May 7, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หากคุณกำลังเผชิญกับความเบื่อ เฉา เหงา ซึม กับการที่ต้องอยู่บ้านนานเกินไป… สิ่งหนึ่งที่ตบบ่าแล้วบอกให้เพื่อนๆ รู้ไว้ว่า “เราคือเพื่อนกัน”
ด้วยความที่สถานการณ์ช่วงนี้ เอื้อให้เราอยู่แต่บ้านเพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพกาย ทว่าการกระทำซ้ำๆ เหล่านั้น กลับไม่ช่วยให้สุขภาพใจของเราเบิกบานแต่อย่างใด หันซ้ายไปก็เจอกับ “จำนวนผู้ติดเชื้อ” ที่เพิ่มขึ้น หันขวาไปก็ “ฉันติดหรือยังนะ”
ในเมื่อความจริงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และเราน่าจะต้องอยู่กับเรื่องราวพวกนี้ไปอีกนาน มาหาวิธีมีความสุขกันแบบพอสังเขปในช่วงนี้กันดีกว่า ซึ่งหนึ่งในเวย์ที่ตัวเราเองเลือก คือการพาตัวเองหนีความจริง ด้วยการเข้าสู่โลกของตัวอักษร ท่องโลกกว้างไปกับเรื่องราวต่างๆ กับหนังสือท่องเที่ยว
แนะนำ 5 หนังสือท่องเที่ยวเล่มโปรด
เชื่อว่าหลายๆ คน “ตกหลุมรัก” การเดินทางท่องเที่ยวไม่ต่างจากเรา ไหนๆ ช่วงนี้ไปไหนไม่ได้ มาเพลิดเพลินกับเรื่องราวการเดินทางของคนอื่นไปพลาง เก็บ Destination และทำลิสต์ๆ ไปพลาง ถึงเราไม่ได้ไปเอง ได้เที่ยวผ่านเรื่องเล่าของคนอื่น ก็น่าจะพอทำให้ หัวใจของคุณ กระชุ่มกระชวยได้ไม่น้อย
มาดู 5 หนังสือท่องเที่ยวเล่มโปรดของเรากันค่ะ
1. บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล
นักเขียน : วิชัย มาตกุล สำนักพิมพ์ : แซลมอนบุ๊คส์ ราคา : 200 บาท
หากมีคนถามเราว่า “หนังสือท่องเที่ยว” อันดับต้นๆ ที่ปรารถนาให้คนอื่นได้อ่าน เราขอแนะนำหนังสือ “บันทึกการเดินทางของนายวิชัย มาตกุล คนไทยเชื้อสายจีนที่ไม่เคยไปประเทศจีนมาก่อน แต่ฝันว่าอยากไปกำแพงเมืองจีน อยากเห็นสนามกีฬารังนกสักครั้ง และซื้อรองเท้าไนกี้สักคู่”
ใช่ค่ะ นั่นคือชื่อหนังสือเวอร์ชั่นเต็มๆ ของคุณวิชัย
ด้วยความชอบส่วนตัวที่ “อิน” กับการเที่ยวประเทศจีนเป็นทุนเดิม ใครเป็นสายเดินทาง คงพอจะทราบว่า จีนมักเป็นทริปที่มีเรื่องเล่าสนุกๆ เกินความคาดหมายทั้งความยิ่งใหญ่ของสถานที่ ความหลากหลายของอาหารการกิน รวมถึงอัตลักษณ์พิเศษที่มีเฉพาะ “คนจีน” เท่านั้น
อะไรที่คุณไม่เคยพบเคยเจอ อะไรที่คุณไม่เคยเห็น คุณวิชัยจะพาคุณไปสัมผัสกับประสบการณ์การเที่ยวจีนในแง่มุมชวนยิ้ม ทั้งตลาดขายของก็อป กำแพงเมืองจีน ประธานเหมา เจ๋อ ตุง โจรล้วงกระเป๋า และที่พลาดไม่ได้ก็คือ ห้องน้ำ! !
เป็นหนึ่งในหนังสือไม่กี่เล่ม ที่เราใช้เวลาอ่านภายในหนึ่งวัน!
2. Live From Planet Earth สดจากโลกมนุษย์
นักเขียน : สิระ บุญสินสุข สำนักพิมพ์ : เดย์ โพเอทส์ ราคา : 345 บาท
หนังสือประสบการณ์ท่องโลกกว้างครั้งแรกของ “แพท สิระ” ซึ่งรวมเอา Passion ที่เรารักทั้งสองอย่างเอาไว้ในเรื่องเดียวกัน อย่าง “ดนตรีและการเดินทาง”
ดังนั้น นิยามง่ายๆ ของหนังสือ Live From Planet Earth สดจากโลกมนุษย์ จึงเป็นเรื่องของ “การท่องเที่ยวเชิงดนตรี” ของคนที่ไม่เคยอยากเดินทางไปไหน เพราะไม่เก็ทว่าการออกไปเจอโลกใบใหม่นั้น จะตอบคำถามอะไรในชีวิต กระทั่งพบว่าดนตรีดีๆ นี่แหละ ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เขาออกเดินทาง
“มิตรภาพระหว่างคนดนตรีแบบไม่จำกัดเชื้อชาติและสีผิว” คือหนึ่งในความสุขที่คุณจะพบในหนังสือเล่มนี้ ที่สำคัญระหว่างการเดินทาง คุณแพทยังมีกิมมิคเล็กๆ ด้วยการสอดแทรกเนื้อเพลงต่างๆ เอาไว้ ให้เราอินจนต้องหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชเพลงนั้นๆ เพื่อเปิดคลอระหว่างอ่าน นอกจากเปิดโลกการเดินทางแล้ว ยังเปิดโลกการฟังเพลงของเราไปอีกขั้นหนึ่งด้วย
3. Lonely Land ดินแดนเดียวดาย
นักเขียน : เบลล์ จิรเดช / jirabell สำนักพิมพ์ : บันบุ๊คส์ ราคา : 270 บาท
เข้าสู่ “ดินแดนเดียวดาย” ของอีกหนึ่งนักเขียนคนโปรดของเรา อย่างคุณ “เบลล์ จิรเดช” ที่ตอนนี้อัปขึ้นไปเป็นบรรณาธิการนิตยสารสุดคูล ของเหล่าวัยรุ่นเมืองไทย อย่าง a day ไปเป็นที่เรียบร้อย
หนังสือเล่มนี้จะพาพวกเราโล้สำเภาโบราณ Duk Ling ไปพบความเดียวดายที่คนเหงาไม่เท่ากัน ใน “ฮ่องกง” ผ่านประสบการณ์และความทรงจำของพี่เบลล์ เมื่อครั้งที่เขาต้องกลับไปเยี่ยมญาติที่เมืองนั้น (เรือสำเภาโบราณ Duk Ling คือเรือไม้ที่จอดอยู่บริเวณอ่าววิคตอเรีย หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเกาะฮ่องกง)
ภายใต้เมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูงและความศิวิไลซ์มากมาย ความเดียวดายถูกถ่ายทอดด้วยการเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติแบบเหงาๆ ของพี่เบลล์ “ความอบอุ่นใจ” และรอยยิ้มที่มุมปากเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว ระหว่างที่เรากำลังซึมซับไปกับความรัก และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
4. LONG LONG WAY
นักเขียน : ศรภัทร ภัทราคร สำนักพิมพ์ : แซลมอนบุ๊คส์ ราคา : 340 บาท
มาต่อกันที่อีกหนึ่งหนังสือท่องเที่ยว ที่บอกเล่าการเดินทางผ่านมุมมองเฉพาะทางของอดีตสถาปนิก “ศรภัทร ภัทราคร” ผู้มองเห็นชีวิตในงานสถาปัตย์ ทั้งยังเป็นเจ้าของเพจ “decided to live full time in a hotel” อีกด้วย
จากแบ็คกราวนด์ที่ปูมาในย่อหน้าก่อน หลายคนน่าจะพอเดาได้แล้วว่า “LONG LONG WAY” เล่มนี้ คงเป็นหนังสือท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมอย่างแน่นอน ใครเป็นสาย Architecture น่าจะพึงพอใจเป็นแน่ ทั้งยังมีเกร็ดความรู้เรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ สอดแทรกให้คุณอ่านอย่างเพลิดเพลิน
ยิ่งเป็นการเดินทาง 7 ประเทศในยุโรปแล้ว ยิ่งเต็มไปด้วยความรื่นรมย์กับงานศิลปะในประเทศต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์และเรื่องราวเฉพาะตัว ได้รู้ถึงที่มาที่ไปของสถานที่ต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้ ผ่านแง่มุมที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเคยเข้าใจ เรียกได้ว่าเป็นหนังสืออีกเล่มที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ให้เราอยากไปเที่ยวยุโรปสักครั้งในชีวิต!
5. เที่ยวไม่ง้อไกด์เกาหลี โซล-ปูซาน
นักเขียน : เม ศศิญากร สำนักพิมพ์ : Tibbook ราคา : 365 บาท
เล่มสุดท้ายเป็นหนังสือท่องเที่ยวจ๋าๆ จัดเต็มในสไตล์ Guidebook ซึ่งเน้นขั้นตอน วิธีการต่างๆ How to ไปเที่ยวด้วยตัวเองอย่างไรให้รอดและแฮปปี้ มีอะไรที่คุณต้องรู้ก่อนไป หรือไปแล้วต้องไปที่ไหน กินอะไร ต้องช้อปที่ไหน มั่นใจได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้มีคำตอบให้คุณแน่นอน
“เที่ยวไม่ง้อไกด์เกาหลี โซล-ปูซาน” เล่มนี้จะพาคุณเพลิดเพลินไปกับทุกย่านดังในโซลถึง 5 วันเต็ม ก่อนพาลัดเลาะออกไปเมืองอื่นๆ รอบโซล ทั้งอินชอน ซูวอน และสวนสนุกเอเวอร์แลนด์ เกาะนามิ ฯลฯ จากนั้นพาลงใต้ รับลมชิลล์ๆ ไปกับเมืองตากอากาศริมทะเลชื่อดัง อย่าง “ปูซาน”
ครบถ้วนกับทุกไฮไลต์ ทั้งแพลนเที่ยว ข้อมูลการเดินทาง รายละเอียดสถานที่เที่ยว แผนที่ครบทุกย่าน ทุกเมือง ดูง่ายสบายตา เรียกว่าทำการบ้านเอาไว้ให้แน่น พร้อมเมื่อไรก็ออกเดินทางได้ทันที!
