5 เกาะสวยฮอตฮิตในเมืองไทย ถ้าไม่ได้ไปจะเสียใจไปตลอดชีวิต

5 เกาะสวยฮอตฮิตในเมืองไทย ถ้าไม่ได้ไปจะเสียใจไปตลอดชีวิต

ถ้าถามเพื่อนๆว่าวันหยุดยาวจะไปไหนกันดี แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างภูเขา น้ำตก ทะเลก็คงจะเป็นคำตอบแรกๆที่เรามักจะได้ยินกันอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนไทยแล้ว ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมของชาวต่างชาติอีกด้วย 

แต่จะไปทะเลเฉยๆ มันก็ธรรมดาไปแล้ว เปลี่ยนฟีลล่องเรือไปนอนเกาะกันดีกว่าค่ะ โดยเฉพาะ 5 เกาะสวยฮอตฮิตในไทย ที่อยากกระซิบบอกคุณว่า ถ้าคุณไม่ได้ไปคุณจะเสียใจไปตลอดชีวิตแน่นอน ลองไปดูกันดีกว่าค่ะว่ามีเกาะที่คุณอยากไปอยู่ในลิสต์บ้างหรือเปล่า

เกาะพยาม ทะเลระนอง หรือมัลดีฟส์เมืองไทย

ใครอยากไปทะเลสวยใส ฟีลแบบมัลดีฟส์ ไม่ต้องบินไปไกลถึงมัลดีฟส์แล้วนะคะ เพราะประเทศไทยของเราก็มีทะเลที่สวยมาก ระดับที่ว่าสวยได้มัลดีฟส์เลย อย่างที่เกาะพยาม จ.ระนอง เป็นเกาะที่ใหญ่ 1 ใน 2 ของ จ.ระนอง ความสวยงามของเกาะพยาม ได้รับการขนานนามว่าเป็น มัลดีฟส์เมืองไทย 

ความสวยงามของหาดทรายเกาะพยาม  ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลน และเมื่อน้ำทะเลลดระดับลง เราจะได้เห็นริ้วทรายขนาดกว้างใหญ่ ที่พักที่อยู่กลางน้ำทะเล ให้ความรู้สึกเหมือนพักอยู่กลางทะเลมัลดีฟส์ และเสน่ห์ของวิถีชีวิตของชาวมอแกน ที่อาศัยอยู่บนเกาะพยาม ทำให้เกาะพยามเป็นสถานที่ที่ผู้คนทั้งหลายอยากมาเที่ยวที่นี่

พิกัด: ทะเลระนอง จังหวัดระนอง

เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล

เกาะหลีเป๊ะ อีกหนึ่งเกาะสวยแห่งทะเลอันดามัน อยู่ในอุทยานแห่งชาติตะรุเตา มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ขนาดที่ว่าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แทบจะไม่มีที่พักว่างให้นักท่องเที่ยวสายแบ็คแพ็คได้เข้าพักกันเลย ถ้าไม่ได้มีการจองที่พักล่วงหน้าก่อน ด้วยความสวยใสของน้ำทะเล หาดทรายที่ขาวละเอียด ใครที่เป็นสายดำน้ำ ดูปะการัง หลีเป๊ะเป็นพิกัดที่ดีมากสำหรับสายดำน้ำ

การเดินทางไปยังเกาะหลีเป๊ะ อาจจะต้องใช้พลังงานในการเดินทางเป็นอย่างมาก ทั้งขึ้นรถ ลงเรือ แล้วกลับมาขึ้นรถอีก แต่ขอบอกเลยค่ะว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยแน่นอน เพราะนอกจากธรรมชาติที่สวยงามของเกาะหลีเป๊ะแล้ว ยังมีความสนุกสนานอย่างอื่นบนเกาะให้คุณได้เสพ จนคุณไม่อยากกลับบ้านเลย 

พิกัด: อุทยานแห่งชาติตะรุเตา จังหวัดสตูล

เกาะมันนอก จังหวัดระยอง

พอคิดได้ว่าจะไปเที่ยวทะเล ก็คงจะเป็นทะเลที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมาก อย่างทะเลฝั่งตะวันออก แต่พอหลายๆคน ได้ยินว่าจะไประยอง ก็คงกดจองที่พัก เกาะเสม็ด เสร็จทุกราย กันเป็นแถวๆแน่นอน แต่จะบอกว่า จ.ระยอง ไม่ได้มีเกาะเสม็ดเพียงแค่ที่เดียวนะคะ ยังมีเกาะที่สวยมากๆอีกหลายเกาะเลย และหนึ่งเกาะที่เราจะมานำเสนอวันนี้ เป็นหนึ่งในเกาะที่สวยระดับต้นๆของ จ.ระยอง เลยค่ะ นั่นก็คือ เกาะมันนอก จ.ระยอง นั่นเอง

เกาะมันนอก อยู่ในหมู่เกาะมัน ซึ่งมีอยู่ 3 เกาะ คือ เกาะมันใน มันกลาง มันนอก ซึ่งเกาะมันนอกจะเป็นเกาะที่เงียบสงบมาก ฟีลเกาะส่วนตัวมาก เนื่องจากห้องพักบนเกาะนี้มีเพียงแค่ที่เดียว และจะบอกว่าหาดทรายและทะเลบนเกาะมันนอกนี้สะอาดมาก น้ำใส และสงบ เหมาะสำหรับคนที่อยากไปเสพธรรมชาติมากๆเลยค่ะ

พิกัด:  เกาะมันนอก จังหวัดระยอง

เกาะกูด จังหวัดตราด

เกาะสวย น้ำใส ใกล้กรุงเทพ อย่างเกาะกูด จ.ตราด เป็นเกาะที่สวยใครๆได้มาเป็นอันต้องหลงกับมนต์สะกดนี้ มองไปที่น้ำทะเลจะเห็นปะการังใต้พื้นน้ำ น้ำทะเลนิ่ง คลื่นเบาๆ ยิ่งแสงแดดส่องมากระทบกับผิวน้ำ เราจะมองเห็นความระยิบยับ ชวนให้หลงไหล จนได้รับการขนามนามว่า “มัลดีฟส์เมืองไทย” มันสวยจริงๆแหละคุณ

บนเกาะกูดนี้ นอกจากจะมีทะเลสวยๆ ที่พักดีๆให้นักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกมากมายให้เราไปเลือกทำ เช่น การพายเรือคายัก แพดเดิ้ลบอร์ด ก็มีให้เลือกเล่นกัน และที่สำคัญมากๆ ใครที่ไปเกาะกูดแล้วไม่ได้รูปแลนมาร์คของเกาะกูดอย่าง ชิงช้ากลางน้ำ นี่ถือว่ามาไม่ถึงเกาะกูดนะคะ เจ้าชิงช้ากลางน้ำที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเล นอกจากจะเป็นสถานที่ที่ให้คุณไปนั่งถ่ายรูปสวยๆแล้ว คุณสามารถไปนั่งเล่นสวยๆ เอาเท้าจุ่มน้ำทะเลรับพลังงานจากทะเลได้นะคะ 

พิกัด: เกาะกูด จังหวัดตราด

เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

สำหรับใครที่ไปเที่ยวทั้งที ก็ขอฟีลแบบครบวงจรหน่อยละกัน ทางเราขอแนะนำ เกาะพะงัน เป็นช้อยส์แรกของคุณ เพราะนอกจากจะที่นี่จะโด่งดังในเรื่องของธรรมชาติที่สวยงาม ทะเลแหวกที่สวยมากอีกที่นึง และอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกาะพะงันมีชื่อเสียงดังไกลไปทั่วโลกนั่นก็คือ เทศกาลฟลูมูน ปาร์ตี้ เป็นเทศกาลสุดมันที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวแบบที่ว่าสนุกจนคุณลืมเวลานอนไปเลยค่ะ 

