วิธีเลือกซื้อหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ แบบไหนดีไปดูกัน!

วิธีเลือกซื้อหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ แบบไหนดีไปดูกัน!

หมอนยางพารา

การนอนถือเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพที่ดี ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มตลอดคืนช่วยให้เรามีวันใหม่ที่สดใส พลังเต็มเปี่ยม และร่างกายที่พร้อมสู้กับโลกภายนอกได้ คุณภาพการนอนที่ดีที่เราคู่ควรนั้นมีได้ไม่ยาก เริ่มต้นง่าย ๆ จากการเลือกเครื่องนอนที่มีคุณภาพ

‘หมอนยางพารา’ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อเอาใจคนที่กำลังมองหาเครื่องนอนเพื่อสุขภาพ ต้องบอกว่าเทรนด์หมอนยางพารายังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องเพราะสรรพคุณเขาแน่นจริง

ใครที่ยังไม่รู้จักหมอนยางพารา วันนี้คือโอกาสทองของคุณแล้วค่ะ เราจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักหมอนยางพาราทุกซอกทุกมุมพร้อมวิธีเลือกหมอนยางพาราให้คุ้ม ดี มีคุณภาพกัน!

ไขข้อสงสัยหมอนยางพาราดีอย่างไร

หมอนยางพารานั้นเกิดมาเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการนอนที่แท้ทรู ถ้าถามว่าเจ้าหมอนชนิดนี้ดีอย่างไร อย่ารอช้า ไปดูคำตอบกันเลยค่ะ

ลดอาการปวดคอ บ่า ไหล่

หมอนยางพาราออกแบบมาให้นุ่มและยืดหยุ่นกว่าหมอนที่ทำจากวัสดุอื่น เช่น นุ่นหรือฝ้าย ตัวหมอนกระจายน้ำหนักได้ดี แถมช่วยผ่อนคลายศีรษะและต้นคอ ลดแรงกดทับได้ นอนสบาย ไม่ต้องห่วงจะปวดเมื่อยคอ

ตัวช่วยลดอาการกรน

หมอนยางพารามีคุณสมบัติในการกระจายน้ำหนัก จึงสามารถรองรับและปรับไปตามรูปร่างสรีระของแต่ละคนได้ คุณสมบัติข้อนี้ช่วยให้เรานอนในท่าที่ถูกต้องมากขึ้นและช่วยบรรเทาอาการนอนกรนที่เกิดจากการนอนผิดท่าหรือนอนในท่าที่ไม่ถูกต้อง 

หมดปัญหาไรฝุ่นกวนใจ ชาวภูมิแพ้ใช้ได้แน่นอน

หมอนยางพาราจะมีรูระบายรอบใบเพื่อป้องกันไม่ให้อับชื้น เกิดเป็นเชื้อรา นอกจากนี้ไรฝุ่นยังไม่สามารถแฝงตัวอยู่ในยางพาราได้ เรียกว่าปลอดภัยหายห่วง เหมาะกับคนเป็นภูมิแพ้อย่างยิ่ง

ช่วยลดความเครียดได้

ความเครียดเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เรานอนหลับไม่สบาย เจ้าหมอนยางพาราสามารถช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ช่วยลดอาการปวดศีรษะ เหนื่อยล้า และตึงเครียดได้ 

เลือกซื้อหมอนยางพาราอย่างไรไม่ให้พลาด  

ดูจากสรรพคุณเหลือล้นของหมอนยางพาราแล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสมัยนี้ถึงมีหมอนยางพาราผลิตออกมาให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ แต่ยิ่งมีช้อยส์เยอะ อาจจะยิ่งปวดหัวเลือกไม่ถูกไปกันใหญ่ เราเลยขอรวบรวมทริคการเลือกซื้อหมอนยางพาราที่ดีและมีคุณภาพมาฝาก 

เลือกหมอนยางพาราที่เหมาะกับความต้องการ

หมอนยางพาราแบบแท่ง

หมอนประเภทนี้จะทำจากยางพาราชนิดแท่ง มาพร้อมรูระบายที่สามารถป้องกันการอับชื้นได้ดี มีหลากหลายรูปร่าง สามารถเลือกให้เข้ากับความต้องการได้ เช่น แบบที่มีปุ่มสำหรับกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต 

หมอนยางพาราแบบฉีก

หมอนประเภทนี้คือการนำยางพารามาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยยัดไส้หมอน ข้อดีของหมอนยางพาราแบบฉีกคือเราสามารถปรับระดับความแน่นของหมอนยางพาราเองได้ ถ้ารู้สึกว่าหมอนแน่นหรือแข็งเกินไปก็เอาออก นอกจากนี้ยางพาราชิ้นเล็ก ๆ ช่วยกระจายแรงกดทับได้ดียิ่งขึ้น

หมอนยางพาราแท้ควรเป็นสีขาวครีม/ขาวนวล/ขาวเหลือง 

หมอนยางพาราที่ดีมีคุณภาพควรมีสีขาวครีม ขาวนวลไปจนถึงอมเหลืองนิด ๆ หากมีสีเหลืองเกินไปอาจจะแปลว่าในกระบวนการผลิตใช้ความร้อนเกินกำหนด หรือมีการนำยางเก่าและวัสดุแปลกปลอมอื่นมาผสม แต่ในปัจจุบันได้พัฒนาการผลิตหมอนยางพาราแท้ให้มีสีขาวแล้ว

ผิวสัมผัสเนียนไม่มีรอยเปื่อยยุ่ยเป็นขุย

หมอนยางพาราที่ดีไม่ควรเป็นขุยและมีรอยเปื่อยยุ่ย ถ้าหมอนที่เล็งไว้มีลักษณะแบบนั้น เป็นไปได้ว่าจะเกิดจากการใช้สารเคมีหรือวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือปล่อยให้หมอนเซ็ตตัวแข็งเกินไป หมอนแบบนี้จะมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร

ยืดหยุ่นและคืนตัวได้ดี

หมอนยางพาราที่ดีต้องยืดหยุ่นและคืนตัวได้ฉับไว ก่อนซื้อควรทดลองบีบหรือกดทับเพื่อทดสอบว่าเจ้าหมอนที่ว่าคืนตัวได้รวดเร็วหรือไม่ ถ้าใช่แปลว่าเป็นหมอนที่ช่วยกระจายและรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี 

ของแท้ต้องมีกลิ่นยางพารา

หมอนทำจากยางพาราก็ต้องมีกลิ่นยางพารา หมอนยางพาราแท้ 100% ควรมีกลิ่นยางพาราอ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ใครเพิ่งเข้าวงการหมอนยางพารา อาจจะไม่คุ้นเคยกลิ่นนี้ ถ้าดมแล้วรู้สึกว่ากลิ่นแรงไป ก็สามารถนำไปตากไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเทสัก 1 – 2 วัน

หมอนยางพาราที่ดีควรหนักเกิน 1.3 กิโล

เนื้อยางพาราจะน้ำหนักค่อนข้างเยอะกว่าวัตถุดิบอื่น ๆ หมอนยางพาราที่มีน้ำหนักเบาอาจจะเป็นยางพาราแบบสังเคราะห์ คือใช้น้ำยางพาราธรรมชาติผสมสารอื่นเพิ่มเข้าไป ดังนั้นหมอนยางพาราแท้ควรมีน้ำหนักประมาณ 1.3 กิโลกรัมขึ้นไป

วิธีดูแลรักษาหมอนยางพารา

รู้ไหมคะว่าหมอนยางพารามีอายุการใช้งานที่ยาวนานมาก ๆ ถึง 8 – 10 ปีเลยทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าเราจะไม่ต้องดูแลเก็บรักษาหรือใช้งานอย่างระมัดระวัง วันนี้เรามีทริคการดูแลหมอนยางพาราที่ช่วยให้เจ้าหมอนอยู่คู่เตียงเราอย่างมีคุณภาพไปนาน ๆ มาแบ่งปันกันด้วย ไปตามอ่านกันเลยดีกว่าค่ะ

ห้ามซักหรือแช่น้ำทิ้งไว้

ไม่ควรนำไปแช่น้ำทิ้งไว้หรือซักด้วยเครื่องซักผ้าเพราะจะทำให้หมอนยางพาราเสียรูปทรง วิธีการดูแลรักษาง่าย ๆ เลยคือใช้ผ้าเช็ดน้ำบิดให้หมาดแล้วเช็ดทำความสะอาดตามจุดที่สกปรก หลังจากนั้นก็นำผ้าแห้งมาเช็ดซับความชื้นส่วนเกินออก 

อย่านำไปตากแดด

แดดถือเป็นศัตรูคู่อาฆาตของหมอนยางพาราเลยทีเดียว หากนำไปตากแดดตรง ๆ จะทำให้เจ้าหมอนยางพาราของเราเหลืองไวและเปราะง่าย หากต้องการตากให้แห้ง ควรตากไว้ในที่ที่ไม่ต้องโดนแสงแดดโดยตรง 

สรุป

หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพเป็นไอเทมในการนอนหลับพักผ่อนอย่างหนึ่งที่คนนิยมชมชอบ คุณประโยชน์ของเจ้าหมอนยางพารามีมากมาย ทั้งช่วยลดอาการนอนกรน อาการปวดคอบ่าไหล่ ความเครียด แถมยังเป็นมิตรต่อคนที่เป็นภูมิแพ้เพราะไม่มีไรฝุ่นมาคอยกวนใจอีกด้วย

การเลือกหมอนยางพาราให้ได้ของดี มีคุณภาพ และตอบโจทย์ก็ไม่ยาก เพียงแค่เราต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าวัสดุที่นำมาใช้นั้นเป็นยางพาราแท้ รวมทั้งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นและคืนตัวได้ดี 

การดูแลรักษาหมอนยางพาราให้อยู่กับเราไปได้นาน ๆ คือการหลีกเลี่ยงไม่นำหมอนไปแช่น้ำหรือตากแดดโดยตรงเพราะจะทำให้ยางพาราเสื่อมสภาพไว เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถหนุนเจ้าหมอนยางพาราได้นานแสนนาน

ใครอ่านแล้วรู้สึกว่าต้องมีหมอนยางพาราไว้ติดเตียงสักใบไหมคะ ถ้าใช่ แวะเข้าไปที่ Kaidee ได้เลยค่ะ เรามีหมอนยางพาราหลากหลายยี่ห้อให้เลือกเลย ซื้อมาหนุนกันแล้ว คุณภาพการนอนดีขึ้นขนาดไหน อย่าลืมมารีวิวให้ฟังกันด้วยนะคะ 

ระบบดรัมเบรกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทำไมถึงต้องรู้!

ระบบดรัมเบรกมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ทำไมถึงต้องรู้!

พูดถึงเรื่องเบรกแน่นอนว่า เป็นปัญหาระดับชาติสำหรับการใช้รถยนต์ เพราะหากเบรกทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่ตามมาคือ ความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ นั่นทำให้การใส่ใจในการใช้ รวมถึงมั่นตรวจเช็คระบบเบรกเป็นเรื่องสำคัญ

ระบบดรัมเบรกคืออะไร

ระบบดรัมเบรกเป็นระบบการทำงานของเบรกชนิดหนึ่ง มักจะพบได้ในล้อรถยนต์คู่หลังของรถยนต์สมัยใหม่ แต่ก่อนเบรกแบบดรัมเบรกจะเป็น ระบบเบรกหลักยอดนิยมในรถยนต์รุ่นก่อน ทว่าในสมัยนี้มีดิสก์บรก ที่สามารถตอบโจทย์ได้การทำงานได้ดีกว่า จึงนำดิสก์เบรกเข้ามาใช้กับล้อคู่หน้า และให้ดรัมเบรกอยู่ในล้อคู่หลังแทน 

โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 

1.ดรัมเบรกก้ามปูนำ 2 ก้าม

ดรัมเบรกลักษณะนี้ เหมาะกับการใช้กับล้อรถยนต์คู่หน้า เพราะล้อรถคู่หน้าต้องรับแรงและน้ำหนักมากที่สุดในการเบรกแต่ละครั้ง ระบบนี้ที่มีข้อดีในเรื่องของ แรงที่ใช้เหยียบเบรกไม่มาก แต่รถสามารถหยุดได้ จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่รถยนต์หลายแบรนด์นำมาประกอบใช้ เพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุดในการขับขี่แก่ผู้ใช้

ลักษณะเด่นของก้ามปูนี้ คือการที่ตัวผ้าเบรกทั้ง 2 อัน จะอยู่ในรูปทรงที่สามารถจับประกบฝาครอบเบรกได้ด้วยตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพการเบรกได้ดีมากยิ่งขึ้น

2.ดรัมเบรกก้ามปูนำและก้ามปูตาม

สาเหตุของดรัมเบรกชนิดนี้มาจากที่ ถึงแม้ทางตรงระบบก้ามปูนำ 2 ก้าม จะสามารถทำงานได้ดีอย่างมากก็ตาม แต่เมื่อรถยนต์ต้องขึ้นไปบนทางลาดชัน หรือ ถอยหลัง ตัวดรัมเบรกก้ามปูนำ 2 ก้าม มักจะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ 

ทางผู้ผลิตหลายคน จึงนำระบบดรัมเบรกก้ามปูนำและก้ามปูตาม ไปใช้ในล้อหลังของรถยนต์ที่รับภาระหนัก หากอยู่บนทางลาดหรือตอนถอย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและการเบรกที่ดี โดยระบบนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันว่า “ฝักนำกับฝักตาม” ซึ่งสามารถทำงานได้ดีทั้งเดินและถอยหลัง ไม่แพ้ตัวดรัมเบรกก้ามปูนำ 2 ก้าม

ระบบดรัมเบรกทำงานอย่างไร

การทำงานของเบรกชนิดนี้จะเริ่มจากที่ เมื่อคุณเหยียบเบรก ตัวระบบไฮดรอลิค จะส่งพลังงานไปยังปั๊มที่อยู่ด้านหลังของตัวดรัมที่เป็นฝาครอบอีกที เพื่อให้ปั๊มนั้น ดันผ้าเบรกที่เป็นก้ามปูทั้งสองด้าน เข้าไปจับกับฝาครอบเบรกให้ดันไปติดล้อ เพื่อหยุดการชะลอการเคลื่อนไหวลง 

เมื่อคุณปล่อยเบรกแล้ว ตัวสปริงและลวดจะเป็นตัวที่ช่วยดึงให้ผ้าเบรกกลับมาที่เดิม เพิ่มประสิทธิภาพในการขยับล้อได้ดีขึ้น หากคุณต้องการออกตัวในทันที เช่นเดียวกันกับ การดึงเบรกมือขึ้น ตัวฟันเฟืองที่เป็นตัวครอบลวดจะถูกหมุนออกให้ ลวดขยายตัวดันผ้าเบรกไปชิดฝาครอบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ล้อมีการล็อกเกิดขึ้น

ข้อดีของดรัมเบรก

1.เหยียบเบาก็เบรกอยู่

ข้อแรกที่เป็นจุดเด่นของระบบเบรกแบบนี้คือ การแตะเบรกไม่แรง ไม่ลึก ก็สามารถหยุดรถไว้ได้อยู่หมัด เพราะว่าตัวระบบดรัมเบรก หรือฝาครอบดรัม เป็นจุดที่อยู่ใกล้กับตัวล้อและยึดกับดุมล้อ ทำให้เวลาเบรกสามารถชะลอรถได้อย่างง่าย ไม่ต้องใช้แรงเยอะ

2.ไม่ต้องใช้หม้อลมเบรก

หม้อลมเบรกเป็นสิ่งที่มีสำหรับรถยนต์ ใช้ในระบบดิสก์เบรก เพื่อเพิ่มแรงกำลังให้ตัวเบรกสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างเดียวกันกับข้อดีข้างต้น เพราะตัวระบบดรัมเบรกอยู่ใกล้และสามารถจับกับตัวฝาครอบเบรกได้ด้วยตัวเอง จึงทำไม่ต้องใช้หม้อลมเบรกพื่อส่งแรงเหมือนดิสก์เบรก

3.เหมาะกับรถที่มีน้ำหนักเยอะ 

ดรัมเบรกเป็นเบรกที่เวลาแตะครั้งหนึ่ง ตัวผ้าเบรกก็ถูกดันไปติดกับฝาครอบเบรก เพื่อหยุดล้อได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมาก จึงมักถูกนำไปใช้กับรถยนต์ประเภทกระบะ หรือ รถบรรทุก ที่มีน้ำหนักเยอะ 

เน้นประสิทธิภาพในการหยุดและจับฝาครอบเบรกได้อย่างแน่นหนา รวมถึงผ้าเบรกที่มีขนาดหนา เพื่อรองรับแรงเสียดสีที่ก่อให้เกิดความร้อนนั่นเอง

4.มีระบบปิดที่ดี ทำให้ไม่ต้องดูแลรักษาบ่อยนัก

หลายคนอาจจะยังไม่เคยเห็น ตัวระบบดรัมเบรกมีหน้าตาเป็นอย่างไร แน่นอนว่าให้ลองนึกถึงนาฬิกาที่มีฝาครอบและหน้าปัด บดบังฟันเฟืองและการทำงานของเข็มไว้ด้านใน 