เที่ยวทิพย์ผ่านหนังสือท่องเที่ยว
5 หนังสือท่องเที่ยว ที่แนะนำไปนั้น เราตั้งใจคัดสรรมาให้หลากหลายแนว มีความเฉพาะเจาะจงบ้างในแต่ละศาสตร์ ทั้งดนตรีและดีไซน์ สอดแทรกด้วยประสบการณ์ฮาๆ และความทรงจำสุดอุ่นใจให้อ่านกันได้เพลินๆ ไป จนถึงเที่ยวตามได้จริงเลยก็มี เพื่อให้ถูกใจกับไลฟ์สไตล์แต่ละคนมากที่สุด
เชื่อว่าช่วงนี้หลายคนน่าจะมีเวลาว่างกันมากขึ้น อย่าปล่อยให้ตัวเองเฉาไปกับข้อมูลข่าวสาร แบ่งเวลามาเติมแพชชันและแรงบันดาลใจดีๆ ในสิ่งที่คุณรัก ด้วย “หนังสือ” ดีๆ สักเล่ม ให้ตัวอักษรพาเราเพลิดเพลินไปกับโลกกว้าง
ขับเคลื่อนชีวิตให้มีความหวัง ด้วยหนังสือดีๆ ที่ kaidee
Mar 25, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ถ้าคุณเป็นคนที่อยากจะเริ่มทำธุรกิจสักอย่าง แต่ก็กลัวจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไป ก็ต้องมีการศึกษาความรู้ทางการตลาดสักหน่อย ซึ่งหลักการเหล่านี้จะช่วยให้คุณทราบถึงข้อมูลธุรกิจของคุณจากการวิเคราะห์ส่วนประกอบต่าง ๆ และถ้าหากจะกล่าวถึงความรู้ทางการตลาดที่เป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจก็คงจะหนีไม่พ้น การวิเคราะห์ ‘SWOT’ Analysis ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดขององค์กร ที่นำไปใช้เพื่อการพัฒนาการทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จ
ซึ่งรู้ไหมว่าในปัจจุบันมีเทคนิคการวางแผนธุรกิจที่คล้ายกับหลักการที่กล่าวไปข้างต้นอยู่อีกหนึ่งหลักการคือ ‘SOAR’ Analysis ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน และเราก็เชื่อว่ายังมีหลายคนที่อาจจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร ? แล้วทั้งสองเทคนิคต่างกันอย่างไร ? วันนี้เราจะมาอธิบายให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อม ๆ กัน
SWOT Analysis คืออะไร ?
ขอบคุณรูปจาก: adamsmediagroup.com
SWOT Analysis ถือเป็นหลักการวิเคราะห์ทางการตลาดขององค์กรแบบพื้นฐานที่จะช่วยให้คุณสามารถสร้างความได้เปรียบทางการตลาดโดยใช้ข้อมูลในสถานการณ์ ณ ขณะนั้น เพื่อหาแนวทางการทำการตลาดและแก้ไขปัญหา หลักการนี้ถูกใช้งานในการวางแผนครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1960 และได้รับความนิยมเรื่อยมากจนถึงปัจจุบัน
โดยเป็นตัวย่อขององค์ประกอบ 4 ส่วนด้วยกัน ดังนี้
Strengths หรือ จุดแข็ง ที่เป็นข้อได้เปรียบทางการตลาดในด้านต่าง ๆ (ผู้วิเคราะห์อาจใช้หลักการในการเทียบกับคู่แข่งก็ได้) ซึ่งแบรนด์อาจวิเคราะห์ได้จากหลักการ 4P หรือ ส่วนผสมทางการตลาด ทั้งราคา สินค้า สถานที่จัดจำหน่าย โปรโมชัน ต้นทุน ชื่อเสียง หรือความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
Weaknesses หรือ จุดอ่อน ที่ภภายในองค์กรที่ด้อยกว่าคู่แข่งทางการตลาด หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นด้านที่อยู่ในทางตรงกันข้ามกับ Strengths ซึ่งปัจจัยภายในองค์กรเหล่านี้ควรที่จะได้รับการแก้ไข เช่น ราคาที่แพงกว่า ต้นทุนที่สูงกว่า หรือความหลากหลายของสินค้าที่น้อยกว่า เป็นต้น
Opportunities หรือ โอกาส เป็นปัจจัยภายนอกขององค์กรหรือสภาพแวดล้อมในสังคม ที่สามารถนำมาใช้เพื่อให้ธุรกิจเกิดการเติบโตและได้เปรียบมากกว่าองค์กรคู่แข่ง เช่น สถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสถานการณ์ขององค์กรคู่แข่ง เป็นต้น โดยเราสามารถรวบรวมข้อมูลมาจากข่าวสารหรือสื่อต่าง ๆ มาวิเคราะห์องค์ประกอบส่วนนี้ได้
Threats หรือ อุปสรรคภายนอกองค์กรที่จะทำให้ธุรกิจเกิดผลกระทบทางลบต่าง ๆ เช่น การเปิดตัวขององค์กรคู่แข่งที่จะแย่งกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด เทคโนโลยีที่จะมาแทนสินค้าขององค์กร หรือแม้แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในปัจจุบัน ก็ถือเป็น Threats ได้เช่นกัน
SOAR Analysis คืออะไร ?
‘SOAR’ Analysis มีความคล้ายคลึงกับหลัก SWOT Analysis ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งหลักการ SOAR เป็นหลักการวิเคราะห์องค์กรที่ถูกพัฒนาขึ้นผ่านการตั้งคำถามใน 11 แง่มุม คือ การสร้างนวัตกรรม การสร้างผลิตภาพ การเรียนรู้ในองค์กร การสร้างแรงจูงใจภายใน การสร้างแรงจูงใจภายนอก บรรยากาศ การทำงานเป็นทีม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การลดต้นทุน การเพิ่มรายได้ การบริหารความเสี่ยง และภาวะผู้นำ โดยนอกจากการวางแผนกลยุทธ์ทางการสื่อสารแล้ว หลักการ SOAR ยังช่วยในการวางแผนการตลาดและพัฒนาองค์กรให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย
ส่วนคำว่า SOAR ก็เป็นการนำตัวย่อขององค์ประกอบทั้ง 4 ด้านมาเรียงต่อกันเป็น 1 คำเช่นเดียวกันกับหลัก SWOR ซึ่งหลัก SOAR สามารถแบ่งได้ ดังนี้
Strength หรือ จุดแข็ง ที่มองจากภายในและภายนอกที่สามารถควบคุมได้ ในด้านต่าง ๆ ที่อยู่เหนือกว่าองค์กรคู่แข่ง ทั้งจากตัวองค์กรหรือพนักงานภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็น นวัตกรรม ตำแหน่งท่ตั้ง ทรัพยากร ทัศนคติ ต้นทุน หรือสิ่งที่พนักงานในองค์กรภูมิใจ เป็นต้น
Opportunities หรือ โอกาส ภายนอกที่อาจจะเกิดขึ้นได้เอง โดยที่องค์กรไม่สามารถควบคุมได้และส่งผลดีต่อองค์กร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกินขึ้นบ่อยนักก็ได้ เช่น คู่แข่งทางธุรกิจ กระแสสังคมที่เกิดขึ้น นโยบายขององค์กร หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
Aspirations หรือ เป้าหมาย ทางธุรกิจที่องค์กรอยากจะไปถึง หรือเป็นสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในอนาคตทั้งด้านวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์ หรือสิ่งที่ต้องการแก้ไข ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งก็ควรที่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับวิสัยทัศน์ขององค์กร เพื่อให้องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างถูกต้อง และง่ายดายมากยิ่งขึ้น
Results หรือ ผลลัพธ์ ที่องค์กรต้องการให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และสามารถประเมินได้ว่าบรรลุเป้าหมาย (Aspirations) นั้น ๆ เช่น KPI ของพนักงาน รายได้ต่อปี หรือมูลค่าส่วนแบ่งของการตลาด เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นตัวชี้วัดผลงานนั่นเอง
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง SWOT และ SOAR
SWOT SOAR S trength = จุดแข็ง หรือ ข้อได้เปรียบทางการตลาดS trength = จุดแข็ง หรือ ข้อได้เปรียบที่สามารถควบคุมได้W eaknesses = จุดอ่อน หรือจุดที่ด้อยกว่าคู่แข่งO pportunities = ภายนอกที่อาจจะเกิดขึ้นโดยที่ควบคุมไม่ได้และส่งผลดีต่อองค์กรO pportunities = โอกาส หรือ ปัจจัยภายนอกที่ทำให้ธุรกิจเติบโตA spirations = เป้าทางธุรกิจที่องค์กรต้องการจะไปถึงหรือสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นT hreats = อุปสรรคภายนอกที่จะทำให้เกิดผลกระทบทางลบR esults = ผลลัพธ์ที่องค์กรต้องการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
สรุปท้ายบทความ
สรุปได้ว่า เทคนิค SOAR เป็นการนำหลักการวิเคราะห์ทางการตลาดแบบ SWOT มาพัฒนาเพื่อตอบสนองกับมุมมองจากภายในองค์กรมากยิ่งขึ้น และเกิดการประเมินผลที่ถูกต้องแม่นยำมากกว่า
และนอกจากหลักการวิเคราะห์ทางการตลาดทั้งสองเทคนิคแล้ว ยังมีหลักการวิเคราะห์การตลาดโดยใช้กลยุทธ์อื่น ๆ อีกมากมายให้เรียนรู้กันเพื่อรายได้ของธุรกิจที่มากขึ้น
อ่านแล้วถ้าให้สนใจลงขายของออนไลน์ Kaidee ก็เป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมการซื้อขายออนไลน์ ที่มีให้เลือกหลากหลายประเภทเลยล่ะ
Dec 25, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ทุกคนมีฤดูที่ชอบกันไหมคะ? ฤดูกาลที่เราตั้งตารอให้มาถึง ฤดูกาลที่แค่นึกถึงก็แฮปปี้ ฤดูกาลที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศที่เราชอบ สำหรับเราคนที่เปิดแอร์ 28 องศายังขนแขนลุกอาจจะดูย้อนแย้งไปหน่อยถ้าบอกว่าชอบฤดูหนาว
แต่ขอยืนยันว่าเราชอบความเป็นฤดูหนาวมาก ๆ บรรยากาศเย็น ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ก็หลับสบาย เวลาขึ้นเหนือก็ได้เห็นหมอกสวยที่เป็นใจให้หาโกโก้ร้อน ๆ มาจิบสักแก้ว หรือถ้าไม่ได้ไปไหนไกล ก็อาจจะอยู่บ้านหาหนังสือสักเล่มมาอ่านชิล ๆ ได้
วันนี้เราเลยอยากขนลิสต์หนังสือที่เหมาะกับการอ่านช่วงฤดูหนาวมาฝากกัน 8 เล่ม 8 สไตล์ ไปแอบส่องมินิรีวิวจากเราเลยดีกว่าว่าเล่มไหนอ่านแล้วหัวใจอบอุ่นที่สุดในช่วงฤดูหนาว
เมื่อท้องฟ้าแจ่มใส ฉันจะออกไปพบเธอ
ผู้แต่ง: อีดูโอ
ประเดิมด้วยนวนิยายรักโรแมนติกออกใหม่ล่าสุดอย่าง ‘เมื่อท้องฟ้าแจ่มใส ฉันจะออกไปพบเธอ’ หรือในชื่อภาษาเกาหลีว่า ‘날씨가 좋으면 찾아가겠어요’ (I’ll Find You on a Beautiful Day) ที่เคยทำเป็นซีรีส์เกาหลีทางช่อง JTBC มาแล้ว
เป็นเรื่องราวความรักแสนอบอุ่นท่ามกลางฤดูหนาวในหมู่บ้านพุกฮย็อนแถบชนบทของ ‘มกแฮว็อน’ ที่กลับมาอยู่ ‘โฮดูเฮาส์’ เกสต์เฮาส์ซึ่งเป็นบ้านเกิดตัวเองหลังไปทำงานในเมืองหลวง และ ‘อิมอึนซ็อบ’ เจ้าของร้านหนังสือ ‘กู้ดไนต์’ ผู้มีมกแฮว็อนเป็นรักแรก
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือกลิ่นอายความอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงที่หนาวที่สุด รวมทั้งการสอดแทรกเอาเรื่องราวและโควตที่น่าสนใจจากหนังสือเล่มอื่น ๆ มาบอกเล่าผ่านตัวละครในชมรมหนังสือที่มักจะมารวมตัวกันที่ร้านหนังสือของอิมอึนซ็อบ