แต่ด้วยความที่ภาพจำของทุกคนมันจะคิดว่าเกาะพะงัน เป็นเกาะที่มีความวุ่นวาย แต่แท้ที่จริงแล้ว เกาะพะงัน เป็นเกาะที่เงียบสงบมากๆอีกเกาะหนึ่ง เพราะโซนที่จัดเทศกาลฟลูมูน กับส่วนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ อยู่คนละโซนกัน ซึ่งถ้าใครที่จะไปต้องจะต้องศึกษาเส้นทางการลงเรือกันดีๆนะคะ เพราะบนเกาะพะงันจะมีท่าเรืออยู่ 2 ที่คือ ท่าเรือหาดน้ำริ้น และท่าเรือท้องศาลา ซึ่งถ้าลงผิดละก็ การเดินทางข้ามโซนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากเลย

พิกัด: เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ 5 เกาะสวยในไทยที่พลูโตนำมาฝากในวันนี้ เตรียมเก็บกระเป๋ากันแล้วใช่ไหม อย่ารอช้าค่ะทุกคน เพราะทางนี้ก็จองวันหยุดไปแล้วเหมือนกันค่ะ เดี๋ยวพลูโตเตรียมตัวไปจัดกระเป๋าก่อนนะคะ ใครที่ยังไม่มีกระเป๋าเดินทางไว้ใส่ชุดปังๆไปเที่ยว เข้ามาดูใน Kaidee ได้นะคะ มีกระเป๋าสวยๆให้เลือกเยอะมากเลย

หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

สำหรับใครที่รู้จักรถยนต์ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า แน่นอนว่าการทำงานของรถยนต์ประเภทนี้ ล้วนใช้ไฟฟ้าในการสร้างการขับเคลื่อน ดังนั้นคงขาดไม่ได้เลยหากไม่มีการเติมไฟฟ้าให้รถยนต์ เพราะรถยนต์ EV นั้นปราศจากเครื่องยนต์สันดาป และมีเพียงแบตเตอรี่เท่านั้นที่ชาร์จมาจากพลังงานไฟฟ้า ที่จะช่วยให้รถวิ่งต่อไปได้ 

รถยนต์ EV มีวิธีการทำงานอย่างไร

การทำงานของรถยนต์ EV มีหลักการทำงานที่ไม่ยาก ภายหลังจากนำเอาเครื่องยนต์สันดาปออกไป ทำให้เหลือเพียงตัวแบตเตอรี่ ตัวเปลี่ยนกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น 

วิธีการทำงานจะเริ่มจากการชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ และส่งต่อกระแสไฟฟ้าไปยังตัวแปลงกระแสไฟ ให้ไฟฟ้ากระแสตรงกลายเป็น กระแสสลับ(AC) แล้วจึงส่งไฟฟ้าต่อไปที่ตัวมอเตอร์เพื่อปั่นไฟฟ้าให้เกิดการขับเคลื่อนของล้อทั้งสี่

หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

เหตุผลหลักที่ควรจะรู้จักหัชาร์จรถยนต์ EV เพราะในอนาคตอีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า รถยนต์ทั่วโลกมีโอกาสเปลี่ยนกลายเป็นรถยนต์ EV จนหมด จากการรักษาสภาพแวดล้อมของโลกไม่ให้แย่ไปมากกว่านี้ เน้นลดการปล่อยมลพิษจากควันรถ ทำให้กระแสรถยนต์ EV กำลังมาในหลายประเทศทั่วโลก 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ และประเทศเยอรมันที่มีการยกเว้นภาษีของรถยนต์EV 5-10 ปี รวมถึงมอบเงินชดเชยหากคุณทำการซื้อรถประเภทนี้ถึง 5,000 ยูโรอีกด้วย

โดยหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหลัก ๆ แล้วมีทั้งหมด 6 แบบ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการชาร์จ ได้แก่ 

1.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว(Quick Charger) 

2.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม(Combined Charging System) 

3.หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ (Normal Charger)

ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดรวมถึงคุณสมบัติของหัวชาร์จแต่ละประเภท ให้ได้ทราบถึงความแตกต่างและแยกได้อย่างชัดเจนว่า หัวชาร์จไหนใช้สำหรับอะไรได้บ้าง

1. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว (Quick Charger)

หัวชาร์จประเภทนี้มักปรากฎให้เห็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ ตามห้างสรรพสินค้าที่ติดตั้งตู้ชาร์จเอาไว้ เนื่องจากการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็ว ที่เป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) นั้นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างแท่นชาร์จประเภทนี้ออกมา เพราะกำลังไฟฟ้าจะต้องมากถึง 110 kwh เลยทีเดียว

การชาร์จประเภทนี้ สามารถเติมแบตเตอรี่ของคุณได้เต็มได้มากสุดถึง 80% ในระยะเวลา 40-60 นาที ซึ่งจัดว่าเร็วมาก หากเทียบกับการชาร์จหัวไฟฟ้ากระแสสลับ โดยประเทศไทย โดยหัวชาร์จประเภทการชาร์จแบบเร็วที่มักพบเห็นได้ในประเทศเทยคือ หัวชาร์จแบบ CHAdeMo นั่นเอง

  • CHAdeMO

หัวชาร์จแบบ CHAdeMo ย่อมาจาก CHArge de Move ที่แปลได้ว่า ชาร์จเพื่อไปต่อ บ่งบอกถึงลักษณะและคุณสมบัติของหัวชาร์จประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลาย จากรถยนต์ที่นำเข้าหรือจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในรถยนต์ EV ที่มีหัวชาร์จประเภทนี้คือ Nissan Leaf เพื่อไว้ใช้ในการชาร์จแบบเร็วตามสถานีอัดประจุไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งมีติดตั้งทั่วประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

CHAdeMo : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V

  • GB/T 

แม้จะเป็นหนึ่งในหัวชาร์จแบบเร็ว ทว่าหัวชาร์จประเภทนี้กลับไม่ได้แพร่หลายในต่างประเทศนัก เพราะเป็นหัวชาร์จที่ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจีน จึงจัดได้ว่าเป็นหัวชาร์จแบบพิเศษที่ใช้อย่างแพร่หลายแค่ภายในประเทศจีนเท่านั้น 

GB/T : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 250A / 750

2. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (Combined Charging System / CCS)

หลายคนคงสับสนหัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (CCS) กับหัวชาร์จแบบปกติ (Normal Charger) เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก แท้จริงแล้วหัวชาร์จสองประเภทนับได้ว่าเป็นแบบเดียวกัน 

แต่หัวชาร์จแบบ CCS สามารถชาร์จได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรง(DC) ซึ่งเป็นการชาร์จแบบเร็วและไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ซึ่งเป็นการชาร์จปกติ ภายในหัวชาร์จอันเดียว 

  • CCS Type 1

หัวชาร์จ CCS Type 1 มีรูปลักษณ์เหมือนหัวชาร์จแบบปกติ AC Type 1 เพียงแต่เพิ่มหัวชาร์จแบบชาร์จเร็วเข้ามาด้านล่างด้วย หัวชาร์จประเภทนี้จะมีขนาดเล็กกว่า CCS Type 2 ทำให้กำลังไฟฟ้าลดน้อยลงตามไปด้วย หัวชาร์จไทป์ 1 นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศดังกล่าว 

CCS Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V 

  • CCS Type 2

CCS Type 2 เป็นหัวชาร์จที่รวมตัวหัวชาร์จแบบ AC Type 2 กับ หัวชาร์จแบบชาร์จเร็วไว้ด้วยกัน ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ว่าจะเลือกชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง(DC) หรือ ชาร์จปกติด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)  หัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งมีขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และให้กำลังไฟมากกว่าหัวชาร์จ CCS Type 1 อย่างมาก

CCS Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 1000V

3. หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ(Normal Charger)