ระบบดรัมเบรกก็เป็นอย่างเดียวกัน ด้านในลึกลงไป หลังฝาครอบเบรก จะมีตัวผ้าเบรก สปริง ปั๊มไฮดรอลิค ที่คอยทำหน้าที่ชะลอรถให้เรา ซ่อนอยู่นั่นเอง

ข้อเสียของดรัมเบรก

1.ไม่มีการระบายความร้อน

เมื่อเกิดการเบรก แน่นอนว่าต้องเกิดแรงเสียดสีขึ้นจนกลายเป็นความร้อน ซึ่งความร้อนอย่างต่ำคือ 400F ที่เกิดขึ้นกับระบบเบรก หรือตัวผ้าเบรก หากเป็นในดิสก์เบรก ปัญหาความร้อนนี่จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะตัวดิสก์จะมีการเจาะรูระบายอากาศอยู่ตลอด ทำให้อากาศสามารถเข้าไปทำให้ผ้าเบรกเย็นลงได้ 

เมื่อไม่มีการระบายความร้อน ปัญหาที่ตามมาคือผ้าเบรกไหม้ หรือ ตัวดรัมเบรกมีความร้อนเกินไปจนเบรกทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ยิ่งถ้าเกิดผ้าเบรกไหม้จนหมด จะกลายเป็นเบรกไม่อยู่เลยทีเดียว  

2.ตอบสนองค่อนข้างช้า

เพราะการเบรกชนิดนี้เป็นการส่งกำลังจากเบรกโดยตรง และให้ไปจับกับตัวล้อ จะมีการตอบสนองช้ากว่าการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่ ก้ามปู หรือ คาลิปเปอร์ เพื่อหยุดจานเบรก (ดิสก์เบรก) 

จึงทำให้การเบรกในแต่ละครั้ง อาจจะต้องรั้งรอจังหวะ เพื่อให้ตัวผ้าเบรกไปจับฝาครอบเบรก ก่อนจะเกิดแรงเฉื่อยเพื่อชะลอรถ

3.ระบายน้ำได้ไม่ดี

หากเกิดปัญหาน้ำท่วมขัง เข้าไปยังล้อ แน่นอนว่าระบบเบรกย่อมได้รับผลกระทบ เพราะว่าเมื่อนำเข้าไปจะทำให้ผ้าเบรกเปียก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พอผ้าเบรกเปียกก็จะทำหน้าที่จับฝาครอบเบรกได้ไม่ดีนัก 

แต่หากเป็นดิสก์เบรกที่พัฒนามาให้สามารถระบายอากาศ และรับอากาศเข้าไปเมื่อเปิดที่ปัดน้ำฝน ทำให้ผ้าเบรกแห้งเร็วขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

4.ดูแลรักษายาก 

ข้อดีคือ การไม่ต้องดูแลรักษาบ่อย แต่ก็มีข้อเสียคือการดูแลรักษายากกว่าปกติด้วยเช่นกัน เพราะกว่าจะทำการแงะตัวฝาครอบดัมเบรกออกมา และตรวจสอบดูกลไกการทำงานว่าปกติดีมั้ย นั่นจะต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญคอยเช็คดู และต้องคอยประกอบรายละเอียดชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลับให้พอดีอีกด้วย 

ความแตกต่างระหว่างดรัมเบรกและดิสก์เบรก

สิ่งที่เห็นได้ชัด ของความแตกต่างระหว่างสองตัวนี้คือ คือ รูปลักษณ์ และ ระบบการทำงาน

1.รูปลักษณ์

ในเรื่องของรูปลักษณ์ อย่างที่ได้อธิบายไปว่า ระบบดรัมเบรกจะเป็นตัว ฝาครอบเบรก ด้านหลังมีระบบไฮดรอลิค พร้อมกับลวด สปริง และผ้าเบรก วางเรียงอย่างเป็นระบบอยู่ที่ด้านหลัง โดยการทำงานจะเป็นการดันผ้าเบรกให้ไปจับกับตัวฝาครอบเบรก เพื่อชะลอล้อ

ขณะที่ของตัวดิสก์เบรก จะเป็นรูปร่าง จานเบรก ที่มีคาลิปเปอร์หรือก้ามปูคอยจับตัวจานไว้อยู่ โดยบริเวณคาลิปเปอร์นั้นจะมีการส่งพลังงานน้ำมันมาเพื่อให้เกิดการเบรก

2.ระบบการทำงาน

การทำงานของดรัมเบรก ใช้การส่งพลังงานผ่านตัวปั๊มไฮดรอลิค ให้ดันยืดสปริงออกไป จนผ้าเบรกไปจับกับฝาครอบเบรก และนำไปสร้างแรงเฉื่อยให้กับล้อ จนกว่าจะเกิดการหยุดของล้อนั่นเอง

ในส่วนของการทำงานตัวดิสก์เบรก จะทำงานโดยให้ตัวพลังงานน้ำมันจากเครื่องยนต์ส่งแรงไปยัง คาลิปเปอร์หรือก้ามปู เพื่อให้ไปบีบจับกับตัวจานเบรกที่กำลังทำงานอยู่ โดยเมื่อบีบเข้ากับตัวจานเบรกแล้ว จานเบรกจะส่งแรงผ่านแม็กซ์ไปหยุดการเคลื่อนไหวของล้อ จนเกิดเป็นการชะลอรถยนต์ขึ้น

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่คิดว่าการดูแลรถยนต์เป็นเรื่องยาก แนะนำว่า ให้ทุกคนขยันนำรถเข้าไปเช็คระยะที่ศูนย์ตามเวลาที่กำหนดอย่างตรงเวลาจะดีที่สุด เพราะผ้าเบรกควรได้รับการเปลี่ยนและเช็คอยู่ทุกปี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผ้าเบรกไหม้ หรือ บางจนหมด นั่นอาจหมายถึงอุบัติเหตุที่จะตามมาได้จากการเบรกไม่อยู่ค่ะ

