Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เมื่อใช้งาน iPhone ของตัวเองมาสักพักหนึ่งอาจสังเกตได้ว่าทำไมแบตเตอรี่ของเราถึงลดเร็วกว่าปกติ หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเราสามารถตรวจสอบสุขภาพแบตเตอรี่ว่าเสื่อมแล้วหรือไม่ ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้วหรือยัง สำหรับ iPhone มีวิธีตรวจสอบเช็กแบตเตอรี่ได้ในฟีเจอร์สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) ที่มาพร้อมกับ iOS 11.3 หรือตั้งแต่ iPhone 6 ขึ้นไป วันนี้เราจะมาบอกวิธีที่ง่ายแสนง่ายที่คุณอาจมองข้ามไป
โดยวิธีทำเริ่มต้นง่ายๆ เพียงแค่เข้าไปที่การตั้งค่า (Settings) > แบตเตอรี่ (Battery) > สุขภาพแบตเตอรี่ (Battery Health) จากนั้นเราจะเห็นได้ว่าระบบรายงานข้อมูลความจุสูงสุดของแบตเตอรี่อย่างละเอียดว่าสามารถเก็บแบตเตอรี่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากใครที่เช็กดูแล้วพบว่าความจุสูงสุดของแบตเตอรี่เหลือน้อยกว่า 80% แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมและมีปัญหา ต้องรีบนำ iPhone ไปเปลี่ยนทันที เพราะถ้าหากไม่เปลี่ยนก็จะยิ่งทำให้ความจุของแบตเตอรี่นั้นยิ่งลดน้อยลงไปอีก
ปัจจุบันแบตเตอรี่ของ iPhone ใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอออน ซึ่งเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นเก่าแล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถชาร์จได้เร็วกว่า ใช้งานได้นานกว่า และมีความหนาแน่นของกำลังไฟที่สูงกว่า จึงทำให้ระยะการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานกว่าและมาพร้อมน้ำหนักที่เบาลง โดยระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่นั้นมีวิธีช่วยยืดอายุการใช้งานที่หลากหลายและวิธีการดูแลรักษาแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เต็มขีดความสามารถ และช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น
1. เก็บให้ห่างจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำผิดปกติ
แบตเตอรี่ของ iPhone ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับอุณหภูมิโดยรอบที่หลากหลาย โดยจะต้องระวังไม่ให้อุปกรณ์ของคุณสัมผัสกับอุณหภูมิโดยรอบที่สูงกว่า 35 องศา เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายให้กับความจุของแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถจ่ายไฟให้อุปกรณ์ได้นานเท่าเดิมจากการชาร์จแต่ละครั้ง
2. ควรถอดเคสออกระหว่างการชาร์จ
การชาร์จ iPhone ในขณะที่ใส่เคสอยู่อาจทำให้เครื่องเกิดความร้อนจนเกินไป ส่งผลเสียต่อความจุของแบตเตอรี่ได้ หากพบว่าอุปกรณ์ของคุณร้อนในขณะที่ชาร์จอยู่ ให้ถอดเคสออกทันที
3. ชาร์จไว้ครึ่งหนึ่งของความจุ
หากคุณต้องการเก็บแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ในระยะยาว มีปัจจัยหลักสองประการที่จะส่งผลต่อสภาพโดยรวมของแบตเตอรี่ นั่นคืออุณหภูมิของสภาพแวดล้อม และระดับการชาร์จของอุปกรณ์เมื่อปิดเครื่องเพื่อจัดเก็บ ดังนั้นห้ามชาร์จจนเต็มแต่ให้ชาร์จแบตเตอรี่ไว้ที่ประมาณ 50% เพราะหลังจากที่ใช้แบตเตอรี่จนหมดเกลี้ยงจะส่งผลให้แบตเตอรี่เข้าสถานะคายประจุหมด และอาจไม่สามารถเก็บไฟได้อีก แต่ในทางตรงกันข้ามหากคุณเก็บอุปกรณ์ที่ชาร์จไฟไว้เต็มเป็นระยะเวลานาน ความจุของแบตเตอรี่อาจลดลง ซึ่งจะส่งผลให้แบตเตอรี่มีระยะเวลาในการใช้งานลดลง, ปิดอุปกรณ์ระหว่างชาร์จเพื่อไม่ให้มีการใช้งานเพิ่มเติม และเก็บ iPhone ของคุณไว้ในที่ที่มีอากาศเย็นและปราศจากความชื้น
หากเพื่อนๆ พบว่าแบตเตอรี่ iPhone ของตัวเองมีความจุที่เหลือน้อยกว่า 80% ก็ต้องรีบนำไปเปลี่ยนทันที หรือใครที่ยังเหลือความจุของแบตเตอรี่ที่มากกว่าแต่อยากจะใช้งานไปยาวๆ ก็สามารถลองทำตามวิธีที่เราได้แนะนำไป และสำหรับใครที่กำลังมองหา iPhone เครื่องใหม่อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee กันได้เลย
Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เงินเดือนออกมาแต่ละครั้ง ใช้ไปไม่กี่วันก็หมดแล้ว ไหนเงินที่จำเป็นต้องจ่าย นี่ยังไม่รวมเงินที่จ่ายไปกับของที่มันต้องมีอีก แบบนี้จะทำยังไงดีให้เรามีวินัยในการใช้เงิน หรือมีอะไรที่ช่วยเตือนใจเราเมื่อเราใช้เงินเยอะเกินลิมิตไป พลูโตมีเครื่องมือที่จะช่วยให้เพื่อนๆ เช็คได้ว่าเดือนนี้เราๆมีวินัยในการใช้เงินมากแค่ไหน ด้วย 5 แอปพลิเคชันบันทึกรายรับรายจ่าย ที่ใครๆก็สามารถใช้ได้ มีอะไรบ้าง ไปดูกัน
SPENDEE
Spendee เป็นแอปพลิเคชันการเงินที่น่าใช้เอามากๆ เนื่องจากแอปพลิเคชันนี้มีความสามารถในการจัดหมวดหมู่รายรับรายจ่ายได้ ตั้งเป้าหมายในการเก็บเงินเพื่อเงินได้ มีฟังก์ชันที่แสดงรายรับรายจ่าย รวมถึงเงินที่ออม ไว้ดูรายละเอียดในการใช้จ่ายเงินของเรา