การชาร์จปกตินั้นคือการชาร์จผ่านตู้ติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า หรือจะเป็นการติดตั้ง Wall Box Charger ที่กำแพงบ้าน โดยกระแสไฟที่ใช้ในการชาร์จจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ทำให้ชาร์จได้ช้ากว่าไฟฟ้ากระแสตรง(DC) เนื่องจากตัวแบตเตอรี่จะกักเก็บไฟฟ้าในรูปแบบไฟฟ้ากระแสตรง(DC) จึงทำให้ต้องมีการแปลงกระแสไฟก่อนเก็บเข้าแบตเตอรี่ 

ชื่อเรียกอีกอย่างของหัวชาร์จประเภทนี้คือ AC Charging สำหรับแบตเตอรี่ขนาดเล็ก 24 กิโลวัตต์ ระยะเวลาการชาร์จต่อครั้งเฉลี่ยประมาณ 4-7 ชั่วโมง และสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 30 กิโลวัตต์ เฉลี่ยเวลาอยู่ที่ 9 ชั่วโมงครึ่ง

  • AC Type 1 (SAEJ1772)

หัวชาร์จประเภท AC Type 1 จะให้กำลังไฟที่น้อยกว่าหัวชาร์จ AC Type 2 เพราะมีขนาดที่เล็กกว่าและมีรูชาร์จอยู่เพียง 5 รูเท่านั้น ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น คล้ายคลึงกับตัวหัวชาร์จประเภท CCS Type 1 เลย

AC Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 32A / 250V

  • AC Type 2 (IEC 62196-2 )

ในประเทศไทยมักนิยมชาร์จด้วยหัวชาร์จประเภท AC Type 2 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ในไทยมักผลิตและรองรับหัวชาร์จไทป์ 2 เป็นหลัก จึงสามารถเห็นได้ว่า ตามตู้ชาร์จหรือสถานีชาร์จต่าง ๆ จำเป็นต้องมีหัวชาร์จแบบนีเป็นหลัก 

ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้และติดมากับรถยนต์ที่ผลิตและส่งตรงมาจากประเทศแถบยุโรปที่ใช้หัวชาร์จประเภทนี้กันอย่างแพร่หลาย มากกว่าประเทศแถบเอเชีย ด้วยขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และมีถึง 7 รูทำให้กำลังไฟของหัวชาร์จประเภทนี้มีเยอะว่าไทป์ 1 อย่างมาก

AC Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 70A / 250V สำหรับเฟสแรก

  63A / 480V สำหรับเฟสสาม

อย่างที่ได้ทราบกันไปเกี่ยวกับประเภทของหัวชาร์จแล้ว หัวชาร์จบางประเภทก็ไม่ได้รับความนิยมหรือถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งหัวชาร์จหลัก ๆ ที่สามารถพบเห็นและใช้งานในไทยอย่างแพร่หลายได้แก่ หัวชาร์จแบบ AC Type2(ชาร์จปกติ), CCS Type 2(ชาร์จแบบผสม) และCHAdeMo 

(ชาร์จเร็ว)

รถยนต์ประเภทใดบ้างที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้านั้น รู้หรือไม่ว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่เราเรียก ๆ กันนั้น ไม่ได้รวมถึงแค่ตัว รถยนต์แบบ BEV เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงรถยนต์ที่มีการนำไฟฟ้ามาขับเคลื่อนร่วมกับน้ำมันอย่างตัว Hybrid และ Plug-in Hybrid ด้วย

แต่มีเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid และ BEV เท่านัน้ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ โดยจะอธิบายรายละเอียดรถยนต์สองประเภทนี้ให้ฟังโดยสังเขป

Plug-in Hybrid

รถยนต์ประเภทนี้เป็นรถยนต์ที่น้ำมันและไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยสามารถเลือกโหมดในการขับขี่ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์ประเภท Hybrid ทว่ารถยนต์ประเภท Plug-in Hybrid จะเป็นการนำไฟฟ้าจากการชาร์จไฟจากข้างนอกมากักเก็บไว้ในแบตเตอรี่และสร้างการขับเคลื่อนต่อไป 

ในขณะที่แบบHybrid คือการสร้างกระแสไฟฟ้าจากการเผาไหม้ของน้ำมันแล้วนำมาปั่นเป็นกระแสไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่อีกที

Battery Electric Vehicle (BEV)

เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าแบบ 100% ปราศจากการใช้น้ำมันและยกเอาตัวเครื่องยนต์สันดาปภายในออก รถยนต์คันนี้จึงถูกเรียกว่า Battery Electric Vehicle (BEV) กล่าวคือเป็นรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

จึงจำเป็นที่จะต้องชาร์จไฟฟ้าเพื่อกักเก็บไว้ในตัวแบตเตอรี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้ ก็คือรถยนต์ EV ที่เราเรียกและเห็นได้แพร่หลายในประเทศไทยนั้นเอง

สถานที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากเรื่องหัวชาร์จแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อคุณเป็นผู้ขับรถยนต์ EV คือสถานที่เติมไฟฟ้าให้แบตเตอรี่ของคุณเต็มและพร้อมเดินทาง ในปัจจุบันนอกจากการชาร์จภายในบ้านแล้ว หลายสถานที่ภายในประเทศไทยก็ได้ติดตั้งตู้ชาร์จเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตไว้บ้างแล้ว สถานที่ที่มีตู้ติดตั้งตัวชาร์จให้คุณขับเข้าไปชาร์จได้มีดังนี้

1.ห้างสรรพสินค้า

ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทยหลายเครือ เริ่มนำตู้ชาร์จไฟฟ้ามาติดตั้งเพื่อให้บริการสำหรับรถยนต์ EV โดยเฉพาะ อย่างเช่น เครือเซ็นทรัล ที่เริ่มให้มีตู้ในห้างใหญ่ ๆ ในกรุงเทพมหานคร และตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งสามารถเช็กกับทางห้างได้อีกทีว่า สถานที่ที่คุณไปจะมีที่ชาร์จหรือเปล่า เพื่อความมั่นใจ

2. สถานีอัดประจุไฟฟ้า ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA)

ภายในกรุงเทพมหานคร นอกจากสถานที่ชาร์จตามห้างสรรพสินค้าแล้วนั้น ยังมีจุดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงถึง 10 ที่ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย ได้แก่ กฟน. สำนักงานใหญ่, เขตวัดเลียบ, เขตสามเสน, เขตบางขุนเทียน, เขตลาดกระบัง, เขตราษฎร์บูรณะ, เขตบางเขน, เขตบางใหญ่, กฟน.สมุทรปราการ และ กฟน. บางพูด

3.สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ EV ที่ให้บริการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปัจจุบันนั้นมีถึง 11 ที่ด้วยกัน โดยมีที่จังหวัดอยุธยา, นครปฐม, นครราชสีมา(ปากช่อง), ประจวบคีรีขันธ์(หัวหิน) และกรุงเทพมหานครเป็นสำนักงานใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีแผนการพัฒนาจุดให้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ถึง 10 จุดด้วยกัน

4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT)

ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่ กฟผ. สำนักงานกลาง และโรงไฟฟ้าของกฟผ. จำนวน 23 สถานี แบ่งออกเป็น สถานีชาร์จไฟฟ้าแบบปกติ(ชาร์จปกติ) 11 สถานี และแบบชาร์จเร็วอีก 12 สถานี

5.ปั๊มน้ำมันและสถานีให้บริการอัดประจุไฟฟ้า

นอกจากจุดชาร์จสถานีไฟฟ้าที่ตั้งมาโดยเฉพาะจากการไฟฟ้าแล้ว ทางด้านผู้นำเข้าน้ำมันอย่างปั๊มน้ำมันใหญ่ ปตท.(PTT) และ บางจากก็ได้เริ่มโครงการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ EV แล้วด้วยเช่นกัน อย่างทางบางจากก็ได้เปิดบริการแล้ว 2 สถานี และในอนาคตยังมีแพลนที่จะขยายไปตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ตามเส้นทางหลักของประเทศไทย รวม 62 สถานีอีกด้วย

