Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
‘ออฟฟิศซินโดรม’ คงเป็นชื่อที่หลาย ๆ คนคุ้นชื่อ เพราะเป็นอาการยอดฮิตของชาวออฟฟิศในปัจจุบัน เป็นกลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) ที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ซ้ำ ๆ กันเป็นระยะเวลานาน มักจะพบในกลุ่มคนวัยทำงานอายุประมาณ 23-50 ปี ซึ่งสาเหตุ อาการ วิธีแก้ไข และการป้องกัน มีดังนี้
สาเหตุของอาการออฟฟิศซินโดรม
เนื่องจากออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมต่อสรีระร่างกายของมนุษย์ ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นประสาท บอบช้ำได้ ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุได้เป็นหลายปัจจัยย่อย ๆ ได้แก่
- พฤติกรรมการการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งไขว่ห้าง การยืนหลังค่อม สะพายกระเป๋าข้างเดียว หรือการนั่งไม่เต็มก้น ซึ่งจะทำให้สรีระของเราถูกบิดหรือคลาดเคลื่อน
- อุปกรณ์การทำงานหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น การใช้โต๊ะและเก้าอี้ ที่อยู่สูงหรือต่ำเกินไป จนก่อให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม
- ปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรือการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น
อาการของ ออฟฟิศซินโดรม
สำหรับอาการของออฟฟิศซินโดรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ อาการทางกล้ามเนื้อ ทางเดินหายใจ และระบบประสาท ซึ่งสามารถสังเกตได้เบื้องต้นดังนี้
อาการทางระบบกล้ามเนื้อ
เป็นอาการของออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมากที่สุด โดยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายไม่ว่าจะเป็น คอ บ่า ไหล่ ขา เอว หรือหลัง มักจะปวดเมื่อยเป็นบริเวณกว้างจนไม่สามารถหาตำแหน่งที่ชัดเจนได้ หรืออาจมีอาการปวดร้าวตามร่างกายอีกด้วย
อาการทางระบบประสาท
เป็นอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยรองลงมาจากอาการทางระบบกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมจะมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท ทั้งตา แขน ขา คอ หรือหลัง ซึ่งสำหรับระบบประสาทตาอาจมีการแสดงอาการผ่านการปวดเมื่อยตา ตาล้า หรือปวดหัวได้ ส่วนอวัยวะอื่น ๆ นั้นอาจมีอาการอ่อนล้า หรือชาได้เลยทีเดียว
อาการทางระบบทางเดินหายใจ
อาการทางเดินหายใจ เป็นอาการที่มีสาเหตุส่วนมากมาจากการนั่งทำงาน ในสถานที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือมีสารเคมีจากหมึกพิมพ์ จึงส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ตั้งแต่การหายใจไม่สะดวกจนไปถึงการที่มลพิษเหล่านั้นเข้าไปทำลายระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้
ขอบคุณรูปจาก: macrovector
การป้องกันอาการ ออฟฟิศซินโดรม
ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่มีการอาการปวดตามร่างกาย จนก่อให้เกิดความทรมานและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เราจะต้องมีวิธีการป้องกัน ที่ช่วยให้ไม่เกิดอาการเหล่านี้ก่อนที่จะสายเกินไปทั้ง การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ การปรับเปลี่ยนบุคลิก ของตนเอง การยกของ อย่างระมัดระวัง การจัดท่าทาง การนั่งและนอน หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง เพื่อลดการปวดเมื่อยบริเวณเท้า และ ไม่ฝืน ร่างกายให้หักโหมเกินไป ซึ่งถ้าหากว่าเรามีการป้องกันด้วยวิธีเหล่านี้ ก็จะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย และลดโอกาสในเกิดอาการออฟฟิศซินโดรมที่สร้างความเจ็บปวดได้นั่นเอง
การรักษาอาการ ออฟฟิศซินโดรม
เนื่องจากออฟฟิศซินโดรมนั้น เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ใช่แค่อาการปวดปกติทั่วไป แต่เป็นอาการที่ส่งผลต่อร่างกายระบบอื่น ๆ และมีความรุนแรงมากกว่าอาการปวดเมื่อยทั่วไป ดังนั้นวิธีการรักษาออฟฟิศซินโดรมนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำการดูแลรักษาไม่ว่าจะเป็น
การยืดกล้ามเนื้อ อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การทำกายภาพบำบัด ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย การนวดแผนไทย เพราะการนวดแผนไทยนั้นเป็นการกดจุดเพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้สบายยิ่งขึ้น การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก เพื่อกระตุ้นเส้นประสาท เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดอาการปวด การผ่าตัด เพื่อแก้ไขสาเหตุหลักของออฟฟิศซินโดรม การฝังเข็ม ไปที่บริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อกระตุกและคลายตัว การครอบแก้ว เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการไหลเวียนเลือด การรับประทานยา คล้ายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวด ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด
นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมมีอาการปวดน้อยลงได้ โดย การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ท่าทางจัดลักษณะท่าทาง การนั่ง ให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม ตามสรีระของร่างกายเรา การใช้หมอนหรือที่นอน ที่รับต่อสรีระของร่างกาย ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้แล้ว
ซึ่งการปรับเปลี่ยนหมอนหรือที่นอนที่เหมาะกับสรีระและท่าทางการนอนของเรานั้นก็เป็นสิ่งง่าย ๆ อันดับต้น ๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่หาเครื่องนอนดี ๆ ใน Kaidee ก็ช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว !
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบันไม่ว่าในประเทศไทยหรือจะเป็นต่างประเทศก็ประสบปัญหาโลกที่ร้อนขึ้น อากาศร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทุกคนก็หันไปพึ่งพาเครื่องปรับอากาศกันเป็นส่วนใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่ามีอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หายร้อนได้ ให้ทั้งความร่มรื่น ร่มเย็น และยังช่วยให้ร่างกายได้รับอากาศบริสุทธิ์ ทำให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย สิ่งนั้นก็คือ ‘ต้นไม้’ นั่นเอง
ประโยชน์ของต้นไม้
รู้หรือไม่ ต้นไม้ขึ้นชื่อว่าเป็นรากฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดรวมถึงมนุษย์ด้วย ประโยชน์ของต้นไม้นั้นมีเยอะมาก ไม่ว่าจะช่วยให้อากาศบริเวณรอบ ๆ บริสุทธิ์ โดยในช่วงเช้าหรือช่วงที่มีแสงสว่าง ต้นไม้จะทำหน้าที่คายออกซิเจนออกมา จึงทำให้อากาศบริเวณรอบ ๆ นั้นสดชื่น ใครได้มาสูดอากาศ จะทำให้ร่างกายนั้นสดชื่น หายจากอาการเหนื่อยเมื่อยล้าขึ้นมาเลยละ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวดินแข็งแรง ทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ ที่สำคัญเลย คือ ช่วยเป็นร่มเงา บังแสงแดด ช่วยให้เกิดความร่มรื่น แถมยังเย็นสบายตลอดวันอีกด้วย
วันนี้เราจะมาแนะนำ 15 ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านหรือในเขตรั้วบ้าน เพื่อดับร้อนเติมความร่มรื่นให้ภายในบ้าน มีต้นไม้อะไรบ้าง มาดูกันเลย
1. ต้นรวงผึ้ง
ต้นรวมผึ้งถือว่าเป็นต้นไม้อันทรงคุณค่า เพราะว่า เป็นต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10
โดยต้นรวงผึ้งมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูง 5 เมตร ขึ้นได้ในที่แล้ง ลำต้นแตกกิ่งต่ำ ลักษณะลำต้นเป็นทรงพุ่มมน มีดอกสีเหลือง เป็นดอกช่อ 3 ชั้นขึ้นตามซอกใบ ทำให้ดอกมีความโดดเด่น
ซึ่งต้นรวงผึ้งนั้นมีลักษณะต้นและมีดอกที่สวยงาม อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้ผู้ที่ได้สูดดมเข้าไปรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และที่สำคัญ ยังช่วยบังแดด ให้ร่มเงา ทำให้บ้านร่มรื่น น่าอยู่ เย็นสบาย
2. ต้นประดู่
ต้นประดู่เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10 – 25 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นพูไม่กลม เปลือกมีสีเทาหรือสีดำ ใบมีลักษณะเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม โคนมน ขอบใบเรียบมันสีเขียว ในส่วนของดอกมีลักษณะเป็นช่อขนาดใหญ่ สีเหลือง มีกลิ่นหอม ซึ่งจะออกดอกก่อนฤดูฝน
โดยต้นประดู่นั้นจะช่วยป้องกันลม ให้ร่มรื่น มีร่มเงาให้กับบ้าน ทำให้บ้านเย็นสบาย อีกทั้งยังมีความเชื่อว่า ถ้าปลูกไว้ในบ้านจะทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่ด้วย
3. ต้นจำปา
ต้นจำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 15 – 30 เมตร ลำต้นมีสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย ใบมีลักษณะเป็นมันสีเขียวและดอกมีลักษณะดอกเดี่ยว ขนาดใหญ่ สีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม
โดยต้นจำปาเป็นต้นไม้ประเภทดอกหอมสวยงาม มีกลิ่นหอม ถ้าผู้ที่ได้สูดดมเข้าไปจะทำให้สดชื่น คลายความเครียดได้ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ดีมาก ๆ อีกด้วย
4. ต้นลีลาวดี
ต้นจำปาเป็นไม้ยืนต้นที่มีลักษณะเป็นพุ่มเตี้ยแคระถึงสูงมาก มีความสูงประมาณ 0.9 – 12 เมตร มีลำต้นหนา แตกกิ่งก้านและมีพุ่มที่สวยงาม ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว หนา เหนียวแข็งแตกสาขาออกลักษณะคล้ายขนนกและในส่วนของดอกมีขนาดกลางถึงใหญ่ ออกเป็นช่อ โดยดอกจะบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก มีกลิ่นหอม
โดยต้นลีลาวดีเป็นต้นที่มีลำต้นใหญ่ มีดอกที่หอมสดชื่น อีกทั้งยังสามารถให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี
5. ต้นหูกวาง
ต้นหูกวางเป็นไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ มีความสูงประมาณ 8 – 25 เมตร มีกิ่งแตกรอบลำต้นตามแนวนอนเป็นชั้น ๆ คล้ายฉัตร ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ และดอกมีขนาดเล็ก สีขาวนวล ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ
โดยต้นหูกวางมีลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ เมื่อโตเต็มที่แล้วต้นจะค่อนข้างใหญ่มาก ปกคลุมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ให้มีความร่มเย็น ร่มรื่น ผ่อนคลาย เหมาะกับการปลูกในบ้านเพื่อให้บ้านเย็นจากแสงแดดนั่นเอง ส่วนใครที่จะปลูกในบ้าน ควรจะมีพื้นที่บริเวณรอบบ้านเยอะพอสมควรด้วยนะ