นอกจากนี้ยังได้ร่วมอบอุ่นใจไปกับความสัมพันธ์หลากหลายในเรื่อง ทั้งความรักแสนอบอุ่นของอิมอึนซ็อบและมกแฮว็อน ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวอิมอึนซ็อบที่ดูจะสมบูรณ์แบบแต่กลับซ่อนจุดเปราะบางที่สุดไว้ หรือแม้แต่เรื่องราวของมย็องยอ น้าสาวของมกแฮว็อนกับอดีตที่เธอไม่อาจปล่อยไปได้
หากใครกำลังมองหานวนิยายสนุก ๆ ที่มีครบทุกรสและช่วยเยียวยาจิตใจได้ ลองเก็บเล่มนี้ไว้เป็นตัวเลือกได้เลยค่ะ
ดาวหางเหนือทางรถไฟ
ผู้แต่ง: ทรงกลด บางยี่ขัน
บันทึกการเดินทางของคุณทรงกลด บางยี่ขันกับทริปรถไฟสายที่ยาวที่สุดในโลก แค่ระยะทางนั่งรถไฟอย่างเดียวก็ใช้เวลาถึง 6 วัน 6 คืน ผ่าน 3 ประเทศ ทั้งจีน มองโกเลีย และรัสเซีย
เสน่ห์ของหนังสือบันทึกการเดินทางเล่มนี้คือความละเอียดละออและการเก็บรายละเอียดที่น่าสนใจในแต่ละสถานที่ที่เป็นทางผ่านสู่ปลายทางของรถไฟสายนี้ และภาษาที่เรียบง่ายแต่มักสอดแทรกคำพูดหรือเรื่องราวชวนให้ฉุกคิด
เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะถูกใจทั้งคนที่มีทริปรถไฟทรานส์ไซบีเรียเป็นทริปในฝันและคนที่อยากมองหาหนังสือบันทึกเดินทางที่เรียบง่ายแต่กินใจ อ่านเพลินจนลืมเวลาเลย ขนาดเราที่ไม่ได้คิดอยากไปมาก่อน อ่านแล้วยังอยากเก็บกระเป๋า นั่งรถไฟ 6 วัน 6 คืนออกไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ ในสามดินแดนแบบคุณทรงกลดเลย
สองเงาในเกาหลี
ผู้แต่ง: ทรงกลด บางยี่ขัน
อีกหนึ่งบันทึกการเดินทางที่อ่านแล้วจะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจแม้ในวันหนาวมาก เรื่องราวการเดินทางไปเกาหลีในช่วงฤดูหนาวคนเดียวที่ต่อให้หนาวแต่กลับไม่เหงาอย่างที่คิดของคุณทรงกลด
ความบังเอิญทำให้เขาได้เจอเพื่อนร่วมทางที่อยู่เกสต์เฮาส์เดียวกัน โปรแกรมทัวร์เดียวกัน จนเกิดเป็นมิตรภาพระหว่างทางที่อบอุ่นพอจะคลายหนาวในอากาศอุณหภูมิติดลบได้
ถึงหนังสือเล่มนี้จะจัดอยู่ในหมวดบันทึกการเดินทาง แต่เราขอยกให้เป็นนิยายโรแมนติกที่ไม่มีฉากโรแมนติก แต่อ่านแล้วเขิน อาจจะเป็นเพราะสไตล์การเขียนที่เรียบง่ายแต่ลีลาการเลือกคำสอดแทรกรสชาติหวานน้อยอร่อยนานไว้ ผสมผสานบรรยากาศเกาหลีฤดูหนาวที่ละมุนละไมเป็นใจให้โรแมนติก
หน้าหนาวนี้ ใครกำลังมองหาหนังสือเล่มไม่หนาที่อ่านแล้วอยากอ่านอีก เราขอแนะนำเรื่องนี้มาก ๆ เลยค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าบันทึกการเดินทางสุดโรแมนติกแบบหวานน้อยแต่อร่อยร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นอย่างไร
ใบไม้ผลิที่รอคอย
ผู้แต่ง: ทอริล ไอเด
วรรณกรรมในดวงใจเยาวชนนอร์เวย์ที่เหมาะกับหน้าหนาวที่สุด! สัมผัสเรื่องราวของ ‘อันนา’ เด็กสาววัยสิบเอ็ดขวบที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนหลากหลายเรื่องที่กระหน่ำเข้ามาเหมือนพายุหิมะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัวแตกแยก เพื่อน และความรักครั้งแรก
เธอจึงเฝ้ารอให้ฤดูหนาวที่มีแต่ปัญหาถาโถมผ่านไป แต่แล้วเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่รอคอยมาถึง กลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิด วรรณกรรมเรื่องนี้เหมาะกับคนที่อยากหาวรรณกรรมอ่านง่าย สบาย ๆ เนื้อเรื่องสนุกสนาน อ่านเพลิน
เราจำได้เลยว่าเจอหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกตอนสมัยอยู่ประถม ถ้าเป็นตอนนี้ส่วนใหญ่ที่หาเจอจะเป็นมือสองซะส่วนมาก แต่ถึงหนังสือเล่มนี้จะเก่าแค่ไหน แต่หยิบมาอ่านช่วงหน้าหนาวทีไรก็เข้ากั๊นเข้ากัน
Let It Snow: Three Holiday Romances
ผู้แต่ง: Maureen Johnson, John Green ,and Lauren Myracle
ถ้าอยากซื้อเล่มเดียวได้อ่านถึงสามเรื่องสามเรื่องสามรส ต้องนี่เลย ‘Let It Snow: Three Holiday Romances’ นวนิยายรักโรแมนติกเกี่ยวกับเรื่องราวสามรสสามแบบที่เกิดขึ้นพร้อมกันในเมือง Gracetown ช่วงเทศกาลคริสต์มาส ซึ่ง Netflix ได้นำมาดัดแปลงทำเป็นภาพยนตร์ด้วย
ทั้งสามเรื่องที่ว่าคือ The Jubilee Express, A Cheertastic Christmas Miracle ,และ The Patron Saint of Pigs ที่จะมีเส้นเรื่องแตกต่างและชวนติดตามคนละแบบ
ขอบอกเลยว่าใครเลิฟบรรยากาศเทศกาลคริสต์มาสไม่ควรพลาดเรื่องนี้ เพราะคุณจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศฤดูหนาวเคล้าความรื่นเริงของเทศกาลในมุมมองที่อาจจะมีกิมมิกแตกต่างออกไป
Eleanor & Park
ผู้แต่ง: Rainbow Rowell
อยากให้หัวใจคุณกระชุ่มกระชวยในช่วงฤดูหนาวไหมคะ เรื่องราวความรักสุดแสนจั๊กจี้หัวใจของสาวผมแดง Eleanor และหนุ่มตี๋ Park ที่ผูกพันกันผ่านหนังสือและเสียงดนตรีในนวนิยายรักวัยรุ่น ‘Eleanor & Park’
เสน่ห์เรื่องนี้อยู่ที่การใช้ภาษาของตัวผู้เขียนที่อ่านง่าย อ่านเพลิน ชวนอมยิ้มทุกครั้งที่พลิกอ่านบทใหม่ แต่อย่าเพิ่งคิดว่านวนิยายเรื่องนี้จะรสชาติหวานเจี๊ยบอย่างเดียว เพราะมีทั้งเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตาและเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง
หากคุณเลือกอ่านเรื่องนี้ คงเหมือนได้ท่องไปในโลกหนุ่มสาวไฮสคูลที่กำลังใหม่กับอะไรหลายอย่างทั้งเรื่องเพื่อน ความรัก และครอบครัว ประเด็นสังคมที่สอดแทรกเข้ามาในนิยายอย่างวัฒนธรรม Bullying เองก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นชัดในเรื่อง
โดยรวมแล้วถือเป็นอีกเรื่องที่อ่านง่ายอ่านเพลิน เผลอ ๆ อ่านแล้วอาจจะอยากมีคนมาแชร์เพลงเพราะ ๆ สักเพลง หนังสือดี ๆ สักเล่มในช่วงหน้าหนาวแบบนี้ก็ได้
หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง
ผู้แต่ง: Italo Calvino
ปิดท้ายกันที่นวนิยายแปลที่เหมาะกับช่วงฤดูหนาวตั้งแต่ชื่อเรื่องอย่าง ‘หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง’ โดย Italo Calvino นักเขียนชื่อดังชาวอิตาลี ถึงแม้จะเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1979 แต่ก็ยังคงเป็นหนังสือที่หยิบมาอ่านสนุกได้
เป็นเรื่องราวหนังสือซ้อนหนังสือของตัวเอกที่ถูกเรียกแทนด้วยสรรพนามว่า ‘คุณ’ แต่ละบทจะแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเป็นเรื่องของตัวละครพยายามอ่านหนังสือที่กำลังอ่านให้จบ และในส่วนที่สองเป็นเรื่องราวที่ตัวละครค้นพบเรื่องต่าง ๆ ที่ไม่เคยมีตอนจบ
เสน่ห์ของเรื่องนี้คือวิธีการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ เหมือนได้อ่านแต่บทเปิดของนิยาย แต่ไม่มีตอนจบมาแทรกในเส้นเรื่องหลัก เรียกว่าเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ที่แหกขนบธรรมเนียมการเขียนทั่วไปจนหมดสิ้น ถือเป็นหนังสือชวนติดตามที่สามารถแต่งแต้มสีสันให้ค่ำคืนในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี
สรุป
ในช่วงอากาศหนาว ๆ แบบนี้ ถ้าใครอยากหาหนังสือที่อ่านในช่วงหน้าหนาวแล้วอบอุ่นหัวใจ เรามี 8 หนังสือหลากสไตล์มาแนะนำกัน เรียกว่าครบทั้งนวนิยาย วรรณกรรม และบันทึกการเดินทางที่จะให้คุณได้สัมผัสถึงบรรยากาศช่วงฤดูหนาวที่แตกต่างกันจากหลายมุมโลก
ใครที่อยากหาซื้อไปอ่านชิลในอากาศหนาว ๆ ลองแวะเข้ามาเลือกช้อปเลือกชมหนังสือมือสองกันได้ที่ Kaidee อ่านเล่มไหนแล้วอบอุ่นหัวใจ แวะมาแชร์ให้กันฟังบ้างนะคะ
Dec 23, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สำหรับเทรนด์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน นอกจากจะใช้ชีวิตวิถี New Normal เพราะเจ้าไวรัสร้าย อย่างโควิด 19 แล้วเทคโนโลยีทันสมัยอย่างแพลตฟอร์มออนไลน์ ก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่เรียกได้ว่า เป็นแหล่งความเจริญของโลกออนไลน์
ขนาดแอปพลิเคชันในการสร้างสังคมไร้เงินสด ไทยก็นับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถสร้างแอปพลิเคชัน Internet Banking ได้อย่างเสถียรเกือบที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจสำหรับวิถีชีวิตของคนไทยที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด จากการใช้ชีวิตแบบอนาล็อกเข้าสู่การใช้ชีวิตดิจิทัลแบบเต็มตัว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสำหรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคม คือการที่ผู้คนเริ่มอ่านหนังสือน้อยลง กิจการร้านหนังสือและสำนักพิมพ์เริ่มปิดตัวลงทีละแห่ง เพราะผู้คนนิยมเสพสื่อที่สามารถเข้าใจได้ง่ายและอยู่บนสังคมออนไลน์
เห็นได้ว่าคนในปัจจุบันมักจะนิยมเปิด Netflix มากกว่าเปิดแอปเพื่ออ่านวรรณกรรม เนื่องจากการดูหนังหรือซีรีส์ จะช่วยสร้างสุนทรีย์ในการเข้าใจเนื้อหาได้มากกว่า เพราะการนำเสนอผ่านหนังจะช่วยให้คุณเห็นภาพและเนื้อหาซึ่งย่อยง่ายกว่าการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านตัวอักษร
ยิ่งควบคู่กันกับวิถีการใช้ชีวิตของคนไทย ที่ชีวิตมีความเคร่งเครียดจากการเรียนและการทำงานกับตัวหนังสืออยู่ในทุกวัน จนกลายเป็นอาการ “เอียน” ตัวอักษรขึ้นมา
รวมถึงวรรณกรรมในสมัยก่อน นอกจากจะเป็นเรื่องที่จริงจัง ไม่ประโลมโลกแล้ว ยังเน้นนำเสนอความจริงที่เสียดสีสังคมจนหลายคนหวาดกลัวในชุดความคิดที่แฝงมาในวรรณกรรมเหล่านี้ เลยกลายเป็นกระแสต่อต้านและไม่นิยมหนังสือในสังคมไทยขึ้นมา และเป็นที่มาของหนึ่งในที่มาของวลี
คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่เกิน 7 บรรทัด
7 หนังสือน่าสนใจที่อ่านง่าย เข้าใจไม่ยาก!