สำหรับคนที่เดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ หรือมีการใช้จ่ายเงินหลายๆสกุลเงิน เราสามารถใช้ spendee บันทึกรายรับรายจ่ายเป็นสกุลเงินอื่นๆนอกจากสกุลเงินบาทได้ ใครที่ทำงานยุ่งๆและลืมจ่ายเงินบ่อยๆ แนะนำให้ใช้ Spendee แจ้งเตือนการจ่ายบิลให้กับเราได้ หรือแจ้งเตือนการใช้เงินในโอกาสพิเศษได้
WALLET
แอปพลิเคชัน Wallet เป็นแอปที่เมื่อเติมเงินเข้าระบบเรียบร้อยแล้ว เราสามารถโอนเงินข้ามกระเป๋าในแอปนี้ได้ โดยที่เราสามารถเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารต่างๆที่เราใช้งานได้อัตโนมัติ ใครที่ชอบลืมจ่ายบิล หรือมีรายการจ่ายที่ต้องจ่ายตลอดในทุกเดือน แอปพลิเคชันนี้มีฟีเจอร์แจ้งเตือนการจ่ายบิลได้ และแจ้งเตือนเมื่อเราลืมบันทึกรายรับรายจ่ายได้
ใครที่อยากให้พ่อ แม่หรือคนในครอบครัวดูสถานะการใช้จ่ายเงินของเราในแต่ละวัน ก็สามารถแชร์สถานะรายรับรายจ่ายให้คนอื่นเห็นได้ โดย Wallet มีการรักษาความปลอดภัยด้วยการตั้งรหัสผ่านก่อนเข้าใช้งาน
OH MY COST
ใครที่ต้องการดูรายรับ รายจ่ายในแต่ละวันของตัวเองแบบน่ารัก ตกแต่งบัญชีด้วยไอคอนมุ้งมิ้ง แนะนำ OH MY COST แอปพลิเคชันที่เหมาะกับสาวกที่ปลื้มความน่ารัก เพราะในแอปนี้มีไอคอนน่ารักๆให้เลือกใช้งานเยอะมาก มีทุกหมวดหมู่ มากกว่า 500 แบบเลย
อีกความดีงามของ OH MY COST คือสามารถสร้างบัญชีมาใช้ได้หลายบัญชี เช่น เงินเก็บ ค่าใช้จ่ายคงที่ ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อง่ายต่อการตรวจเช็คในแต่ละครั้ง สามารถตั้งงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละเดือนเพื่อเช็คว่าเราใช้เงินเกินจากงบที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งมันสะดวกและช่วยควบคุมการใข้เงินของเราได้เป็นอย่างดี และเมื่อเราทำการบันทึกรายรับ รายจ่ายในแต่ละวัน ระบบจะมีฟีเจอร์ในการรายงานสรุปการใช้เงินของเราด้วย
METANG
อีกหนึ่งแอปพลิเคชันยอดฮิตที่หลายคนเลือกโหลดมาใช้งาน ด้วยการใช้งานที่ง่าย สามารถบันทึกรายรับรายจ่ายได้จากเสียงพูด สามารถสร้างได้หลายบัญชี และแยกประเภทการใช้งานได้ มีการสรุปรายรับรายจ่ายในรูปแบบกราฟ เป็นการแสดงการเดินบัญชีที่มีความชัดเจน และมีประวัติการใช้งานรายรับ รายจ่ายที่ละเอียด ชัดเจน
Metang มีการป้องกันความปลอดภัยด้วยการล็อคอิน รหัสพิน, การสแกนลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้า เพื่อเข้าใช้งาน และสามารถแปลงเป็นไฟล์ Excel เพื่อวางแผนงบประมาณการใช้งาน หรือการตรวจสอบรายรับรายจ่ายในแต่ละวันได้ด้วย
Piggipo
แอปพลิเคชันที่ผลิตขึ้นโดยคนไทย ที่สามารถควบคุมการใช้จ่ายเงินได้ทั้งในรูปแบบของเงินสดและบัตรเครดิต โดยสามารถเพิ่มบัตรเครดิตเข้าไปในแอป Piggipo ภายในแอปจะมีการบันทึกการใช้งาน การตั้งลิมิตในการใช้บัตรเครดิต จำกัดวงเงินในการใช้จ่ายแต่ละเดือน
Piggipo สามารถแสดงการใช้จ่ายเป็นแบบกราฟ ตรวจสอบรายการค้างชำระบัตรเครดิตได้ พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาจ่ายบัตรเครดิต หรือใครที่ไม่ชอบพกเงินสด สามารถเติมเงินเข้าในแอป และใช้จ่ายแทนเงินสดได้เลย และอีกความดีงามของแอปนี้คือ การรวมโปรโมชั่นจากบัตรเครดิตที่เราใช้งาน มารวมไว้ในแอปนี้ด้วย
เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับเครื่องมือที่จะช่วยเตือนให้เรามีสติในการใช้เงินในแต่ละวัน แต่ละเดือนไม่ให้ใช้เงินฟุ่มเฟือย ใช้ไปเรื่อยเหมือนที่เราเป็น แบบนี้ก็เช็คได้สบายๆแล้วใช่มั้ยคะว่าเดือนนึงเราหมดเงินไปกับอะไรบ้าง แล้วเราควรจะใช้เงินอย่างไรให้ไฟเขียวตลอดเวลา ลองโหลดมาใช้กันดูนะคะ และอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่ขาดไม่ได้ อย่าง kaidee แอปที่รวมสาระความรู้ รวมถึงการชอปปิ้งของใช้ราคาถูก แอปดีๆแบบนี้พลาดไม่ได้แล้วนะ ต้องโหลดมาติดเครื่องไว้เลย
Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบัน “รถยนต์” นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต เนื่องด้วยระบบคมนาคมขนส่งสาธารณะนั้นยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่หรือการเดินทางไปต่างจังหวัดด้วยรถยนต์ส่วนตัวก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปอีก การที่มีรถยนต์เป็นของตัวเองจึงช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นอย่างมาก แต่การซื้อรถยนต์คันแรกนั้นยังมีอยู่หลายปัจจัยให้ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ แล้วปัจจัยเหล่านั้นจะมีอะไรบ้าง เราตามไปดูพร้อมกันเลย
1. ความจำเป็นในการใช้งาน
