Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์” หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดประโยคนี้มาตั้งแต่เด็ก และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป บางคนใช้เวลาว่างไปกับการท่องเที่ยว บางคนใช้เวลาว่างไปกับการดูหนังฟังเพลงที่ชอบ หรือบางคนชอบที่จะใช้เวลาว่างคือการนอน ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบความถนัดในด้านที่ไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือก็คือการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกรูปแบบหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นอีกกิจกรรมเสริมความรู้ อาหารสมองดีๆ ให้เราได้เหมือนกัน วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำหนังสือดีน่าอ่านครึ่งปีหลัง 2020 ว่ามีหนังสือสไตล์ไหนบ้างที่อ่านสนุก และแฝงแง่คิด เชื่อว่าถ้าอ่านจบแล้วคุณต้องอยากบอกต่อให้เพื่อนอย่างแน่นอน
1. Put the Right Me Right Job กี่ดราม่าก็ฆ่ามนุษย์ออฟฟิศไม่ได้
งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข เป็นมนุษย์ออฟฟิศมันไม่ง่าย พร้อมมาหาคำตอบพึ่งพาทางใจของเหล่ามนุษย์ออฟฟิศกับ “ท้อฟฟี แบรดชอว์” คอลัมนิสต์จากคอลัมน์ “GAME ON, BITCH !”บทความตอบปัญหาดราม่าในที่ทำงานสุดร้อนแรงจาก THE STANDARD ที่คนอ่านพร้อมใจกันแชร์ลอยๆ ให้หัวหน้าและเพื่อนร่วมงานคู่กรณีอ่าน มาใช้เวลาว่างพร้อมรับวิธีคิดที่เต็มไปด้วยพลังบวกจากหนังสือเล่มนี้ แล้วลุยต่อในวันพรุ่งนี้เพื่อให้รู้ว่าทุกดราม่าก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้เลย
2. ของขวัญจากบ๊อบ
เมื่อไม่นานมานี้หลายคนคงทราบข่าวการจากไปของ “บ๊อบ” เจ้าแมวจรที่ได้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตชายติดยาคนหนึ่งที่มีนามว่า “เจมส์” ผู้ที่จมอยู่กับความรู้สึกเกลียดชังตัวเองมานานเป็นสิบปี ช่างเป็นเรื่องที่แสนพิเศษสำหรับเจมส์ที่เจอเจ้าแมวข้างถนนตัวหนึ่งที่ทำให้ชายคนนี้ได้ค้นพบความหมายของชีวิต ที่จะพาเราย้อนความทรงจำเกี่ยวกับคริสต์มาสของเจมส์ในอดีต และเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงคริสต์มาสของเขาในปัจจุบันเมื่อบ๊อบก้าวเข้ามาในชีวิต หนังสือเล่มนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีให้กับผู้อ่าน พร้อมทำให้หัวใจพองโตจากเรื่องราวของเจมส์และบ๊อบ
3. วะบิ ซะบิ : แด่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต
“วะบิ ซะบิ” คือปรัชญาเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ฝังร่างลึกอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน ซึ่งได้รับการแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างกว้างขวาง แต่ถ้าหากถามคนญี่ปุ่นว่า “วะบิ ซะบิ” คืออะไร ก็แทบไม่มีคนญี่ปุ่นคนไหนตอบได้ตรงๆ โดย “เบท เคมป์ตัน” นักเขียนหญิงที่ได้รับการยอมรับว่าเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลึกซึ้ง เธอได้แกะรอย “วะบิ ซะบิ” ว่ามันคือสิ่งใดและมีประโยชน์อะไรที่เราสามารถหยิบจับมาใช้ได้ เธออกตามหาความหมายตั้งแต่ที่บ่อน้ำในวัดศักสิทธิ์ตามตำนานของซามูไร ไปจนถึงแนวทางการออกแบบของดีไซเนอร์ชื่อดัง เพื่อมากลั่นวิถีของปรัชญาอันเก่าแก่ออกมาเป็นแนวคิดและวิธีปฏิบัติ เพื่อนำมาใช้ในโลกแห่งชีวิตจริง โดยแท้จริงแล้วชีวิตที่ดีคือชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบ เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตเรานั้นเปล่งประกายงดงามขึ้นมาแทนที่
4. จีน-อเมริกา : จากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี ถึงสงครามเย็น 2.0
