เรื่องง่าย ๆ ของรถยนต์ ที่ผู้หญิงสามารถจัดการเองได้

เรื่องง่าย ๆ ของรถยนต์ ที่ผู้หญิงสามารถจัดการเองได้

เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เหล่าสาว ๆ อาจจะไม่ถนัดเท่าไรนัก ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของรถยนต์ เพราะการซ่อมแต่ละครั้งจะต้องเปื้อนคราบน้ำมันบ้าง หรือจะต้องมุดไปดูโน่นบ้างนี่บ้าง ก็อาจดูไม่เหมาะสำหรับสาว ๆ แต่การดูแลรถให้ดีก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพื่อที่จะให้รถยนต์นั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ก็ควรที่จะหมั่นตรวจเช็กรถอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็คงจะเกิดคำถามขึ้นในหัวของสาว ๆ แน่ว่า

“มันมีอะไรที่ผู้หญิงทำได้ง่าย ๆ จริงเหรอ??”

8 สิ่งที่ผู้หญิงสามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องง้อผู้ชาย

1. ก่อนออกรถให้ตรวจดูที่พื้นว่ามีน้ำหยดไหม

เป็นการตรวจเช็กวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้รู้ได้ว่า มีน้ำรั่วหรือไม่ เพียงแค่มองที่พื้นตรงที่รถจอดอยู่เท่านั้น ง่ายมากเลยใช่ไหมล่ะ ซึ่งน้ำที่รั่วออกมานั้น อาจจะเป็นน้ำหรือน้ำมันจากส่วนใดส่วนหนึ่งของรถก็เป็นได้

วิธีสังเกตหากหยดเป็นน้ำ

  1. อาจจะมาจากระบบแอร์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นน้ำทิ้งที่แอร์นั้นทิ้งออกมา อาจจะมาจากตัวกรองที่เสื่อมประสิทธิภาพแล้ว 
  2. น้ำจากที่ปัดน้ำฝน ให้ลองนำน้ำไปเติมในช่องของที่เติมน้ำสำหรับปัดน้ำฝนดู หากเติมไปแล้วเห็นน้ำรั่ว แต่ว่าต้องเปลี่ยนตัวถังที่ปัดน้ำฝน

วิธีสังเกตหากหยดเป็นน้ำมัน

  1. น้ำมันเป็นสีแดง : เป็นสีของน้ำมันเกียร์
  2. น้ำมันสีน้ำตาลขุ่น : เป็นสีของน้ำมันเครื่อง
  3. น้ำมันเป็นสีน้ำตาลเข้ม : เป็นสีของน้ำมันเบรก
  4. น้ำมันเป็นสีเขียว เหลือง หรือชมพู :  เป็นสีของน้ำมันระบบความเย็นในเครื่องยนต์

2. ตรวจลมยางอย่างสม่ำเสมอ

การตรวจลมอย่างเป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำได้ง่าย แถมช่วยถนอมไม่ให้ดอกยางของรถนั้นสึกลงไปก่อนเวลาได้อีกด้วย ทั้งนี้ควรเติมลมยางที่เหมาะสมกับรถยนต์แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่น โดยดูได้จากคู่มือรถ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว รถเก๋งจะเติมอยู่ที่ 32-35 PSI ซึ่งควรสอบอาทิตย์ละครั้ง

TIPS : หากไม่มีที่เติมลมแบบสามารถวัดค่า PSI ได้ ให้ไปเติมที่ปั๊มน้ำมันได้

3. สังเกตหน้าปัดรถให้เป็น

พูดได้เลยว่าจุดนี้เป็นศูนย์รวมของสิ่งที่จำเป็นไว้ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ เพราะหากรถเกิดอาการผิดปกติที่ค่อนข้างจะเป็นอันตรายแล้ว ก็จะแสดงสัญลักษณ์รูปแบบต่าง ๆ มาเพื่อบ่งบอกว่าควรนำรถยนต์ไปตรวจเช็กและเปลี่ยนอะไหล่ได้แล้ว ซึ่งไม่ควรปล่อยทิ้งเอาไว้นาน เพราะอาจจะทำให้ส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นเสียหายตามมาได้ในอนาคต

ดูความหมายของสัญญาณไฟที่นี่

4. ตรวจเช็กของเหลวส่วนต่าง ๆ ของรถ

ในส่วนนี้ผู้หญิงอาจจะต้องทำใจนิดนึงว่าอาจจะมีเปื้อนมือเล็กน้อย งั้นวิธีนี้ให้ไปทำวันที่คุณคิดว่าจะไม่ต้องไหนแล้วกัน เพราะเรื่องของเหลวในรถก็เป็นสิ่งสำคัญและมีที่ต้องดูหลายจุดเลยทีเดียว ซึ่งแต่ละจุดหากเกิดการแห้งขึ้นมา ก็มีโอกาสที่จะทำให้รถยนต์เสียหายหรือพังได้เลย โดยส่วนที่จำเป็นต้องดูก็มีดังนี้

เช็กน้ำมันเครื่อง

ให้ดึงก้านวัดน้ำมันขึ้นมาเช็ดทำความสะอาดด้วยทิชชู่และเสียบกลับเข้าไป แล้วดึงออกมาใหม่ ให้ดูคราบน้ำมันที่ติดขึ้นมาบนก้านเช็ก หากระดับน้ำมันอยู่ที่ระดับตัวอักษรระห่าง F กับ L บนก้านถือว่าน้ำมันปกติ หากต่ำกว่า L ให้ไปเติมน้ำมันเครื่องได้แล้ว

เช็กน้ำมันเบรค

ให้ดูที่กระปุกน้ำมันเบรค โดยที่ระดับน้ำมันจะต้องไม่อยู่ต่ำกว่าขีดที่เขียนว่า MIN และก็ไม่ควรเติมให้เกินระดับ MAX เช่นเดียวกัน

เช็กน้ำหล่อเย็น

เป็นอีกส่วนที่ควรให้ความสำคัญ ควรจะให้น้ำหล่อเย็นนั้นอยู่ที่ Full เสมอ เพราะไม่อย่างนั้น อาจจะส่งผลให้เครื่องยนต์นั้นร้อนเกินกว่าปกติ และทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์ได้

