Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ถ้าหากจะกล่าวถึงย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามก็คงจะหนีไม่พ้น เอกมัย และ ทองหล่อ ซึ่งเป็นย่านที่มีความหรูหราและมีการเจริญเติบโตสูงมากในด้านต่าง ๆ เพราะเต็มไปด้วยความสะดวกทั้งห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร คาเฟ่ และแหล่งแฮงก์เอาท์ ให้ได้ใช้บริการกัน รวมถึงทำเลของทั้งสองย่านนี้ที่ใกล้กับถนนหลากหลายเส้น และมีสถานีรถไฟฟ้าซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ในย่านนี้มีบ้านเดี่ยวที่มีความหรูหราผุดขึ้นมามากมายเพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับคนรุ่นใหม่
ข้อดีของการมีบ้านเดี่ยว
บ้านเดี่ยวถือเป็นบ้านที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด มีลักษณะเป็นบ้านที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีผนังของบ้านส่วนไหนที่ติดกัน และด้วยลักษณะเช่นนี้เองที่จะทำให้ การอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวจะช่วยให้หลีกเลี่ยงการมีปัญหากับเพื่อนบ้านได้อีกด้วย โดยตัวพื้นที่ของบริเวณบ้านนั้น มักจะมีพื้นที่ขนาด 50 ตารางวา ขึ้นไป ทำให้สามารถสร้างสรรค์พื้นที่ให้กลายเป็นฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ออกกำลังกาย สวน ที่จอดรถ และอื่น ๆ อีกมากมาย
รวมโครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูย่านเอกมัย-ทองหล่อ
Sakaya 146 Ekamai
Sakaya 146 Ekamai (ศักยะ 146 เอกมัย) เป็นบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury จาก บริษัท ศักยะ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ จำนวน 4 ยูนิต ตัวโครงการตั้งอยู่ในซอยเอกมัย 10 โดยตัวบ้านถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Crafting Life Less Ordinary มีทั้งหมด 5 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร ที่ดินขนาด 5-63 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอยประมาณ 600-687 ตร.ม. สามารถจอดรถได้ถึง 5-7 คัน พร้อมระบบบ้านอัจฉริยะอย่าง Auto Turntable และ Home Automation ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในก็มาจากแบรนด์ดังในต่างประเทศ เช่น ชุดครัว Bulthaup และ ตู้เสื้อผ้า Kuhlmann เป็นต้น และยังมี สถานีรถไฟฟ้า BTS เอกมัย วิ่งผ่านอีกด้วย
ราคาเริ่มต้น เริ่มต้น 63.5 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Arna Ekamai
Arna Ekamai (อาณา เอกมัย) เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Luxury จาก บริษัท ดี เวล แกรนด์ แอสเสท จำกัด ที่มีทั้งหมด 11 ยูนิต ในซอยเอกมัย 12 โดยจับกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ด้วยดีไซน์โมเดิร์นผ่านการเล่นกับแสงและเงา โดดเด่นด้วยเฟรม Facdade สี่เหลี่ยมและระแนงอะลูมิเนียมสีโรสโกลด์ ที่สามารถบังแสง สายตา และ เสริมความเป็นส่วนตัวได้ โดยแต่ละยูนิตมีพื้นที่ 36-69 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 345-407.23 ตร.ม. สามารถจอดรถได้ 4 คัน ภายในบ้านออกแบบได้โดยคำนึงถึงการใช้ชีวิตอย่างสูงสุดเห็นได้จากทางลาดที่รองรับวีลแชร์และลิฟต์ส่วนตัวที่สามารถไปยังชั้นต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง รวมถึงยังสามารถเดินทางเข้าออกตัวเมืองได้หลากหลายทางทั้งทางรถยนต์และรถสาธารณะ
ราคาเริ่มต้น โปรโมชั่นเริ่มต้น 47-59 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Prime Nine Ekamai
ขอบคุณรูปจาก Prime Nine Ekamai
Prime Nine Ekamai (ไพรม์ไนน์ เอกมัย) เป็นโครงการบ้านสุดหรู 3 ชั้น 3 ห้องนอน, 4 ห้องน้ำ 2-3 ที่จอดรถ ที่ดินเริ่มต้น 36.3-57.8 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 315-345 ตร.ม. สไตล์เพนท์เฮาส์ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในโซนเอกมัย-พระราม 9 ตัวโครงการสามารถเดินทางได้ด้วยรถส่วนตัวเพื่อเชื่อมไปยังถนน 3 เส้น ได้แก่ ถนนเพชรบุรี ถนนสุขุมวิท ทางพิเศษศรีรัช และ ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ส่วนการเดินทางด้วยรถสาธารณะนั้นก็ยังมีรถไฟฟ้า Airport Link รามคำแหง ที่อยู่ไม่ไกลจากโครงการให้ใช้บริการกัน
ราคาเริ่มต้น เริ่มต้น 17 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Zilhouette Thonglor
ขอบคุณรูปจาก Zilhouette Thonglor
Zilhouette Thonglor (ซิลลูเอท ทองหล่อ) โครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูระดับ Ultra-Luxury จาก บริษัท เปี่ยมสุข พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ใจกลางเมืองอย่างซอยทองหล่อ 25 ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ ซึ่งภายในโครงการมีเพียง 3 ยูนิตเท่านั้น บ้านแต่ละหลังมี 7 ชั้น ออกแบบในสไตล์ Sophisticated Modern Luxury โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัยและให้ความสำคัญมากในเรื่องความเป็นส่วนตัว บ้านในโครงการแต่ละหลังประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 8 ห้องน้ำ 4 ที่จอดรถ ที่ดินเริ่มต้น 35.00-42.00 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 608-691 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 69 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
Quarter Thonglor
ขอบคุณรูปจาก Quarter Thonglor
Quarter Thonglor (ควอเตอร์ ทองหล่อ) ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจสุดหรูอย่างทองหล่อใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS ทองหล่อ โครงการนี้เป็นโครงการจาก บริษัท นายณ์ เอสเตท จำกัด และบริษัท คูน แคปปิตอล พาร์ทเนอร์ส จำกัด เป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้นระดับ Super Luxury ที่ทั้งโครงการมีอยู่ทั้งหมด 8 ยูนิตเพื่อความเป็นส่วนตัวเริ่มต้น 4-5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3-5 คัน พื้นที่ใช้สอยเริ่มต้น 397 ตร.ม. ที่ดินเริ่มต้น 74 ตร.ว. พร้อมเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังอย่าง Poggenpohl kitchen และ Siemens หรือเทียบเท่า
ราคาเริ่มต้น 58.8 ล้านบาท* (สอบถามกับทางโครงการอีกครั้ง)
สรุปท้ายบทความ
นี่คือโครงการบ้านสุดหรูใจกลางเมืองอย่างเอกมัย และ ทองหล่อ ที่เรานำมาฝากกัน หวังว่าทุกคนจะสนุกและตื่นเต้นกับการออกแบบดีไซน์บ้านเหล่านี้ที่สมกับราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งถ้าใครที่มีคุณทรัพย์ไม่พอกับโครงการเหล่านี้ และอยากได้อสังหาริมทรัพย์ประเภทไหน ก็สามารถเข้ามาหาใน Kaidee Property ได้เช่นเดียวกันเพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมบ้านสวย ๆ หลายสไตล์ที่คุณต้องถูกใจ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ขึ้นชื่อว่าอสังหาฯ แล้วทุกคนคงคิดถึงคอนโดหรือบ้านยักษ์ใหญ่ราคาเกินเอื้อมกันใช่ไหมคะ แต่วันนี้ Kaidee Property มีข่าวดีจะมาบอก! ด้วยความที่ Gen Z กำลังจะเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของตลาดในทุกภาคส่วน ทำให้ตอนนี้เหล่า developer ต่างก็ปล่อยคอนโดมิเนียมทำเลดีราคาเอื้อมถึงมากันยกใหญ่ จะเป็นที่ไหนบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ!