หลายคนคงมีรถในฝันที่เริ่มต้นจากความชอบและความหลงใหลเพราะทุกคนต่างก็มีภาพจินตนาการที่แตกต่างกันออกไป แต่ความเป็นจริงแล้วการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันแรกต้องตอบโจทย์การใช้งานของตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น ใช้สำหรับขับไปทำงาน หรือขับไปท่องเที่ยวต่างจังหวัด อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงจำนวนของผู้ใช้งานว่าใช้รถกันกี่คน นั่งได้กี่คน ซึ่งโจทย์เหล่านี้จะนำมาสู่การตัดสินใจซื้อรถคันแรกของคุณได้เป็นอย่างดีที่สุด
2. ตั้งงบประมาณที่เหมาะสมกับตัวเอง
“งบประมาณ” นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งสำหรับการตัดสินใจซื้อรถคันแรก ซึ่งเราต้องเช็กสถานะทางการเงินของตัวเองให้ดีก่อนว่าพร้อมจะดาวน์รถหรือไม่ รวมถึงยังต้องคำนวณเงินเดือนอีกว่าพอหรือเปล่าสำหรับใช้ในการจ่ายค่าซ่อมบำรุง ค่าดูแลรักษา โดยถ้าต้องซื้อรถด้วยเงินผ่อน เมื่อรวมเงินที่ผ่อนรถต่อเดือนแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ควรเกิน 30% ของรายได้เฉลี่ยต่อเดือน
3. เตรียมรับมือกับค่าใช้จ่ายที่ตามมา
นอกจากมีค่าผ่อนรถของแต่ละเดือนแล้ว ยังมีเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับรถยนต์ซึ่งจะตามมาในทันที เช่น ค่าน้ำมัน, ค่าประกันภัยชั้นหนึ่ง, พรบ. และภาษีรถยนต์, ค่าเช็กระยะ และถ่ายน้ำมันเครื่อง สรุปแล้วในแต่ละเดือนจะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆ ที่จะตามมา ซึ่งจุดนี้จะต้องคำนวณเงินเดือนของคุณให้ดีๆ ก่อนตัดสินใจซื้อรถ
4. รู้จักค่าเสื่อมของรถยนต์
รถยนต์ที่เรากำลังเลือกและอยู่ในช่วงตัดสินใจที่จะซื้อมาใช้งานนั้นจะต้องอยู่เป็นเพื่อนร่วมทางนานกว่า 1 ปี อย่างแน่นอน เมื่อเกิดการใช้งานเป็นเวลานาน สภาพของรถก็จะทรุดโทรมตามการเวลา ยิ่งมีรถรุ่นใหม่เปิดตัวออกมามูลค่าของรถรุ่นเก่าก็จะตกลงเรื่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งนี้จะเป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นซึ่งเรียกว่า “ค่าเสื่อมราคารถยนต์”
5. เลือกโปรโมชันในการซื้อรถที่ดีที่สุดด้วยตัวเอง
จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดซึ่งเราได้พาไปดูราคารถ เทียบสมรรถนะ และความต้องการในการใช้งานแล้ว อีกหนึ่งข้อที่เราอยากแนะนำคือ ให้เข้าไปคุยกับเซลล์ของแต่ละศูนย์ด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด รวมถึงยังได้รับคำแนะนำในการตัดสินใจเลือกซื้อ นอกจากนี้ศูนย์รถยนต์แต่ละที่จะมีโปรโมชันที่แตกต่างกันออกไป ทั้งลด แลก แจก แถม เงินดาวน์ เงินผ่อน ซึ่งแต่ละศูนย์จะให้ไม่เท่ากัน ดังนั้นการที่ได้เข้าไปหาข้อมูลด้วยตัวเองจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
หากคุณกำลังหาซื้อรถยนต์คันแรกอยู่ หรือมีความสนใจรถมือสองเป็นพิเศษ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ RodKaidee ที่มีแหล่งรวบรวมรถยนต์มือสองไว้ให้คุณเลือกมากกว่า 3 หมื่นคัน
Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เดี๋ยวนี้ไม่ว่าใครก็อยากมีภาพสวยๆ เป็นรูปโปรไฟล์ของตัวเอง ด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้คนสนุกกับการถ่ายรูปมากขึ้น ใช้แค่โหมดออโต้ก็มีรูปเก๋ๆ แบบไม่ต้องปรับอะไรให้วุ่นวาย บวกกับราคากล้องปัจจุบันที่ไม่ได้แพงเกินเอื้อมเหมือนสมัยก่อน เลยทำให้ตลาดกล้องคึกคักอยู่พอสมควร
ใครที่กำลังมองหากล้องราคาดีคุณภาพเยี่ยม แล้วยังไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน วันนี้เราคัดเลือก 5 อันดับกล้อง Fuji ยอดนิยมประจำปี 2020 มาฝากกัน รับประกันว่าเป็น 5 รุ่นสุดยอดเรือธงของฟูจิ ที่ครบครัน มีตั้งแต่กล้องใช้งานง่ายราคาสบายกระเป๋าไปจนถึงสเปคเทพราคาแรง พร้อมแล้วไปลุยกันค่ะ!
ทำไมต้องเป็น Fuji?
หากพูดถึงอุปกรณ์สร้างภาพดีๆ สักตัว เรามั่นใจว่ายังไงก็ตามต้องมีชื่อ “Fuji” ติด 1 ใน 5 กล้องรุ่นโปรดกันอยู่แล้ว ยิ่งใครที่ตั้งใจมองหากล้องมิเรอร์เลส (Mirrorless) ดีๆ สักตัว เน้นใช้งานง่ายพกพาไปไหนสะดวก และถ้าคุณคิดจะเริ่มต้นที่ Fuji สำหรับเราแล้วไม่ใช่เรื่องน่าผิดหวังแต่อย่างใด
“Fuji ทำกล้องให้คนที่ไม่ใช่ตากล้องใช้”
นั่นคือวิสัยทัศน์ของทีมผู้บริหาร Fuji ซึ่งชัดเจนและคงเส้นคงวาเสมอมา เขามองว่าการที่คนจะเลือกซื้อกล้องดีๆ สักตัวนั้น ต่อให้มีคุณสมบัติสุดแสนเลิศเลอ อย่างระบบเซ็นเซอร์สุดเทพ โฟกัสสุดคม อาจไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเท่าที่ควร คนส่วนใหญ่อยากได้กล้องสักตัว ที่สุดท้ายแล้วรังสรรค์ภาพออกมาได้ตรงใจแค่นั้น
จากประสบการณ์ส่วนตัวรวมถึงคนรอบตัวเรา ต่างยอมรับว่าใช้คุณสมบัติเจ๋งๆ ของกล้องยังไม่ครบเลยด้วยซ้ำ บ่อยครั้งที่เลือกโหมดออโต้เพื่อจบการใช้งาน เน้นความไวและสะดวกเป็นหลัก แล้วค่อยไปขุดภาพหลังงานจบอีกที สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ทีม Fuji คิดไม่ใช่เรื่องผิด ทั้งนี้เราได้รวบรวมเอาจุดเด่นกล้อง Fuji แบบคร่าวๆ มาให้เรียบร้อย
1.ใช้งานง่ายราคาไม่แพง