ส่วนทางปตท.(PTT) ก็ได้เปิดสถานีบริการชาร์จไฟฟ้า รวม 14 แห่งทั่วประเทศ หรือ PTT EV STATION โดยมีจุดให้บริการดังต่อไปนี้ ปตท. วังน้อย อยุธยา, สระบุรี, สมุทรสาคร, คลองหลวง ปทุมธานี, พุทธมณฑล สาย 5 นครปฐม, สาขาโรงแยกก๊าซระยอง ระยอง, เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา, ราษฎร์บูรณะ, ลาดพร้าว-วังหิน นวลจันทร์

6.EA Anywhere

เป็นบริษัทและโปรเจกต์ที่เข้าร่วมกับบริษัทใหญ่อย่าง บริษัทปั๊มน้ำมัน Caltex, CP ALL, Bridgestone, A.C.T และ Robinson เพื่อที่สร้างสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากถึง 400 กว่าแห่งทั่วประเทศ สามารถเช็กสถานีชาร์จได้จากทางแอปพลิเคชันของ EA Anywhere เลย

7.ChargeNow 

ChargeNow นั้นให้บริการโดยค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศยุโรปอย่าง BMW ที่ร่วมทุนกับ Central Group และ AP เพื่อสร้างจุดบริการชาร์จไฟฟ้าแก่รถยนต์ EV ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 50 สถานีทั่วประเทศ สามารถเช็กจุดชาร์จได้จากทางเว็บไซต์ ChargeNow Thailand [http://chargenow-th.greenlots.com/] 

8.EQ 

เมื่อพูดถึงจุดชาร์จไฟฟ้าภายในห้างสรรพสินค้าไปแล้ว คงขาดไม่ได้เลยสำหรับการชาร์จไฟฟ้าภายในโรงแรม ทาง EQ ที่ให้บริการโดยบริษัท Mercedes-Benz ก็ได้ขยายจุดบริการชาร์จเช่นเดียวกัน โดยจะเน้นไปในด้านการจับมือคู่กับทางโรงแรมชื่อดังระดับประเทศอย่าง Mariott International, Minor Hotels และ Hilton 

ในปัจจุบันการขยายสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าของทาง EQ ได้เปิดบริการแล้วกว่า 63 จุดทั่วประเทศ สามารถหาข้อมูลจุดบริการชาร์จไฟฟ้าของ EQ ได้จากแอปพลิเคชัน EQ Ready ที่มีให้โหลดทั้งในระบบ IOS และ Android พร้อมรองรับและบริการผู้ใช้รถยนต์ EV อย่างแท้จริง

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรถยนต์ EV ไม่ต้องรอช้าค่ะ เพราะตอนนี้ทั้งสถานีให้บริการการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีตามจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ โรงแรม ก็พร้อมให้บริการเติมไฟฟ้าให้เต็มแบตเตอรี่ของคุณแล้ว 

แต่หากคุณไม่แน่ใจและลังเลใจที่จะซื้อรถยนต์ EV มือหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นรถยนต์ EV มือสองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีอันหนึ่งเลยค่ะ เพราะนอกจากจะซื้อมาขายต่อได้ง่ายแล้ว ราคายังไม่ตกอีกด้วย ถ้าสนใจสามารถกดปุ่มด้านล่างเพื่อหารุ่นที่ถูกใจคุณได้แล้วตอนนี้!

สัมภาษณ์งานอย่างไร ให้ได้งานในฝัน

สัมภาษณ์งานอย่างไร ให้ได้งานในฝัน

เมื่อถึงเวลา Say Goodbye งานเก่า เชื่อว่าหลายๆคนคงเริ่มเตรียมตัวกับการสัมภาษณ์งานที่จะมาถึง แต่งานในฝันใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ดังนั้นการมีทริคสัมภาษณ์งานเล็กๆน้อยๆ เป็นคู่มือก่อนถึงสนามจริง ถือว่าเป็นตัวช่วยที่ดี รับรองได้งานแน่นอน !

ทำความรู้จักองค์กรที่สมัคร

สิ่งแรกเลยก็คือ คุณควรทำความรู้จักองค์กรให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบธุรกิจ ประวัติต่างๆ หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณมั่นใจมากขึ้นเวลาสัมภาษณ์ อีกทั้งยังทำให้ตัวคุณดูเหมือนคนเตรียมตัวและใส่ใจรายละเอียดอีกด้วย ซึ่งข้อมูลต่างๆ คุณสามารถหาได้จากเว็บไซต์ของบริษัท หรือจะเป็นโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆของบริษัทก็ได้

เข้าใจตำแหน่งงาน

รู้จักองค์กรแล้ว อย่าลืมทำความเข้าใจ “ตำแหน่งงาน” ที่ตนเองสมัครไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าคุณสามารถทำงานนั้นๆได้จริง อีกทั้งยังเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งคุณและนายจ้าง เพราะคงไม่มีใครอยากสัมภาษณ์คนที่ไม่มีความพร้อมในการทำงานหรอก จริงไหม ?

สร้าง Rapport

Rapport คือการสร้างความสัมพันธ์อย่างหนึ่ง เพื่อสร้างความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย ซึ่งก่อให้เกิดการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ อย่าลืมที่จะสร้างมันขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทนเสียงนุ่มแต่ชัดเจน หรือแม้แต่ภาษากายต่างๆ เช่น การยิ้ม การสบตาผู้สัมภาษณ์ เป็นต้น

ลองตั้งคำถามง่าย ๆ เพื่อฝึกฝน

ตั้งคำถามที่คาดว่าน่าจะโดนถามระหว่างสัมภาษณ์สัก 5-10 ข้อ จากนั้นลองคิดคำตอบที่เป็นตัวเอง นั่งทำแบบนี้ทีละข้อๆ จนคุ้นชิน อาจจะฝึกหน้ากระจกด้วยก็ได้ เพื่อให้เห็นท่าทางของตนเองเวลาตอบคำถาม หากเป็นข้อเสียจะได้สามารถปรับปรุงได้

  • คำถามที่เจอบ่อยเวลาสัมภาษณ์
  • แนะนำตัวให้รู้จักหน่อยครับ/ค่ะ
  • ทำไมคุณถึงสนใจงานนี้
  • อีก 5 ปีคุณคิดว่าคุณจะทำอะไร
  • จุดอ่อน / จุดแข็งของคุณ
  • ทำไมถึงลาออกจากที่เก่า

เน้นเนื้อ ไม่เน้นน้ำ

เพราะการสัมภาษณ์มีเวลาจำกัด คุณจึงควรตอบคำถามอย่างกระชับและตรงประเด็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าคิดไม่ออกให้ใช้หลักตอบตรงๆ แล้วอธิบายเพิ่มเติม
ตัวอย่างเช่น งานมีความกดดันอยู่บ้าง เนื่องจากต้องประสานงานกับลูกค้าและคอยแก้ปัญหาในเวลาที่ค่อนข้างจำกัด

เป็นตัวของตัวเอง

จงเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด แต่ไม่ใช่ให้ทำตัวเหมือนอยู่บ้านหรือพูดคุยเหมือนอยู่กับเพื่อน พยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด เพื่อลดอาการประหม่าระหว่างสัมภาษณ์ ที่สำคัญอย่าพยายามแกล้งทำ เพราะฝ่ายบุคคลหรือผู้สัมภาษณ์เขาดูออก

ห้ามโกหก

ขอย้ำเลยว่าห้ามโกหกเด็ดขาด เพราะมันทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพและดูไม่น่าเชื่อถือ อย่าลืมว่าบริษัทสามารถตรวจสอบข้อมูลของคุณได้เสมอ ไม่ต้องเดาเลยว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น นายจ้างจะตัดสินใจอย่างไร ทางที่ดีพูดความจริงออกไปจะดีกว่า แต่ถ้ากลัวว่ามันจะดูแย่เกินไปให้อธิบายเหตุผลด้วยเสมอ

