ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง

เชื่อได้เลยว่า รถคงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับใครหลายคนในการเดินทางในชีวิตประจำวัน แต่ยิ่งใช้รถบ่อยแค่ไหนรถก็ยิ่งเสื่อมโทรมลงไป ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยเราจึงควรจะตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำ และวันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ตรวจเช็กรถ แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง แบบไม่ต้องไปไกลถึงอู่ !

ต้อง ตรวจเช็กรถ ส่วนไหนบ้าง ?

น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ทุกชนิดเลยก็ว่าได้ น้ำมันเครื่องมีประโยชน์ในการช่วยลดแรงเสียดทานในตัวเครื่องยนต์รถ ดังนั้นเมื่อน้ำมันเครื่องของเราไม่เพียงพอก็จะทำให้เกิดการสกปรกของเครื่องยนต์จากการทำงานหนักเกินไป และส่งผลถึงน้ำมันที่สิ้นเปลืองอีกด้วย เราจึงควรตรวจเช็กระดับของน้ำมันเครื่องภายในรถยนต์ให้อยู่ในระดับที่พอดีเสมอ

โดยขั้นตอนในการเช็กน้ำมันเครื่องนั้นจำเป็นจะต้องจอดรถให้อยู่ในระดับที่แบนราบเพื่อความแม่นยำในการวัด ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องที่อยู่ในกระโปรงรถ เช็ด แล้วใส่กลับไปที่เดิมเพื่อวัดระดับน้ำมันเครื่องภายในรถ และดึงออกมาอีกครั้งเพื่ออ่านผล ถ้าน้ำมันอยู่ในระหว่างตัว F และ L หรือ Max และ Min แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ และให้สังเกตสีน้ำมันเครื่องว่ามีสีดำผิดปกติหรือไม่

ละรู้ไหมว่ารถแต่ละแบบก็น้ำมันกันคนละประเภท ซึ่งถ้าใครยังไม่รู้ก็สามารถเข้าไปอ่านบทความ ข้อควรรู้ ! รถแบบไหน ควรเติมน้ำมันอะไร เพิ่มเติมได้

ตรวจเช็กรถ น้ำมันเครื่อง
ตรวจเช็กรถนขอบคุณรูปจาก: StockSnap

น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ

ด้วยการทำงานของรถยนต์ที่มีการเสียดสีกันภายในตัวเครื่อง ทำให้น้ำมันเกียร์เป็นน้ำมันที่ช่วยหล่อลื่นเกียร์ในรถยนต์ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ส่วนการวัดระดับน้ำมันเกียร์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับ Cold ที่ใช้วัดในขณะที่ดับเครื่องมามากกว่า 2-3 ชั่วโมง และ ระดับ Hot ที่ใช้วัดขณะที่มีการสตาร์ตเครื่องยนต์มากกว่า 15 นาที ซึ่งการวัดระดับ Hot นั้นจะมีประสิทธิภาพในการวัดมากกว่า

ผู้วัดต้องมีการสตาร์ตรถในที่แบนราบ และเลื่อนเกียร์รถไปทุกตำแหน่ง ตำแหน่งละ 5 วินาที โดยเริ่มจาก P R N และอื่น ๆ ตามลำดับ แล้วจึงกลับมาที่ P จากนั้นทำการเปิดกระโปรงรถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์ ปล่อยทิ้งไว้ 1-2 นาที แล้วดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ออกมาเช็ดทำความสะอาด ใส่กลับเข้าไป ดึงขึ้นมาอีกครั้งเพื่ออ่านค่า น้ำมันเกียร์ที่ดีควรอยู่ในระหว่าง E-F หรือ L-H ถึงจะถือว่าปกติ

ยางรถ

การตรวจเช็กยางรถยนต์ให้อยู่ในสภาพที่ดี มีลมยางและคุณภาพของยางในระดับที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะที่การยางรถไม่มีลมมากพอและคุณภาพของยางที่เสื่อมสภาพลงนั้นจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเหยียบเบรกอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะยางรถมีหน้าที่สำคัญในการลดแรงเสียดทานระหว่างพื้นถนนและรถยนต์นั่นเอง

วิธีการตรวจเช็กยางนั้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ลมยาง และ ตัวยางรถยนต์ โดยการตรวจเช็กลมยางสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการสังเกตล้อทั้ง 4 ข้างว่ามีลักษณะปกติหรือไม่ ส่วนตัวยางให้สังเกตรอยฉีกขาด รั่ว หรือ สเปกยางรถยนต์ว่าตรงกับรถรุ่นนั้น ๆ หรือไม่

ระบบระบายความร้อน

เมื่อรถยนต์มีการทำงาน จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการเผาไหม้ที่สูงมาก และถ้าหากไม่ได้มีการระบายความร้อนที่ดี ก็อาจเกิดผลเสียต่อระบบเครื่องยนต์ได้ จนอาจเกิดการแตกหัก กำลังเครื่องยนต์ลดลง หรือถึงขั้นเครื่องยนต์ดับได้ และส่วนประกอบที่สำคัญของการระบายความร้อนคงจะหนีไม่พ้น หม้อน้ำ ที่เป็นสาเหตุที่หลายคนพบเจอเมื่อเครื่องยนต์ดับ ซึ่งเราควรตรวจเช็กหม้อน้ำและส่วนอื่น ๆ ของการระบายความร้อนภายในรถยนต์ ดังนี้

ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจเช็กระบบระบายความร้อน เราต้องรอให้เครื่องยนต์เย็นลง แล้วเริ่มเช็กหม้อน้ำว่าน้ำยาในหม้ออยู่ในระดับที่พอดีและมีรอยแตกหรือไม่ แล้วจึงตรวจสอบสายพานต่าง ๆ ว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ และทำการซ่อมแซมเบื้องต้นหากมีความผิดปกติใด ๆ

ระบบแอร์

การอยู่ในห้องโดยสารที่อากาศร้อนอบอ้าวคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก เราจึงควรตรวจเช็กระบบแอร์ของรถยนต์แบบเบื้องต้นเพื่อให้รู้และแก้ไขทัน ไมว่าจะเป็น น้ำยาแอร์ ท่อ สายพาน และช่องแอร์ภายในรถโดยสาร

เริ่มจากการตรวจเช็กน้ำยาแอร์ว่ามีปริมาณน้อยเกินไปหรือไม่จากการสังเกตช่องใสว่ามีฟองอากาศหรือไม่ ถ้ามีหมายถึงน้ำยาแอร์เริ่มลดน้อยลงเกินไป ให้ทำการเติม พร้อมตรวจรอยรั่วของท่อแอร์ ความหย่อนยานสายพาน รวมถึงฝุ่นบริเวณช่องแอร์และแผ่นกรองเพื่อความสบายของคุณเอง

เบรก

เบรกเสีย ถือเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะอย่างที่เรารู้กันว่า เบรกทำหน้าที่ในการชะลอความเร็วของรถ เบรกจึงมีความสำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่รถยนต์ ดังนั้นการตรวจเช็กเบรกรถจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

โดยการสังเกตเบรกทำได้ง่าย ๆ จากความผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ เสียงดังอี๊ด เบรกสั่น เบรกแข็ง เบรกจม เบรกติด เบรกปัด เบรกเฟด หรือเบรกแตก นั่นแปลว่าจานหรือผ้าเบรกอาจชำรุด หาย และหมด

ระบบไฟ

ระบบไฟ ถือเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถรู้สถานะต่าง ๆ ของเครื่องยนต์อื่น ๆ ได้ดี รวมถึงทำให้รถคันอื่นบนท้องถนนได้เข้าใจถึงสถานะของรถยนต์ของเราได้ว่าต้องการเลี้ยว หยุด หรือถอยหลัง รวมถึงช่วยในการส่องแสงยามที่มีหมอกควันหรือตอนกลางคืนอีกด้วย การที่มีระบบไฟปกติจึงถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่

ในการตรวจระบบไฟเราสามารถตรวจได้ตามจุดต่าง ๆ ด้วยตาเปล่า ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้ารถ ไฟท้ายรถ ไฟเลี้ยว ไฟสูง และไฟรถสำหรับภายนอก ส่วนภายในควรตรวจเช็กไฟที่แสดงสถานะของเครื่องยนต์ว่าทำงานปกติหรือไม่

ตรวจเช็กรถ ไฟ
ขอบคุณรูปจาก: PublicDomainPictures

แบตเตอรี่

ถ้าหากว่าคุณสตาร์ตรถนานผิดปกติกว่ารถยนต์จะติด นั่นอาจหมายถึงแบตเตอรี่ได้เสื่อมสภาพลงแล้ว เพราะแบตเตอรี่มีหน้าที่ในการป้อนกระแสไฟฟ้าให้ส่วนต่าง ๆ ภายในรถยนต์ หรือที่เรียกว่าเป็นกระแสไฟฟ้าสำรองให้กับรถยนต์นั่นเอง

ซึ่งการตรวจเช็กแบตเตอรี่แบบง่าย ๆ คือสังเกตความผิดปกติของการสตาร์ตเครื่องยนต์ว่าใช้เวลานานหรือไม่ หรืออาจทำการเช็กที่ตัวก้อนแบตเตอรี่ว่าระดับน้ำกรดอยู่ในระดับที่พอดีหรือไม่ ตัวแบตเตอรี่มีรอยร้าวไหม รวมถึงเช็ดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่เพื่อป้องกันการระเบิด

ตรวจเช็กรถ แต่รถไม่ไหวแล้ว

นี่คือวิธีการ ตรวจเช็กรถ เบื้องต้นที่ทำได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ยังไม่ต้องรีบเข้าอู่รถ แต่ถ้ารถยนต์ของคุณเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพจนไม่สามารถซ่อมได้ ก็เข้ามาหารถคันใหม่ที่มีสภาพดี ๆ ได้ใน Kaidee Auto เพราะที่นี่มีรถยนต์สภาพดี ราคาคุ้มค่าให้คุณเลือกมากมายแน่นอน