จุดเด่นอันดับต้นๆ ของแบรนด์ฟูจิ คือความคุ้มค่าคุ้มราคา เริ่มต้นเพียงหลักหมื่นต้นๆ ก็เป็นเจ้าของกล้องได้แบบสบายกระเป๋า แถมสเปคต่างๆ ที่ให้มาก็ไม่ขี้เหร่ ทั้งยังใช้งานง่ายไม่ต้องมีพื้นฐานใดๆ ก็กดชัตเตอร์ได้ สังเกตได้ว่ากล้องตัวแรกของหลายๆ คนมักจบลงกับฟูจิ
2.สวยครบ! จบที่กล้อง
อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Fuji โดดเด่นคือกว่าแบรนด์อื่นๆ คือ “สวยครบจบที่กล้อง” ด้วยโทนภาพซึ่งเต็มอิ่มของเม็ดสีอันสวยงาม ถ่ายวิวก็เพอร์เฟค ถ่ายคนก็สวย แถมบางรุ่นยังมีลูกเล่นพิเศษ “โหมดบิวตี้” ช่วยให้ภาพสว่างใสกิ๊ก แทบจะเบลอรูขุมขน ซึ่งเป็นออปชันที่น่าจะถูกใจสาวๆ เป็นอย่างดี
3.ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ปฏิเสธไม่ได้ว่าบอดี้ของตัวกล้องเป็นปัจจัยเบอร์ต้นๆ ซึ่งทำให้คนตัดสินใจซื้อถือแล้วเท่ดูทันสมัยไฉไลกว่าใครๆ นับเป็นเหตุผลพอเข้าใจได้อยู่นะคะ ที่สำคัญทาง Fuji ทำสีมาให้เลือกเพียบ ทั้งดำ เงิน ชมพู ฯลฯ ตอบโจทย์ความต้องการทุกเพศทุกวัย ทั้งยังเซลฟี่คล่อง ทำการตลาดเน้นคนรุ่นใหม่เป็นหลัก
ประเภทกล้องของ Fuji
ศึกษารายละเอียด Fuji กันมาพอสมควร ทีนี้เรามาดูกันบ้างดีกว่าค่ะ ว่าทาง Fuji แบ่งกล้องออกเป็นกี่ประเภทบ้าง ลองพิจารณาดูว่ารุ่นไหนตรงกับความตั้งใจหรือการใช้งานเรา ไปจนถึงเรื่องงบประมาณว่ามีในมือเท่าไร
1.GFX
Fuji ให้นิยามกล้องรุ่นท็อปประเภทนี้เอาไว้ว่า เป็นระบบกล้องมิเรอร์เลสที่ให้คุณภาพสูงสุด ด้วยระบบเซ็นเซอร์แบบ CMOS ให้ความละเอียดมากกว่า 100 ล้านพิกเซล ทั้งยังรวมเอาเทคโนโลยีสุดเจ๋งของ Fuji ไว้อย่างครบครัน ราคาประเภทนี้อยู่ราวๆ 150,000 บาท (กล้องของ Fuji ไม่มี Full Frame)
2.Mirrorless
เรียกได้ว่าเป็นกล้องที่สร้างกำไรให้กับทาง Fuji อย่างมหาศาล มีตัวยอดฮิตหลายตัวอยู่ในรุ่นมิเรอร์เลส ไม่ว่าจะเป็น X-T20, X-A5, X-E3 ฯลฯ อย่างที่เรารู้ๆ กันว่า ฟูจิเป็นเบอร์ต้นๆ ของตลาดกล้องประเภทนี้อยู่แล้ว ทั้งจำนวนรุ่นอันหลากหลาย คุณสมบัติคุ้มราคาและบอดี้อันสวยงาม
3.Premium Compact
กล้องระดับพรีเมียมอันแสนสะดุดตาด้วยดีไซน์สุดเรียบหรูสไตล์ Fuji ลบภาพกล้องคอมแพคเชยๆ ที่เราคุ้นเคยไปได้เลย แถมฟังก์ชันที่ให้มาก็เพียบพร้อม ทั้งเซ็นเซอร์ X-Trans CMOS 4 รวมถึงถ่ายภาพซ้อนได้ บันทึกวิดีโอ 4K ได้ บางรุ่นมีจำลองโทนสีฟิล์มของฟูจิมาให้อีกด้วย
4.XP Series
ใครที่เป็นสาย Vlog ชอบทำวีดีโอลงยูทูป ทางฟูจิเองก็มีกล้องวิดีโอไว้เป็นตัวเลือกเช่นเดียวกัน ถ่ายใต้น้ำได้ ทนความหนาวก็ดี เรียกว่าพร้อมลุยกับทุกกิจกรรมให้เรื่องราวของคุณมีชีวิตชีวาและไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหว
ทำไมฟูจิถึงไม่ทำกล้อง Full Frame?
เชื่อว่าแฟนๆ ของฟูจิรวมถึงคนสมาคมคนรักกล้องทั้งหลาย คงมีคำถามเหมือนกันว่า ทำไมฟูจิเองถึงไม่ยอมทำกล้องระบบ Full Frame เหมือนแบรนด์อื่นๆ สักที อย่างที่เราบอกไปตอนต้นว่า เป็นความตั้งใจของผู้บริหารฟูจิที่ต้องการเจาะตลาดกล้องมิเรอร์เลสโดยเฉพาะ เนื่องจากกล้องรุ่นนี้ตอบโจทย์และเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัยได้มากกว่า
จะเห็นได้ว่ารุ่นขายดีอันดับต้นๆ ของฟูจิ คือ Fujifilm X-A5 เรียกได้ว่ายอดขายถล่มทลาย สอดคล้องกับแนวคิด “ทำกล้องให้คนที่ไม่ใช่ตากล้องใช้” ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญทางฟูจิเองยังเสริมความมั่นใจว่า ถึงจะเป็นมิเรอร์เลสก็มีเซ็นเซอร์เทพไม่แพ้กับฟูลเฟรม มีระบบเฉพาะตัวลด Noise ได้ดีเยี่ยม รวมถึงตัวเลนส์ซึ่งทางฟูจิทำออกมาได้แสนเฉียบคม
5 อันดับกล้อง Fuji ยอดนิยมประจำปี 2020
เพลินกับเรื่องราวอันเป็นประโยชน์ ที่น่าจะช่วยให้หลายๆ คนเข้าใจถึงวัฒนธรรมแบบฟูจิไปแล้ว หวังว่าจะช่วยให้หลายๆ คนตัดสินใจเลือกเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เรายังมีไกด์มาให้เพิ่มเติมกับ 5 อันดับกล้อง Fuji ยอดนิยมประจำปี 2020
1.Fujifilm X-A7
รุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจากตัว Best Seller อย่าง Fuji X-A5 โดยการคงรูปแบบหลัก อย่างการใช้งานง่าย พกพาสะดวกเหมือนเดิม มาพร้อมระบบจอทัชสกรีน ใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอขนาด 3.5 นิ้วได้อย่างง่ายดาย ใช้ปรับโฟกัสได้ทันท่วงที ทั้งยังพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ให้ทันสมัยมากขึ้น เพิ่มโหมดพิเศษ “Light Trail” ถ่ายภาพในมุมแสงน้อยได้ดีกว่าเดิม
ทั้งยังมีลูกเล่นพิเศษเฉพาะฟูจิ ด้วยการเพิ่มโทนสีฟิล์ม (Film Simulation) จำลองฟิล์มสีตัวดังอันเป็นเอกลักษ์จากฟูจิ ให้คุณสนุกกับการถ่ายรูปมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องหนักกับงานหลังกล้องเหมือนแต่ก่อน ส่วนงานวิดีโอก็ดีไม่แพ้กัน รองรับคุณภาพ 4K (3820×2150) โดยใช้ข้อมูลเท่ากับ 6K (6032×3392)