6. ต้นหูกระจง
ต้นหูกระจงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15 – 20 เมตร ลำต้นสีน้ำตาล ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ปลายใบเป็นติ่งแหลม หนาและเหนียว สีเขียวเรียบมันและดอกมีลักษณะเป็นแท่ง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ไม่มีกลีบ มีสีขาว
โดยต้นหูกระจงนั้นเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถให้ร่มเงาให้กับบ้านได้ อีกทั้งเนื้อไม้ของต้นหูกระจงยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้อีกด้วย
7. ต้นหูหนู
ต้นหูหนูเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 15 – 20 เมตร มีลำต้นตั้งตรง ปลายยอดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีลำต้นผิวสีน้ำตาลเข้ม ใบมีลักษณะปลายใบมน ขอบใบเรียบ เรียงตัวคล้ายใบมะขาม สีเขียวเข้ม ผิวใบมัน ดอกจะขึ้นแตกต่างกันแล้วแต่เพศของต้นไม้ โดยเพศผู้ จะออกดอกเป็นช่อ ส่วนเพศเมียนั้นจะออกดอกตามง่ามใบ
โดยต้นหูหนูเป็นไม้ยืนต้น มีทรงพุ่มที่แผ่ออกกว้าง แน่น นิยมปลูกไว้ให้ร่มเงา ร่มรื่น เย็นสบาย
8. ต้นไทรย้อย
ต้นไทรย้อยเป็นต้นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10 – 20 เมตร มีลำต้นสีน้ำตาลแตกสาขาเป็นกิ่งก้านแบบพุ่มทึบ แต่บางชนิดเป็นพุ่มโปร่ง ใบมีลักษณะรูปวงรี รูปใบหอกหรือรูปไข่แกมวงรี ดอกมีลักษณะเป็นช่อ มีรูปร่างกลมคล้ายผล ออกเป็นคู่ตามซอกใบ
โดยต้นไทรย้อยนอกจากจะให้ร่มเงากับที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีความเชื่อของคนไทยโบราณที่เชื่อว่าต้นไทรมีเทพารักษ์อาศัยอยู่ที่จะช่วยคุ้มครองบ้านและเจ้าของบ้านให้เกิดความร่มเย็น คุ้มครองจากภัยอันตรายทั้งหลายนั่นเอง
9. ต้นกันเกรา
ต้นกันเกราเป็นต้นไม้ขนาดกลาง สูงประมาณ 15 – 25 เมตร มีลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม ใบมีลักษณะเป็นรูปมน ปลายแหลม โคนมน สีเขียวมันวาว ทรงพุ่งเป็นทรงฉัตรแหลมดอกมีลักษณะกลมเล็กสีเหลือง มีกลิ่นหอม
โดยต้นกันเกรานั้นเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาให้กับบ้าน ทำให้บ้านเย็นจากความร้อนและยังเป็นต้นไม้มงคลที่คนนิยมนำมาทำพิธีกรรมเมื่อสร้างบ้าน นอกจากนี้ยังสามารถนำมาบูชาพระได้ด้วยนั่นเอง
10. ต้นเหลืองปรีดียาธร
ต้นเหลืองปรีดียาธรเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก สูงประมาณ 8 – 10 เมตร ลำต้นเป็นสีน้ำตาล ใบมีลักษณะเป็นรูปรี ปลายใบมนและแหลม หนาแข็ง มีสีเขียวอมขาว ส่วนดอกมีลักษณะกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ ออกเป็นช่อ ช่อละ 3 – 10 ดอก สีเหลือง
โดยต้นเหลืองปรีดียาธร เป็นต้นไม้ยืนต้นที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว โตเต็มที่จะสามารถให้ร่มเงากับที่อยู่อาศัยได้และพอถึงฤดูออกดอก ทั้งต้นจะปกคลุมไปด้วยดอกที่สวยงาม
11. ต้นอโศกอินเดีย
ต้นอโศกอินเดียเป็นต้นไม้ยืนต้นสูง สูงประมาณ 25 เมตร ลำต้นเป็นสีเทาเข้มหรือเทาปนน้ำตาล ใบมีลักษณะปลายแหลมยาว สีเขียวเป็นมัน ดอกมีลักษณะกลีบดอกเป็นคลื่นกระจุกเป็นรูปดาว 6 แฉก สีเขียวอ่อน ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีดำ
โดยต้นอโศกอินเดียจะนิยมนำมาปลูกไว้แนวรั้วบ้าน ไม่ว่าจะนอกบ้านหรือในบ้าน จะช่วยป้องกันแสงแดด ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี
12. ต้นสารภี
ต้นสารภีเป็นไม้ยืนต้นสูง สูงประมาณ 10 – 15 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลแกมแดง ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ดอกออกกระจุกตามกิ่ง สีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม
โดยต้นสารภีจะมีปลายยอดเป็นทรงพุ่มทึบ สามารถให้ร่มเงา ปกป้องบ้านจากแสงแดดและยังช่วยบังลมที่พัดมาอย่างแรงได้อีกด้วย นอกจากนี้เนื้อไม้ของต้นสารภีมีความแข็งแรงทนทาน คนจะนิยมนำมาทำเป็นพื้นกระดานสำหรับที่อยู่อาศัย รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ด้วยนั่นเอง
13. ต้นราชพฤกษ์
ต้นราชพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 10 – 20 เมตร ลำต้นอ่อนมีสีเทาแกมเขียว ต้นที่มีอายุมากจะมีลำต้นสีน้ำตาล ใบมีลักษณะเป็นรูปทรงรี รูปไข่ โคนใบมน ปลายแหลม สีเขียวอ่อนและเขียวสด ดอกมีลักษณะรูปรีหรือกลม ช่อดอกโปร่งยาวสีเหลือง ผลมีลักษณะเป็นฝักยาว ทรงกลม
โดยต้นราชพฤกษ์ สามารถปลูกเพื่อให้ร่มเงา บังแดดให้กับที่อยู่อาศัยได้
14. ต้นแคนา