เข้าช่วงมีคำถามเพิ่มเติมหรือไม่

คำถามท้ายๆ มักจะเป็นคำถามที่ว่า มีอะไรจะถามเพิ่มเติมไหม? ซึ่งสิ่งที่คุณควรจะถามไม่ใช่เงินเดือนหรือสิทธิ์ใช้วันลาพักร้อน แต่ควรถามถึงเพื่อนร่วมทีม วัฒนธรรมองค์กร รูปแบบการทำงาน และไม่ลืมที่จะขอบคุณทุกครั้งเมื่อจบการสัมภาษณ์ เพื่อแสดงว่าคุณรู้สึกดีใจที่ได้เป็นตัวเลือกของการสัมภาษณ์

มื่อการสัมภาษณ์สิ้นสุดลง หลายๆคนคงมีคำถามว่า เราสามารถติดตามผลการสัมภาษณ์ได้หรือไม่ ควรรอนานแค่ไหน คำตอบคือสามารถติดตามได้ แต่ต้องใช้เวลาสักนิดประมาณ 1-2 สัปดาห์ เนื่องจากกระบวนการสรรหาบุคคลของแต่ละบริษัทมีความแตกต่างกัน

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการเตรียมตัวย่อมส่งผลดีมากกว่าแน่นอน ขอให้ทุกคนได้งานในฝันสมดังใจกันนะ สู้ๆ คุณได้งาน เราก็แฮปปี้

10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

ขึ้นชื่อว่า “ของเล่น” พ่อแม่บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเปลืองเงิน ไม่มีประโยชน์อื่นใดนอกจากความสนุกเพลิดเพลิน ซึ่งจริงๆ แล้วของเล่นที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นของเล่นที่แพงเสมอไป อุปกรณ์ในบ้านหลายๆ อย่างสามารถมาปรับแต่งให้เป็นของมีคุณค่าได้

งานวิจัยหลายบทความยืนยันว่า “ของเล่นเด็กที่ดี” นั้นมีประโยชน์ หากเราฝึกให้ลูกน้อยของเราเล่นถูกเวลาและตรงกับช่วงวัย จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็กในแต่ละวัยได้ดีเยี่ยม ยิ่งถ้าเราส่งเสริมให้เขาเล่นอย่างสร้างสรรค์ บวกกับใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ จะทำให้ทักษะต่างๆ ถูกเติมเต็มและเติบโตไปอย่างมั่นคง พร้อมลุยกับทุกสถานการณ์

พัฒนาการเด็ก ช่วยเสริมได้ด้วยของเล่น?

ศาสตราจารย์ทราวิก-สมิท (Professor Trawick-Smith) อาจารย์ด้านการศึกษาปฐมวัยแห่ง Center for Early Childhood Education ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับของเล่นเด็กเอาไว้ว่า ลักษณะการเล่นของเด็กกว่าร้อยละ 90 ที่เขาพบ มีพฤติกรรมการแสดงออกต่างกันไปตามของเล่นในวัยเด็ก

ฉะนั้นสิ่งที่บรรดาพ่อแม่ทั้งหลายต้องคำนึงถึง คือไม่ใช่ว่าจะเลือกของเล่นอะไรก็ได้ให้ลูก เพราะของเล่นบางชิ้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดของเด็กในช่วงนั้นๆ ซึ่งส่งผลมาถึงตอนเจริญวัย อันแสดงออกผ่านการโต้ตอบกับบุคคลอื่นๆ ไปจนถึงการแสดงออกในด้านต่างๆ

ข้อหนึ่งที่ผู้ใหญ่ต้องยอมรับ คือของเล่นบางอย่างซึ่งเราคิดเองว่าสนุก ทว่ากลับไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อพัฒนาการเด็ก ดังนั้นการเลือกของเล่นให้ลูกน้อยที่ถูกต้อง คือการเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย เราเองในฐานะพ่อแม่ที่พร้อมมอบความรักให้ลูกอย่างเต็มเปี่ยม ควรคัดสรรสิ่งดีๆ ให้ลูกเสมอ

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า …มาดู 10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัยกันค่ะ

10 ของเล่นยอดฮิตเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

เด็กแต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน พ่อแม่มือใหม่ซึ่งไม่รู้จะจับต้นชนปลายตรงไหน อย่าเพิ่งกังวลกันไปค่ะ มาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน โดยเราแบ่งช่วงวัยเด็กออกเป็น 3 ช่วง เริ่มตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 3 ขวบ ทีนี้ก็มาดูกันว่าในแต่ละช่วง เราควรใช้ของเล่นกระตุ้นหรือส่งเสริมพัฒนาการเด็กๆ เรื่องอะไรบ้าง

1.ของเล่นเด็กแรกเกิดจนถึง 5 เดือน

ช่วงเวลาที่เจ้าตัวจิ๋วเป็นเด็กน่ารักไม่ค่อยมีพิษมีภัยเท่าไร กิจกรรมของเด็กในช่วงนี้ยังไม่เยอะมาก ส่วนใหญ่เป็นการเริ่มหยิบจับสิ่งของ ฝึกลุกนั่งและนอนเป็นหลัก ทุกๆ อย่างเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา พยายามเลือกของเล่นผิวสัมนุ่มๆ หยิบจับง่าย ยิ่งถ้ามีความแตกต่างของพื้นผิว จะช่วยกระตุ้นเรื่องความรู้สึกได้ดี

อย่างไรก็ดีทารกช่วงนี้จะตอบสนองได้ดีกับวัตถุที่เคลื่อนไหว มีสีสันสดใสหรือสีคอนทราสต์กัน ทั้งยังค่อนข้างไวต่อเสียง ยิ่งถ้าเราเลือกของเล่นรูปทรงและขนาดต่างกัน ยิ่งเป็นข้อดี เพราะช่วยเสริมสร้างเรื่องความจำ ระบบประสาทตาและกล้ามเนื้อมือได้ดี แต่ไม่ควรเลือกของเล่นขนาดเล็กมากไป เนื่องด้วยเด็กช่วงนี้เผลอเอาเข้าปากได้ง่าย (อย่าลืมล้างของเล่นบ่อยๆ)

1.1 ของเล่นที่เขย่าแล้วมีเสียง (Rattles)

อย่างที่บอกไปว่าทารกจิ๋วในช่วงนี้ จะตอบสนองได้ดีกับวัตถุสีสันสดใสและมีเสียง ยิ่งเป็นของเล่นขนาดกำลังเหมาะมือแล้วด้วย ยิ่งเพลินไปกันใหญ่ นอกจากจะได้ความสนุกแล้ว เขายังได้ฝึกการขยับจังหวะมือเพื่อให้เกิดเสียง เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเสริมสร้างการได้ยินไปในตัว

1.2 ตุ๊กตาสัตว์เลี้ยง (Plush Animals)

เด็กๆ ทุกคนมักมี “น้องเน่า” เป็นของตัวเอง ตุ๊กตาตัวโปรดที่เราต้องเอาติดสอยห้อยตามไปด้วยทุกแห่ง ไม่อยู่ด้วยคืนไหนเป็นต้องนอนไม่หลับ อย่าลืมว่า “กลิ่น” เป็นตัวกระตุ้นความทรงจำที่ดี การมีตุ๊กตาเล็กๆ อยู่กับทารกนอกจากจะช่วยให้ความอบอุ่นทางใจแล้ว ยังเป็นส่วนสร้างความรักความผูกพันอีกด้วย

1.3 ของเล่นที่บีบได้ (Squeeze Toys)

ของเล่นเล็กๆ ซึ่งดึงดูดให้เด็กน้อยฝึกขยับร่างกายบริเวณมือ ทุกๆ ครั้งที่เขาบีบจะเกิดเสียง เสมือนเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ดีให้ทารกสนใจและทำบ่อยๆ นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินแล้ว ยังสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออีกด้วย