ผู้เขียนเริ่มต้นจากการเล่าเรื่องราวที่ดูจริงจังให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและสนุก โดยมีเนื้อหาตั้งแต่เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนของจีนและอเมริกา สอดแทรกแนวคิดและมุมมองที่น่าสนใจจากผู้เขียน สะท้อนการปะทะและการแยกตัวระหว่างสองยักษ์ใหญ่ที่เดิมเคยเป็นมิตรพึ่งพากัน แต่วันนี้กลับมาห้ำหั่นแข่งขันกันอย่างรอบด้าน เริ่มต้นจากสงครามการค้า สู่สงครามเทคโนโลยี และกำลังขยายผลเป็นสงครามเย็น 2.0 ที่แตกต่างจากสงครามเย็นครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
5. ทฤษฎีความเหงา Alone”s Theory
หนังสือที่ว่าด้วยเรื่องของความสัมพันธ์จากมุมมองความรักของผู้หญิงคนหนึ่งใน 3 สถานะ ตั้งแต่ การแอบรัก (in love), การได้รักกัน (in relationship) และเรื่องราวของการจากลา (broken heart) เราทุกคนล้วนหลีกเลี่ยงไม่ได้จากสถานะเหล่านี้ ทุกความสัมพันธ์ย่อมมีวันจากลา และความสัมพันธ์ที่เรามั่นใจจะอยู่ถึงวันสุดท้ายของชีวิตก็ไม่มีอะไรที่มั่นคงเสมอไป แต่การที่ได้ตกหลุมรักใครสักคนและการที่ได้รัก ได้ส่งความรู้สึกดีๆ ให้กันและกัน ย่อมเป็นสิ่งที่งดงามและทำให้หัวใจของเราอบอุ่นขึ้นมา
หวังว่าหนังสือทั้งหมด 5 เล่ม ที่เราคัดสรรมาแนะนำจะทำให้ผู้อ่านทุกคนสนุก อ่านเพลินแถมได้แง่คิดดีๆ พร้อมรับแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เพื่อนๆ สามารถหาซื้อหนังสือที่ชอบได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่เรารวบรวมทุกอย่างไว้ให้คุณ
Nov 26, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หนังสือ และ ภาพยนตร์ เป็นศิลปะ 2 แขนงที่สามารถผสมผสานได้อย่างลงตัว ด้วยความเหมือนของการคิดสร้างสรรค์งานทั้งสองประเภทที่ต้องใช้ความคิดในการเล่าเรื่องราวให้สละสลวยน่าอ่านน่าชม
จากหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมานาน เพราะด้วยเอกลักษณ์ของหนังสือเกิดจากการใช้คำที่สวยงามจินตนาการง่าย มีเรื่องราวที่น่าติดตาม และสะท้อนอารมณ์ของตัวละครได้ดี สู่ภาพยนตร์ ที่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจากภาพ แสง และเสียงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพยนตร์ ที่สะท้อนอารมณ์ เนื้อเรื่อง หรือข้อความที่ต้องการสื่อ
ทำให้การสร้างภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องทั้งในและต่างประเทศก็เกิดขึ้นจากหนังสือนิยายที่ได้รับความนิยมมาก่อนแล้ว และวันนี้เราจะมาแนะนำหนังสือนิยายน่าอ่านที่ได้รับความนิยมจนกลายมาเป็นภาพยนตร์อันโด่งดัง
5 หนังสือ สู่ ภาพยนตร์
Harry Potter
ถ้าหากจะพูดถึงนิยายอันโด่งดังในใจของหลายคน ก็คงจะหนีไม่พ้น Harry Poter หนังสือนิยายแฟนตาซีสัญชาติอังกฤษที่เขียนโดย เจ. เค. โรว์ลิง บอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดหนุ่ม ซึ่งออกหนังสือนิยายมาถึง 7 เล่ม มีการแปลภาษาไปถึง 80 ภาษาทั่วโลก รวมทั้งหมดกว่า 500 ล้านเล่ม
ส่วนภาพยนตร์ชุด Harry Poter นั้นทีมเขียนบทได้ทำการแบ่งนิยายทั้ง 7 เล่มให้กลายเป็นภาพยนตร์ทั้งหมด 8 ภาค ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงเรื่องราวและแก่นเรื่องของหนังสือไว้ได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีรายได้ถึง 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมากพอ ๆ กับหนังสือนิยายเลยทีเดียว
The Hunger Games
อีกหนึ่งภาพยนตร์ชุดแนวแอ็กชันที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้ง 4 ภาคอย่าง The Hunger Games ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีการดัดแปลงมาจากนิยายชุด 3 เล่มอันโด่งดังที่มีชื่อเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาที่ถูกเขียนขึ้นโดย ซูซาน คอลลินส์