คอนโดที่ไม่ต้องอายุ 30 ก็เป็นเจ้าของได้
วันนี้ Kaidee Property คัดมาให้แล้วแบบเน้นๆ แน่นๆ ราคาตั้งแต่ล้านต้นๆ จนถึงสองล้าน เรียกได้ว่าไม่ต้องเก็บเงินจนอายุครบ 30 ปี ก็ผ่อนสบายๆ เป็นเจ้าของได้ รับรองว่า Gen Z อย่างเราๆ เอื้อมถึงแน่นอน มาเริ่มกันที่แห่งแรกคือ
1.Aspire อโศก – รัชดา จากแบรนด์ AP THAI
ขอขอบคุณภาพจาก APTHAI
ทำเล ตั้งอยู่ในซอย รัชดาภิเษก 3 (ใกล้กับ MRT พระราม 9 และ MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ)
ขึ้นชื่อว่ารัชดาก็รู้แล้วว่าเป็นทำเลที่ดีและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เนื่องจากรัชดาเป็นทำเลที่ได้ถูกพัฒนามาเป็น New CBD มาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วทำให้ซอยรัชดาภิเษก 3 พลอยได้รับผลดีไปด้วย เพียงแค่ออกมาปากซอย ก็จะพบกับอาคารสำนักงานระดับ Top-Tier, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพระราม9, เอสพลานาด รัชดาภิเษก ฯลฯ
การเดินทาง เดินเพียง 15 นาทีถึง MRT พระราม 9 และ MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ
เนื่องจากซอยรัชดาภิเษก 3 เป็นซอยที่ตั้งอยู่ระหว่าง MRT สองสถานี ทำให้ตัวเลือกการเดินทางหลากหลายมากขึ้น หากจะเข้าไปในตัวเมือง เพียงเลือกไปทาง MRT พระราม 9 ก็สามารถไปต่อ BTS ที่สถานีอโศกเข้าไปสยาม ศูนย์รวมสีสันชีวิตคนเมือง แล้วเอ็นจอยดินเนอร์หลังทำงานมาทั้งวัน หรือถ้าไม่อยากไปไกล คุณก็สามารถทั้งชิมและช้อปได้ที่ Terminal 21 ที่ BTS สถานีอโศก
การออกไปนอกเมืองก็ง่ายยิ่งกว่าง่าย เพียงแค่ไปทาง MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ แล้วไปต่อ BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว คุณก็สามารถไปเยือนวัดพระศรีมหาธาตุซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ในสมัยของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม
ส่วนเรื่องการเดิน 15 นาทีไปยัง MRT นั้นยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงเนื่องจากมีวินมอเตอร์ไซค์ให้บริการหน้าโครงการ ราคาเพียงแค่ 15-20 บาทเท่านั้น
สไตล์การตกแต่ง Classic British Colonial
ขอขอบคุณภาพจาก APTHAI
ด้วยความที่เป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise การตกแต่งสไตล์ British Colonial จึงเหมาะมาก ทั้งซุ้มประตูโค้ง บันไดวน และการเลือกสีคุมโทนที่มาใน Theme ขาว-ดำ ให้ความรู้สึกเก๋ และ Instagramable ในส่วนของส่วนกลางจะเน้นเป็นสวนในแนวราบ ให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมกับสระว่ายน้ำยาว 20 และ 30 เมตร เหมาะสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกายจริงจัง
ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท ผ่อนต่อเดือน 7,000 บาท (กรุณาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ APTHAI )
2.Kensington Sukhumvit-Theparak จากแบรนด์ ORIGIN
ขอขอบคุณภาพจาก ORIGIN
ทำเล ติดถนนเทพารักษ์
ที่ตั้งของคอนโดแห่งนี้นับว่าเน้นความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างแท้จริง เนื่องจากถนนเทพารักษ์เป็นถนนที่เชื่อมถนนสุขุมวิทและศรีนครินทร์ไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ที่ดินแถบนี้ถือว่าเป็นที่ดินที่มีศักยภาพเพราะนักพัฒนาที่ดินมีแนวโน้มที่จะเลือกลงทุนในที่ดินตามเส้นสุขุมวิท และตามแนว BTS เป็นหลัก ปัจจุบันโครงการนี้ยังคงรายล้อมไปด้วยหมู่บ้านทาวน์เฮ้าส์และชุมชน ทำให้มีแต่ความสงบในการพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาวหรือเสาร์อาทิตย์ ส่วนเรื่องของกินของใช้ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมีทั้ง เซ็นทรัลบางนาและ Mega บางนา อยู่ในระยะใกล้เคียง
การเดินทาง เดิน 26 นาทีถึง BTS สำโรง
เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่อยู่ใกล้ BTS การเดินทางเข้าเมืองจึงเป็นอะไรที่ง่ายและสะดวกสบายมาก เรียกได้ว่า ‘ต่อเดียวถึงสยาม’ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลได้มีแผนพัฒนาเส้นทาง BTS สายสีเหลือง ซึ่งจะเข้าถึงหน้าโครงการโดยห่างออกไปเพียง 58 เมตร (สถานีทิพวัล) หากคำนึงถึงในเรื่องการลงทุนแล้ว ถือว่าคุ้มค่าเพราะ BTS เส้นนี้จะไปเชื่อมกับสถานีสำโรง ทำให้หน้าคอนโดมิเนียมโครงการนี้กลายเป็น Interchange hub ไปโดยปริยาย
ส่วนการเดินทางโดยการใช้รถส่วนตัวนั้นก็ยิ่งกว่าสะดวก เพราะสามารถทะลุไปได้ทุกเส้นทางผ่านถนนถนนสุขุมวิทและศรีนครินทร์ อีกทั้งยังสามารถไปยังส่วนอื่นๆของกรุงเทพฯ ผ่านทางด่วนสุขุมวิท 62, ทางด่วนบางนา และทางด่วนวงแหวนกาญจนาภิเษก
สไตล์การตกแต่ง Industrial British Loft
การตกแต่งที่นี่จะเลือกเป็นแนว Industrial British Loft ซึ่งความ Industrial นั้นจะเน้นการเผยผิวโชว์วัสดุ ในขณะที่ผสมผสานกับแนว British ซึ่งให้ความหรูหราและมีสไตล์ผ่าน Theme สีทองซึ่งไล่ระดับสีมาจนถึงสีเงิน ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางก็จัดเต็มไม่แพ้กันโดยทางโครงการได้เลือกจัดวางสวนและสระน้ำในพื้นที่ระหว่างอาคารรูปตัว U ทำให้ลูกบ้านสามารถเข้าใช้บริการได้อย่างทั่วถึง
ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้าน (กรุณาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ ORIGIN )
3. Groove Vibes Ladprao 18
ขอขอบคุณภาพจาก GROOVE
ทำเล ซอยลาดพร้าว 18
ด้วยความที่ตั้งอยู่ในซอยลาดพร้าว 18 ทำให้คอนโดมิเนียมโครงการนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างถนนทั้งหมด 4 สายคือ ถนนรัชดาภิเษก ถนนลาดพร้าว ถนนสุทธิสารวินิจฉัย และทางยกระดับอุตราภิมุข ทำให้กลุ่มเป้าหมายของคอนโดมิเนียมนี้คือคนที่มีความจำเป็นต้องเดินทางบ่อยๆ เนื่องจากที่ตั้งทำให้ลัดเลาะไปได้หลายทาง ข้อดีของที่ตั้งนี้อีกอย่างหนึ่งคือเป็นซอยที่มีรถผ่านเข้าออกตลอดเวลา ไม่มีทางเปลี่ยวเพราะเป็นแหล่งรวมที่พักอาศัยและหมู่บ้าน