TIPS : ทุก ๆ การตรวจเช็คของเหลวในรถ ควรนำรถไปจอดในพื้นที่ราบเรียบ ไม่เอียง

5. เปลี่ยนยางที่ปัดน้ำฝน

ส่วนที่เปลี่ยนได้ง่ายที่สุดที่นึกออก ก็คงหนีไม่พ้น นี่เลย!! ยางของที่ปัดน้ำฝน เพราะรถยนต์ของเราย่อมโดนแดดโดนอากาศที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน ยางก็อาจจะมีการกรอบและแข็งขึ้น ซึ่งจะทำให้การปัดน้ำฝนนั้นแย่ลง หรือไม่แน่อาจจะปัดน้ำที่อยู่บนกระจกไม่ได้เลย ดังนั้นควรเปลี่ยนใหม่อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อลดอุบัติเหตุขณะฝนตกและมองทางไม่เห็นได้อีกด้วย

6. พกอุปกรณ์ซ่อมและสายพ่วงติดรถไว้

การพกอุปกรณ์ซ่อมและสายพ่วงติดรถไว้ ถึงแม้ว่าสาวๆ อาจจะไม่ถนัดซ่อมเท่าไรนัก อย่างน้อยก็ยังพอที่จะสามารถ หาใครสักคนแถวนั้นที่พอจะช่วยได้ ซึ่งอุปกรณ์บางอย่างก็จะมีให้ในรถอยู่แล้ว คือ ที่เปลี่ยนล้อสำรอง แต่ที่ควรจะซื้อมาพกไว้เพิ่มเติมเลย ก็หนีไม่พ้นสายพ่วง กันแบตเตอรี่เสียหรือหมดระหว่างทาง อย่างน้อยพบเห็นคนใจดี ขอเค้าพ่วงแบตสักหน่อยก็ยังดี

อุปกรณ์ซ่อมอื่น ๆ ที่ควรพกติดรถไว้

  1. ชุดเครื่องมือช่าง
  2. ไฟฉาย
  3. แม่แรงแบบพกพา
  4. สายลากรถ
  5. ป้ายไฟฉุกเฉิน

TIPS : ถ้าหากรถยนต์มีประกัน ห้ามลืมที่จะพกคู่มือประกันติดรถเอาไว้ หากเกิดอุบัติเหตุรถชน จะได้สามารถโทรเรียกประกันมาประเมินความเสียหายได้

7. ทำความสะอาดรถให้ใหม่อยู่เสมอ

ในส่วนนี้อาจจะไม่เป็นเรื่องของการซ่อม แต่เป็นเรื่องของการถนอมรถที่รัก ให้คงสภาพเดิมได้ยาวนานมากที่สุด ด้วยประเทศไทยเป็นเมืองร้อน การตากแดดนาน ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีกับสีของรถเท่าไรนัก รวมไปถึงสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็อาจจะทำให้รถเป็นรอยได้เช่นเดียวกัน หมั่นทำความสะอาดรถให้ดูดี หรือนำไปให้ร้านล้าง อัด ฉีด อย่างน้อย ๆ เดือนละ 2 ครั้งก็ยังดี

8. วอร์มเครื่องยนต์ก่อนเริ่มขับขี่

สาว ๆ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า การที่สตาร์ทรถและขับออกไปทันทีโดยไม่วอร์มเครื่องยนต์ก่อนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีเท่าไร ซึ่งวิธีวอร์มของรถยนต์ในปัจจุบันคือ การขับรถยนต์ช้า ๆ ให้รอบเครื่องทำงานเบา ๆ สัก 5 นาที ส่วนถ้าเป็นรถยนต์เก่าสมัยยุค 2000 ต้น ๆ ก็ควรสตาร์ทรถทิ้งไว้ 5 นาทีก่อนการขับขี่ เท่านี้ก็เป็นการรักษาเครื่องยนต์ไปได้

สรุปบทความ เรื่องรถที่ผู้หญิงสามารถจัดการได้

สิ่งที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่ผู้หญิงสามารถทำได้เอง ก็คงจะเป็นเรื่องของการดูแลรักษาตัวรถทั้งเรื่องของการพกอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ไว้ในรถให้พร้อม การตรวจเช็คปริมาณของเหลวให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง ยางรถยนต์ที่พร้อมใช้งาน เพื่อไม่ให้รถเกิดความเสียหายได้ในระยะยาวได้ ถ้าหากนอกเหนือจากจากนั้น ก็ควรที่จะให้ช่างผู้เชี่ยวชาญดูและตรวจสอบจะดีกว่า

ทั้งนี้หากคุณไม่มั่นใจว่าคุณจะตรวจสอบรถได้ดีพอ บริการ Kaidee Certified เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่ารถยนต์ของคุณ จะอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ขับขี่ในชีวิตประจำวัน หรือหากอยากซื้อรถใหม่ก็เข้ามาดูเลยที่ Kaidee Auto ที่มีรถยนต์หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายรุ่นที่ตรงกับความต้องการ ในทุกไลฟ์สไตล์

โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ดีจริงหรือ??

โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ดีจริงหรือ??

เดี๋ยวนี้การที่จะเรียนขับรถนั้นก็ไม่ได้ยากเท่าไรนัก เพราะสมัยนี้มีโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่อยู่ทุกที่เต็มไปหมด อีกทั้งรถยนต์ในตอนนี้ก็ขับง่ายแถมมีระบบที่เข้ามาช่วยให้ผู้ขับขี่ ขับรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงรถยนต์เกียร์ธรรมดาที่ค่อย ๆ หายไปตามกาลและเวลา โรงเรียนสอนขับรถจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง ถ้าหากคุณอยากขับรถเป็น

ในโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่มีอะไรบ้าง

ตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ ผู้ที่จะสอบใบขับขี่จะต้องผ่านการอบรมทฤษฏีและกฎจราจรเป็นเวลา 5 ชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถสอบใบขับขี่ได้ โรงเรียนสอนขับรถจึงเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำให้ โดยสอนตังแต่การขับรถ อบรมกฎจราจร สอบภาคทฤษฎี และสอบภาคปฏิบัติของใบขับขี่ มาครบจบในที่เดียว 

จำเป็นจริงหรือ?? ที่จะไปเรียนในโรงเรียนสอนขับรถ

ใช่ว่าการไปเรียนในโรงเรียนจะเหมาะกับทุกคน เพราะถ้าหากสามารถฝึกได้ด้วยตัวเอง บวกเข้ากับมีคนช่วยสอน ก็อาจจะไม่จำเป็นเท่าไรนัก แต่มันก็มีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย จะดูแค่นี้ไม่ได้ ถ้าหากเป็นอย่างนั้น ใครบ้างล่ะที่จะเหมาะสมกับการเรียนในโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่