การเข้าใจซึ่งธรรมชาติการอ่านของคนในสังคม คือสิ่งที่อยากให้หลายคนเข้าใจมากขึ้น แม้ว่าหนังสือหลายชิ้นจะผลิตออกมาในทุก ๆ ปี ทว่าจำนวนคนอ่านกลับสวนทางจนน่าเสียดาย ดังนั้นต้องเริ่มจากรูปแบบความคิดก่อนว่า การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องยากและไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ หลายเรื่องสนุกสนานเหมือนภาพยนตร์สักเรื่องเลยล่ะ การเริ่มต้นเลือกน่าหนังสือสักเรื่อง อาจเริ่มจาก 7 เรื่องต่อจากนี้ก่อนก็ได้!
1.รหัสลับพันธุกรรมฆาตกร プラチナデータ – สำนักพิมพ์ Bibli
ผู้เขียน : Higashino Keigo (ฮิงาชิโนะ เคโงะ) ผู้แปล : หนึ่งฤทัย ปราดเปรียว
รีวิว 7 บรรทัด
“นักเขียนชาวอาทิตย์อุทัย ผู้โด่งดัง จากผลงานนิยายหลากหลายเรื่อง”
“ภาษาอ่านง่าย เข้าใจไม่ยาก”
“นิยายแนวสืบสวน ระทึกขวัญ มีฉากน่ากลัวบ้าง แต่เลือดไม่สาดแน่นอน!”
“การดำเนินเรื่องค่อนข้างเป็นเส้นตรง”
“หาฆาตกรจาก DNA ได้ทั้งรูปพรรณสัณฐาน และการคาดคะเนที่เรียกได้ว่ามาเหนือ”
“ตัวเอกมีบุคลิกที่โดดเด่น บอกได้ตั้งแต่ปรากฏตัวเลยว่า นี่มันพระเอก!”
“จุดที่น่าสนใจที่สุดคือบุคลิกของพระเอก ที่อาจเป็นปมหลักของเรื่อง”
รีวิวตัวเต็ม
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเรื่องนี้คือ การที่นิยายโด่งดังจนถูกนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ในประเทศญี่ปุ่น และเป็นผลงานจากนักเขียนเลื่องชื่ออย่าง ฮิงาชิโนะ เคโงะ ผู้ฝากผลงานการเขียนโด่งดังไว้อย่างมากมาย
แต่สิ่งที่จะทำให้เหล่าผู้อ่านหนังสือ 7 บรรทัดจะต้องปลื้ม คือการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมาและการแปลที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างไม่ปิดบัง ทำให้เรื่องนี้อ่านได้อย่างเข้าใจง่าย แม้ว่าจะเป็นนิยายสืบสวนระทึกขวัญก็ตาม
นอกจากนี้ปมปริศนาที่ผู้เขียนได้วางเอาไว้ จากฉากการเปิดตัว “คากุระ ริวเฮ” ภายในสายตาของผู้อื่น เขาดูเป็นบุคคลลึกลับและเต็มไปด้วยปริศนา ทว่ากลับฉลาดเฉลียวเสียจนน่าตกใจ
แต่ทว่าวันหนึ่งเครื่องมือตัว DNA ที่เขาภาคภูมิใจ ถูกใครบางคนนำมาสร้างผลกระทบย้อนกลับ กลายเป็นเขาเองที่เป็นฆาตกรในคดีฆ่าเพื่อนร่วมทีม ความน่าสนใจจากพล็อตเรื่องตรงนี้ เพราะริวเฮมีสองบุคลิก เราไม่สามารถบอกได้เลยว่า “ริวเฮไม่ใช่ฆาตกร” เพราะถึงแม้เราจะเชียร์ตัวเอกอย่างเขา
ทว่าเราก็ไม่สามารถรับประกันได้ทั้งใจว่า ตัวเขาอีกคน ไม่ใช่ผู้กระทำหรือผู้สมรู้ร่วมคิด เราจึงต้องร่วมลุ้นไปกับการล้างมลทินให้ตัวเองของริวเฮว่าเขาจะทำให้ความแม่นยำของจักรกลอัจฉริยะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ได้หรือไม่ การสืบสวนที่เสียดสีสภาพสังคมญี่ปุ่นในการมองมนุษย์ในสภาพการทำงานคล้ายจักรกลและเชื่อถือความแม่นยำจากคอมพิวเตอร์ มากกว่าจิตใจมนุษย์คือสิ่งที่นิยายเรื่องนี้พยายามสื่อออกมา
2. กษัตริย์ – Kledthaibook
ผู้เขียน : เดวิด เกรเบอร์ และนิกา ดูบรอฟสกี ผู้แปล: เก่งกิจ กิติเรียงลาภ
รีวิว 7 บรรทัด
“เรื่องเล่าคล้ายคลึงเรื่องสั้น เป็นการตั้งชื่อตอนด้วยคำถามน่าสนใจ”
“มีภาพสีประกอบหลายภาพ มีจุดพักสายตาค่อนข้างเยอะ”
“ความน่าสนใจของการเล่าเรื่องจากมนุษย์ธรรมดาสู่กษัตริย์”
“จัดอยู่ในหมวดหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เล่าเรื่องสนุก ไม่น่าเบื่อ”
“การเสียดสีสังคมของชนชั้น “กษัตริย์” ตรงกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน”
“หนังสือแปล ที่ให้ความรู้สึกเหมือนคนไทยเขียน อ่านแล้วไม่สะดุดการใช้ภาษาเลย”
“ราคาไม่แพง เล่มละ 180 แต่ได้อะไรหลักล้าน”
รีวิวตัวเต็ม
หนังสือที่เมื่อคุณเดินเข้าบูธในงานไป แล้วคนในสำนักพิมพ์ พากันกรูเข้ามาขายเรื่องนี้ด้วยความรู้อัดแน่นอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งยังตั้งคำถามเชิงปรัชญาให้ขบคิด เพื่อเป็นการกรุยทางสู่การขายหนังสือ “กษัตริย์” เล่มนี้
การเริ่มเล่าเรื่อง ที่ตั้งคำถามเป็นตอน ๆ ก่อนจะแทรกเรื่องราวในประวัติศาสตร์และความเป็นมาในอดีต ก่อนจะมาเป็นกษัตริย์ที่เราเชื่อถือในปัจจุบัน ต้องบอกว่าหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างขายดี และไม่มีการวางขายในร้านหนังสือทั่วไป ต้องสั่งโดยตรงจากทางสำนักพิมพ์หรืองานที่เรื่องนี้ไปออกบูธ
เรียกได้ว่าเป็นโชคดีของผู้เขียน ที่ได้หนังสือเล่มนี้มาอ่าน และค้นพบว่านอกจากจะเขียนเล่าเรื่องได้ดี และสนุกมากแล้ว ยังทำให้ได้คิดถึงประเด็นอย่างความเป็นมาของกษัตริย์บนโลกใบนี้ เพราะแท้จริงแล้วกษัตริย์ไม่ได้มีมาตั้งแต่มนุษย์ถือกำเนิด แต่เหตุใดกัน โลกนี้ถึงมีชนชั้น “กษัตริย์” เกิดขึ้นและฝังรากยาวนานถึงทุกวันนี้กันนะ ?
