Apr 8, 2021 | บทความยานยนต์
มีใครรู้บ้าง?? ว่าเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ ถ้าหากยังไม่รู้แล้วล่ะก็ ว่าเทคนิคขับรถ ให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ วันนี้ก็พร้อมที่จะแถลงไข เพื่อพรุ่งนี้ที่สดใสรอเราอยู่!! ซึ่งทั้งนี้ก็อยู่ที่สภาพของพื้นถนนที่เราขี่อีกต่างหาก
จะขับขี่ให้ปลอดภัยต้องรู้จริงเรื่องอะไรบ้าง!!
1. รู้จริงเรื่องกฎจราจรที่ถูกต้อง
แน่นอนว่าว่าเป็นสิ่งแรกที่คนขับรถทุก ๆ คนจะต้องรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และนอกจากจะทำความเข้าใจแล้ว ยังต้องเคารพกฎจราจรบนท้องถนนอย่างเคร่งครัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ หรือมีโอกาสเกิดได้น้อยที่สุด
2. รู้จริงเรื่องตัวคุณเอง
คงไม่มีใครรู้จักตัวเองดี นอกจากตัวเราเองแล้ว คุณจะต้องรู้ขีดจำกัดความสามารถในการขับขี่ของตัวเองให้ดีเสียก่อน ว่าคุณขับได้ขนาดไหน ขับช่วงกลางคืนไหวไหม หรือขับรถเร็วได้มากน้อยแค่ไหน ที่คุณจะสามารถควบคุมรถได้อย่างคล่องแคล่ว
3. รู้จริงเรื่องสภาพของรถยนต์
ขับอยู่ทุก ๆ วัน ย่อมรู้ความเป็นไปของรถยนต์มากที่สุด ว่ามีจุดไหนเสียหรือไม่เสียบ้าง หากจุดไหนเสียควรที่จะรีบแก้ไขและปรับปรุงให้รถยนต์มีความพร้อมที่สุดก่อนที่จะกลับมาเริ่มขับขี่ไปที่ไหนก็ตาม
TIPS : ควรตรวจเช็คสภาพรถให้ดีอย่างสม่ำเสมอ
4. รู้จริงเรื่องการมีน้ำใจบนท้องถนน
เคยได้ยินกันไหม “มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง เป็นมารยาทที่ดีบนท้องถนน” ซึ่งน้ำใจที่พึงมีของเหล่าผู้ขับขี่ควรทำก็คือ
ใช้ไฟสูงอย่างระมัดระวัง : ไม่ควรใช้สูงแบบไม่จำเป็น เพราะอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุแก่ผู้ที่ขับขี่สวนทางมาได้ (ไฟมันจ้าเสียเหลือเกิน!! 💥)
ไม่เหยียบเบรกบ่อย : การเหยียบเบรกบ่อย ๆ (บางคนนี่เบรกเป็นจังหวะ 3 ช่าเลย)นอกจากจะทำให้เบรกอาจเกิดความเสียหายแล้ว อาจจะสร้างความงงงวยให้แก่คนที่ขับตามหลังอีกด้วยว่าจะเบรกทำไม
ไม่เบรกกระชั้นชิด : การเบรกแรง ๆ อย่างกระชั้นชิดอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุชนท้ายได้ ทางที่ดีคือการเว้นระยะห่างกับคันหน้า
เปิดไฟเลี้ยวทุกครั้งที่จะเลี้ยว : ก่อนที่จะเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวเข้าซอยทุกครั้ง ก็ควรที่จะเปิดสัญญาณไฟเพื่อบอกให้คันหลังทราบและชะลอความเร็วได้
ไม่ขับจี้คันข้างหน้า : การขับรถจี้คันข้างหน้า มีโอกาสสูงมาก หากคันข้างหน้าเบรกกระทัน อาจจะทำให้เกิดการชนเกิดขึ้น ซึ่ง “พ.ร.บ.จราจร มาตรา 40 กล่าวว่า ควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าตามระยะเบรกที่ปลอดภัย”
“สติ ท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ”
ขับขี่ให้ปลอดภัยบนพื้นเปียก
กลัว กลัว กลัว!! ขับรถบนพื้นเปียก ๆ นี่น่ากลัวกว่าที่คิดเยอะเลย นอกจากจะทำให้รถเสียหลักแล้ว จะอาจจะสร้างปัญหาให้คนที่ตามมาได้อีกด้วย การขับรถบนพื้นแบบนี้ให้ปลอดภัย จึงควรทำเป็นอย่างมาก
1. ใช้ไฟตัดหมอก
สิ่งสำคัญที่ห้ามลืมเลย หากต้องการความปลอดภัยทั้งต่อตัวคุณเอง และเพื่อนร่วมทาง คุณจะต้องเปิดไฟตัดหมอก เพื่อให้รถคันอื่น ๆ มองเห็นคุณได้ง่าย เพราะส่วนใหญ่แล้วพื้นจะเปียกก็มักเกิดมาจากฝนตก
2. เว้นระยะห่าง
ในปกติแล้วต่อให้เป็นพื้นถนนสภาพแบบไหนก็ตาม ก็ควรที่จะเว้นระยะห่างกับรถคันหน้าอยู่แล้ว แต่เมื่อถนนเปียกลื่นแล้ว ยิ่งควรจะต้องเว้นระยะห่างให้มากขึ้นไปอีก 3 – 4 เท่าจากปกติเลย นั่นหมายความว่าคุณจะต้องห่างจากคันหน้ามากกว่า 50 เมตร เพื่อความปลอดภัย
3. หลีกเลี่ยงการขับผ่านแอ่งน้ำ
อีกหนึ่งสาเหตุการลื่นไถลบนท้องถนนเลยก็ว่าได้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยขับรถผ่านแอ่งน้ำที่ขังอยู่ด้วยความเร็ว จะรู้ได้เลยว่าเมื่อขับผ่านไปแล้ว พวงมาลัยจะส่ายและควบคุมได้ยาก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยง หรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ก็ควรที่จะชะลอความเร็วให้มากที่สุด แล้วจึงค่อย ๆ ขับผ่านไปช้า ๆ
4. ลดความเร็วลง
เมื่อพื้นเปียก จะขับรถเร็วก็คงจะไม่ได้ เพราะเดิมทีแล้ว เมื่อพื้นเปียก ยางก็จะไม่ค่อยเกาะถนนเท่าไรนัก ขับช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อนอะไร เป็นดีที่สุด (ช้าแต่ชัวร์😘)
ขับขี่ให้ปลอดภัยบนพื้นขรุขระ
เป็นอีกพื้นถนนที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึงว่าจะมีอันตราย แต่ถ้าคุณมองว่าคุณกำลังขับรถขึ้น-ลงเขาล่ะ!! แถมถนนยังขรุขระอีก (เริ่มน่ากลัวแล้วใช่ไหมล่ะ) ถ้าหากขับรถไม่ระวังจริงได้มีเสียวแน่นอน ซึ่งวิธีมีด้วยกันอยู่ดังนี้
1. ลดแรงดันของยาง
เมื่อลดแรงดันของยางลง จะสามารถช่วยให้เพิ่มสมรรถนะการขับขี่ในเส้นทางที่ขรุขระได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะยางสามารถดูดซับแรงกระแทกได้มากขึ้น แถมยังช่วยในเรื่องของการลดแรงกระแทกเมื่อต้องขับบนพื้นผิวนี้เป็นเวลานาน
2. ใช้อัตราทดต่ำหรือใช้เกียร์ต่ำ
การใช้เกียร์ต่ำหรือการใช้อัตราทดที่ต่ำ จะช่วยเพิ่มพละกำลังในการขับขี่ได้ ทำให้รถสามารถขับผ่านอุปสรรคหรือพื้นถนนที่อาจจะที่มีความขรุขระสูง
3. ขับรถด้วยความเร็วต่ำ
การขับรถด้วยอัตราความเร็วที่ต่ำ คุณจะสามารถเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นได้ เพื่อข้ามสิ่งกีดขวางได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากคุณขับรถเร็วเกินไปอาจจะมีความเสี่ยงที่มากกว่า เพราะรถยนต์อาจจะเกิดการเสียหลักได้แม้เพียงก้อนหินเล็ก ๆ ก้อนเดียวเท่านั้น
4. หากขับไปต่อไม่ได้ ไม่ควรฝืน!!