โรงเรียนสอนขับรถเหมาะกับใคร

1. เหมาะกับผู้ที่ไม่มีคนรู้จักที่ขับรถเป็นคนช่วยสอน

เพราะผู้จะสอนขับรถได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีใบขับขี่มาแล้วอย่างน้อย 3 ปี และนั่งข้างผู้เรียนอีกด้วย ทำให้เป็นข้อกำหนดที่ค่อนข้างจะหาได้ยากสักหน่อย (ถ้าหากไม่ตรงตามนี้ก็จะผิดกฎหมายด้วยนะ)

2. ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไรนัก

โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่นั้นเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างเท่าไร เพียงใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมง ในช่วงเย็น หรือว่าจะเรียนยาว ๆ (ทั้งนี้อยู่ที่คอร์สที่ลง) สามารถปรับเปลี่ยนเวลาให้ตรงกับความว่างของตัวคุณเองได้

3. ไม่ชอบการรอนาน ๆ ที่ขนส่ง

เป็นอีกทางที่ใช้เงินแก้ปัญหาเรื่องเวลา เพราะการไปขนส่งแต่ละที นอกจากจะรอนานทั้งรออบรม รอสอบทฤษฎี รอสอบปฏิบัติ บางทีใช้เวลาหลายวันมาก (ไหนจะต้องเผื่อว่าจะไม่ผ่านอีก) ทำให้เสียเวลาเข้าไปใหญ่ การที่โรงเรียนมีให้ครบ นั่นหมายความว่าสามารถ สอบซ่อมภายในวันเดียวได้เลย ไม่ต้องไปรอต่อคิว

4. กลัวทะเลาะกับคนรู้จักที่มาช่วยสอน

บอกเลยว่าข้อนี้เป็นกันเกือบทุกคน เวลาให้คนที่รู้จักช่วยสอน มักจะทะเลาะกัน จนทำให้การเรียนไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก อาจจะเป็นเพราะว่าคนที่ขับเป็นเมื่อสอนให้ผู้เรียน ผู้เรียนทำไม่ได้ ก็อาจจะอารมณ์ร้อน และถ้ามองมุมกลับกันผู้เรียนก็ขับรถไม่เป็น อาจจะทำให้หงุดหงิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน (ทางที่ดีมองใจเขาใจเรา สอนกันดี ๆ ด้วยความเข้าใจกันด้วยล่ะ)

5. คนที่ยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง

เป็นเรื่องลำบากไม่ใช่น้อย หากไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง หรือคนในครอบครัวต่างก็ไม่มีรถ เพราะการยืมรถของใครมาเพื่อฝึกขับก็คงจะไม่ดีเท่าไรนัก ดังนั้นการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ จะมีอุปกรณ์ให้ครบ รวมไปถึงรถยนต์สำหรับฝึกที่มีเบรกอยู่ทั้งฝั่งคนขับและฝั่งผู้สอน

ข้อเสียของการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถ

การไปเรียนถึงแม้จะได้ความสะดวกสบาย รวดเร็วทันใจ แต่ว่าก็มีข้อที่ต้องนำมาคิดก่อนตัดสินใจว่าควรไปเรียนดีไหมอยู่ 

1. ค่าใช้จ่ายสูง

จะบอกว่าค่าเรียนแพงขนาดรับไม่ได้ก็คงจะไม่ใช่ เพราะคอร์สเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มอยู่ที่ 5,500 บาท เรียนทั้งหมด 10 ชั่วโมงเท่านั้น ไม่รวมการสอบ (ซึ่งหากว่าเรียนแล้ว ยังไม่ได้ขับรถจริง อาจจะยังไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก เพราะว่าการขับรถต้องใช้ความกล้าในการออกถนนใหญ่ด้วย (ซึ่งเป็นปัญหาของหลาย ๆ คน ที่เรียนมาแล้วขับจริงไม่ได้)

2. คิวของแต่ละช่วงเวลาที่ต้องจอง

แน่นอนว่าการเรียนวันละ 2 ชั่วโมง ทุกวัน ๆ มันจะมีอยู่ไม่กี่ช่วงเวลาที่เหล่าวัยทำงานจะว่างมาเรียน นั่นก็คือช่วงเวลาหลังเลิกงาน นั่นหมายความว่าเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการเรียน ทำให้เกิดการจองเวลาเรียนที่ยาก บางครั้งอาจจะต้องรอ 2 – 3 เดือนกันเลยทีเดียวกว่าได้จะได้เริ่มเรียนจริง ๆ

3. คนสอนที่เลือกไม่ได้

เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ไม่อาจจะรู้ได้เลยก่อนเรียนว่า ตัวคุณนั้นจะต้องไปเจอกับใครที่จะมาสอน หากสอนได้ดีก็ดีไป แต่ถ้าหากไม่ดี ก็ถือว่าซวย อาจจะเป็นการเสียเงินฟรี ๆ เลยก็เป็นไปได้ ถึงแม้ว่าคุณจะดูรีวิวมาจากหลาย ๆ แหล่งแล้วก็ตาม

หลังจากเรียนเสร็จต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อผ่านกระบวนการทั้งหมดในการเรียนทั้งหมด 10 ชั่วโมงเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งการสอนนั้นจะมีทั้งการขับอยู่ภายในโรงเรียนและการสอนขับออกไปบนถนนจริง เมื่อจบหลักสูตรภาคปฎิบัติแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนต่อจากนี้อีก ไม่ใช่น้อย

เรียนกฎหมายจราจรอีก 5 ชั่วโมง

เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ก่อนที่จะสอบใบขับขี่ได้จะต้องผ่านการอบรม 5 ชั่วโมงก่อน ซึ่งทางโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ก็จัดให้กับการอบรบจนครบเวลา เพื่อที่จะสามารถไปสอบในขั้นถัด ๆ ไป รวมไปถึงการนำไปใช้จริงบนท้องถนนในประเทศไทยได้อีกด้วย (เพราะเรื่องกฎจราจรนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก)

สอบภาคทฤษฏี

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนของการสอบแล้ว เหมือนกับการไปสอบที่กรมขนส่งทุกประการ ต่างกันแค่ว่าไม่ต้องไปที่กรมขนส่ง แต่สอบที่โรงเรียนได้เลย ซึ่งเกณฑ์ในการผ่านก็คือต้องได้ 45 ข้อ จากทั้งหมด 50 ข้อ นั่นหมายความว่าผิดได้แค่ 5 ข้อเท่านั้น (ข้อสอบไม่ยากเพราะเป็นสิ่งที่เราเห็น ๆ กันในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว)