ต้นแคนาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 10 – 20 เมตร มีลำต้นตรง สีน้ำตาลอ่อนอมเทา ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายใบคี่แหลม โคนใบเบี้ยว สีเขียว ดอกมีลักษณะเหมือนแตรขนาดใหญ่สีขาว ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน โค้งและบิดเป็นเกลียว
โดยต้นแคนาจะมีลักษณะปลายยอดเป็นทรงพุ่ม สามารถนำมาปลูกภายในบริเวณบ้านเพื่อประดับและให้ร่มเงา บังแดดให้ร่มรื่นได้อีกด้วย
15. ต้นไผ่เลี้ยง
ต้นไผ่เป็นต้นไม้ที่มีลำตรง สูงประมาณ 2 – 6 เมตร ลำต้นมีลักษณะกลมและเกลี้ยง สีเขียวมันและมีขนสีขาว ใบมีลักษณะแคบเล็ก ปลายแหลม นิยมปลูกตามแนวรั้วเพื่อความสวยงามและได้บังแดดได้ดี
โดยต้นไผ่เลี้ยงเป็นต้นไม้ประดับที่มีทรงพุ่มที่สวย นิยมปลูกตามแนวรั้วเพื่อให้ร่มเงาและกันลมได้
สรุปท้ายบทความ
ต้นไม้นั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความร่มรื่น ช่วยทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์ ถ้าได้สูดอากาศท่ามกลางต้นไม้ จะรู้สึกเลยว่า ร่างกายเหมือนได้รับพลัง ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ต้นไม้จึงมีส่วนสำคัญและมีประโยชน์มากในการเป็นส่วนหนึ่งของทุก ๆ ชีวิตนั่นเอง
ถ้าหากอยากมีต้นไม้ยืนต้นปลูกไว้ในรั้วบ้านสักต้นหรือ 2 ต้นเพื่อให้บ้านร่มรื่น สามารถหาได้ที่ Kaidee Marketplace ได้เลย เรามีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ หลากหลายเจ้า หลากหลายราคาให้ทุกคนได้เลือกตามใจชอบเลยครับ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ระเบียงห้องหรือระเบียงบ้าน พื้นที่ขนาดจำกัดที่ดูเหมือนทำอะไรได้ไม่มากอาจจะกลายเป็นส่วนที่สวยปังที่สุดของบ้านหรือห้องเราก็ได้ จากที่ไปสอดส่องมา เราสามารถเนรนิตพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรนี้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้หลากหลายสไตล์กว่าที่คิด
วันนี้เราเลยรวบรวมไอเดียแต่งระเบียงห้องสวย ๆ ปัง ๆ มาฝากทุกคน คัดมาแต่สไตล์ปัง ๆ ไม่ปังไม่บอกต่อ ไปดูกันค่ะว่าจะดีงามแค่ไหน
เปลี่ยนระเบียงห้องให้เป็นสวนผักขนาดย่อม
คุณพ่อบ้านแม่บ้านผู้ชื่นชอบการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจต้องปลื้มไอเดียนี้แน่นอน เพราะเราจะชวนคุณมาเปลี่ยนระเบียงเล็ก ๆ ให้เป็นสวนผักขนาดย่อม! ชอบผักอะไรก็ขนมาปลูกได้ จะกระเพรา โหระพา ตะไคร้ ใบเตย อัญชัน โรสแมรี รอคเก็ตสลัด พริก ต้นหอม ผักชี ผักกาดคอส หรืออะไรก็เลิศ
วิธีดูแลก็ไม่ยาก แค่เลือกตำแหน่งที่ปลูกพืชผักให้เหมาะกับระดับความชอบแดดของแต่ละชนิด ใช้สเปรย์ฉีดรดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยให้พอเหมาะ
เราอาจจะเพิ่มกิมมิกให้ระเบียงสวนผักด้วยการปลูกผักหมุนเวียนกันไปตามฤดู นอกจากจะสร้างความแปลกใหม่แล้ว ยังได้โอกาสทดลองกินผักไม่ซ้ำฤดูด้วยค่ะ
ระเบียงสวนดอกไม้สไตล์วินเทจต้องมา
คนเลิฟดอกไม้ต้องนี่ค่ะ ระเบียงสวนดอกไม้สไตล์วินเทจ! ก่อนอื่นเลยแนะนำให้เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ดูย้อนยุคหน่อย เช่น เก้าอี้ไม้ เก้าอี้อัลลอยด์สนาม กระถางต้นไม้ที่ทำจากไม้ สร้างกลิ่นอายวินเทจและบรรยากาศย้อนยุค
จากนั้นก็ตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เราสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลยว่าอยากปลูกอะไร ถ้านึกไม่ออกก็อาจจะเลือกดอกไม้ที่คละสีกัน เช่น ดอกแก้ว กุหลาบ ดาวเรือง ไฮเดรนเยีย และเบญจมาศ
ส่วนการดูแลก็ขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้ดอกที่ปลูกว่าต้องดูแลอย่างไร ใส่ปุ๋ย พรวนดินมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีเวลาดูแล ให้เลือกไม้ดอกที่ทนแดด ทนแล้ง และไม่ต้องดูแลมาก
ตกแต่งระเบียงง่าย ๆ แต่สวยได้ใจด้วยไฟประดับ
บอกเลยว่าระเบียงเล็ก ๆ กับไฟหยดน้ำเป็น Combination ที่ลงตัวมาก! แค่ใช้ไฟหยดน้ำสักเส้นสองเส้นมาพันตกแต่งระเบียงหน่อย ก็ช่วยให้ระเบียงธรรมดา ๆ ดูพิเศษขึ้นมาทันตา
ไฟหยดน้ำมีให้เลือกหลายสีมาก จะเป็นสีวอร์มไลต์ ให้ฟีลอบอุ่น หรือไฟกระพริบหลากสีเหมือนอยู่ในปาร์ตี้คริสมาสต์ก็เลิศ
คนที่รู้สึกว่าตกแต่งด้วยไฟประดับระยิบระยับอย่างเดียวดูโล่งไป ก็สามารถเอาของประดับตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์มาเสริมได้ เช่น พุ่มสนปลอม โต๊ะเก้าอี้ ม้านั่ง หรือกระโจมเล็ก ๆ สักหลังไว้นอนอ่านหนังสือชิล ๆ
เนรมิตระเบียงสวยสไตล์ทรอปิคอล (Tropical)
มาเนรมิตให้ระเบียงบ้านเรากลายเป็นที่พักร้อนที่ใกล้ที่สุดกันดีกว่า! ใครชอบเที่ยวทะเล พักโรงแรมสไตล์ทรอปิคอล ขอแนะนำไอเดียนี้ บอกเลยว่าเลิศจริง!