โดยเรื่องราวในหนังสือและภาพยนตร์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่า ‘ชีวิต’ เพื่อกลายเป็นที่หนึ่ง สะท้อนถึงระบบทุนนิยมและความรุนแรงในโลกยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี รับรองว่า ทั้งสนุก ลุ้นระทึก และหวาดเสียวแน่นอน
Alice in Wonderland
Alice in Wonderland เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีที่มีเรื่องราวมาจากนวนิยายสุดคลาสสิกของลูอิส แคร์รอล เรื่อง Alice’s Adventures in Wonderland ในปี 1856 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัยในโครงกระต่ายของเด็กหญิงวัย 19 ปี ที่ร่างกายหดเล็กลง ซึ่งถึงแม้เรื่องราวในภาพยนตร์และหนังสือจะมีความน่ารักสดใส แต่มันแฝงไปด้วยประสบการณ์อันยากลำบากของ “การเติบโต” และ “การค้นพบตัวเอง” ที่ทุกคนต้องเผชิญ
Twilight
ภาพยนตร์ชุดแวมไพร์อย่าง Twilight เป็นภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือนิยายความรักสุดโรแมนติก ของสเตเฟนี เมเยอร์ ซึ่งได้รับรางวัลระดับโลกมากมายไม่ว่าจะเป็น The New York Times, USA Toda และ สมาคมห้องสมุดแห่งอเมริกา
ซึ่งทั้งตัวภาพยนตร์และหนังสือนั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักระหว่าง เบลล่า สวอน หญิงสาววัยรุ่นและแวมไพร์หนุ่มนาม เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ที่ทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ โดยภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้มีทั้งหมด 5 ภาคให้ติดตามชมกัน
Peter Rabbit
Peter Rabbit เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กสุดคลาสสิกจากประเทศอังกฤษที่ใครหลายคนน่าจะรู้จัก ตั้งแต่ปี 1902 ที่ถูกแต่งโดย เบียทริกซ์ พอตเตอร์ และด้วยความน่ารักของเจ้ากระต่ายน้อยปีเตอร์พร้อมครอบครัวที่เข้ามาขโมยผักผลไม้ในสวนนี้เอง ทำให้เกิดภาพยนตร์สุดน่ารักภาคต่อของตัวหนังสือนิทานที่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น ทั้งสนุกและซาบซึ้ง เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย
จบกันไปแล้วกับ 5 หนังสือน่าอ่านที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดภาพยนตร์ยอดฮิตหลาย ๆ เรื่อง และถ้าใครอยากอ่านหนังสือนิยาย นิทาน หรือวรรณกรรมต่าง ๆ Kaidee ก็มีหนังสือหนังสือมากมายหลากหลายสไตล์ให้คุณได้เลือกซื้อเช่นกัน
Nov 20, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ทุกคนเจอหนังสือเล่มโปรดที่ตราตรึงใจตอนอายุเท่าไรคะ เราเชื่อว่าหลายคนอาจจะได้รู้จักหนังสือเล่มโปรดจากห้องสมุดโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือในช่วงวัยรุ่น เพราะเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี บางประโยคจากหนังสือบางเล่มก็ยังคงอยู่ในใจหรือมีพลังมากพอจะเปลี่ยนมุมมองความคิดเราที่มีต่อบางเรื่องได้
วันนี้เราเลยขอเอาใจนัก(ชอบ)อ่านด้วยการมัดรวม 5 วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังจากห้าประเทศที่ชีวิตนี้ควรอ่านมาฝาก! มาทำความรู้จักทั้งห้าเล่มนี้ไปพร้อมกันเลยค่ะ
To Kill a Mockingbird – สหรัฐอเมริกา
(Credit: Harpercollins Publisher)
‘To Kill a Mockingbird’ หรือในชื่อไทย ‘ ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด’ เป็นวรรณกรรมสัญชาติอเมริกันซึ่งเป็นที่รักของคนหลากรุ่นหลายวัย ผลงานของ ‘Harper Lee’ นักเขียนชาวอเมริกันชื่อดัง การันตีคุณภาพด้วยรางวัล ‘Pulitzer Prize’ และยอดตีพิมพ์กว่า 30 ล้านเล่มทั่วโลก!