การเดินทาง เดิน 9 นาทีถึง MRT ลาดพร้าว
หากใครกังวลว่าคอนโดตั้งอยู่ในซอยแล้วจะเดินทางยาก Kaidee ขอบอกว่าไม่ต้องกังวลใจไปเพราะในซอยนอกจากจะมีรถวินมอเตอร์ไซค์แล้วยังมีรถสาธารณะผ่านไปมาตลอด ทั้งนี้ตัวโครงการก็มีรถ Shuttle Bus ไว้คอยให้บริการอีกด้วย เมื่อเดินออกมาจากโครงการจนถึงปากซอยลาดพร้าว 18 คุณสามารถใช้บริการ MRT สถานีลาดพร้าวไปยังส่วนต่างๆของกรุงเทพฯ นอกจากนี้เมื่อรถไฟฟ้าสายสีเหลืองอ่อนเส้น รัชดา-พัฒนาการ เสร็จสมบูรณ์ MRT ลาดพร้าวจะกลายเป็น Interchange สำหรับการเดินทางไปรอบนอกและปริมณฑล
ยิ่งไปกว่านั้นเพียงนั่งไปลง MRT พหลโยธิน คุณก็จะสามารถต่อไปยัง BTS สายสุขุมวิทซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการสร้างส่วนต่อขยายไปคูคตและรอบนอกอีกด้วย
สไตล์การตกแต่ง Retro Futurism
ขอขอบคุณภาพจาก GROOVE
สำหรับ Groove ที่เป็นแห่งสุดท้ายนี้ ต้องขอบอกว่าการตกแต่งล้ำหน้าราคาไปมากกว่าใคร ด้วยความที่เป็นคอนโด Low Rise ทำให้การจัดการตกแต่งต่างๆสามารถจัดเต็มได้ โดยการตกแต่งสไตล์ Retro Futurism อาจดูแปลกใหม่อยู่บ้าง แต่ต้องขอบอกว่าโดนใจคน Gen Z อย่างจัง เพราะ Groove ได้ลดทอนองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ส่วนเกินออกไป แล้วเพิ่มความ Modern ที่เล่นกับแสงและเงาผ่านสีสันสดใสอย่างสีทองและเมื่อตกแต่งรวมกับผนังสีขาวจึงทำให้เกิดความเรียบหรูที่ดึงดูดความสนใจนักลงทุนและผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก
ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท (กรุณาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ GROOVE )
สรุปท้ายบทความ
ไม่วาจะเป็นคอนโดมิเนียม Low-rise หรือ High-rise Kaidee Property ก็พร้อมสรรหามาให้โดนใจชาว Gen Z แบบเราๆ ส่วนเรื่องที่ว่าแบบไหนจะใช่ที่สุดนั้น ก็คงต้องไปดูที่ตัวโครงการจริงๆก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ เพราะไม่ว่าอย่างไร อสังหาฯ ก็ถือเป็นการลงทุนที่จะอยู่กับเราไปอีกนาน จึงต้องคัดแล้วคัดอีก หรือไม่อยากเหนื่อยใจ ก็ให้ Kaidee หาให้ที่ Kaidee.com
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
หลังจากโลกได้รับผลกระทบจาก Covid 19 แน่นอนว่าแนวโน้มของตลาดผู้บริโภคย่อมต้องปรับตัวตามไปด้วย เมื่อพิจารณารวมกับปัจจัยการ Over supply ของตลาดอสังหาฯ ทำให้ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ หดตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อเจาะภาพรวมลงไปดูรายละเอียด Kaidee Property กลับพบข้อมูลแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ที่น่าสนใจ และสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไปในอนาคต
แนวโน้มอสังหาฯ ในปัจจุบัน
แม้ภาพรวมอสังหาฯ ในปัจจุบันอาจมีเปอร์เซ็นต์การเติบโตไม่เท่าปีก่อนๆ แต่ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเปอร์เซ็นต์การเติบโตเมื่อเจาะลึกลงไปในอสังหาฯ ประเภทใหญ่ๆ อย่างบ้านและคอนโด
แนวโน้มการเติบโตของคอนโดมิเนียม
จากข้อมูลของ EIC (Economic Intelligence Center) หน่วยงานของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเศรษฐกิจระดับมหภาค พบว่าการเติบโตของราคาคอนโดมิเนียมทั่วประเทศในปี 2563 นั้นหดตัวครั้งแรกในรอบ 10 ปี
ขอขอบคุณภาพจาก EIC
ในขณะที่คอนโดในเขตใจกลางเมืองอย่าง เพลินจิต ชิดลม และราชเทวี ยังคงเติบโตสวนทางโดยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมากกว่า 5 % (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563) เป็นที่น่าสนใจว่าเหล่าคอนโดมิเนียม ณ ทำเลที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นคอนโดราคาระดับ 4 ล้านขึ้นไป ไปจนถึงระดับ Luxury
ขอขอบคุณภาพจาก EIC
หากวิเคราะห์ลึกลงไปว่า Demand ของอสังหาฯ เหล่านี้เป็นใครก็จะพบว่าคนส่วนใหญ่เป็นคนกรุงเทพฯ ระดับ Upper Middle Class ซึ่งเป็น Real Demand ของอสังหาฯ ระดับนี้ กลุ่มเรียลดีมานด์นี้แม้จะได้รับผลกระทบจาก Covid 19 แต่ก็ยังมีกำลังซื้อพอสมควรทำให้ตลาดคอนโด Luxury ยังไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าคอนโดระดับอื่นในขณะนี้ ซึ่ง คอนโด Luxury นี้อาจจะเป็นตลาดแรกๆ ที่จะกลับมาได้รับความสนใจหลังจากวิกฤติ Covid ผ่านไปอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้คอนโดใจกลางเมืองจะมีภาพรวมที่โอเค แต่ภาพรวมของคอนโดมิเนียมในแถบ MRT กลับลดลงมาตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเกิดวิกฤติ Covid เสียอีก และยังคงติดลบต่อเนื่องมาจนถึง 2 ไตรมาสแรกของปี 63
เป็นที่น่าคิดว่าอาจเป็นเพราะผลกระทบจากสองปัจจัยคือหนึ่ง Trade war ระหว่างไทยกับจีนจึงทำให้กลุ่ม Demand จากประเทศจีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่สองคือมาจากวิกฤติ Covid 19 ที่กระทบภาคการท่องเที่ยวอย่างจังทำให้นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อลดลง ทำให้แม้แต่ราคาคอนโดของเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยายังลดลงไปถึง -4.5 %
ขอขอบคุณภาพจาก EIC
สำหรับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อนั้น การหดตัวของตลาดอสังหาฯ นี้ส่งผลให้เกิดประโยชน์อยู่บ้าง กล่าวคือเหล่า Developer จะทำการเร่งระบายสต็อกห้องที่เหลือคงค้างเพื่อเตรียมตัวรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้เรานั้นสามารถช้อนซื้อห้องในราคาถูกกว่าเดิมได้มากและสามารถนำไปปล่อยเช่าทำกำไรในอนาคตได้อีกด้วย
