบบใหม่ เหนือชั้นกว่าใครเพียงแค่คุณเริ่มเหยียบคันเร่งเท่านั้น
ราคา 5,099,000 บาท
Credit : MINI-TH
7.MINI Cooper SE
สำหรับแบรนด์ Mini ก็ได้เปิดตัว MINI Cooper SE ตัวใหม่ ที่เป็นรถไฟฟ้า 100% เรียกได้ว่าเป็นกระแส Zero Emission ที่กำลังมาในช่วงปี 2020 จริง ๆ แน่นอนว่าตัวนี้ ทางประเทศไทยก็ได้นำเข้ามาทำตลาดเช่นเดียวกัน กระแสตอบรับดีมากจนสามารถขายหมดตั้งแต่เปิดจองเลยทีเดียว
ขนาดเครื่องยนต์ : 184 แรงม้า
แรงบิด : 270 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 7.3 วินาที
ความจุแบตเตอรี่ : 32.6 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ระยะทางวิ่งสูงสุด : 270 กิโลเมตร
ประเภทหัวชาร์จ : Type 2 (7-pin) / CCS Type 2
จุดเด่น : ตัวแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของรถอยู่ต่ำลง นั้นหมายความว่า MINI คันนี้สามารถยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น เข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ทำให้ผู้ขับสามารถรู้สึกสนุกและท้าทายในการขับมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังรองรับการชาร์จทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น AC (ไฟฟ้ากระแสสลับ) หรือ DC (ไฟฟ้ากระแสตรง)
ด้านดีไซน์ก็ยังคงเอกลักษณ์ของ MINI Cooper ไว้อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะลายเส้นคาดสีเหลืองบริเวณกระจังหน้าและสัญลักษณ์ตัว E ที่แสดงถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ที่น่าสนใจคือ เสียงสตาร์ทรถ ที่มีความล้ำและให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ในโลกอนาคต
ราคา 2,290,000 บาท
วิธีการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า
หลักการทำงานของรถไฟฟ้านั้นไม่ยาก เพราะเมื่อนำเครื่องยนต์สันดาปภายในออกไป ระบบการส่งพลังงานจากน้ำมันก็เปลี่ยนไปเหลือเพียงแค่ แบตเตอรี่ (Battery) อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) และมอเตอร์ไฟฟ้า (Motor) เท่านั้น
เริ่มต้นที่ตัวแบตเตอรี่จะรับกระแสไฟฟ้ามาจากการชาร์จ เมื่อทำการสตาร์ทรถ ตัวแบตเตอรี่จะส่งต่อไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า โดยจะเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เป็นกระแสสลับ (AC) แล้วจึงส่งต่อไปยังตัวมอเตอร์ไฟฟ้า
มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่เป็นจุดแจกจ่ายพลังงาน ไปยังล้อเพื่อขับเคลื่อนต่อไป ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าเพื่อการขับเคลื่อนจะไม่มีมลพิษปล่อยออกมา เนื่องจากไม่เกิดเผาไหม้เช่นเครื่องยนต์สันดาปภายในนั่นเอง
ทำไมเราถึงควรหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า
1. ประหยัดค่าใช้จ่าย
หนึ่งในปัจจัยหลักที่คุณควรเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพราะนอกจากจะประหยัดด้านค่าบำรุงรักษารถยนต์แล้วยังไม่ต้องคอยพบเจอปัญหา ที่เกิดจากเครื่องยนต์ให้น่าหงุดหงิดใจ ทั้งยังไม่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ อีกด้วย
ค่าน้ำมันเองก็เช่นเดียวกัน อย่างที่ทราบกันเรื่องสัมปทานในการขุดเจาะน้ำมันแต่ละปีนั้น ทำให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเจอพิษเศรษฐกิจเข้าไป แต่ราคาน้ำมันไม่ได้ลดน้อยลงเลย ทว่าเมื่อเปลี่ยนมาเป็นค่าไฟฟ้าแทนแล้ว การชาร์จครั้งหนึ่งอาจอยู่ที่เพียง 300 กว่าบาทเท่านั้น ประหยัดไปครึ่งต่อครึ่งแบบเห็นได้ชัด
2. ลดมลพิษ
Zero Emission คือจุดมุ่งหมายสูงสุดที่ รถ EV ถูกผลิตออกมา กล่าวคือการลดเลิกใช้น้ำมัน และใช้ไฟฟ้า 100% แทนเพื่อลดการเผาไหม้ที่ผลิตก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมา เพราะก๊าซข้างต้นจะเพิ่มภาระให้โลก และส่งผลให้อุณหภูมิสูงเร็วขึ้น