2.ของเล่นเด็กวัย 6 ถึง 11 เดือน

วัยล้มลุกคลุกคลานของเด็กน้อย ความปรารถนาของเขาจะเริ่มชัดเจนขึ้น ผู้เป็นพ่อแม่จะเริ่มสังเกตได้ว่า ลูกเราชอบเล่นอะไรหรือไม่ชอบอะไร ทั้งยังเริ่มใช้กล้ามเนื้อมือทั้งสองข้างหยิบจับอะไรได้มั่นคงกว่าเดิม อาจมีบางช่วงที่ไม่ได้ดั่งใจขว้างปาข้าวของบ้าง เราควรเริ่มแนะนำเขาตั้งแต่วัยนี้ไปเลย

พยายามเลือกของเล่นที่เสริมสร้างจินตนาการ และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของ
พวกเขา ซึ่งเด็กในวัยนี้รักการเรียนรู้ด้วยภาพและเสียงเป็นที่สุด พัฒนาได้ทั้งทักษะประสาทสัมผัส เพิ่มความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนพัฒนาการทางภาษา

2.1 เครื่องดนตรีประเภทตีกระทบ (Xylophones)

เสียงดนตรีช่วยเสริมสร้างจินตนาการของเด็กได้ดีเสมอ การปล่อยให้เขาใช้เวลาอยู่กับเครื่องตีนี้ นอกจากจะช่วยให้เบบี้อารมณ์ดีรื่นรมย์กับเสียงเพลงแล้ว ยังช่วยฝึกประสาทตาให้สัมพันธ์กับมือ กระตุ้นสมอง รวมถึงการขยับจังหวะไปจนถึงการลงน้ำหนักมือ

2.2 ของเล่นไม้ (Wooden Puzzles)

เพิ่มสกิลความยากสำหรับเด็กขึ้นมาหนึ่งสเต็ป ด้วยการฝึกแก้ปัญหาแบบคิดวิเคราะห์ มีความเชื่อมโยงเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ทั้งยังเสริมสร้างจินตนาการได้ดี รวมทั้งกระตุ้นให้เข้ามีสมาธิให้จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น

2.3 ของเล่นสำหรับฟัน (Teething Toys)

อย่าลืมว่าช่วงเวลานี้ฟันของลูกน้อยเริ่มจะขึ้นมาบ้างแล้ว อาจส่งผลให้เด็กๆ หลายคนอารมณ์ไม่ดี อึดอัดขึ้นมา ดังนั้นการหาของเล่นที่ทำจากวัสดุนุ่มนิ่มและปลอดภัย ให้เขากัดระหว่างนี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยกระตุ้นให้ฟันขึ้นง่ายกว่าเดิม

3.ของเล่นเด็กอายุ 1 ถึง 3 ขวบ

มาถึงวัยที่เด็กน้อยของคุณเริ่มเจริญวัยเติบโตขึ้น แน่นอนว่าพลังการแสดงออกต่อสิ่งต่างๆ ย่อมเพิ่งตามมา เริ่มเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วขึ้น เดินไววิ่งเร็ว รวมถึงควบคุมปฏิกริยาการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้ดี ทั้งยังเป็นช่วงที่พวกเขาเริ่มเข้าเรียน เจอกับสังคมกว้างขึ้นกับเพื่อนต่างที่มา

ของเล่นซึ่งเหมาะกับช่วงวัยนี้ คือของที่ฝึกการทำงานของสมอง รวมถึงกระตุ้นการเคลื่อนไหวของร่างกายในส่วนต่างๆ หรือจะเป็นเกมสนุกๆ เน้นเรื่องการทำซ้ำ ช่วยเติมเต็มเรื่องความจำ เรียกได้ว่าเป็นของเล่นหมวดหมู่แอดวานซ์ขึ้นมานิด มีอะไรน่าสนใจไปบ้างไปดูเลยค่ะ

3.1 หนังสือพร้อมภาพประกอบ (Books with Photos or Illustrations)

ให้ลูกน้อยของคุณปลดปล่อยจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด ฝึกพัฒนาสมอง ด้วยหนังสือภาพประกอบสีสันสดใส เป็นของเล่นที่สร้างการเรียนรู้หลากหลายด้าน ได้ทั้งเรื่องความจำ ความสนุกและความเพลิดเพลิน

3.2 อุปกรณ์ศิลปะ (Art Supplies)

ถ้าเบบี้เบื่อหรือหมดความสนุกกับหนังสือภาพประกอบแล้ว อุปกรณ์ศิลปะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ การที่เขาได้มีส่วนร่วมแต่งเติม ขีดเขียน หรือระบายสี น่าจะดึงความสนใจและเพิ่มความสนุกได้ดี ทั้งยังสร้างสมาธิ ฝึกให้เขาจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้นานขึ้น

3.3 ของเล่นแนวก่อสร้าง (Construction Toys)

สนุกไปกับการประกอบนั่นต่อนี่ ด้วยของเล่นแนวก่อสร้าง ให้ลูกน้อยของเราสวมบทบาทเป็นช่างก่อสร้างตัวจิ๋ว ฝึกการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้ดี ทั้งยังพัฒนาระบบสมอง ช่วยเรื่องระบบการคิดวิเคราะห์และเพลิดเพลินกับจินตนาการแบบไร้ขอบเขต

3.4 จิ๊กซอว์ (Jigsaw Puzzles)

นอกจากจะช่วยให้เด็กๆ แยกแยะเรื่องสีได้ชัดเจนแล้ว ทักษะหลายด้านยังถูกเติมเต็มให้มั่นคงขึ้น ทั้งระบบสมอง สมาธิ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนการมองภาพรวมแบบเชื่อมโยง เรียกว่าเป็นของเล่นที่ครบเครื่องทั้งในเรื่องความสนุกและได้ประโยชน์

สรุปท้ายบทความ

ถึงจะมีของเล่นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกมากมายแค่ไหน แต่อย่าลืมว่า “เวลา” ของพ่อแม่ที่มอบให้เขาเป็นสิ่งสำคัญเสมอ การได้อยู่กับลูกน้อยในช่วงวัยนี้เป็นสิ่งดีในการสร้างความผูกพันและความทรงจำดีๆ ของเล่นเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ช่วยเติมเต็มให้เวลาในช่วงนั้นมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

การมีของเล่นเด็กดีๆ ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ก็เหมือนกับการสร้างรากฐานลูกของเราให้มั่นคง เตรียมความพร้อมให้เขาก้าวสู่โลกภายนอกได้อย่างแข็งแกร่ง อย่าคิดว่าของเล่นเป็นเพียงสิ่งเล่นๆ ใช้ฆ่าเวลาไปวันๆ หากเราเลือกของเล่นได้ดีเหมาะสมตามวัย จะช่วยให้ลูกของเราได้เปรียบกว่าใครๆ ลองเข้าไปดูของเล่นดีๆ เพิ่มทักษะได้ที่ Kaidee แหล่งรวมของเล่นนานาชนิด ซึ่งมีให้คุณเลือกหลากหลาย

5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020

5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020

กิตติศัพท์ของ “โซนี่” เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่คนรักกล้องมายาวนาน ทราบกันดีว่าค่ายนี้เป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกตลาด Full-Frame Mirrorless อันโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์กล้องสไตล์หรูหราสุดคลาสสิก ทั้งยังให้ภาพอันสวยงาม โฟกัสคมฉับไว ไม่แปลกใจที่แบรนด์นี้จะครองตลาดมาต่อเนื่องยาวนาน

ถึงแม้หลายๆ คนจะค่อนขอดว่าราคากล้อง เลนส์ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ ของโซนี่ มีราคาแพงเมื่อเทียบกับค่ายอื่นๆ แต่ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย สเปคและคุณภาพที่ได้มานั้น สำหรับเรามองว่า ถ้างบประมาณคุณมีถึง ก็คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว

แต่ก่อนจะไปดู 5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020 เราขอพามาดูจุดเด่นหลักๆ ซึ่งทำให้โซนี่เจริญรุ่งเรืองเป็นอารยธรรมที่แข็งแรงเบอร์ต้นๆ ในตลาดกล้องถ่ายภาพกันก่อนค่ะ