คำตอบของคำถาม ล้วนแล้วแต่อยู่ในหนังสือเล่มนี้แล้ว ทั้งอุปนิสัยของกษัตริย์ วิถีการคิดที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน จุดกำเนิดของเรื่องราวเหล่านี้เริ่มต้นและกลายเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร คือสิ่งที่หนังสือเรื่องนี้ต้องการกระตุ้นให้คนสืบค้นที่มามากขึ้น มากกว่าการปิดตาและหลงเชื่อคำพูดของผู้คน
3. The Morning Flight in Sad Fransico – SALMONBOOKS
ผู้เขียน : ธนชาติ ศิริภัทราชัย
รีวิว 7 บรรทัด
“หนังสืออ่านง่าย ฟอนต์ค่อนข้างใหญ่ ลักษณะการเล่าเรื่องแบบหนึ่งบรรทัดแล้วเว้นวรรค”
“โทนเรื่องค่อนข้างเศร้า”
“เป็นเรื่องสั้นหลากหลายเรื่องในเล่มเดียว”
“เน้นการดำเนินเรื่องด้วย “ความรู้สึก” ของคนรอบตัว”
“แม้การเปิดอ่านเพียงบทแรก ก็รู้สึกถึงคลื่นของ “ความหน่วงและเศร้า” ถาโถมเข้ามา”
“เล่าถึงเหตุการณ์และอารมณ์ของความเป็นมนุษย์”
“เรื่องง่าย ๆ ที่คุณมองข้ามไปในชีวิต แต่นึกขึ้นได้ยามสายไป”
รีวิวตัวเต็ม
แค่เปิดหน้าแรกของเรื่องสั้นเรื่องนี้ ก็สมกับชื่อเรื่อง The Morning Flight in Sad Fransico แค่การเกริ่นเรื่องก่อนเข้าเรื่องของผู้เขียน ความรู้สึกจากตัวอักษรก็พุ่งตรงเข้ามาในใจ ทั้งบรรยากาศความหน่วงกับความจริงที่เกิดขึ้นก็ทำให้ท้องฟ้าในตอนนี้ดูหม่นกว่าที่เคยทันที
สไตล์การเขียนและภาพวาดประกอบก็เป็นโทนน่ารักที่ไปด้วยกัน ทั้งสเปซช่องว่างการเล่าเรื่อง ทำให้มีจุดพักสายตาค่อนข้างเยอะ โดยการเขียนแบบหนึ่งบรรทัดแล้วเว้นลงมา ไม่ได้ทำให้การอ่านรู้สึกติดขัด แต่เหมือนเป็นการเบรกอารมณ์ก่อนจะไปยังประโยคถัดไป
ด้วยอารมณ์สีเทาในเรื่องเล่า ที่ดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่เห็นได้ทุกวัน แต่เรื่องเล่านั้นกลับมีรายละเอียดดีเทลมากมายของความรู้สึกอันเอ่อล้นอยู่ภายในเหตุการณ์ ทำให้ผู้อ่านเข้าใจและอินกับเรื่องสั้นได้มากกว่าเดิม
เรียกได้ว่า เป็นคลื่นอารมณ์สีเทาที่แผ่ออกมาตามตัวอักษร เหมือนความรู้สึกตอนคุณนั่งเครื่องบินและเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างเพียงลำพัง กับท้องฟ้าสีเทาอึมครึมแทนที่จะเป็นดวงอาทิตย์แสนสดใส
4. The Graveyard Book – Wonder
ผู้เขียน : Neil Gaiman ผู้แปล : ลมตะวัน
รีวิว 7 บรรทัด
“เด็กที่ถูกเลี้ยงในสุสาน ท่ามกลางมนุษย์และสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์”
“อีกหนึ่งวรรณกรรมสุดฮิตของ นีล เกแมน”
“ภาพและปกหนังสือมีความสวยงาม ชวนให้น่าอ่าน”
“วรรณกรรมเยาวชนที่จะทำให้คุณต้องร้องไห้ออกมา และได้ข้อคิดกลับไปอย่างมากมาย”
“ครอบครัวและความอบอุ่นของมนุษย์และอมนุษย์”
“ภาษามุมมองที่สาม บรรยายสถานการณ์และสภาพแวดล้อมได้สวยงาม”
“การเดินทางของเด็กชาย สู่โลกกว้าง”
รีวิวตัวเต็ม
เด็กน้อยนามว่า บ๊อด ผู้ถูกเลี้ยงจากครอบครัวที่เป็นวิญญาณ คนรอบตัวหรือเพื่อนของเขาล้วนเป็นวิญญาณด้วยกันหมด จนกระทั่งชายผู้หนึ่งนามว่า แจ็ค ได้มาตามหาเขาอยู่ตลอด และชายผู้นั้นเป็นคนที่ทำให้เขาเป็นกำพร้าตั้งแต่เป็นทารก
การเล่าเรื่องและความลุ้นระทึกในการเอาชีวิตรอดของบ๊อด จากเงื้อมือของฆาตกรที่หวังจะฆ่าเขาให้จนได้ และสภาวะครอบครัวที่แตกต่างจากผู้อื่น ทำให้บ๊อดต้องปรับตัวและสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์และอมนุษย์ให้ตนเอง สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
เนื้อเรื่องที่ดูแล้วแฟนตาซี แต่แฝงมาด้วยความละเอียดละอ่อน รวมถึงความอบอุ่นภายในครอบครัว ที่แม้จะอยู่คนละภพก็อยู่ร่วมกันได้ เรียกได้ว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่สร้างรอยยิ้มน้อย ๆ ให้กับคุณ และอาจทำให้คุณต้องร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งได้เช่นเดียวกัน
5. รัฐราชาชาติ – ฟ้าเดียวกัน
ผู้เขียน : ธงชัย วินิจจะกูล
รีวิว 7 บรรทัด
“หนังสือหมวดประวัติศาสตร์การเมืองที่คนให้ความสนใจมากที่สุดตอนนี้”
“เรื่องราวสะท้อนและเสียดสีสังคมในปัจจุบัน”
“ความเผ็ดร้อนของประเด็นทางการเมืองในปัจจุบันที่ถูกแทรกมาในเล่ม”
“ภาษาอ่านเข้าใจง่ายไม่ยาก เล่าเรื่องตรง ๆ”
“อธิบายคุณลักษณะของรัฐ ชาติ และชาตินิยมในประเทศไทย”
“ความแตกต่างในการสร้าง รัฐประชาชาติ และรัฐราชาชาติ”
“หนังสือประวัติศาสตร์ แต่ความสนุกในอดีตเหมือนถูกนำมาฉายซ้ำให้มีชีวิตขึ้นอีกครั้ง”
รีวิวตัวเต็ม
กระแสการเมืองในปัจจุบันเป็นสิ่งที่หลายคนปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นสิ่งที่กำลังมาแรงและเป็นที่จับตามองของคนหลากหลายวัย จากวลีที่ว่า “กลับไปศึกษาประวัติศาสตร์มาก่อน จะมาพูด” เป็นตัวกระตุ้นสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กวัยรุ่นและเหล่านักศึกษาหลายคน จูงมือกันไปงาน สร้างสีสันให้กับบูธหนังสือฟ้าเดียวกันให้อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
การเพิ่มจำนวนขึ้นของคนที่เข้าไปเยี่ยมชมบูธและหยิบหนังสือประวัติศาสตร์ทางการเมืองขึ้นมาสักเล่ม นับว่าเป็นกระแสที่สร้างความน่าตื่นเต้นและตื่นตัวให้กับเหล่าสำนักพิมพ์และงานหนังสือได้เป็นอย่างดี
ด้วยการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่าย ดำเนินเรื่องด้วยการอธิบายคอนเซปต์ พร้อมแทรกสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันลงไปในเล่ม ทำให้ผู้อ่านมีความอินในเนื้อหามากขึ้นกว่าเดิม จะกล่าวว่าเป็นการสุมไฟก็ไม่ได้ เพราะเน้นการถ่ายทอดประวัติศาสตร์ควบคู่กับการเล่าเหตุการณ์ปัจจุบันไปคู่กัน สะท้อนสถานการณ์และมุมมองต่อการเมืองของคนสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี
6. ยอดสตรีเป็นยากยิ่ง – Jamsai Publishing
ผู้เขียน : อิ๋นเซียนอวี่
รีวิว 7 บรรทัด
“นางเอกทะลุมิติไปยังยุคอดีต (ยุคจีนโบราณ)”
“แอบเป็นแมรี่ซูนิด ๆ มีพลังพิเศษแบบเติมทรูมาเต็ม”
“สังคมของการมีพลังวิเศษ ฝึกยุทธ์ต่าง ๆ ตามที่เห็นได้ทั่วไป”
“นางเอกสามารถสื่อสารคุยกับสัตว์และช่วยสถานะครอบครัวให้ดีขึ้น”
“เขา สนใจนางเอกจากพลังพิเศษ และจองตัวนางเอกเอาไว้”
“ภาษาบรรยายค่อนข้างสละสลวย มีคำศัพท์ในภาษาจีนอยู่”
“เนื้อเรื่องและการบรรยายค่อนข้างไหลลื่น”
รีวิวตัวเต็ม
อีกหนึ่งนิยายแปลจีน ที่ดำเนินเรื่องด้วยการให้สัตวแพทย์สาวผู้มีความสามารถในการสื่อสารกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทะลุมิติหลุดไปในยุคจีนโบราณ ที่นั่นเธอมีพี่ชายสองคน คนหนึ่งเก่งวรยุทธ์ อีกคนแม้ไม่เก่งเท่า แต่ก็สามารถฝึกยุทธ์ได้ ทว่าตัวเธอเองกลับเป็นบุคคลไร้พลัง พาให้คนดูถูกอยู่บ่อยครั้ง
แต่แล้วเธอก็ค้นพบว่า เธอมีพลังที่สามารถสื่อสารกับสัตว์ต่าง ๆ ได้ นี่จึงเป็นจุดที่เธอนำมาช่วยเหลือกอบกู้ชื่อเสื่องให้พี่ชายคนรอง และตัวเธอเอง ด้วยสัตว์วิเศษที่ยอมมาอยู่กับเธอนั่นเอง แต่ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ “เขา” ว่าที่พระเอกของเรื่อง สนใจในตัวเธอเองด้วยเช่นเดียวกัน
นี่คือเรื่องย่อของนวนิยายแปลที่มีความยาวหลากหลายเล่ม เพื่อเล่าเรื่องราวของชีวิตหญิงสาวผู้ทะลุมิติแต่มากด้วยความสามารถที่หวังจะกลายเป็นยอดสตรีในโลกแห่งนั้น ท่ามกลางสังคมและแนวคิดของผู้มีพลังคือผู้ที่แข็งแกร่งในยุคโบราณ ทั้งนี้ภาษาที่ใช้ก็ช่วยให้คุณช่วยพัฒนาคลังศัพท์ได้เป็นอย่างดี
7. ตกลงนายชอบฉันใช่มั้ย เล่ม1-2 – Rose Publishing
ผู้เขียน : หลี่ว์เทียนอี้ ผู้แปล : ธมน
รีวิว 7 บรรทัด
“นิยายวายแปลจีน เซ็ตติ้งโรงเรียนมัธยมที่นายเอกเห็นผี”
“วิธีเดียวที่จะไม่เห็นผี คือการเกาะติดคู่อริที่เกลียดขี้หน้า”
“นิยายวายรักวัยรุ่น ที่มาพร้อมปมปริศนาของผี”
“ภาษาอธิบายเข้าใจง่าย ค่อนข้างวัยรุ่น”
“เนื้อเรื่องดำเนินความรักแบบค่อยเป็นค่อยไป จากคู่อริสู่ความรักที่ก่อตัวขึ้นเพราะความใกล้ชิด”
“ครบรส ทั้งหวาน ฟิน เศร้า อ่านเรื่องเดียวคือรักเลย”
“รักในรั้วโรงเรียน ที่เกิดขึ้นให้หัวใจระหว่างคนทั้งคู่ จะทำให้ใจคุณสั่น”
รีวิวตัวเต็ม
นิยายวายหมวดมัธยมที่เป็นความรักในรั้วโรงเรียน ภาษาก็ใช้ระดับภาษาบรรยายทั่วไป ไม่ได้มีความหวือหวา หรือใช้ภาษาบรรยายโบราณแต่อย่างไร ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้ง่าย
เกิดขึ้นระหว่างคนสองคนที่ต่างไม่ชอบหน้ากัน เพราะตัวเอกอย่าง หลินเฟยหรัน ผู้แสนเย่อหยิ่ง นั้นกลับไม่ชอบขี้หน้าของกู้ข่ายเฟิงอย่างมาก ด้วยความหน้าตาดี ความรวย ความสามารถที่เก่งกาจ จนอันดับความโด่งดังหลินเฟยหรันร่วงลงปลิวเป็นใบไม้เลยทีเดียว