สอบภาคปฏิบัติ

ต่อกันที่สอบภาคปฎิบัติ หลังจากสอบภาคทฤษฎีจบไปและผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องลงมาสอบกันต่อที่สนามขับขี่ โดยก็สอบเหมือนที่กรมขนส่งกำหนด คือ 3 ท่าบังคับ (ซึ่งจะต้องผ่านทั้งหมด)

  • ทดสอบเดินหน้า – ถอยหลัง
  • ทดสอบถอยจอดเข้าซอง
  • ทดสอบจอดเทียบทางเท้า

เตรียมเอกสารเพื่อไปยื่นรับใบขับขี่

ขั้นตอนนี้คือทุกอย่างเสร็จสิ้น ทางโรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่จะให้ “เอกสารรับรอง” ทีนี้ก็เหลือแค่เตรียมเอกสารให้พร้อมและเดินทางไปทำใบขับขี่ที่กรมขนส่งประจำจังหวัด

เอกสารที่ต้องเตรียมไปด้วย

  • เอกสารรับรองจากทางโรงเรียน
  • ใบรับรองแพทย์ (สามารถใช้ใบรับรองจากคลินิกก็ได้)
  • ค่าธรรมเนียม 205 บาท

ไปรับใบขับขี่ที่กรมขนส่ง

ท้ายที่สุดคือการไปที่กรมขนส่ง กำเอกสารทั้งหมดไป รอเรียกเพื่อถ่ายรูปและรอรับใบขับขี่ และสามารถกลับบ้านได้เลย (ทีนี้ก็จะสามารถขับรถได้อย่างถูกกฎหมายแล้ว)

สรุปท้ายบทความ โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ดีจริงหรือ??

เป็นอย่างไรกันบ้าง เมื่ออ่านข้อมูลทั้งหมดดูแล้ว ลองนำมาชั่งน้ำหนักกันดูว่า คุณนั้นมีคนที่สามารถช่วยสอนคุณขับรถได้ โดยที่จะไม่ทะเลาะกันหรือไม่ หรือถ้าหากคุณรู้แล้วว่าเป็นคนที่เหมาะกับการไปเรียนที่โรงเรียนสอนขับรถพร้อมใบขับขี่ ก็ลุยโลด!! เพราะสามารถประหยัดเวลาได้หลายชัวโมงเลยทีเดียว

หลังจากที่ไปเรียนขับรถมาแล้ว ทำเรื่องจนได้ใบขับขี่มาเรียบร้อย หากคุณยังไม่มีรถยนต์สักคันแล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูเลยที่ Kaidee Auto ที่ ๆ รวมรถยนต์ราคาดี แถมมีตัวเลือกมากมายที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ และเหมาะกับรถยนต์คันแรกของคุณ

รวมรถยนต์ในการ์ตูนยอดฮิต ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน!!

รวมรถยนต์ในการ์ตูนยอดฮิต ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน!!

ผม “เอโดงาวะ โคนัน ถึงแม้ตัวจะเป็นเด็ก แต่สมองเป็นผู้ใหญ่” เป็นยอดนักสืบ ประโยคติดหูที่ใครเป็นสาวกการ์ตูนเรื่องนี้จะต้องได้ยินจนเบื่อ ซึ่งวันนี้เราจะไม่ได้มาพูดกันถึงเรื่องเนื้อหา หรือคดีฆาตกรรมสุดแปลก ที่มาให้ชมในทุก ๆ ตอน (นี่มันเด็กตัวซวยชัด ๆ ไปที่ไหนก็มีคนต้องตาย) แต่ว่าเราจะพามาดูรถยนต์ในการ์ตูนเรื่องนี้กัน ว่ามีรถอะไรบ้างที่มีอยู่ในชีวิตจริง บอกเลยว่าเป็นรถที่เท่เสียด้วย

ท้าวความการ์ตูน โคนัน กันเสียหน่อย

สำหรับน้อง ๆ ที่มีอายุไม่มากนัก อาจจะยังไม่รู้จักว่า “โคนัน” เป็นการ์ตูนแบบไหน เรียกได้ว่าเป็นชุดการ์ตูนสืบสวนสอบสวนที่ได้รับความนิยมกันมาอย่างยาวนาน โดยเรื่องนั้นเริ่มมาจาก หนุ่มมัธยมปลาย อายุ 17 ปี ชื่อว่า คุโด ชินอิจิ ที่ได้รับฉายาว่าเป็น สุดยอดนักสืบตะวันออก แต่ในวันหนึ่งเขาได้ไปเที่ยวสวนสนุกกับเพื่อที่ชื่อ โมริ รัน จนกระทั่งพบความไม่ชอบมาพากลของกลุ่มชายชุดดำเข้า ท้ายที่สุดเขาโดนทำร้ายและนำยาพิษให้กิน พอรู้สึกตัวอีกที ร่างกายก็หดเล็กลงเสียแล้ว จึงต้องปลอมตัวและชื่อมาใช้ เอโดงาวะ โคนัน เพื่อสืบเรื่องของชายชุดดำ และกลายมาเป็นจุดเรื่มต้นของคดีมากมายที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง

รถประตำแหน่งของตัวละครภายในการ์ตูนโคนัน

หากทุกคนที่เข้ามาอ่านแล้วรู้สึกว่า การ์ตูนสืบสวนสอบสวนนั้นจะมีฉากที่ขับรถน้อยแล้วล่ะก็ “คุณคิดผิดครับ!!” ต้องขอบอกเลยว่าในเรื่องนี้ ตัวละครเอกเกือบทุกตัว ขับรถนะครับ และแต่ละคันก็คือสวยและเท่ แถมยังมีอยู่จริง ๆ ในโลกนี้อีกด้วย ไปดูพร้อมกันเลยว่าตัวละครไหน ขับรถอะไรกันบ้าง

ดร. อากาสะ – Volkswagen Beetle

เรียกได้ว่าแทบจะเป็นรถยนต์คันแรก ๆ ที่โผล่ออกมาให้เห็นในการ์ตูนเรื่องนี้เลยก็ว่าได้กับรถเต่าคันสีเหลือง ที่เป็นรถยนต์คู่ในของดร.อากาสะเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการขับพาโคนันไปสืบคดีต่าง ๆ แล้ว ยังรวมไปถึงการพาแก๊งค์นักสืบเยาวชนไปเที่ยวก็ใช้เจ้า Volkswagen Beetle คันนี้อีกด้วย