โดยเฉพาะสถานการณ์รถติดอย่างประเทศไทย การที่ติดอยู่บนท้องถนนมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ก่อให้เกิดการปล่อยควันไอเสียที่สร้างมลภาวะต่อโลกอย่างมากมาย ดังนั้นการใช้ไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลเสียต่อโลกย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าอย่างแน่นอน
3. ความเงียบ
เมื่อปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายใน เหลือเพียงมอเตอร์ไฟฟ้า แน่นอนว่าภายในห้องโดยสาร จะได้รับความเงียบสงบอย่างที่ไม่เคยได้มาก่อน โดยที่ผู้ขับสามารถรับรู้ความแตกต่างระหว่างรถยนต์ทั่วไปกับรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน
4. ลดการเสียเวลา
การเสียเวลาในที่นี้ หมายถึง การต้องออกไปเติมน้ำมัน หรือ การต้องต่อคิวเพื่อเติมน้ำมันวันละสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ แค่การจราจรที่น่าปวดหัวอยู่แล้ว ยังต้องกังวลเรื่องน้ำมันอีก แต่กับรถยนต์ไฟฟ้าปัญหานี้ จะลดน้อยลงไปเลย เพราะรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันสามารถชาร์จไฟได้จากที่บ้านโดยตรง
แม้การชาร์จไฟบ้านจากเต้าเสียบโดยตรง อาจใช้เวลาชาร์จนานถึง 12-16 ชั่วโมง แต่ทางศูนย์บริการของรถจะแนะนำให้คุณติดตั้งแท่นชาร์จที่บ้าน ซึ่งจะทำให้รถของคุณชาร์จแบตเตอรี่เร็วขึ้นเหลือเพียง 4-7 ชั่วโมงเท่านั้น
วิธีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
1. ชาร์จไฟแบบธรรมดา (Normal Charger)
การชาร์จแบบนี้จะเป็นการชาร์จโดยเสียบปลั๊กเข้ากับตัวบ้านโดยตรง โดยกระแสไฟที่รับมาจะเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็น ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) เก็บไว้ภายในแบตเตอรี่ ซึ่งการชาร์จประเภทนี้จะกินเวลามากถึง 12-16 ชั่วโมงเลยทีเดียว
2. แท่นชาร์จ (Charger Wall Box)
ติดตั้งแท่นชาร์จ หรือ ที่เราเรียกกันว่า Charger Wall Box การชาร์จประเภทนี้จะต้องได้รับการติดตั้งตัวชาร์จไว้ที่กำแพงที่บ้านเสียก่อน โดยสามารถติดต่อกับทางศูนย์รถยนต์ได้โดยตรง เนื่องจากทางศูนย์จะมีดีลเลอร์อยู่แล้ว หรือ ตามห้างสรรพสินค้าบางแห่งก็มีไว้บริการเหมือนกัน
แม้จะเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เช่นเดียวกันกับ การชาร์จโดยทั่วไปจากตัวบ้าน ทว่าการชาร์จแบบนี้สามารถย่นระยะเวลาการชาร์จ เหลือเพียง 4-7 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น
3. ชาร์จเร็ว (Quick Charger)
ชาร์จประเภทนี้มักจะเจอได้ตามปั๊มชาร์จทั่วไป โดยอัตราการชาร์จจะอยู่ที่ 0-80% ของแบตเตอรี่ โดยใช้เวลาประมาณ 40-60 นาทีเพียงเท่านั้น เพราะว่าเป็นการชาร์จโดยใช้ไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ไม่ต้องเสียเวลาแปลงกระแสไฟ ซึ่งไว้สำหรับกรณีเร่งด่วนจริง ๆ จะดีกว่า
สรุปท้ายบทความ
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าน่าใช้ 7 รุ่นที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไม่ได้เป็นทั้งหมดของรถยนต์ไฟฟ้าที่มี ในอนาคตอาจมีออกมาอีกหลายรุ่น และเทคโนโลยีอาจพัฒนาเหนือขั้นไปมากกว่าที่เป็นอยู่อีกหลายเท่า เพราะกระแสของการอนุรักษ์โลกกำลังมา ไม่ว่าประเทศใดก็เริ่มตื่นตัวกับภาวะโลกร้อน ที่นำมาซึ่งผลกระทบอันร้ายแรง อย่างภัยพิบัติ
ดังนั้นการเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่แค่กับตัวคุณ แต่กับโลกที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกวันด้วย มาร่วมรักโลกด้วยกัน โดยการหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นได้ที่ Kaidee Auto ที่จะมาชวนคุณรักษ์โลกไปด้วยกันค่ะ
Nov 24, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ใส่หน้ากาก ติดสติ๊กเกอร์ วัดอุณหภูมิกันไปมา เข็มนาฬิกาก็พาเราเดินทางเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2020 ซึ่งตามปกติแล้ว 3 เดือนนี้ เรียกได้ว่าเป็นเวลาทองของการท่องเที่ยวและพักผ่อนจิตใจเลยนะคะ ฉะนั้นใครที่เก็บวันลาพักร้อนไว้ ถึงเวลาต้องเอามาใช้กันแล้วนะ!