แต่อย่างว่า ถ้าเรื่องยังคงดำเนินเป็นเช่นนั้น ก็คงเป็นคู่กัดกันไปมาแล้วรักกัน สีสันเริ่มขึ้นจากการที่ หลินเฟยหรันผู้น่าสงสารได้รับมรดกตกทอดจากคุณปู่ที่เป็นหมอผี ทำให้เขาสามารถมองเห็นผีได้ ซึ่งหลินเฟยหรันไม่ต้องการอย่างมาก มีเพียงวิธีเดียวที่จะช่วยเขาจากเรื่องนี้ได้ คือ กู้ข่ายเฟิง ที่มีออร่าพลังหยางสุดแข็งแกร่ง แตะหนึ่งครั้งเขาจะไม่เห็นผีไปถึง 5 นาที
ปฏิบัติการทำให้ตัวเองไม่เห็นผีของหลินเฟยหรันก็เกิดขึ้น ทำให้คนทั้งคู่เริ่มขยับความสัมพันธ์เข้ามา จากฝ่ายที่เกลียดขี้หน้า กลับกลายเป็นความหวั่นไหวที่อีกฝ่ายขยันสร้างเสียเหลือเกิน เป็นแนวนิยายวายน่ารักสดใส วัยมัธยม ที่แม้จะมีผีแต่ก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดเท่าไรนัก
เทรนด์หนังสือประเภทไหนที่คนนิยมอ่าน
แน่นอนว่ามีกลุ่มที่ไม่นิยมการอ่าน ก็ต้องมีกลุ่มที่ยังนิยมการอ่านอยู่ เรามาดูกันดีกว่าว่า เทรนด์ในปี 2020 ที่กำลังจะก้าวไปยังปี 2021 ในไม่กี่วันนี้ คนกลุ่มนี้ให้ความสนใจกับหนังสือใดเป็นหลักกันบ้าง เพราะนอกจากจะเป็นการตามเทรนด์แล้ว ยังสามารถอ่าานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ตนเองได้ดีอีกด้วย ดังนั้นใครที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นอ่านหนังสืออย่างไรให้มีความสุข ต้องอย่าลืมดูหมวดหมู่น่าสนใจที่เหล่าหนอนหนังสือรักกันก่อน
1. หนังสือประวัติศาสตร์
เทรนด์ที่กำลังมาสำหรับปลายปี 2020 นี้ต้องเป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เพราะเป็นกระแสสังคมที่กำลังมาในสังคมไทย ทำให้กลุ่มเด็กวัยมัธยมถึงมหาลัย’ เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น เนื่องจากเป็นประเด็นที่ใกล้เคียงและเสียดสีสภาวะทางการเมืองของไทยได้เป็นอย่างดี
อย่างที่กล่าวกันว่า หากอยากชาติให้แข็งแกร่งและพัฒนามากกว่าเดิม เราจำเป็นต้องศึกษาอดีตอย่างประวัติศาสตร์ให้ครบอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่จะเรียนรู้และอดีตที่เคยพลั้งพลาด นำกลับมาพิจารณาและวิเคราะห์ให้ประวัติศาสตร์ไม่ดำเนินซ้ำรอยความผิดพลาดเก่า ๆ และพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม
2. หนังสือภาพ
เนื่องจากคนไทยเป็นกลุ่มนิยมเสพสื่อด้วย “ภาพ” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการเสพสื่อผ่านวิดีโอ, ภาพยนตร์และภาพถ่าย การเล่าเรื่องส่วนใหญ่จึงนิยมเริ่มต้นจากการใช้ภาพถ่ายมากกว่าตัวอักษร เพราะเพียงหนึ่งภาพสามารถสื่อความหมายได้แทบเท่าหนึ่งพารากราฟ ทั้งยังไม่ต้องเพ่งให้เหนื่อยและเสียสายตากับตัวหนังสือมากมาย
ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนที่มีอายุมากยิ่งขึ้น การอ่านเป็นเรื่องยากมาก เพราะต้องใช้แว่นสายตาและแว่นขยายในการอ่าน การดูเพียงภาพที่มีขนาดใหญ่ ที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้เกือบครบถ้วนเช่นเดียวกับตัวหนังสือ ย่อมเป็นสิ่งที่สร้างความนิยมได้มากกว่า
ทั้งนี้ภาวะที่เกิดขึ้นกับคนไทย ไม่ว่าจะอายุไหนๆ ก็เลือกการเสพสื่อด้วยภาพมากกว่าการเสพสื่อผ่านตัวอักษร บางครั้งความสวยงามของภาพทำให้คนเห็นภาพได้ชัดกว่าการจินตนาการภายในหัว นี่เลยเป็นเหตุผลที่ช่วงหลังคนนิยมดูซีรีส์มากกว่าการอ่านหนังสือในยามว่าง
ทว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะคนบางกลุ่มแม้จะปฏิเสธว่า การอ่านวรรณกรรมหรือหนังสือประวัติศาสตร์ที่มีความยาวเป็นสิ่งที่ตนไม่ชอบ แต่การได้อ่านหนังสือภาพที่มีภาพประกอบขนาดใหญ่และตัวอักษรไม่กี่บรรทัดให้เข้าใจง่าย ก็เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทั้งกลุ่มคนรักการอ่านหนังสือและกลุ่มผู้ไมชอบหนังสือเลยล่ะ
3. วรรณกรรมเยาวชน
ในวัยเรียนหลายคนอาจได้ลองหยิบจับวรรณกรรมเยาวชนมาอ่าน อาจด้วยเหตุผลที่ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตรภาคเรียน หรือความสนใจส่วนตัวเพื่อนำมาเขียนบันทึกการอ่านก็ตาม แต่บอกได้เลยวรรณกรรมเยาวชนเหล่านี้ ให้ “อะไร” มากกว่าที่คุณคิด
แม้จะใช้ชื่อหมวดว่า วรรณกรรมเยาวชน แต่ไม่ใช่เพียงแค่เยาวชนเท่านั้นที่ให้ความสนใจและอ่านหนังสือเหล่านี้ แต่รวมถึงผู้ใหญ่หลายคนก็ต่างชอบนิยายประเภทนี้ แม้บางเรื่องจะเป็นนิยายประโลมโลกแต่ก็สะท้อนความจริงทางสังคมบางอย่างอยู่ในทีด้วยเช่นเดียวกัน
4. นิยายวาย
ถึงแม้จะเป็น “นิยายวาย” ที่เรามักจะนิยามกันว่าเป็นนิยายชายรักชาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายอดขายหนังสือส่วนใหญ่ ก็มาจากนิยายประเภทนี้ ที่ยังคงมีผู้อ่านเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่เป็นรูปเล่มหรืออีบุ๊กก็ตาม
สาเหตุที่นิยายประเภทนี้ยังคงฮิตถล่มทลายในช่วงที่วงการหนังสือซบเซา ก็มาจากการนำนิยายประเภทนี้ไปดัดแปลงเป็นซีรีส์ให้หลายคนได้ชม โดยช่วงหลังมานี้หลายช่องเริ่มทำซีรีส์วายมากขึ้น ยิ่งทำให้กระแสนิยายวายแรงขึ้นเรื่อย ๆ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเภทหนังสือที่ผู้ซื้อมีกำลังซื้อค่อนข้างสูงและเป็นนับเป็นกลุ่มใหญ่
5. นิยายแปลจีน
อีกหนึ่งวรรณกรรมที่ขายดีใกล้เคียงกับนิยายวาย คือนิยายแปลจีน ไม่ว่าจะหมวดโรแมนติกเซ็ตติ้งแบบทะลุมิติไปในอดีต อนาคต และแม้แต่ทะลุไปในนิยายก็มี จากการสอบถามเหล่าสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ช่วงนี้ต้องนิยายแปลจีน!
เรียกได้ว่าเป็นคลื่นใต้น้ำที่เมื่อสิบปีก่อนคงนึกไม่ถึงว่า จะมีวันที่นิยายแปลจีนเหล่านี้กลับมาตีตลาดติดท็อปลมบนได้เช่นนี้ อาจเป็นผลจากซีรีส์จีนที่เข้ามาบทบาทในไทยมากขึ้น โดยซีรีส์ดังกล่าวหลายเรื่องดัดแปลงบทมาจากนิยาย ทำให้ผลจากซีรีส์ไปสู่นวนิยาย ที่หลายคนหันมาให้ความสนใจและจับจองซื้อมากยิ่งขึ้น
เก็บตกบรรยากาศและเหตุผลที่ชวนคุณมาอ่านหนังสือมากขึ้นในงาน Winter Book Fest 2020
หลังจากที่ได้ไปเดินงานเทศกาลหนังสือฤดูหนาวอย่าง Winter Book Fest 2020 ที่มาในคอนเซปต์ Gift me book ก็เป็นการเปิดโลกงานหนังสือ งานนี้ไม่ใช่งานใหญ่อย่างมหกรรมหนังสือที่เราคุ้นเคย แต่เป็นงานเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้หลากหลายสำนักพิมพ์นำหนังสือของตนเองมาอวดโฉมมากขึ้น
แม้จำนวนคนที่มาร่วมงานหนังสือแห่งนี้จะไม่มาก ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังสือหลายเล่มยังเป็นที่น่าสนใจกับคนบางกลุ่มอยู่ดี ถึงจะซบเซาแค่ไหน สำนักพิมพ์หลายเจ้าก็ยังไม่ละทิ้งจิตวิญญาณของหนังสือที่อยู่คู่มนุษย์มานับหลายปี
สาเหตุหลักที่คนเลิกอ่านหนังสือก็ได้กันกล่าวไปแล้ว ตอนนี้มาดูเหตุผลชวนให้คุณกลับมาอ่านหนังสือกันอีกครั้งกันดีกว่า ว่าเราควรจะกลับมาอ่านหนังสืออีกครั้งเพื่ออะไร
เรียนรู้ประวัติศาสตร์
จุดสำคัญในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ควรจะเกิดจากการอ่านไม่ใช่เพียงการดูภาพยนตร์ที่เกิดจากการเล่าของฝ่ายผู้ชนะแล้วความพึงพอใจของผู้กำกับเพียงอย่างเดียว เนื่องจากประวัติศาสตร์ต้องเรียนรู้จากหลายด้าน หลายผู้เล่า เราถึงจะสามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนมากขึ้น
ประวัติศาสตร์เหล่านี้มักถูกบันทึกและเขียนลงในหนังสือการเมืองประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจได้ครบถ้วนมากขึ้น ดังนั้นหากคุณอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้ครบถ้วน ก็แนะนำให้คุณอ่านผ่านตัวอักษรเหล่านี้จะดีที่สุด
เก็บรายละเอียดและความรู้สึก
การดูภาพยนตร์จะทำให้คุณรู้สึกอินกับตัวละครหรือการกระทำผ่านในหนังได้ง่ายกว่าการอ่านผ่านตัวอักษรที่ต้องใช้จินตนาการภาพมากขึ้น ทำให้บางคนยอมแพ้ก่อนจะที่จะเข้าใจความรู้สึกตัวละครเสียอีก
แต่อยากจะบอกจริง ๆ ว่าการอ่านหรือรับรู้ความรู้สึกตัวละครผ่านตัวอักษร จะทำให้คุณเข้าใจความคิดและการกระทำของคนเหล่านั้นได้ดีมากยิ่งขึ้น เพราะตัวอักษรจะสามารถเล่าเรื่องรวมถึงความรู้สึกได้ละเอียดมากกว่า พูดได้เลยว่า “บางครั้งอ่านไป ก็น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว”
เพิ่มพูนคลังศัพท์ของตัวคุณ
จากปัญหาที่เห็นในโลกสังคมออนไลน์ ที่บางคนเริ่มไม่เข้าใจ ภาษาหรือบริบทการใช้ภาษาในหนังสือแปล จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า เราควรใช้ภาษาแปลที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงทุกคน มากกว่าการสร้างภาษาให้สวยแต่คนบางกลุ่มไม่เข้าใจหรือเปล่า ?