คุโด้ ยูกิโกะ – Jaguar E-Type

คุโด้ ยูกิโกะ ซึ่งเป็นตัวละครแม่ของพระเอกในเรื่องอย่างคุโด้ ชินอิจิ (ที่ตอนนี้กลายเป็น โคนัน ไปแล้ว) ถึงแม้ว่าในเรื่องจะโผล่มาให้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็มาพร้อมรถยนต์สุดเท่อย่าง Jaguar E-Type ที่ในเรื่องใช้ป้ายทะเบียน YUK-910 ซึ่งเอามาจากชื่อของตัวละครเองอีกด้วย 

คิซากิ เอริ – Mini Cooper 1.3i mark VII

ทนายสาวอดีตภรรยาของตัวเอกอย่างคุณลุง โมริ โคโกโร่ ที่มาพร้อมกับ Mini Cooper 1.3i mark Vii คันสีฟ้าสะดุดตา ซึ่งจากในรูป จะเห็นได้ว่าเป็นรถพวงมาลัยซ้าย แสดงว่าเป็นรถที่นำเข้ามาอย่างแน่นอน เพราะประเทศญี่ปุ่นนั้นรถจะเป็นพวงมาลัยขวา

ผู้หมวดทาคางิ – Nissan GTR R34

อีกหนึ่งตัวละครหลัก ที่เด่นไม่แพ้โคนันเลย อย่างผู้หมวดทาคางิ ที่นอกจากจะเป็นตำรวจที่ทำคดีต่าง ๆ (เห็นแทบทุกตอน) ในบางครั้งยังเป็นคนที่ต้องขับรถไล่จับคนร้ายในการ์ตูนอีกด้วย แน่นอนว่าการไล่จับจะต้องใช้รถที่เร็วแรงไม่แพ้ตัวร้าย จัดมาให้เลยกับ Nissan GTR R34 ก็อตซิล่าทางเรียบกันเลยทีเดียว

ผู้หมวดซาโต้ – Mazda RX7

ถ้าพูดถึงหมวดทาคางิแล้ว จะไม่พูดถึงหมวดซาโต้ ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าทั้งคู่นั้นเป็นคู่รักแห่งกรมตำรวจ ซึ่งหมวดซาโต้ก็ขับรถที่แรง ไม่น้อยหน้ากันเลย อย่าง Mazda RX7 คันสีแดงแป๊ด เรียกได้ว่าถ้าเจอหมวดซาโต้ขับรถเมื่อไร ฉากบู๊ไล่ล่าสุดมันจะเกิดขึ้นในทันที

อามุโร่ โทโอรุ – Mazda RX7

เมื่อพูดถึง Mazda RX7 แล้ว นอกจากผู้หมวดซาโต้แล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่ใช้รถยนต์รุ่นนี้ ซึ่งเป็นตัวละครที่โผล่มาได้ไม่ไม่นานนัก แต่กลับกลายมาเป็นตัวดำเนินเรื่องที่คอยสร้างปมให้แก่เรื่องโคนันอย่างมหาศาล เพราะชายคนนี้เป็นหนึ่งในตำรวจที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในกลุ่มชายชุดดำ ทำให้เกิดฉากที่ตื่นเต้นเร้าใจด้วยรถยนต์คันนี้เสมอ เมื่อในฉากมี อามุโร่และคู่ปรับของเค้า อย่างอากาอิ ชูอิจิ

อากาอิ ชูอิจิ Ford Mustang

มากันที่คู่ปรับอย่าง อากาอิ ชูอิจิกันบ้าง เขาเพิ่งเผยรถ Ford Mustang ในการ์ตูนโคนัน The Movie 20 ปริศนารัตติกาลทมิฬ ที่ฉายในโรงไปเมื่อปี 2016 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฉากที่สร้างความประทับใจให้แก่เหล่าแฟน ๆ โคนันเป็นอย่าง เพราะเป็นภาคที่มีการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดของสามตัวละครหลักด้วยกัน ทั้งตัวเอกของเรื่องอย่าง โคนัน อากาอิ และอามุโร่ นั่นเอง

ยีน – Porsche 356A

พูดกันมายืดยาว จะไม่พูดถึงตัวร้ายตัวนี้ก็คงจะไม่ได้ นอกจากเป็นตัวจุดฉนวนของเรื่องทั้งหมดแล้ว ยังเป็นตัวละครที่คอยมาเติมสีสันให้แก่เรื่อง ให้พบเจอกับปริศนามากมายของกลุ่มชายชุดดำ เรามักจะเห็นรถยนต์ Porsche คันนี้ไปที่ไหน จะต้องมียีนไปด้วย พร้อมกับในตอนนั้นจะต้องมีใครสักคนถูกกำจัดทิ้งอย่างแน่นอน (เป็นตัวละครที่ลึกลับตั้งแต่ต้น จนมาถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้)

สรุปท้ายบทความ รถยนต์สุดเท่ในการ์ตูนโคนัน

คาดไม่ถึงกันเลยใช่ไหมล่ะว่าในการ์ตูน ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน จะมีรถยนต์มากมายขนาดนี้ นี่ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นที่มีอยู่ภายในเรื่องนี้ เพราะถ้าเอามาทั้งหมดเกรงว่าบทความนึงจะไม่พอเอา แต่เอาเป็นว่า เรารวมรถทุกคันที่ตัวละครหลักใช้มาให้แล้ว มีแต่รถเท่ ๆ เจ๋ง ๆ ทั้งนั้นเลย

ใครถูกใจหรือสนใจที่จะเลือกซื้อรถอยู่แล้วล่ะก็ ขอบอกเลยว่า Kaidee Auto ที่นี่ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะว่ามีรถยนต์มากมายให้เลือก อีกทั้งยังสามารถติดซื้อได้กับเจ้าของรถโดยตรงได้ง่าย ๆ แถมนัดดูรถก่อนการซื้อได้อีกด้วย