ข้อดีของการเที่ยวช่วงนี้คือคนน้อย ถ่ายรูปตรงไหนก็เพลิน ยิ่งไปวันธรรมดาแทบไม่ต้องไปแย่งทรัพยากรกับใคร โดยเฉพาะทะเลแถบภาคใต้ บอกได้เลยฟินมาก! เสียงคลื่นกระทบฝั่ง ท้องฟ้าสีครามและกลิ่นน้ำทะเลแสนสดชื่น ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ไปอวดหุ่นสวยๆ ของเรากับบิกินี่ตัวจิ๋วริมหาดทราย ไหนๆ แล้วเราลองมาดูเทรนด์ 4 ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปีนี้กันค่ะ
บอกเล่าเรื่องราวของชุดว่ายน้ำ
ก่อนจะไปดูชุดว่ายน้ำแห่งปี 2020 เรามาเรียนรู้ที่มาที่ไปของชุดกันก่อนดีกว่า จุดเริ่มต้นนั้นเรียกได้ว่าเบสิคสุดๆ เริ่มจากการไม่ใส่อะไรเลย มีเพียงร่างกายเปลือยเปล่าปะทะกับความเย็นของน้ำแบบตัวต่อตัว ก่อนช่วงหลังจะเริ่มมีกรอบของจารีตและศีลธรรมเข้ามาครอบ ราวปี ค.ศ.1800 ชุดว่ายน้ำก็ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุควิคตอเรีย (Victorian era-ค.ศ.1837-1901) แห่งสหราชอาณาจักร
ชุดว่ายน้ำสมัยศตวรรษที่ 18 มีลักษณะเป็นชุด 2 ชั้น ด้านนอกเสื้อคลุมแขนยาวแบบหลวมๆ ด้านในเป็นกางเกงขาวยาวซ้อนอีกที ทำจากผ้าขนสัตว์หรือผ้าสักหลาด เน้นความสุภาพเรียบร้อยเป็นหลัก แต่ไม่ฟังก์ชันกับการใช้งานเอามากๆ เรียกได้ว่ารุงรัง แถมลงน้ำก็เคลื่อนไหวลำบากมาก
ด้วยวัฒนธรรมในสมัยนั้นผู้หญิงถูกจำกัดให้อยู่กับแนวคิด “รักนวลสงวนตัว” ต้องใส่เสื้อผ้าปกปิดร่างกายในที่สาธารณะ แต่ความที่ชุดว่ายน้ำดังกล่าวใช้งานไม่คล่องตัว สาวๆ จึงพากันเรียกร้องให้ทำชุดแบบใหม่ ให้ว่ายน้ำเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นแต่ยังปกปิดสรีสระได้เหมือนเดิม จึงกลายเป็นชุดว่ายน้ำแบบรัดเข็มขัดมากกว่ากางเกงขายาว
การเปลี่ยนแปลงของชุดว่ายน้ำในศตวรรษที่ 19
ช่วงหลังว่ายน้ำกลายมาเป็นกีฬาที่แข่งขันกันในมหาวิทยาลัยและถูกบรรจุลงกีฬาโอลิมปิค แบบเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ชุดว่ายน้ำจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ารูปและคล่องตัวกว่าเดิม ทั้งยังใช้ผ้าน้อยลง ไม่ยาวคลุมข้อเท้าเท่าช่วงแรก เน้นเผยสัดส่วนและเรือนร่างของสาวๆ แบบชัดเจนกว่าเดิม
กระทั่งปี ค.ศ.1920 ความต้องการชุดว่ายน้ำสตรีแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เริ่มกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นที่มีความสวยงามเป็นองค์ประกอบ มีความเซ็กซี่ขี้เล่นแฝงอยู่บ้าง จนแบรนด์ดังระดับฮอลลีวูดต่างๆ เริ่มสนใจนำไปพัฒนาต่อ ทว่าความยาวของชุดว่ายน้ำยังคงต้องอยู่เหมือนเดิม (บางสถานที่มีเจ้าหน้าที่คอยวัดความยาวของชุดเลยด้วยซ้ำ)
กำเนิดบิกินี่ขึ้นครั้งแรกของโลก