อย่าลืมว่ามันไม่คุ้มค่ากับชีวิต หากต้องนำตัวเองไปเสี่ยง เมื่อรู้ว่าเส้นทางที่ขับขี่อยู่กำลังเป็นอันตรายก็ไม่ควรที่จะเสี่ยงขับต่อ ทางที่ดีหยุด และหันรถกลับ เพื่อหาเส้นทางอื่นในการเดินทางแทน
[ สรุปเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัยมีกี่ข้อ ]
จบกันไปแล้วกับเทคนิคการขับรถให้ปลอดภัย ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ!! จำง่าย ๆ “รู้จริง4 พื้นเปียก4 ขรุขระ4” ถ้าหากทำได้ทุกข้อแล้ว คำว่าถนนสีขาว ก็จะสามารถเกิดขึ้นได้จริง!! แต่ที่สำคัญมากกว่าการขับขี่ที่ปลอดภัยเลยคือ “มีสติ” ตลอดเวลาที่อยู่หลังพวงมาลัย
ก่อนที่คุณจะเริ่มซื้อรถยนต์มือสองแล้ว ควรเริ่มตรวจสอบทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะเลือกซื้อ เพื่อให้คุณมั่นใจและขับขี่ได้ปลอดภัยในทุก ๆ เส้นทาง ซึ่ง Kaidee Auto มีรถยนต์ให้เลือกซื้อมากมาย อีกทั้งยังเป็นรถยนต์มือสองคุณภาพดี
Apr 2, 2021 | บทความยานยนต์
คอหนัง หรือ Moviegoer ทั้งหลาย รู้ดีว่าไม่มีฉากใดที่เร้าใจ จิกหมอนแทบขาด ได้เท่าฉากไล่ล่า ฆ่ากันตายบนรถยนต์ ในหนังแนวแอ็คชั่น-ทริลเลอร์-ผจญภัย-เลือดสาด แน่นอน
อาจจะฟังดูโหดไปหน่อย แต่ยอมรับเถอะค่ะ ว่าพวกเราคอหนังแอ็คชั่น สะใจเสมอ เมื่อได้เห็น…ลูกระเบิด เสียงลูกปืน และการได้เห็นวายร้ายพ่ายแพ้หรือเสียชีวิต
นอกจากฉากการไล่ล่ารถยนต์จะเป็นฉากที่มักทำเอาคอหนังได้นั่งลุ้นเหงื่อแตกแล้ว เรายังสามารถวัดคุณภาพของหนัง จากมุมกล้อง ความคมชัด การแคปเจอร์วิว และนักแสดง และการใช้สเปเชียลเอฟเฟคต่างๆ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษได้ง่ายๆ ว่า Cinematic Quality จากฉากแอ็คชั่นนี้ได้อีกด้วย
การถ่ายฉากไล่ล่าบนถนน โดยมีรถยนต์เป็นองค์ประกอบหลัก ถือว่าเป็นหนึ่งในงานหินของผู้กำกับฯ และ คนตัดต่อเลยก็ว่าได้ กว่าจะมาเป็นซีนคูลๆ ให้เราได้รับชมกันนั้น มันยากเย็นแค่ไหน ขั้นตอนการถ่ายทำเป็นอย่างไร แล้วมีหนังเรื่องใดบ้างที่มีฉากไล่ล่าบนรถยนต์ ที่อลังการน่าประทับใจ
วันนี้ Kaidee รวบรวมทุกอย่างมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ
เบื้องหลังการถ่ายทำฉากไล่ล่าบนรถยนต์
แม้ว่าฉากซิ่งรถในหนัง จะกินเวลาหนังอย่างมากไม่เกิน 5 นาที แต่เบื้องหลังกว่าจะมาเป็นซีนอลังการสู่หน้าจอได้นั้น ใช้เวลาการถ่ายทำ และเตรียมงานกันนานเป็นเดือนเลยทีเดียว
ขอบคุณรูปจาก latimes
เพื่อความปลอดภัยของนักแสดง และประหยัดเวลาในการถ่ายทำ หนังส่วนใหญ่มักจะใช้นักแข่งรถมืออาชีพ (Professional Stunt Man) แทนการใช้นักแสดงตัวจริง นอกจากนี้การใช้นักแข่งรถมืออาชีพ ยังทำให้ได้ภาพเทคนิคเรสซิ่ง (Racing) ทั้งการดริฟต์รถ สไลด์ เร่งเครื่อง เข้าโค้ง หรือการกระโดดข้ามลูกระนาดขั้นเทพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการตัดต่อมากมาย
อย่างไรก็ตาม หนังบางเรื่องก็ใช้นักแสดงจริง เพื่อความเสมือนจริง ทั้งนี้ทางทีมงานจะใช้วิธีถ่ายทำในสตูดิโอ โดยการใช้รถยนต์จำลองกับ Green Screen สำหรับใส่วิวที่หลังในการถ่ายทำ
ขอบคุณรูปจาก catdumb
การถ่ายทำฉากสำคัญเช่นนี้ มุมกล้องเป็นเรื่องสำคัญมาก การถ่ายทำจึงมักใช้กล้องจำนวนมาก เพื่อแคปเจอร์อารมณ์ของนักแสดง และการเคลื่อนไหวของรถยนต์ทุกมุมให้ได้มากที่สุด โดยการใช้เครนช่วยในการแขวนกล้องนั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก premiumbeat
ส่วนฉากแอ็คชั่นมหึมา เช่น ฉากระเบิด หรือฉากยิงปืนนั้น มักจะใช้ CG (Computer Graphic) ในการสร้างมันขึ้นมา แต่ในบางครั้ง ทางทีมงานจะใช้รถโมเดลขนาด 1 ใน 3 ของรถขนาดจริง และสร้างระเบิดขนาดเล็กขึ้นมา เพื่อลดค่าใช้จ่ายและความปลอดภัย
ขอบคุณรูปจาก catdumb
เราพอรู้เรื่องเทคนิคการถ่ายทำฉากไล่ล่าทางรถยนต์กันแบบคร่าวๆ แล้ว มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีหนังเรื่องใดบ้าง ที่ได้สร้างสรรค์ฉากซิ่งรถ บู๊เลือดกระจายพวกนี้ จนกลายเป็นที่พูดถึงและถูกจารึกลงไปในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์
5 ภาพยนตร์ สุดยอด Car Chase Scene
-Baby Driver, (2017) –
ขอบคุณรูปจาก informandotentn24tv
ถ้าพูดถึงหนังซิ่งรถมัน ๆ สักเรื่อง แน่นอนว่าใคร ๆ ก็ต้องคิดถึงเรื่อง ‘Fast and Furoius’ ซึ่งก็ไม่เถียงค่ะ เพราะเรื่อง Fast and Furious เขาเจ๋งจริงๆ ไม่งั้นเขาจะมีมาทั้งหมด 9 ภาค แถมดังถล่มทลายแทบทุกภาคได้ยังไง
แต่ถ้าใครชอบแนวเกรียน ๆ ฮา ๆ แต่ดันลุ้นแบบนั่งไม่ติดเก้าอี้ละก็ ‘Baby Driver’ เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด อีกหนึ่งผลงานการกำกับฯ ของผู้กำกับยอดฝีมือ Edgar Wright ผู้สร้างหนังดังแนวโหด มัน ฮา มาแล้ว เช่น Scott Pilgrim vs. the World (2010), The World’s End (2013), Ant-Man (2015) ภาคแรก และอีกมากมาย
ขอบคุณรูปจาก pitchfork
เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เขาก็ได้กลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งกับภาพยนตร์เรื่อง Baby Driver
เรื่องราวของเด็กหนุ่ม เบบี้ (รับบทโดย Ansel Elgort ) ที่รับหน้าที่เป็นคนขับรถหนีตำรวจ ให้กับแก๊งอาชญากร ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจทำงานสกปรกเช่นนี้ แต่เพราะหนี้สินก้อนโต ทำให้เขาต้องจำใจ จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ ไม่ได้มีแค่ฉากดริฟต์รถยางแตกกับนางเอกสุดเซ็กซี่ เหมือนหนังซิ่งรถที่เราคุ้นเคย แต่ดนตรีประกอบภาพนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เรื่อง Baby Driver กลายเป็นหนัง Action Thriller ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครกล้าเหมือน