แนวโน้มการเติบโตของอสังหาฯ ประเภทบ้าน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่ 26 มีนาคม 2563 ผู้บริโภคในแต่ละภาคส่วนมีพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่เปลี่ยนไป และหันมาใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่ตนต้องการมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงนั้นรวมไปถึงตลาดอสังหาฯ ด้วยเช่นกัน จากการรีเสิร์ชพบว่า มีการค้นหาและเข้าชมประกาศประเภทบ้านมากขึ้นกว่าช่วงก่อนประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งมากกว่า 30 % เป็นการค้นหาบ้านเดี่ยว และมากกว่า10% เป็นการค้นหาทาวน์เฮ้าส์
กลุ่ม Demand ที่เพิ่มมากขึ้นนี้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดอสังหาฯ กล่าวคือถึงแม้ภาพรวมอาจจะดูซบเซาลงไป แต่ตลาดอสังหาฯ ชนิดบ้านกลับกำลังโตขึ้นเรื่อยๆ โดยระดับราคาบ้านที่ถูกเข้าชมสูงสุดนั้นจะอยู่ที่ล้านต้นๆ หรือ ตั้งแต่ 1-2 ล้านบาท อาจกล่าวได้ว่า ผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อในช่วงราคานี้เปลี่ยนเป้าหมายจากคอนโดมิเนียมในเมือง มาเป็นบ้านเดี่ยวหรือทาวเฮ้าส์นอกเมืองแทน ประกอบกับการที่ตลาดคอนโดมีปัญหา Over supply มาสักพักแล้ว จึงเดาได้ไม่ยากเลยว่าตลาดบ้านแนวราบกำลังจะโตขึ้นมาแทนที่
ยิ่งไปกว่านั้นราคาของอสังหาฯ ชนิดบ้านนั้นยังมีการปรับตัวสูงขึ้น 2.4 % เทียบกับปีก่อนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าบ้านนั้นมี Real Demand สม่ำเสมอและเป็นกลุ่มที่ต้องการอยู่อาศัยจริง ไม่ได้ซื้อไว้ลงทุน จึงทำให้แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติ Covid ตลาดประเภทบ้านก็ยังคงเติบโตได้
บ้าน VS คอนโด :ใครคือผู้ชนะ
พูดถึงคอนโดมิเนียม แม้ Segment ในตัวเมืองจะไม่ประสบปัญหา แต่เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบโดยรวมจะพบว่าราคาของคอนโดมิเนียมลดลง 6 % ในรอบหลายปี ซึ่งกว่าจะฟื้นตัวได้ก็ต้องใช้เวลาสักพักหลังผ่านพ้นวิกฤติ Covid 19 ไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาหลากหลายปัจจัยของตลาดอสังหาฯ ประเภทบ้าน จะพบว่าบ้านนั้นถึงจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ยังไม่หนักเท่าคอนโดมิเนียม อีกทั้งราคาบ้านไม่ได้ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น 2.4 % ด้วยซ้ำ เรียกได้ว่า “ช้าแต่ชัวร์” กล่าวคือแม้จะเติบโตช้าแต่เติบโตชัวร์ ๆ
จากหลากหลายปัจจัยที่กล่าวมา Kaidee Property จึงขอตัดสินว่า ศึกครั้งนี้ บ้านคือผู้ชนะที่แท้จริงนั่นเอง
สรุปท้ายบทความ
กล่าวโดยสรุป หากมองในภาพรวม ตลาดอสังหาฯ ประเภทบ้านนั้นปรับตัวดีกว่าประเภทคอนโดขาดลอยเนื่องจากยังมีกลุ่มเรียลดีมานด์สม่ำเสมอและไม่กระจุกตัวแบบคอนโดมิเนียมซึ่งดีขึ้นเฉพาะโซนชั้นในอย่างเพลินจิต ชิดลม และราชเทวี เพียงเท่านั้น
หากวิกฤตินี้ผ่านพ้นไป กำลังซื้อจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแบบ U Shape อีกทั้งพฤติกรรม New Normal ของผู้บริโภคอาจส่งผลระยะยาวในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ทำให้ต้องรอดูกันต่อไปว่า ทางตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นตัวทำคะแนนนำหน้าประเภทบ้านหรือไม่ อย่างไรก็ตาม หากสนใจช้อนซื้อหรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ สามารถดูได้ที่ Kaidee
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็คงอยากที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการกันทั้งนั้น ไม่มีข้อยกเว้น แม้ว่าวันหนึ่งคุณจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดบางประการในการใช้ชีวิต แต่ทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนไปเลย หากสภาพแวดล้อมในชีวิตของคุณถูกออกแบบมาให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างไม่มีข้อจำกัด
หนึ่งในสถานที่ที่ควรพร้อมมากที่สุดคือ “บ้าน” สถานที่ที่รวมคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือหลานตัวเล็กที่นอนอยู่ในรถเข็นเด็ก โดยที่ความต้องการของคนแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันออกไป แล้วจะทำอย่างไรให้บ้านของเราเหมาะสำหรับการใช้ชีวิตของทุกคน ไปดูสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนออกแบบบ้านสำหรับคนทุกกลุ่มกันดีกว่า
Universal Design คืออะไร และสำคัญอย่างไร
แนวคิดของการออกแบบองค์ประกอบของพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก การก่อสร้างบ้าน สถานที่ทำงาน หรือที่สถานที่ต่างๆ ให้เหมาะสมกับทุกคน และทุกคนสามารถใช้งานได้ เข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยที่การออกแบบเหล่านี้ จะไม่มีการเจาะจงถึง เพศ อายุ ขนาดของร่างกาย หรือความสามารถในการเข้าถึงได้ จึงกล่าวได้ว่า Universal Design เป็นการออกแบบให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มความสามารถ ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าแตกต่าง และไม่จำกัดการเข้าถึงองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ให้สามารถเข้าถึงการใช้งานของพื้นได้อย่างสะดวก
และด้วยเหตุผลอีกหนึ่งประการ ที่ทำให้สังคมไทยเริ่มให้ความสำคัญเกี่ยวกับ Universal Design คือ การคาดการณ์ข้อมูลจำนวนผู้สูงอายุในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ หรือจำนวนสัดส่วนของประชากรผู้สูงอายุ จะมีถึง 20% จากประชากรทั้งประเทศ จึงทำให้การออกแบบบ้านแบบ Universal Design กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงและแก้ไขสถานที่ต่างๆ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด ให้เหมาะสมกับทุกคน
การออกแบบในแนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกแบบมาเพื่อตอบสนองกลุ่มคนพิการเท่านั้น แต่การออกแบบทั้งหมดนี้ จะส่งผลให้ทุกคนที่ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิต ผู้สูงอายุในบ้านของเรา หรือตัวเราเองที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต จะสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้เป็นอย่างดี และสามารถเข้าถึงการใช้งานได้อย่างง่ายดาย
7 ข้อสำคัญในการออกแบบ Universal Design
Fairness ออกแบบให้เกิดความเสมอภาคในการใช้งาน
ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรมีชีวิตเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ทุกคนควรได้รับความเสมอภาคในการใช้ชีวิตที่เท่าเทียมกัน การออกแบบบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ หรืออุปกรณ์ต่างๆในบ้าน ในแบบของ Universal Design คือการทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตของตัวเองได้เหมือนกัน
Flexibility องค์ประกอบต่างๆจะต้องมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน
การออกแบบบ้านที่มีความยืดหยุ่นต่อการใช้งาน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ Universal Design ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก การออกแบบให้เข้าถึงการใช้งานของทุกคน จะไม่ทำให้ใครรู้สึกว่าจะต้องคอยมีคนมาช่วยดูแล เพราะพวกเขาดูแลตัวเองได้
Simplicity สิ่งอำนวยความสะดวกควรมีความเรียบง่ายใช้งานง่าย
สิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบมาไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้งานง่าย เป็นสิ่งที่ควรมีในทุกที่ โดยเฉพาะในบ้าน หากบ้านของเรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนในบ้านทุกคน ย่อมทำให้บ้านของเรา เป็นสถานที่ที่ปลอดภัย และทำให้คนในบ้านสามารถเป็นใช้ชีวิตของตัวเองได้อย่างเต็มที่
Understanding มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการใช้งาน
การอธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกตามสถานที่ต่างๆ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่นักออกแบบต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากการรับรู้ของคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน การทำสัญลักษณ์ การออกแบบการสื่อสารเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย
Safety ยิ่งออกแบบให้มีความแข็งแรงมากเท่าไหร่ จะช่วยให้เกิดอุบัติเหตุได้น้อยลง
การออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้กระทั่งเครื่องมือที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ อย่างเช่นราวจับ จะช่วยให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กเล็ก ปลอดภัยในการใช้ชีวิตมากขึ้น ลดอาการเจ็บป่วยซ้ำซ้อนจากการเกิดอันตรายได้
Energy Conservation การใช้งานง่าย ช่วยประหยัดพลังงานในการใช้ชีวิต
อุปกรณ์ต่างๆภายในบ้าน ควรออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ง่าย ไม่ต้องออกแรงมาก ไม่ต้องใช้ความพยายามในการรวบรวมแรง เช่น ประตูควรใช้ประตูบานเลื่อน เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่ไม่มีแรงเปิดประตู หรือเปิดประตูยากอย่างเช่นคนที่นั่งวีลแชร์
Space ออกแบบพื้นที่ดี ใครๆก็มีชีวิตดีได้
พื้นที่ต่างๆภายในบ้าน ควรมีขนาดที่เหมาะสมกับทุกคนในบ้าน ทุกคนสามารถใช้งานได้แบบไม่ติดขัด ใครที่ใช้วีลแชร์ สามารถหมุนรถเข็นได้ 360 องศา หรือใครที่บกพร่องทางการมองเห็น ก็สามารถใช้งานได้แบบที่ไม่เกิดอันตราย มีการป้องกันและรักษาความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันของคนในบ้านได้
การออกแบบให้ใครๆก็สามารถใช้งานได้
หลังจากที่เราทำความรู้จัก Universal Design กันมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะต้องนำ Universal Design มาออกแบบและดัดแปลงบ้านของเราให้เหมาะสมกับทุกคนภายในบ้านกันสักที ไปดูกันว่าแต่ละห้องเราควรออกแบบอย่างไร และในแต่ละห้องควรให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง ไปดูกันทีละห้องเลยดีกว่า
หน้าบ้าน
เริ่มจากทางเข้าบ้าน หากเราต้องการออกแบบให้ทุกคนสามารถเข้าบ้านได้อย่างสะดวก ควรมีสเต็ปน้อยที่สุด หรือทำให้เป็นทางลาดเข้าบ้าน ที่ควรออกแบบมาให้มีความชันสูงสุดไม่เกิน 1:20 ความกว้างของการขึ้นลงรถแบบคันเดียว อยู่ที่ 0.90 เมตร ราวจับทางลาด สูง 0.90 เมตร สำหรับผู้ใหญ่ และ 0.70 เมตร สำหรับเด็กและรถวีลแชร์
หากต้องการให้ง่ายต่อการใช้งาน ประตูบ้านควรจะเป็นประตูบานเลื่อนที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. อุปกรณ์เปิดประตู ควรเป็นแบบก้านบิด แกนผลัก หรือมีจับบานเลื่อน สูงประมาณ 1-1.2 เมตร และควรมีกริ่งประตู หรือ Lighted doorbell ในระดับความสูงที่สามารถใช้งานได้ นอกจากจะช่วยให้เราทราบว่ามีคนมาหาเราแล้ว ยังช่วยในเรื่องของความปลอดภัยด้วย
ห้องนอน
เมื่อเข้าไปถึงห้องนอน สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากนั้นคือ เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ควรถูกเลือกมาใช้งานโดยที่มีความสูงของเตียง ประมาณ 0.45 ถึง 0.50 เมตร เพื่อการลุกนั่งที่สะดวก หัวเตียง หรือโต๊ะข้างเตียง ควรมีสัญญาณเตือนภายในห้องนอน เพื่อขอความช่วยเหลือในขณะที่เกิดเหตุฉุกเฉิน หรือต้องการการช่วยเหลือ ควรเว้นระยะห่างของพื้นที่เตียงนอน ทั้งสามด้านสำหรับการใช้รถเข็น เพื่อการเคลื่อนที่รถวีลแชร์ ในแต่ละด้านประมาณ 90-120 ซม.
