ภาษาที่ 3 น่าเรียนเพิ่มทักษะการสื่อสาร

ภาษาที่ 3 น่าเรียนเพิ่มทักษะการสื่อสาร

ในปัจจุบัน นอกจากภาษาที่ 1 อย่างภาษาไทยและภาษาที่ 2 คือภาษาอังกฤษแล้ว การมี ภาษาที่ 3 ซึ่งเป็นภาษาอื่น ๆ ไว้เป็นความสามารถติดตัวก็เป็นสิ่งที่ช่วยในการทำงานได้เป็นอย่างดีเพราะมีหลาย ๆ ประเทศที่เข้ามามีบทบาทในสังคมโลกมากขึ้น จะมีภาษาอะไรบ้างมาดูกัน

ภาษาที่ 3 รูปในบทความ
ขอบคุณรูปจาก: pch.vector

ประโยชน์ของการเรียน ภาษาที่ 3

นอกจากในเรื่องของการทำงานแล้ว การเรียนภาษาที่ 3 ก็ยังมีประโยชน์อีกมากมายที่ซ่อนอยู่ดังนี้

ฉลาดมากยิ่งขึ้น

การเรียนรู้ภาษาใหม่ ๆ เป็นการบริหารสมองส่วนต่าง ๆ จากการจดจำคำศัพท์ การแปลความหมาย หรือการฝึกฝนการพูด และแบบฝึกต่าง ๆ นี้เองที่ทำให้สมองของเรามีการพัฒนา

สามารถทำหลาย ๆ อย่างได้พร้อมกัน

ผลวิจัยพบว่าผู้ที่เรียนรู้ภาษาอื่น ๆ มีอัตราการขับรถผิดพลาดได้น้อย เพราะมีการฝึกฝนการ พูด ฟัง และ เขียนในรูปแบบที่แตกต่างอยู่เสมอ ทำให้สมองมีความสามารถในการทำงานได้พร้อมกัน

เพิ่มพื้นที่การจำ

เมื่อสมองของเรามีการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ อย่างการเรียนรู้ภาษา จะทำให้สมองมีการจดจำอยู่เป็นประจำ ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ความทรงจำมีมากขึ้นนั่นเอง

มีความสามารถในการตัดสินใจที่เพิ่มขึ้น

มหาวิทยาลัยชิคาโก่ สหรัฐอเมริกา พบว่า ในการสื่อสารภาษาต่าง ๆ เป็นการเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจเพราะเราจะต้องมีการเลือกใช้คำศัพท์ที่เหมาะสม

ภาษาที่ 3 รูปในบทความ 2
ขอบคุณรูปจาก: Freepik

7 ภาษาที่ 3 น่าเรียน

ในโลกของเรามีภาษาต่าง ๆ มากมายให้เรียนรู้มากกว่า 5,000 ภาษา แต่วันนี้เราจะมาแนะนำภาษาที่น่าเรียนรู้ทั้งหมด 7 ภาษา

ภาษาจีนกลาง

จากความยิ่งใหญ่และมีอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจอันดับต้นของโลกอย่างประเทศจีน ทำให้ ภาษาจีนกลาง ซึ่งเป็นภาษาราชการของประเทศ กลายเป็นภาษาที่มีประชากรใช้มากถึง 1 พันล้านคนทั่วโลก และประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีการติดต่อสื่อสารทางการค้ากับประเทศจีนมาพอสมควร ทำให้การเรียนภาษาจีนกลางเป็นสิ่งที่สามารถเพิ่มโอกาสในการทำงานต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

ภาษาเกาหลี

สำหรับประเทศไทยแล้วเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี อาหาร แฟชั่น และภาพยนตร์ ทำให้การลงทุนเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้ในประเทศไทยขยายเติบโตมากขึ้น ดังนั้น การเรียน ภาษาเกาหลี ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน

ภาษาญี่ปุ่น

รู้หรือไม่ว่ามีคนถึง 130 ล้านคนที่ใช้ ภาษาญี่ปุ่น รวมถึงมีธุรกิจมากมายที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเช่นเดียวกัน และด้วยความที่ประชากรในญี่ปุ่นส่วนมากไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้การพูดภาษาญี่ปุ่นจึงแทบจะเป็นทางเลือกเดียวในการสื่อสารกับชาวญี่ปุ่น

ภาษาเยอรมัน

ถึงแม้ว่า ภาษาเยอรมัน อาจไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักถ้าเทียบกับภาษาอื่น ๆ แต่ประเทศเยอรมนีเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอำนาจมากพอสมควรในทวีปยุโรป เป็นทั้งตลาดการส่งออก มีระบบการศึกษาที่ดี และให้ทุนการศึกษากับประชากรในประเทศอื่น ๆ ดังนั้นการเลือกเรียนภาษาเยอรมันก็ถือว่ามีข้อดีเช่นกัน

ภาษาสเปน

ภาษาสเปน เป็นภาษาที่มีประชากรใช้อยู่ทั่วทุกมุมโลกเป็นอันดับสองรองจากภาษาจีนกลาง ไม่ว่าจะเป็นประเทศสเปน หรือประเทศต่าง ๆ ในทวีปอเมริกาใต้ และยังเป็นภาษาที่ใช้ในโลกออนไลน์เป็นอันดับที่ 3 อีกด้วย การเรียนภาษาสเปนจึงมีความสำคัญต่อการทำงานและเรียนต่อในปัจจุบัน

ภาษาฝรั่งเศส

นอกจากประเทศฝรั่งเศสแล้ว ยังมีประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ ภาษาฝรั่งเศส มากกว่า 15 ประเทศ และประเทศฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในสินค้าระดับสูง แฟชั่น หรือการทำอาหาร โดยถือว่าเป็นภาษาที่ไม่ได้ยากมากนัก ทำให้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษายอดนิยมอันดับ 5 ของโลกเลยทีเดียว

ภาษารัสเซีย

อีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างประเทศรัสเซีย มีประชากรมากมายใช้ ภาษารัสเซีย เป็นภาษาหลักทั้งในประเทศรัสเซียเองหรือประเทศอื่น ๆ แทบยุปโรปตะวันออกและเอเชียกลาง ซึ่งประชากรเหล่านี้มักจะไม่สนทนาภาษาอังกฤษมากนัก ทำให้การเรียนภาษารัสเซียเพื่อสื่อสารกับประชากรเหล่านั้นจะทำให้เพิ่มโอกาสในการลงทุนและศึกษาต่อได้

อยากเรียนภาษาที่ 3 ต้องทำอย่างไร ?

ทั้งหมดนี้คือภาษาที่ 3 น่าเรียนรู้ที่เรารวบรวมมาให้ศึกษากัน นอกจากก็ยังมีภาษอื่น ๆ อีกมากมายที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็น บาลี อิตาลี อาหรับ หรือ ฮินดู และถ้าหากว่าผู้อ่านท่านไหนสนใจเรียนภาษาต่างประเทศ ทั้งภาษาอังกฤษหรือภาษาที่ 3 อื่น ๆ ก็สามารถหาหนังสือเรียนมาเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ได้ใน Kaidee แหล่งรวมสินค้าราคาเป็นมิตร

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ 

แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน 

ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น 

หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ

รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

1. รถเก๋ง

รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน

ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา 

รถ Eco Car

ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?  

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง 
  • ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท  

ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car 

  • Toyota Yaris
  • Mitsubishi Mirage
  • Nissan Almera

รถยนต์นั่งขนาดเล็ก 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท 

ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก 

  • Toyota Vios
  • Toyota Corolla Altis
  • Honda Civic

รถยนต์นั่งขนาดกลาง 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่  
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง 

Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น   

รถยนต์นั่งขนาดใหญ่

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ 

  • Mercedes Benz S-Class
  • BMW 7 Series
  • Audi A8
  • Lexus LS

2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch

รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท

โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น 

  • Honda Civic Hatchback 
  • Mercedes-AMG A45 
  • BMW M140i 
  • Audi S3 MK3  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ 