ใครใช้รถต้องรู้ไว้!! น้ำมันเกียร์สำคัญกว่าที่คิด

ใครใช้รถต้องรู้ไว้!! น้ำมันเกียร์สำคัญกว่าที่คิด

ปวดหัวกันอยู่ไหม?? กับการที่เวลานำรถเข้าศูนย์ซ่อมแต่ละที ช่างก็มักจะถามว่า “ได้เปลี่ยนน้ำมันโน่นนี่นั่นแล้วหรือยัง” หนึ่งในนั้นก็มักจะมี “น้ำมันเกียร์” รวมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าน้ำมันเกียร์เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก และคุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็เป็นไปได้

แต่ทว่าปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าหากคุณได้อ่านบทความนี้ คุณจะได้เป็นผู้รู้และชำนาญในเรื่องน้ำมันเกียร์ ว่าควรทำอย่างไร และเปลี่ยนตอนไหนถึงจะดีและถนอมรถยนต์ให้อยู่กับคุณได้นานมากที่สุด ว่าแล้วก็ไปอ่านกันเลย

น้ำมันเกียร์ ทำหน้าที่อะไรในรถ

เริ่มกันด้วยสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนเลยนั่นก็คือ “น้ำมันเกียร์” ทำหน้าที่อะไร ตามชื่อของมันเลยเป็นน้ำมันที่เอาไว้หล่อลื่นเฟืองเกียร์ เพราะเกียร์อีกอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ น้ำมันเกียร์จึงใส่เพื่อให้ระบบเกียร์ทำงานได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด รวมไปถึงทำให้ฟันเฟืองแต่ละซี่ไม่สบกันโดยตรง ลดแรงเสียดสีของชิ้นส่วนภายในระบบเกียร์ และที่เจ๋งที่สุดเลย คือ เพื่อป้องกันสนิมที่เกิดจากความชื้นหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้และขัดกับระบบทำงาน ซึ่งน้ำมันเกียร์ก็สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน

1. น้ำมันสำหรับเกียร์ธรรมดา

จะเป็นน้ำมันที่มีความหนืดสูง เนื่องจากจะต้องนำไปใช้กับระบบคลัทช์ ด้วยการที่วิธีเปลี่ยนเกียร์ของรถยนต์เกียร์ธรรมดานั้น มักจะเกิดการเสียดสีที่ค่อนข้างสูง จึงต้องมีค่าความหนืดที่สูงกว่า ซึ่งปกติแล้วมักจะใช้ค่าความหนืดที่ 75W-85 ขึ้นไป

2. น้ำมันสำหรับเกียร์ออโต้

ในส่วนเกียร์ออโต้ น้ำมันเกียร์จะมีความหนืดน้อยกว่า เพราะระบบของเกียร์ออโต้เป็นแบบฟันเฟือง ทำให้มีการเสียดสีน้อย การเลือกใช้น้ำมันค่าความหนืดต่ำจะช่วยให้น้ำมันไหลลื่นไปเคลือบชิ้นส่วนอื่น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใช้ค่าความหนืดที่ OW-5 หรือ 5W-10

คุณสมบัติของน้ำมันเกียร์

1. ไม่กัดกร่อนวัสดุในกระปุกเกียร์ เช่น โลหะ ยาง พลาสติก หรือวัสดุอื่น ๆ ได้

2. ไม่สามารถติดไฟได้ ไม่เสื่อมสภาพ และทนต่อความร้อนสูง

3. ป้องกันการเกิดสนิม ป้องกันความชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดฟองตามมา

4. ไม่มีความหนืดมาก มีลักษณะใสที่อุณหภูมิต่ำ สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วหรือช่องว่างต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

น้ำมันเกียร์ธรรมดาและออโต้ใช้แทนกันได้หรือไม่

อาจจะพอเดา ๆ กันได้อยู่บ้าง เรื่องของค่าความหนืดที่มีผลกับเรื่องของระบบเกียร์ที่แตกต่างกันออกไปของระหว่างเกียร์ธรรมดา และเกียร์ออโต้ แน่นอนว่า น้ำมันเกียร์ควรแยกประเภทกันอย่างชัดเจน ไม่ควรใช้แทนกัน เพราะอาจทำให้เกิดผลเสียตามมาได้

TIPS : ก่อนเลือกซื้อน้ำมันเกียร์ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าจะใช้กับรถยนต์ประเภทไหน

วิธีตรวจสอบน้ำมันเกียร์

จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันเกียร์ในรถของเราเสื่อมคุณภาพ และไม่ไหวจะใช้อีกต่อไปแล้ว ง่าย ๆ เลยเพียงแค่ดูสีของน้ำมันเกียร์ เดิมทีแล้วน้ำมันจะเป็นสีเหลืองไม่ก็เป็นสีแดง ซึ่งถ้าหากเปิดออกมาดูแล้วพบบว่าเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ นั่นคือสัญญาณที่ว่าควรเปลี่ยนได้แล้ว โดยขั้นตอนการตรวจสอบมีดังนี้

ขั้นตอนการตรวจสอบ

1. ให้เข้าเกียร์ P และดึงเบรกมือ

2. ดึงก้านวัดขึ้นและค่อย ๆ ทำความสะอาดบริเวณก้านวัด 

3. เสียบก้านวัดกลับไปที่เดิม และดึงกลับขึ้นมาใหม่

4. สังเกตรอยน้ำมัน ระดับก้านวัดจะมีรอย 4 รอย คือ 2 รอยล่าง แสดงระดับขณะเครื่องเย็น และ 2 รอยบน ขณะเครื่องร้อนหรือเครื่องยนต์ทำงาน

TIPS : ซึ่งระดับของน้ำมันเกียร์จะต้องไม่ต่ำจนเกินไป

รู้หรือไม่ว่า น้ำมันเกียร์ มีระยะเวลาที่ควรเปลี่ยนอยู่

อย่าแค่มานั่งรอให้น้ำมันนั้นเปลี่ยนสีจากสีเดิมเป็นสีดำ จริง ๆ แล้วมันมีระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันในแต่ละครั้งอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแต่ละครั้งแนะนำอยู่ที่ทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร (ถึอว่ามากพอสมควรเลย) ซึ่งยอมเปลี่ยนก่อนที่น้ำมันเหล่านี้จะทำให้ระบบเกียร์พัง แต่ที่จะแค่เสียแค่ค่าน้ำมัน ทีนี้ได้เสียเสียค่ายกระบบเกียร์ใหม่แทนก็ไม่ไหวเหมือนกัน

TIPS : จดเตือนทุกครั้งหลังที่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์ ว่าครั้งถัดไปเปลี่ยนที่เลขไมล์เท่าไร