ตู้เสื้อผ้า ที่ใช้ควรมีราวแขวน 2 ระดับ คือ 1.80-1.90 เมตร และ 1.20 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บข้าวของเครื่องใช้ด้วยตัวเอง
โต๊ะแต่งตัว แต่งหน้า เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก หน้าโต๊ะสูงควรมีความสูงไม่เกิน 0.75 เมตร และที่วางของควรสูง 0.60 เมตร เพื่อให้วางของได้สะดวกและสามารถสอดรถวีลแชร์เข้าไปได้
ในส่วนของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องไม่ควรมีล้อเลื่อน หรือมุมแหลมที่จะก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ใช้งานได้ ไม่มีควรมีทางต่างระดับภายในห้อง และความมีที่ว่าง 90 เซนติเมตร เพื่อให้วีลแชร์สามารถใช้งาน และเคลื่อนที่โดยรอบห้องได้อย่างสะดวก
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือ ประตูห้องนอนควรมีความกว้าง 90 เซนติเมตร พร้อมลูกบิดแบบก้านโยก หรือให้เป็นแบบประตูเลื่อนจะสะดวกต่อการใช้งาน
ห้องครัว
ห้องครัวก็เหมือนอู่ข้าวอู่น้ำของบ้าน หากมีห้องครัวแต่ไม่สามารถใช้ห้องครัวได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับห้องเก็บของห้องหนึ่ง แต่ถ้าเราออกแบบบ้านให้ทุกคนในบ้านสามารถใช้งานได้ ห้องครัวจะเป็นอีกหนึ่งที่ที่สร้างโมเมนต์ที่ดีงามให้กับบ้านของเรา เพราะอาหารคือการส่งผ่านความรักของคนทำอาหาร
การออกแบบครัวที่ดี จึงควรเริ่มจากอุปกรณ์ในครัว ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญ อย่าง “เคาน์เตอร์ครัว” ควรมีการกำหนดระยะความสูงเคาน์เตอร์ครัวที่ 75 ซม. ออกแบบให้มีพื้นที่ใต้อ่างล้างจาน หรือโต๊ะ ที่ผู้ใช้วีลแชร์สามารถเข้าใช้งานได้โดยที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง ด้านหน้าตู้ไปจนถึงผนัง ควรมีระยะห่าง 30×48 นิ้ว และระยะห่างของเคาน์เตอร์ถึงพื้น ควรมีความสูงมากกว่า 60 ซม. ส่งผลให้ผู้ที่ใช้วีลแชร์สามาถใช้งานได้อย่างพอดี รวมถึงทุกคนก็สามารถใช้งานได้ง่ายด้วย
ห้องน้ำ
เป็นห้องที่ใช้งานบ่อยที่สุด และเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากที่สุดเช่นกัน ดังนั้น หากเราออกแบบห้องน้ำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ใช้งานง่ายและปลอดภัย จึงเป็นเรื่องที่ควรได้รับความใส่ใจเป็นอย่างมาก ห้องน้ำจึงไม่ควรมีธรณีประตู ควรเป็นระดับเดียวกัน พื้นกระเบื้องที่ใช้ไม่ใช่วัสดุที่ลื่นไหลได้ง่าย ควรมีการใช้สีวัสดุที่แตกต่างกัน มีพื้นที่สำหรับวีลแชร์เคลื่อนที่ได้ รัศมีความกว้าง 1.10×1.20 ตร.ม.
แผ่นยางกันลื่น ป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นไถล และมีช่องระบายอยู่มุมห้องของห้องน้ำ
ราวควรติดตั้งบริเวณชักโครก ความสูง 0.70 เมตร ความสูงของฝักบัวอยู่ที่ 1.20 เมตร ติดตั้งที่นั่งอาบน้ำแบบพับได้ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ความสูง 0.45 เมตร กระจกบริเวณอ่างล้างหน้าควรพับเอียงลงมาเพื่อให้เห็นผู้ใช้งาน
อ่างล้างมือ ควรมีความสูง 0.80 เมตร เพื่อให้รถเข็นสอดเข้าไปได้ พร้อมราวจับด้านข้างที่เปรียบเสมือนราวกั้นป้องกันตราย ของใช้ในห้องน้ำ อุปกรณ์อาบน้ำ ควรมีความสูงจากพื้นประมาณ 30 – 120 ซม.