และเพียงแค่ 6 นาทีแรก ก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังเป็น 6 นาทีเปิดตัวหนังที่สมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการหนังเลยก็ว่าได้
VIDEO
เพราะนอกจากจะแนะนำนิสัยของตัวละครได้อย่างแยบยลในเวลาสั้น ๆ แล้ว ยังได้โชว์ฝีมือการดริฟต์รถหนีตำรวจที่คาดไม่ถึง จากรถยนต์หน้าตาเห่ยแต่เครื่องโหดอย่าง Subaru WRX เรียกได้ว่าทำเอาจิกหมอนแทบขาดเลยทีเดียว
-Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw (2019) –
ขอบคุณรูปจาก racinecountyeye
ลิสต์นี้จะสมบูรณ์ไม่ได้ ถ้าหากขาดเรื่อง Fast and Furious หนังซิ่งรถโหด ขวัญใจคนรักสปีด และแน่นอนว่าทุกภาคของ Fast and Furious จะต้องมีฉากดริฟต์รถ ซิ่งฝ่าไฟแดง ไม่กลัวใบสั่ง แบบเด็ด ๆ ให้ได้ลุ้นแบบหายใจไม่ทันกันอยู่แล้ว แต่หนึ่งในฉากซิ่งรถที่เป็นที่พูดถึงจากแฟนคลับมากที่สุดนั้น กลับมาจากภาคแยกแฟรนไชส์ Fast & Furious เรื่อง Fast & Furious Presents: Hobbs & Shaw นั่นเอง
ขอบคุณรูปจาก markhamfroggattandirwin
Fast & Furious: Hobbs & Shaw เป็นเรื่องราวของสองคู่ปรับที่เกลียดกันเข้าไส้ ลุค ฮอบส์ (รับบทโดย Dwayne ‘The Rock’ Johnson ) และ เด็คการ์ด ชอว์ (รับบทโดย Jason Statham ) โดยโชคชะตากลั่นแกล้งให้ทั้งสองต้องหันมาร่วมมือกัน กับจัดวายร้ายที่ร้ายกาจยิ่งกว่า นอกจากฉากซิ่งรถสุดมัน ซิกเนอร์เจอร์ของ Fast แล้ว การปะทะวาจาอย่างดุเดือนของตัวละครทั้ง 2 ก็เป็นสิ่งที่แฟนๆ ตั้งหน้าตั้งตารอเป็นที่สุด
https://www.youtube.com/watch?v=5B0MneZ-Bh0
ความพิเศษของฉากนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการซิ่งรถกันใจกลางเมืองลอนดอน ผ่านอุปสรรคทั้งการจราจร และการสัญจรไปมาของผู้คน ความมันสุดๆ อยู่ที่การใช้มอเตอร์ไซค์ แทนการใช้รถนั่นเอง
แต่ความลุ้นตีนจิก ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เพิ่มความ Badass ให้กับฉากนี้เข้าไปอีก 10 เท่า เมื่อ ตัวละคร Brixton กระโดดลงมาจากมอเตอร์ไซค์ และไถ่ตัวไปพร้อมกับมันใต้ท้องรถบรรทุก เรียกได้ว่า ทำเอาคนดูลืมหายใจกันเลยทีเดียว
ขอบคุณรูปจาก bikebound
มอเตอร์ไซค์สุดคูลตัวนี้คือ Triumph Speed Triple ซึ่งมีแรงม้ามากถึง 148 แรงม้า และเครื่องยนต์แรงถึง 1050 cc โมเดลของ Triumph ตัวนี้ ถูกผลิตครั้งแรกเมื่อปี 1994 โดยมีสไตล์ที่เรียกว่า ‘Streetfighter’
-Fast & Furious 6 (2013)-
ขอบคุณรูปจาก spoilmovieclub
ถ้าพูดถึงความ ‘เว่อร์’ ของฉากซิ่งรถแล้ว Fast and Furious ภาค 6 ขึ้นแท่นอันดับหนึ่งไปแบบไม่ต้องสงสัย
การกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของผู้กำกับฯ Justin Lin ผู้กำกับฯ ภาค 3, 4 และ 5 และ Chris Morgan คนเขียนบท คนเก่งคนเดิม
หลังจากที่แก๊งขาซิ่ง แยกย้ายกันไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง แต่เหมือนชีวิตของพวกเขาก็ไม่ยอมจะได้อยู่อย่างสงบง่ายๆ เมื่อ ลุค ฮอบส์ ตามตัวพวกเขาเจอ และขอให้พวกเขามาร่วมมือช่วยกันกำจัดวายร้ายด้วยกัน โดยผลตอบแทนคือ การให้อภัยโทษ และการอนุญาตให้ได้กลับบ้านมาอยู่กับครอบครัวอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง
VIDEO
คนไหนกำลังหาหนังที่มีฉากไล่ล่า “เว่อร์ เกินจริง แต่มัน เกินบรรยาย” เพื่อน ๆ มาถูกทางแล้วค่ะ เพราะฉากจบของ Fast and Furious 6 ซึ่งเป็นฉากที่ตัวร้าย Shaw กับสมาชิกแก๊งของเขาพยายามขับรถหลบหนีบนรันเวย์เครื่องบิน เพื่อขึ้นไปยังใต้ท้องเครื่องบินให้ทันเวลา แน่นอนว่าเหล่าแก๊งซิ่ง พระเอกของเราก็ได้ใช้สกิลที่มีทั้งหมด ทั้งเร่งเครื่อง ทั้งเหวี่ยง ทั้งดริฟต์ เพื่อขัดขวางการหลบหนีครั้งนี้ ฉากนี้ขอบอกเลยว่าเร้าใจมากๆ จบด้วยการระเบิดของเครื่องบิน โดยมีฮีโร่ของเราขับรถเท่ๆ ขนาบข้าง นั่นเอง
-Tenet (2020) –
ขอบคุณรูปจาก charlottesometimesgoestothemovies
คนไหนเป็นแฟนพันธุ์แท้ James Bond 007 หรือ The King’s Man เรื่อง ‘Tenet’ เป็นอีกเรื่องที่เพื่อนๆ ต้องถูกใจแน่นอน Tenet เป็นเรื่องราวของสายลับนิรนาม (รับบทโดย จอห์น เดวิด วอชิงตัน ) ที่ได้บังเอิญเข้าร่วมองค์กรสายลับ ที่กุมความลับขั้นสุดยอด เพราะพวกเขาสามารถควบคุมกระแสเวลา และทำให้วัตถุกลับมาเป็นสภาพเดิมได้อีกครั้ง ด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า เทเน็ท (Tenet)
การเข้าร่วมองค์กรในครั้งนี้ เขากลับต้องแบกภาระอันหนักอึ้ง ในการช่วยโลกให้พ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 3 ไปให้ได้
หนังแนวแอ็คชั่น บู๊ล้างผลาญ เพิ่มคุณภาพ และความสนุก ด้วยความรู้ทางฟิสิกส์ เรียกได้ว่า “แปลก แต่เป็นไปได้จริง”
แน่นอนว่าขึ้นชื่อว่าหนังสายลับ ฉากยิง และฉากปล่อยหมัด ทุกอย่างก็จัดเต็มอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หนังเรื่อง Tenet เขาก็มีฉาก ไล่ล่า กันบนถนนให้แฟนได้ลุ้นกับเขาเหมือนกัน
VIDEO
บอกก่อนเลยว่า ฉากซิ่งรถของเรื่องนี้ แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ เพราะ Christopher Nolan ผู้กำกับฝีมือเทพ ได้นำองค์ประกอบสำคัญที่สุดของหนัง นั่นก็คือความสามารถในการย้อนเวลา มาเล่น ดังนั้นฉากนี้มีทั้งเทคนิค เร่งรถไปข้างหน้า ถอยหลัง ตีลังกา ระเบิด จนกระทั่งย้อนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
Christopher เผยเองกับปากเลยว่า เขาอยากให้ผู้ชมได้เห็นฉากซิ่งรถในมุมที่ต่างออกไป ไม่ซ้ำ จำเจเหมือนอย่างเคย เพื่อเพิ่มความลุ้นระทึก ให้คนดูได้หยุดหายใจกันเล่นๆ