อย่างที่ทราบกันดีว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของโลก รูปแบบชุดว่ายน้ำถูกพัฒนาเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ.1946 “Louis Reard” นักออกแบบชาวฝรั่งเศสได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญขึ้น ด้วยการเปิดตัวชุดว่ายน้ำสไตล์ “บิกินี่ (Bikini) ” ครั้งแรกของโลก โดดเด่นด้วยจำนวนผ้าแบบน้อยชิ้น แตกต่างจากชุดว่ายน้ำของเดิมแบบไม่เห็นฝุ่น
ส่วนคำว่า “Bikini” ดีไซเนอร์ได้รับแรงบันดาลมาจากชื่อปรมาณู “Bikini Atoll” ของสหรัฐอเมริกา
ซึ่งแยกตัวออกเป็น 2 ส่วนหลังการทดสอบ และทันทีที่ชุดบิกินี่ดังกล่าวเปิดตัวก็เป็นกระแสฮือฮา
อย่างมาก ถึงกับมีการถ่ายแฟชั่นโดยนางแบบฝรั่งเศส “Micheline Bernardini” เลยทีเดียว
หลังจากนั้นชุดว่ายน้ำก็เข้าสู่วงการแฟชั่นแบบเต็มตัว มีสีสันสดใสเต็มไปด้วยลูกเล่นมากมาย จะสั้นจะยาวก็ตามแต่สะดวก ยิ่งในสมัยนิยมแบบนี้ผู้หญิงมีเสรีภาพในเรือนร่างของตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องกังวลว่าจะโป๊ไปไหม หรือแคร์สายตาใครเหมือนสมัยก่อน ทั้งหมดนั้นอยู่ที่ความพึงพอใจของเราล้วนๆ
4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2020
ถึงตอนนี้เวลาพาเราเดินทางมาไกล ชุดว่ายน้ำกลายเป็นหนึ่งในไอเทมแฟชั่นสุดฮิตของสาวๆ เสมอเวลาไปทะเล ถึงช่วงนี้จะผ่านฤดูร้อนไปแล้ว ก็หาได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด เราสามารถสนุกกับชุดว่ายน้ำได้ทุกช่วงเวลาอยู่แล้ว ซึ่งใครที่มีแพลนไปทะเลอยู่แล้วอย่าให้เสียเที่ยว ทำการบ้านแน่นๆ ด้วยการส่อง 4 เทรนด์ชุดว่ายน้ำมาแรงประจำปี 2020 ไปด้วยกันค่ะ
1.ชุดว่ายน้ำลายทรอปปิคัล (Tropical Style)
ลองจินตนาการถึงหาดทรายสีขาว ท้องทะเลสีฟ้าใส กับชุดว่ายน้ำพิมพ์ลายทรอปปิคัล โดดเด่นด้วยสีแนวเอิร์ธโทนฟีลธรรมชาติสบายตา อย่างเขียว น้ำตาล ดำ น้ำเงิน ฯลฯ บวกกับลายพิมพ์ใบไม้ต้นไม้ เป็นอะไรที่เข้ากับแบคกราวนด์ชิลๆ ริมชายหาด แค่เห็นก็แสนสดชื่นเสมือนอยู่ในป่าดิบชื้นเขตร้อน
ความเก๋ของชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ ยังช่วยพรางจุดส่วนเกินที่เราไม่อยากให้เห็นได้ดี ทำให้เพรียวกระชับขึ้น เพราะส่วนใหญ่เป็นโทนสีเข้มแถมมีลายต่างๆ ช่วยปกปิด เรียกว่าใส่ถ่ายรูปโพตส์ท่าเลิศๆ คนเดียวก็ดี หรือจะนัดกับเพื่อนในตีมนี้ก็ชิคไม่น้อย รับรองว่าสดใสจนทะเลหมอง
2.ชุดว่ายน้ำสไตล์วินเทจ (Vintage Style)
เดี๋ยวนี้เทรนด์ชุดว่ายน้ำสไตล์ย้อนยุคหวนกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วง 60-70’s สังเกตได้ตามหน้าฟีดทั้งไอจีและเฟสบุ้ค จะเห็นได้ว่าบรรดานางแบบและเหล่าเซเล็บใส่แนวนี้กันเพียบ ด้วยโทนสีอันน่ารักละมุนใจ เรียบๆ ทว่าแฝงไปด้วยความเซ็กซี่