3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 

รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง  7,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น 

  • Honda Freed 
  • Hyundai-H1 
  • Toyota Alphard 
  • Toyota Vellfire 
  • Lexus LM300h

4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV

รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น 

  • Toyota Fortuner 
  • Mitsubishi Pajero Sport 
  • Ford Everest 
  • lsuzu Mu-X     

5. รถกระบะ (Pick-UP)

รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท

โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น 

  • Isuzu D-MAX 
  • Toyota Revo 
  • Chevrolet Colorado
  • Mazda BT-50 

6. รถตู้  

รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท

ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง 

โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน  

7. รถยนต์สปอร์ต

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
  • ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท

โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง 

ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น 

  • Toyota Supra  
  • BMW Z4
  • Mazda MX-5
  • Ford Mustang  

สรุปท้ายบทความ

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ 
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ

ปัญหาอาการควันขาว บ่งบอกอะไรได้บ้าง

ปัญหาอาการควันขาว บ่งบอกอะไรได้บ้าง

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำหรับผู้ขับขี่อาจจะต้องพบเจอกันบ้าง เวลาที่ขับรถหรือตอนที่สตาร์ทรถมักจะมีควันสีขาวหรือควันสีดำออกมามากจนผิดปกติ แถมมีกลิ่นที่รุนแรงเกินต้านทานอีกด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้นั้นไม่เคยมีควันมากก่อน จนเป็นที่น่ากังวลของใครหลาย ๆ คน

ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าควันขาว ๆ ที่ออกมาจากท่อไอเสียนั้น เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรได้บ้าง หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นปัญหาอะไร และสามารถแก้ไขปัญหาควันขาวนี้ได้อย่างไร บทความนี้หามาให้ครบ จบในที่เดียว ไขทุกข้อสงสัยที่ผู้ขับขี่ทุก ๆ คนอย่างรู้ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

สาเหตุของรถที่เกิดควันขาว

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลยกับปํญหาควันขาวที่ออกมาจากท่อไอเสีย ซึ่งอาการนี้บ่งบอกได้เลยว่ารถยนต์ที่คุณใช้ขับขี่อยู่ในทุก ๆ วันนั้น เริ่มจะเกิดปัญหาเข้าให้เสียแล้ว ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมากหากไม่รีบแก้ไขให้ได้อย่างตรงจุด ดังนั้นมาดูกันว่าเรานั้นควรเริ่มที่จะโฟกัสอะไรกันก่อนบ้าง จาก 6 สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดควันขาวได้ ดังนี้

1. การเผาไหม้ของน้ำมันเครื่อง

สาเหตุแรกเลยมากจากเรื่องของระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ส่งผลต่อน้ำมันเครื่อง เป็นในเรื่องอุณหภูมิที่ไม่สูงมากพอที่จำกระบวนการการเผาไหม้ ซึ่งเรียกกันว่า “การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์” ทำให้ควันที่ออกมาจากท่อไอเสียนั้น เจออุณหภูมิและความชื้นที่ต่ำกว่าจากภายนอก จึงก่อให้เกิดเป็นควันขาวขึ้นได้ และมักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกที่สตาร์ทรถยนต์

2. เครื่องยนต์หลวม

อีกหนึ่งจุดเลยที่ควรตรวจสอบก่อนหากเกิดควันขาวที่ท่อไอเสีย ซึ่งส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งอาจจะเกิดการหลวมอยู่ก็เป็นได้ ส่วนมากจะเกิดจาก กระบอกสูบหลวม เป็นสาเหุที่ทำให้ไม่สามารถกวาดน้ำมันเครื่องออกได้ ทำให้น้ำมันเครื่องถูกเผาไหม้ไปพร้อม ๆ กับน้ำมันเชื้อเพลิง กลายมาเป็นควันสีขาวในที่สุด ซึ่งจะสังเกตุได้ง่ายบริเวณท่อไอเสีย จะมีคราบน้ำมันที่เปียกเยิ้มออกมา