-Harry Potter and The Chamber of Secrets (2002) –
ขอบคุณรูปจาก moviebabble
เราขอปิดท้ายกันด้วย ภาพที่ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อ อย่าง Harry Potter แม้ว่า Harry Potter ทั้ง 7 ภาค จะเป็นเรื่องราวการผจญภัยของ Harry พ่อมดน้อย กับเพื่อนของเขา Ron และ Hermione ในโลกเวทมนตร์ รวมไปถึงการต่อสู้กับวายร้าย Lord Voldemort ซึ่งก็ไม่ได้มีฉากดริฟต์รถมันๆ เหมือนเรื่องที่เรายกตัวอย่างมาให้ดูกันข้างบน
แต่เพื่อนๆ เชื่อไหมว่าฉากรถไอคอนิกที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพนั้น กลับมาจากหนังเด็ก Harry Potter: The Chamber of Secrets ค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=I6mFICxz_KI
นอกจากฝีมือของ Chris Columbus ผู้กำกับมือทอง ที่สามารถเปลี่ยนตัวหนังสือ เป็นภาพเคลื่อนไหวบนหน้าจอแก้วได้อย่างสง่างามแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ฉากนี้เป็นที่จดจำมานานกว่า 10 ปี ไม่เลือนหายไปจากความทรงจำของ ‘Potterhead’ อย่างเรา นั้นก็คือ ความรู้สึก Nostalgia ที่เราได้ฉากการดูฉากนี้นั่นเอง
ความ Nostalgia ที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งมาจากเจ้าตัวรถยนต์ ‘Ford Anglia 105E Deluxe’ คันสีฟ้าอ่อนคันนี้ ซึ่งเป็นรถยนต์ครอบครัวขนาดเล็กสุดคลาสสิก ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายทศวรรษ เราก็ยังคงเห็นมันตามท้องถนนอยู่เสมอ
การที่รถยนต์เล็กๆ ใกล้จะพังคันนี้ ได้บินไปช่วย Harry หนีออกจากบ้าน และสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนสอนเวทมนตร์ Hogwarts ได้สำเร็จอีกปี ก็ทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาวัยเด็ก และมิตรภาพระหว่างเพื่อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สรุปท้ายบทความ
สำหรับใครที่เป็นคอหนังแอ็คชั่นกันอยู่แล้ว คงพอคุ้นหน้าคุ้นตากับตัวอย่างหนังทั้ง 5 เรื่องที่เรานำมาเป็นตัวอย่างกันในวันนี้ แน่นอนว่าฉากบู๊ เลือดสาดทั้งหลายนั้น มีสเปเชียลเอฟเฟกต์ และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ CG ช่วยเพื่อให้ภาพเกิดความสวยงาม และละเว้นเรื่องข้อบังคับทางกฎหมายในการขับรถ เพื่อคงความระทึก เร้าใจให้กับผู้ชม ดังนั้นการขับรถในชีวิตจริง เพื่อนๆ ต้องระวังกันนะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเพื่อนๆ เอง
หากใครสนใจรถมือสอง ราคาดีๆ คุณภาพแจ่ม ลองแวะมาที่ Kaidee ก่อนได้นะคะ เผื่อใครอยากจะลองเท่ ขับรถคลาสสิกกับเขาดูบ้าง
Mar 26, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ภายหลังจากงานเปิดตัว Motor Expo 2020 ที่มาพร้อมกับจุดเด่นในการเปิดตัวอย่างอลังการของ “Honda City Hatchback” ที่ปรับโฉมจนใคร ๆ ก็ต้องรีบคว้าใบจองไว้ให้ทัน เอาเป็นว่าจากความคาดหวังในปลายปีที่แล้ว ถูกส่งต่อมาถึงความคาดหวังในการเปิดตัวรถใหม่ของงาน Motor Show 2021 ที่กำลังจัดขึ้นที่ Impact Challenger 1-3
ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 4 เมษายน 2564
แน่อนว่ามาถึงงานขนาดนี้แล้ว ทางเราก็ได้ศึกษา “ไฮไลท์รถที่จะเปิดตัว” ภายในงานมาอย่างเรียบร้อย เราก็เดินเข้างานไปรอดูการโชว์เปิดตัวรถสุดพิเศษในวันนี้ก่อนเลย
หากใครที่ยังไม่ได้ไปหรือกำลังติดสินใจอยู่ว่าคุ้มค่าแก่การไปดูรถใหม่สุดเจ๋งในวันนี้หรือไม่ ให้ Kaidee เป็นผู้ช่วยตัดสินใจและนำเสนอรถใหม่หลายคันแสนน่าสนใจให้คุณกันดีกว่าค่ะ ว่าจะมีรถใหม่ที่น่าสนใจคันไหนเปิดตัวบ้างในงาน Motor Show 2021 ครั้งนี้
รุ่นรถยนต์ที่เปิดตัวใหม่ 2021
เข้างานมาแล้ว เราก็เริ่มด้วยการไปส่องบูธที่มีข่าวแว่วมาว่า จะมีรถน่าสนใจเปิดตัวใหม่กันดีกว่าค่ะ! เริ่มที่ลำดับการเปิดตัวจากบูธแรกไปยันบูธท้ายเลยดีกว่า และถ้าใครสนใจมองหารถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวล่ะก็ เข้าไปดู มอเตอร์ไซค์ใหม่ ได้เลย
1.BMW M4 Competition Coupe
หมายเลขบูธ : A1
เครื่องยนต์ : 2,993 cc เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ เทคโนโลยี M TwinPower Turbo
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ M 8 จังหวะ พร้อม Drivelogic
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 9,999,000 บาท
ความน่าสนใจ :
สีสันของรถยนต์ที่เห็นในการเปิดตัวของสะดุดตาจนหลบเลี่ยงไม่ได้เลย ด้วยสี Uni C4H Sao Paulo Yellow ที่เรียกได้ว่าเปิดเฉดสีใหม่ของ BMW ที่มีความสวยงามและแสบสันไปในเวลาเดียวกัน จุดเด่นที่น่าสนใจคงไม่พ้นเรื่องของเครื่องยนต์หกสูบแถวเรียงที่มาพร้อมกับ Turbo Charger Mono-Scroll สองตัว ให้กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 510 รอบต่อนาที
ทั้งนี้ยังมีระบบเกียร์อัตโนมัติ M8 จังหวะที่มาพร้อมกับระบบกำหนดเกียร์อัตโนมัติ Drivelogic แต่ใครที่มีความต้องการในเปลี่ยนเกียร์เองก็สามารถปรับตั้งได้อย่างทันใจกับ Gearshift Paddles บนพวงมาลัย ให้รถคันนี้มีความเร็วและแรงได้อัตราเร่งดั่งใจของผู้ขับ
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ระบบเกียร์เลยคือเรื่องของเบรกคาร์บอนเซรามิก M ที่ทำให้น้ำหนักของรถเบาลงและสร้างประสิทธิภาพรถยนต์ให้มีมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนระบบไอเสีย M Sport ก็มีให้ผู้ขับสามารถเรื่องโหมดได้ว่าต้องการเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มหรือเบา โดยเลือกไปที่โหมด Sport, Sport+ และ Comfort
2.Mini John Cooper Work GP Inspired Edition
