Mar 9, 2021 | บทความยานยนต์
ในการขับรถออกจากบ้านทุกครั้ง หลายคนโดยเฉพาะคนที่ขับรถไม่แข็งคงมีความกังวลกันอยู่บ้าง ถึงแม้เทคนิคการขับรถคงเป็นสิ่งที่มือเก๋าค่อนข้างคุ้นเคยกับการขับแล้วคงไม่อยากรู้นัก แต่การสร้างความระมัดระวังในการขับขี่คงจะดีกว่าใช่ไหมล่ะคะ
เทคนิคขับรถให้ปลอดภัยที่สุด
1.ไม่ขับจี้ท้ายรถคันหน้า
การขับรถที่ปลอดภัยจริง ๆ คือการไม่ขับรถจี้ท้ายรถคันหน้า เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นคลิปในข่าวกันมาบ้างใช่ไหมล่ะคะ ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เด่นชัดที่สุด คงเป็นข่าวเมื่อต้นปี พ.ศ. 2562 ที่รถชนกันต่อท้ายยาวถึง 6 คัน และทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 35 ราย ตรงจุดเกิดเหตุเลย
หากถามว่าเพราะอะไรจึงทำให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่นี้ สาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นเริ่มมาจากรถเก๋งคันหน้าสุดเบรกกะทันหัน ทำให้รถที่ตามมาข้างหลังต้องเบรกฉุกเฉินตาม เมื่อคุณขับรถยนต์ไม่เว้นระยะ จี้ท้ายรถคันหน้าเพื่อหวังให้อีกฝ่ายหลบซ้ายไป
แต่นั่นแหละค่ะ สาเหตุที่เกิดอุบัติเหตุรถชนท้ายต่อกัน ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ในปี พ.ศ.2562 แต่เพียงอย่างเดียว เหตุการณ์ลักษณะแบบนี้คุณสามารถเห็นได้บ่อยเสียยิ่งกว่าบ่อย ดังนั้นการขับรถให้ปลอดภัย คุณควรเว้นระยะห่างกับคันด้านหน้าไว้ เผื่อในกรณีฉุกเฉินคุณจะได้มีระยะในการเบรกนั่นเอง
2.ไม่ขับด้วยความเร็วสูงในเลนซ้าย
ถ้าหลายคนนึกไม่ออกว่าการขับรถด้วยความเร็วสูงในเลนซ้ายเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างไร ย้อนกลับไปเมื่อข่าวปี พ.ศ.2559 กับโศกนาฏกรรมบนท้องถนน ที่รถเบนซ์ชนท้ายรถเก๋งฟอร์ดจนเกิดการระเบิดและไฟลุกทั้งคัน หากใครยังจำได้คงรู้ว่า รถเบนซ์คันนั้นขับมาในเลนซ้ายด้วยความเร็วที่สูงกว่า 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก่อนจะเบรกไม่ทันและชนกับรถเก๋งฟอร์ดที่อยู่ในเลนซ้าย และใช้ความเร็วเพียง 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
อย่างน้อยในเรื่องนี้คนเขียนอยากให้ทุกคนขับด้วยความเร็วตามเลน ซ้ายคือเลนที่ขับช้า ส่วนขวาคือเลนที่ขับเร็ว การขับแบบนี้ไม่ใช่แค่เพื่อตัวคุณเอง แต่เพื่อคนร่วมท้องถนนของคุณด้วย ความปลอดภัยสร้างได้ด้วยจิตสำนึกในการขับนะคะ
3.ไม่แซงไหล่ทาง
อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำ ขณะขับรถเพื่อทำให้คุณสามารถขับรถได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น หากถามว่าทำไมถึงห้ามแซงไหล่ทาง คุณเคยเห็นใช่ไหมล่ะคะว่าบางทีไหล่ทางทั้งซ้ายและขวามีที่ว่างอยู่ การขับตรงนั้นก็เหมือนอีกเลน แต่พูดเลยค่ะ ว่าสิ่งที่คุณคิดมันผิด!