3. เทอร์โบมีปัญหา

ใช่ว่ารถยนต์ทุกคันนั้นจะมีเทอร์โบ แต่ทว่ารถยนต์คันไหนก็ตามที่ติดตั้งเทอร์โบเอาไว้ ก็เป็นอีกเหตุผลที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะบอกว่าปัญหาคืออะไร มารู้กันเสียก่อนว่า “เทอร์โบ” นั้นคืออะไร

เทอร์โบ คือ อุปกรณ์ภายในรถยนต์ที่ถูกติดตังมาเพื่อเป็นระบบอัดอากาศ ที่จะคอยช่วยให้เครื่องยนต์นั้นมีกำลังแรงม้าที่สูงขึ้นพร้อมกับการเพิ่มอัตราเร่งเพิ่มขึ้นได้ในเวลาอันสั้น โดยที่ไม่ต้องเพิ่มขนาดของเครื่องยนต์และปริมาณของกระบอกสูบ

ซึ่งเทอร์โบนั้นหากเกิดปัญหาขึ้น จะเกิดจากการที่เทอร์นั้นอาจเสื่อมสภาพจากการที่แกนหลวม ทำให้น้ำมันเครื่องนั้นไหลซึมออกมาจากตัวของเทอร์โบ ทำให้เกิดควันขาวได้ ซึ่งสามารถตรวจเช็คได้โดยการ ถอดลูกเทอร์โบออกมาแล้วดูที่บริเวณ รูโข่งไอเสีย รวมไปถึงบริเวณพอร์ตไอเสียที่เครื่องยนต์ หากพบว่ามีการเปียกของน้ำมันแสดงว่าเกิดควันขาวนี้จากเทอร์โบอย่างแน่นอน 

4. ชุดแหวนลูกสูบมีปัญหา

การที่ชุดแหวนลูกสูบนั้นมีปัญหาหรือชำรุดนั้นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการที่ทำให้รถยนต์นั้นมีควันขาวได้ โดยแหวนลูกสูบนั้นมีหน้าที่ในการควบคุมการไหลของน้ำมันเครื่อง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นน้ำมันเครื่องจึงไหลเข้าไปในห้องเผาไหม้มากเกินไป ส่งผลให้ไม่สามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง

5. ซีลฝาสูบรั่วซึม

การที่ซีลของฝาลูกสูบนั้นเกิดการรั่วซึม อาจเป็นสาเหตุมาจากการใช้งานที่ยาวงาน ทำให้เสื่อมประสิทธิภาพกันไปตามอายุการใช้งานของแต่ละคน จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รถยนต์นั้นเกิดอาการควันขาวได้ เนื่องจากน้ำมันเครื่องที่ถูกส่งไปหล่อเลี้ยงฝาสูบด้านบนรั่วซึมและเข้าสู่วาล์วและไหลเข้าไปเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ไม่สามารถทำการเผาไหม้ได้เป็นปกตินั่นเอง

6. น้ำมันเครื่องรั่ว

น้ำมันเครื่องที่อยู่ในฝาครอบวาล์วนั้นสามารถรั่วลงมาผ่านจากก้านวาวล์ ซีลก้านวาวล์ไอดี จากวาวล์ยัน ส่งผลให้วาวล์วปิดไม่สนิท หรือการเปิดปิด วาวล์ไอดีและไอเสียทำงานผิดพลาด จากการที่จังหวะจุดระเบิดนั้นเปลี่ยนแปลงไป จึงส่งผลให้เกิดอาการควันขาวได้

แก้ไขอาการควันขาวได้อย่างไร

จากสาเหตุมากมายที่ได้บอกไป เป็นอันดับแรก ๆ ที่เรานั้นจะต้องเข้าไปดูแลและบำรุงรักษา รวมไปถึงการตรวจเช็คเครื่องอย่างสม่ำเสมอ โดยมีวิธีป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดควันขาวได้ ดังนี้