หมายเลขบูธ : A1
เครื่องยนต์ : 1,998 cc Gasoline 2.0 TwinPower Turbo
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 3,448,000 บาท
ความน่าสนใจ :
รุ่นรถ Mini JCW GP Inspired Edition จัดเป็นรุ่นพิเศษที่เคยเปิดราคาและเผยโฉมมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เรียกได้ว่าหากอยากเห็นคันจริงชนิดว่าใกล้ชิดก็ต้องมาที่งาน Motor Show 2021 นี้ โดยรถคันนี้เป็นรถที่นำเข้ามาทั้งคัน (CBU) ที่มีจำกัดเพียง 19 คันเท่านั้นในประเทศไทย
โมเดลของรุ่นนี้เป็นแบบ Hatchback 3 ประตูที่มีลวดลายและสไตล์แบบ John Cooper Work อย่างชัดเจน ทั้งลายเส้นและสีของรถยนต์ แต่ความพิเศษคือลวดลายของสีตัวถัง, หลังคา, ฝาครอบกระจกมองข้างและสปอยเลอร์ท้าย ที่เปลี่ยนเป็นสีเงินทำให้ดูตัดกันกับสีรถที่เป็นโทนเข้ม
ทั้งเพิ่มความพิเศษในโลโก้ GP อยู่บริเวณลายล้อ JCW Cup Spoke และสัญลักษณ์ GP Inspired Edition ที่ช่วยสร้างความโดดเด่นในการเป็นรถยนต์สุดแข็งแกร่งและยัง Limited อีกด้วย แต่ที่น่าสนใจไปอีกคือกำลังแรงม้าของรถยนต์คันนี้ที่แรงถึง 231 แรงม้าพร้อมกับตัว Shifter Paddles ที่ทำให้สมรรถนะของรถยนต์เป็นไปได้ดั่งใจมากกว่าเดิม
3.Mercedes-Benz GLE 350 de 4 matic exclusive
หมายเลขบูธ : A3
เครื่องยนต์ : 1,950 cc ดีเซล แถวเรียง 4 สูบ พร้อม 2-stage เทอร์โบชาร์จเจอร์ และอินเตอร์คูลเลอร์
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-Tronic) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
จำนวนที่นั่ง : 7 ที่นั่ง
ราคา : 4,699,000 บาท
ความน่าสนใจ :
ภายหลังจากการหันหัวเข้าสู่เทคโนโลยียนตรกรรมอย่าง Plug-in Hybrid เบนซ์ก็ได้ผลิตรถยนต์ SUV ที่เป็น Plug-in Hybrid ออกมาอีกหลายรุ่นเพื่อสู่ตลาด SUV ที่เริ่มเปลี่ยนทุกรุ่นทุกโมเดลให้กลายเป็น Hybrid ซึ่งนี่จัดว่าเป็นก้าวสำคัญของเบนซ์ที่ทำตลาดด้านนี้ได้อย่างน่าสนใจ
แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกของ Mercedes-Benz GLE 350 de 4 matic exclusive ที่เปิดตัวออกมา แต่จัดว่ายังเป็นที่นิยมในสายตาคนอยากได้รถ SUV สักคัน โดยความโดดเด่นในด้านดีไซน์แบบ AMG Bodystyling ช่วยขับลุคให้ดูสปอร์ตกว่าเดิม
อีกทั้งภายในยังออกแบบมาให้ดูล้ำและอัจฉริยะด้วยหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงแบบ Digital Widescreen Cockpit ที่มีขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอต่อเนื่องกัน เรียกว่ากินพื้นที่คอนโซลกลางด้านหน้าเกือบทั้งหมด
4.Maserati MC 20
หมายเลขบูธ : A5
เครื่องยนต์ : 3,000 cc เครื่องยนต์เบนซิน Nettuno V6 สูบ
ระบบเกียร์ : คลัทช์คู่
จำนวนที่นั่ง : 2 ที่นั่ง
ราคา : 21,500,000 บาท
ความน่าสนใจ :
มาถึงรถสปอร์ตแบรนด์ลักซูรีอย่าง Maserati ที่ครั้งนี้มาพร้อมกับการเผยโฉมรุ่น MC 20 ของปี 2021 ที่มาพร้อมกับดีไซน์โฉมใหม่สีขาว Bianco Audace ที่ดูโดดเด่นเหนือใคร จนได้รับรางวัลซูเปอร์คาร์สวยที่สุดแห่งปี 2021 ‘Most beautiful supercar of the year 2021’ ในงาน Festival Automobile International กรุงปารีส
โดยเฉพาะความโดดเด่นที่ประตูของรุ่น MC 20 ที่เป็นตัว Butterfly Wings ที่เป็นการเปิดประตูแบบยกขึ้นด้านบนสร้างความสวยงามและอลังการให้กับรถยนต์คันนี้อย่างละสายตาไม่ได้
ทั้งนี้เครื่องยนต์ยังมาแบบเต็มสปีดแรงถึง 3,000 cc และแรงม้าสูงสุด 630 แรงม้า พร้อมกับโหมดการขับขี่ที่จัดเต็มถึง 4 โหมด ได้แก่
GT ที่ผู้ขับเลือกและปรับการขับขี่ให้เหมาะกับตนเองได้อย่างลงตัว
Sport ให้ผู้ขับสัมผัสถึงความเร็วของรถสปอร์ตอย่างเต็มลิมิตเปรียบเหมือนการขับรถในสนามแข่ง
Corsa สร้างการขับขี่ที่เร็ว แรง และทันใจ กับสปีดสูงสุดของ Maserati MC 20
Wet ขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจไม่มีไถล กับโหมด ๆ นี้ที่ช่วยให้รถยึดเกาะถนนและเข้าโค้งอย่างมั่นใจ
ทั้งยังจัดโปรโมชันสุดพิเศษที่น่าสนใจ เช่น การรับประกัน Warranty ถึง 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง และ Premium Maintenance Plus (PMP) นานถึง 3 ปี หรือ 60,000 กม. ที่มีเพียงในงาน Motor Show 2021 นี้เท่านั้น
5.Toyota Ativ / Yaris Play Limited Edition
หมายเลขบูธ : A10
เครื่องยนต์ : 1,197 cc
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Shift Lock
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
ราคา : 624,000 – 699,000 บาท
ความน่าสนใจ :
รถยนต์ Economy Car ที่เลื่องชื่อและโด่งดังที่สุดของแบรนด์ Toyota อย่าง รุ่น Ativ / Yaris ที่เปิดคอลเลกชันใหม่ กระตุ้นยอดขายและผู้ใช้ให้อยากซื้อและอยากเก็บมากกว่าเดิมกับ Ativ / Yaris Play ที่มาในสีพิเศษ Ice Pink Metallic แบบ Limited Edition ที่ผลิตแค่ 1,500 คันในประเทศเท่านั้น
เรียกได้ว่าก่อนจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการตอนเปิดบูธ ก็มีหลายคนให้ความสนใจกับรถรุ่นนี้เป็นพิเศษ ทั้งความคุ้มค่าในเรื่องเงินและอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ทำได้ดีจนเป็นจุดเด่นของรถคันนี้ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องสีภายนอกอย่างเดียวที่มีความพิเศษ
ล้ออัลลอยปัดเงา สีทูโทน Dark Mulberry ก็ขับให้ดีไซน์ของรถคันนี้มีความโฉบเฉี่ยวและทันสมัยมากกว่าเดิม และยังมีโลโก้สุดพิเศษเฉาพะรุ่นอย่าง PLAY ที่โชว์ความเป็นลิมิเต็ดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อีกสิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดสำคัญของคุณสมบัติในรุ่นพิเศษแบบนี้คือ ระบบปรับอากาศกรองฝุ่น PM2.5 ภายในรถยนต์ที่เข้ากันกับสถานการณ์ภายในประเทศอย่างมาก เรียกได้ว่าออกมาเพื่อทำตลาดได้ดี ยิ่งกับในรถเซกเมนต์เดียวกัน ยิ่งชนะขาดไปเลย