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘Atticus Finch’ ทนายหนุ่มที่พยายามล้างมลทินให้ ‘Tom Robinson’ ชายผิวดำผู้ถูกกล่าวหาว่าข่นขืนหญิงสาวผิวขาวในปี 1930
ด้วยเนื้อหาที่สอดแทรกประเด็นสังคมในสมัยนั้น ทั้งความอยุติธรรมทางชาติพันธ์ุ สิทธิที่พลเมืองพึงมีอย่างเท่าเทียม การกล่าวโทษผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งบทบาททางเพศ ซึ่งน่าเศร้าที่หลายประเด็นยังคงไม่หายไปจากสังคมเสียทีเดียว
จึงไม่แปลกใจที่ To Kill a Mockingbird จะได้รับความรักอย่างท่วมท้นและกลายเป็นหนังสือที่ถูกบรรจุในการหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง ทว่าก็มีบางที่มองว่าเนื้อหารุนแรงจนถึงขั้นแบนหนังสือเล่มนี้ในโรงเรียนเลยทีเดียว
My Sweet Orange Tree – บราซิล
(Credit: Candlewick Press)
หากใครเคยแวะเวียนหรือแวบผ่านหมวดวรรณกรรมตามร้านหนังสือ อาจจะพอคุ้นชื่อ ‘My Sweet Orange Tree’ หรือ ‘ต้นส้มแสนรัก’ บ้าง
วรรณกรรมเล่มนี้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ‘José Mauro de Vasconcelos’ นักเขียนบราซิล ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาโปรตุเกสเมื่อปี 1968 ปัจจุบันได้รับการแปลแล้วกว่า 32 ภาษาและตีพิมพ์กว่า 19 ประเทศทั่วโลก
เรื่องราวของ ‘Zeze’ เด็กชายวัยห้าขวบแสนซน จินตนาการกว้างไกล ขี้แกล้ง ผู้เชื่อว่าเขามีปีศาจอยู่ในตัว เด็กชายต้องเผชิญกับเรื่องราวทุกข์ใจสารพัดทั้งความยากไร้ ครอบครัว และสังคม เราจะได้เห็นชีวิตเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางบาดแผลและความงดงาม
นอกจาก ‘My Sweet Orange Tree’ หรือ ‘ต้นส้มแสนรัก’ จะได้ตีพิมพ์ทั่วโลก ยังมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ด้วย สามารถไปหาดูเพื่อเพิ่มอรรถรสได้เลยค่ะ
Stay Where You Are and Then Leave – ไอร์แลนด์
(Credit: Penguin Random House Children's UK)
‘Stay Where You Are and Then Leave’ วรรณกรรมสัญชาติไอริชที่ถูกนำมาแปลเป็นไทยในชื่อแสนกินใจ ‘พ่อกับผมและบางสิ่งที่หายไปในสงคราม’ แต่งโดย ‘John Boyne’ นักเขียนชาวไอริชเจ้าของผลงาน ‘The Boy in the Striped Pajamas’ หรือ ‘เด็กชายในชุดนอนลายทาง’
ในหนังสือเล่มนี้ คุณจะได้พบกับเรื่องราวครอบครัว ‘Summerfield’ ที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชีวิตในวัยห้าขวบหมาด ๆ ของ ‘Alfie’ พลิกผันเมื่อสงครามปะทุขึ้นและผู้เป็นพ่อต้องไปเป็นทหารสู้รบในสงครามครั้งยิ่งใหญ่