อุบัติเหตุบางครั้งก็เกิดจากการที่คุณวิ่งไหล่ทางเนี่ยแหละ นอกจากจะเสี่ยงตกลงไปด้านข้างแล้ว ยังเสี่ยงที่จะทำให้รถคันอื่น ๆ บนถนนเสียจังหวะในการขับขี่อีกด้วย
4.อย่ารีรอในการตัดสินใจ
พูดเลยค่ะว่า การที่คุณไม่ตัดสินใจในทันที จะทำให้คุณเสียจังหวะในการขับรถไป ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขับรถจนมาถึงตอนที่ไฟสัญญาณกำลังใกล้จะแดง แต่เนื่องด้วยความเร็วที่สูงเกินกว่าจะเบรก แนะนำให้คุณขับผ่าไปเลยจะดีกว่า เพราะถ้าจะเบรกคุณควรจะดูด้านหลังของคุณให้ดีเสียก่อนว่ามีรถคันไหนตามหลังมาหรือไม่ การเบรกกะทันหันอาจเสี่ยงให้เกิดการชนท้ายขึ้นได้
5.เปิดไฟให้สัญญาณทุกครั้ง
คุณควรเปิดสัญญาณไฟทุกครั้งก่อนจะเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน ลองคิดดูว่าถ้าคุณไม่ให้สัญญาณก่อนเปลี่ยนเลนจะเกิดอะไรขึ้น หลายครั้งอุบัติเหตุก็เกิดจากการที่คุณเลินเล่อและคิดว่าทุกคนจะเดาใจคุณออกว่ากำลังจะขับไปทางไหน ดังนั้นขณะขับรถอย่าลืมเปิดไฟสัญญาณกันนะ
6.เข้าโค้งอย่างระมัดระวัง
วิธีการเข้าโค้งที่ดีคือการเข้าโค้งด้วยความเร็วที่ไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะคุณจะยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคงที่สุด นอกจากนั้นแล้วการเข้าโค้งที่ดีคือการเหยียบคันเร่งไปด้วย ถ้าคุณปล่อยคันเร่งแล้วใช้แรงเหวี่ยง จะทำให้คุณบังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น การเข้าโค้งที่ดีคือการเหยียบคันเร่งเพื่อประคองรถและไม่ควรใช้ความเร็วจนคุมรถไม่อยู่
7.อย่าเหยียบเบรกบ่อยเกินไป
การเหยียบเบรกบ่อยเกินไป อาจทำให้ผ้าเบรกไหม้ได้ ไม่ใช่แค่กับเวลาขับขี่บนภูเขาอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการเหยียบเบรกทุกครั้งจะทำให้ผ้าเบรกถูกใช้งาน เนื่องจากต้องรับความร้อนที่มาจากเบรก การขับขี่ที่ป้องกันไม่ให้เกินผ้าเบรกไหม้จนหมดและทำให้รถที่ตามมาด้านหลังเสียจังหวะ คือการเหยียบเบรกแค่จำเป็น ถ้าคุณรู้สึกว่ารถของคุณเร็วเกินไป ลองใช้วิธีปล่อยคันเร่งเพื่อควบคุมรถแทนก็ได้
8.ดูความเร็วก่อนเปลี่ยนเลน
รู้หรือไม่ว่า อุบัติเหตุในเมืองไทยส่วนใหญ่มักเกินขึ้นจากการเปลี่ยนเลนโดยไม่ดูความเร็วของรถคันด้านหลัง ทั้ง ๆ ที่ก่อนจะเปลี่ยนเลนทุกคนควรจะระวังรถอีกเลนก่อน แต่บนท้องถนนที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ การเปลี่ยนเลนมักเป็นเรื่องที่ถูกละเลยได้ง่าย
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อรถของคุณวิ่งอยู่บนทางหลวงและวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเลนขวาสุด ทว่าจากที่ขับอยู่ รถที่อยู่ด้านซ้ายมือของคุณก็ออกจากเลนมาโดยที่มีความเร็วเพียง 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง จึงทำให้รถของคุณชนเขากับคันหน้าแบบไม่ต้องถามสาเหตุที่มา การเปลี่ยนเลนจึงจำเป็นต้องดูความเร็วของคันด้านหลังให้ดีเสียก่อน ถ้าเลนที่มีความเร็วเยอะกว่าเลนที่คุณขับอยู่ล่ะก็ ดูให้แน่ใจเสียก่อน จึงค่อยเปลี่ยนเลนจะดีกว่า
9.ระวังจักรยานยนต์
หากอยากขับรถยนต์ให้ราบรื่นไม่กังวัลอุบัติเหตุ ก่อนอื่นเลยคุณต้องระมัดระวังรถจักรยานยนต์ให้ดี เพราะมุมมองของคนขับรถยนต์จะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่าคนที่ขับรถจักรยานยนต์ แต่แน่นอนว่า บางครั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่าก็ทำให้คนขับรถยนต์ไม่เข้าใจคนขับรถจักรยานยนต์ว่าทำไมต้องขับเช่นนั้น
แต่รู้หรือไม่ว่าคนขับรถจักรยานยนต์ก็ไม่เข้าใจคนขับรถยนต์เช่นเดียวกัน แต่ด้วยจำนวนประชากรในประเทศไทยกลุ่มรถจักรยานยนต์ก็มีค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะในกรุง การขับขี่จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะบางครั้งรถจักรยานยนต์ที่สามารถขับได้สะดวกและคล่องตัวกว่ารถยนต์ ก็แทรกไปมาตามเลนต่าง ๆ และไปอยู่ในมุมอับของรถยนต์ จึงเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่ายทีเดียวเชียว
10.หากกลับรถไม่ได้ ให้ไปกลับที่แยก