6.Great Wall Motor Haval H6
หมายเลขบูธ : A12
เครื่องยนต์ : 1.5 L Turbo พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 130 กิโลวัตต์
ระบบเกียร์ : เกียร์ DCT 7 สปีด
จำนวนที่นั่ง : 7 ที่นั่ง
ราคา : ยังไม่มีการเปิดเผยราคาอย่างเป็นทางการ
ความน่าสนใจ :
เรียกได้ว่าเป็นค่ายรถยนต์ที่น่าสนใจและได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากภายในงาน Motor Show 2021 นี้เพราะเป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่จากประเทศจีนที่เริ่มการลงทุนธุรกิจยานยนต์ในไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ได้เปิดตัว รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่าง ORA Good Cat และ ORA Black Cat ไป และมีกระแสตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม ทั้งในเรื่องของสีสันอันน่ารักและเทคโนโลยีทันสมัยอย่างความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV)
ในครั้งนี้ GWM ที่มาเปิดบูธภายในงาน Motor Show 2021 ก็ไม่ทำให้ผู้รอคอยต้องผิดหวังกับการเปิดตัวและเผยโฉมรถยนต์ SUV Hybrid อย่าง Haval H6 เป็นครั้งแรกในงานนี้ โดยจุดเด่นที่มาพร้อมกับความพิเศษกับระบบ LIFE+ (LIFE PLUS) อันเป็นระบบอัจฉริยะที่ทำให้การขับขี่ของคุณปลอดภัยได้มากกว่าเดิม
โดยระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ Level 2 พร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะอย่าง ระบบช่วยจอดรถยนต์อัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IAP) ที่จะช่วยคำนวนพื้นที่การจอดพร้อมกล้องรอบรถ 360 องศา เพื่อทำให้การจอดของคุณตรงล็อกมากยิ่งขึ้น, ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ที่จะจดจำเส้นทางเมื่อขับรถด้วยความรถต่ำกว่า 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และถอยหลังกลับไปยังเส้นทางเดิมได้ในระยะทางมากสุดถึง 50 เมตร และระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากทางด้านข้าง (WDS) ที่จะตรวจจับรถบรรทุกในเลนที่ติดกัน เพื่อรักษาระยะห่างอย่างปลอดภัย และบังคับตัวรถยนต์ให้กลับมาอยู่ตรงกลางเลนอย่างมีประสิทธิภาพ
7.Audi RS e-tron GT
หมายเลขบูธ : A14
เครื่องยนต์ : มอเตอร์ไฟฟ้าคู่
ระบบเกียร์ : เกียร์อัตโนมัติ 2 จังหวะ
จำนวนที่นั่ง : 4 ที่นั่ง
ราคา : 9,490,000 บาท
ความน่าสนใจ :
สัมผัสประสบการณ์กับรถยนต์ RS e-tron GT ก่อนใครในเอเชียที่งาน Motor Show 2021 ที่เรียกว่าขนกองทัพรถ Audi รุ่น RS มาอย่างหลากหลายรุ่น เรียกได้ว่าภายในบูธของ Audi ตัว Audi RS e-tron GT จัดเป็นไฮไลท์เด่นของที่นี่ ทั้งรูปลักษณ์และสีอันสะดุดตาแสดงภาพลักษณ์ของรถสปอรต์คูเป้ 4 ประตูที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า 100% อย่างเต็มรูปแบบ
ที่ในงานนี้นอกจากจะเป็นการเปิดตัวครั้งแรกต่อสาธารณะชนแล้วยังเปิดรับจองในงานนี้เลย ซึ่งครั้งนี้ Audi ก็มาพร้อมกับแคมเปญสุดพิเศษเฉพาะในงาน ให้ผู้ที่สนใจผ่อนได้ 0% นานสุด 7 ปี โดยราคาเปิดตัวครั้งนี้ค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เรียกว่าประมาณ 9.5 ล้านบาทก็เป็นเจ้าของรถยนต์คันนี้ได้แล้ว
ในเรื่องของแบรนด์ใหญ่ยักษ์เช่นนี้ก็ไม่มีประเด็นใดน่าสนใจไปกว่าการหันมาทำรถยนต์สปอร์ตคูเป้แบบไฟฟ้า 100 % เช่นนี้แล้ว ยังสามารถคงคอนเซปต์ความเป็นขุมพลังของ Audi อย่างแรงม้าสูงสุดใน Normal Mode ถึง 598 แรงม้า และ Boost Mode ถึง 646 แรงม้าเลยทีเดียว
สรุปภาพรวมงาน Motor Show 2021
รถยนต์ใหม่ๆ ต่างพากันมาเปิดตัวมากมายในงานนี้ ชนิดว่าเดินไปกี่บูธก็ต้องเจอรุ่นรถยนต์น่าสนใจให้อยากได้กันไม่หยุดหย่อนเลยทีเดียว หากใครที่ลังเลอยู่ ไปค่ะ ไปซื้อบัตรที่หน้างานเลย มีทั้งโซนค่ายรถยนต์ที่มาเปิดบูธ ทั้งโซน EV SMART CITY และโซน USED CAR ให้คุณได้เลือกดูอย่างจุใจเลย
แต่ใครที่อยากดู USED CAR หรือรถมือสองใด ๆ ก็ต้องมาที่ Kaidee ที่นี่ที่เดียวเลยค่ะ
Mar 16, 2021 | บทความยานยนต์
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นประเด็นเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคของการส่งออกที่มีแนวโน้มรายได้จากการผลิตนี้มีตัวเลขที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในภาคส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ประเทศไทยเคยครองตลาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ ASEAN มาตลอด
สมญานามที่ว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” กำลังจะเลือนหายไป ?
นิยามประเทศไทยในสายตาประชาคมโลกคือเสือตัวที่ห้าของเอเชีย แต่ปัจจุบันตำแหน่งนั้นของไทยเริ่มสั่นคลอนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องของปัญหาทางการเมืองที่มีความคุกรุ่นมาตลอดหลายปีที่มีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของประเทศไทย
แต่ผลกระทบจากโรคระบาดอย่างโควิด-19 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตและการตื่นตัวของผู้ลงทุนในไทยเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ
แท้จริงแล้วประเทศไทยกำลังจะก้าวถอยหลังอยู่หรือเปล่า ?
ผลกระทบเช่นนี้จะส่งผลให้คนไทยมีเงินเดือนที่สวนทางกับค่าครองชีพมากขึ้นหรือเปล่า ?
ฐานการผลิตหายไปจะส่งผลให้ประเทศหยุดเจริญ ?