เริ่มจากเลือกพืชเขตร้อนที่สร้างบรรยากาศให้เหมือนอยู่ท่ามกลางป่าดิบชื้น แต่ควรเลือกพันธุ์พืชที่ขนาดไม่ใหญ่เกินไปสำหรับพื้นที่ระเบียงตัวเอง ต้นไม้ที่น่าสนใจมีเยอะมาก อาทิ ต้นเฟิร์น พลูด่าง ปาล์ม แถมยังสามารถใช้ใบไม้ เช่น ใบกก ใบกล้วยมาตกแต่งใส่แจกันเพิ่มความเขียวครึ้มแบบไม่ต้องปลูกต้นไม้เพิ่มได้ด้วย
ด้านโทนสีและเฟอร์นิเจอร์ แนะนำให้เน้นสีเอิร์ธโทนเพื่อให้กลมกลืนกับสีเขียวของต้นไม้นานาชนิด เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุจำพวกหวายและไม้ เพิ่มฟีลความทรอปิคอลได้อีกเยอะ
จัดระเบียงสไตล์มินิมอล (Minimal) น้อยแต่มาก
มาถึงไอเดียตกแต่งระเบียงแบบสุดท้ายแล้ว ครั้งนี้ขอเอาใจคนชอบความเรียบง่ายสไตล์มินิมอล น้อยแต่มาก หรือ ‘Less is More’ ซึ่งจะเน้นเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น คุมโทนสีให้เป็นไปในทางเดียวกัน ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง สว่าง สบายตา
เราสามารถใช้โทนสีเรียบ ๆ เช่น สีน้ำตาล สีเทา สีดำ หรือสีโทนสว่าง เช่น สีขาว ยกตัวอย่างไอเดียการตกแต่งพื้นที่ระเบียงสไตล์มินิมอลอย่างในรูปที่จะเน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้ตัดกับสีขาวสะอาด ทำให้พื้นที่ดูกว้างและดูสบายตาขึ้น
เห็นไหมคะว่าแค่เราแต่งเติมเสริมไอเดียเข้าไปนิดหน่อย ระเบียงบ้านหรือระเบียงห้องที่ดูธรรมดาก็กลายเป็นพื้นที่สวย ๆ ให้เราพักผ่อนหย่อนใจได้แล้ว ชอบแบบไหน สไตล์อะไรก็ตกแต่งให้เต็มที่!
ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะไปช้อปปิ้งต้นไม้ ดอกไม้ และเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งระเบียงต่าง ๆ ที่ไหน เข้ามาดูที่ Kaidee ก่อนได้นะคะ ที่นี่เรามีทั้งของมือหนึ่งและมือสองให้เลือกเลย มาที่เดียว ช้อปได้ครบทุกอย่างแบบนี้ ไม่แวะมาส่องถือว่าพลาดน้า!
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
มีของไม่ได้ใช้เต็มบ้านไปหมด จะทิ้งก็เสียดาย แต่จะเก็บต่อไปก็ไม่โอเค งั้นขายมือสองดูไหม ? ได้เงินด้วย แถมของที่ไม่ได้ใช้ก็มีประโยชน์กับคนอื่นๆ ถ้าพูดถึงแหล่งขายของมือสองในกรุงเทพ เราคัดมาแล้วว่าต้องเป็น 6 ที่นี้เลย ได้ของถูกใจแน่นอน
ตลาดนัดจตุจักร
ประเดิมที่แรกกับตลาดนัดจตุจักร ที่หลายๆคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งโซนตลาดมือสองจะอยู่แถวๆประตูทางออก 3 หรือโครงการ 5 ของตลาดนัดจตุจักร โดยจะแบ่งโซนมือสองออกเป็น 3 โซนด้วยกัน คือ
- Zone 1 โซนวินเทจ – หากกำลังมองหาของเก่ายุค 80s หรือน้อยกว่า เราขอแนะนำโซนนี้เลย จะเป็นของเก่า ของสะสม เสื้อผ้า เครื่องประดับ ถ้าเป็นสไตล์วินเทจที่นี่มีครบ
- Zone 2 โซนสตรีท – ขอบอกว่าทางเราอินกับโซนนี้เป็นพิเศษ เพราะราคากับสไตล์คือทางเรามาก เริ่มจากเสื้อยืดราคาหลักสิบ กางเกงยีนส์ยี่ห้อดังในราคาหลักร้อยนิดๆ ไปจนพันปลายๆ จะหมวก จะรองเท้า จัดเต็มสุด พูดได้เลยว่า ครบเครื่องเรื่องสตรีทแวร์เลยในโซนเดียว
- Zone 3 โซนของเก่าสไตล์ไทย – ผสมผสานระหว่างมือสองกับงานแฮนด์เมดอย่างลงตัว อยากอุดหนุนงานคนไทย เชิญทางนี้เลยจ้า
การเดินทาง : BTS สถานีหมอชิต , MRT สถานีสวนจตุจักร สถานีกำแพงเพชร
รถเมล์ สาย A1 A2 3 8 26 27 29 34 39 44 52 59 63 77 90 96 104 108 122 134 136 138 145 157 182 502 503 509 510 517 524 529 Y70E เฉพาะช่วงเช้า 28 108 กะสว่าง 3 29 34 59 63 134 145 และรถยนต์ส่วนตัว
เปิดบริการ : วันศุกร์ เวลา 18.00 – 24.00 น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 20.00 น.