วิธีเลือกรถอเนกประสงค์ ตอบโจทย์สายลุยต้องดูอะไรบ้าง

วิธีเลือกรถอเนกประสงค์ ตอบโจทย์สายลุยต้องดูอะไรบ้าง

ปัจจุบันการท่องเที่ยวแบบผจญภัย ไม่ว่าจะเป็น ลุยเข้าป่า ฝ่าขึ้นเขา พิชิตดอยต่าง ๆ นั้นกำลังเป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความที่ผู้เดินทางนั้นได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ไปพร้อม ๆ กับความสวยงามแบบที่หาดูได้ยาก

แต่ทว่า การจะไปสถานที่เหล่านั้นช่างไปได้ลำบากเสียเหลือเกิน!! สายลุย ๆ บุก ๆ คงมีทางเลือกไม่มากนัก อย่างหาซื้อรถอเนกประสงค์สายลุยสักคัน เพื่อที่จะพาไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างปลอดภัยและหมดห่วง วันนี้จะพามาดูกันว่ารถยนต์สายลุยที่จะสามารถตอบโจทย์นั้นควรต้องดูอะไรกันบ้าง

รถยนต์อเนกประสงค์สายลุย คือ?

หลาย ๆ คนอาจจะงง ๆ ว่าเอ๊ะ!! “รถยนต์ที่ทั้งอเนกประสงค์และยังเป็นรถที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ทุกที่เนี่ย” มันมีรถยนต์แบบนี้อยู่จริงๆเหรอ??

คำตอบนั่นก็คือ รถยนต์ SUV แบบที่เราเห็นกันในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมองๆดูแล้ว รถเหล่านี้ดูไม่น่าจะสามารถลุยไปไหนมาไหนได้เท่าไรนัก แต่หากลองสังเกตบางรุ่นดูดีๆแล้ว จะพบได้ว่าที่โบรชัวร์ของรถหรือว่าจะข้างๆตัวรถนั้นจะมีคำว่า 4WD, AWD หรือ 4×4 ซึ่งเป็นคำที่บ่งบอกว่าสามารถขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ ที่ทำให้ง่ายต่อการขับขี่ในท้องถนนหรือพื้นผิวที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ รถยนต์ SUV นั้นก็มีการขับเคลื่อนอยู่หลากหลายประเภท ดังนี้

1. 2WD (Two-Wheel Drive)

รถยนต์ขับเคลื่อแบบ 2WD หรือที่เรียก ๆ กัน ก็คือ รถยนต์ขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นย่อย ๆ อีก 2 ประเภทด้วยกัน ได้แก่

  • Front-Wheel Drive (FWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อข้างหน้า ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ในปัจุบันนั้นมักใช้ระบบการขับเคลื่อนแบบนี้ ซึ่งการขับเคลื่อนล้อหน้านั้นจะช่วยให้รถยนต์มีแรงยึดเกาะถนนได้มากขึ้นนั่นเอง
  • Rear-Wheel Drive (RWD) คือ การขับเคลื่อนเฉพาะ 2 ล้อหลังเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งส่วนมากนั้นจะเป็นรถยนต์ระบบไฮเอนด์ หรือรถยนต์ที่ใช้สำหรับแข่งขันดริฟในสนาม

2. 4WD (Four-Wheel Drive)

เป็นระบบการขับเคลื่อนที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ ๆ ระหว่าง 4WD กับ AWD ซึ่งทั้งสองนี้มีความแตกต่างอยู่เพียงเล็กน้อย แต่จะขอเล่าในส่วนของ 4WD หรือที่เรียก ๆ กันว่า 4×4 ก่อน มันคือ การขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เอาไปขับขี่สำหรับการเดินทางแบบ Off-Road เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่คนมักจะเข้าใจผิดกันว่าเป็นการขับเคลื่อนด้วย 4 ล้อ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วระบบนี้จะทำงานต่อเมื่อกดปุ่มเปลี่ยนให้ขับเป็น 4 ล้อเท่านั้น สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท

  • Part Time คือ การปรับระบบให้เป็นใช้รถยนต์ได้ทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อได้ โดยที่หากเป็นรถยนต์รุ่นเก่าๆนั้น จะมีเกียร์แยกมาให้ใช้ระหว่างขับ 2 ล้อ กับ 4 ล้อ อย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันนั้นมีการปรับเปลี่ยนมาให้ใช้เพียงแค่กดปุ่นสลับไปมาเท่านั้น
  • Full Time คือ การขับเคลื่อนทั้ง 4 ล้ออยู่ตลอดเวลา ที่จะช่วยให้ยึดเกาะถนนได้ดีและมีความปลอดภัยสูง หรือที่รู้จักกันในคำว่า AWD (All-wheel Drive) ในปัจจุบันนั่นเอง

ต้องดูอะไรบ้างก่อนเลือกรถยนต์สายลุย

การเลือกรถยนต์ในแต่ละครั้ง ก่อนที่จะมั่นใจได้ว่าจะซื้อคันไหน ผู้ขับขี่ควรจะต้องมองหารถที่สามารถตอบสนองความต้องการที่เข้ากับการใช้งานส่วนใหญ่ ซึ่งครั้งนี้เป็นการเลือกรถยนต์ ให้สามารถลุยไปที่ไหนก็ได้ มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้างก่อนที่จะเลือก