สิ่งเหล่านี้คือคำถามที่เราจะต้องมาหาคำตอบในบทความนี้กัน
สาเหตุที่ทำให้เกิดการย้ายฐานผลิต
ถ้าพูดตามหลักความจริงว่า การย้ายฐานผลิตออกจากประเทศไทยเป็นเรื่องที่ไม่น่าตกใจสักเท่าไร เนื่องด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองของไทยค่อนข้างจะอยู่ในจุดที่ “ย่ำแย่” จนไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นักลงทุนก็ไม่อาจวางใจกับสภาวะในตอนนี้ได้เลย
แม้ประเทศไทยนั้นจะเจอกับภัยพิบัติอย่างน้ำท่วมค่อนข้างบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าผลกระทบจากส่วนนั้นกลับเป็นปัจจัยที่น้อยมากกับการตัดสินใจลงทุนเพื่อสร้าง อุตสาหกรรม ของนักลงทุนต่างชาติ เหตุผลโดยส่วนใหญ่ที่ทำให้ย้ายฐานการลงทุน มาจากปัจจัยเรื่องของเงินและความคุ้มค่าในการลงทุน รวมถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ ที่ทำมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ทำสัญญานั้น
ดังนั้นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ เริ่มเบนเข็มการลงทุนจากประเทศไทยไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย หรือ ประเทศมาเลเซีย ก็มาจากความคุ้มค่าของเงินที่ต้องจ่ายออกไป
หลังจากที่หลายประเทศเริ่มมีนโยบายย้ายฐานผลิตจากจีน หลากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้ลงทุนหลักของประเทศกำลังพัฒนาในแถบตะวันออกเฉียงใต้ พอโอกาสมาถึงใครก็ต้องคว้าไว้ ดั่งสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะถ้าคุณไม่ตัก โอกาสนั้นอาจหายไปในแทบจะทันที
เช่นเดียวกันกับผู้ลงทุนยักษ์ใหญ่ของเอเชียที่เมื่อทาง European Union (EU) หรือสหภาพยุโรปได้รุดหน้าการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลาย ๆ ประเทศ เพื่อเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประเทศที่ต้องการย้ายฐานผลิตออกจากประเทศจีน
โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกการรุดหน้าทำสัญญานี้คือ ประเทศ “เวียดนาม” ซึ่งแน่นอนว่าสนธิสัญญานี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามค่อนข้างได้เปรียบกับกำแพงภาษีของการส่งออกที่ไม่มี ทำให้เวียดนามสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น
นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ลงทุนที่กำลังมองหาสถานที่สร้าง “อาณาจักร” แห่งการผลิตที่ใหม่ สำหรับการหารือทางการค้นระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และ ประเทศเวียดนาม ได้เริ่มขึ้นในปี 2012 และสิ้นสุดการให้คำสัตยาบันระหว่างกันในปลายปี 2015
เมื่อเข้าสู่ข้อตกลงการค้าเสรีหรือ EU Vietnam Free Trade Agreement (EVFTA) เวียดนามจึงกลายเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่ม Rising Star สำหรับนักลงทุนอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีแรงงานที่เพียงพอต่อการผลิตแล้ว ยังมีค่าแรงที่ถูกกว่าประเทศรอบข้างในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย
นอกจากนี้ตัวข้อตกลงเองก็มีหลักสำคัญอย่างการ “ส่งออกปลอดภาษี” ที่ทำให้เหล่าผู้ลงทุนสนใจมากกว่าเดิม เมื่อกำแพงภาษีหายไป การควบคุมราคาการผลิตและราคาสินค้าก็สามารถทำได้มากขึ้น ทั้งนี้ยังควบคุมไปถึงปัจจัยทางด้านกำไรที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมโดยใช้เงินทุนที่อาจจะต่ำกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“นี่คือบ่อเงินบ่อทองแห่งใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ทรัพยากรที่เพียบพร้อมทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติช่วยสร้างความตื่นตัวให้แก่เหล่านายทุนเป็นอย่างมาก อย่างตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น ที่ก่อนหน้านี้มีฐานผลิตอยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก เรียกได้ว่าถ้าพูดถึง ชิ้นส่วนของยานยนต์ ต้องนึกถึงฐานผลิตที่ประเทศไทย
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภายุโรป-เวียดนาม (EVFTA) เลยทำให้ฐานะของ อันดับ 11 ของโลกในเรื่องการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทยเริ่มสั่นคลอน โดยเฉพาะในสภาวะการเมืองที่ระส่ำระสาย ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้ นักลงทุนหลักอย่างประเทศญี่ปุ่นก็เริ่มปิดตัวและย้ายฐานผลิตไปตาม ๆ กัน
ในไม่ช้า ผู้ลงทุนในไทยก็จะเริ่มมีตัวเลขที่ถดถอยลง ยิ่งกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยก้าวมาสู่จุดที่เป็น “อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์” จากจุดเดิมที่เป็น “การส่งออกเกษตรกรรม” ก็มาจากเหล่านักลงทุนรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย เมื่อตัวเลขของการลงทุนหายไป ไม่ต้องคาดเดาเลยว่า จะสร้างความเสียหายและผลกระทบขนาดไหนให้กับประเทศไทย
แต่นี่อาจเปลี่ยนไป หากประเทศไทยได้ลงนามกับข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ?
ทว่าโอกาสนั้นกลับได้ผ่านประเทศเราไปแล้ว เพราะด้วยการรัฐประหารเมื่อ พ.ศ.2557 ที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลกเลือกที่จะคว่ำบาตรทางการค้ากับไทย แม้จะมีกระแสที่ดีขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง ทว่าเมื่อนักลงทุนทั้งหลายเริ่มย้ายฐานไปปักหลักที่เวียดนามแล้ว การทำข้อตกลงอาจไม่ได้มีผลดีอีกต่อไปก็ได้
แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจและประชาชน
การย้ายฐานผลิตย่อมต้องส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคประชาชนอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว เพราะการลงทุนของนายทุนอัตราส่วนใหญ่ในประเทศไทย คือการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อเกิดการย้ายฐานผลิตจากประเทศหนึ่งสู่อีกประเทศหนึ่ง รายได้ที่เคยรับเข้ามาในประเทศไทยก็ลดหายไปอย่างน่าตกใจ อัตราการจ้างงานแรงงานลูกจ้างที่ใช้ในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก็จำต้องถูกเลย์ออฟ (เลิกจ้าง) อย่างช่วยไม่ได้
ยิ่งในสภาวะของโควิด-19 ที่การจ้างงานจะถูกฟรีซไว้ไม่ให้รับพนักงานเพิ่ม เพราะเป็นการสร้างภาระทางการเงินเพิ่มเติมให้แก่บริษัท ทั้งตัวบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรเพิ่มเติมจากการส่งออกได้เท่าที่เคยเป็น นอกจากสภาวะเศรษฐกิจและการขนส่งที่หยุดชะงักแล้ว ปัจจัยทางสภาพสังคมอย่างการเมืองก็มีส่วนทำให้นักลงทุนตัดสินใจเบนเข็มไปยังประเทศที่มี “สถานะ” มั่นคงและสร้างความมั่นใจได้มากกว่าอยู่แล้ว
อย่างที่ทุกคนรู้กันกว่า สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่แบบนี้ ประเทศไทยไม่สามารถหาเงินได้จากภาคการส่งออก หรือ การท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติได้อย่างเคย เม็ดเงินที่เคยหมุนเวียนได้ ก็ลดหายไป จนเข้าสู่สภาพฝืดเคือง ยิ่งภาคเอกชนที่เป็นนายทุนต่างชาติ ย้ายฐานผลิตออกไปที่ประเทศเวียดนาม