การเปลี่ยนดรัมเบรกหรือจานเบรกเอง หากไม่ให้ทางศูนย์เปลี่ยนให้ ก็ให้ทางอู่ซ่อมผู้ชี่ยวชาญเป็นคนดูแลให้ก็ได้ค่ะ หรือใครที่อยากซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนเองก็สามารถดูได้ที่ Kaidee เลยค่ะ

5 เครื่องดนตรีไทย เสียงไพเราะน่าฟัง

5 เครื่องดนตรีไทย เสียงไพเราะน่าฟัง

เครื่องดนตรีไทยเป็นศิลปะแขนงหนึ่งในประเทศไทยที่มีมาอย่างช้านาน ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศต่าง ๆ เช่น จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ดีด สี ตี เป่า ตั้งแต่อดีตเครื่องดนตรีไทยถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในงานพิธีกรรมต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบันเพราะเสียงที่ไพเราะน่าฟังนั่นเองและเครื่องดนตรีไทยที่เราจะมาพูดถึงวันนี้คือเครื่องดนตรีไทยยอดนิยมที่มีเสียงเพราะน่าจดจำ 5 อย่าง

5 เครื่องดนตรีไทย เสียงเพราะน่าฟัง

ระนาด

เครื่องดนตรีไทยอันโด่งดังจากภาพยนตร์ ‘โหมโรง’ อย่างระนาด เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตีที่มีเสียงอันไพเราะจากไม้ตี 2 ประเภทที่แตกต่างกัน ได้แก่ ไม้นวมให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล และไม้แข็งให้ความรู้สึกถึงการมีอำนาจ ส่วนตัวระนาดไทยก็แบ่งออกเป็น 5 ชนิดได้แก่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ระนาดเอก ระนาดเอกเหล็ก ระนาดแก้ว ตามลักษณะของระนาดแบบต่าง ๆ

จะเข้

จะเข้ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวมอญและวิวัฒนาการจากพิณ โดยลักษณะของจะเข้มีลักษณะคือมี 3 สาย บรรเลงด้วยการใช้ไม้ดีดกลมปลายแหลมดีดและใช้นิ้วในการบรรเลงโน้ตต่าง ๆ ออกมา ทำให้เกิดเสียงอันไพเราะให้เราได้ฟังกัน

ขิม

ขิม อีกหนึ่งเครื่องดนตรีไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยการเล่นดูสง่างาม ขิมเป็นเครื่องดนตรีไทยที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องตี โดยมีเข้ามาในประเทศไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นจากประเทศจีน โดยวิธีการบรรเลงคือการตีไม้ลงไปบนสายขิมตามตัวโน้ตต่าง ๆ ให้เกิดเสียงที่ออกมาเกิดความนุ่มนวลกว่าเครื่องดนตรีประเภทอื่น

ขลุ่ย

เครื่องดนตรีไทยที่หลายคน ๆ ได้เรียนในโรงเรียน เพราะเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าที่เล่นง่ายเข้าใจไม่อยาก เป็นเครื่องเป่าที่ไม่มีลิ้น มีรูอยู่บนตัวเครื่องเพื่อให้ผู้เล่นใช้นิ้วปิดออกมาเป็นโน้ตต่าง ๆ ขณะเป่าลม จริง ๆ แล้วขลุ่ยมีหลากหลายประเภทแต่ที่นิยมเล่นในปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 ประเภท ได้แก่ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยอู้ เท่านั้น

ซอ

‘สีซอให้ควายฟัง’ เป็นสำนวนไทยที่บ่งบอกถึงความนิยมของเครื่องดนตรีไทยอย่างซอได้เป็นอย่างดี เพราะด้วยเสียงที่ไพเราะน่าฟังจากการใช้คันชักสีเข้ากับสาย มีอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือ ซอด้วง ซออู้ และซอสามสาย ที่เราได้ยินชื่อกันบ่อย ๆ นั่นเอง

นี่คือ 5 เครื่องดนตรีไทยที่หลายคนบอกว่ามีความไพเราะ น่าอนุรักษ์ ซึ่งนอกการผ่อนคลายควความเครียดด้วยการเล่นดนตรีแล้วยังมีวิธีการผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีอื่น ๆ ลองอ่านบทความ

>>> 10 เกมติดเครื่อง Nintendo Switch

>>> หากเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี ให้มีสัตว์เลี้ยงไว้ข้างกายสิ

ส่วนใครที่อยากมีความสามารถพิเศษเท่ ๆ ด้วยการเล่นเครื่องดนตรี Kaidee มีขายเครื่องดนตรีเจ๋ง ๆ เยอะแยะให้เลือกนะคะ

7 กีฬา ยอดฮิตของคนไทย

7 กีฬา ยอดฮิตของคนไทย

การเล่นกีฬา นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยพัฒนาจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสอีกด้วย และสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน กระแสการออกกำลังกายก็เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าถึง 7 กีฬา ที่คนไทยนิยมว่ากีฬาเหล่านี้มีอะไรดีบ้าง ไปดูกันเลย

กีฬา ยอดฮิตที่คนไทยชอบ

วิ่ง

กีฬา วิ่ง
ขอบคุณรูปจาก: wal_172619

กีฬายอดฮิตของคนไทยที่แทบไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลย แค่มีรองเท้าก็ออกกำลังกายได้แล้ว โดยในการแข่งขันส่วนมากนั้นแบ่งการแข่งขันออกเป็นหลากหลายประเภท ทั้งวิ่งระยะสั้น วิ่งระยะกลาง วิ่งผลัด และวิ่งมาราธอน ซึ่งการวิ่งนั้นส่งผลดีต่อร่างกายทั้งทางกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนเลือด ระบบทางเดินหายใจ และข้อต่ออีกด้วย แต่การวิ่งที่ดีไม่ควรที่จะวิ่งเร็วจนเกินไป ควรประเมินจากสมรรถภาพทางร่างกายของตนเอง มิเช่นนั้นก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้เช่นเดียวกัน 5 สิ่งที่ต้องศึกษาก่อนเริ่มวิ่งเทรล (Trail Running)