น้ำมันเกียร์เสื่อมคุณภาพเกิดจากอะไร

เกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบเจอกัน คือ ซื้อน้ำมันเกียร์ที่ไม่ได้คุณภาพ และไม่ตรงกับประเภทของเกียร์ที่ใช้นำมาเปลี่ยน ซึ่งก็จะทำให้น้ำมันนั้นเสื่อมสภาพได้เร็วยิ่งขึ้น ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะส่งผลให้รถยนต์เกิดอาการต่างๆ ได้ถ้าไม่ยอมเปลี่ยน

ถ้าไม่เปลี่ยนน้ำมันเกียร์รถจะเป็นอย่างไร

ปัญหาที่จะเจอหลัก ๆ ก็จะเกิดที่ระบบเกียร์นี่แหละ ซึ่งจะมีอาการบ่งบอกระหว่างขับรถอย่างชัดเจน ซึ่งหากทนขับต่อไปต้องไม่ดีแน่ ๆ ซึ่งรถยนต์จะเกิดอาการแปลก ๆ ต่อไปนี้

1. เกียร์จะสะดุด เมื่อเข้าเกียร์ขับเคลื่อน อย่างเกียร์ D หรือเกียร์ R

2. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้ว เกียร์ไม่ทำงานในทันที

3. เมื่อเปลี่ยนเกียร์แล้วเกิดเสียงดัง ครืด ๆ เหมือนมันอะไรติดขัดอยู่

4. นำมันหมดเร็วขึ้น เพราะเกิดมาจากเกียร์ที่ทำงานไม่สอดคล้องกับเครื่องยนต์

สรุปท้ายบทความ น้ำมันเกียร์สำคัญอย่างไร

เกียร์ในรถยนต์นั้นมีความสำคัญเท่าไร น้ำมันเกียร์ก็สำคัญมากเท่านั้น หากเกียร์เสียหายไป อาจจะทำให้รถยนต์ใช้ไม่ได้ หรืออาจจะเกิดอุบัติเหตุตามมาเลยก็เป็นได้ ซึ่งหนึ่งในโอกาสที่จะทำให้ระบบเกียร์เกิดการชำรุดเสียหายได้นั้น ก็มีส่วนหนึ่งที่มาจากน้ำมันเกียร์ที่เก่าเกินกว่าการใช้งาน ดังนั้นควรหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์เมื่อถึงกำหนดการเปลี่ยนทุกครั้ง อย่าลืมเป็นอันขาด

หากใครถึงกำหนดในการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์หรือต้องดูแลระบบเกียร์เพิ่มเติม สามารถหาอุปกรณ์และน้ำมันเกียร์ที่ Kaidee ที่มีทั้งอุปกรณ์ดูแลรถยนต์คุณภาพเยี่ยมมากมาย ให้รถยนต์ที่รักของคุณนั้นมีประสิทธิภาพที่ดี ใช้งานยืนยาว

เปิดโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564

เปิดโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564

กลับมาอีกครั้งกับการสอบใบขับขี่รถยนต์ปี 2564 ปีนี้เราจะมาพร้อมกับโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 ที่จัดหนักจัดเต็ม เอาแบบเน้น ๆ ว่าจุดไหนต้องอ่าน จุดไหนต้องห้ามพลาด คัดเฉพาะเนื้อ ๆ มาให้คุณ หากคุณกังวลว่าปีนี้ข้อสอบจะเปลี่ยนไป เราก็มาเตรียมเก็งข้อสอบให้เป๊ะ ไม่มีพลาดดีกว่า

เพราะส่วนใหญ่แล้วข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ แม้จะมีการเปลี่ยนข้อสอบอยู่บ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้วตัวโจทย์จะไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเสียเท่าไรนัก อาจมีการนำข้อสอบจากปีที่แล้วมาปนบ้าง แต่เชื่อเถอะว่า ที่นี่เราเก็งข้อสอบไว้แล้วไม่พลาดแน่นอน

มาอ่านกันเลย จุดไหนต้องห้ามข้าม!

โพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ที่ต้องจำ

ก่อนจะไปดูว่าข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ข้อไหนบ้างที่ต้องจำ เราต้องรู้ก่อนว่าโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ในครั้งนี้นั้น เรียกว่าเป็นการเปิดโพยแบบเน้น ๆ ที่มักจะเห็นได้บ่อยในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 

ในบทข้อสอบนี้เราจะแยกออกกันเป็นหมวด ๆ ที่จะเห็นได้ว่าหมวดใดบ้างจะมีข้อสอบอะไรที่ควรเน้น หรือข้อไหน แบบไหน ที่มักจะเห็นและออกได้บ่อยบ้าง ดังนั้นเรามาดูและจำให้แม่นเป๊ะ ให้ขึ้นใจว่าข้อสอบดังต่อไปนี้ออกในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 อย่างแน่นอน

หมวดกฎหมายว่าด้วยรถยนต์

ใบอนุญาตในการขับรถ เป็นเรื่องที่เรียกว่าสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์แล้วเป็นเรื่องปกติที่ควรจะต้องทราบอยู่แล้ว ดังนั้นหนึ่งในข้อสอบย่อมต้องมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาตในการขับขี่รถยนต์เป็นที่แน่นอน โดยเรื่องส่วนมากที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องของอายุใบขับขี่เป็นหลัก เช่น

1.ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราวมีอายุกี่ปี

คำตอบ  = 1 ปี

2.ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชนิด 5 ปีต่ออายุล่วงหน้ากี่เดือน

คำตอบ = 3 เดือน

3.บุคคลแบบไหนถึงจะสามารถขอรับใบอนุญาตขับรถได้

คำตอบ = ผู้ไม่เป็นผู้มีร่างกายพิการจนเป็นที่เห็นว่าไม่สามารถขับได้

4.ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถชั่วคราวต้องมีอายุกี่ปี

คำตอบ = ไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์

5.รถยนต์ไว้เพื่อขายหรือซ่อม (ป้ายแดง) สามารถขับได้ในช่วงเวลาใดบ้าง

คำตอบ = ขับได้ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก

หมวดกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก

นอกจากเรื่องของกฎหมายรถยนต์ที่เกี่ยวกับผู้ขับขี่โดยตรงแล้ว อีกหนึ่งกฎหมายที่จำเป็นต้องรู้ สำหรับคนที่ต้องการจะสอบใบขับขี่รถยนต์ รวมถึงต้องการที่จะนำมาใช้ในการขับขี่จริง ก็จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ว่าด้วยเรื่องกฎหมายการจราจรทางบก ดังต่อไปนี้