ดังนั้นการอ่านหนังสือจะช่วยเพิ่มคลังศัพท์ให้คุณได้มากขึ้น ทั้งนี้คลังศัพท์เหล่านี้นอกจากจะเพิ่มความเข้าใจในการอ่านหนังสือแล้ว ยังช่วยเพิ่มให้ตัวคุณสามารถพัฒนาการสื่อสารด้วยตัวอักษรได้ดีขึ้นและมีความสละสลวยขึ้นกว่าเดิม
สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับงาน Winter Book Fest 2020 เพิ่มเติมได้ที่ : Winter Book Fest 2020
สรุปท้ายบทความ
การหาหนังสือเพื่ออ่านเบื้องต้นสามารถทำได้ โดยการเริ่มอ่านผ่านแอปหรือเว็บไซต์ที่ให้บริการหนังสือประเภทอิเล็กทรอนิกส์ หรือถ้าใครอยากได้หนังสือนิยายก็ไม่ต้องไปไกลถึงงาน ยกเว้นเสียแต่ว่าอยากอัปเดตเทรนด์หนังสือใหม่ที่ยังไม่เข้าร้าน ในกรณีที่คุณไม่อยากไปถึงงาน คุณสามารถสั่งหนังสืออ่านผ่านเว็บไซต์สำนักพิมพ์ก็ได้เช่นเดียวกัน
แต่ส่วนตัว ถ้าคุณเป็นคนที่คิดว่าการอ่านหนังสือมาแล้วต้องคอยเก็บเป็นเรื่องน่าเบื่อ แนะนำให้คุณอ่านหนังสือที่เป็นมือสอง เนื่องจากราคาเล่มที่ขายจะไม่แพง ทั้งยังสามารถปล่อยต่อในเว็บไซต์ได้อย่างไม่เสียดาย แถมได้เงินคืนอีกด้วย! คลิกเลย!
Dec 18, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สวัสดีครับผมชื่อ “มิน” เป็นอีกหนึ่งวันที่ผมนั้นมานั่งดื่มกาแฟชิล ๆ ที่ สามย่าน มิตรทาวน์ แล้วตอนที่ผมกำลังเดินไปที่ร้านกาแฟ ทันใดนั้นผมก็ได้เห็นป้ายประกาศของงาน Winter Book Fest เทศกาลหนังสือฤดูหนาว และแน่นอนด้วยความรักใคร่เป็นอย่างยิ่งในหนังสือของตัวผมเองที่มีมากอย่างเอ่อล้นออกมา (หลอก ๆ) มันกระทบเข้ามาในใจว่าต้องไป (จริง ๆ แล้วคือมินว่างอยู่นั่นแหละ)
ป้ายงานก็คือดูดีและมินิมอลมาก
ผมจึงไม่รอช้ามุ่งตรงไปทันทีที่ร้านกาแฟ เพื่อเติมพลังและดื่มกาแฟให้เรียบร้อยเสียก่อน และจึงเดินกลับไปดูที่ป้ายของงานอีกครั้ง จะได้รู้ว่างานนั้นจัดอยู่ที่ชั้นไหนกันแน่ ซึ่งงานนั้นจัดอยู่ที่ สามย่าน มิตรทาวน์ ชั้น 5 ตั้งแต่วันที่ 10-20 ธันวาคม 2563
งาน Winter Book Fest
ในตอนแรกเลยผมคิดว่างาน Winter Book Fest เนี่ย คงไม่ต่างเท่าไรกับงานขายหนังสือหรือร้านหนังสือทั่ว ๆ ไปตามห้างสรรพสินค้า แต่ในทันทีที่ผมเดินขึ้นไปที่งาน สิ่งแรกที่เห็นเลยก็คืองานศิลปะ (ซึ่งผมไม่รู้ว่างานแบบนี้มันเรียกว่างานอะไร) เต็มไปหมด แม้ว่าผมจะไม่อ่านหนังสือแต่เรื่องศิลปะนี่อดใจไม่ไหวจริง ๆ และแต่ละผลงานคือสวยมาก อดใจไม่ได้จริง ๆ ที่จะต้องถ่ายรูปเก็บไว้สักหน่อย
ใครมางานนี้ต้องมาถ่ายรูปมุมนี้นะ แนะนำสุด ๆ
หลังจากนั้นเมื่อเดินมาที่หน้างานก็จะพบว่า ต้องตรวจอุณหภูมิก่อนเข้า เพราะช่วงนี้แหละ โควิด-19 ที่ทำให้เรานั้นต้องระวังกันมากขึ้นไปอีก แถมช่วงนี้ยังเหมือนจะกลับมาระบาดอีกครั้งด้วย ทุกคนต้องระวังกันนะ
และอย่างที่ผมบอกไปปกติตัวผมเองนั้นไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเป็นทุนเดิม อ่านหนังสือมากที่สุดก็คงไม่พ้น หนังสือการ์ตูน หนังสือเรื่องสั้น นั่นคือเต็มที่ที่สุดแล้วจริง ๆ ที่จะเลือกซื้อ ด้วยความที่ผมไม่มีไอเดียในเรื่องของหนังสือเลย สิ่งเดียวที่คิดได้ในตอนนั้นก็คือ “ถาม” ใช่!! ความคิดของผมนั้นคือการเดินไปถามคนที่มาซื้อหนังสือในงานกันนี่แหละว่าเค้าซื้ออะไรกัน??
สอบถามเหล่าคนรักหนังสือในงาน
มุ่งหน้าไปเลยครับ!!
ไม่รีรอที่หาใครสักคนมาเป็นคนที่ผมจะขอคำปรึกษา ผมจึงพุ่งตรงไปหาคนให้สัมภาษณ์ซะเลย!! และไม่รู้ว่าด้วยท่าทางที่ดูจริงจังของผมรึเปล่า? เลยทำให้คนในงานต่างกลัวและก็ไม่ยอมให้สัมภาษณ์สักเท่าไร แต่ผมก็ไม่ย่อท้อ ยังคงหาต่อไป จนกระทั่งสุดท้ายผมก็ได้เจอ
พี่บอล
หนังสือนิยายชุด “สามเกลอ” เป็นหนึ่งในร้อยของหนังสือที่คนไทยควรอ่าน
ในที่สุดผมก็ได้คนสัมภาษณ์คนแรกเสียที เดินวนไปวนมาตั้งนาน พี่บอลได้บอกไว้ว่า วันนี้มาดูหนังสือจากสำนักพิมพ์ “แสงดาว” และได้ซื้อชุดหนังสือ “ปริศนาเจ้าสาวของอานนท์” ที่มีทั้งหมด 3 เล่มในชุดนั้น ซึ่งเป็นวรรณกรรมคลาสสิคสุดอมตะ เนื้อหานั้นเกี่ยวกับเรื่องของความรักของชายที่ชื่ออานนท์ นอกจากนี้พี่บอลได้บอกเอาไว้อีกว่า มีอีกหนึ่งหนังสือที่สนใจ นั่นก็คือเรื่อง สามเกลอ เป็นหนึ่งใน 100 หนังสือที่คนไทยควรต้องอ่าน ด้วยความสนุก ตลก และมีเนื้อหาที่เพ้อเจ้อในแบบที่คนไทยที่อ่านน่าจะหลงรักได้ง่าย ๆ
มีหลายเล่มมาก กลัวแล้ว!!
ผมเลยตามไปดูที่บูธหนังสือของค่ายแสงดาวในทันที แล้วก็เจอ!! ด้วยความวินเทจของหนังสือ มันเลยดูเข้ากับการออกแบบหน้าปกที่เหมือนทำให้เรานั้นย้อนไปอ่านหนังสือขายหัวเราะในวัยเด็กได้อีกครั้ง ใครที่ชอบหนังสือตลก ๆ ผ่อนคลายความเครียดไม่ควรพลาด!!