จุดเด่นของอารยธรรมโซนี่

แม้หลายๆ คนจะพยายามตั้งคำถามว่า โซนี่ขายของแพงไปหรือไม่? แต่การที่ทางแบรนด์ตั้งใจทำกล้องราคานี้ขึ้นมา นั่นแสดงถึงความมั่นใจว่าเขาต้องขายได้อย่างแน่นอน ถึงขั้นมีชื่อเรียกแบบเจาะจงคนที่เป็นสาวกเจ้านี้ว่า “กลุ่มอารยธรรมโซนี่” เปรียบเสมือนชนชั้นสูงในหมู่คนรักกล้อง ว่าแล้วก็ไปดูความเจ๋งความเทพของโซนี่กันดีกว่า ว่าอะไรบ้างที่ทำให้ผู้บริโภคมองว่าคุ้มค่าที่จะเสียเงิน

1.ระบบเซ็นเซอร์อันแข็งแกร่ง

ต้องยอมรับว่าโซนี่เป็นค่ายที่โดดเด่นเรื่องเทคโนโลยีเสมอมา แทบทุกครั้งที่เปิดตัวกล้องใหม่ มักมีปรากฏการณ์ให้เราตื่นตาตื่นใจเสมอ โดยเฉพาะระบบเซ็นเซอร์อันทรงพลัง ที่ถูกพัฒนาและเติมเต็มให้เจ๋งขึ้นกว่าเดิมอยู่เสมอ

กระทั่งคู่แข่งอย่างแคนนอน ยังให้โซนี่เข้ามาช่วยพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ให้เลยด้วยซ้ำ ไหนจะมีระบบโฟกัสแบบเรียลไทม์ Eye Autofocus ตรวจจับดวงตาอย่างแม่นยำ ให้คุณสนุกกับทุกจังหวะการเคลื่อนไหว

2.สีสันของรูปอันเป็นเอกลักษณ์

ก่อนที่โซนี่จะเข้ามาลุยตลาดกล้องถ่ายภาพอย่างเต็มตัว อย่าลืมว่าแบรนด์นี้ครองแชมป์ตลาดผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เทปบันทึกภาพ ดิสก์ Blu-Ray จอ Crystal LED ประเภทต่างๆ ฯลฯ เรียกว่ามีมรดกทางเทคโนโลยีที่ดีอันสั่งสมมายาวนาน

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ที่สีภาพของโซนี่จะถูกใจหลายๆ คน เรียกว่าถ่ายคนก็ละมุน ถ่ายวิวก็ให้สีสันสดใส ไม่ต้องไปลำบากขุดภาพใน Lightroom ความเชี่ยวชาญเรื่องจอและสีภาพแสนธรรมชาตินั้นต้องให้เขาจริงๆ ค่ะ

3.ครอบคลุมการใช้งานทุกประเภท

อย่างที่บอกไปว่าโซนี่เป็นเจ้าแรกๆ ที่ตีตลาดกล้องแนว Full-Frame Mirrorless เน้นการใช้งานสุดง่าย สะดวกและคล่องตัว เหมาะกับคนไม่มีพื้นฐานการถ่ายรูปไปจนถึงช่างภาพมืออาชีพ ด้วยความคิดที่ว่า “ใครๆ ก็ใช้งานได้”

ทั้งยังมีกล้องให้เลือกหลายประเภท ตั้งแต่เบสิกอย่างคอมแพคระดับพรีเมียม ไปจนถึงฟูลเฟรมระดับเทพ เก็บครบทุกจังหวะการเคลื่อนไหว เรียกว่าตรงใจกับการใช้งานคนเกือบทุกประเภท จึงไม่แปลกที่เวลาใครจะมองหากล้องดีๆ สักตัว แบรนด์โซนี่มักจะเป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอ

5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020

…ครั้งหนึ่งโซนี่เคยเป็นแบรนด์มูลค่ามากที่สุดในเอเชีย

สมัยก่อน Sony เป็นที่รู้จักกันดีในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อนจะเริ่มพาตัวเองเข้าสู่วงการกล้องถ่ายภาพอย่างเต็มตัว ด้วยความเจ๋งบวกกับความเก๋าแบบพอตัว จึงทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้

ยิ่งถ้าเราศึกษาและได้ใช้กล้องของเขาจริงๆ จะไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมหลายๆ คนถึงยอมจ่ายเงินจำนวนมาก แลกกับการพาตัวเองเข้ามาอยู่ใน “อารยธรรมโซนี่” เชื่อเถอะค่ะ ว่าเทคโนโลยีเจ๋งๆ ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเสมอ ถึงตอนนี้ใครที่สนใจอยากเข้าลัทธิกับเขาบ้าง เรามี 5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2020 มาฝากให้คิดให้ลองตัดสินใจดูค่ะ

1.Sony RX100 VII

Sony-RX100-VII
Credit : https://www.sony.co.th/

โซนี่ตั้งใจปล่อยกล้องคอมแพค “จิ๋วแต่แจ๋ว” รุ่นนี้ออกมาเอาใจสาย Vlog หรือชาว Youtuber โดยเฉพาะ ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดเทียบเท่า 1 ฝ่ามือ ทั้งยังมีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ใส่กระเป๋ากางเกงไปไหนได้สบายๆ ถ่ายได้ทุกที่โดยไม่เป็นที่สังเกต ซึ่งจุดนี้น่าจะตอบโจทย์สายสแนปและสายสตรีทเอามากๆ

อีกหนึ่งสิ่งที่หลายๆ คนน่าจะหลงรักเป็นพิเศษ คือระยะซูมที่ทางโซนี่ให้มาจัดเต็มถึง 24-200 mm. เรียกว่าเป็นระยะครอบจักรวาล ได้ทั้งภาพวิว มาโคร พรอตเทรต พาโนรามา ฯลฯ เป็นการประหยัดเงินซื้อเลนส์ไปในตัว ส่วนระยะเอฟอยู่ที่ F2.8-4.5 จุดนี้อาจทำให้บางคนมองว่าระยะเอฟเยอะไปนิด แต่แลกมากับระยะซูมมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ขณะที่ตัวเซ็นเซอร์ของเจ้า RX100 VII นั้น นับเป็นเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดของโซนี่ และเมื่อเทียบกับคอมแพครุ่นๆ เดียวกันต้องยอมรับว่าค่ายนี้ยังเจ๋งกว่าหลายๆ เจ้าคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวโปรเซสเซอร์ BIONZ X มีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบยอดเยี่ยม รองรับการถ่ายวิดีโอคุณภาพระดับ 4K ชาร์ตแบตไปถ่ายไปก็แสนสะดวก หรือจะต่อไมโครโฟนเพิ่มก็ย่อมได้

ราคา : ประมาณ 38,000 บาท

2.Sony Alpha 7C

Alpha-7C Camera
Credit : https://www.sony.co.th/

“Full Frame One Hand” คือคอนเซปต์ที่ทางโซนี่ชูจุดเด่นของ Alpha 7C เอาไว้อย่างชัดเจน เอาจริงเป็นสเปคที่น่าสนใจไม่น้อยนะคะ ฟูลเฟรมมิเรอร์เลสคุณภาพครบครัน มาพร้อมเซ็นเซอร์ภาพ Full Frame Black-illuminated Exmor R™ CMOS ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล ตลอดจนระบบป้องกันภาพสั่นไหว ทั้งตัวกล้องและชัตเตอร์แบบ 5 แกนแน่นๆ ลืมความเกะกะของขาตั้งกล้องไปได้เลย

ไม่ใช่แค่ระบบเซนเซอร์ภาพที่แข็งแกร่งเท่านั้น รุ่นนี้ยังโดดเด่นด้วยขนาด ซึ่งเล็กกำลังเหมาะมือและหนักเพียง 500 กรัม! ถือเป็นกล้องน้ำหนักเบาสุดใน ค.ศ.นี้ ทั้งยังรองรับการใช้งานในระบบโฟกัสขั้นสูง เพิ่มจุดโฟกัสถึง 693 จุด รวมถึงบันทึกวีดีโอความละเอียดของระดับ 4K ได้สบายๆ มีระบบ Real-time Eye AF ล็อกโฟกัสดวงตาตลอดการถ่ายวีดีโอ