บาสเกตบอล

ขอบคุณรูปจาก: Varun Kulkarni

‘อยากสูงต้องเล่นบาสนะ’ จากประโยคนี้เองที่ทำให้กีฬาบาสเกตบอลกลายเป็นกีฬาประเภททีม 5 คนที่เริ่มมาจากการเล่นในมหาวิทยาลัยจนแพร่หลายเป็นกีฬาอาชีพจนเกิดการแข่งขันระดับโลก และเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากในเมืองไทยเพราะความสนุกที่ได้ทั้งวิ่ง เลี้ยง และโยนลูกให้ลงห่วง โดยต้องใช้ทั้งความรวดเร็วและความแม่นยำในการเล่น และกีฬาบาสเกตบอลยังช่วยพัฒนากลไกการเคลื่อนไหวร่างกายและเพิ่มสมาธิให้ตัวผู้เล่นอีกด้วย

ฟุตบอล

ขอบคุณรูปจาก: PublicDomainArchive

ฟุตบอล กีฬาที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายที่สุดในโลกเห็นได้จากการแข่งขันต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ หรือโรงเรียนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นกีฬายอดฮิตของผู้ชายหลาย ๆ คน มีข้อดีคือช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบหายใจ ระบบการทำงานของหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และ ระบบกล้ามเนื้อ แต่ก็มีข้อจำกัดในการเล่นคือใช้จำนวนคนที่เยอะพอสมควร

แบดมินตัน

กีฬา แบด
ขอบคุณรูปจาก: Vlad Vasnetsov

ถ้าหากจะพูดถึงกีฬายอดฮิต เล่นง่าย ไม่ยุ่งยากของคนไทยก็คงจะหนีไม่พ้นแบดมินตัน กีฬาที่ใช้แค่ลูกขนไก่กับไม้แบดมินตัน มีแค่ 2 คนก็เล่นได้ และยังเป็นกีฬาที่ไม่ได้หักโหมจนเกินไป เพราะเล่นกันในคอร์ตที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ได้ทั้งความไว ไหวพริบ ความแม่น และพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอีกด้วย และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้กีฬาแบดมินตันกลายเป็นที่นิยม จนมีนักกีฬาไทยได้รับรางวัลในการแข่งขันระดับโลกเลยทีเดียว

วอลเลย์บอล

กีฬา วอลเล่ย์บอล
ขอบคุณรูปจาก: David Mark

อีกหนึ่งกีฬาที่มีนักกีฬาของประเทศไทยเข้าไปแข่งขันจนโด่งดังระดับโลกอย่างวอลเลย์บอล เป็นกีฬาประเทศทีม ทีมละ 6 คน สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งในร่มและบนชายหาด อีกทั้งยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัวในร่างกาย และยังช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในทีม เพราะต้องวางแผนและพูดคุยร่วมกันเสมอ

จักรยาน

กีฬา จักรยาน
ขอบคุณรูปจาก: Pexels

ต้องยอมรับว่าการปั่นจักรยาน เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่กำลังมีแนวโน้มความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายปีที่ผ่านมาจนมีเกิดชมรมต่าง ๆ มากมาย เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อเกือบจะทุกส่วนในร่างกายแล้ว การปั่นจักรยานยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย ดีทั้งตัวเราและสิ่งแวดล้อมจริง ๆ 

มวยไทย

ขอบคุณรูปจาก: Mohamed Nuzrath

กีฬาอันโดดเด่นของประเทศไทยอย่างมวยไทย ก็เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการออกแรง ทำให้เกิดเหงื่อได้มาก และในปัจจุบันก็มีค่ายมวยเปิดใหม่เยอะแยะมากมาย รวมถึงมีคลาสเรียนออกกำลังกายมวยไทยโดยเฉพาะในฟิตเนสหลายที่เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เห็นไหมคะว่าการออกกำลังกายนั้นมีข้อดีมากมาย และถ้าใครที่ยังไม่มีอุปกรณ์การกีฬาต่าง ๆ ลองเข้ามาหาใน Kaidee ได้เลย แล้วอย่าลืมออกกำลังกายกันนะคะ

ดิสเบรกตรวจเช็คและดูแลรักษาอย่างไร ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ดิสเบรกตรวจเช็คและดูแลรักษาอย่างไร ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ดิสเบรกเป็นส่วนหนึ่งของยานพาหนะแทบจะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ จักรยานยนต์ รถไฟ หรืออื่น ๆ เพราะหากไม่มีอุปกรณ์ชิ้นนี้แล้วล่ะก็ อาจจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนกันทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดอย่างแน่นอน

เห็นความสำคัญที่มีของเบรกขนาดนี้แล้ว เรามาดูกันดีกว่า ว่าเบรกนั้นเป็นอย่างไร และที่เรียกกันว่าดิสเบรกนั้น เอาไว้ทำอะไรกันแน่ รวมไปถึงวิธีเช็คและวิธีดูแลรักษาให้ดิสเบรกนั้นใช้งานได้ยาวนานนั้นทำได้อย่างไรบ้าง

ดิสเบรก คืออะไร?