1. ดูจากระบบขับเคลื่อนของรถ

อย่างที่ได้บอกไปถึงเรื่องระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์ในข้างต้นก่อนหน้านี้ การที่จะเลือกรถสำหรับลุย ๆ ไปในที่ที่มีพื้นถนนขรุขระ ไม่ว่าจะเป็นขึ้นเขา ลงห้วย ไต่หน้าผา หรือผ่านน้ำ ย่อมจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมองหา และสอบถามว่ารถยนต์คันนั้นสามารถขับแบบ 4WD หรือมีโหมดสำหรับขับขี่แบบ Off-Road หรือไม่ ก่อนการเลือกซื้อ 

2. ดูจากความสูงและจุดที่ต่ำที่ของตัวรถ

เนื่องจากว่าการไปลุยในแต่ละที่นั้น ย่อมมีอุปสรรคมากมาย รวมไปถึงอาจจะต้องขับผ่านบริเวณที่เป็นโขดหินขนาดสูง ดังนั้นการเลือกรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับสายลุยนั้น จะต้องคำนึงถึงความสูงของตัวรถเองและดูว่าส่วนที่ต่ำที่สุดของรถนั้นอยู่ตรงไหน สามารถผ่านโขดหินเหล่านั้นได้หรือไม่

3. ดูจากสภาพของพื้นที่ที่จะเดินทางไป

การศึกษาเส้นทางหรือศึกษาเส้นทางก่อนที่จะเริ่มเดินทางนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก ด้วยความที่รถที่เราจะเลือกซื้อเพื่อไปเดินทางของเรานั้นเป็นรถยนต์อเนกประสงค์หรือรถยนต์ SUV เท่านั้น ไม่ใช่รถยนต์ที่ถูกผลิตมาเพื่อขับ Off-Road โดยตรง ดังนั้นต้องคำนึงถึงความเป็นได้ที่รถของเรานั้นจะขับผ่านได้ และมีฟังก์ชันในการขับไปด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้ได้

  • การไต่เขา คือ การขับรถนั้นขึ้นเนินชัน และใต้ท้องรถนั้นอาจจะต้องปะทะกับเนินถ้าหากเขานั้นมีความความชันสูง
  • การคร่อม คือ การที่รถยนต์นั้นคร่อมอยู่ระหว่างหลุมหรือพื้นที่ที่มีพื้นสูงเหนือล้อรถ ซึ่งอาจจะทำให้รถนั้นติดและไม่สามารถขยับได้นั่นเอง

4. ดูจากความสามารถในการลุยน้ำ

รถยนต์ส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาผลิตนั้น ย่อมมีความสามารถในการป้องกันและลุยน้ำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งควรที่จะศึกษาลงไปให้ลึกถึงว่า สามารถลุยไปในน้ำได้ลึกขนาดไหน เพราะในบางครั้ง ก็ไม่อาจทราบได้เลยว่าเส้นทางที่เราไปนั้นจะต้องผ่านทางน้ำหรืออาจจะต้องผ่านเส้นทางน้ำจากเหตุไม่คาดฝันก็เป็นได้ เรื่องนี้จึงจำเป็นอย่างมากที่จะดูก่อนเลือกซื้อรถยนต์อเนกประสงค์สายลุย 

5. ดูจากกำลังของตัวรถยนต์

การเลือกรถยนต์ที่สมรรถนะและพละกำลัง ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามแต่อย่างใด เพราะการขึ้นเขาหรือการไต่เขานั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องใช้เกียร์ต่ำและมีกำลังของรอบเครื่องที่สูง เพื่อที่จะให้รถนั้นมีกำลังมากพอที่จะสามารถผ่านในจุดนั้นไปได้อย่างง่ายดาย

6. ดูจากการดูแลรักษา

การเดินทางแบบผจญภัยสายลุยนั้นย่อมต้องแลกมาพร้อมกัน การที่รถต้องมีความเสียหายอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นการเลือกยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ที่สามารถหาอู่ซ่อมและซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ง่าย ย่อมดีกว่าในเรื่องของการบำรุงรักษาในระยะยาว

สรุปท้ายบทความ

การเดินทางใด ๆ ย่อมต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี การเลือกซื้อรถก็เช่นเดียวกัน หากเราจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน คงต้องมองแล้วว่ารถคันนี้จะสามารถตอบสนองผู้ขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม และคุ้มค่ามากที่สุด

โดยการเตรียมพร้อมที่ดีนั้นย่อมทำให้ทุกการขับขี่ปลอดภัย เพราะหากเลือกรถได้ไม่ตรงกับความต้องการ นอกจากจะขับขี่ไม่สนุกแล้ว ยังอาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางได้อีกด้วย

หากใครที่กำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ดี ๆ สักคันที่สามารถลุยไปไหนมาไหนได้ อีกทั้งยังตอบสนองต่อความต้องการของคุณแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาได้ที่ Kaidee Auto เว็บที่รวมเอาไว้ซึ่งรถยนต์มากมายหลากหลายประเภทที่เหมาะต่อไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ทุกคน