น้องจุฬา (คนหนึ่ง)
คนเราควรศึกษาเรื่อง สามัญสำนึก ในจิตใจบ้าง
น่าเสียดายที่น้องไม่ยอมให้ถ่ายรูปตัวน้องมาลง แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยน้องได้บอกเราไว้เรียบร้อยแล้วว่า น้องมางาน Winter Book Fest เพื่อบูธหนังสือจากสำนักพิมพ์ P.S. เพื่อรอการขายของหนังสือ ”I’ve never met a SUNSET I didn’t like.” (ไม่มีใครเป็นเจ้าของดวงอาทิตย์) แต่ทางสำนักพิมพ์นั้นผลิตออกมาไม่ทัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาบเป็นอย่างมาก แต่น้องยังได้หนังสือมาอีกเล่มและเป็นหนังสือที่แนะนำอีกด้วยนั่นก็คือ Common Sense เป็นหนังสือเรื่องของสามัญสำนึกของใจคนอีกด้วย
กลุ่มน้อง ๆ หอวัง
มีการ์ตูนสนุก ๆ อยู่มากมายให้เลือกอ่าน
วันนี้ที่น้อง ๆ เด็กหอวังกลุ่มนี้มาในงานเพื่อหาซื้อหนังสือการ์ตูนออกใหม่จากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ รวมไปถึงหาซื้อการ์ตูนวาย (เป็นประเภทหนึ่งของการ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักระหว่างชายและชายด้วยกัน) และหนังสือวรรณกรรมแปลของสำนักพิมพ์ Book Scape ซึ่งน้องก็ได้แนะนำหนังสือเรื่อง A Monster Call ที่ครั้งหนึ่งเคยทำเป็นภาพยนต์เมื่อปี พ.ศ. 2559 ออกมาด้วย ซึ่งน่าสนใจเลยทีเดียว
เด็กจุฬา (ผู้ชาย)
หนังสือออกใหม่ จะหาตามร้านหนังสือทั่วไป มันลำบาก
มาถึงหนุ่มคนสุดท้ายที่ผมเข้าไปถามแล้ว น้องคนนี้ดูเป็นสายการ์ตูนเหมือนกับผมเป็นอย่างมาก และเมื่อได้ถามเท่านั้นแหละ ก็เป็นเหมือนกับที่คาดเอาไว้ไม่มีผิด!! วันนี้น้องมาเลือกซื้อหนังสือการ์ตูนและไลท์โนเวล ซึ่งน้องได้แนะนำกับผมมาเรื่องหนึ่ง คือ นิยายเรื่อง Anohana พอได้ยินชื่อเท่านั้นแหละ ผมถึงกับยิ้มออกมา เพราะรู้ได้ในทันทีว่าเราทั้งคู่มีความชอบที่ใกล้เคียงกัน
กรี๊ดดดดดดดด~
Anohana (ดอกไม้ มิตรภาพ และความทรงจำ) เป็นการ์ตูนที่ผมชอบมาก ด้วยเนื่อเรื่องที่เล่าถึงความซาบซึ้งของคำว่า “เพื่อน” แต่ว่าฉบับนิยายนั้นจะแตกต่างกับเวอร์ชั่นการ์ตูนมากน้อยแค่ไหน ต้องไปพิสูจน์กันเอาเองนะ
พาทัวร์งานที่นอกเหนือจากหนังสือ
หลังจากที่ได้ถามและให้พี่ ๆ น้อง ๆ แนะนำหนังสือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็เป็นตาของผมเองแล้วที่จะเดินดูอะไรต่าง ๆ ภายในงานด้วยตัวเอง ซึ่งนอกจากหนังสือมากมายที่พากันมาลดราคากันอย่างหนักหน่วงแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ให้ทำ
นั่งร้านกลางงาน
สูงจนขาสั่นไปหมด แง
เป็นสิ่งแรกที่พอเดินเข้าไปในงาน จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลย คือ “นั่งร้าน” ที่ทางงานนั้นจัดมาให้ ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางของฮอลล์ เพื่อให้ทุกคนได้ขึ้นไปวิวของงานได้ 360 องศา และยังเป็นซิกเนเจอร์ของงานอีกด้วย ที่ใครได้มางาน Winter Book Fest จะต้องขึ้นมาถ่ายกันสักภาพก่อนที่จะกลับบ้าน อย่าลืมไปถ่ายกันด้วยล่ะ
ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ
นี่แหละวิถี slow life ที่ต้องการ
หนึ่งไฮไลท์จากร้าน Fathom Book Space ที่จัดมาเพื่อเหล่าคนที่ชอบหนังสือและกาแฟไปพร้อม ๆ ได้นั่งดูการดริฟกาแฟแบบสด ๆ ต่อหน้า (มีชนิดกาแฟให้เลือกลองกันด้วยนะ) ลองซื้อหนังสือสักเล่มมานั่งและพูดคุยกับพี่เจ้าของร้านแลกเปลี่ยนเรื่องหนังสือที่สนใจได้ ใครที่เป็นสายชิลหรือสายอินดี้ร้านนี้ต้องห้ามพลาด
เล่นบอร์ดเกม
เล่นกันดูน่าสนุกเชียว อยากเล่นบ้าง
อีกหนึ่งความน่าสนใจ ที่เดินผ่านแล้วต้อง เอ๊ะ!! เพราะว่าเขากำลังนั่งเล่นบอร์ดเกมกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งที่บูธ Siam Board Game มีบอร์ดเกมให้เลือกซื้อมากมาย และที่สำคัญคือ เกมทุกเกมแปลไทยมาให้แล้ว ศึกษาการเล่นได้ง่าย ๆ แถมมีตัวอย่างให้ทดลองเล่นก่อนตัดสินใจซื้อได้อีกด้วย ชวนเพื่อน ๆ ไปงานด้วยกันแล้วไปนั่งเล่นบอร์ดเกม ก็ได้ฟิลลิ่งอีกแบบดีเหมือนกัน
ห่อของขวัญ ฟรี!!
ห่อเอง น่ารักไหม??
ถ้าซื้อหนังสือในงานเพื่อมาเป็นของขวัญปีใหม่นี้ให้ใครสักคน ต้องมาที่มุมนี้เลย เพราะทางงานจัดเตรียมอุปกรณ์ไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็น กระดาษห่อของขวัญ เชือกรัด ริบบินต่าง ๆ ครบ เดินเข้ามาพร้อมหนังสือแล้ว D.I.Y. (Do it yourself) ตามสไตล์ของตัวเองได้ในทันที
ฟังเพลงชิล ๆ และฟังบรรยายภายในงาน
เขินนักร้อง >///<
ในแต่ละวันของงานนั้นจะมีศิลปินนักร้องและวิทยากรมากหน้าหลายตาที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาพูดแลกเปลี่ยนความคิดภายในงาน ซึ่งในแต่ละวันนั้นก็จะมีหัวข้อและแนวเพลงที่แตกต่างกันไป ใครที่จะไปงานเพื่อฟังเพลงฟิน ๆ เพลิน ๆ กับศิลปินที่ชื่นชอบสามารถคลิกเข้าไปดูตารางได้ที่
Facebook : Winter Book Fest
ซื้อฟิกเกอร์และของเล่น
ใครสายการ์ตูน อนิเมะ ต้องถูกใจสิ่งนี้!! หัวของ RX-78 ใหญ่จัด ๆ
นอกจากหนังสือแล้ว ยังมีสินค้าการ์ตูนลิขสิทธิ์มากมายที่นำเข้ามาขายภายในงาน ไม่ว่าจะเป็น Gundam, One Piece และอื่น ๆ พร้อมร่วมสนุกจับฉลากเมื่อซื้อของครบตามเงื่อนไข เพื่อลุ้นของรางวัลสุดพิเศษอีกด้วยนะ (วัดความเกลือได้ง่าย ๆ)
5 สายที่มางานนี้แล้วต้องโดนสิ่งนี้!!
กลับมาที่เรื่องของหนังสือกันบ้างดีกว่า หลังจากที่ผมได้ลองเดินดูงานทั่ว ๆ ได้ 2-3 รอบ ก็ได้เจอสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเลย ทั้งสิ่งที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่ในงานหนังสือได้ หรือของแปลก ๆ ก็มีให้เห็นเช่นเดียวกัน จะมีอะไรบ้าง? และเหมาะกับคนสายไหน? มาดูกันไปพร้อม ๆ กันดีกว่า
1. สายขี้เกียจอ่านหนังสือ
พี่ ๆ ที่บูธคือน่ารัก ยอมให้ถ่ายรูปด้วย
สำหรับใครที่ขี้เกียจอ่านหนังสือเหมือนกันกับผม บอกเลยว่าต้องไม่พลาดแอปนี้ “Storytel” เป็นแอปหนังสือเสียง อาจจะฟังดูงง ๆ มันคือการที่เหมือนเรานั้นเลือกหนังสือสักเล่นที่สนใจ โดยที่จะมีคนมาอ่านหนังสือเหล่านั้นให้คุณฟัง โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องอ่านเองเลย ซึ่งในงานนี้เค้าแจกโค้ดให้ลองใช้ได้ฟรีถึง 30 วันเลยทีเดียว ไปงานแล้วต้องลองมาใช้ให้คุ้ม
2. สายประหยัด
แค่คำว่า Buffet ก็ต้องกระโดดเข้าใส่
สำหรับคนที่มีงบไม่มากเท่าไรนัก แต่อยากได้หนังสือในปริมาณที่มาก ๆ เน้นความคุ้มค่าไว้ก่อน ต้องเข้ามาที่บูธสำนักพิมพ์ Salmon เลย เพราะเขาจัดมุมสำหรับสาย Buffet ทั้งหลาย ที่สามารถซื้อหนังสือได้ไม่อั้น ขอแค่ให้ใส่ในถุงที่ทางสำนักพิมพ์จัดไว้ให้ได้ก็พอ (ผมเห็นว่าเค้าใส่กันได้เป็นสิบ ๆ เล่มอยู่นะ) บอกเลยว่าคุ้มจัด ๆ
3. สายอาร์ต
สติ๊กเกอร์ยันต์อาร์ต ๆ ที่ไม่มีความหมาย…
Happening Shop เป็นอีกหนึ่งบูธที่ใครมาต้องเข้ามาดู เพราะทั้งร้านนั้นขายแต่ของอาร์ต ๆ น่ารักกุ๊กกิ๊ก ไม่ว่าจะเป็นโปสการ์ด สติ๊กเกอร์ แมสเก๋ ๆ รวมไปถึงหนังสือที่เกียวกับงานศิลปะ ที่มาให้ศึกษาอย่างอัดแน่น ใครที่กำลังทำงานสายนี้อยู่ มาหาซื้อหนังสือเพื่อเติมไอเดียบูธนี้จะทำคุณเสียเงิน และได้ความอิ่มเอมใจกลับบ้านไปอย่างแน่นอน
4. สายเข้าครัว
ความเป็นเชฟนี่พุ่งพล่าน
อนาคตมาสเตอร์เชฟอยู่ไม่ไกล เพียงเข้าไปบูธสำนักพิมพ์ a book ก็มีหนังสือสูตรอาหารให้ลองได้ฝึกปรือฝีมือและโชว์ลวดลายการทำอาหารได้ง่าย ๆ น่าจะถูกอกถูกใจพ่อบ้าน แม่บ้าน รวมไปถึงใครก็ตามที่สนใจ เข้ามาในบูธแล้วจะหลงรักโซนนี้แบบหัวปักหัวปำ
5. สายเติม Passion
หน้าปกน่าเก็บสะสมอะ
ใครที่กำลังมองหา Passion ในการทำสิ่งต่าง ๆ และถ้ายิ่งคุณเป็นแฟนเพลงของพี่แสตมป์ อภิวัชร์อยู่แล้ว หนังสือ My Playlist นั้นตอบโจทย์อย่างมาก เป็นหนังสือที่จะตีความเพลงของพี่แสตมป์ออกมาในรูปแบบใหม่ พร้อมให้ความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิมในเรื่องของความรัก และมาพร้อมเพลงประกอบการอ่านหนังสือเล่นนี้ถึง 5 เพลงเต็ม ๆ เมื่ออ่านจบเล่มแล้ว คุณจะได้ Passion กลับมา
สุดท้ายนี้
เป็นอีกหนึ่งงานที่มีความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือภายในงาน หรือกิจกรรมอื่น ๆ ภายในงาน ผมได้เจอผู้คนมากมายที่พร้อมจะคุยกันในเรื่องหนังสือ ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะรักการอ่านหนังสือหรือไม่ เพียงแค่อยู่ในงานก็มีคนพร้อมจะแนะนำหนังสือดี ๆ ที่เหมาะกับตัวคุณให้
และแล้วก็โดนตกเล่มนี้มา
และแน่นอนว่าผมโดนพี่พนักงานในร้านแนะนำมา จนผมต้องหลวมตัวซื้อมาหนึ่งเล่ม เป็นเล่มที่ใหญ่เสียด้วย ซึ่งบอกได้เลยว่าเป็นหนังสือที่ถูกใจสายถ่ายภาพอย่างผมเป็นอย่างมาก แต่ไม่ค่อยถูกใจกระเป๋าเงินเท่าไรนัก แต่เชื่อเถอะ ขนาดผมที่ไม่อ่านหนังสือ ยังได้หนังสือกลับบ้านเลย ไปเถอะอยากให้ไป!!
แต่ถ้าคุณมางาน Winter Book Fest ไม่ได้หรือว่าอยู่ต่างจังหวัดที่ดูแล้วจะเดินทางลำบาก แต่อยากได้หนังสือดี ๆ เนื้อหาโดนใจสักแล้วล่ะก็ ลงเข้ามาดูได้ที่ Kaidee มีหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งนิยาย วรรณกรรม เรื่องสั้น มีให้ครบ ไม่ต้องออกจากบ้านเลย