ฝักบัวอาบน้ำ ควรเป็นแบบโค้ง เพื่อให้มีพื้นที่มากพอสำหรับการขยับตัว และประตูเข้าออกควรง่ายต่อการใช้งาน ดังนั้นจึงควรเป็นประตูบานเลื่อน ความกว้างประมาณ 90 เซนติเมตร
การออกแบบทั่วไปที่ควรคำนึงถึง
พื้นที่ สำหรับการเคลื่อนที่ของรถเข็ภายในบ้าน การหมุนขยับรถเข็น โดยมีพื้นที่ว่างประมาณ 30×48 นิ้ว เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนที่ของวีลแชร์
สวิตช์ไฟ หรืออุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ ควรมีความสูงประมาณ 15 นิ้ว ถึง 48 นิ้ว ควรเป็นชนิดที่ง่ายต่อการใช้งาน อาจจะมีรีโมทคอนโทรลไว้ควบคุมการทำงาน และที่สำคัญแบตเตอรี่ควรใช้งานได้นาน
หน้าต่างบ้าน ควรมีความสูงที่ 36 นิ้ว เพราะสามารถมองวิวด้านนอกได้แม้ว่าจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ และง่ายต่อการเปิด ปิด ล็อคหน้าต่าง สำหรับผู้ที่ไม่สูงมาก หรือนั่งอยู่บนวีลแชร์
พื้นผิวของกระเบื้องหรือพื้น ควรออกแบบไม่ให้ลื่น เพื่อป้องกันการเกิดอันตราย ควรมีที่ว่างระหว่างเฟอร์นิเจอร์ 30×48 นิ้ว
เตรียมราวจับสำหรับทางลาด เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายจากการลื่นไหล และใช้เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งาน ที่ต้องการช่วยทุ่นแรงขณะเดิน
เพราะบ้านคือแหล่งรวมความสุข หากเราออกแบบบ้านดี ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข
การออกแบบสถานที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวก ในอดีตมักจะคำนึงถึงความเป็นมาตรฐานทั่วไป ตามโครงสร้างปกติ แต่ยังขาดการคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการใช้งานได้อย่างแท้จริง หลายๆอย่างไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานสำหรับทุกคน และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงสถานที่ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆได้ ดังนั้น แนวคิดของ Universal Design จึงกลายเป็นการออกแบบสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการสร้างบ้านที่ในคอนเซปต์นี้ อาจจะยังไม่เป็นที่กว้างขวาง แต่ก็ได้รับการยอมรับและปรับปรุง แก้ไขแล้วในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่กำลังปรับโครงสร้างต่างๆรอบตัวให้เข้ากับความหลากหลายในสังคม เพื่อเตรียมพร้อมรับ สังคมผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีขีดกำจัดในการดำเนินชีวิต ที่มีอัตราขยายขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบัน ให้เกิดความเท่าเทียมกันในการใช้ชีวิต
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
เคยไหม กับการนอนไม่หลับ เคยไหมกับการว้าวุ่นใจทั้ง ๆ ที่อาศัยอยู่ในบ้านของเราเอง เพราะจริง ๆ แล้ว จิตวิทยาสี ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กัน เราจึงต้องมีการเลือกสีห้องให้เข้ากับห้องต่าง ๆ ใหม่เพื่อให้คุณมีอารมณ์ที่ดีขึ้น แต่จะแต่งห้องใหม่ทั้งที จะมีเคล็ดลับและวิธีการอย่างไรบ้าง มาดูกัน
จิตวิทยาสี มีผลต่ออารมณ์ ?
รู้หรือไม่ว่าสีห้องนั้น ส่งผลถึงอารมณ์ของคนเราได้ ดังนั้นความรู้ความเข้าใจในเรื่องจิตวิทยาสีและอารมณ์จะช่วยให้คุณเลือกโทนที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น
สีแดง
สีแดง ถือเป็นสีแห่งความตื่นเต้น มีชีวิตชีวา ความรัก ความอุดมสมบูรณ์ มั่งคั่ง และยังมีความหมายแฝงในเรื่องของกามารมณ์ ให้ความรู้สึกที่ร้อนแรง มีพลัง ทำให้เมื่อสวมใส่เสื้อผ้าสีแดงจะมีความโดดเด่นและเป็นจุดสนใจ
สีเหลือง
สีเหลือง ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส เบิกบาน และมีชีวิตชีวา เป็นสีแห่งอำนาจบารมี ซึ่งสังเกตได้จากวันที่มีแสงอาทิตย์สีเหลืองจะให้ความสดชื่นแจ่มใสมากกว่าวันที่ท้องฟ้าเป็นสีมืดครึ้ม นอกจากนี้สีเหลืองยังเป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองโลกในแง่ดีอีกด้วย ถูกใช้ในไฟจราจรเพื่อเพิ่มความระมัดระวังนั่นเอง
สีน้ำเงิน
สีน้ำเงิน สีที่มีความเชื่อมโยงกับท้องฟ้าและสายน้ำ ทำให้สื่อถึงความสงบ สุภาพ หนักแน่น และเคร่งขรึม สามารถช่วยให้มีสมาธิและลดความตื่นเต้นได้ มีความหมายถึงตอนกลางคืนจึงมีความสงบและผ่อนคลายมากกว่าสีอื่น ๆ และนิยมนำไปใช้ในการบำบัดความเครียดหรืออาการนอนไม่หลับ รวมถึงยังช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจและศิลปะอีกด้วย
สีฟ้า
ในทาง จิตวิทยาสี สีฟ้า เป็นสีที่ให้ความรู้สึกเป็นอิสระ สงบเยือกเย็น ปลอดภัย และปลอดโปร่งสามารถช่วยลดความกระวนกระวายและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และสมาธิได้ มักจะถูกใช้เพื่อสื่อถึงความสง่างาม มีศักดิ์ศรี และความสูงศักดิ์ ในราชวงศ์ต่าง ๆ
สีเขียว
สีเขียว เป็นสีวรรณะเย็น สีแห่งความเป็นธรรมชาติ สามารถช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และสมดุล ถือเป็นอีกหนึ่งสีที่ใช้ในการผ่อนคลายความเครียด จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในการตกแต่งอาคารหรือห้องต่าง ๆ เพื่อทำให้รู้สึกถึงความสุขนั่นเอง
สีม่วง
สีม่วง ให้อารมณ์ความรู้สึกที่เร้นลับน่าค้นหา และมีเสน่ห์อยู่ในตัว เป็นสีที่ช่วยในการปลอบโยนจิตใจให้สงบ อ่อนโยน และฟื้นกลับมาจากสภาพจิตใจที่ตกต่ำ เพราะจะกระตุ้นสมองให้มีความฮึกเหิม แต่ในทางกลับกันก็หมายถึงความเศร้าเสียใจและจอมปลอมได้เช่นเดียวกัน
สีส้ม
สีส้ม สีโทนร้อน ที่มีความอบอุ่น สดใส วัยรุ่น มีชีวิตชีวา ช่วยเร้าอารมณ์ความรู้สึกให้ตื่นตัวและมีสติปัญญามากขึ้น สื่อถึงความระมัดระวังและสุขภาพที่ดี ช่วยให้กระตุ้นความอยากอาหารจึงนิยมนำมาใช้กับร้านอาหารหรือแบรนด์อาหาร และเป็นดึงดูดพลังงานของเด็ก ๆ ให้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
สีชมพู