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราชอบชุดว่ายน้ำแนวนี้เป็นพิเศษ ก็คือความซุกซนในรายละเอียดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นลายคาดขาวดำ การใช้โทนสีตัดกันแบบน่ารัก ออกแนวนุ่มๆ สบายตา บ้างเป็นกระโปรงบาน มีความดอกไม้ลายจุดเติมความหวาน หรือจะเป็นเข็มขัดใหญ่ๆ คาดตรงกลางก็เก๋ทีเดียว
3.ชุดว่ายน้ำสไตล์สีสันสดใส (Bright Color Style)
สาวๆ คนไหนที่รู้สึกว่าไปทะเลทั้งที อยากได้ความสดใสมาเติมเต็มให้หัวใจเบิกบาน เราขอยกให้ชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ขึ้นแท่นตัวเลือกอันดับหนึ่งไปเลย แค่โทนสีก็ชนะขาดลอย ด้วยธีมโทนสีนีออนสุดจี๊ด อย่าง เขียว เหลือง แดง ส้ม ฯลฯ เดินไปไหนก็สะดุดตาสุดในชายหาด
ส่วนสีที่มาแรงสุดในปี 2020 นี้ เหล่าแฟชั่นนิสต้าทั้งหลายต่างลงความเห็นว่าให้ “สีส้ม” มาวินค่ะ ด้วยความที่เป็นสีแห่งความร่าเริงและสนุกสนาน ดูเป็นมิตรสดใส เหมาะกับการไปร่าเริงริมชายหาด สาวๆ คนไหนที่ยังไม่มีสีไหนในดวงใจ เลือกชุดว่ายน้ำสีส้มไปไม่มีตกเทรนด์แน่นอน
4.ชุดว่ายน้ำครอปทอป (High-Neck Tops Style)
เราขอนิยามชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ว่า “ทางสายกลาง” แล้วกันค่ะ เพื่อความเข้าใจง่าย ชุดแนวนี้ให้ฟีลสาวแรกรุ่นที่อยากโชว์นิดหน่อยๆ ไม่เน้นหวือหวามาก เพราะตัวเสื้อด้านบนปิดไปถึงคอ คลุมหน้าอก คล้ายๆ เสื้อครอปทอป มักใส่กับกางเกงว่ายน้ำเอวสูง หรืออยากคอนทราสเลือกแบบเซ็กซี่เว้าสูงหน่อยก็เก๋เหมือนกัน
ข้อดีของชุดว่ายน้ำสไตล์นี้ นอกจากให้ฟีลน่ารักๆ ไม่โป๊มากจนเกินไป ยังเป็นงานเน้นทรวดทรวงองค์เอวอันชัดเจน ยิ่งใครที่หน้าท้องสวยมีซิกแพ็คอยู่แล้ว ถือเป็นโอกาสดีที่เราจะต้องเอาของดีออกมาโชว์สู่สายตาชาวโลกค่ะ
สรุปท้ายบทความ
เชื่อว่าหลายคนยังติดอยู่กับความคิดที่ว่า “ชุดว่ายน้ำ” เป็นเสื้อผ้าสำหรับคนหุ่นดีหน้าท้องสวยใส่เท่านั้น
เราอยากให้สาวๆ ทุกคนเปลี่ยนความคิดใหม่ ไม่ว่าคุณจะมีรูปร่างอย่างไร อ้วนผอมมีพุงใดๆ ก็ตาม
ทุกคนสามารถสวมใส่ชุดว่ายน้ำได้ ตราบใดที่เราเชื่อว่า โลกนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายที่งดงามเสมอ
ฉะนั้น จงรักและภูมิใจกับร่างกายตัวเองมากๆ
เติมเต็มความเชื่อมั่นกันไปแล้ว ต่อไปก็มาถึงขั้นตอนหาชุดสวยๆ ที่ถูกใจในสไตล์ที่ชอบ ใครไม่รู้จะเริ่มต้น
ตรงไหน เข้ามาเอฟใน Kaidee สิคะ ในนี้มีชุดสวยๆ ครบทุกรูปแบบให้คุณเลือก ทั้งนี้ขอฝากส่งท้ายไว้
สำหรับใครยังลังเล …มีของดีต้องโชว์นะคะ ไม่ใส่ตอนนี้แล้วจะใส่ตอนไหนๆ