ปัญหาของมือใหม่และมือเก่าบางคนที่ไม่มีความมั่นใจในเรื่องของการกลับรถ ใครว่าการกลับรถเป็นเรื่องที่ง่ายกัน หากรถไม่ติดแล้วล่ะก็ การกลับรถจัดเป็นด่านมหาโหดสำหรับคนที่ขับรถไม่แข็งเลยทีเดียว เพราะต้องอาศัยทั้งจังหวะและความเร็วในการกลับให้ทันท่วงที บางครั้งในการกลับรถก็ไม่ได้มีคนใจดีคอยหยุดให้เราเสมอไป
เพื่อเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการกลับรถได้อย่างน่าหวาดเสียว จึงขอแนะนำว่าหากใครไม่มั่นใจในฝีมือการกลับรถของตนก็ขอให้ยอมขับเลยไปอีกสักนิดและหาแยกหรือสะพานกลับรถ เพื่อใชักลับรถจะดีกว่านะคะ เสียเวลาหน่อยแต่กลับง่ายแถมยังปลอดภัยมั่นใจหายห่วงไปเลยค่ะ
จากเทคนิคข้างต้นจะเห็นได้ชัดเลยว่าสิ่งที่สำคัญสำหรับการขับรถคือความระมัดระวังและการรู้จักรถของตนให้ดีที่สุด จึงจะสามารถขับได้อย่างมั่นใจทั้งยังสามารถเลี่ยงปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างมาก
ดังนั้นการเริ่มต้นการขับรถสักที อาจเริ่มต้นด้วย “รถยนต์มือสอง” สักคันที่หากชนขึ้นมาก็ยังเสียค่าซ่อมน้อยกว่ารถมือหนึ่งแต่ไร้ประกัน ลองหารถยนต์มือสองได้เลยที่ Kaidee จัดไปเลยค่ะ
Mar 4, 2021 | บทความยานยนต์
สมัยนี้ไม่ว่าอะไรก็ต้องเป็นดิจิทัล หรืออย่างน้อยมีเทคโนโลยีมาผสมไปหมด จนทำให้ผลิตภัณฑ์ธรรมดาหลายๆ ตัว ได้กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ (อุปกรณ์ AI) มากมายในปัจจุบัน ยกตัวอย่างจากสิ่งรอบตัว เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน, หนังสือ E-Book, Smart Watch, เทคโนโลยีภาพสามมิติเสมือนจริง หรือเวอร์ชวล เรียลลิตี้ และอีกมากมาย เทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนแต่ช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการใช้ทรัพยากรคน และเวลาให้น้อยที่สุด
หนึ่งในเทคโนโลยีที่เป็นที่จับตามอง และมาแรงในปัจจุบัน ก็คงหนีไม่พ้น Electric Vehicle (EV) หรือ รถยนต์ไฟฟ้า นั่นเอง แน่นอนว่าธุรกิจหลายแห่ง ต่างรีบแห่กัน กระโดดเข้าเทรนด์ ทยอยกันออก รถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นว่าเล่น และแน่นอนว่า แอปเปิล (Apple Inc) ก็ไม่ต่าง
ขอบคุณรูปจาก Medium.com
ด้วยสโลแกนของบริษัท “Think Different” และความเป็นผู้นำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ รายยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Apple ไม่คิดจะหยุดแค่สร้างรถยนต์ไฟฟ้าธรรมดาๆ อีกคันให้โลก หรือเพิ่มเติมแค่แปะโลโก้รูปแอปเปิลลงไปที่รถแน่นอน ปี 2014 ที่ผ่านมา Apple ได้ประกาศ แผนการที่จะผลิต “iCar” รถยนต์ไฟฟ้าประเภทขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งคนขับ ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “Project Titan. ” ซึ่งมีกำหนดจะเสร็จภายในปี 2024
ไม่ว่าแผนการ การพัฒนา iCar ที่ว่าของ Apple นี้จะเป็นอย่างไร ฟีเจอร์ต่างๆ จะสู้กับเจ้าเก่าไฟยังแรงอย่าง Tesla ได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบค่ะ
แต่ก่อนอื่นเรามารู้จัก Electric Vehicle หรือ รถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนนะคะ
รถยนต์ EV คืออะไร
รถยนต์ EV (Electric Vehicle) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” นั้น เป็นรถยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้าตัวนี้จะเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ว่าไว้ในแบตเตอรี่ของรถ ที่สามารถชาร์ตได้ตลอดเวลาเมื่อแบตเตอรี่หมด
การทำงานของระบบรถยนต์ไฟฟ้านั้น ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักๆ นั้นก็คือ แบตเตอรี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้า
การขับเคลื่อนของรถยนต์ EV นั้น เริ่มจากตัวแบตเตอรี่ ที่เป็นแหล่งสะสมพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง จากนั้น จะเป็นหน้าที่ของตัวแปลงกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ากระแสตรงให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อถ่ายพลังงานไปให้มอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของรถยนต์ขึ้นนั่นเอง