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 16,000 บาท
2.Fuji XT200
เพิ่มงบสักนิดแลกมากับระบบเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยระบบ APS-C CMOS ให้ความละเอียดสูงสุดได้ถึง 24.2 ล้านพิกเซล โดดเด่นด้วยระบบตรวจจับใบหน้าและดวงตาสุดแม่นยำ โฟกัสได้ฉับไวเฉียบคมแบบอัตโนมัติ ให้คุณเก็บทุกความทรงจำได้อย่างอย่างดีเยี่ยม ทั้งยังมาพร้อมด้วยฟังก์ชันพิเศษ ชดเชยแสงน้อยได้ถึง -2.0EV
นอกจากจะมีบอดี้ที่สวยงามแสนคลาสิกสไตล์ฟูจิแล้ว ยังมาพร้อมจอระบบสัมผัส รองรับการใช้งานทุกรูปแบบ ปรับหมุนได้ถึง 180 เก็บภาพได้ทุกมุม จะตั้งกล้องถ่ายเองหรือเซลฟี่สะดวก ทั้งยังมีอัลกอริธึมสุดเก๋ช่วยป้องกันภาพไม่ให้สั่น ที่สำคัญใช้งานง่าย น้ำหนักเบา พกไปฮอปปิงเก๋ๆ ที่คาเฟ่ก็เท่ไม่น้อย
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 19,000 บาท
3.Fujifilm X-T30
กล้องระดับ Middle Class ของฟูจิที่ให้คุณภาพใกล้เคียงรุ่นท็อป X-T3 ในขนาดเล็กและน้ำหนักเบากว่า ถือเป็น “Little Giant” ของค่ายนี้เลยก็ว่าได้ โดดเด่นด้วยโหมดถ่ายภาพต่อเนื่องความเร็วสูง ด้วยระบบเซ็นเซอร์ X-Trans CMOS ภายใต้ความละเอียดสูงถึง 26.1 ล้านพิกเซล
ทั้งยังมีเซ็นเซอร์พิเศษช่วยลดสีมัวและสีผิดเพี้ยน ให้ภาพนั้นเต็มไปด้วยเม็ดสีอันสดใสอันเป็นเอกลักษณ์ของฟูจิ ตลอดจนเติมเต็มคุณภาพของรูปด้วยการลด Noise ได้มากขึ้นกว่าเดิมในที่แสงน้อยให้คุณไม่ต้องกังวลใจ นับเป็นกล้องคุณภาพพรีเมียมในราคาเข้าถึงได้ง่าย
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 26,000 บาท
4.Fujifilm X-T4
ส่วนใครที่กำลังตามหา กล้องคุณสมบัติครอบจักรวาลได้ทั้งถ่ายภาพและถ่ายวิดีโอ มิเรอร์เลสระดับมืออาชีพ X-T4 รุ่นนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ตรงใจคุณ ซึ่งทางฟูจิเคลมเอาไว้ว่า กล้องตัวนี้เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แบบไม่ลดทอนฟังก์ชันใดๆ เรียกว่าใส่มาแบบจัดเต็ม
ด้วยเซ็นเซอร์สุดเทพ X-Trans CMOS 4, X-Processor 4 มาพร้อมระบบป้องกันการสั่นไหวในตัวกล้อง (IBIS) ซึ่งทันสมัยสุดในปีนี้ ยิ่งถ้าใครเป็นสแนปน่าจะถูกใจใช่เลย เพราะเข้ามีโหมดถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 15 ภาพ/วินาที ตลอดจนโหมดจำลองสีฟิล์ม “ETERNA Bleach Bypass” เทคโนโลยีสุดคูลที่รวมเอาความของอะนาล็อกและดิจิทัลไว้ด้วยกันอย่างงดงาม
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 45,000 บาท
5.Fujifilm X-Pro 3
ปิดท้ายด้วยมิเรอร์เลสรุ่นท็อปตระกูล X-series ของฟูจิ ซึ่งราคาไม่ได้หนีไปจากฟูลเฟรมต่างค่ายเลย หากถามถึงความมั่นใจของฟูจิต้องบอกเลยว่า “เกินร้อย” ด้วยการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ X-Trans CMOS 4 และ X-Processor 4 ให้เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ทั้งยังชดเชยแสงน้อยได้มากถึง -6.0EV
นอกจากนี้ยังมีไอเทมพิเศษ ช่องมองภาพ OVF แบบ Rangefinder ให้คุณสนุกกับทุกจังหวะสำคัญ มองเรื่องราวผ่านเลนส์ได้ชัดเจนขึ้น บันทุกเรื่องราวได้แม่นยำกว่าเดิม ตลอดจนโหมดการจำลองสีฟิล์มเนกาตีฟทั้ง CLASSIC CHROME, ACROS และ ETERNA เพิ่มความคมชัดแบบมีมิติ ช่วยให้คุณจบงานหลังกล้องได้ง่ายดาย
ราคา : เริ่มต้นประมาณ 50,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
อ่านมาถึงตรงนี้พอเข้าใจถึงความเจ๋งแบบภาพรวมของฟูจิ รวมถึงความน่าสนใจเฉพาะรุ่นของกล้องแต่ประเภทไหมคะ ได้คำตอบในใจบ้างหรือยังว่ากล้องที่เราจะครอบครอง มีหน้าตาและสเปคประมาณไหน ตรงกับการใช้งานและงบประมาณที่เท่าไร
อย่างไรก็ตามคุณสมบัติกล้องต่างๆ ที่เรารีวิวไปนั้น เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งซึ่งช่วยให้การตัดสินใจราบรื่นขึ้น การไปสัมผัสบอดี้กล้องด้วยมือตัวเอง น่าจะเป็นสิ่งที่จบความลังเลทั้งหมดทั้งมวลลงได้ เลือกเป็นชอยส์ไว้ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจหน้างานได้ หรือจะลองเข้าไปดูใน Kaidee ก่อน ก็อีกเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย รับรองว่ามีกล้องฟูจิคุณภาพดีดี ราคาสบายกระเป๋าให้เลือกเพียบ
Nov 27, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
อยากได้มือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทสักเครื่อง? บอกเลยว่าง่ายนิดเดียว! ในยุคปัจจุบัน สมาร์ตโฟนที่ราคาอยู่ในงบประมาณนี้มีให้เลือกหลายรุ่นมาก แต่ยิ่งมีให้เลือกเยอะ ก็อาจยิ่งสับสนไม่รู้จะเลือกอะไร
ถ้าคุณกำลังมองหาตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ วันนี้เรารวบรวม 10 รุ่นมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทมาไว้ให้ในบทความนี้แล้ว รายละเอียดแน่น สเปกครบครัน เข้ามาอ่านที่นี่ที่เดียวรู้เรื่อง!