1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่องนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ควรที่จะต้องเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอยู่แล้ว ในทุก ๆ ครั้งที่นำรถยนต์ไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องมักจะมีใบที่บอกไว้ว่าเลขกิโลเมตรอยู่ที่เท่าไหร่ควรนำมาเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องทุก ๆ 6 เดิอนหรือทุก ๆ 8,000 – 10,000 กิโลมตร เพื่อให้น้ำมันเครื่องมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา นอกจากจะช่วยถนอมการใช้งานของเครื่องยนต์แล้ว ยังส่งผลให้เผาไม้ได้อย่างสมบูรณ์และควันไม่ขาวได้อีกด้วย

2. เปลี่ยนชุดแหวนลูกสูบ

จากที่ได้บอกสาเหตุของชุดแหวนลูกสูบไปก่อนหน้านี้ อีกเหตุผลที่ทำให้ชุดลูกสูบเกิดการชำรุดเสียหายได้นั้น อาจจะมาจากการใช้งานที่ยาวนานเกินกว่าอายุการใช้งาน รวมไปถึงการลืมตรวจสอบเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอายุของชุดแหวนลูกสูบนั้น จะมีอายุอยู่ประมาณ 100,000 – 300,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคลด้วย เมื่อถึงอายุการใช้งานแล้วก็ควรที่จะเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้รถยนต์นั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด

3. เข้าศูนย์บริการ

เพื่อความมั่นใจอย่างถึงที่สุด และเป็นการไม่เสียเวลา หากเราพบแล้วว่าในทุก ๆ ครั้งสตาร์ทเครื่องยนต์หรือระหว่างการขับขี่ สังเกตุเห็นได้ว่ามีควันขาวเกิดขึ้น อย่าชะล่าใจไป เพราะอาจจะทำให้เครื่องยนต์ของคุณเกิดความเสียหายตามมา รวมถึงอาจเกิดเพลิงไหม้จากบริเวณห้องเครื่องเลยก็เป็นได้ การนำรถยนต์เข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คและแก้ไขโดยช่างที่ชำนาญ ย่อมทำให้อุ่นใจทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

รถยนต์ทุกคันย่อมต้องการการดูแลจากจากเข้าของรถอย่างทั่วถึงเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ภายในรถ ก็ควรที่จะเร่งแก้ไขให้อย่างรวจเร็วที่สุด นอกจากที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

บทความนี้จึงได้รวบรวมมาให้ถึงทุก ๆ สาเหตุที่มีความเป็นไปได้ในการที่จะก่อให้เกิดอาการรถยนต์มีควันขาวขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครหลายคนกำลังพบเจออยู่ใน ณ ขณะนี้ เมื่อรู้ถึงสาเหตุแล้ว ให้นำไปปรับใช้และแก้ไขตามอาการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม

เมื่อได้รู้ถึงข้อมูลเชิงลึกจากบทความนี้ไปแล้ว หนึ่งวิธีแก้ไขที่ง่ายและควรทำอย่างสม่ำเสมอเลยนั่นก็ คือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้มีความใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยให้รถยนต์นั้นสามารถเผาไหม้ได้อย่างเต็มที่ หากต้องการหาน้ำมันเครื่องดี ๆ อยู่แล้วล่ะก็ Kaidee Auto นั้นมีให้พร้อมทุกความต้อง   

ผ่อนรถ คันแรกต้องทำอย่างไร

ผ่อนรถ คันแรกต้องทำอย่างไร

การมีรถเป็นสิ่งของตนเองเป็นอีกหนึ่งความมั่นคงทางการเงิน และยังช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นอีกด้วย แต่หลาย ๆ คนที่คิดจะซื้อรถก็คงอาจไม่ได้เงินก้อนใหญ่มากพอที่จะซื้อรถในครั้งเดียว และอาจไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ผ่อนรถ คันแรกให้รู้กัน

ขั้นตอนการ ผ่อนรถ

เตรียมตัวก่อน ผ่อนรถ

ศึกษาข้อมูลรถ

สำหรับขั้นตอนแรกในการผ่อนรถสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดคือ การศึกษาหาข้อมูลแบรนด์รถและรุ่นต่าง ๆ ว่าการใช้ชีวิตของเราเหมาะกับรถแบบไหน เครื่องยนต์ขนาดเท่าไร เชื้อเพลิงอะไร เช่น