ไปทะเลทั้งที หาอะไรทำดีนะ

ไปทะเลทั้งที หาอะไรทำดีนะ

ทะเล สถานที่เที่ยวยอดฮิตของคนไทย เพราะทั้งสวยและดีต่อสุขภาพ แต่การไปเที่ยวทะเลบ่อย ๆ ก็คงจะน่าเบื่อเกินไปถ้าไม่ได้มีกิจกรรมแปลก ๆ ให้ทำ และวันนี้เราจะมาแนะนำกิจกรรมน่าทำที่น่าสนใจเป็นไอเดียกัน

ไอเดียกิจกรรมที่ทะเล

เล่นกีฬาให้แข็งแรง

ขอบคุณรูปจาก: TeeFarm

การเล่นกีฬาที่ทะเล ก็คงจะเป็นกิจกรรมยอดฮิตของหนุ่ม ๆ สาว ๆ ที่ได้ใช้เวลาร่วมกับกลุ่มเพื่อนอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็น 

วอลเลย์บอลชายหาด กีฬาสุดฮิตของสาว ๆ ดำน้ำ ทั้งน้ำลึกและน้ำตื้น ซึ่งกิจกรรมที่ทำให้คุณได้เห็นโลกใต้ท้องทะเลที่ไม่เคยเห็น ขับเจ็ทสกี กีฬาเท่ ๆ ของนักบิด และ ว่ายน้ำ เล่นในท้องทะเลให้ตัวเปียก นอกจากนี้ การ แล่นเรือใบ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่คุณสามารถโลดแล่นไปในท้องทะเลไปอย่างเย็นสบาย แค่นี้คุณก็จะได้ทั้งความสนุกและสุขภาพที่ดีกลับไปด้วย

กิจกรรมทางน้ำสุดมันส์

ขอบคุณรูปจาก: Arief Sulung

สำหรับคนที่ชอบความตื่นเต้นหวาดเสียว ในท้องทะเลนั้นก็มีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เราได้เลือกสรรเพิ่มอะดรีนาลีนในตัวคุณกันทั้ง

ขี่บานาน่าโบ๊ท กิจกรรมที่สามารถหาเล่นได้ง่ายตามชายหาดต่าง ๆ เพราะเล่นได้กับกลุ่มเพื่อนทั้งกลุ่ม ตกน้ำเปียกปอนกันไป พายเรือแคนู กิจกรรมสบาย ๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงเยอะ แต่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่กับตัวเองกลางมหาสมุทร เล่นพาราเซล กิจกรรมสุดหวาดเสียวที่คุณจะมีความรู้สึกเหมือนนกบินอยู่บนอากาศ หรือจะ ลอยห่วงยาง บนฟลามิงโกสีชมพูน่ารักสดใสแบบสบาย ๆ ก็สนุกได้เช่นกัน

กิน กิน กิน แล้วก็ กิน !

ขอบคุณรูปจาก: Free-Photos

ส่วนครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนสายกิน เราก็มีกิจกรรมริมทะเลที่ช่วยสร้างความสนุกสนานให้กับคุณได้อย่างหลากหลายสไตล์ 

จะ ปิกนิก ใส ๆ กินอาหารยามว่าง อาหารมื้อใหญ่บนผ้าใบผืนเดียวกัน หรือจะ บาร์บีคิว ปิ้งกุ้ง หอย ปู ปลา ร้อน ๆ สด ๆ บนเตาหอม ๆ คู่กับเครื่องดื่มเย็น ๆ รอบกองไฟก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจให้คุณได้สนุกไปกับผองเพื่อนและคนรอบตัว

สร้างคอนเทนต์

ขอบคุณรูปจาก: Free-Photos

แต่ถ้าคุณเป็นสายโซเชียล การมาเที่ยวทะเลก็สามารถทำให้คุณสนุกไปกับมันได้ด้วยการสร้างคอนเทนต์อัปเดตบนโซเชียลอย่าง

ถ่ายรูป วิวทะเลสวย ๆ ยามเย็นลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยชุดว่ายน้ำแซ่บ ๆ โชว์หุ่นของคุณ และถ้าคุณอยากอัปเดตความเป็นไปก็สามารถทำได้ด้วยการ ถ่ายสตอรี่ ให้เพื่อน ๆ รับรู้ว่าคุณได้มาเที่ยวทะเลสวยพร้อมใส่ข้อความเก๋ ๆ แต่ถ้าคุณอยากหาเงินก็ ถ่าย vlog พาท่องเที่ยวทะเลอัปเดตลงยูทูปหรือโซเชียลอื่น ๆ ให้มีรายได้ระหว่างการท่องเที่ยวของคุณได้อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

เห็นไหมคะว่าการมาเที่ยวทะเลก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าเบื่ออย่างที่คิด เพียงแค่คุณหากิจกรรมใหม่ ๆ อย่างสร้างสรรค์ก็สนุกได้แล้ว และถ้าใครที่ยังไม่มีแพลนเที่ยวทะเล เรามีบทความ 8 ทะเลใกล้กรุงเทพฯ ขับรถเที่ยวได้เสาร์-อาทิตย์ ! มาแนะนำ