OPPO A31
สมาร์ตโฟนที่กำลังมาแรง หน้าจอ 6.5 นิ้ว ชัดเต็มตา! ตัวเครื่องดีไซน์ออกมาได้อย่างสวยงาม ผิวสัมผัสดุจเซรามิก เน้นความวาววับล้อแสง มีสองสีให้เลือกคือ Fantasic White ที่ไล่เฉดจากขาวไปฟ้า ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกระเบื้องเคลือบของ Ru Ware และสี Mystery Black
ด้านฟีเจอร์ก็ครบเครื่อง โดดเด่นด้วยกล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) ที่พ่วงเทคโนโลยี AI ช่วยให้ถ่ายภาพสวยและสนุกขึ้นหลายเท่า มีโหมดต่าง ๆ ให้เล่นมากมาย อาทิ AI Beauty และ Dazzle Color
แบตเตอรี่เองก็อึดไม่เป็นสองรองใคร มีขนาดความจุถึง 4,320 mAh เพียงพอต่อการใช้งาน
ส่วนระบบปฏิบัติการของ OPPO A31 จะเป็น Android 9 ที่ครอบด้วย ColorOS 6.1.2 เวอร์ชันล่าสุดที่ปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น มีหน่วยความจำภายในเครื่อง 128 GB หน่วยความจำแรม 4GB พร้อมทั้งรองรับการใช้งาน 2 ซิม
ราคา 6,490 บาท
สเปกสำคัญ
- ขนาดตัวเครื่อง 163.9 x 75.5 x 8.3 มม.
- น้ำหนัก 180 กรัม
- หน้าจอ 6.5 นิ้ว ความละเอียด 1600 x 720 พิกเซล
- สี Fantastic White และ Mystery Black
- ระบบปฏิบัติการ ColorOS 6.1.2 บน Android 9
- หน่วยประมวลผล (CPU) MT6765V/CB และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) IMG GE8320
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB/ 6GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB/ 128GB
- ความจุแบตเตอรี่ 4,230 mAh
- กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 12(f/2.8)+ 2(Depth – f/2.4) + 2(Marco – f/2.4) ล้านพิกเซล
- กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล (f/2.0)
Huawei Y9 (2019)
สมาร์ตโฟนรุ่นปรับปรุงเพิ่มฟีเจอร์เสริมทัพให้น่าใช้กว่าเดิม! ตัวเครื่องเป็นอลูมิเนียม ไล่เฉดสีและมีประกายแวววาวสวยงามดึงดูดสายตา มีให้เลือก 3 สี คือ Midnight Black, Sapphire Blue และ Aurora Purple
หน้าจอ Huawei Ultra Fullview 6.5 นิ้ว จะเล่นเกมหรือดูหนังก็ตื่นตาเต็มอิ่ม กล้องหน้าคู่ (Dual Camera) ความละเอียด 16 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหลังคู่ (Dual Camera) 13 + 2 ล้านพิกเซล แถมมีเทคโนโลยี AI ช่วยให้ถ่ายรูปออกมาสวยยิ่งขึ้น
ขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการ Android 8.1 พร้อมชิปประมวลผล Hisilicon Kirin 710 Octa-core ให้เครื่องเร็ว แรง และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ราคา 6,990 บาท
สเปกสำคัญ
- ขนาด 162.4 x 77.1 x 8.1 มิลลิเมตร
- น้ำหนัก 173 กรัม
- สี Midnight Black, Sapphire Blue, และ Aurora Purple
- จอแสดงผลไร้ขอบ (Huawei Ultra Fullview) กว้าง 6.59 นิ้ว ความละเอียด 2340 × 1080 พิกเซล
- กล้องคู่หน้า (Dual Camera) 13(f/1.8) + 2(f/2.4) ล้านพิกเซล
- กล้องคู่หลัง (Dual Camera) 16(f/2.0) + 2(f/2.4) ล้านพิกเซล
- หน่วยประมวลผล (CPU) Hisilicon Kirin 710 Octa-core และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G51 MP4
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB
- หน่วยความจำภายในเครื่อง (ROM) 64GB (รองรับ MicroSD สูงสุด 400 GB)
- ความจุแบตเตอรี่ 4,000 mAh
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor)
Vivo V30
ใครมองหาสมาร์ตโฟนจอใหญ่ แบตทนถึงใจ Vivo V30 ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มาก! สมาร์ตโฟนรุ่นนี้เน้นสไตล์โฉบเฉี่ยวทันสมัย ใช้สีแบบ Dazzling 3D Color ให้ความรู้สึกหรูหรา
มาพร้อมหน้าจอไร้ขอบแบบ Ultra O Screen กล้องหลังสี่ตัว (Quad Camera) 13 + 8 + 2 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล เหมาะกับคนชอบถ่ายรูป รับรองว่าถ่ายเพลิน ได้คุณภาพรูปเกินราคา
จุดขายอีกอย่างของเจ้าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้คือแบตอึดได้ใจ ความจุจัดเต็มแซงหน้าเพื่อนด้วยปริมาณถึง 5,000 mAh ใช้กันแบบมาราธอน ไม่ง้อ Powerbank เลย
สเปกสำคัญ
- ขนาด 162.04 × 76.46 × 9.11 มม.
- น้ำหนัก 197 กรัม
- หน้าจอ 6.47 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1560 พิกเซล
- สี White, Blue
- หน่วยประมวลผล (CPU) Mediatek MTK6765 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก(GPU) PowerVR GE8320
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4 GB
- หน่วยความจำภายในเครื่อง (ROM) 128 GB (รองรับ microSD สูงสุด 256 GB)
- ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh
- กล้องหลังสี่ (Quad Camera) 13(f/2.2) + 8 (Ultrawide – f/2.2) + 2 (Macro – f/2.4) + 2 (Depth – f/2.4) ล้านพิกเซล
- กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล (f/2.05)
- ระบบสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor)
ราคา 6,999 บาท
Xiaomi Redmi Note 9
มีตัวเดียวครบจบทุกอย่าง! สมาร์ตโฟนรุ่นฮอตตัวล่ามาแรงจาก Xiaomi สเปกจัดเต็มไม่เกรงใจคู่แข่ง ภายนอกดีไซน์ให้สมส่วน เรียบหรูดูดี เคลือบสาร Splash-Proof Nano Coating หรือสารกันละอองน้ำไว้กันน้ำเบา ๆ เช่น ฝนสาด มีสี Forest Green, Polar White และ Midnight Grey
หน้าจอเป็น Full HD ขนาด 6.53 นิ้ว และให้แบตความจุสูงถึง 5,020 mAh
กล้องก็เป็นอีกฟีเจอร์หนึ่งที่โดดเด่น กล้องหลังมีทั้งหมด 4 ตัว 48 + 8 (Ultrawide) + 2 (Macro) + 2 (Depth) ล้านพิกเซล พร้อมโหมดช่วยถ่ายภาพมากมาย
ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ MIUI 11.0.1 ที่มีพื้นฐานบน Android 10 ความเร็วถือว่าสามารถใช้งานได้สบาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะถ่ายรูป เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง และอีกมากมาย
สเปกสำคัญ
- ขนาด 162.3 × 77.2 × 8.9 มม.