  • รถขนาดเล็ก เหมาะกับคนที่ขับรถในเมืองบ่อยเพราะการจราจรที่ติดขัด ทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติ อาจเลือกใช้รถยนต์ Eco Car อย่าง Nissan March, Honda Brio, Honda Jazz, Mazda 2 และ Toyota Vios ซึ่งเป็นรถที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้ดี
  • รถขนาดกลางถึงใหญ่ เหมาะกับคนที่เดินทางไกลบ่อย ๆ มีครอบครัว หรือคนที่มีสิ่งของส่วนตัวเยอะ เพราะรถขนาดดังกล่าวมีพื้นที่ในการจัดเก็บหรือจุคนได้เยอะ เช่น Honda Mobilio, ​Nissan X-Trail, Toyota Fortuner หรือ Toyota Camry เป็นต้น
  • รถไฟฟ้า หรือ EV เป็นรถอีกประเภทที่ไม่ใช้น้ำมันในการขับขี่ แต่ใช้ไฟฟ้าแทน ทำให้ช่วยประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเหมาะกับคนที่เงินทุนมากหน่อย รถประเภทนี้ที่เป็นที่รู้จักกันมากได้แก่ Tesla, BYD และ Nissan Leaf เป็นต้น
  • รถสปอร์ตมีดีไซน์ที่แตกต่าง ไม่ค่อยเหมือนใคร แต่มีเครื่องยนต์ที่แรงและเร็ว เหมาะกับคนที่มีเงินทุนสูง รถประเภทนี้มีให้เลือกทั้งรถยุโรปและญี่ปุ่นเลยทีเดียว เช่น Lamborghini Aventador, Ferrari 488 Pista และ Audi R8 เป็นต้น

คำนวณความสามารถทางการเงิน

การผ่อนรถเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินที่เราต้องรับไหวดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องคำนวณถึงความสามารถทางการเงินของเราว่าสามารถจ่ายไหวหรือไม่ โดยการเช็กเงินดาวน์ว่าพร้อมที่จะดาวน์กี่เปอร์เซ็นหรือสามารถซื้อเต็มจำนวนได้ มีเงินสำหรับการผ่อนจ่ายในแต่ละเดือนหรือไม่ รวมถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับรถ เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน เป็นต้น นอกจากนี้เราจำเป็นที่ต้องคำนวณถึงค่าผ่อนรถแต่ละงวดว่าเป็นเงินเท่าไร โดยนำราคารถยนต์ที่ต้องการซื้อ เงินดาวน์ที่มี ดอกเบี้ยที่ต้องเสียต่อปี (เทียบราคาดอกเบี้ยในปีที่ซื้อรถยนต์) และระยะเวลาที่ต้องการผ่อนชำระ มาใช้ในการคำนวณ

หาโปรโมชั่น

หลังจากคำนวณความสามารถทางการเงินและเลือกรถที่ต้องการแล้ว เราควรที่จะหาโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบส่วนลดทางการตลาด ซึ่งส่วนมากแล้วจะเปลี่ยนทุก ๆ 2-3 เดือน โดยติดต่อไปที่โชว์รูมต่าง ๆ เพื่อสอบถามรายละเอียดสัก 2-3 แห่ง เพราะแต่ละแห่งก็จะมีโปรโมชั่นที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแผนการขายของพนักงานแต่ละคน

ทดลองขับ

การทดลองขับเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถ เพราะเป็นการทดลองว่าตัวเราเหมาะสมกับรถคันนั้นหรือไม่ ถูกใจไหม และเป็นการเพิ่มการตัดสินใจในการซื้อรถให้มากยิ่งขึ้นก่อนจ่ายเงินอีกด้วย