ตึกแดง จตุจักร
แค่เดินข้ามถนนจากตลาดนัดจตุจักรมาอีกฝั่ง คุณก็เจอแหล่งรวมของมือสองแบบจัดเต็มได้ง่ายๆที่ “ตึกแดง” ที่นี่เขามีของมือสองแทบทุกประเภทที่นึกออก ของตกแต่งบ้านเอยอะไรเอย บางวันมีดนตรีสดให้ฟังเพลินๆด้วยนะ หรือถ้าหิวก็มีของกินอร่อยๆให้เลือกเต็มไปหมด อิ่มด้วยได้ช้อปด้วย คุ้ม!!
การเดินทาง : MRT กำแพงเพชร ทางออกที่ 1
BTS สถานีจตุจักร จากนั้นเดินผ่านสวนจตุจักร ออกประตู 1 แล้วเดินข้ามถนนกำแพงเพชร 2
ป้ายรถประจำทางหน้าสวนจตุจักร (ถ.พหลโยธิน)
รถธรรมดา: 3, 8, 27, 28, 44, 52, 77, 96, 104, 108, 122, 126, 145 และ 182 รถปรับอากาศ: ปอ.3, ปอ.28, ปอ.29, ปอ.34, ปอ.39, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.63, ปอ.77, ปอ.104, ปอ.126, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145 และ ปอ.502
ป้ายรถประจำทางหน้าจตุจักรประตู 1 (ถ.กำแพงเพชร 2)
รถธรรมดา: 26, 77, 96, 104, 122, 134, 136, 138, 145, 157 และ 182 รถปรับอากาศ: ปอ.77, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145, ปอ.157, ปอ.509, ปอ.517, ปอ.529 และ ปอ.536
เปิดบริการ : ด้านในอาคาร ชั้น 4 เปิดวันศุกร์-อาทิตย์ 10.00-22.00 น.
ด้านในอาคาร ชั้น 1,2,3 เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 10.30-21.00 น.
โซนด้านนอก เปิดวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 22.00 น.
ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์
ตลาดกลางคืนยอดฮิตย่านศรีนครินทร์ ขอบอกว่าของมือสองที่นี่เยอะมาก มีหลายแบบสุดๆ ถ้าหลงเข้ามาแล้ว ต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านแน่นอน ซึ่งมีทั้งหมด 2 โซน คือ โซนพลาซ่า และ โซนตลาดนัด เดินวันเดียวก็ไม่ครบ บอกเลย
การเดินทาง : BTS อ่อนนุช จากนั้นต่อสองแถวหน้าบิ๊กซีสายซีคอนสแควร์
Airport Link สถานีหัวหมาก จากนั้นต่อรถเมล์สาย 145, 207 หรือรถตู้ปากน้ำ
รถตู้ประจำทาง ปากน้ำ-บางกะปิ, ปากน้ำ-ราม1, ปากน้ำ-ซีคอน, อนุเสารีย์ชัย-ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์
รถเมล์ สาย 207, 145, 1013, 206, 133
เปิดบริการ : โซนพลาซ่า เปิดวันอังคาร-อาทิตย์
โซนตลาดนัด เปิดวันพุธ และศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น.
ตลาดวังหลัง
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง #ตำนานที่ยังมีลมหายใจ ย่านฝั่งธน เดินทางง่ายและเป็นที่รู้จักของวัยรุ่น ซึ่งโซนของมือสองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เรียกว่า “ตลาดเวิ้งประตูเขียว” เมื่อเดินเข้าไปจะพบว่ามีของมือสองมากมายรอให้เพื่อนๆ จับจ่ายเป็นเจ้าของอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือเครื่องประดับจุ๊กจิ๊ก ในราคาหลักสิบเท่านั้น !
การเดินทาง : รถเมล์ สาย 19, 28, 40, 56, 57, 81, 89, 97, 146, 149, 165, ปอ.30 และ ปอ.157
เรือข้ามฟาก สามารถนั่งเรือข้ามฟากจากฝั่งท่าพระจันทร์, ท่าช้าง มาลงที่ท่าวังหลังได้เลย
เรือด่วน สายสีส้ม, สายสีเขียว และสายสีเหลือง
BTS สถานีสะพานตากสิน ทางออก 2 จากนั้นต่อเรือด่วนที่ท่าเรือตากสิน (สาทร) มาลงที่ท่าเรือวังหลัง
เปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น.
ตลาดนัดปัฐวิกรณ์
ตลาดมือสองย่านนวมินทร์ ถ้าใครเป็นสายลุย แนวแบกะดิน ชอบซื้อแบบสบายๆชิลๆ มาที่นี่ได้เลย! ส่วนมากของมือสองที่นี่จะเน้นไปที่เสื้อผ้าแบบจุกๆ มีหลากหลายสไตล์ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น สตรีท วินเทจ สวยๆทั้งนั้น จะช้อปกลางแจ้งหรือในร่มก็มีทุกแบบให้เลือก สำหรับใครที่ช้อปหนักจนรู้สึกหิว ก็มีโซนอาหารทั้งคาวหวาน พร้อมเสิร์ฟเช่นกัน
การเดินทาง : รถเมล์ สาย 60, 71, ปอ73ก, 95, 95ก, 96, 115, 150, 156, 520, ปอ22, 178, 501
และรถส่วนตัว (ค่าจอดรถเหมา 20 บาทเท่านั้น)
เปิดบริการ : ทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่ 13.00-20.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 10.30-21.30 น.
Kaidee
พาเพื่อนๆ ไปตะลุยแหล่งมือสองรอบกรุงเทพแล้ว ขอแนะนำแหล่งซื้อขายของมือสองง่ายๆ บ้าง
นั่นก็คือที่ Kaidee นั่นเอง ไม่ว่าเพื่อนๆ กำลังมองหาอะไรอยู่ ที่นี่มีทุกอย่าง จะรถมือสอง บ้านมือสอง หรือของใช้ทั่วไป เพียงกดปุ่มค้นหาเท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางด้วยนะ
จะซื้อของมือสองทั้งที ต้องดูให้ดีทั้งราคาและคุณภาพ แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องมั่นใจว่าสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และพูดคุยกับผู้ขายได้จริง ถ้ามั่นใจแล้ว ลุยเลย!