ต้องบอกก่อนว่า หน้าที่หลักๆของดิสเบรกนั้นคือการบีบจานเหล็กเข้ากับล้อ เพื่อให้รถยนต์ชะลอความเร็วลงและหยุดได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ โดยมีส่วนประกอบ ดังนี้

1. จานดิสเบรก

เป็นแผ่นเหล็กที่มีหน้าที่ช่วยในการระบายและกระจายความร้อนที่เกิดขึ้นในขณะที่เบรก ซึ่งจานดิสเบรกนั้นก็มีอยู่หลากหลายประเภท ดังนี้

  • จานเบรกแบบธรรมดา เป็นจานเบรกที่ใช้กันในรถยนต์ทั่วๆไป
  • จานเบรกแบบเซาะร่อง ที่ให้แรงเสียดทานที่ดีกว่า อีกทั้งยังช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีกว่า แบบธรรมดา ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะพบเห็นการใช้จานเบรกประเภทนี้ในรถแข่งเป็นส่วนใหญ่
  • จานเบรกแบบคู่ เหมือนกับจานเบรกแบบธรรมดาทุกอย่างแต่เพิ่มจานเบรกมาเป็น 2 อัน และมีใบพัดที่ช่วยให้จานเบรกเย็นลงได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

2. ผ้าดิสเบรก

ผ้าเบรกส่วนใหญ่มักจะผลิตโดยผสมจากไฟเบอร์และเรซิน ซึ่งจะคั่นเอาไว้อยู่ระหว่างกลางของผ้าเบรกและดิสเบรก ซึ่งมีไว้เพื่อจะเอาไว้ตรวจเช็คความสึกของผ้าเบรกนั่นเอง

3. คาลิปเปอร์หรือก้ามปู

คาลิปเปอร์นั้นจะติดตั้งครอบลงไปบนจานดิสเบรก ภายในจะประกอบไปด้วยผ้าเบรก ซึ่งตัวคาลิปเปอร์นี้จะไม่หมุนไปตามล้อ แต่ลูกสูบภายในที่รับน้ำมันเบรกมาจะดันตัวผ้าเบรกที่อยู่ภายในนั้นให้ไปประกบกับดิสเบรก ทำให้รถชะลอตัวลง

ประเภทของดิสเบรก

1. ดิสเบรกแบบคาลิปเปอร์ยึดอยู่กับที่ (Fixed Position Disc Brake)

ภายในคาลิปเปอร์จะมีผ้าเบรกอยู่ 2 แผ่น ที่ลูกสูบภายในจะบีบให้ผ้าเบรกเป็นเพียงที่ยึดของลูกปั้มประกบเข้ากับจานเบรก ดิสเบรกแบบนี้จะมีทางเดินน้ำมันอยู่ภายในตัวคาลิปเปอร์ และก็ตามชื่อประเภทเลย คือ ตัวคาลิปเปอร์นั้นจะไม่ขยับเขยื้อนในขณะที่เบรกทำงาน

2. ดิสเบรกแบบคาลิปเปอร์แกว่งได้ (Swinging Caliper Disc Brake)

ดิสเบรกแบบนี้จะมีผ้าเบรกอยู่ 2 แผ่น เหมือน ๆ กับแบบแรก แต่ที่แตกต่างกันเลยคือ จะมีแผ่นหนึ่งที่ติดอยู่กับคาลิปเปอร์ ส่วนผ้าเบรกอีกแผ่นจะติดอยู่กับลูกสูบ ที่จะคอยดันให้ผ้าเบรกมาประกบเข้ากับจานเบรก ซึ่งตัวคาลิปเปอร์นั้นจะสามารถขยับไปมาได้ ดิสเบรกประเภทนี้ใช้ในรถยนต์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในท้องตลาด

3. ดิสเบรกแบบเคลื่อนที่ไปมาได้ (Sliding Caliper Disc Brake)

ดิสเบรกแบบนี้ จะมีหลักการคล้ายๆกับแบบแรก แต่แบบแรกนั้นจะบีบแค่ตัวลูกปั้ม แต่ดิสเบรกแบบเคลื่อนที่ไปมาได้นั้น จะบีบผ้าเบรกโดยตรงทั้ง 2 แผ่น ให้เข้ากับจานเบรก ทำให้ดิสเบรกแบบนี้สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้นั่นเอง

วิธีเช็คหากดิสเบรกเริ่มมีปัญหา

ความอันตรายสูงสุดที่เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่ที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เลย คือ เรื่องไม่สามารถเบรกได้เวลาที่เหยียบเบรก สาเหตุหนึ่งเลยมาจากการที่ผู้ขับขี่นั้นมักจะละเลยต่อการตรวจเช็ค ซึ่งมาดูกันว่ามีวิธีใดบ้างที่บ่งบอกถึงว่าดิสเบรกนั้นเริ่มเสื่อมสภาพ หากเกิดสิ่งเหล่านี้แล้ว อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้นาน

1. เบรกแล้วมีเสียงดัง

หากในขณะที่คุณกำลังเบรกมีเสียง “จี๊ดๆ” เสียงเหมือนเหล็กเสียดสีกัน นั่นแสดงว่าผ้าเบรกที่อยู่ภายในดิสเบรกของคุณเริ่มสึกหรอและใกล้จะหมดแล้ว หากเกิดอาการนี้แล้วควรรีบเปลี่ยนผ้าเบรกให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะทำให้เบรกของรถยนต์พังเสียก่อน

2. ขณะที่เหยียบเบรกแล้วรถมีอาการส่าย

การที่รถยนต์ส่ายนั้นเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากเกิดการส่ายของตัวรถยนต์ในขณะที่เบรกแล้วล่ะก็ นั่นแสดงให้เห็นว่า เบรกในรถยนต์ของคุณกำลังมีปัญหาเข้าให้แล้ว ทางออกที่ดีที่สุดคือการส่งไปให้ช่างตรวจสอบและแก้ปัญหา ก่อนที่รถของคุณจะเบรกไม่ได้เสียก่อน

3. ขณะที่เหยียบเบรกมีอาการสั่นที่พวงมาลัย

หากคุณเหยียบเบรกเพื่อชะลอรถแล้วพบว่าพวงมาลัยมีอาการสั่น เหมือนรถไม่มีความมั่นคงและควบคุมไม่ได้ที่พวงมาลัย นอกจากเป็นปัญหาที่เบรกแล้ว อาจจะมีปัญหาจากที่อื่นร่วมด้วยก็เป็นได้