นับเป็นเรื่องราวแสนเศร้าที่ถ่ายทอดได้อย่างงดงาม คุณจะได้เห็นอีกแง่มุมผลกระทบที่เกิดจากสงครามซึ่งไม่เพียงกระทบในระดับชาติหรือระดับโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับชีวิตคนธรรมดาเดินดินทั่วไปทั้งช่วงสงครามและหลังสงคราม บางสิ่งในชีวิตพวกเขาถูกสงครามพรากไปตลอดกาลและไม่อาจหวนคืนได้
Animal Farm – อังกฤษ
(Credit:Houghton Mifflin Harcourt)
นิยายสั้นเชิงอุปมานิทัศน์ เสียดสีสังคมแสบ ๆ คัน ๆ จากอังกฤษของ ‘George Orwell’ นักเขียนระดับตำนาน เรื่องนี้บอกเลยว่าต้องอ่าน!
‘George Orwell’ เขียนนิยายเรื่องนี้เพื่อเสียดสีการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการปกครองของ Stalin โดยถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของกลุ่มสัตว์ที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติมนุษย์เจ้าของฟาร์ม หวังสร้างสังคมสัตว์ที่ปกครองกันเองด้วยความเท่าเทียม ทว่าภายใต้การปกครองของ ‘Napoleon’ เจ้าหมูเผด็จการ ทุกอย่างกลับค่อย ๆ ย่ำแย่เหมือนก่อนปฏิวัติ
วรรณกรรมเรื่องนี้อาจต้องอาศัยภูมิหลังความรู้ด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์จริงเล็กน้อยเพื่อให้เราสนุกและเข้าใจเนื้อหาที่ต้องการสื่อมากขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าเล่มนี้อ่านแล้ววางไม่ลงแน่นอน!
Life of Pi – แคนาดา
(Credit:Houghton Mifflin Harcourt)
ปิดท้ายกันที่นิยายปรัชญาสัญชาติแคนาดาของนักเขียนชาวแคนาดา-ฝรั่งเศสอย่าง ‘Yann Martel’ ที่ได้ตีพิมพ์ใน 50 ประเทศและขายได้กว่า 12 ล้านเล่มทั่วโลก!
ไม่เพียงเท่านั้น! นิยายเล่มนี้ยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อดัง แถมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe Awards ถึงสามสาขา!
‘Life of Pi’ เป็นเรื่องราวของ ‘Pi’ เด็กหนุ่มชาวอินเดียผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือแตก เขาใช้เวลากว่า 227 วันเอาตัวรอดท่ามกลางธรรมชาติ แต่เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มีเสือเบงกอลหนึ่งตัวที่จะร่วมผจญภัยไปด้วยกัน
ทว่านี่กลับไม่ใช่แค่เรื่องราวการผจญภัยธรรมดา คุณจะได้ร่วมไตร่ตรองและตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือแค่เรื่องเล่าจากมุมมองของคนคนหนึ่งเท่านั้น
ต้องบอกว่าวรรณกรรมเยาวชนทั้งห้าเล่มที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังคร่าว ๆ ครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน สำหรับใครที่กำลังมองหาหนังสือคุณภาพดีมือสองมาอ่านสักเล่มสองเล่ม แวะเข้าไปลองเสิร์ชและเลือกซื้อได้ที่ Kaidee เลยค่ะ เจอเล่มไหนถูกใจอยากแชร์ ก็บอกกันได้นะคะ ทางเราพร้อมอ่านมากค่ะ