สีชมพู ในเชิง จิตวิทยาสี สามารถหมายถึงการมีน้ำใจ มีจิตใจดี และความอบอุ่นได้ มีความหมายตรงกันข้ามกับสีแดงซึ่งมีความเข้มกว่า และการมีสีชมพูรายล้อมยังทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัย นักจิตวิทยาจึงมักจะนำสีชมพูมาเพื่อบำบัดความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว หรือคนที่ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์
สีขาว
สีขาว เป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ เมตตา และอ่อนโยน ในเชิงจิตวิทยาสีให้ความรู้สึกถึงความศรัทธาและความสะอาด ซึ่งเห็นได้จากการชุดสวมใส่ขณะปฏิบัติธรรมและการตกแต่งภายในโรงพยาบาล นอกจากนี้ สีขาวยังสามารถช่วยบรรเทาอารมณ์ต่าง ๆ จากการวิตกกังวล ให้เงียบสงบมากขึ้นได้อีกด้วย
สีดำ
สำหรับ สีดำ มีความหมายในเชิงจิตวิทยาสีว่า การควบคุมพลังอำนาจ แต่ในทางกลับกันก็ยังหมายถึงการหมดพลังและอ่อนล้า ขัดต่อเปลี่ยนแปลงหรือการเจริญเติบโต ในทางแฟชั่นสีดำถูกใช้ไปเพื่อใส่ไปในการแต่งตัว เพราะจะทำให้ผู้สวมใส่ดูผอม สง่า และมีอำนาจ
สีเทา
สีเทา ให้ความรู้สึกถึงความโศกเศร้า หดหู่ และท้อแท้ มีเนื่องจากเป็นสีกลางระหว่างดำและขาวทำให้มีความสมดุล และสามารถใช้เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนในปริมาณมากได้อีกด้วย และยังเป็นสีที่ทำให้รู้สึกถึงความเย็น แต่ควรระมัดระวังการใช้สีเทาโดยใช้คู่กับสีอื่น ๆ
น้ำตาล
สีน้ำตาลเป็นสีแห่งความอบอุ่นและการพักผ่อน เป็นสัญลักษณ์ของความแน่วแน่และความอุดมสมบูรณ์เหมือนสีดินและธรรมชาติ โดยมีสีน้ำตาลอ่อนที่หมายถึงความจริง และสีน้ำตาลเข้มที่หมายถึงไม้หรือหนัง แต่การใช้สีน้ำตาลเยอะจนเกินไปก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกหดหู่ได้เช่นกัน
การเลือกสีห้องตามหลัก จิตวิทยาสี
ห้องนอน
ห้องนอน ถือเป็นห้องแห่งการพักผ่อน เป็นห้องที่ต้องการความสงบและสบายใจ สีที่เหมาะกับการทาห้องนอนก็คงจะหนีไม่พ้นสีน้ำเงินหรือสีฟ้าที่มีความเชื่อมโยงกับท้องฟ้าและแม่น้ำจึงเกิดความเงียบสงบและยังช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นอีกด้วย แต่ก็ควรระวังในการเลือกเฉดสีไม่ให้เข้มจนเกินไปเพราะมิเช่นนั้นอาจส่งผลให้เกิดอารมณ์ที่หม่นหมองได้ ส่วนสีที่ไม่ควรใช้ในห้องนอนก็คงจะหนีไม่พ้นสีแดงและม่วงที่จะกระตุ้นความมีชีวิตชีวาและฮึกเหิม
ห้องนั่งเล่น
เนื่องจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่รวบรวมสมาชิกภายในบ้าน มีทั้งความอบอุ่นและสนุกสนานจากการพูดคุยกัน ดังนั้นสีที่เหมาะกับการทาห้องนั่งเล่นคงจะหนีไม่พ้น สีน้ำตาลและสีชมพู ซึ่งเป็นสีแห่งความอบอุ่นและพักผ่อนนั่นเอง ส่วนสีที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ที่มีความเข้มมากอย่างสีดำ หรือกรม เพราะจะทำให้คนที่อยู่ในห้องรู้สึกอึดอัด อึมครึม และหดหู่ยิ่งขึ้นไปอีก
ห้องน้ำ
สั่งเกตได้ว่าสีของห้องน้ำส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเพราะเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาดและบริสุทธิ์ แต่ว่าถ้าหากว่าต้องการจะเปลี่ยนสีของห้องน้ำให้สดใสขึ้น อาจใช้สีที่มีความอ่อนและทำให้รู้สึกสบายใจอย่างสีเทา สีฟ้า และสีเขียวอ่อนเพื่อลดความกระวนกระวายและรู้สึกถึงความสะอาดสดชื่นนั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก: Roger Davies
ห้องทำงาน
สีที่เหมาะกับห้องทำงานซึ่งเป็นห้องแห่งการใช้สมาธิและห้องแห่งความสร้างสรรค์นั่นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็น สีเขียวสีที่ช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานแต่ก็ไม่ตึงเครียดจนเกินไป หรือสีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่าง สีม่วงอ่อน สีส้ม และ สีเหลือง ซึ่งเป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และงานศิลปะ รวมถึงการใช้สีแดงที่จะช่วยให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นอย่างแน่นอน
ห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร
สีแดงและสีส้มนอกจากจะเป็นสีที่มีความสดใสรับวันใหม่แล้ว ก็ยังเป็นสีที่ช่วยกระตุ้นความอยากอาหารได้เป็นอย่างดีจึงควรจะใช้สีเหล่านี้ในการทาสีห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร ส่วนสีที่ไม่ควรที่ใช้ได้แก่ สีเขียว สีเหลือง และสีฟ้า เพราะตามหลัก จิตวิทยาสี แล้ว สีเหล่านี้จะส่งผลให้ความอยากอาหารนั้นลดลงไปมากเลยทีเดียว
ขอบคุณรูปจาก: MODTAGE Design
ห้องเด็ก
ผนังห้องนอนของเด็ก ๆ มักจะถูกตกแต่งด้วยสีสันสดใสอย่างสีฟ้า ชมพู เหลือง และเขียวพาสเทล เพื่อเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ แต่ก็ไม่ฉูดฉาดจนเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์ที่มากเกินไป
ขอบคุณรูปจาก: Emily Gilbert
ห้องออกกำลังกาย
เนื่องจากว่าการออกกำลังกายถือเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูงจึงเหมาะกับการทาสีแดงซึ่งเป็นสีแห่งความกระตือรือร้น และนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกอีกว่า สีแดงยังช่วยในการเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายให้ดีและกระฉับกระเฉงมากขึ้นอีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
หลักการทาสีห้องตามหลัก จิตวิทยาสี เป็นเพียงตัวช่วยในการตัดสินในเลือกสีต่าง ๆ ให้กับห้องเพราะเราควรที่จะได้เลือกสีห้องที่ตนเองชื่นชอบเสียมากกว่า และหลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้วหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตกแต่งบ้านหลังจากที่ซื้อบ้านใหม่จาก Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์หลากหลายสไตล์ แล้วอย่าลืมดูแลรักษาผนังของคุณให้คงสภาพดีอยู่เหมือนเดิมเพื่อบ้านที่สวยงามน่าอยู่กันนด้วยนะคะ
อ่านบทความ สีทาบ้านเสริมสิริมงคล ทาแล้วมีแต่ปังกับปัง!!