- น้ำหนัก 199 กรัม
- หน้าจอ DotDisPlay ขนาด 6.53 นิ้ว Full HD
- สี Forest Green, Polar White, Midnight Gray
- ระบบปฏิบัติการ MIUI 11 บน Android 10
- หน่วยประมวลผล Mediatek Helio G85 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G52
- หน่วยความจำ (RAM) 3/4GB
- หน่วยความจำภายในเครื่อง (ROM) 64/128GB (รองรับ MicroSD)
- ความจุแบตเตอรี่ 5,020 mAh
- กล้องหลัง 48 (f/1.79) + 8 (Ultrawide – f/2.2) + 2 (Macro – f/2.4) + 2 (Depth – f/2.4) ล้านพิกเซล
- กล้องหน้า 13 ล้านพิกเซล (f/2.25)
ราคา 6,499 บาท
Samsung Galaxy M30
อีกหนึ่งมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทสุดคุ้มค่า! โดดเด่นด้วยหน้าจอไร้ขอบ Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้ว เครื่องเบา พกง่าย ฝาหลังดีไซน์เป็นสีไล่เฉดให้ดูดีมีสไตล์
กล้องหลังจัดเต็มถึง 3 เลนส์ 13 + 5 + 5 ล้านพิกเซล ความพิเศษอยู่ตรงที่เลนส์ Ultra Wide ที่กว้างถึง 123 องศา นอกจากนี้ยังมีกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล
ความแรงและเร็วก็ไม่เป็นสองรองใคร มาพร้อมหน่วยความจำแรมสูงสุด 6GB และหน่วยความจำภายในเครื่อง 128 GB สามารถใช้งานได้สบาย ๆ ในชีวิตประจำวัน
สเปกสำคัญ
- ขนาด 159 x 75.1 x 8.5 มม.
- น้ำหนัก 174 กรัม
- หน้าจอ Super AMOLED Infinity-U ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล
- สี Black, Blue
- ระบบปฏิบัติการ Android 8.1 Oreo ครอบด้วย Samsung Experience 9.5 UX
- หน่วยประมวลผล (CPU) Octa-Core Exynos 7904 และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mali-G71 MP2
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB / 6GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB / 128GB (รองรับ microSD สูงสุดที่ 512GB)
- ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh
- กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 13(f/1.9) + 5(f/2.2) + 5(f/2.2) ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์ Ultra Wide 123 องศา
- กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0)
ราคา 6,990 บาท
Wiko View3 Pro
ข้ามมาดูสมาร์ตโฟนสเปกแรงราคาย่อมเยาจากค่าย Wiko กันบ้างดีกว่า สำหรับรุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอกว้าง 6.3 นิ้วรูปทรงหยดน้ำ (Water Drop Display) ความละเอียด Full HD
ตัวเครื่องใช้กระจกครอบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ดีไซน์สวยงามตามแบบฉบับกระจกสะท้อนแสง กรอบโค้งมนหยิบจับถนัดและดูพรีเมียมขึ้น
กล้องหลังก็ให้มาสามเลนส์ไม่น้อยหน้าใคร ความละเอียด 12 + 13 + 5 ล้านพิกเซล โดยมีเลนส์มุมกว้างที่ถ่ายได้กว้างถึง 120 องศา ด้วย เหมาะกับสาวกถ่าย Landscape เป็นอย่างยิ่ง
เรื่องประสิทธิภาพของเครื่องก็ถือว่าคุ้มราคา ได้หน่วยความจำแรม 4 GB เพียงพอต่อการใช้งานแน่นอน แถมยังมีฟีเจอร์ชาร์จเร็วอีกด้วย
สเปกสำคัญ
- ขนาด 159.5 × 75 × 8.1 มม.
- น้ำหนัก 184 กรัม
- หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล
- สี Nightfall (Anthracite Blue/Gold), Ocean (Deep Bleen)
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie
- หน่วยประมวลผล (CPU) Mediatek MT6771 Helio P60 และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Mail G71
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB
- ความจุแบตเตอรี่ 4,000 mAh
- กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 12 + 13 + 5 ล้านพิกเซล
- กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0)
- ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าและสแกนลายนิ้วมือ (Face Detection and Fingerprint Sensor)
ราคา 6,490 บาท
OPPO A53
OPPO A53 ถือเป็นมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทอีกรุ่นที่น่าสนใจมาก เหมาะกับคนที่มองหาสมาร์ตโฟนราคาเบา ๆ หน้าจอใหญ่และแบตอึด! เพราะเจ้า OPPO รุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอใหญ่สะใจถึง 6.5 นิ้ว หน้าจอขอบบางเฉียบแบบมีรูสำหรับกล้องหน้า
กล้องหลังก็จัดให้ 3 เลนส์ (Triple Camera) 13 + 2 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลพร้อมเทคโนโลยี AI ช่วยในการถ่ายภาพ
บอกเลยว่ารุ่นนี้เกิดมาเอาใจคนที่ชอบเล่นโทรศัพท์แบบมาราธอนและไม่ชอบพก Power Bank เพราะทาง OPPO จัดเต็มความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh ให้ใช้ได้ทั้งวันไม่ต้องกลัวแบตหมด
สเปกสำคัญ
- ขนาด 163.9 × 75.1 × 8.4 มม.
- น้ำหนัก 186 กรัม
- หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1600 พิกเซล
- สี Electric Black, Fancy Blue
- ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบด้วย Color OS 7.2
- หน่วยประมวลผล(CPU) Qualcomm Snapdragon 460 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 610
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) 64GB
- ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh
- กล้องหลัง (Triple Camera) 13(f/2.2) + 2 (Marco-f/2.4) + 2 (Bokeh-f/2.4)
- กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล
- ระบบสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Sensor)
ราคา 5,499 บาท
Vivo Y19
เอาใจสาวก Vivo กันอีกสักรุ่นกับ Vivo Y19 สมาร์ตโฟนที่เป็นทุกอย่างให้คุณได้ในราคาคุ้ม ๆ ! เจ้ารุ่นนี้มาในดีไซน์โค้งมนแบบ 3D Micro Arc ไล่ระดับสีอย่างสวยงามและเป็นธรรมชาติ แถมหน้าจอก็กว้างสมใจ ขอบบางเฉียบ ขนาด 6.3 นิ้ว
ตัวกล้องก็อัดแน่นด้วยคุณภาพ กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 16 + 8 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล ฟีเจอร์ AI ที่ให้มาก็ถือว่าหลากหลายและมีประโยชน์สุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นโหมด AI Face Beauty ช่วยปรับรูปให้สวยเป๊ะ Pose Master ช่วยแนะนำท่าโพส และ AI Makeup สำหรับคนที่อยู่ ๆ ก็อยากสวยแบบไม่ต้องแต่งหน้าเอง
บอกลา Powerbank ไปได้เลยเพราะรุ่นนี้มีความจุแบตเตอรี่ถึง 5,000 mAh แถมยังมีระบบ Dual- Engine Fast Charging ที่ช่วยให้ชาร์จแบตได้รวดเร็วทันใจ และ Reverse Charing ที่สามารถเปลี่ยนโทรศัพท์เราให้กลายเป็น Powerbank ได้
สเปกสำคัญ
- ขนาด 62.15 × 76.47 × 8.89 มม.