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ใครที่เพิ่งซื้อรถยนต์มาใหม่ ๆ หรือคุณผู้หญิงที่อาจมีความรู้ในเรื่องโช๊คอัพไม่มากเท่าที่ควร อาจจะยังไม่ทราบว่าประโยชน์ของโช๊คอัพจริง ๆ แล้วมันช่วยอะไรบ้าง นอกจากที่จะทำให้รู้ของเรานั้นนิ่มเด้งรับไปกับสภาพถนน
บทความนี้จะมาบอกให้ทุกอย่างตั้งแต่เริ่มเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโช๊คอัพคืออะไร ใช้ทำอะไร อยู่ส่วนไหนของตัวรถยนต์ และรวมไปถึง จะทำอย่างไรให้โชีคอัพในรถของเรานั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น
โช๊คอัพคืออะไรและทำหน้าที่อะไร
โช๊คอัพเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญกับระบบช่วงล่าง ถูกติดตั้งอยู่บริเวณล้อรถยนต์ โดยที่จะมีอะไหล่ชิ้นหนึ่งเรียกว่า “ปีกนก” คอยเป็นตัวค้ำระหว่างตัวโช๊คอัพและตัวล้อให้เชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน หน้าตาของโช๊คอัพนั้นหลาย ๆ คนน่าจะเห็นและรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งจะหน้าตาเหมือนกับคดสปริงยืด-หดได้ โดยมีหน้าที่หลัก ๆ ดังต่อไปนี้
- คอยพยุงตัวรถเพื่อกันการยุบตัว
หากรถยนต์นั้นไม่มีโช๊คอัพที่จะเข้ามาติดตั้งแล้วล่ะก็ รถนั้นจะมีอาการสั่นอย่างรุนแรง รวมไปถึงตัวรถยนต์จะยุบตัวทำให้ไม่สามารถขับขี่ได้
- คอยรับแรงสั่นสะเทือน
การที่มีโช๊คอัพอยู่นั้นจะช่วยในเรื่องของรองรับแรงกระแทกต่าง ๆ จะพื้นผิวของถนนที่ขรุขระได้ ทำให้รถยนต์นั้นนิ่งและนุ่มนวลมากที่สุด ในขณะที่เดินทางไปในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยหลักการทำงานนั้นคือ เมื่อมีแรงกดลงมา สปริงจะทำการยุบตัวลง และค่อยคืนสภาพเดิม
ประเภทของโช๊คอัพ
อะไหล่ต่าง ๆ ภายในรถยนต์นั้นได้มีการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งโช๊คอัพก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีและเข้ากับรถยนต์แต่ละประเภท โดยโช๊คอัพนั้นมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
- โช๊คอัพระบบน้ำมัน
เป็นโช๊คอัพที่ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิค ในขณะที่โช๊คอัพแบบนี้กำลังทำงานนั้น น้ำมันไฮดรอลิคจะถูกนำเข้ามาผ่านวาล์วลูกสูบ ซึ่งเป็นเพียงการทำให้โช๊คอัพนั้นหนืดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยข้อเสียอย่างใหญ่หลวงของโช๊คอัพแบบระบบน้ำมันนั่นคือ เมื่อน้ำมันไฮดรอลิกที่อยู่ภายในนั้นเกิดฟองอากาศและแตกขึ้นมาแล้วล่ะก็ โช๊คอัพจะไม่สามารถทำงานได้ชั่วขณะ ซึ่งอาจทำให้รถยนต์นั้นสูญเสียการควบคุมและเกิดอุบัติเหตุได้
- โช๊คอัพระบบแก๊ส
เป็นโช๊คอัพระบบแก๊ส โดยใช้แก๊สไนโตรเจนทำงานร่วมกับน้ำมันไฮดรอลิค เมื่อโช๊คอัพทำงาน ลูกสูบจะเคลื่อนตัวลงมาสู่ด้านล่างของกระบอกสูบทำให้น้ำมันไฮดรอลิดถูกสูบเข้าในส่วนบนและส่วนล่างของลูกสูบ หลังจากนั้นจึงอัดแก๊สไนโตรเจนให้เกิดแรงดัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ประเภท
- Low-Pressure Gas Shock Absorber
โช๊คอัพแรงดันต่ำ โดยทีโช๊คอัพแบบนี้จะมีส่วนที่สำหรับน้ำมันไฮดรอลิคสำรองเอาไว้ โดยจะอัดแรงดันไว้อยู่ที่ ประมาณ 10 – 15 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือประมาณ 142-213 ปอนด์/ตารางนิ้ว
- Hi-Pressure Gas Shock Absorber
โช๊คอัพแรงดันสูง ซึ่งจะแตกต่างจากแบบแรกเพียงเล็กน้อย นั่นก็คือโช๊คอัพแบบนี้นั้น จะไม่มีส่วนเป็นน้ำมันไฮดรอลิคสำรอง โดยจะอัดแรงดันไว้อยู่ที่ประมาณ 20 – 30 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือประมาณ 284 – 427 ปอนด์/ตารางนิ้ว
วิธีดูแลรักษาโช๊คอัพควรทำอย่างไรบ้าง
อุปกรณ์และอะไหล่ทุกอย่างภายในรถยนต์นั้น ย่อมมีอายุการใช้งานที่ถูกจำกัดเอาไว้ โช๊คอัพก็เช่นเดียวกัน ซึ่งโช๊คอัพนั้นมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 100,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่การบำรุงดูแลรักษา รวมไปถึงพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคนด้วย ซึ่งเดี๋ยวมาดูกันว่ามีวิธีอย่างไรบ้าง ที่จะทำให้โช๊คอัพนั้นอยู่กับรถเราไปได้นาน ๆ