เพื่อนๆ จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้น ง่าย ใช้แค่พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้แล้ว ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเพื่อนๆ ประหยัดทั้งพลังงาน และค่าใช้จ่าย ได้ดีกว่ารถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป
รถยนต์ไฟฟ้าจาก Apple
ขอบคุณรูปจาก Teslarati.com
Apple Inc ได้ประกาศเริ่มโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติไปเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวภายในปี 2024 ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ Apple ได้ประกาศแผนการดังกล่าวไป ก็ได้เงียบหาย ซุ่มพัฒนาสร้างรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ให้ปาก ไม่ให้เสียงแก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด เรียกได้ว่าทำเอาแฟนๆ กังวลว่าเราจะได้เห็นสุดยอดรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ ฝีมือบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำที่เราไว้วางใจอย่าง Apple ในเร็ววันจริงๆ หรือเปล่า
เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Apple ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังอีกเช่นเคย Apple ประกาศจ้าง ‘Doug Field’ ซึ่งเขาเป็นอดีตพนักงานของ Apple ที่หันไปทำงานให้กับบริษัท Tesla เป็นเวลานานถึง 5 ปี โดย Apple ได้มอบหมายให้ Doug Field รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินแผนการนี้ต่อไป และหลังจากนั้น โปรเจคต์พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ก็มีความคืบหน้าขึ้นมาก
จุดประสงค์หลักของ Apple คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้อัตโนมัติ และที่สำคัญรถยนต์คันนี้จะต้องมีกลุ่มเป้าหมายเป็นตลาดมวลชน (Mass Market) หรือกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากบ้านยักษ์ใหญ่ อย่าง Tesla ที่เน้นตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
นอกจากนี้ Apple ยังยืนยัน นอนยันอีกว่า รถยนต์ไฟฟ้าตัวนี้จะมีแบตเตอรี่รูปแบบใหม่ที่ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น และยังช่วยประหยัดต้นทุน ได้ดีด้วย
iCar VS Tesla
ขอบคุณรูปจาก Teslarati.com
ถ้าพูดถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ แน่นอนว่าเป็นใคร ใครก็ต้องนึกถึง เทสลา (Tesla) บริษัทเชื้อสายอเมริกัน ผู้ผลิตยานพาหนะไฟฟ้าที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ซึ่ง CEO ของบริษัทเทคโนโลยีล้ำนี้ จะเป็นใครไม่ไม่ได้นอกจาก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ขวัญใจน้องๆ Gen Z นั่นเองค่ะ
เนื่องจาก Tesla มีชื่อเสียงอย่างมาก ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% นอกจากจะมีสมรรถนะเทียบเท่ากับ SuperCar แล้ว ยังประกอบไปด้วยเทคโนโลยีช่วยขับอย่าง ‘Autopilot’ โดยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย
เท่านี้ยังไม่พอ การบังคับทุกอย่าง ตั้งแต่เกียร์ ยัน อุณหภูมิในรถ คนขับต้องบังคับผ่านหน้าจอหน้าคนขับเท่านั้น จนทำให้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การซื้อ รถยนต์เทสล่า เหมือนเป็นการซื้อไอแพดอันขนาดยักษ์ เว้นซะแต่ว่ามันสามารถพาเราไปไหนมาไหนได้นั่นเอง
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทันทีที่ Apple ประกาศแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า สื่อหลายฝ่ายต่างเริ่มเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าอัตโนมัติของ Apple และ Tesla กันมากมาย ข้อเปรียบเทียบจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาดูกันเลย
1. ความสามารถทางดีไซน์
ขอบคุณรูปจาก Medium.com
เรื่องของดีไซน์ต้องยอมรับเลยว่า Apple นั้นชนะขาดลอย เมื่อเทียบกับดีไซน์ของ Tesla ที่มักจะโดนแฟนๆ ตั้งคำถามอยู่เสมอ และที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Tesla “Cybertruck” รถกระบะไฟฟ้า ที่มีดีไซน์เหมือนรถถังล้ำยุค ไม่เหมือนใคร และก็ไม่แน่ใจด้วยว่าจะมีใครอยากเหมือนด้วยหรือเปล่า