ส่วนตัวจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบสัมผัสนั้น ยังเพิ่มความสนุกด้วยการหมุนได้รอบทิศทางอย่างไร้ขีดจำกัด ให้คุณสนุกกับทุกการถ่าย ทั้งเซลฟี่ มุมต่ำ มุมสูง มั่นใจได้ว่าไม่พลาดทุกจังหวะสำคัญในชีวิต จะถ่ายผ่านจอปกติ หรือมองผ่านช่อง XGA OLED Tru-Finder™ EVF ก็ได้อีกความรู้สึก สำหรับเราแล้วตัวนี้เป็นกล้องที่คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาวทีเดียว

ราคา : ประมาณ 61,000 บาท

3.Sony A6600

Credit : https://www.sony.co.th/

โซนี่มิเรอร์เลสตระกูลนี้ เราเป็นแฟนตัวยงมาตั้งแต่สมัย A6000 เคยไปหยิบจับอยู่สักพัก ยังรู้สึกประทับใจถึงความระบบโฟกัสอันแสนแม่นยำ ซึ่งแน่นอนว่า A6600 ตัวนี้ ย่อมได้รับการพัฒนาและเติมเต็มด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่แบบจัดเต็ม ด้วยระบบ AF ที่ยอดเยี่ยม ทั้งสูงและกว้างขึ้น มีตัวช่วยล็อกโฟกัส ให้สลับไปมาระหว่างใบหน้ากับดวงตาได้อย่างเฉียบคม

ทั้งยังเพิ่มจุดโฟกัสครอบคลุมกว่าเดิม กินพื้นที่ภาพโดยรวมไปถึงร้อยละ 84 ผสานกับระบบ Fast Hybrid AF ช่วยให้ภาพของคุณออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีตัวช่วยอำนวยความสะดวกอย่าง Touch Tracking เลือกจิ้มโฟกัสหน้าจอได้เลย ส่วนเรื่องกันสั่นนั้นดีงามเหมือน (5 แกน) ทั้งยังถ่ายวิดีโอ 4K HDR ได้คมชัดอย่างน่าพอใจ

ด้วยระบบเซ็นเซอร์ Exmor™ APS-C CMOS ผสานพลังเข้ากับโปรเซสเซอร์ BIONZ X™ เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของโซนี่ ทำให้กล้องรุ่นนี้ให้ภาพที่คมชัดขึ้นกว่าเดิม มีพื้นผิวที่โดดเด่น ทั้งยังได้อัลกอริทึ่มเม็ดสีจากระบบฟูลเฟรม มาเติมเต็มให้ภาพอิ่มและสดใสสวยงามขึ้น รวมทั้งปรับปรุงเรื่องสีเพี้ยนอีกด้วย

ราคา : ประมาณ 40,000 บาท

4.Sony A7S III

Credit : https://www.sony.co.th/

แนะนำกล้องคอมแพคแล้ว มิเรอร์เลสแล้ว หากไม่เอ่ยถึงสุดยอดกล้อง “ฟูลเฟรม” ระดับท็อปของโซนี่อันโด่งดัง คงจะเป็นเรื่องแปลกไม่น้อย ถึงราคา A7S III จะแรงแบบหลักแสน ทว่าก็เปี่ยมล้นไปด้วยคุณภาพแบบท่วมท้น

“ผู้บุกเบิกด้านภาพ” โซนี่ให้สมญญานามกล้องรุ่นไว้

จุดเด่นของฟูลเฟรมรุ่นนี้คือถ่ายได้ดีในที่มืด เจ๋งทั้งภาพปกติและภาพเคลื่อนไหว ด้วยขนาดความไวแสงระดับสูง มากสุดได้ถึง 409600 ทั้งยังมีช่วงไดนามิกกว้างถึง 15 สต็อป ถ่าย VDO 4K ได้แบบสบายๆ ถือเป็น 4K ที่สมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม ที่สำคัญถ่ายวีดีโอต่อเนื่องในโหมดปกติได้นานกว่า 2 ชั่วโมง โดยที่กล้องไม่ฮีต

ส่วนระบบเซ็นเซอร์เป็น CMOS Exmor R™ ความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล ซึ่งใครที่มองว่าน้อยไป เราคิดเหมือนกันค่ะ แต่พอดูองค์ประกอบอื่นๆ อย่างการถ่ายในที่มืดได้ดี ก็ถือว่าเป็นเหตุผลพอรับได้ บวกกับตัวโปรเซสเซอร์ภาพ BIONZ XTM ซึ่งถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 8 เท่า ฉะนั้นหายห่วงเรื่องคุณภาพรูปได้เลย กันสั่นได้เฉียบแน่นอน

ราคา : ประมาณ 120,000 บาท

5.Sony Alpha A9 II

Credit : https://www.sony.co.th/

ปิดท้ายกับกล้อง Full Frame Mirrorless ตัวท็อปสุดของค่ายนี้ ซึ่งโซนี่ตั้งใจทำ Alpha A9 ขึ้นมาเพื่อช่างกล้องมืออาชีพโดยเฉพาะ อย่างนักข่าวหรือช่างภาพสายกีฬา ซึ่งเน้นเก็บทุกจังหวะสำคัญแบบไม่ให้คลาดสายตา ด้วยเซ็นเซอร์แบบ Stacked CMOS ฟูลเฟรมขนาด 35 มม. ให้ความละเอียดสูงสุดถึง 24.2 ล้านพิกเซล สามารถถ่ายรัวได้ถึง 20 ภาพ/นาที

ทั้งยังพัฒนาระบบตัวโปรเซสเซอร์ BIONZ XTM ให้จับภาพได้แม่นยำขึ้นกว่าเดิม พร้อมระบบ AF/AE Tracking ช่วยให้คุณเก็บบันทึกทุกความทรงจำได้อย่างแม่นยำ แม้ขณะลั่นชัตเตอร์ระบบ Tracking ก็ยังจับการเคลื่อนไหวของวัตถุเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าโฟกัสต่อเนื่องทุกการขยับ

ส่วนเรื่องความสวยงามของภาพถ่ายสไตล์โซนี่ยังทำได้ดีเหมือนเดิม ด้วยระบบอัลกอริธึมขั้นสูง ให้เม็ดสีภาพอันสวยละมุนตาดูเป็นธรรมชาติ ทั้งยังเพิ่มระบบกันสั่นและลดความพร่ามัวของภาพ มีเสียงชัตเตอร์ที่เบาลง ตลอดจนปรับปรุงตัวบอดี้ให้จับได้ถนัดมากขึ้นกว่าเดิม รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K

ราคา : ประมาณ 150,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

กล้อง 5 ตัวที่เราคัดสรรมาฝากกันนั้น ครอบคลุมการใช้งานเกือบทุกรูปแบบ มีตั้งแต่เบสิกอย่างคอมแพค ไปจนถึงฟูลเฟรมตัวท็อประดับพรีเมียม ซึ่งราคาก็แตกต่างกันไป มีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน เชื่อว่าด้วยสเปคและเทคโนโลยีสุดล้ำของโซนี่จะทำให้หลายคนเข้าใจและเห็นถึงข้อแตกต่างกับแบรนด์อื่น

อย่างว่าแหละค่ะ …อยากได้ของดีก็ต้องแลก

แต่ถ้าใครมองว่ากล้องที่เราแนะนำไปยังสู้ราคาไม่ไหว ทางโซนี่เองมีกล้องอีกจำนวนมาก ที่ราคาต่ำกว่านี้ให้เราจับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ อาจจะไม่ได้ทันสมัยเท่ากล้อง 5 ตัวล่าสุดนี้ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายแล้ว กล้องก็เป็นเพียงอุปกรณ์หนึ่งในการช่วยบันทึกเรื่องราว อย่างไรก็ตามคนหลังกล้องยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