คงไม่ต้องเดาว่า ความเจริญที่ประเทศไทยเคยมีเพราะเงินทุนหมุนเวียนจะหายไปหรือไม่ เราอาจจะกลับมาเจริญได้ แต่นั่นต้องมาจากการ “กู้เงิน” ซึ่งปลายทางของไทยก็อาจเป็นเช่นเดียวกับประเทศกรีซและเวเนซุเอลาที่ล้มละลายไปในไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นหากถามว่าคนไทยจะจนกว่าเดิมหรือไม่ ตรงนี้อาจมีผู้ที่ตกงานเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน แต่การปรับเปลี่ยนวิถึชีวิตของคนไทย เช่น การกลับมาให้ค่าการเกษตรกรรมมากขึ้นและเน้นการสร้างผลผลิตเพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศไทยให้มากขึ้น อาจเป็นหนึ่งในทางรอดของประเทศไทยในตอนนี้
การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ตนเองตอนนี้คือหนึ่งในสิ่งที่หลายคนเริ่มหันมามองว่าควรทำอย่างไรให้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง และลงทุนครั้งเดียวแต่คุ้ม อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าในยุคโควิด-19 แบบนี้มีธุรกิจประเภทหนึ่งที่กลับเติบโตจนเรียกได้ว่า “ทำแล้วมีงานมีเงิน” ก็คือธุรกิจขนส่งและเดลิเวอรี่ ขอแค่คุณมีรถยนต์หรือรถมอเตอร์ไซค์เป็นของตนเองก็สามารถหางานได้แล้ว บอกตรงนี้เลยว่า งานหายาก แต่งานเดลิเวอรี่และรับส่งผู้โดยสาร ไม่ได้หายากอย่างที่คิดแน่นอน ลองเปิดใจให้กับงานประเภทนี้ดูกันนะคะ
ค้นหารถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ช่วยลดต้นทุนของเครื่องมือประกอบอาชีพของคุณได้มากกว่าครึ่ง ได้ที่ Kaidee แล้ววันนี้ อย่ารอเลยค่ะ เพราะประเทศไทยตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเท่าไรนัก หากทำงานอะไรได้ก็ควรคว้าไว้ก่อน
ดังนั้นการลงทุนครั้งนี้ย่อมไม่เสียเปล่า
Mar 9, 2021 | บทความยานยนต์
Toyota ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แถมยังได้รับความนิยมมากมายในหลาย ๆ รุ่นที่ออกมา แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นรถยนต์ใช้พลังงานเชื้อเพลิงหรือไม่ก็ Hybrid ที่ยังไม่ใช่รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเต็มรูปแบบ
ซึ่งเคยสงสัยเหมือนกันไหม?? ว่าทำไมเราถึงไม่เคยเห็นรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่นี้ นำออกมาวางจำหน่ายเลยสักคันเดียว ต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่นอนที่ Toyota ทำไมถึงไม่เข้ามาโลดแล่นในวงการนี้ ทั้งที่เจ้าอื่น ๆ ต่างทำไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
CEO บอกว่า EV เป็นภัยกว่าที่คิด
Akio Toyoda ได้บอกเอาไว้ว่า แท้ที่จริงแล้วรถยนต์ EV นั้นไม่ได้รักษ์สิ่งแวดล้อมขนาดนั้น เพราะการผลิตไฟฟ้านั้น บางประเทศยังใช้ถ่านหินและแก๊สธรรมชาติเสียส่วนใหญ่ในการผลิต รวมถึงประเทศญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกัน อีกทั้งยังมีผลจากสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นปี 2011 ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบเท่าไรนัก
อ่านเพิ่มเติมรถไฟฟ้ากับรถ Hybrid ช่วยโลกจริงหรือ?? คลิกที่นี่
ทำไม Toyota ถึงไม่ขายรถ EV
มีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เดี๋ยวเราจะมารู้ไปพร้อม ๆ กันเลย ว่ามีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ Toyota นั้นเมินเฉยและไม่ผลิตรถยนต์ EV ออกมาขาย จะมีเหตุผลอะไรบ้างมาดูกันเลย
1. ผลักดันรถไฮโดรเจน
น่าจะเคยได้ยินข่าวกันมาบ้าง เพราะค่อนข้างที่จะเป็นกระแสในช่วงปี 2015 เลยก็คือ Toyota Mirai ที่ทาง Toyota พัฒนามาอย่างยาวนาน และค่อนข้างที่จะคาดหวังเป็นอย่างมาก ให้รถยนต์พลังไฮโดรเจนนั้นเป็นที่นิยมมากกว่าประเภท EV
รถไฮโดรเจน คืออะไร??
รถไฮโดรเจน หรือ รถพลังงานไฟฟ้าแบบ Full Cell (FCEV) ซึ่งหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นรถที่เติมแค่น้ำเปล่าก็วิ่งได้แล้ว แต่จริง ๆ แล้วคือน้ำที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพให้เป็นไฮโดรเจนก่อน จึงจะสามารถนำเข้ามาเติมได้ ซึ่งมีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดเลยคือไม่เสียเวลาเติมพลังงานเหมือนกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (ที่เรียกได้ว่านานจนหลับรอได้!!)
Toyota Mirai
Toyota Mirai รถยนต์ไฮโดรเจนคันแรกที่ถูกปล่อยออกมาถึงแม้ว่ารถนี้จะกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาและวางขายอยู่ และในปี 2021 นี้ Toyota ยังจะปล่อยรุ่นอัปเกรดที่เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร แต่ทาง CEO ยืนยันที่ผลักดันให้มันกลายมาเป็นรถยนต์แห่งอนาคตที่เหนือยิ่งกว่ารถยนต์ EV บนท้องถนน
2. มาลงตลาด EV ช้าไป
ถึงแม้ว่า Toyota จะคิดเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าออกมาเป็นเจ้าแรก ๆ ในการผลิตรถยนต์ลูกครึ่งอย่าง Hybrid แต่พอหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ที่ตามมาทีหลังอย่าง Tesla กลับครองตลาดรถไฟฟ้าด้วย Tesla Model 3 ที่ทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย ทำให้ Toyota นั้นช้าไปเสียแล้วที่จะมาตีตื้นในตลาดนี้
3. รถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา
ทาง Toyota กำลังซุ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขึ้นภายใต้แพล็ตฟอร์ม e-TNGA (Electric Toyota New Global Architecture) ซึ่งจะเน้นการตลาดฝั่งยุโรป
Toyota ก็มีรถไฟฟ้า
ต้องบอกก่อนเลยว่าจริง ๆ แล้ว Toyota นั้นก็มีทำรถไฟฟ้าอยู่บ้าง แถมยังเป็นผู้บุกเบิกเรื่องของรถยนต์ลูกผสมระหว่างน้ำมันและไฟฟ้าอย่าง Toyota Prius ส่วนรถยนต์ EV นั้นก็มีเช่นเดียวกันแต่ไม่ได้ขายกันอย่างแพร่หลายรอบโลก แต่กลับทำการตลาดรถยนต์ EV ในประเทศจีน คือ C-HR EV หรือชื่อที่เรียกกันในจีนคือ IZOA EV แต่การที่ทาง Toyota ทำรถยนต์ออกมาขายเพราะเป็นข้อบังคับจากทางรัฐบาลจีนนั่นเอง และคาดว่ารถยนต์รุ่นนี้คงจะไม่วางขายที่ประเทศอื่น ๆ ด้วย
C-HR EV / IZOA EV
เป็นความเหมือนที่แตกต่าง รูปลักษณ์ภายนอกที่เรียกว่าเหมือนกันเป๊ะ กับ Toyota C-HR ที่ขายกันในบ้านเรา เพียงเปลี่ยนจากเครื่องยนต์มาเป็นแบตเตอรี่ไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งมีสเปคดังนี้
มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ให้กำลังสูงสุดถึง 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร สามารถส่งพลังจากแบตเตอรี่ความจุ 54.3 kWh ทำระยะทางได้สูงสุดถึง 400 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ที่ได้รับมาตรฐาน NEDC โดยมีอัตราเร่ง ตั้งแต่ 0-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สรุปท้ายบทความ
หากใครที่กำลังมองหารถยนต์คุณภาพดี ราคาไม่แรง สามารถเข้ามาซื้อได้ง่าย ๆ ที่ Kaidee Auto เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมรถยนต์มากมายที่ได้คุณภาพ แถมสามารถติดต่อผู้ขายได้โดยตรงอีกด้วย นัดรับได้สะดวก ตีสภาพรถได้ก่อนซื้อ ต้องที่นี่เลย!!!