ขอบคุณรูปจาก Tesla
ซึ่งนี่ก็แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั้งหลายจาก Apple อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ว่า Apple จะออกอะไรมา ก็เป็นที่ชื่นชมไปซะหมด แม้ว่าดีไซน์ของ Apple จะเรียบง่าย แต่ก็โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง
Apple มุ่งเน้นการออกแบบ แบบ Minor Change นั่นก็คือการออกแบบเพียงแค่ให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูดีมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่การออกแบบ แบบถอนรากถอนโคน ซึ่งนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Apple ถึงมีแบรนด์ Identity ที่ชัดเจน
2. ความพร้อมของเงินทุน
ขอบคุณรูปจาก iotmaniac
แน่นอนว่าเงินทุน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะการผลิตรถยนต์สักรุ่นนั้น ไม่เพียงแค่ต้องมีเงินที่มากพอ แต่ยังต้องมีเหลือ ให้ใช้กับการสร้างโรงงาน การพัฒนาการทำการตลาด และอีกมากมาย
Tesla ในปีที่ผ่านมาได้ มีเงินทุนที่มากขึ้นอย่างน่าทึ่ง ถึงขั้นมีมูลค่าหุ้นมากถึง 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ Apple แล้ว ต้องยอมรับเลยว่า Apple เขามีเงินหมุนเวียนบริษัทที่มากกว่า Tesla อยู่มาก
3. ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ
ขอบคุณรูปจาก Themoscowtimes
ถึงแม้ว่าเงินจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าฝีมือและความสามารถของคนทำธุรกิจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องของยานยนต์ Apple ยังมีพนักงานที่เชี่ยวชาญไม่เท่า Tesla ดังนั้นถ้า Apple อยากเพิ่มความน่าเชื่อถือในส่วนนี้ Apple จำเป็นต้องจ้าง วิศวกรเครื่องยนต์ อีกมาก เพื่อมาสู้กับ Tesla ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจยานยนต์โดยเฉพาะมานานถึง 17 ปี
ท้ายที่สุด Apple ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่คือการผลิตรถยนต์ ไม่ใช่การผลิตมือถือ หรือไอแพดอย่างเคย ความปลอดภัยนั้น การันตีชีวิตคน ไม่ใช่แค่ ความปลอดภัยเพียงแค่ในโลกไซเบอร์
สรุปท้ายบทความ
ปัจจุบันตลาดรถยนต์ได้เร่งก้าวหน้า พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนรถยนต์แบบเผาไหม้เชื้อเพลิงทั่วไป ไปเป็นรถยนต์ไฮบริด (เครื่องยนต์ผสมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน) จนในท้ายที่สุดกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) อย่างในปัจจุบัน
ฉลาดทำธุรกิจแบบ Apple แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยโอกาสทำเงินนี้ให้หลุดมือไป ล่าสุด Apple ได้เปิดเผยแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับขึ้น แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด ทำให้ยังเรายังไม่เห็นปลายทางความสำเร็จของ Apple คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ตามท้องถนนได้เมื่อไร
แต่ระหว่างที่เรารอกัน Kaidee แนะนำให้เพื่อนๆ ลองเข้ามาเช็ครถยนต์มือสองในเว็บไซต์ของเราก่อนได้นะคะ แม้ว่าอาจจะไม่ล้ำมากมายเท่า Apple แต่รับรองว่า ช่วยเพื่อนๆ ประหยัดงบ ชนะ Apple แน่นอน
Feb 24, 2021 | บทความยานยนต์
ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าความรู้ในเรื่องของดาราผมมีเยอะมาก (ประชด!! เศร้าป่ะ) แต่ทำไงได้ ในเมื่อให้เขียนก็ต้องเขียน ผมเลยไปหาข้อมูลมาแล้ว จาก Instagram เพื่อเอาข้อมูลมาเล่าต่อให้แก่คนที่อยากรู้ (จะมีใครอยากรู้ไหมนะ??)
หากลองสังเกตดี ๆ ก็จะรู้ได้ในทันทีว่าดาราไทยส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อรถที่เป็นรถหรู ไม่ก็เป็นรถสปอร์ต แต่ว่าก็ไม่น้อยเลยที่ยังคงรักความเป็นรถเก่าที่น่าสะสมก็มีอยู่บ้าง วันนี้ผมจะมาขยายความให้ว่าใครขับรถอะไร และรถรุ่นที่ขับเนี่ยสเปคเป็นอย่างไร ทำไมถึงน่าขับ?? ไปดูกันเลย!!