แล้วอย่าลืมซื้อชุดว่ายน้ำสวย ๆ ไปลงทะเล ใน Kaidee แล้วคุณจะเจอชุดว่ายน้ำที่ถูกใจไปลงโซเชียลมากมาย

ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

ถุงลมนิรภัย หนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์

‘ถุงลมนิรภัย’ ชื่อที่ใครหลายคนได้ยินอยู่เป็นประจำ และรับรู้ว่าเป็นระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งบนรถยนต์ทุกคัน เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ แต่เชื่อได้เลยว่ายังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่รู้ว่า จริง ๆ แล้วถุงลมนิรภัยนั้นทำงานกันตอนไหน ทุกครั้งเลยหรือไม่ แล้วทำงานอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกท่านมาหาคำตอบกัน

ถุงลมนิรภัย คืออะไร ?

สำหรับการออกแบบรถยนต์ การคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ที่ต้องมีการพัฒนารถยนต์ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด และนอกจากเข็มขัดนิรภัยแล้ว การติดตั้งถุงลมนิรภัย ก็เป็นสิ่งที่ช่วยอาการบาดเจ็บของผู้ขับขี่เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงได้เช่นกัน

ถุงลมนิรภัย (Airbags) เป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยภายในรถยนต์ โดยมีลักษณะภายนอกที่ทำมาถูกห่อหุ้มด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเจ้าถุงลมนิรภัยนั้นทำหน้าที่เสมือนหมอนรองหัวให้กับผู้โดยสารภายในยานพาหนะ และขยายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันการกระแทกระหว่างผู้โดยสารและส่วนอื่น ๆ ของรถ

ถุงลมนิรภัยรถ อยู่ตรงไหนของรถยนต์ ?

ในรถยนต์แต่ละรุ่น จะมีตำแหน่งของถุงลมนิรภัยที่แตกต่างกันไป โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่งในรถที่มีราคาไม่แพงมากนัก และรถมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามราคาหรือความหรูหราของรถสูงสุดถึง 8 ตำแหน่ง แบ่งออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

  • ถุงลมนิรภัยด้านหน้า (Front Airbag) อยู่บริเวณด้านหน้าของรถทั้งซ้ายและขวา ทำหน้าที่ในการป้องกันผู้ขับและผู้โดยสารที่นั่งอยู่ด้านข้างผู้ขับ ทั้งหมด 2 ตำแหน่ง
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง (Side Airbag) อยู่บริเวณเบาะนั่งหรือแผงประตู ทำหน้าที่ป้องกันแรงกระแทกจากด้านข้าง
  • ม่านถุงลมนิรภัย (Curtain Airbag) เป็นถุงลมที่มักจะถูกติดตั้งในรถที่มาราคาสูง จะพองขึ้นเมื่อเข็มขัดนิรภัยเกิดการดึงกลับ
  • ถุงลมนิรภัยป้องกันเข่าและขา (Knee Airbag) อยู่บริเวณด้านล่างของคอนโซลรถ ทำหน้าที่ป้องกันสะโพก ขา และเข่า ไม่ให้กระแทกกับส่วนอื่น ๆ ในรถ
  • ถุงลมที่พื้นใต้เท้า (Carpet Airbag) อยู่บริเวณใต้เบาะรถ ทำหน้าที่ช่วยผ่อนแรงกระแทกที่เท้าให้เบาลง แต่ปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก

ถุงลมนิรภัย ทำงานอย่างไร ?

ในการทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น บริเวณด้านหน้าหรือด้านข้างของเครื่องยนต์รถ จะมีเซนเซอร์นิรภัยที่วัดการสั่นสะเทือนติดตั้งอยู่ และเมื่อเซนเซอร์เหล่านี้ถูกแรงกระแทก ก็จะทำให้เกิดการส่งสัญญาณให้ถุงลมนิรภัยพองตัวและหุบลงภายหลัง ซึ่งรถยนต์ในปัจจุบันบางรุ่นตัวถุงลมจะทำงานเมื่อมีการรัดเข็มขัดนิรภัยเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งที่ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกขณะที่ไม่รัดเข็มขัดนิรภัยและกระเด็นไปชนกับถุงนิรภัยจนเกิดการบาดเจ็บ

ภายในตัวถุงลมนิรภัยจะมีการใส่แก๊สไนโตรเจนไว้ประมาณ 60-70 ลิตร ซึ่งในจะถูกบรรจุไว้ในรูปแบบของของแข็งที่มีชื่อว่า โซเดียมเอไซด์ อยู่บริเวณ inflator ในตอนแรก ซึ่งเจ้าของแข็งชนิดนี้จะเกิดปฏิกิริยาการสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน (ประมาณ 300 องศาเซลเซียส) จากการตรวจจับการชน จนกลายเป็นโลหะโซเดียมและแก๊สไนโตรเจน

หลังจากการเกิดสารทั้ง 2 ชนิดนี้แล้ว ตัวโลหะโซเดียมที่มีนั้น อาจเกิดการระเบิดได้เมื่อเจอกับความชื้น ดังนั้นทางผู้ผลิตรถยนต์จึงจำเป็นที่จะต้องใส่ โพแทสเซียมไนเตรท ซึ่งสามารถกลายเป็นโพแทสเซียมออกไซด์และโซเดียมออกไซด์ซึ่งมีความอันตรายน้อยกว่าโลหะโซเดียม และการทำงานทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 0.04 วินาทีเท่านั้น

ถุงลมนิรภัยรถ ทำงานเมื่อไร ?