1. ตรวจสอบโช๊คอัพอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจเช็คนั้นเป็นสิ่งเบื้องต้นที่ควรทำในทุก ๆ ที่ขับขี่ไปที่ไหนก็ตามเป็นระยะทางไกล ๆ หรือเป็นไปได้ควรตรวจเช็คอย่างเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโช๊คอัพในรถยนต์ของเรานั้นยังไม่เสื่อมสภาพ ซึ่งจะทราบได้อย่างไรว่าโช๊คอัพของเรานั้นควรเปลี่ยนได้แล้ว มีวิธีสังเกตุและตรวจสอบได้ ดังนี้
- ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเป็นวิธีที่เรียกได้ว่า รู้ได้แทบจะทันทีว่าโช๊คอัพของคุณกำลังมีปัญหาอยู่หรือไม่ โดยให้ทิ้งน้ำหนักตัวและกดแล้วปล่อยที่บริเวณด้านหน้า-หลังของรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นมีปัญหา หรือที่เรียกกันว่า “โช๊คตาย” ให้รีบเปลี่ยนทันที
ให้ลองก้มตัวลงไปดูที่บริเวณของกระบอกของโช๊คอัพดูว่า พบรอยแตก รอยร้าว หรือมีการรั่วของน้ำมันไฮดรอลิคหรือไม่ หากมีปัญหาเหล่านี้ แสดงว่าโช๊คอัพนั้นเริ่มเสื่อมคุณภาพ โดยที่ตัวซีลกระบอกสูบอาจจะรั่ว ส่งผลให้โช๊คอัพนั้นทำงานผิดปกติได้
- สังเกตุเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กม./ชั่วโมง
เมื่อขับรถที่ความเร็วสูงขึ้นมาและขับไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง จะสังเกตุได้เลยว่า ถ้ารถนั้นมีอาการส่าย ๆ สั่น ๆ รู้สึกเหมือนรถไม่ค่ายเกาะถนนเท่าไหร่นักเมื่อต้องขับปะทะกับลม นั่นแสดงว่าโช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพลงแล้ว ให้ทำการเปลี่ยน
- สังเกตุเมื่อขับผ่านถนนขรุขระ
วิธีนี้จะคล้าย ๆ กับวิธีแรกเลย คือการสังเกตุอาการเด้งของรถยนต์ที่มีมากเกินจนผิดปกติ ถ้าหากขับผ่านถนนขรุขระแบบที่ชะลอรถแล้วยังมีอาการเด้งอยู่ แสดงว่าโช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพลง
- สังเกตุที่ดอกของยางรถยนต์
การสังเกตได้ง่ายที่สุดเลยเมื่อขับเสร็จแล้ว ให้ลงมาตรวจสอบที่บริเวณยางรถยนต์ หากลูบแล้วพบว่ายางนั้นสึกหรอ เป็นบั้ง ๆ นั่นแสดงว่ารถยนต์นั้นไม่มีโช๊คอัพมาช่วยรองรับน้ำหนักนั่นเอง
โดยปกติแล้วโช๊คอัพนั้นเมื่อทำงานอยู่ จะมีความร้อนจากการทำงาน แต่หากลองนำมือไปอัง ๆ หรือสัมผัสดูแล้วพบว่า โช๊คอัพ ไม่ร้อนเอาเสียเลย นั่นแสดงว่า โช๊คอัพนั้นไม่ได้มีการทำงาน เป็นอาการบ่งบอกว่าโช๊คอัพเสียได้อย่างดีเยี่ยม
2. ชะลอรถยนต์ทุกครั้งเมื่อขับผ่านเส้นทางที่ถนนขรุขระ
อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่า โช๊คอัพนั้นช่วยในเรื่องของลดแรงกระแทกต่าง ๆ จากพื้นถนน แต่ก็ใช่ว่าคุณจะสามารถขับรถยนต์อย่างไรก็ได้ การขับผ่านเส้นทางที่ขรุขระนั้นควรที่จะชะลอรถแล้วค่อย ๆ ขับผ่านไป จะเป็นการถนอมโช๊คอัพ ไม่ให้ทำงานหนักและรับกระแทกมากเกินไป ช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานยิ่งขึ้น
3. ไม่บรรทุกของหนักจนเกินไป
การบรรทุกของหนักเกินกว่าที่สเปคของรถยนต์รุ่นนั้น ๆ ส่งผลอย่างมากที่ทำให้โช๊คอัพนั้นต้องทำงานหนักเกินกว่าความสามารถที่ทำได้ ยิ่งถ้าใช้รถยนต์บรรทุกเป็นระยะเวลานาน ยิ่งทำให้โช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพได้อย่างรวจเร็วมากยิ่งขึ้น
สรุปท้ายบทความ
อุปกรณ์และอะไหล่ทุก ๆ อย่างภายในรถนั้นย่อมมีความสำคัญและประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงโช๊คอัพเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระหว่างการขับขี่เดินทาง ที่นอกจากจะทำให้รถยนต์ไม่แข็งกระด้างแล้ว ยังทำหน้าที่ในการช่วยยึดเกาะถนนให้แก่รถยนต์ได้อีกด้วย
บทความนี้จึงมาให้คำตอบพร้อม ๆ กับวิธีแก้ปัญหา ให้โช๊คอัพนั้นมีสภาพที่พร้อมใช้งานและมีอายุยืนยาวตามอายุการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคล ที่จะเป็นปัจจัยหรือตัวกระตุ้นที่ทำให้โช๊คอัพนั้นเกิดการเสื่อมสภาพไปเสียก่อนได้
หากคุณตรวจเช็คแล้วว่า โช๊คอัพในรถยนต์นั้นเสื่อมสภาพลงเสียแล้ว ต้องมองหาโช๊คอัพอันใหม่ที่จะนำมาเปลี่ยนเข้ารถยนต์ของแล้วล่ะก็ เข้ามาดูได้ที่ Kaidee Auto ที่มีอุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์มากมายตามความต้องการของคุณ