ระหว่างการ ผ่อนรถ

ยื่นขอสินเชื่อ

ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ขั้นตอนการยื่นขอสินเชื่อ ที่ผู้ผ่อนจำเป็นต้องยื่นเพื่อกู้ยืมเงิน โดยมีให้เลือกหลากหลาย และผู้ซื้อควรเลือกที่ที่ดอกเบี้ยต่ำที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางการเงิน หรือมีเงินดาวน์ที่มีอยู่ด้วย ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมเพื่อพิจารณาการขอสินเชื่อมีดังนี้

  1. สลิป/หนังสือรับรองเงินเดือน
  2. สมุดบัญชีธนาคาร หรือ หนังสือรับรองสถานะทางการเงิน (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
  3. สำเนาบัตรประชาชน 4 ชุด
  4. สำเนาทะเบียนบ้าน 4 ชุด

เมื่อ ผ่อนรถ ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ?

เมื่อขั้นตอนทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นและการพิจารณาประสิทธิภาพ การผ่อนรถ นั้นผ่าน ก็จะมีการเซ็นสัญญากู้ยืมเงิน รับรถ และผ่อนรถตามที่ทำสัญญาไว้ต่อไป

รถยนต์ราคาเบาน่าเป็นเจ้าของ

หลังจากอ่านวิธีการซื้อรถกันไปแล้ว หลายคนคงมีคำถามว่าถ้ามีเงินไม่เยอะควรจะซื้อรถรุ่นไหนดี วันนี้เรารวบรวมรีวิวรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ ราคาไม่แรง ได้เพียงแค่คลิก 5 รถน่าใช้ไม่เกิน 7 แสน สำหรับสาวออฟฟิศปี 2020 ! เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อรถอะไรได้บ้าง รวม 5 รถมอเตอร์ไซค์ยอดฮิตราคาไม่เกิน 5 หมื่น และบทความอีกมากมายใน Kaidee Blog

สรุปท้ายบทความ

เป็นอย่างไรบ้างคะ ได้ความรู้แลไอเดียการผ่อนรถคันแรกไปบ้างไหม และถ้าใครที่อยากได้รถที่เหมาะกับคุณก็สามารถหาซื้อที่ Kaidee Auto ได้เช่นกันเพราะที่นี่มีรถมากมายให้ได้เลือก

ถึงเวลาต้องยื่นจ่ายภาษีประจำปีแล้ว จ่ายอย่างไร ถึงจะคุ้ม

ถึงเวลาต้องยื่นจ่ายภาษีประจำปีแล้ว จ่ายอย่างไร ถึงจะคุ้ม

ฤดูกาลสำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ หรือสำหรับผู้ประกอบการมาถึงแล้ว กับการจ่ายภาษีประจำปี ซึ่งการจ่ายภาษีประจำปี เป็นเรื่องที่คนทำงานส่วนใหญ่จะต้องเจอกันทุกคน ทุกปี และเราก็จะต้องจ่าย มากน้อยต่างกันไปตามฐานเงินเดือนของเรา แล้วเราควรจะต้องจ่ายภาษีอย่างไร ไม่ให้เสียเงินเยอะเกินไปจนเกินความจำเป็น และคุ้มกับเงินในกระเป๋าของเรา

แล้วเงินเดือนเท่าไหร่ ถึงจำเป็นจะต้องยื่นภาษีรายปี

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ยังไม่เข้าใจระบบการยื่นภาษี เราขอสรุปข้อมูลเงินเดือนสำหรับการเสียภาษีง่ายๆ ว่ารายได้เท่าไหร่ จึงจำเป็นต้องรายงานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เฉพาะรายได้ทางเดียว)

  • หากรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษีและไม่ต้องจ่ายภาษี
  • หากรายได้ที่ได้มากกว่า 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 26,500 บาท จำเป็นจะต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี
  • แต่ถ้ารายได้ต่อเดือนมากกว่า 26,500 บาท จะต้องยื่นภาษีและจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย

หรือหากใครที่อ่านแล้วก็ยังคงไม่เข้าใจ ลองวิธีการง่ายๆ โดยการคำณวนเงินได้สุทธิรายปี เพื่อเช็กว่าคุณต้องจ่ายภาษีหรือไม่ โดยวิธีการ

เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าหักลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