หลายคนเข้าใจว่าถุงลมนิรภัยจะมีการทำงานทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีหลากหลายเหตุผลที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ส่วนใหญ่คือ การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยและระบบการทำงานของเซนเซอร์เสีย โดยถุงลมนิรภัยจะพองตัวต่อเมื่อมีความเร็วที่มากพอ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถบรรทุกหรือเสาไฟฟ้าจนเกิดการเสียรูป
  • รถยนต์ ชนกับ เสารถยนต์ ความเร็วมากกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • รถที่มีความเร็วมากกว่า 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชนกับ รถที่จอดอยู่ กำแพง หรือคอนกรีต

ถึงแม้ว่าการติดตั้งถุงลมนิรภัยจะช่วยป้องกันการกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้ดี แต่การขับขี่อย่างระมัดระวัง และการมีรถที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุได้ดีกว่า และถ้าอยากได้รถสวย ๆ คุณภาพดี ๆ ก็สามารถมาหาใน Kaidee Auto ได้เช่นกัน

อ่านบทความ เทคนิคยานยนต์ อื่น ๆ

5 เส้นทางคาราวานยอดฮิตน่าขับรถเที่ยวในประเทศไทย

5 เส้นทางคาราวานยอดฮิตน่าขับรถเที่ยวในประเทศไทย

‘จุดหมายปลายทางไม่สำคัญเท่าเรื่องราวระหว่างทาง’ คงเป็นคำพูดที่มีคนมากมายยอมรับ เพราะการสัมผัสบรรยากาศรอบข้างพร้อมกับเพื่อนร่วมทางของคุณก็ทำให้คุณมีความสุขได้แล้ว ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำเส้นทางการขับรถท่องเที่ยว 5 เส้นทาง ในประเทศไทยที่คุณจะต้องประทับใจอย่างแน่นอน

กรุงเทพฯ-นครปฐม-ราชบุรี

ถ้าไม่อยากลางาน หยุดเสาร์-อาทิตย์ ภาคกลางมีสถานที่มากมายให้ได้ขับรถท่องเที่ยวใกล้ ๆ กรุงเทพเช่นกัน

วันที่ 1 จากกรุงเทพมหานครมุ่งหน้าไปยัง ตลาดน้ำดอนหวาย เดินเล่นซื้อของ แล้วสักการะหลวงพ่อที่ วัดไร่ขิง และ พระปฐมเจดีย์ ในนครปฐม แล้วเดินทางไปราชบุรี แวะเที่ยวที่ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ ซึมซับวัฒนธรรมไทย แล้วขับรถไปยังอำเภอสวนผึ้งเพื่อเข้าที่พัก

วันที่ 2 ตอนเช้าขึ้น เขากระโจม เพื่อชมทะเลหมอกอันสวยงาม แล้วกลับลงมาไป น้ำตกเก้าโจน เพื่อเล่นน้ำ แล้วไปแช่น้ำแร่ที่ ธารน้ำร้อนบ่อคลึง ก่อนกลับกรุงเทพมหานคร

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ระยอง-จันทบุรี-ตราด

ภาคตะวันออก ศูนย์รวมธรรมชาติอย่างทะเล น้ำตก และภูเขาไว้ในที่เดียว มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง และร้านอาหารมากมาย

วันที่ 1 ขับรถจากกรุงเทพมหานคร เข้ามาที่ จังหวัดระยอง เดินทางข้ามไปยัง เกาะเสม็ด สถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของจังหวัดระยอง นอนพักที่นั่น 1 คืน

วันที่ 2 ท่องเที่ยวในเกาะเสม็ดแล้วจึงกลับมาที่ฝั่ง มุ่งหน้าไป สวนสน ชายหาดสีขาวสวยงามที่อยู่ห่างจากตัวเมืองระยอง 29 กิโลเมตร และ ชายหาดแหลมแม่พิมพ์ เข้าที่พัก

วันที่ 3 เดินทางไปจังหวัดตราด แวะเที่ยวอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง ระหว่างทางแล้วขึ้นเรือข้ามไป เกาะช้าง นอนค้างบนเกาะ 1 คืน

วันที่ 4 กลับมาที่ฝั่ง ไปเที่ยวหาดบานชื่น แล้วไปที่ ตลาดนัดในบ้านหาดเล็ก ซื้อของฝาก จึงเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ขอนแก่น – กาฬสินธ์ุ

ตามรอยประวัติศาสตร์ของไดโนเสาร์ในภาคอีสานกับ ศูนย์การเรียนรู้ไดโนเสาร์ และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ

วันที่ 1 จากจังหวัดขอนแก่น มุ่งหน้าไปสักการะ พระธาตุขามแก่น ซึ่งเป็นพระธาตุคู่เมืองจังหวัดขอนแก่น ชมวิว ณ เขื่อนอุบลรัตน์ ลัดเลาะริมเขื่อนไปศึกษาประวัติศาสตร์ไดโนเสาร์ที่ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง และ อุทยานแห่งชาติภูเวียง จึงเดินทางไป บึงแก่นนคร ในตัวเมืองขอนแก่นเพื่อชมวิว และเข้าที่พัก

วันที่ 2 เดินทางออกจากขอนแก่น ผ่าน เขื่อนลำปาว สวนไดโนเสาร์ และ พิพิธภัณฑ์สิรินธร หลังจากนั้นไปซื้อผ้าไหมที่ บ้านโพน ก่อนเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์

วัที่ 3 เดินทางออกจากกาฬสินธุ์ ระหว่างทางแวะ ชมวิว สะพานเทพสุดา และชมศิลปะที่ MAMAFAKA Gallery ก่อนเข้าขอนแก่น

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เชียงใหม่-ปาย-แม่ฮ่องสอน-แม่สะเรียง

เส้นทางยอดฮิตในภาคเหนือท่ามกลางขุนเขาอันสวยงาม บนถนนคดเคี้ยวนับพันโค้งใกล้ชายแดนไทย ให้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ

วันที่ 1 เริ่มต้นการเดินทางที่ตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งหน้าไปยัง อำเภอปาย โดยมีการแวะไหว้พระที่ วัดป่าดาราภิรมย์ ซึ่งเป็นอารามหลวงของจังหวัดเชียงใหม่ และแช่น้ำพุร้อนใน โป่งเดือดป่าแป๋ น้ำพุร้อนท่ามกลางธรรมชาติ นอนค้างที่อำเภอปาย

วันที่ 2 เดินทางจากอำเภอปายตอนเช้าไป ถ้ำน้ำลอด แหล่งท่องเที่ยว Unseen ของแม่ฮ่องสอน จากนั้นเดินทางไปที่ ปางอุ๋ง เพื่อไปนอนรับบรรยากาศสบาย ๆ

วันที่ 3 ออกจากปางอุ๋งเข้าไปที่ บ้านรักไทย หมู่บ้านชาวจีนยูนนาน ท่ามกลางขุนเขา พระตำหนักปางตอง ศูนย์บริการและพัฒนาตามพระราชดำริ แล้วเข้าไปพักผ่อนที่ ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน

วันที่ 4 เดินทางจากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนไปถ่ายรูปที่ จุดชมวิวผาบ่อง ที่มองเห็นภูเขารายล้อม ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ อันกว้างขวาง และสำรวจ ถ้ำแก้วโกมล จึงเข้าที่พักใน แม่สะเรียง

วันที่ 5 แวะเที่ยวชมต้นไม้ที่ สวนสนบ่อแก้ว และ อุทยานแห่งชาติ ออบหลวง ระหว่างทางกลับจังหวัดเชียงใหม่เป็นอันสิ้นสุด

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

หาดใหญ่ (สงขลา)-ปัตตานี-นราธิวาส

3 จังหวัดภาคใต้ ที่มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ร้านอาหาร และเต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของทั้งศาสนาพุทธและมุสลิม

วันที่ 1 ท่องเที่ยวในอำเภอหาดใหญ่ เริ่มต้นที่ วัดช้างให้ เพื่อสักการะหลวงปู่ทวด เดินทางไปชม มัสยิดกรือเซะ ของศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี แล้วไหว้ สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ก่อนเข้าที่พักในตัวเมืองปัตตานี

วันที่ 2 เดินทางไปหาดต่าง ๆ ในปัตตานี ได้แก่ หาดปะนาเระ และ หาดแฆแฆ ซึ่งเป็นหาดสำคัญในจังหวัดปัตตานี หลังจากนั้นไป หมู่บ้านปะเสยะวอ หมู่บ้านเรือกอและในอำเภอสายบุรี และ หาดนราทัศน์ และพักที่ตัวเมืองนราธิวาส

วันที่ 3 เริ่มจากการเดินทางไป วัดชลธาราสิงเห เพื่อชมสถาปัตยกรรมอันสวยงาม จึงมุ่งหน้าไปเยี่ยมชม พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ และ ไหว้พระที่ วัดเขากง จากนั้นเดินทางกลับไปพักในอำเภอเขาใหญ่

วันที่ 4 ช้อปปิ้งท่องเที่ยวในตัวเมืองหาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดกิมหยง หรือ ขึ้นกระเช้าชมวิวที่ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ

ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ยังมีเส้นทางขับรถท่องเที่ยวในประเทศไทยมากมาย เพราะเมืองไทยสวยไม่แพ้ที่ใดในโลกไม่ว่าจะเป็นภาคไหน ก็น่าเที่ยวเช่นกัน และก่อนที่คุณเริ่มขับรถเที่ยว มาหารถสวย ๆ ใน Kaidee Auto มีรถพาคุณไปเรียนรู้ประสบการณ์แน่นอน