4. ต้องใช้แรงมากขึ้นในการเหยียบเบรก

อาการที่ต้องใช้แรงมากขึ้นในการเหยียบเบรกนั้น มักเรียกๆกันว่า “เบรกตื้อ” เป็นอาการที่ต้องเหยียบเบรกแรงขึ้น ซึ่งสาเหตุเกิดได้จากหลากหลายอย่างเป็นอย่างมาก ควรส่งให้ช่างที่ชำนาญตรวจสอบและแก้ไข

ดูแลดิสเบรกอย่างไรให้ใช้งานได้นาน

ดิสเบรกนั้นก็มีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปตามส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในดิสเบรก ซึ่งการดูแลรักษาให้เบรกนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น โดยมีวิธีดูง่าย ๆ ดังนี้

1. ตรวจดูผ้าเบรกอยู่เสมอ

อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นแล้วว่า “ผ้าเบรกนั้นเป็นส่วนประกอบหนึ่งภายในดิสเบรก” ที่มีหน้าที่ในการหนีบจานเบรกและชะลอรถ ดังนั้นการตรวจดูผ้าเบรกไม่ให้สึกหรอจนเกินไป (ไม่น้อยกว่า 7 มิลลิเมตร) หรือควรเปลี่ยนทุกๆการขับขี่ไปแล้ว 30,000 – 40,000 กิโลเมตร

2. เปลี่ยนน้ำมันเบรก

หลายๆท่านอาจจะไม่ทราบเบรกนั้นมีน้ำมันด้วยเหรอ จริงๆแล้วน้ำมันเบรกนั้น คือ สารผสมที่มีหน้าที่ดูดซับความชื้นภายในเบรกนั่นเอง ซึ่งน้ำมันเบรกนั้นควรเปลี่ยนตามที่กำหนดเอาไว้ ทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร หรือปีละ 1 ครั้ง และควรใช้น้ำมันที่เป็นเกรดเดียวกันกับของเดิมที่ใช้อยู่

3. ทำความสะอาดจานเบรก

การทำความสะอาดจานเบรกนั้นจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เห็นถึงสภาพโดยรวมของจานเบรกว่ามีการสึกมากน้อยขนาดไหน หรือมีรอยจากการโดนเศษหินตามท้องถนนมาโดนจนบิ่นหรือร้าว ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรที่จะเปลี่ยนจากเบรกใหม่โดยเร็ว แต่ถ้าหากไม่มีก็อาศัยการทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์หรือทินเนอร์

4. ตรวจเช็คสายน้ำมันเบรก

หากว่าอายุเบรกในรถยนต์ของเรามีอายุการใช้งานที่ยาวนานแล้วล่ะก็ สายน้ำมันเบรกก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องตรวจเช็คและบำรุงรักษา ด้วยความที่สายเหล่านี้ต้องทนความร้อนที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีโอกาสที่สายเหล่านี้จะเสื่อมสภาพและกรอบไปตามกาลเวลา หากปล่อยทิ้งเอาไว้ อาจจะทำให้น้ำมันเบรกรั่วในระหว่างขับรถและทำให้ไม่สามารถเบรกได้ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้เลย

5. ตรวจเช็คระบบเบรก

การตรวจเช็คระบบเบรกทั้งหมดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ก็เป็นการที่ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้กับดิสเบรกของเรา ซึ่งขั้นตอนการตรวจเช็คระบบนั้น มีดังนี้

1. เปิดฝากระโปรงหน้ารถ และตั้งขาค้ำฝากระโปรง

2. หากระปุกน้ำมันเบรกและตรวจให้ระดับของน้ำมันเบรกอยู่ในระดับที่กำหนด

3. น้ำมันเบรกต้องมีความใสเสมอ หากเห็นว่าเริ่มดำ ควรที่จะเปลี่ยนใหม่

4. ตรวจดูหม้อลมเบรก (ที่อยู่หลังกระปุกน้ำมันเบรก) ให้อยู่ในสภาพดีเสมอ

5. มองหาชุดระบบเบรก ABS แล้วตรวจเช็คว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

6. เริ่มจากตรวจเช็คที่สายน้ำมันเบรกให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้

7. ตรวจดูที่จานเบรกว่าบาง และมีรอยสึกเสมอกันทั่วทั้งวงหรือไม่ ถ้าบางมากควรเปลี่ยน

8. ตรวจเช็คผ้าเบรก โดยใช้ไฟฉายส่องดูแนวร่องกลางผ้าเบรก ถ้าร่องเริ่มตื้น ก็ถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว

9. ตรวจดูชุดคาลิปเปอร์เบรก ให้สามารถประกบผ้าเบรกกับจานเบรกได้แนบสนิท

10. ตรวจเช็คระยะเบรกจากแป้นเบรก ต้องมีความตื้นหรือลึกของระยะเบรกให้พอดี

สรุปท้ายบทความ

ดิสเบรกของรถยนต์นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถชี้ชะตาของผู้ขับขี่บนท้องถนนได้เลยทีเดียว วิธีการดูแลรักษาดิสเบรกนั้นจะช่วยให้เบรกนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงและยังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ หากดูแลดิสเบรกได้ไม่ดีพอ

ทั้งนี้การที่ได้ทราบถึงสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าเบรกนั้นเริ่มปัญหา จะทำให้ผู้ขับขี่นั้นได้รับรู้และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที โดยการที่ส่งรถยนต์ที่รัก ให้แก่ช่างผู้ชำนาญได้แก้ ก่อนที่จะขับขี่ย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อุ่นใจทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัย

สุดท้ายนี้บทความนี้ก็ได้ให้คำตอบเป็นที่เรียบร้อยในเรื่องของวิธีการตรวจและบำรุงรักษาดิสเบรกให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติที่สุด หากใครที่กำลังมองหาบริการเปลี่ยนดิสเบรก ผ้าเบรก หรือหากต้องการซ่อมรถยนต์ในส่วนอื่นๆ สามารถมาหาได้ที่ Kaidee Auto