มาริโอ้ เมาเร่อ กับรถ Volkswagen 23 Window Samba Bus
มาริโอ้เป็นดาราหนุ่มชาวไทยที่มีความชอบในเรื่องของรถเก่า ด้วยความรักและหลงใหลทำให้เขามีรถยนต์มากมาย และสร้างชื่อเสียงในการประกวดรถเก่าอีกด้วย แต่วันนี้ผมขอยกรุ่นนี้ “Volkswagen 23 Window Samba Bus” ที่เห็นกันได้บ่อย ๆ ตามรายการทีวีต่าง ๆที่เค้าไปออก (ซึ่งมักจะพังโชว์กลางรายการเสียด้วย ฮ่า ๆ) ใครที่เป็นแฟนรถสายวินเทจ จะไม่รู้จักรถรุ่นนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยความเอกลักษณ์ของหน้า V รวมไปถึงกระจกรอบคันที่มีมากถึง 23 บาน
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : สูบนอน 4 สูบ ขนาดของเครื่องยนต์ : 1,192 cc. แรงม้าสูงสุด : 40 แรงม้า เกียร์ : ธรรมดา 4 จังหวะ
เอกลักษณ์โดดเด่นของ Volkswagen 23 Window Samba bus ตามชื่อเลยคือเป็นรถบัสขนาดเล็กที่มี 23 หน้าต่าง และได้ความคลาสสิคด้วยหน้าตาตัว V ที่ทำให้เหล่านักสะสมนั้นต้องละลาย ถึงแม้ว่ารถรุ่นนี้จะมีความเก่าก็ตาม
ดีเจเพชรจ้า กับรถ Nissan GT-R R33
เป็นอีกหนึ่งคนดังที่มีรถยนต์จอดไว้เป็นเหมือนรถของเล่น เพราะว่าเขาซื้อไว้เยอะมากจริง ๆ แถมส่วนใหญ่รถที่ดีเจเพชรจ้ามีนั้นจะเป็นรถสีแดงและเป็นรถจากทางฝั่งยุโรปอีกด้วย แต่ในคันนี้ Nissan GT-R R33 เป็นรถจากทางฝั่งญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คันที่มีไว้ในครอบครอง ซึ่งเอกลักษณ์ของรุ่นนี้เลยคือไฟท้ายที่เป็นทรงโดนัท แถมผลิตมาน้อยอีกด้วย
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : RB26DETT Twin-Turbo ขนาดของเครื่องยนต์ : 2,568 cc. แรงม้าสูงสุด : 280 แรงม้า เกียร์ : ธรรมดา 5 สปีด
ดีเจเพชรจ้าได้บอกเอาไว้ว่า ส่วนตัวเขานั้นชอบ GTR R33 มากกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่เป็นรุ่นยอดนิยมอย่าง R32 และ R34 ด้วยเหตุผลที่ว่า R33 นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไรนัก ทำให้มีไลน์การผลิตที่น้อยและค่อนข้างที่จะสั้น ทำให้มีเพียงไม่กี่คันเท่านั้นถูกมานำจำหน่ายและมีความ Limited
โอ๊ต ปราโมทย์ กับรถ Mini Clubman
ด้วยคาแรกเตอร์ที่เข้ากับหนุ่มโอ๊ต ปราโมทย์ ที่มีลุคขี้เล่น ตลก เฮฮา รถ Mini Clubman สีเขียวฉูดฉาด แถมยังตั้งชื่อให้ว่า “น้องเขียวเหนี่ยวทรัพย์” อีกด้วย ซึ่งน่าจะตั้งมาเพื่อเรียกเงิน เรียกทองโดยเฉพาะ โดยปกติแล้วรถยนต์ Mini นั้นจะเป็นรถเล็ก ๆ เหมาะกับผู้หญิง แต่ในรุ่น Clubman นั้นไม่เป็นแบบนั้น จะมีความใหญ่ขึ้น นั่งได้หลายคนมากขึ้น จึงกลายมาเป็นตัวเลือกให้ใครหลาย ๆ คน
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : TwinPower Turbo 2.0 ขนาดของเครื่องยนต์ : 1,998 cc. แรงม้าสูงสุด : 192 แรงม้า เกียร์ : อัตโนมัติ
ลบคำว่ารถยนต์คันเล็กออกไปได้เลย เพราะ Mini Clubman นั้นมีความใหญ่ขึ้นมาจากรุ่นเดิม ๆ มาพร้อมกับดีไซน์แบบ 5 ประตู ที่จุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 5 คนและยังนั่งกันได้แบบสบาย ๆ อีกด้วย แต่เหตุผลจริงของโอ๊ต ปราโมทนั่นก็คือ ปกติการเดินทางไปไหนมาไหนก็มักจะเดินทางด้วยรถตู้คันใหญ่ ทำให้ไม่สะดวกสบายในการหาที่จอด จึงเลือกซื้อรถคันที่เล็กลงมาและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้นั่นเอง
นิกกี้ ณฉัตร กับรถ Porsche 991.1
ถือเป็นเจ้าพ่อรถ Porsche ที่แท้จริง เพราะรถทุกคันที่ผ่านมา นิกกี้ ณฉัตร ก็เลือกซื้อแต่แบรนด์นี้ เรียกได้ว่าเป็นแฟนตัวจริง โดยครั้งนี้มากับรถ Porsche 991.1 ที่เอามาทำสีใหม่ให้มีความคมเข้มมากยิ่งขึ้น เหมือนได้รถคันใหม่เลยทีเดียว (สวยงามตามท้องเรื่องจริง ๆ)
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว BOXER Bi-Turbo ขนาดของเครื่องยนต์ : 2,981 cc. แรงม้าสูงสุด : 450 แรงม้า เกียร์ : อัตโนมัติ 8 สปีด
รถยนต์สปอร์ตสุดหรู ไม่ต้องพูดมากก็รู้ว่าดี เร็ว แรง ดีไซน์สวยเท่ ที่ไม่ว่าใครที่เห็นก็ต้องมองตามจนตาค้าง ด้วยเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่างฉายา “หน้ากบ” ก็ยังคงเอาไว้ได้อย่างดีในรถรุ่นนี้ และน่าจะตอบสนองความชื่นชอบให้แก่เหล่านักสะสมได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน
โทนี่ รากแก่น กับรถ Toyota Land Cruiser 80
อีกหนึ่งคนที่เป็นแฟชั่นไอคอนให้กับคนไทย ด้วยสไตล์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่ให้ความเท่ และนำเทรนด์อยู่เสมอ แต่ด้วยจิตใจที่รักในการแคมป์ปิ้งทำให้โทนี่ รากแก่น เลือกซื้อรถลุย ๆ ที่เหมาะกับงานอดิเรกของเขาเองอย่าง Toyota Land Cruiser แถมยังเอามาติดเต้นท์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จนแทบจะกลายเป็นรถบ้านได้เลยทีเดียว
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : 1HD-T 4.2 TD ขนาดของเครื่องยนต์ : 4,163 cc. แรงม้าสูงสุด : 167 แรงม้า เกียร์ : ธรรมดา 5 สปีด
เป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ผู้ที่นิยมการไปท่องเที่ยวแบบแคมป์ปิ้ง ด้วยความที่เครื่องยนต์มีขนาดใหญ่ รวมไปถึงการขับเคลื่อนแบบออฟโรดที่สามารถขับไปได้ในทุก ๆ ที่ อีกทั้งยังนิยมเป็นอย่างมากในการเอามาดัดแปลงให้รถยนต์รุ่นนี้กลายมาเป็นรถบ้าน เหมาะกับการค่ำไหนนอนนั่นอย่างแท้จริง
เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว เกิดแรงบันดาลใจอันแรงกล้าในการที่จะเลือกซื้อรถแล้วล่ะก็ เข้ามาหาดูได้เลยที่ Kaidee Auto มีครบจบในที่เดียว โดดเด่นเรื่องรถทั้งมือหนึ่งและมือสอง ที่มีให้เลือกมากมาย
ปากกาขาว
Feb 23, 2021 | บทความยานยนต์
อีกหนึ่งปัญหาสุดคลาสสิกสำหรับการเดินทางนั่นก็คือ อาการง่วงนอนขณะขับรถ ถึงแม้ว่าเราจะนอนพักผ่อนมาเต็มที่ขนาดไหน แต่ถึงเวลาที่ต้องขับรถเป็นเวลานานก็อาจทำให้ร่างกายอ่อนเพลียจนเกิดอาการง่วงนอนเกิดขึ้นได้
ถ้าหากคุณรู้สึกว่ามีอาการหาวบ่อย หนังตาใกล้จะปิดเองแบบที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือรู้สึกวูบในระยะสั้นๆ นั่นหมายความว่าอาการง่วงเข้ามาครอบงำคุณแล้ว วันนี้ Kaidee จะมาแชร์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้คุณได้กลับมาสดชื่นอีกครั้ง เพื่อขับรถเดินทางต่อไปให้ถึงเป้าหมายโดยสวัสดิภาพ
ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น ผ้าเย็น และดมยาดม
ความง่วงในการขับรถระยะทางไกลเกิดจากการโฟกัสกับเส้นทางเดิมๆ เป็นเวลานาน ลองแวะปั๊มระหว่างทาง แล้วล้างหน้าล้างมือ ใช้ผ้าเย็นลูบศีรษะและท้ายทอยให้รู้สึกเย็น พร้อมสูดยาดมสมุนไพรเข้าปอดก็จะช่วยทำให้คุณกลับมาสดชื่นอีกครั้งได้
แวะยืดเส้นยืดสาย
ตลอดการขับรถจะต้องนั่งท่าเดิม พร้อมกับเท้าที่อยู่บนคันเร่ง และสองมือวางบนพวงมาลัย แน่นอนว่าจะต้องเกิดอาการเมื่อยล้าจนทำให้ง่วงอย่างแน่นอน การแวะจอดรถที่ปั๊มเพื่อลงมายืดเส้นยืดสาย ทำกายบริหารตามวิถีครูพละก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยไล่ความง่วงได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน
ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลัง
มาที่เครื่องดื่มกันบ้างสำหรับใครที่ต้องการเครื่อมดื่มที่คึกคัก เราอยากแนะนำกาแฟเย็นแบบกดเองที่เซเว่น-อีเลฟเว่น รับรองว่าตื่นแน่นอน และถ้าคุณไม่ใช่สายกาแฟก็ลองเครื่องดื่มชูกำลังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน
เปิดเพลงที่ชอบหรือจัดเพลงแดนซ์สนุกๆ
สร้างอารมณ์ร่วมไปกับการขับรถที่แสนยาวนานด้วยการเปิดเพลงเพลย์ลิสต์โปรดของคุณแล้วร้องตาม หรือจะดึงตัวเองออกจากภวังค์แห่งความง่วงไปกับเพลงบีทหนักๆ โฟกัสกับเส้นทาง และโยกศีรษะไปตามจังหวะเพลง
ฟังเรื่องสยองขวัญ
เรารู้ว่าผู้อ่านหลายคนเป็นคนที่กลัวผีแต่ก็ชื่นชอบที่จะฟังเรื่องผี ลองเปิดรายการผีทางยูทูป หรือดาวน์โหลด Podcast เรื่องผีเก็บไว้ฟังระหว่างขับรถในตอนกลางคืน อย่างน้อยก็ทำให้เกิดสมาธิและขับรถได้อย่างเพลิดเพลิน แต่อย่าตระหนกตกใจเกินไปจนเกิดอุบัติเหตุนะ
ง่วงจนไม่ไหว ควรแวะงีบสัก 25-30 นาที