1.การหยุดรถบริเวณทางแยกต้องทำอย่างไร

คำตอบ = หยุดหลังเส้นแนวหยุด

2.ผู้ขับขี่ต้องรับรถให้ห่างจากคันหน้าเท่าไร

คำตอบ =  ในระยะที่จะสามารถหยุดรถได้ปลอดภัยเมื่อจำเป็น

3.เมื่อจะเปลี่ยนช่องทางหรือแซงทุกครั้งต้องปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ = ต้องให้สัญญาณไฟหรือสัญญาณแตร

หมวดเครื่องหมายพื้นทาง

คาดว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นสัญลักษณ์บนพื้นถนน แต่ก่อนจะได้สอบกับข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ เรามาดูเครื่องหมายที่จำเป็นต้องใช้หรือควรต้องรู้ในการขับรถยนต์จริงและเป็นเครื่องหมายที่คุณสามารถพบได้บ่อยในำการขับขี่รถยนต์ 

 เครื่องหมายนี้มีความหมายว่าอย่างไร

คำตอบ = ห้ามหยุดรถยนต์ทุกชนิดภายในเครื่องหมาย ยกเว้นหยุดเพื่อรอเลี้ยวขวา

เมื่อผู้ขับขี่พบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ = ห้ามขับรถแซงภายในช่องแบ่งรถนี้

เครื่องหมายนี้มีความอย่างไร

คำตอบ = เส้นแบ่งทิศทางจราจร คู่

หมวดป้ายบังคับ

อีกหนึ่งหมวดที่ออกข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ค่อนข้างบ่อย คือหมวดป้ายบังคับ ที่ใครเห็นต่างก็ต้องรู้ว่าป้ายเหล่านี้มีไว้เพื่อบอกอะไรกับเรา และเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรหลังจากเห็นป้ายสัญลักษณ์ดังกล่าว 

เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ  = ห้ามขับรถทุกชนิดเข้าไปในทิศทางที่ติดตั้งป้าย

เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร

คำตอบ = ห้ามกลับรถไปทางซ้าย

เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ = ให้รถหรือคนที่ขวางทางด้านหน้าไปก่อน

หมวดป้ายเตือน

หากคุณขับรถโดยปราศจากการรับรู้เกี่ยวกับหมวดป้ายเตือน ก็อาจะทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการขับขี่ขึ้นได้ การขับขี่จึงจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับหมวดป้ายเตือนเป็นอย่างมาก นั่นจึงเป็นที่มาของข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ที่ถามเกี่ยวกับเครื่องหมายดังต่อไปนี้

เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ = ควรขับรถให้ช้าลง

เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร

คำตอบ = ทางข้างหน้าเป็นวงเวียน

เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ = ช่องการจราจรด้านขวาปิด

หมวดป้ายแนะนำ

ป้ายในลักษณะนี้มักมีสีเป็นสีน้ำเงินให้สังเกตได้ง่าย และเห็นได้ค่อนข้างชัด ส่วนใหญ่มักเป็นป้ายแนะนำ ไม่ใช่ป้ายเตือน เพื่อแจ้งกับคนขับขี่ว่าข้างหน้าจะมีจุดกลับรถหรือเป็นทางด่วน ให้คนขับขี่มีความระมัดระวังและเลือกใช้เส้นทางให้ถูกต้องมากขึ้น

toll sign

เครื่องหมายนี้หมายความว่าอย่างไร

คำตอบ = เริ่มต้นทางด่วน

เมื่อพบเครื่องหมายนี้ ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ =  ทางข้างหน้ามี “จุดกลับรถ”

เมื่อพบเครื่องหมายนี้ควรปฏิบัติอย่างไร 

คำตอบ = ขับรถให้ช้าลงและระมัดระวัง คนข้ามถนน

หมวดเทคนิคการขับรถอย่างปลอดภัย

อีกหมวดสำคัญที่มักพบได้บ่อยในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ แน่นอนว่าหมวดนี้ยังจำเป็นต้องออกและมักจะออกในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์แน่นอน  นับว่าเป็นหมวดที่สำคัญเพื่อสร้างท้องถนนที่ดีและปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ทุกคน แนะนำว่าหมวดนี้ควรศึกษาไว้ให้มากที่สุด

1.ขณะขับรถบนทางลาดชัน แล้วเครื่องยนต์ดับ ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ = ให้เหยียบเบรก พร้อมถึงเบรกมือ เข้าเกียร์ว่าง พร้อมกับสตาร์ทรถใหม่

2.การขับรถผ่านที่ชุมชน ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติอย่างไร

คำตอบ =  ให้ชะลอความเร็ว หรือใช้ความเร็วต่ำ พร้อมระมัดระวังในการขับขี่

3.การขับรถบนทางด่วนหรือทางหลวงพิเศษ ควรขับขี่อย่างไรให้ถูกต้อง

คำตอบ = ขับรถตามความเร็วที่กฎหมายกำหนด

สรุปโพยข้อสอบใบขับขี่รถยนต์

โพยข้อสอบที่ได้เขียนไปในข้างต้น เป็นหนึ่งในข้อสอบอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นจุดสำคัญและข้อที่สำคัญ มักจะออกบ่อย ๆ ในข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ หากใครที่ต้องการอ่านข้อสอบหรือโพยข้อไหนที่ต้องเด่น บทความนี้ได้คัดมาให้คุณแล้ว 

ใครที่กำลังสงสัยว่าควรต้องอ่านอะไรอย่างไรบ้าง ก็ลองศึกษาตามหมวดข้างต้นดู โดยส่วนใหญ่แล้วข้อสอบมักจะออกคล้าย ๆ ของปีก่อน สามารถนำข้อสอบของปีก่อนมาศึกษาดูเป็นแนวทางและโพยไว้ได้ เมื่อคุณสอบใบขับขี่รถยนต์ 2564 ผ่านแล้ว ก็จัดไปเลยสำหรับ

รถยนต์คันใหม่ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มขับรถ รถยนต์มือสองที่มีราคาถูก สภาพเยี่ยมอาจลดความกังวลใจในการขับลงท้องถนนครั้งแรกของคุณได้ดีมากขึ้น เพราะการขับรถใหม่เอี่ยมป้ายแดง ในฐานะมือใหม่อาจทำให้คุณกังวลใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นไปตำรถยนต์คันใหม่ที่เป็นมือสองกันเลย!