หากทำการคำณวนเบื้องต้นในทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง แล้วพบว่าเงินได้สุทธิทั้งปี ไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ระยะเวลาในการยื่นลดหย่อนภาษี

ในทุกๆปี ผู้ที่จะต้องเสียภาษี มีหน้าที่จะต้องยื่นภาษี ซึ่งปัจจุบันการยื่นภาษีมีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยเราสามารถยื่นภาษีทางออนไลน์ได้ โดยการยื่นแต่ละปีส่วนมากจะเป็นช่วงไท่เกินเดือนมีนาคมของทุกปี ขอแนะนำว่าเพื่อนๆควรจะศึกษารายละเอียดในการยื่นภาษี การเตรียมเอกสารยื่นภาษี รวมถึงรายละเอียดในการลดหย่อนภาษี เพื่อให้พร้อมสำหรับการดำเนินการยื่นภาษีตามกรอบระยะเวลาของเรา

ศึกษาการคำนวณภาษี

การยื่นภาษีในแต่ละครั้ง สิ่งที่ไม่ควรลืมเลยคือการคำนวณว่าในหนึ่งปี เราได้รายได้เท่าไร และเมื่อนำมาคำนวณแล้ว เราจะต้องยื่นภาษีในปีนั้นๆเท่าไร ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การคำนวณแบบขั้นบันได โดยมีสูตรดังนี้ คือ

(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย) – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

จากนั้นคำนวณส่วนที่จะต้องจ่ายจริงจาก

รายได้สุทธิxอัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่ายจริง

 เพื่อเป็นการป้องกันการจ่ายภาษีที่ไม่ต้องถูกต้อง และป้องกันการหาวิธีในการลดหย่อนภาษีที่ทำให้เปลืองเงินกว่าเดิม เช่น การใช้มาตรการต่างๆของรัฐ ที่อาจจะทำให้เราใช้จ่ายเงินมากกว่าเงินที่เราจะต้องจ่ายภาษีเสียอีก

ศึกษาเรื่องของการลดหย่อนภาษี

การยื่นภาษีในแต่ละครั้ง สิ่งที่ไม่ควรลืมเลย คือการศึกษาในเรื่องของการลดหย่อนภาษี เนื่องจากภาษีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมื่อเรายื่นจ่ายภาษี จะเป็นส่วนช่วยให้เราจ่ายภาษีน้อยลง ซึ่งค่าลดหย่อนภาษี มีรูปแบบของการลดหย่อน คือ

  • ผู้มีเงินได้ ลดหย่อนส่วนบุคคล 60,000 บาท
  • ภาษีคู่สมรส สามารถลดรวมกันได้ 120,000 บาท
  • ภาษีลดหย่อนบุตร คนละ 30,000 บาท ตั้งแต่คนที่ 2 ลดเพิ่ม 30,000 บาท (บุตรตามกฏหมาย)
  • ลดหย่อนจากเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ 15,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนจากประกันชีวิต จ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท 
  • กองทุนรวม สามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนได้ ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนค่าเลี้ยงดูคนพิการ 60,000 บาท
  • ลดหย่อนจากดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน 100,000 บาท
  • ลดหย่อนจากมาตรการรัฐ เช่น ช้อป ช่วย ชาติ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ต้องรอประกาศจากรัฐบาลอีกครั้ง

แต่ก่อนจะดำเนินการยื่นภาษีจริง ควรศึกษารายละเอียดแต่ละตัวให้อย่างละเอียดก่อนการดำเนินการยื่น เพื่อความถูกต้องของข้อมูลการเงินของเรา

จริงๆแล้วการยื่นจ่ายภาษีไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่ทุกคนคิด แต่อาจจะมีบางขั้นตอนที่อาจจะเข้าใจยาก แต่มันไม่ยากเกินไปแน่นอนค่ะ ยังไงก็ขอให้เพื่อนๆศึกษาขั้นตอนในการคำนวณ และในเรื่องการลดหย่อนภาษีให้อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนทำการยื่น เพื่อความคุ้มค่า คุ้มกับเงินในกระเป๋าของเรานะคะ