ถ้าคุณรู้ตัวว่าง่วงหนักจนไม่ไหวแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการจอดที่ปั๊มน้ำมันที่มีคนพลุกพล่านเพื่อพักนอนหลับสัก 25-30 นาที ให้ร่างกายได้หลับลึกตามรูปแบบของ Power Nap ซึ่งจะสามารถทดแทนการนอนได้ประมาณ 2 ชั่วโมงต่อครั้งเลยทีเดียว หลังจากตื่นแล้วจะทำให้คุณสามารถขับรถต่อถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
สรุปท้ายบทความ
ไอเดียทั้งหมดที่เราได้นำเสนอไปเป็นเพียงแค่วิธีเบื้องต้นเท่านั้น แต่วิธีการแก้ปัญหาอาการง่วงที่ดีที่สุดก็คือ ง่วงแล้วไม่ควรขับ ถ้ารู้ตัวว่าง่วงก็ต้องแวะนอนพัก หรือเปลี่ยนให้คนอื่นช่วยขับก็จะดีกว่า สิ่งสำคัญของท้องถนนไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเรา แต่ยังมีผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ที่ทุกคนก็ต่างรักชีวิตของตัวเอง เพราะความปลอดภัยต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก
Feb 22, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันภัยร้ายที่ไม่ทันคาดคิดเกิดขึ้นรอบตัวเราได้เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มมิจฉาชีพที่เราสังเกตจากข่าวได้ว่านับวันยิ่งเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ และก็มาพร้อมวิธีการชิงทรัพย์ที่หลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วภัยร้ายต่างๆ มักเกิดขึ้นในบริเวณที่เปลี่ยว หรือที่ลับตาผู้คน
บริเวณที่จอดรถเราก็มักพบเจอข่าวเกี่ยวกับการจี้ปล้นอยู่บ่อยครั้ง และสำหรับบทความนี้เราจะมาพูดถึงวิธีป้องกันภัยร้ายที่แฝงมากับการจอดรถในที่เปลี่ยว เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ระมัดระวังตัวกัน จะมีวิธีไหนบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย
ไม่จอดรถในที่เปลี่ยว
ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถในที่เปลี่ยว โดยเฉพาะจุดที่เป็นซอกมุมที่ลับตา หรือที่ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาจะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกจี้ ปล้น หรือทำร้ายร่างกายได้ง่าย ดังนั้นจึงควรยอมเสียเวลาหาที่จอดรถในที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน หรือในบริเวณที่มีกล้องวงจรปิดจะดีที่สุด
สังเกตบริเวณรอบข้างก่อนขึ้น-ลงรถ
ก่อนที่จะขึ้นรถทุกครั้งควรจะสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีว่ามีใครที่ดูแล้วไม่น่าไว้วางใจตามเรามาหรือเปล่า ถ้าหากว่ามีควรจะรอจังหวะให้มีผู้คนเดินมาเยอะๆ แล้วรีบขึ้นรถในทันที และในกรณีที่จอดรถในที่เปลี่ยว หากจะลงจากรถควรสังเกตบริเวณโดยรอบให้ดีก่อน และถ้าจะหยิบสิ่งของก็ควรจะหยิบเตรียมไว้ให้พร้อมตอนอยู่บนรถ ไม่ควรยืนหันหลังก้มหยิบของอยู่นอกรถ เพราะส่วนใหญ่โจรหรือผู้ร้ายจะรอจังหวะที่เราเผลอเพื่อเข้ามาประชิดตัว
ล็อกรถทุกครั้งเมื่ออยู่ในรถ
ทุกครั้งที่ขึ้นรถมาแล้วควรจะล็อกรถก่อนเป็นอันดับแรกและทำให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันเหล่าโจรและมิจฉาชีพที่มักมาในหลายรูปแบบ ถ้าหากว่ามีคนเคาะกระจกก็ไม่ควรเปิดประตูรถหรือเปิดกระจกทั้งบาน
ตรวจเช็กประตูทุกบานให้มั่นใจว่าล็อกรถแล้ว
หลังจากที่ลงรถแล้วควรล็อกรถและทดลองเปิดประตู เพราะสมัยนี้มีเทคโนโลยีและวิธีต่างๆ ในการขโมย เช่น ตัดสัญญาณกุญแจรีโมทเพื่อไม่ให้เจ้าของรถล็อกรถได้ ดังนั้นเมื่อเราล็อกรถแล้วให้ลองเอามือเปิดประตูทุกครั้งเพื่อให้มั่นใจ
ไม่วางสิ่งของมีค่าไว้ในรถ
อีกหนึ่งสาเหตุหลักของการตกเป็นเหยื่อโจรทุบกระจก คือการที่เราวางสิ่งของที่มีค่าไว้ภายในรถ เช่น โทรศัพท์ สร้อยทอง โน้ตบุ๊ก เพราะสิ่งของมีค่าเหล่านี้จะสามารถล่อตาล่อใจพวกโจรที่เสี่ยงต่อการโดนงัดรถและทุบกระจกได้เป็นอย่างดี
สรุปท้ายบทความ
เคล็ดลับดังกล่าวที่เราแนะนำไปข้างต้นนั้นอาจจะไม่สามารถช่วยป้องกันมิจฉาชีพได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงลงได้ ซึ่งเป็นเพียงแค่คำแนะนำเพื่อป้องกันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับเราโดยไม่ทันคาดคิด เพราะภัยร้ายสามารถเกิดขึ้นกับเราได้เสมอ
สำหรับใครที่กำลังหาซื้อรถยนต์มือสองอยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีรถยนต์จำหน่ายกว่าสามหมื่นคัน