- น้ำหนัก 193 กรัม
- หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล
- สี Black, White
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) ครอบด้วย Funtouch OS 9.2
- หน่วยประมวลผล (CPU) Helio P65 Octa Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก
- หน่วยความจำแรม (RAM) 6GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) 128GB
- ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh
- ระบบชาร์จเร็ว (Dual-Engine Fast Charging)
- ระบบแบตเตอรี่สำรอง (Reverse Charging)
- กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 16(Wide – f/1.8)+ 8(Ultra Wide – f/2.2) + 2(Macro – f/2.4) ล้านพิกเซล
- กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0)
ราคา 6,999 บาท
Realme pro 5
มือถือสี่กล้องสเปกจัดเต็มราคาดีที่สุด! ตัวเครื่องเน้นออกแบบให้มีความสวยงามและดูทันสมัย ด้านหลังมีลวดลายเป็นแบบ Holographic Diamond และไล่เฉดสีให้ดูมีมิติ ถือว่าดีไซน์โฉบเฉี่ยวน่าใช้มาก
กล้องหลังให้มาถึง 4 เลนส์ 48 + 8 + 2 + 2 ล้านพิกเซล ครอบคลุมทุกการใช้งาน โฟกัสแม่นยำรวดเร็วทันใจ จะถ่ายมุมกว้าง หน้าชัดหลังเบลอ หรือมาโครก็ทำได้ดั่งใจ
นอกจากนี้สเปกเครื่องก็ถือว่าแรงมากเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน จัดเต็มแรมสูงสุด 8 GB พร้อม CPU Qualcomm Snapdragon 712 Octa Core ที่พัฒนาให้เร็วกว่ารุ่นก่อนถึง 35% แถมด้วยเทคโนโลยี HyperBoost 2.0 ที่ช่วยดึงประสิทธิภาพเครื่องให้เล่นเกมลื่นไหลไม่มีสะดุด
สเปกสำคัญ
- ขนาด 157 × 74.2 × 8.9 มม.
- น้ำหนัก 184 กรัม
- หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 2340 พิกเซล
- สี Crystal Green, Sparkling Blue
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 Pie ครอบด้วย Color OS 6.0
- หน่วยประมวลผล(CPU) Qualcomm Snapdragon 712 Octa Core
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4/8GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) 64/128GB (รองรับ microSD สูงสุด 256 GB)
- ความจุแบตเตอรี่ 4,035 mAh
- รองรับระบบชาร์จเร็ว VOOC 3.0
- กล้องหลัง 4 เลนส์ (Quad Camera) 48(f/1.8) + 8 (Ultrawide-f/2.2) + 2 (Dedicated macro camera-f/2.4) + 2 (Depth-f/2.4)
- กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0)
- ระบบสแกนนิ้ว (Fingerprint Sensor)
ราคา 6,999 บาท
Xiaomi a3
สมาร์ตโฟนสำหรับคนงบจำกัดแต่อย่างจัดสเปกครบ ๆ! เครื่องขนาดพอดีมือ หน้าจอ 6.01 นิ้ว ขนาดกำลังดีเหมาะกับคนที่ไม่ได้มองหาหน้าจอใหญ่เว่อร์วัง แต่เน้นที่สเปกอย่างอื่นที่จัดเต็มสุด ๆ นอกจากนี้ยังมีระบบสแกนลายนิ้วมือฝังอยู่ในหน้าจอแล้วสำหรับคนที่อาจจะไม่ชอบสแกนใบหน้า
ระบบปฏิบัติการของรุ่นนี้จะเป็นแบบ Android เพียว ๆ เอาใจคนที่ไม่ชอบใช้แบบมีระบบอื่นมาครอบทับอีกที หน่วยความจำแรม 4 GB และหน่วยความจำภายในเครื่องสูงสุด 128 GB ถือว่าเป็นสเปกมาตรฐานคุ้มราคา
มาดูที่กล้องกันดีกว่า กล้องของรุ่นนี้ก็ถือว่าทำได้ดีเช่นเคย เป็นกล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 48 + 8 + 2 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลที่ทำงานร่วมกันเทคโนโลยี AI
สเปกสำคัญ
- ขนาด 153.48 × 71.85 × 8.48 มม.
- น้ำหนัก 173.8 กรัม
- หน้าจอขนาด 6.01 นิ้ว ความละเอียด 1560 x 720 พิกเซล
- สี White, Gray, Blue
- ระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie); Android One
- หน่วยประมวลผล(CPU) Qualcomm Snapdragon 712 Octa Core
- หน่วยความจำแรม (RAM) 4GB
- หน่วยความจำภายใน (ROM) 64/128GB
- ความจุแบตเตอรี่ 4,030 mAh
- กล้องหลัง 3 เลนส์ (Triple Camera) 48(f/1.79) + 8 (Super wide-angle-f/2.2) + 2 (Depth)
- กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซล (f/2.0)
- ระบบสแกนใบหน้าและลายนิ้วมือ (Face Detection and Fingerprint Sensor)
ราคา 6,999 บาท
สรุป
ต้องบอกเลยว่าสมัยนี้มือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทนั้นมีให้เลือกเยอะมาก และสำหรับ 10 รุ่นมือในงบประมาณดังกล่าวที่เราคัดมาให้วันนี้ก็ถือว่าสูสีกันทั้งราคาและสเปกเครื่อง เปรียบเทียบกับหมัดต่อหมัดได้ไม่ยาก แต่ในแต่ละรุ่นก็จะมีความต่างกันไปทั้งด้านดีไซน์และฟีเจอร์บางอย่าง
ใครที่กำลังมองหาฟีเจอร์ไหนเป็นพิเศษก็สามารถลองเปรียบเทียบและเลือกรุ่นที่ชอบที่สุดได้เลย ถ้าสนใจรุ่นไหนเป็นพิเศษหรืออยากหารุ่นอื่นเพิ่มเติม ก็แวะมาเลือกซื้อมือถือราคาไม่เกิน 7,000 บาทกันได้ที่ Kaidee เลยค่ะ มีให้เลือกเพียบ!